The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.3 หน่วยที่ 7

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.3 หน่วยที่ 7

ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.3 หน่วยที่ 7

หน ่ วยการเร ี ยนร ้ ู ท ี ่ ๗ วิวัฒนาการของดนตรี


วิวัฒนาการของดนตรี สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ ประวัติดนตรีตะวันตก ย ุ คสม ั ยต ่ างๆ ยุคสมัยกลาง ยค ุ สมย ัฟ ้ ื นฟ ู ศิลปวิทยาการหรือ สมัยเรอเนซองซ์ ยุคสมัยบาโรก ยุคสมัยคลาสสิก ยุคสมัยโรแมนติก ยุคสมัยศตวรรษ ที่ ๒๐ - ปัจจุบัน ผง ั สาระการเร ี ยนร ้ ู ตัวชี้วัด บรรยายว ิ วฒ ั นาการของดนตร ี แต ่ ละยค ุ สมย ั (ศ ๒.๒ ม.๓/๑) ประวัติดนตรีไทย ย ุ คสม ั ยต ่ างๆ


ประวต ั ด ิ นตร ีไทยย ุ คสมย ั ต ่ างๆ ดนตร ีไทยเป็ นวฒ ั นธรรมอน ั ล ้ า ค ่ าท ี่อยค ู ่ ู ่ กบ ั ชนชาต ิไทยมาต ้ ง ั แต ่ สมย ั โบราณ แต ่ ตน ้ กา เน ิ ดจร ิ ง ๆ น ้ น ั ไม ่ ม ี หลก ั ฐานปรากฏไวช ้ ด ั เจน จ ึ งทา ให้ดนตรีไทย เป็ นวฒ ั นธรรมอน ั งดงามและล ้ า ค ่ าของคนไทยท ี่ถ ่ ายทอดจากร ุ ่ นส ู ่ ร ุ ่นมาจนถึง ปั จจ ุ บน ั ทา ใหด ้ นตร ีไทยเป็ นเอกลก ั ษณ ์ ของชาต ิ เก ิ ดเป็ นขอ ้สน ั น ิ ษฐานของ ตน ้ กา เน ิ ดดนตร ีไทยไว ้๒ แบบ


อดีต ปั จจ ุ บน ั อนาคต สม ั ยส ุ โขทย ั สม ั ยอย ุ ธยา สม ั ยธนบ ุ ร ี สมัยรัตนโกสินทร์ ประวต ัิ ดนตร ีไทยในย ุ คสม ั ยต ่ างๆแบ ่ งออกได ้ เป็ นดง ั น ี ้ ย ุ คสม ั ยของดนตร ีไทย


๑. สม ั ยส ุ โขท ั ย สมย ั ส ุ โขทย ั ดนตร ีไทยม ี ลก ั ษณะเป็ นการขบ ั ลา นา และร ้ องเล ่ นกน ั อยา ่ ง พ ้ ื นเม ื องเก ี่ยวกบ ั เคร ื่องดนตร ีไทยจากจาร ึ กเร ื่องราวของดนตร ี บางส ่วนที่ปราก บนศิลาจารึก “เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ”แสดงให้เห็นวา ่ ในสมย ั ส ุ โขทย ั ม ี การนา ดนตร ี มาใชใ้ นก ิ จกรรมต ่ าง ๆ เพลงท ี่ม ีในสมย ั ส ุ โขทัยเป็ นเพลง พ ้ ื นเม ื องไดแ ้ ก ่ เพลงเทพทอง หร ื อเร ี ยกอ ี กช ื่อวา ่ เพลงส ุ โขทย ั


พิณเพียะ เคร ื ่ องดนตร ีไทยสม ั ยส ุ โขท ั ย บัณเฑาะว์ ตัวอย่างเครื่องดนตรี สม ั ยส ุ โขทย ั ซอสามสาย ปี่ ใน กรับพวง


๔. เครื่องตี


ส ่ วนบทเพลงท ี่ม ีในสมย ั ส ุ โขทย ั น ้ น ั เป็ นเพลงพ ้ ื นเม ื อง เร ี ยกกน ั วา ่ เพลงเทพทอง ม ี ลก ั ษณะคลา ้ ยกบ ั เพลงฉ ่ อย ต ่ อมาไดพัฒนา ้ เป็ นเพลงละครและมีวงปี่ พาทย์บรรเลงรับ จ ึ งเร ี ยกวา ่ เพลงส ุ โขทย ั จึงได้สันนิษฐานวา ่ เพลงเทพทองน ้ น ั เป็ นบทเพลงท ี่เก ิ ดข ้ึ นมา ต ้ ง ั แต ่ สมย ั ส ุ โขทย ั แต ่ เป็ นเพ ี ยงเพลงพ ้ ื นเม ื อง เท ่ าน ้ น ั ไม ่ ม ี ดนตร ี บรรเลง


๒. สม ั ยอย ุ ธยา สมย ั อยธ ุ ยา ดนตร ีไทยม ี ความเจร ิ ญมาก ทา ใหป้ ระชาชนน ิ ยมเล ่ นดนตรี กน ั อยา ่ งแพร ่ หลายแมแ ้ ต ่ในเขตพระราชฐาน จนกระทง ั่ในสมย ั ของสมเดจ ็- พระบรมไตรโลกนาถ ตอ ้ งม ี ก มณเฑ ี ยรบาลกา หนดวา ่ “ห้ามร้องเพลงเรือ เป่ าขล ่ ุ ยเป่ าปี่ส ี ซอ ดด ี กระจ ั บปี่ตโี ทนทบ ั ในเขตพระราชฐาน” เคร ื่องดนตร ีไทยสมย ั อยธ ุ ยาบางชน ิ ดร ั บช ่ วงมาจากสมย ั ส ุ โขทย ั แต ่ ม ี การพฒ ั นาและประด ิ ษฐเ ์ คร ื่องดนตร ีใหม ่ อ ี กหลายชน ิ ด ทา ใหเ ้ คร ื่องดนตรีในสมัย อยธ ุ ยาครบเก ื อบท ุ กประเภท


เครื่องดีด ตว ั อยา ่ งเคร ื่องดนตร ี สมย ั อยธ ุ ยา กระจับปี่ พิณน ้ า เตา ้ จะเข้


Company Logo เครื่องสี ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้


Company Logo เครื่องตี กรับคู่ ฉิ่ง ฆอ ้ งวงใหญ่ กรับเสภา ระนาดเอก โทน-ร ามะนา


๓. สม ั ยธนบ ุ ร ี สมย ั ธนบ ุ ร ี เป็ นช ่ วงภายหลง ั กอบกเ ู ้ อกราช และอย ู ่ ระหวา ่ งการฟ ้ ื นฟ ู บา ้ นเม ื องจ ึ งเป็ นสมย ั ท ี่ม ี การก ่ อสร้างเมือง ทา น ุ บา ร ุ งปกป้ องประเทศเป็ นส ่ วนใหญ ่ วงดนตร ีไทยในสมย ั น ้ ี จ ึ งไม ่ปรากฏหลก ั ฐานวา ่ ม ี การเปล ี่ยนแปลงหร ื อพฒ ั นามาจากเดิม ยง ั คงใชร ้ ู ปแบบดนตร ีไทยสมย ั อยธ ุ ยาต ่ อมา


๔. สมัยรัตนโกสินทร์ สมย ั ร ั ตนโกส ิ นทร ์ บา ้ นเม ื องไดร ้ั บการฟ ้ ื นฟ ู ทา น ุ บา ร ุ ง ประชาชนอยก ู ่ น ั อยา ่ งสงบส ุ ขเก ิ ดการฟ ้ ื นฟ ู ศ ิ ลปวฒ ั นธรรมต ่ าง ๆ จ ึ งเก ิ ดการเปล ี่ยนแปลงและ พฒ ั นาดนตร ีไทยใหม ้ี ความเจร ิ ญร ุ ่ งเร ื องเร ื่อยมาตามแต ่ ละยค ุ สมย ั ดง ั น ้ ี ๔.๑ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระพ ุ ทธยอดฟ้ าจ ุ ฬาโลกมหาราช ในสมย ั น ้ ี ดนตร ีไทยยง ั คงไม ่ ม ี การเปล ี่ยนแปลงมากนก ั ยง ั คงม ี ลก ั ษณะและร ู ปแบบมาต ้ ง ั แต ่ สมย ั อยธ ุ ยาแต ่ ม ี การเพ ิ่ม กลองทัด ในวงปี่ พาทย์อีก ๑ ลูก เป็ น ๒ ลูก ลูกที่มีเสียงต ่า จะเรียก ตัวเมีย และลูกที่มีเสียงสูง จะเรียกตัวผู้ ซึ่งนิยมใช้ในวงปี่ พาทย์ มาจนถึงปัจจุบัน


ในสมย ั น ้ ี ถ ื อวา ่ เป็ นย ุ คทองของดนตร ีไทยเพราะองค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัยในดนตรีไทย และทรงมีพระปรีชาสามารถในทางดนตรีไทย โดยพระองคท ์ รงส ี ซอสามสาย ม ี ซอค ู ่ พระหต ั ถ ์ ช ื่อวา ่ ซอสายฟ้าฟาด และ พระองคย ์ ง ั ทรงพระราชน ิ พนธ ์ บทเพลงท ี่ม ี ความไพเราะยง ิ่และใชบ ้ รรเลง จนเป็ นท ี่ร ู ้ จก ั กน ั ทว ั่ ไป ค ื อเพลงบ ุ หลน ั ลอยเล ื่อน ๔.๒ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระพ ุ ทธเลศ ิ หล ้ านภาลย ั


๔.๓ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระน ั ่ งเกล ้ าเจ ้ าอย ่ ู ห ั ว ในสมย ั น ้ ีไดม ้ี การพฒ ั นาวงปี่พาทยโ์ ดยพฒ ั นาเป็ นวงปี่พาทยเ ์ คร ื่องค ู ่ และม ี การประด ิ ษฐร ์ ะนาดท ุ ม ้ เพ ื่อใชบ ้ รรเลงค ู ่ กบ ั ระนาดเอกและฆอ ้ งวงเลก ็ใชค ้ ู ่ กบ ั ฆอ ้ งวงใหญ ่ ๔.๔ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระจอมเกล ้ าเจ ้ าอย ่ ู ห ั ว ในสมย ั น ้ ี ม ี การประด ิ ษฐระนาดทอง ์ (ระนาดเอกเหล็ก) และระนาดท ้ ุ มเหล็ก โดยนา มาบรรเลงในวงปี่พาทยเ ์ คร ื่องค ู ่ ทา ใหว ้ งปี่พาทยใ์ หญ ่ ข ้ึ น จ ึ งเร ี ยกวา ่ วงปี่พาทย ์ เคร ื่องใหญ ่ นอกจากน ้ ี ยง ั ม ี ผแ ู ้ ต ่ งเพลง ๒ ช ้ น ั ขยายเป็ นเพลง ๓ ช ้ น ั และตัดลงจนเป็ น ช ้ น ั เด ี ยว ทา ใหเ ้ ก ิ ดบทเพลงเถาในสมย ั น ้ ี ระนาดท ้ ุ ม ฆ้องวงเล็ก


ในสมย ั น ้ ีไดม ้ี การปร ั บปร ุ งวงปี่พาทยข ์้ึ นมาใหม ่คือ วงปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์ เพื่อใช้แสดงละครดึกด าบรรพ์ ที่เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ได้ปรับปรุงมาจาก การแสดงโอเปราอ ี กท ้ ง ัในสมย ั น ้ ีไดเ ้ ร ิ่มม ี การบรรเลงดนตร ี สากลเก ิ ดข ้ึ น จ ึ งเก ิ ด การผสมผสานระหวา ่ งดนตร ีไทยและดนตร ี สากลเช ่ น บทเพลงวอลตซ ์ เมขลา เพลงมาร์ชบริพัตร ที่นิพนธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ๔.๕ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระจ ุ ลจอมเกล ้ าเจ ้ าอย ่ ู ห ั ว


๔.๖ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระมงกฎุ เกล ้ าเจ ้ าอย ่ ู ห ั ว ในสมย ั น ้ ีไดม ้ี การปร ั บปร ุ งวงปี่พาทยโ์ ดยหลวงประด ิ ษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เร ี ยกวา ่ วงปี่ พาทย์มอญ เป็ นวงดนตรีที่นิยมน ามาบรรเลง ในงานศพ เพราะม ี เส ี ยงโหยหวนโศกเศร ้ า นอกจากน ้ ี ยง ั ม ี การนา อง ั กะล ุ ง ซ่ึ งเป็ นเคร ื่องดนตร ี ชวา มาเผยแพร ่โดยหลวงประด ิ ษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) และม ี การนา เคร ื่องดนตร ี ต ่ างชาต ิ มาบรรเลงผสมในวงเคร ื่องสายไดแ ้ ก ่ขิม และ ออร ์ แกน จ ึ งเร ี ยกวา ่ วงเครื่องสายผสม วงปี่ พาทย์มอญ


พระบาทสมเดจ ็ พระปกเกลา ้ เจา ้ อยห ู ่ ว ั ทรงสนพระทย ัในดนตร ีไทย อยา ่ งมาก ทรงพระราชน ิ พนธ ์ บทเพลงท ี่ม ี ความไพเราะยง ิ่ค ื อเพลงโหมโรง คล ื่นกระทบฝั่ง ๓ ช ้ น ั เพลงเขมรลออองค์ (เถา) และราตรีประดับดาว (เถา) แต ่ในสมย ั น ้ ีไดเ ้ ก ิ ดการเปล ี่ยนแปลงการปกครองจ ึ งทา ใหก ้ ารดนตร ีไทยไม ่ไดม ้ี การเปลี่ยนแปลงมากนัก ๔.๗ สม ั ยพระบาทสมเด ็ จพระปกเกล ้ าเจ ้ าอย ่ ู ห ั ว


๔.๘ สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในสมย ั น ้ ี การดนตร ีไทยม ิไดเ ้ปล ี่ยนแปลงอะไรเพ ี ยงแต ่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานน ั ทมห ิ ดลไดเ ้ ก ิ ดโรงเร ี ยนนาฏด ุ ร ิ ยางคศาสตร ์ ต ่ อมาเป็ น โรงเรียนสังคีตศิลปและเปลี่ยนเป็ นโรงเรียนนาฏศิลป สุดท้ายเป็ นวิทยาลัยนาฏศิลป ในปัจจุบัน


๔.๙ สม ั ยพระบาทสมเดจ ็ พระปรม ิ นทรมหาภ ู ม ิ พลอด ุ ลยเดช ในสมย ั น ้ ี ทรงโปรดเกลา ้ ฯ พระราชทานท ุ นใหก ้ รมศ ิ ลปากรจด ั พ ิ มพ์ เพลงไทยเป็ นโนต ้ สากลออกจา หน ่ าย ซ่ึ งพระองคเ ์ป็ นผต ู ้ รวจสอบคา อธิบาย เพลงดว ้ ยพระองคเ ์ องอ ี กท ้ ง ัในสมย ั น ้ ี ม ี การพฒ ั นาดา ้ นดนตร ี มากข ้ น มีการน า ึ เทคโนโลยต ี่ าง ๆ เขา ้ มาใชบ ้ รรเลงในดนตร ีไทย ม ี การบรรเลงผสมผสาน ระหวา ่ งเคร ื่องดนตร ีไทยและสากลเป็ นวงดนตร ีไทยประยก ุ ต ์ เก ิ ดการเร ี ยน การสอนดนตร ี และม ี สถาบน ั การศ ึ กษาดนตร ี เก ิ ดข ้ึ นมากมาย ทา ใหด ้ นตร ีไทย ไม ่ ส ูญหายและคงอยส ู ่ ื บไป


อดีต ย ุ คสม ั ยของดนตร ี ตะวน ั ตก ปั จจ ุ บน ั อนาคต ย ุ คสมย ั กลาง ย ุ คสมย ัฟื ้ นฟ ู ศิลปวิทยาการ หรือสมัย เรอเนซองซ์ ย ุ คสมย ั คลาสสิก ย ุ คสมย ั บาโรก ย ุ คสมย ั โรแมนติก ย ุ คสมย ั อม ิ เพรสชันนิสติก ย ุ คสมย ั ศตวรรษที่ ๒๐ - ปั จจ ุ บัน ประวต ั ด ิ นตร ี ตะวน ั ตกย ุ คสมย ั ต ่ าง ๆ ดนตร ี สากลม ี ว ิ วฒ ั นาการมาชา ้ นาน เร ิ่มจากการนา ดนตร ี มาใชบ ้ วงสรวง เทพเจา ้ ต ่ อมาม ี การพฒ ั นาเป็ นดนตร ี ดว ้ ยการเป่ าใบไม ้ ด ี ดธน ู ต ี เกราะเคาะไม้ จนกลายมาเป็ นเคร ื่องดนตร ี ด ี ด ส ี ต ี เป่ า ซ่ึ งแบ ่ งออกเป็ นยค ุ สมย ั ต ่ าง ๆ ดง ั น ้ ี


๑. ย ุ คสม ั ยกลาง ดนตร ีในยค ุ กลางน ้ ี ยง ั คงใชใ้ นพ ิ ธ ี กรรมทางศาสนาและพ ิ ธ ี กรรมของ กษต ั ร ิ ยอ ์ ย ู ่ แต ่ พบหลก ั ฐานเพ ิ่มเต ิ มวา ่ ม ี การเก ิ ดข ้ึ นของดนตร ี ชาวบา ้ นท ี่ร ้ องเล ่ น กน ั นอกโบสถ ์ เร ี ยกวา ่ ดนตร ี คฤหส ั ถ ์(Secular music) ซึ่งมีความแตกต ่ างจาก เพลงโบสถ ์ ค ื อ มก ั ม ี เคร ื่องดนตร ี เล ่ นประกอบ ม ี จง ั หวะท ี่สม่า เสมอ (ส ่ วนมาก เป็ นอัตราจังหวะ ) ช ่ วงปลายของยค ุ กลางน ้ ี เพลงโบสถพ ์ ฒ ั นาข ้ึ น เร ิ่มม ี การใชก ้ารประสาน เสียงแบบโพลีโฟนี(Polyphony) และเก ิ ดลก ั ษณะสา คญ ั ของเพลงร ้ องในยค ุ น ้ ี คือ การประสานเสียง ๒ แนวโดยเส ี ยงประสานน ้ น ั ห ่ างกน ั เป็ นข ้ น ั ค ู ่ ๔ (เร ี ยกวา ่ Organum) และนอกจากน ้ ี ยง ั ม ี การประสานเส ี ยงอ ี กร ู ปแบบหน่ึ งเก ิ ดข ้ึนคือ การลอ ้ กน ั ของทา นองเพลง (เร ี ยกวา ่ Canon) 3 4


เคร ื่องดนตร ีในยค ุ น ้ ี ถ ู กพฒ ั นาร ู ปแบบข ้ึ นมามาก โดยเฉพาะเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย นก ัประพน ั ธ ์ ท ี่ม ี ช ื่อเส ี ยงในยค ุ น ้ ีไดแ ้ ก ่ เลโอน ิ น (Leonin) เพโรติน (Perotinus Magnus) เจคาโป ดา โบโลนญา (Jecapo da Bologna) แลนดินี (Francesco Landini) มาโชต์ (Guillaume de Machaut)


๒. ย ุ คสม ั ยฟื ้ นฟ ู ศ ิ ลปวท ิ ยาการหร ื อสม ั ยเรอเนซองซ ์ ในยค ุ ฟ ้ ื นฟ ู ศ ิ ลปว ิ ทยาการน ้ ี เพลงร ้ องยง ั คงเป็ นบทเพลงท ี่ไดรับความนิยม ้ เพลงร ้ องส ่ วนมากน ิ ยมใชก ้ ารประสานเส ี ยงแบบโพล ีโฟน ี(Polyphony) และมี การร ้ องแบบลอ ้ กน ั (Canon) นอกจากน ้ ี เพลงโบสถย ์ ง ั พฒ ั นาร ู ปแบบใหม ่ ๆ ข ้ึ นมา เก ิ ดเป็ นเพลงท ี่เร ี ยกวา ่ เพลงแมส เพลงคฤหส ั ถ ์ กม ็ี การพฒ ั นาเร ื่องอตราจังหวะ ั ก เกณฑแ ์ ละร ู ปแบบใหเ ้ป็ นแบบแผนมากข ้ึ น นอกจากน ้ ีในยค ุ น ้ ี เพลงบรรเลง เร ิ่มเก ิ ดข ้ึ นและเร ิ่มเป็ นท ี่น ิ ยมดว ้ ย


เคร ื่องดนตร ีในยค ุ น ้ ีไดร ้ั บการพฒ ั นาลก ั ษณะและร ู ปแบบมากข ้ึ น ทา ใหเ ้ ก ิ ดเคร ื่องดนตร ี ชน ิ ดใหม ่ ๆ ข ้ึ น เช ่ น ร ี คอร ์ เดอร ์(Recorder)ลูต (Lute) วิโอล (Viol) ออร์แกน (Organ) รีเบก (Rebec) เวอร์จินัล (Verginal) คลาวิคอร์ด (Clavicord) นก ัประพน ั ธ ์ ท ี่ม ี ช ื่อเส ี ยงไดแ ้ ก ่ ดน ั สเตเบ ิ ล(John Dunstable) ดูเฟย์ (Guillianum Dufay) เบิร์ด (William Byrd) จอนสก ิ น เดอส ์ เพรซ ์ (Josquin der Prez) ปาเลสตรินา (Giovanni Pierluigi de Palestrina) มอนแทแวร์ดี (Claudio Monteverdi)


๓. ย ุ คสม ั ยบาโรก ในยค ุ บาโรกน ้ ี เพลงโบสถย ์ ง ั คงเป็ นท ี่น ิ ยมอย ู ่ เพลงคฤหส ั ถก ์ เ ็ ช ่ นกน ั ในเพลงบรรเลงกเ ็ป็ นท ี่น ิ ยมมากข ้ึ นทา ใหเ ้ ก ิ ดร ู ปแบบการประพน ั ธ ์ เพลงแบบใหม ่ ๆ ข ้ึ น เช ่ น เพลงโซนาตา (Sonata) เพลงคอนแชร์โต (Concerto) เพลงเต้นร า (Suite) นอกจากน ้ ี ยง ั ม ี การประชน ั กน ั ระหวา ่ งเคร ื่องดนตร ี กบ ั เคร ื่องดนตร ี หร ือเสียงร้อง กบ ั เส ี ยงร ้ อง หร ื อเคร ื่องดนตร ี กบ ั เส ี ยงร ้ องอ ี กดว ้ ย นอกจากน ้ ี ยง ั เก ิ ดเทคน ิ คในการประพน ั ธ ์ใหม ่ ๆ ซ่ึ งเป็ นท ี่น ิ ยมอ ี กดว ้ ยเช ่ น การประพันธ์ให้แนวเบส (เสียงต ่า) เคลื่อนที่ตลอดเวลา และจากการประพันธ ์ น ้ ี ทา ใหเ ้ ก ิ ดการประสานเส ี ยงเป็ นคอร ์ ด (Chord) ข ้ึ นมาแทนการใชข ้้ น ั ค ู ่ เส ียง มีการใช้ บันไดเสียงเมเจอร์ (Major) แทนการใช้โหมด (Mode) มีการด้นสดหรือเติมโน้ตใส ่ เพ ิ่มลงไปเองของผเ ู ้ ล ่ น (Improvisation) อีกด้วย


ในยค ุ น ้ ี ม ี การกา หนดความดง ั-เบาในการบรรเลงเพลง มีการใช้ค า ภาษาอ ิ ตาล ี กา หนดความเร ็ วของบทเพลงดว ้ ยและท ี่สา คญ ั ค ื อการบนทึก ั ตว ัโนต ้ไดพ ้ ฒ ั นาจากยค ุ ก ่ อน ๆ จนในยค ุ น ้ ี เป็ นการบน ั ท ึ กตว ัโนต ้ แบบท ี่ใชก ้ น ั จนถ ึ งปั จจ ุ บน ั น ้ ี เคร ื่องดนตร ีในยค ุ บาโรกน ้ ี เคร ื่องสายตระกล ู ว ิโอลลดความนิยมลง ไปมาก ซึ่งถูกไวโอลิน วิโอลา เชลโล เข้ามาแทนที่ ออร์แกนถูกพัฒนาใหเ ้ ล ่ น เทคน ิ คใหม ่ ๆ ไดม ้ ากข ้ึ น เร ิ่มม ี การพฒ ั นาเปี ยโนข ้ึ น ส ่ วนเคร ื่องเป่ ามี โอโบ (Oboe) บาสซูน (Bassoon) และฟลูต (Flute) นก ัประพน ั ธ ์ ท ี่ม ี ช ื่อเส ี ยงในยค ุ น ้ ีไดแ ้ ก ่ บ ุ กสเตฮ ู ด (Dietrich Buxtehude) สการ์แลตต์ (Alessando Scarlatt) พาเชลเบล (Johann Pachelbel) วิวัลดี (Antonio Vivaldi) บาช (Johann Sebastian Bach) ฮันเดล (George Frideric Handel)


๔. ย ุ คสม ั ยคลาสส ิ ก ในยค ุ คลาสส ิ กน ้ ี ถ ื อเป็ นยค ุ ท ี่ม ี การสร ้ างก เกณฑแ ์ ละร ู ปแบบในการ ประพน ั ธ ์ เพลงข ้ึ นมากมายไม ่ วา ่ จะเป็ น ก เกณฑใ์ นการใส ่ เส ี ยงประสาน ก เกณฑใ์ นการซ ้ า ท ่ อนเพลง (คีตลักษณ์หรือรูปแบบ)การใช้เครื่องดนตรีในวง ดนตร ีประเภทต ่ าง ๆ ซ่ึ งก เกณฑเ ์ หล ่ าน ้ ี ถ ู กผป ู ้ ระพน ั ธ ์ในยค ุ ถด ั มาน ามาใช้เพื่อ พฒ ั นาผลงานดนตร ี ต ่ อไป เพลงโบสถ ์ เพลงคฤหส ั ถ ์ เพลงร ้ องในยค ุ น ้ ี กย ็ ง ั คงม ี การประพน ั ธ ์ เช ่ นเด ิ ม แต ่ เพลงคฤหส ั ถเ ์ ร ิ่มม ี บทบาทมากกวา ่ เพลงโบสถ ์ ผลงานประเภทโอเปรา (Opera) ถ ู กพฒ ั นาจนเป็ นท ี่น ิ ยมอยา ่ งมาก สา หร ั บเพลงบรรเลงเก ิ ดบทเพลงร ู ปแบบใหม ่ ๆ ข ้ึ น เช ่ น ซิมโฟนี คอนแชร์โต (Symphony Concerto) โซนาตา (Sonata) ผู้ประพันธ์เพลงที่มีความสามารถ มักจะถูกเรียกตัวให้เข้าไปรับใช้กษัตริย์หรือ ขน ุ นางเพ ื่อประพน ั ธ ์ เพลงถวายหร ื อเพลงเพ ื่องานพ ิ ธ ี ต ่ าง ๆ ในวง ั จ ึ งทา ใหเ ้ ก ิ ด บทเพลงใหม ่ ๆ ข ้ึ นมากมาย


ลก ั ษณะการประพน ั ธ ์ เพลงแบบยค ุ บาโรกเช ่ น การด้นสด (Improvisation) การใช้เสียงประสานแบบโพลีโฟนิก (Polyphonic) ได้รับ ความนิยมลดลง เปลี่ยนมาเป็ นการประสานเสียงแบบโฮโมโฟนิก (Homophonic) การใช้คอร์ด (Chord) แทน ส ่ วนวงดนตร ี ม ี การกา หนดจา นวนและชน ิ ดของเคร ื่องดนตร ี ท ี่ แน ่ นอน การผสมเคร ื่องดนตร ี เป็ นวงดนตร ี เลก ็ ๆ เร ี ยกวา ่ วงเชมเบอร์มิวสิก (Chamber music)การผสมเคร ื่องดนตร ี เป็ นวงดนตร ี วงใหญ ่ เร ี ยกวา ่ วงออร์เคสตรา (Orchestra) เคร ื่องดนตร ีในยค ุ น ้ ี พฒ ั นามาจนม ี เคร ื่องดนตร ี ท ุ กช ิ ้ นที่ใช้ใน วงออร ์ เคสตราค ื อ ม ี ท ้ ง ั เคร ื่องสาย(String) เครื่องเป่ าลมไม้ (Woodwind) เครื่องเป่ าลมทองเหลือง (Brass) และเครื่องกระทบ (Percussion)


นก ัประพน ั ธ ์ ท ี่ม ี ช ื่อเส ี ยงในยค ุ น ้ ีไดแ ้ ก ่โมซาร ์ ต (Wolfgang Amadeus Mozart) ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn) บีโธเฟน (Ludwig van Beethoven) กลุค (Christoph Willibald Gluck)


ดนตร ีในยค ุ โรแมนต ิ กถ ื อวา ่ ม ี ผน ู ้ า ค ื อ บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) ซึ่งเป็ นผู้ประพันธ์ที่น าเอาหลักการของดนตรียุคคลาสสิกมาพัฒนา จนเก ิ ดเป็ นลก ั ษณะการประพน ั ธ ์ใหม ่ ของยค ุ โรแมนต ิ กค ื อเนน ้ ท ี่การประพันธ์ เพลงเพื่อบรรยายเรื่องราว แสดงถึงอารมณ์และความรู้สึกของผู้ประพันธ ์โดยไม ่ คา น ึ งถ ึ งก เกณฑต ์ ่ าง ๆ ท ี่เคยม ี มาในยค ุ คลาสส ิ กและอ ี กประการหน่ึงคือ การประพน ั ธ ์ เพลงของผป ู ้ ระพน ั ธ ์ในยค ุ น ้ ีไม ่ไดเ ้ป็ นการประพน ั ธ ์ เพ ื่อรับใช้กษัตริย์ หร ื อขน ุ นาง ดง ั น ้ น ั ผป ู ้ ระพน ั ธ ์ จ ึ งสามารถประพน ั ธ ์ เพลงไดต ้ ามใจชอบของตน ทา ใหเ ้ พลงส ่ วนมากม ี ทา นองท ี่ไพเราะจบ ั ใจ ม ี แนวทา นองเด ่ นชด ั บรรยายถึง ความรู้สึกที่ชัดเจน การใช้ความดัง-เบาท ี่แตกต ่ างกน ั มาก ๆ หร ื อการใช้เสียง ประสานท ี่ฟั งแลว ้ไม ่ กลมกล ื น (Dissonance) เพ ื่อทา ใหผ ้ ฟ ู ้ ั งเก ิ ดอารมณ์ ความรู้สึก และเห ็ นภาพตามบทเพลงไดง ้่ าย ๕. ย ุ คสม ั ยโรแมนต ิ ก


การประพันธ์เพลงแบบบรรยาย เรื่องราว (Programe music) คือ การประพันธ์เพลงเพื่อ บรรยายเรื่องราวที่ผู้ประพันธ์ต้องการ ถ ่ ายทอดออกมา เช ่ น บรรยายเร ื่องของ ความร ั กการจากกน ั การฆาตกรรม สงคราม ซ่ึ งการบรรเลงเพลงลก ั ษณะน ้ ี น ิ ยมใชว ้ งดนตร ีใหญ ่ วงออร ์ เคสตรา จึงมีผู้บรรเลงมากเพื่อแสดงถึงความ ยง ิ่ใหญ ่ ของบทเพลง การประพันธ์เพลงแบบชาตินิยม (Nationalism) คือ การประพันธ์เพลงที่มี ทา นองหร ื อกล ิ่นอายความเป็ นชาต ิ ของ ตนเอง เช ่ น การนา เอาทา นองเพลงหร ื อ ลก ั ษณะของเพลงประจา ชาต ิ มาใส ่ใน บทเพลงของตน การประพน ั ธ ์ เพลงทเ ี ่ ป็ นทน ี ่ ิ ยมในย ุ คน ี ค ้ ื อ


เคร ื่องดนตร ีในย ุ คน ้ ี ถ ู กพ ั ฒนาให ้สามารถเล ่ นเทคน ิ คต ่ าง ๆ ได้ มากมายและสามารถเล ่ นเส ี ยงไดต ้้ ง ั แต ่ ดง ั มากจนถ ึ งเบามากโดยเฉพาะเปียโน ถ ู กพฒ ั นาข ้ึ นอยา ่ งมากและนอกจากน ้ ี ร ู ปทรงของเคร ื่องดนตร ีในยค ุ น ้ ี ก ็ พฒ ั นา จนมีลักษณะเป็ นเหมือนเครื่องดนตรีในปัจจุบัน นกัประพนัธ ์ ท ี่ม ี ช ื่อเส ี ยงในยค ุ น ้ ีไดแ ้ ก ่ บรามส์ (Johannes Brahms)


๖. ย ุ คสม ั ยอม ิ เพรสช ั นน ิ สต ิ ก ดนตร ีในสมย ั ของอ ิ มเพรสชน ั น ิ สต ิ กอยใ ู ่ นช ่ วงปลายของยค ุ โรแมนติก ดนตร ีไดร ้ั บการพฒ ั นาข ้ึ นโดยเดอบ ุ สซ ี นก ัประพน ั ธ ์ เพลงชาวฝร ั่งเศส โดยใช้ ลักษณะของบันไดเสียงเต็ม (Whole-tone scale) บทเพลงจะมีลักษณะเพ้อฝัน ใหอ ้ ารมณ ์ สงบ น ุ ่ มนวลลก ั ษณะของความร ู ้ส ึ กท ี่ไดจ ้ ากเพลงน ้ ี จะเป็ นความรู้สึก “คล้าย ๆ ว่าจะเป็ น” หรือ “คล้าย ๆ ว่าเหมือน” ม ี กวา ่ ความร ู ้ส ึ กท ี่ชด ั ลงไปวา ่ เป็ น อะไร ซ่ึ งเป็ นความต ้ ง ัใจของนก ัประพน ั ธ ์ใหแ ้ นวเพลงตรงกบ ั ผลงานทางด้าน ศิลปะในยุคสมัยอิมเพรสชันนิสติกพอดี


๗. ย ุ คสม ั ยศตวรรษท ี ่ ๒๐ - ปั จจ ุ บ ั น ลก ั ษณะการประพน ั ธ ์ เพลงใหก ้ บ ั วงดนตร ีในยค ุ น ้ ี น ิ ยมประพนธ์ ั ส าหรับวงดนตรีวงเล็ก (Chamber) เคร ื่องดนตร ี หลายช ิ ้ นและจากความเจริญ ทางดา ้ นเทคโนโลย ี ทา ใหเ ้ ก ิ ดการประด ิ ษฐค ์ิ ดคน ้ การสร ้ างเส ี ยงดนตรี อ ิ เลก ็ ทรอน ิ กส ์ ข ้ึ นมาค ื อการสร ้ างสรรคเ ์ ส ี ยงเล ี ยนแบบเส ี ยงของเครื่องดนตรี จร ิ ง ซ่ึ งทา ใหเ ้ ก ิ ดเส ี ยงท ี่ม ี ความแตกต ่ างออกไป ส าหรับดนตรีในยุคศตวรรษที่ ๒๐ น ้ ี พฒ ั นาและแตกออกไปใน หลากหลายรูปแบบมาก เนื่องจากความไพเราะและความสมบูรณ์แบบของ ดนตรีในยุคคลาสสิกและโรแมนติกซึ่งพัฒนาไปจนถึงขีดสุดแล้วจึงท าให้ ผป ู ้ ระพน ั ธ ์ในยค ุ น ้ ี พยายามหาทางออกจากกรอบความสมบ ู รณ ์ ท ี่เคยมีมา โดย การใชเ ้ส ี ยงท ี่ไม ่ กลมกล ื นกน ั หร ื อเส ี ยงระคายห ู(Dissonance) มีการใช้ บันไดเสียงมากกว่า ๑ เสียงในบทเพลง (Polytonality) มีการใช้บันไดเสียง แบบ ๑๒ เสียง (Atonality)


นก ัประพน ั ธ ์ ท ี่ม ี ช ื่อเส ี ยงของยค ุ น ้ ีไดแ ้ ก ่ บาร ์ ตอค(Bela Bartok) สตราว ิ นสก ี(Igor Stravinsky) เคจ (John Cage) โชนเบิร์ก (Arnold Schoenberg) ฮินเดมิท (Paul Hindemith) สตอกเฮาเซน (Karlheinz Stockhausen) โคดาย (Zoltan Kodaly) เบิร์ก (Aban Berg) โปรโกเฟี ยฟ (Sergei Prokofiev) และเก ิ ร ์ ชว ิ น (George Gershwin)


วิวัฒนาการ ของดนตรี วิวัฒนาการของ ดนตรีไทย วิวัฒนาการของ ดนตรีสากล ดนตร ีไทยม ี ว ิ วฒ ั นาการมาต ้ ง ั แต ่สมัย อด ี ตจนถ ึ งปั จจ ุ บน ั เป็ นส ิ่งท ี่สร้าง ความส ุ ข สน ุ กสนาน ผอ ่ นคลายใหก ้ บ ั คนไทย เป็ นมรดกของชาติที่ควรได้รับ การอน ุ ร ั กษ ์ ส ่ งเสร ิ มและพฒ ั นาค ู ่ ชาติไทยสืบไป ดนตร ี สากลม ี ว ิ วฒ ั นาการมาต ้ ง ั แต ่ อดีตและเป็ นรากฐานทางดนตรีใน ปั จจ ุ บน ั ทา ใหเ ้ ก ิ ดลก ั ษณะทางดนตรี ท ี่ไพเราะหลากหลายเป็ นส ิ่งท ี่ควร ไดร ้ั บการพฒ ั นาส ่ งเสร ิ มใหอ ้ ยค ู ่ ู ่ กบ ั สง ั คมในแต ่ ละชาต ิ ส ื บไป ผง ั สร ุ ปสาระส าคญ ั


Click to View FlipBook Version