“ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” เป็นชาติพันธ์ุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ๙ อำเภอ
ของจังหวัดพะเยา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ข้อมูล “ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” จะเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้า
ด้านชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา และส่งเสริมให้แต่ละชาติพันธ์ุเห็นคุณค่า
ในเอกลักษณ์วัฒนธรรมของท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจ มีความรัก หวงแหน
ในชาติพันธุ์ ศิลปวัฒนธรรมของตนเอง ร่วมกันอนุรักษ์วิถีชีวิต และสืบสาน
ใหเ้ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาตพิ ันธ์ุอยา่ งยัง่ ยืนตอ่ ไป
ไทลือ้ นริศ ศรีสวา่ ง1
ประวัติและความเป็นมา
ชาติพันธุ์ไทลื้อ ในพื้นที่จังหวัดพะเยาในปัจจุบันส่วนใหญ่มีบรรพบุรุษที่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานมา
จากดินแดนฟากตะวันออกของแม่น้ำของ (แม่น้ำโขง) ของอาณาจักรหอฅำเชียงรู่ง2 (หอคำเชียงรุ่ง)
หรอื สบิ สองพันนา (ออกเสยี ง “สิบสองปนั นา” ) ปจั จุบนั อยตู่ อนใตส้ ุดของมณฑลยนู นาน ประเทศจีน
และบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาจากอาณาจักรหอฅำเชียงแขง ปัจจุบันอยู่ในเขตแขวงหลวงน้ำทา ประเทศ
ลาว และจังหวัดเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า3 โดยเข้ามาตัง้ ถิ่นฐานในเขตการปกครองของเมืองนา่ น
ในสมัยนั้น แล้วได้มีการเคลื่อนย้ายหาที่ทำกินอันอุดมสมบูรณ์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ตั้งรกรากและ
สบื เผ่าพนั ธมุ์ าจนถึงปจั จุบัน ทัง้ ในเขตพื้นทีจ่ งั หวัดน่าน จงั หวดั เชียงราย และจังหวัดพะเยาในปัจจุบัน
โดยในพื้นที่จังหวัดพะเยามีไทลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ ๔ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงคำ อำเภอ
เชียงมว่ น อำเภอภซู าง และอำเภอจุน ดังน้ี
หมู่บ้านไทลื้อเชียงคำ-ภูซาง4
๑. ตำบลหยว่ น อำเภอเชียงคำ
หมู่ ๑ บ้านธาตุสบแวน
หมู่ ๒ บา้ นธาตุสบแวน
หมู่ ๓ บ้านหย่วน
หมู่ ๔ บา้ นมาง
หมู่ ๕ บ้านดอนไชย
หมู่ ๖ บา้ นแชแ่ ห้ง
หมู่ ๗ บา้ นแดนเมือง
หมู่ ๘ บา้ นใหม่
๒. ตำบลเชียงบาน อำเภอเชยี งคำ
หมู่ ๑ บ้านปางววั
หมู่ ๒ บา้ นทุ่งมอก
หมู่ ๓ บา้ นเชยี งบาน
หมู่ ๔ บา้ นเชยี งบาน
1 รกั ษาการหัวหนา้ งานโครงการจัดตัง้ ศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต) มหาวทิ ยาลยั พะเยา
2 ผเู้ ขียนปรวิ รรตจากเช้ือเครือเจ้าแสนหวีสิบสองพนั นา (เอกสารอกั ษรไทล้อื อัดสำเนา).
3 แผนทขี่ องอาณาจกั รเชียงแขงซ่งึ เปน็ อกี รฐั ท่เี ป็นของไทล้อื มอี าณาบรเิ วณควบสองฝ่ังแม่นำ้ โขงทง้ั ตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของลาวและตะวนั ออกของพมา่
หรือตะวนั ออกสดุ ของรฐั ฉาน ดงั แผนท่ใี น Volker Grabowsky and Renoo Wichasin, Chronicles of Chiang Khaeng : Principality of
Chiang Khaeng, c. 1890 (Chiangmai : Silkworm Books, 2008), p. vii.
4 อุทิศ ปฐมของ, งานสืบสานตำนานไทลื้อ ครั้งที่ ๓ (พะเยา : ทนั ขา่ วการพมิ พ,์ ๒๕๔๑), หนา้ ๔ (เอกสารอัดสำเนา).
๒
หมู่ ๕ บา้ นแวนวฒั นา
หมู่ ๖ บ้านแพด
หมู่ ๗ บ้านเชียงคาน
๓. ตำบลนำ้ แวน อำเภอเชียงคำ
หมู่ ๑ บา้ นน้ำแวน
หมู่ ๒ บ้านนำ้ แวน
หมู่ ๕ บ้านผาลาด
หมู่ ๖ บา้ นก่ิวชมภู
๔. ตำบลฝายกวาง อำเภอเชยี งคำ
หมู่ ๓ บ้านปวั ศรีพรม
หมู่ ๔ บา้ นหนอง (เก่า)
หมู่ ๑๒ บา้ นปวั นาคพัฒนา
หมู่ ๑๕ บ้านหนองใหม่
๕. ตำบลเวยี ง อำเภอเชยี งคำ
หมู่ ๑ บา้ นทราย
หมู่ ๔ บ้านล้า
๖. ตำบลเจดยี ค์ ำ อำเภอเชียงคำ
หมู่ ๑ บ้านวงั เค็ม
หมู่ ๒ บา้ นวงั เคม็ ใหม่
๗. ตำบลแม่ลาว อำเภอเชยี งคำ
หมู่ ๕ บ้านแฮะ
๘. ตำบลสบบง กิง่ อำเภอภซู าง (ปัจจุบนั อำเภอภซู าง)
หมู่ ๒ บา้ นสบบง
หมู่ ๓ บ้านสบบง
หมู่ ๑๐ บ้านสบบง
๙. ตำบลเชยี งแรง กงิ่ อำเภอภซู าง
หมู่ ๘ บา้ นดอนมลู
๑๐. ตำบลภูซาง กง่ิ อำเภอภูซาง
หมู่ ๑ บา้ นสถาน
หมู่ ๓ บา้ นหนองเลา
หมู่ ๕ บา้ นสถาน
๓
หมูบ่ า้ นไทลอื้ อำเภอเชียงม่วน5
ตำบลสระ
หมู่ ๑ บ้านทา่ ฟา้ เหนอื
หมู่ ๒ บ้านทา่ ฟ้าใต้
หมู่ ๗ บา้ นฟา้ ใหม่
หมู่ ๑๑ บา้ นฟา้ สีทอง
ตำบลบา้ นมาง
หมู่ ๑ บา้ นมาง
หมู่ ๒ บ้านแพทย์
หมู่ ๔ บา้ นป่าแขม
หมู่ ๕ บ้านทุ่งมอก
หมู่ ๘ บ้านป่าแขมเหนอื
หมู่ ๑๑ บ้านทุง่ เจรญิ
หมู่บ้านไทล้อื อำเภอจนุ 6
ตำบลทุ่งรวงทอง
หมู่ ๔ บ้านรอ่ งแมด
โดยความหนาแน่นของไทลื้อในแต่ละหมู่บ้านแตกต่างกันไป เพราะบางหมู่บ้านแต่เดิมนั้น
มีเฉพาะไทลื้อ การแต่งงานข้ามชาติพันธุ์และการค้าขาย การออกไปทำมาหากินต่างถิ่น ทำให้มี
คนชาติพันธุ์อื่นๆ เข้ามาอยู่ร่วมในหมู่บ้านไทลื้อ และไทลื้อก็เข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับหมู่บ้านของกลุ่ม
ชาตพิ นั ธุ์อ่ืนๆ เชน่ เดียวกัน ยง่ิ กาลเวลาผ่านไปการผสมผสานยิ่งมีมากข้ึน ลกู หลานไทลื้อที่มีสายเลือด
ไทลื้อบริสุทธิ์ยิ่งลดจำนวนลง ส่วนลูกหลานไทล้ือที่มีสายเลือดผสมกับต่างชาติพันธุ์ยิ่งเพิ่มจำนวน
มากขึ้น และนอกจากนี้ยังขยับขยายไปอยู่ต่างจังหวัด หรือต่างภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบัน
ลกู หลานไทลื้อออกไปทำงานและมคี รอบครวั ต้ังรกรากในทอ้ งถน่ิ อนื่ จำนวนมาก
ประวัติความเป็นมาของไทลื้อในแต่ละทอ้ งถ่นิ หรอื แต่ละชมุ ชน มีที่มาโดยหลักแล้วเหมือนกัน
แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป จากข้อมูลในเอกสารและคำบอกเล่าของผู้รู้ตลอดจน
ผู้สูงอายุของชุมชนต่างๆ พอจะแยกเป็นเรื่องประวัติความเป็นมาของไทลื้อแต่ละชุมชนในจังหวัด
พะเยาบางชมุ ชนไดด้ งั นี้
5 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลือ้ ในจงั หวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาติพนั ธไ์ุ ต, โครงการจัดตง้ั ศนู ย์ศิลปวัฒนธรรมล้านนา (ไต)
มหาวิทยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘.
6 นริศ ศรีสว่าง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลอ้ื ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพนั ธุ์ไต, โครงการจัดตั้งศูนย์ศลิ ปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวิทยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
๔
ไทลือ้ บา้ นมาง บ้านแพทย์ บา้ นทุ่งมอก บา้ นท่งุ เจริญ บ้านปา่ แขม ตำบลบา้ นมาง อำเภอเชียงมว่ น
ในสมัยเจ้าสุมนเทวราช (พระยาสุมนเทวราช พ.ศ.๒๓๕๓ - ๒๓๖๘)7 ได้ยกทัพไปตีเมืองล้า
เมืองพง เมืองแขง เมืองหลวงภูคา เมื่อ จ.ศ.๑๑๗๔ (พ.ศ.๒๓๕๕) กวาดต้อนลงมาไว้ที่เมืองน่านถึง
๖,๐๐๐ คน8 ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๓๙๙ ตรงกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว
เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน ยกทัพไปตีเชียงรุ่ง และอีกหลายหัวเมืองในสิบสองพันนา เทครัว
กวาดต้อนไทลื้อกลุ่มหนึ่งจากเมืองพงมาไว้ท่ีเมืองเชียงม่วนใกล้ลำน้ำปี้ (บ้านปงสนุก) ในสมัยรัชกาล
ที่ ๕ แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์ พระเจา้ สุรยิ พงษผ์ ริตเดชฯ เจา้ นครน่านอกี พระองค์หนึง่ ยกทัพไปตีหัวเมือง
ลือ้ หลายเมือง เช่น เมอื งพง เมืองหยว่ น เมืองมาง เมืองลา้ นำไทลือ้ จำนวนมากลงมาไว้ทีท่ า่ วังผา และ
ทเี่ มอื งเชียงม่วนร่วมกับไทล้อื ท่ีอยู่เดิม ไทล้อื กลุม่ หลังน้มี าจากเมืองมาง บ้านแพด จึงตง้ั บ้านมาง บ้าน
แพด แล้วขยายออกไปตั้งบ้านทุ่งมอกอีกชุมชนหนึ่ง9 โดยเจ้าแสนมังคละได้อพยพชาวไทลื้อมาอาศัย
อยู่ที่บ้านแพดใกล้ ๆ กับบ้านมาง เอกสารไทลื้อศึกษาได้กล่าวว่า พญาธนะและพญาคำเป็นหัวหน้า
ไทลอื้ เคลอ่ื นย้ายจากเมอื งมางและบ้านแพด มาตัง้ หมู่บ้านอยู่ท่ีใกลฝ้ ่ังแม่น้ำปี้บริเวณทุ่งล้า ต้ังช่ือบ้าน
ตามชื่อเมืองเดิมว่าบ้านแพดและบ้านมาง โดยบ้านแพดและบ้านมาง มีวัดเดียวกัน ต่อมาพญาคำได้
แยกไทลื้อส่วนหนึ่งจากบ้านมางไปสร้างหมู่บ้านใหม่ใกล้แม่น้ำยม และไทลื้อ คนหนึ่งขุดพบกระสุน
ปืนใหญ่ที่ชายทุ่งใกล้หมู่บ้านจึงตั้งชื่อบ้านนี้ว่า “ทุ่งอาม๊อก” ซึ่งแปลว่าทุ่งปืนใหญ่ ปัจจุบันคำน้ี
ได้กร่อนสั้นเป็น “ทุ่งมอก”10 จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านทุ่งมอก พญาคำได้มาสร้างวัดทุ่งมอกไว้ด้วย
หลังจากนั้นพญาคำจึงได้ย้ายไปที่บ้านทุ่งมอก อำเภอเชียงคำ ในปัจจุบันหมู่บ้านขยายมากยิ่งขึ้น
จึงแบ่งเป็นหมู่บ้านออกไปเป็นบา้ นท่งุ เจรญิ 11
ชาวบ้านบ้านป่าแขมส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อ แต่แรกตั้งหลักแหล่งอยู่บ้านมางหลังจากเกิด
น้ำท่วมจึงย้ายมาอยู่บ้านป่าแขม บ้านมางปัจจุบันจึงเหลือครอบครัวไทลื้อเพียงไม่กี่ครอบครัว
นอกจากน้ันเปน็ คนเมืองมาอาศยั อยภู่ ายหลงั 12
7 ตำแหนง่ พระยาเจ้าเมอื งประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่คนเมืองน่านใชค้ ำนำหน้าผู้มีเช้ือสายเจ้าว่า “เจ้า” ทกุ ท่าน ไม่นิยมเรยี กตามศักดนิ า
ท่ไี ดร้ บั
8 ประชมุ พงษาวดารภาคท่ี ๑๐ เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมอื งนา่ น ฉบบั พระเจ้าสรุ ิยพงษผ์ รติ เดช พระเจ้านครนา่ นใหแ้ ต่งไวส้ ำหรบั
บ้านเมือง,
“ในงานปลงศพ พระเจ้าสรุ ิยพงษผ์ รติ เดชฯ” (กรุงเทพฯ : โสภณพพิ รรฒธนากร, ๒๔๖๑), หนา้ ๕๘.
9 งานสืบสานตำนานไทล้อื คร้งั ที่ ๓, อา้ งแลว้ , หน้า ๓-๔ (เอกสารอดั สำเนา).
10 อำนวย มูลศริ ิ “คนตลง่ิ ชนั ”, ไทลือ้ ศึกษา, หนา้ ๗, (เอกสารเย็บเลม่ ).
11 นรศิ ศรีสวา่ ง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลอื้ ในจงั หวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธุ์ไต, โครงการจดั ตั้งศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวิทยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแล้ว.
12 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทล้อื ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาตพิ ันธ์ุไต, โครงการจดั ตัง้ ศูนย์ศลิ ปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
5
ไทลื้อบ้านท่าฟ้าเหนือ บ้านท่าฟา้ ใต้ บา้ นฟ้าใหม่ บ้านฟ้าสที อง ตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน
ไทลื้อที่บ้านท่าฟ้าเหนือ บ้านท่าฟ้าใต้ บ้านฟ้าใหม่ และบ้านฟ้าศรีทอง เป็นไทลื้อที่มาจาก
เมืองมาง มาอาศัยอยู่ที่น่าน ย้ายมาอยู่บ้านมาง เมืองเชียงม่วน แล้วจึงแบ่งมาตั้งหมู่บ้านท่าฟ้าเหนือ
ท่าฟ้าใต้ ต่อมา จึงแบ่งหมูบ่ ้านฟ้าใหม่ หมู่บ้านฟ้าสีทองออกมาจากบ้านท่าฟ้าใต้ เนื่องจากมคี นมาอยู่
อาศยั เพมิ่ ขึ้นจึงมีการแบ่งแยกย่อยหมู่บา้ นเพ่ิมขึน้ มีประวัตทิ ่เี ลา่ ขานสืบต่อกันมาเก่ียวกับที่มาของช่ือ
บ้านท่าฟ้าซึ่งแบ่งเป็น ๒ เรื่อง โดยเรื่องแรก มีชายชราชาวพื้นเมืองไม่ใช่ชาวไทลื้อ มี อาชีพทำไร่
ทำสวนอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำยม แล้วฟ้าผ่าตายตรงบริเวณท่าน้ำ จึงได้มีการตั้งชื่อว่า “ท่าเถ้าฟ้า”
(ท่าเฒ่าฟ้า) นานเข้าจึงเรียกเหลือเพียง “ท่าฟ้า” ในปัจจุบันก็ยังมีหอผีเฒ่าฟ้าอยู่ เรื่องที่สอง เล่าว่า
ไทลื้ออพยพมาถึงบริเวณบ้านท่าฟ้า ชาวบ้านนำผ้ามาซักที่แม่น้ำยมและตากผ้าไว้ จึงเรียกว่า บ้านตากผ้า
แลว้ เพ้ียนมาเปน็ บ้านท่าฟ้าจนถงึ ปัจจบุ ัน13
ไทลอ้ื บ้านหย่วน ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ
เดิมทีไทลื้อถูกกวาดต้อนโดยเจ้าเมืองน่าน เคลื่อนย้ายมาจากสิบสองปันนามาอยู่บ้านหงาว
แต่เจ้าเมืองน่านเกรงว่าชาวไทลื้อจะย้ายกลับไปอยู่ที่สิบสองปันนา จึงให้ไปอยู่ที่เชียงม่วน เมื่อพื้นที่
ทำการเกษตรคับแคบ จึงย้ายมาอยู่ที่เชียงคำ ตั้งถิ่นฐานที่บ้านเวียง แล้วย้ายมาตั้งที่บ้านหยว่ น ขยาย
ออกมาเปน็ บ้านธาตุสบแวน เพราะมาเจอซากพระธาตุ (ฐานสถปู เจดีย์) จงึ ไดบ้ รู ณะปฏิสังขรณ์ มีผู้นำ
คือพ่อพญาไชยสิทธิ ซึ่งมาจากสิบสองปันนา เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้วได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้า
เมืองหย่วน และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันตำบลหย่วนคนแรก ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนหย่วน
ยทุ ธการ”
ไทลื้อบ้านมาง ตำบลหยว่ น บา้ นทงุ่ มอก ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ
ไทลื้อบ้านมางเคลื่อนยา้ ยมาจากเมืองมาง พันนาเมืองภุง (พง) อาณาจักรสิบสองพันนา มาต้ัง
บ้านมางอยู่ที่เชียงม่วน ต่อมาเมืองเชียงม่วนเกิดขัดสน ทำมาหากินฝืดเคือง พญาธนะ ผู้เป็นหัวหน้า
กลุ่ม ได้ขออนุญาตเจ้าเมืองน่าน ให้ไทลื้อบางส่วนอพยพไปอยู่ที่ท่าวังผาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งอพยพ
มาอยู่เมืองเชียงคำ ตามหมู่บ้านที่มีเครือญาติมาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว พญาธนะได้ตั้งหมู่บ้านมางและ
ร่วมกนั สร้างวัดบา้ นมาง14 พญาธนะไดอ้ พยพผคู้ นมาสมทบกับพญาหลวงจนั และไทลือ้ ที่ต้ังอยู่ในเมือง
เชียงคำ ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี ๖ พญาธนะไดเ้ ปน็ ผ้ตู ้ังนามสกุล “วงศใ์ หญ่” โดยไทล้ือบ้านมางท้งั หมด
ร่วมใช้นามสกุลนี้ด้วย15 พญาธนะขัติยะมงคล (พญาธนะ) ได้ช่วยพญาหลวงจันเจ้าราชอาชญา (พญา
หลวงจัน) ปกครองดูแลชาวไทล้ือเมอื งมางในตำแหน่งเจ้าเมอื ง เน่ืองจากพญาหลวงจันเจ้าราชอาชญา
ได้รับมอบหมายจากเจา้ เมอื งน่านใหป้ กครองดูแลไทลอ้ื ในเขตเมอื งเชยี งมว่ น และเมืองเชียงคำ แลว้ ได้
13 นรศิ ศรสี ว่าง, “ศิลปวฒั นธรรมไทล้อื ในจังหวัดพะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธ์ไุ ต, โครงการจดั ตัง้ ศนู ยศ์ ลิ ปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
14 งานสบื สานตำนานไทล้อื ครงั้ ท่ี ๓, อา้ งแล้ว, หน้า ๓-๔ (เอกสารอดั สำเนา).
15 นริศ ศรสี วา่ ง, ประวตั คิ วามเป็นมาไทลือ้ เชียงคำ, ๒๕๔๔, (เอกสารอัดสำเนา).
๖
แต่งตัง้ ตำแหนง่ พญากำนนั และแสนบ้าน ซ่ึงผทู้ ี่ไดร้ บั แตง่ ตง้ั โดยมากนา่ จะมคี วามสมั พันธ์เปน็ เครอื
ญาติกันมาตงั้ แต่สบิ สองพันนา เพ่อื คอยชว่ ยเปน็ หูเป็นตาดูแลไทลอ้ื ในระดับตำบลและหมู่บ้าน ดงั น้ี
พญากำนัน และแสนหลวงกำนนั ได้แก่
๑. พญาอนิ ตะ๊
๒. แสนหลวงชมพู
๓. แสนหลวงไชยวดี
แสนบา้ น ไดแ้ ก่
๑. แสนคำต๋ัน
๒. แสนวงศ์
๓. แสนไชยวนา
๔. แสนสะนา
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายท่าน เช่น แสนที่ปกครองบ้านหนองลื้อ และแสนที่ปกครองบ้านทราย
เปน็ ตน้
มีผู้ปกครองอีกท่านหนึ่งคือพญาคำ ผู้ตั้งนามสกุล “หอมจันทร์” โดยแม่เฒ่าเอ้ย วงศ์ใหญ่ ให้
ข้อมูลว่าเป็นเจ้าเมืองหย่วน แต่ในเอกสารไทลื้อศึกษา ได้กล่าวถึงพญาคำว่า พญาธนะและพญาคำได้
ขออนุญาตเจ้าเมืองน่านนำไทลื้อจากบ้านมางและบ้านทุ่งมอกบางส่วน (จากเมืองเชียงม่วน) มาอยู่
ที่เมืองเชียงคำ จึงเกิดบ้านทุ่งมอกใกล้แม่น้ำแวน และบ้านมางใกล้แม่น้ำลาว16 จนกระทั่งมีการต้ัง
นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาปฏิบัติราชการปกครองดูแลแทนตามการปฏิรูปการปกครอง
ในสมยั นั้น17
ช่วงบั้นปลายชีวิตพญาธนะได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมถืออุโบสถศีล (ศีล ๘) นุ่งขาวห่มขาว ไม่ยุ่ง
เกย่ี วกับงานการปกครองอกี เลยจนวาระสดุ ท้ายท่านเสยี ชวี ิตเมือ่ อายไุ ด้ ๘๓ ปี18
ไทลอ้ื บ้านดอนไชย ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ
ไทลื้อบ้านดอนไชยอพยพมาจากแคว้นสิบสองพันนา โดยการนำของเจ้าพ่อหม่อมก๋อง เจ้าแม่
คำนวล ไปอยู่ที่เมืองน่านแล้วย้ายมาอยู่บ้านดอนไชย เมืองเชียงคำ เจ้าหม่อมก๋องมีพี่น้องร่วมเดินทาง
มาด้วยกัน ๖ คน เจ้าแม่คำนวลมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ หม่อมดาวดีหรือหม่อมหล้า ได้เป็นชายาของ
พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน เจ้าพ่อพุธได้รับยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของ
หมบู่ ้านและไดพ้ ัฒนาสรา้ งความเจรญิ ให้กบั หมู่บา้ น โดยสรา้ งวัดนอ้ ยหรอื วดั ดอนไชยในปจั จบุ ัน19
16 ไทล้อื ศึกษา, อา้ งแลว้ , หนา้ ๗, (เอกสารเยบ็ เล่ม).
17 นรศิ ศรสี ว่าง และ ชยั ณรงค์ วงศ์ใหญ่, เล่าเรื่องไทล้อื เชยี งคำ (ตอนที่ ๑) “พญาหลวงจนั เจ้าราชอาชญา”, ๒๕๔๕, (เอกสารอัดสำเนา).
18 นรศิ ศรสี ว่าง และ ชยั ณรงค์ วงศใ์ หญ่, เลา่ เร่ืองไทลือ้ เชยี งคำ (ตอนที่ ๑) “พญาธนะขตั ยิ ะมงคล”, ๒๕๔๕, (เอกสารอดั สำเนา).
19 นรศิ ศรีสวา่ ง, “ศลิ ปวัฒนธรรมไทลอ้ื ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานข้อมูลทางศิลปวฒั นธรรมชาติพนั ธุไ์ ต, โครงการจัดต้งั ศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแล้ว.
๗
ไทลื้อบา้ นแดนเมอื ง ตำบลหย่วน อำเภอเชยี งคำ
บ้านห่มหรือบ้านแดนเมืองมีลื้อ ๓ ตระกูล กลุ่มแรกเป็นลื้อ นำโดยพ่อเฒ่าฮ้อยปัญญา เป็น
เจ้าช้าง (มีช้างใช้) มาจากสิบสองพันนา ไปตั้งที่เชียงม่วน แล้วย้ายมาตั้งบ้านห่มที่แดนเมืองเชียงคำ
จึงเป็นที่มาของชื่อ “บ้านแดนเมือง” กลุ่มตระกูลไทลื้อที่มาจากเมืองภุง(พง) สิบสองพันนาส่วนมาก
จะใช้นามสกุล “มาไกล” เพราะบรรพบุรุษไดเ้ ดินทางมาไกล อีกตระกูลคือยั้ง ส่วนมากเคลื่อนยา้ ยมา
จากบ้านแวน และมาจากสิบสองพันนาเขตแดนเมืองฮ่อ ไทลื้ออีกกลุ่มมาจากเมืองแบง และเมืองไซ
ทั้งสองกลุ่มนใ้ี ช้นามสกลุ มาไกล ในอดตี หมู่บา้ นนี้มีเฉพาะไทล้อื และคนยง้ั เท่านัน้
ไทลอ้ื บ้านเชยี งบาน ตำบลเชียงบาน อำเภอเชยี งคำ
ไทลื้อบ้านเชียงบานมาจากเมืองพง สิบสองพันนา มาอยู่ที่เชียงม่วน แล้วจึงมาตั้งบ้าน
เชียงบาน ที่เมืองเชียงคำ20 นำโดยพ่อเฒ่าแสนหลวงเทพ และได้อัญเชิญดวงวิญญาณพญาเจ้าแสง
เมือง ซึ่งเป็นพญาช้างเผือก อันเป็นเทวดาอารักษ์ประจำเมืองนั้นมาด้วย และได้สร้างหอ (ศาล) ไว้
สำหรบั ประกอบพิธีบวงสรวงสบื เน่อื งมาเปน็ ประจำทุกปี21
ไทลอ้ื บ้านแพด ตำบลเชียงบาน อำเภอเชยี งคำ
ไทลื้อบ้านแพดมาจากเมืองภุง(พง) สิบสองปันนา มาอยู่ที่เมืองน่าน ต่อมาย้ายมาอยู่ท่ี
เชียงม่วน แล้วจึงมาอยู่ที่เชียงคำ นำโดยพ่อเฒ่าแสนมังคละ ผู้เป็นพี่ และพ่อเฒ่าแสนแก้วกาบคำ
ผู้เป็นน้อง ไทลื้อที่บ้านแพดเชียงคำทั้งหมดจึงใช้นามสกุลว่า “มังคลาด” ตามชื่อของพ่อเฒ่าแสน
มังคละ22
ไทลอื้ บา้ นลา้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ
เจ้าหลวงเมืองน่านได้เคลื่อนย้ายไทลื้อมาไว้ในเขตพื้นที่อำเภอเทิง แล้วย้ายผู้คนมาอยู่เมือง
เชียงคำ23 จากการที่ไทลื้อบ้านล้า อำเภอเชียงคำ นับถือเทวดาเจ้าหลวงเมืองล้า โดยมีเครือข่าย
ทน่ี บั ถอื เทวดาเจ้าหลวงเมืองล้าอย่ทู ี่บ้านดอนมูล บ้านหนองบวั อำเภอท่าวังผา จงั หวัดน่าน บ้านแวน
และบา้ นแวนวฒั นา อำเภอเชียงคำ และเมืองคอบ ประเทศลาว
20 นรศิ ศรสี ว่าง, “ศิลปวัฒนธรรมไทล้อื ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพนั ธ์ไุ ต, โครงการจดั ต้ังศนู ย์ศลิ ปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
21 ข้อมลู จากปา้ ยภายในหอเทวดาพญาช้างเผอื ก บา้ นเชียงบาน อำเภอเชียงคำ เรยี บเรยี งโดยพอ่ กำนนั นะ หอมนาน.
22 นรศิ ศรีสว่าง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลื้อในจังหวัดพะเยา”, ฐานข้อมูลทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธุไ์ ต, โครงการจัดต้ังศนู ย์ศลิ ปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
23 ประวตั เิ จ้าหลวงเมืองล้า, (เอกสารอดั สำเนา).
8
ไทลือ้ บา้ นแวน ตำบลนำ้ แวน อำเภอเชยี งคำ
พ่อเฒ่าพญารัตนรงั สีเป็นหัวหน้าใหญ่ของไทล้า (ไทล้อื เมืองล้า) จากสบิ สองพันนามาอยู่ในเขต
เมืองน่านแล้ว จึงย้ายมาตั้งบ้านแวนตรงบริเวณลำห้วยแม่ต๋ำไหลมาบรรจบกับแม่น้ำแวน 24 จึงต้ัง
นามสกุล “แสงศรีจันทร์” ตามชื่อของพญารัตนรังสี กับแม่แสงจ้อยผู้เป็นภรรยา พ่อเฒ่าน้อยก๋าและ
พอ่ เฒ่าน้อยนนั ต้ังนามสกลุ “กานนั ”25
ไทลอ้ื บ้านหนอง ตำบลฝายกวาง อำเภอเชยี งคำ
ไทลื้อบ้านหนองส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาจากเมืองล้า แต่นับถือผีเทวดาเจ้าฟ้าเมืองภุง26 เข้ามา
ตั้งหลักแหล่งที่เชียงม่วน แล้วย้ายมาที่เชียงคำ ในปี พ.ศ.๒๓๑๖ จำนวน ๑๐ หลังคาเรือน มี ๑๖
ครอบครัว ต่อมาได้สร้างวัดหนองในปี พ.ศ.๒๓๘๘ นำโดยพ่อพญาวงษ์ราษฎร์ และต่อมาได้ตั้ง
แสนหลวงปัญญา วงษ์ราษฎร์ เปน็ แกบ่ า้ น (ผู้ใหญ่บา้ น)27
ไทลือ้ บา้ นสันปเู ลย ตำบลอา่ งทอง อำเภอเชียงคำ
ไทลื้อจากหมู่บ้านในเมืองเชียงคำนำวัวควายมาเลี้ยงใกล้ริมแม่น้ำอิง แล้วจึงพาครอบครัวมา
อยู่ด้วย ต่อมามีผู้คนเข้ามาอาศัยมากขึ้นจึงเริ่มมีการขยับขยาย แต่ก่อนอาศัยอยู่ที่บ้านดงแล้วถูก
ไฟไหม้ จึงย้ายมาอยู่ที่บ้านดอย (ชื่อเดิมแล้วเปลี่ยนเป็นบ้านสันปูเลย) สร้างบ้านเป็นกระท่อมมุงด้วย
หญา้ คา ยา้ ยงัดจากบ้านหล่ายมาที่บ้านสนั ปูเลย ไทลอ้ื บา้ นสนั ปูเลยนามสกลุ ใจวังโลก ใจกลา้ มาจาก
บา้ นทุ่งมอก นามสกุล เชอื้ สะอาด สมฤทธิ์ ศรจี ันทร์ มาจากบา้ นหย่วน บา้ นธาตุสบแวน
ไทลอื้ บ้านสถาน ตำบลภซู าง อำเภอภูซาง
ประมาณรชั กาลที่ ๕ – ๖ ไทลอื้ ตัง้ บา้ นสถาน (บ้านห้วยไฟ) เริ่มแรกท่ีหมูท่ ่ี ๕ โดยเคลื่อนย้าย
มาจากบ้านมาง เชียงคำ ๗ ครอบครัว มาจากเชียงม่วน ๒ ครอบครัว จากนั้นมาจึงพากันทยอย
เคลือ่ นย้ายจาก บ้านมาง เชยี งคำ และเชียงม่วนตามมาตัง้ หลกั แหล่งเพม่ิ ขึ้น หมบู่ ้านจงึ ขยายข้ึน ตอน
ที่มานั้นเอาผีเมืองมาด้วย แบ่งจากบ้านมาง เชียงคำมาอีกที แต่ถ้าจะเลี้ยงผีตามประเพณี จะเลี้ยง
ที่บ้านมาง เชียงคำ28
24 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลื้อในจงั หวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศิลปวฒั นธรรมชาตพิ นั ธ์ไุ ต, โครงการจดั ตั้งศูนยศ์ ิลปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
25 ประวัตเิ จ้าหลวงเมอื งลา้ , (เอกสารอดั สำเนา).
26 ข้อมูลจากพ่อเฒา่ หนานสาม วงษ์ราษฎร์ ผ้รู แู้ หง่ บ้านหนอง ตำบลฝายกวาง อำเภอเชยี งคำ
27 อษั ฎากร ฉตั รานันท์,พระ, “การศึกษารปู แบบและความเช่ือเร่อื งผ้าทอทใ่ี ชใ้ นพระพทุ ธศาสนาของชาวไทลื้อเชยี งคำ”, วิทยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตร
มหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๔.
28 นรศิ ศรสี ว่าง, “ศิลปวฒั นธรรมไทล้ือในจังหวัดพะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธ์ไุ ต, โครงการจดั ตง้ั ศนู ย์ศิลปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแล้ว.
9
ไทลือ้ บา้ นสบบง ตำบลสบบง อำเภอภูซาง29
ไทลื้อบ้านสบบงมาจากสิบสองปนั นา พ.ศ.๒๓๖๙ มาอยู่ปากน้ำบงสบกับน้ำลาว น้ำบงไหลมา
จากภูเขาขุนบง (เขื่อนบ้านสาในปัจจุบัน) ไทลื้อเรียกกันว่า “บ้านสบบง” ต่อมาเกิดน้ำป่าไหลเข้ามา
ท่วมบ้านเสียหาย หลวงปู่มุณีเห็นว่าบริเวณที่วัดสบบงปัจจุบันมีความเหมาะสม หลวงปู่มุณีร่วมกับ
พ่อแสนหลวงเขื่อน (พ่อเขื่อนเหนือ) พ่อแสนหลวงปัน พ่อท้าวแก้ว พ่อแสนคำ ๔ คน เป็นหัวหน้า
สร้างวัดและตั้งบ้านเรือน และชาวบ้านก็ตามมาอยู่อีกเรื่อย ๆ จนบ้านสบบงมีความหนาแน่น
จงึ แบง่ เป็น ๒ หมบู่ า้ น ตอ่ มาขยายมากข้ึนมี ๓ หมู่บ้าน30
ไทล้อื บา้ นรอ่ งแมด ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอจุน
ไทลื้อบ้านร่องแมดมาจากบ้านหย่วน บ้านมาง ทุ่งมอก เริ่มมาอาศัยอยู่เมื่อประมาณ ๗๐ ปี
ก่อนเนื่องจากมาทำไร่ทำนา นามสกุลส่วนใหญ่ของบ้านร่องแมด คือ ใจกล้า ศรีจันทร์ แสงศรีจันทร์
สมฤทธิ์ เชื้อสะอาด ชาวบ้านมีทีน่ าปลูกขา้ ว ปจั จบุ ันบา้ นรอ่ งแมดขยายแบง่ ออกเปน็ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่
หมูท่ ี่ ๔ หมทู่ ่ี ๗ และหมู่ที่ ๑๑ ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอจนุ 31
ศิลปวฒั นธรรม
ท่ีอยูอ่ าศยั และวัด
ลักษณะการสร้างเรือนในอดีตจะสร้างด้วยไม้ไผ่ ใช้ไม้หกไม้ซาง (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) เสาทำด้วย
ไม้แงะ ไม้เปา พื้นและผนังทำด้วยฟาก มุงหลังคาด้วยหญ้าคาภาพ๑ ต่อมาเปลี่ยนเป็นไม้เกล็ดหรือ
ไมแ้ ปน้ เกลด็ (กระเบือ้ งไม้) พร้อมกับเปล่ียนใช้ไมจ้ รงิ สร้างเรือนท้งั หลัง การตดั ไมม้ าสร้างเรือนจะต้อง
หามื้อหาวัน (ฤกษ์งามยามดี) ไว้ก่อน ต้องตัดให้ถูกทศิ และต้องล้มให้ถูกทิศ ถ้าล้มถูกทิศถือว่าดีมากๆ
ถ้าล้มไม่ถูกทิศก็ต้องไปหาต้นใหม่ ดูจากกิ่งของต้นที่มีมากหรือโน้มเอียงไปทางทิศนั้น เมื่อได้เสาแรก
ตามทิศแล้ว ต้นอื่นๆ ก็ตัดต่อไปโดยไม่ต้องดูทิศการล้มอีกแล้ว32 เรือนไทลื้อวางสันหลังคาอยู่ในแนว
ทิศเหนือใต้ขวางตะวัน นิยมหันหน้าเรือนไปทางทิศใต้ เช่นเดียวกับคนเมือง แต่จะทำเตาไฟสำหรับ
ประกอบอาหารไว้ในหอ้ งนอนฟากตรงขา้ มกับทีน่ อนใกลฝ้ าด้านทศิ ตะวนั ตก
29 นริศ ศรสี วา่ ง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลื้อในจังหวัดพะเยา”, ฐานข้อมูลทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธ์ไุ ต, โครงการจดั ต้งั ศนู ยศ์ ิลปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวิทยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
30 ไมป่ รากฏนามเจา้ เมอื งน่านท่านน้ีในเอกสารทางประวตั ิศาสตร์ของเมอื งนา่ น จงึ คาดว่าน่าจะเป็นการคลาดเคลอื่ นของการบอกเลา่ ปากตอ่ ปากของ
บุคคลในอดีต
31 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลอ้ื ในจังหวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาตพิ ันธุ์ไต, โครงการจัดตัง้ ศูนยศ์ ิลปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
32 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทล้ือในจังหวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาตพิ ันธุ์ไต, โครงการจัดต้งั ศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
10
ภาพที่ ๑ เรอื นไทลอื้ จำลอง ภาพท่ี ๒ วิหารโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบศลิ ปะไทลอื้
ในงานสืบสานตำนานไทลื้อ พ.ศ.๒๕๓๘ วัดท่าฟ้าใต้ อำเภอเชยี งมว่ น จังหวดั พะเยา
ที่มา : นายนรศิ ศรีสวา่ ง
ทม่ี า : ทายาทนางจันทรเ์ ปง็ ประวงั
วัดของไทลื้อในจังหวัดพะเยาส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านหรือติดอยู่กับพื้นที่ชุมชน โดยจุดเด่น
ของวิหารไทลื้อคือมีแท่นแก้ว (ฐานชุกชี) ของพระประธานในวิหารตั้งห่างจากฝาผนังด้านหลังวิหาร
ทำให้มีพื้นที่สามารถเดินอ้อมด้านหลังแท่นแก้วได้ เนื่องจากโครงสร้างของวิหารที่มีชายคาปีกนก
เชื่อมต่อโดยรอบทั้งสี่ด้าน ดังวิหารวัดท่าฟ้าใต้ อำเภอเชียงม่วนภาพ๒ ถือว่าเป็นวิหารที่มีโครงสร้าง
สถาปัตยกรรมศิลปะแบบไทลื้อที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนวิหารอีกรูปแบบเป็นศิลปะไทลื้อผสมล้านนาซึ่ง
ไม่มีหลังคาปีกนกด้านหน้าและด้านหลังวิหาร ได้แก่ วิหารวัดแสนเมืองมา (วัดมาง)ภาพ๓ และวิหาร
วัดหย่วน อำเภอเชียงคำ การประดับตกแต่งด้วยการแกะสลักไม้ที่มีฝีมือตามแบบศิลปะไทล้ือ
ดงั ตัวอยา่ งช่อฟ้า ป้านลม เชงิ ชาย และหน้าบันวิหารของเดิมของวหิ ารทัง้ สามวดั ดังกล่าว
ภาพที่ ๓ วหิ ารรปู แบบศลิ ปะไทลอ้ื ผสมลา้ นนา วัดแสนเมอื งมา (วดั มาง) อำเภอเชียงคำ
ทม่ี า : นายนริศ ศรสี ว่าง
11
การแตง่ กาย เครอ่ื งนุง่ ห่ม33
มีการทอผ้าตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันและยังมีการปลูกฝ้ายในบางท้องถิ่น ในอดีตจะนิยมทำ
สวนฝ้ายจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อที่อื่นและยังมีการย้อมผ้าโดยใช้เปลือกไม้ และสีธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่ง
ปัจจุบันได้รื้อฟื้นกลับมาทำอีกครั้งหนึ่ง แต่เดิมผ้าทอส่วนใหญ่มีผ้าสีดำกับผ้าสีขาวเป็นส่วนใหญ่ สีดำ
เกิดจากการย้อมฝ้ายสีขาวด้วยห้อมและคราม โดยหมักต้นห้อมต้นครามไว้ในหม้อ แล้วเรียกว่า
หมอ้ ส้าง
ในอดีตผู้หญิงจะต่ำหูก (ทอผ้า) ผ้าพื้นสีล้วนเรียกว่า “ผ้าฮำ” การนับความยาวผ้าทอ
จะนับเป็น “ฮำ” เวลาทอผ้าจะเก็บลายจากลายผ้าผืนตัวอย่าง เช่น ตุง ผ้ามูญจนะ ผ้าเช็ดหลวง
ผ้าเช็ด ผ้าเช็ดน้อย ผ้าแหลบ ผ้าหลบ (ผ้าปูที่นอน) หน้าผ้าเส่อ (ผ้าลายสำหรับทำหนา้ ฟูก) ผ้าห่ม ซ่ิน
เป็นต้น ปักเย็บเครื่องนอนเครื่องนุ่งห่ม เช่น เย็บเสื้อปั๊ด ปักหน้าหมอน เย็บผ้าเส่อ (ฟูก) สุดดำ
(ม้งุ สดี ำ) เป็นตน้ 34
เวลาทำงานปรกติประจำวัน ผู้หญิงไทลื้อในพะเยาจะนิยมแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดภาพ๔ (สาบเส้ือ
ป้ายไปข้างลำตัว) สีดำล้วน ที่ตัดเย็บจากผ้าซึ่งทอจากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ผ้าฝ้าย เป็นต้น
นุ่งซิ่นต๋าลื้อที่ทอจากฝ้าย หรืออาจจะเป็นซิ่นเก่าที่ผ่านการใช้งานมานาน เคียนหรือโพกผ้าฝ้ายสีขาว
รอบศีรษะ เกล้า มวยผมไว้ที่กลางกระหม่อม นิยมเกล้าแบบวิดว้อง ไม่นิยมใส่เครื่องประดับหลายช้นิ
เพยี งแต่จะเสยี บปิ่นขนาดเล็ก จำนวน ๑ อนั ท่ีมวยผมเทา่ นน้ั
โอกาสไปร่วมงานบุญหรืองานประเพณี จะนิยมแต่งกายด้วยการใส่เสื้อปั๊ดที่ตัดเย็บจากผ้าที่มี
ราคาสูง เช่น ผ้าแพรไหม ผ้าทอโรงงานที่มีจำหน่ายในห้างร้าน (ซึ่งในอดีตการเดินทางยังไม่
สะดวกสบายดังเช่นในปัจจุบัน การขนส่งผ้าทอจากโรงงานหรือนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายใน
ชนบทหัวเมืองชายแดน เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง จึงเป็นของที่มีราคาสูง และเป็นที่นิยมอย่าง
มากเพราะแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม) การตัดเย็บยังคงทำตามรูปแบบและวิธีการดั้งเดิม
ที่สืบทอดต่อกนั มา และทำให้พิเศษขึ้นกว่าเสื้อที่ใช้ในยามปรกติ ด้วยการประดับตกแต่งแถบผ้าสซี ้อน
สลับกัน แถบแพรไหมจีน และการเย็บปักด้วยเส้นไหมสีสดใส นอกจากนี้อาจจะประดับด้วยแผ่นเงิน
ดนุ ลาย35
ซิ่นต๋าของผู้หญิงไทลื้อซึ่งทอด้วยวัสดุที่มีราคาสูง เช่น เส้นไหม และต่อตีนซิ่นด้วยผ้าแพรไหม
หรือผ้าทอโรงงานสีดำหรือสนี ำ้ เงินเขม้ โดยนุ่งซิ่นอกี ผนื หนึ่งซ้อนไวด้ ้านในใหช้ ายยาวเลยผนื ด้านนอก
ออกมาเล็กน้อย เพื่อซับเหงื่อไคลป้องกันไม่ให้ผืนข้างนอกถูกเหงื่อไคลมาก เพราะต้องเก็บไว้ใช้ โดย
ไม่ซัก เพียงแต่ผึ่งให้แห้งไล่กลิ่นอับเท่านั้น แล้วพับใส่หีบผ้าที่สานด้วยหวายเก็บไว้ในที่ปลอดภัยจาก
สตั วแ์ ละแมลงกัดแทะ
33 นรศิ ศรสี ว่าง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลอ้ื ในจงั หวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธไ์ุ ต, โครงการจัดตง้ั ศนู ย์ศลิ ปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
34 นรศิ ศรีสวา่ ง, “ศิลปวัฒนธรรมไทล้อื ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพนั ธุไ์ ต, โครงการจัดต้ังศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวิทยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
35 นริศ ศรสี วา่ ง, เครื่องแตง่ กายผหู้ ญงิ ไทลอ้ื เชยี งคำ, ๒๕๕๗, หนา้ ๑ และ ๓. (เอกสารอัดสำเนา).
12
โดยซิ่นที่นุ่งซ้อนนั้นนิยมใช้ซิ่นผืนเก่าที่ใช้งานมานาน หรือซิ่นผ้าดิบ (ผ้าฝ้าย) สีขาว อาจจะประดับ
ตกแต่งชายซิ่นดว้ ยแถบแพรจีนหรอื ลายลูกไม้ต่างๆ ลักษณะลวดลายบนซิ่นแบบไทลื้อเชียงคำท่ีถอื ว่า
เป็นเอกลักษณ์คือ “ลายเกาะผักแว่น” แล้วยังมี “เกาะหางปลา เกาะยอดป้าว เกาะล่าย” ซึ่งเกิดจาก
เทคนิคการทอผ้าที่เรียกว่า “เกาะ” (ล้วง) และลายมุก ซึ่งเกิดจากเทคนิคที่เรียกว่า “เก็บมุก” (ขิด)
ไม่ใช่เทคนคิ การยกมกุ นอกจากนั้นซิ่นไทลื้อเชียงคำยังมีโทนสีและการแบ่งสัดส่วนของต๋าซิน่ (ริ้วแถบส)ี
ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ใครพบเห็นจะรู้ได้ทันทีว่านี่คือไทลื้อเชียงคำ นอกจากนี้ผู้หญิงไทล้ือ
ในเชียงคำและเชยี งมว่ นยงั รบั อทิ ธิพลซิ่นปล้อง ซิน่ ม่าน และซนิ่ ตา๋ ของคนเมืองมาทอใชเ้ องด้วย
ภาพท่ี ๔ ไทลอื้ ในอำเภอเชยี งคำ ขบวนงานสบื สานตำนานไทลอ้ื พ.ศ.๒๕๓๘
ทมี่ า : ทายาทนางจันทร์เป็ง ประวงั บา้ นธาตุสบแวน อำเภอเชยี งคำ
เกลา้ มวยผมกลางกระหมอ่ มโดยชกั ส่วนหนึ่งของเสน้ ผมออกมาเป็นลักษณะคล้ายหว่ ง เรียกว่า
“เกล้ามวยวิดว้อง” นิยมประดับตกแต่งที่มวยผมด้วยปิ่นเงิน ปิ่นหุ้มทอง ประดับด้วยอัญมณี หรือหิน
แก้วผลึก ซึ่งปิ่นแบบหนึ่งมีลักษณะขมวดคล้ายก้นหอยเหมือนเม็ดพระศกพระพุทธรูป ปิ่นอีกแบบมี
ลกั ษณะคล้ายจอ้ ง (ร่ม) ขนาดเล็ก ทำจากเงนิ นยิ มเคยี นหวั หรอื โพกผ้ารอบศีรษะ ดว้ ยผ้าสีอ่อนๆ เช่น
สขี าว สีชมพู สเี หลืองอ่อน เปน็ ตน้ ผู้มีฐานะใช้ผา้ ทมี่ ีราคาสูง คอื ผา้ แพรจนี
มีเครื่องประดับที่เรียกว่า “แหวข้างเส้อ” บริเวณเชือกผูกข้างตัวเสื้อ ปลายของสาบเสื้อที่ป๊ัด
(ป้าย)ไปที่ข้างราวนม ลักษณะเป็นแผ่นเงนิ ดุนลาย มีห่วงคล้องเชือกผูกข้างเสื้อป๊ัด นิยมรัด “สายฮั้ง”
(เข็มขัด) ทำด้วยวัสดุเงิน ที่หัวซิ่น และห้อย “สร้อยดอกปีด/สร้อยต่องแอว (ห้อยเอว)” ลักษณะเป็น
พวงระย้าเหมือนพวงดอกปีดที่ออกตามป่าชายใกล้หมู่บ้าน ที่ข้อมือนิยมใส่ “สายแขน”(สร้อยแขน)
และ“กอกไม”(กำไล) มสี องแบบ คือ“กอกไมบา่ ต่อย” หรอื “ขะไมต๊อกต่อย” สวมท่ขี ้อมือท้ังสองข้าง
“กอกไมใหญ่” สวมต่อขึ้นไปจากกอกไมมะต่อยที่ท่อนแขนล่าง และประดับ “มาวแขน” ที่ท่อนแขน
บนทบั บนแขนเสอื้ ปั๊ด กอกไมและมาวน้ีทำด้วยวัสดุเงนิ 36
36 นรศิ ศรสี ว่าง, เครอ่ื งแตง่ กายผู้หญงิ ไทลื้อเชยี งคำ, อา้ งแล้ว, หน้า ๓ และ ๔. (เอกสารอัดสำเนา).
13
ผู้ชายใส่กางเกงเรียกว่า เต่วสามดูกแขน เต่วเปาโหย่ง เต่วโหขาว ซึ่งต่อส่วนเอวด้วยผ้าสีขาว
เสื้อมี ๒ แบบ มีแบบผ่าอก กับแบบสาบป้ายข้าง มีเสื้อพิเศษคือ “เสื้อปา” โดยใส่เสื้อปาให้ลูกแก้ว
สมมตุ วิ ่าเป็นเจา้ ชายสทิ ธัตถะก่อนเข้าพิธบี วช เม่อื ลาสกิ ขาออกมาแล้วไปงานประเพณสี ำคัญ จะใส่เส้ือ
ปาทับเสื้อแขนยาวแบบผ่าอก เพื่อแสดงว่าตนเป็นผู้มีความรู้ได้ผ่านการบวชมาแล้ว นอกจากนี้ผู้ชาย
ไทลื้อในอดีตนิยมเกล้ามวยผมไว้กลางกระหม่อมแล้วใช้ผ้าเคียนหัวสีขาว หรือสีอ่อน มีผ้าหัวหรือ
ผ้าขาวม้า นิยมคาดเอวและใช้สารพัดประโยชน์ เวลาออกงานนิยมเหน็บพร้าเหน็บอุ่มหรือมีดปลอก
เงินดา้ มงาไว้ทเ่ี อว และสะพายดาบประจำตัว ผ้ชู ายในอดตี จะสักขาทุกคน เวลาอาบนำ้ ท่แี มน่ ้ำ จะเหน็
รอยสกั เหมอื นกับนุง่ กางเกง
ทั้งผู้ชายและผู้หญิง เวลาออกนอกบ้านนิยมสะพายถุงหมากแดง หรือย่ามสีแดง ภายในถุง
นอกจากของใช้ตา่ งๆ แลว้ ยงั มหี มากพลูสำหรบั ขบเคี้ยวด้วย
ในอดตี ชดุ เสือ้ ผ้าหากเปน็ ผ้าแพรไหมจะแสดงให้รวู้ ่าผู้สวมใส่มฐี านะดี หรือเปน็ ผูม้ ยี ศตำแหนง่
มีผา้ หม่ ตาแสง หรือเรยี กวา่ ผา้ ห่มส่ีแป ใชห้ ม่ คลุม
ผ้าห่มต่ำก้าว ลายงูลอย มีความหนามากกว่าผ้าห่มตาแสง ใช้ห่มนอน หากต้องการให้หนา
เพื่อสร้างความอบอนุ่ จะเยบ็ ผ้าฮำสีขาวซอ้ นอีกช้นั หนึ่ง ยดั ไสใ้ นดว้ ยนุ่น37
ภาษา38
ภาษาไทลื้อเป็นภาษาตระกูลไต-ไท คำศัพท์ส่วนใหญ่จะเหมือนกับคำเมืองหรือภาษาล้านนา
และไทลื้อแต่ละเมอื งหรือแต่ละบ้านจะมีสำเนียงที่แตกต่างกันไป แต่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ อักษร
ภาษาไทลื้อได้รับอิทธิพลมาจากอักษรธรรมล้านนา แต่บางส่วนได้ถูกคลี่คลายปรับเปลี่ยนให้มี
ลักษณะเฉพาะของไทล้ือ
ประเพณี ความเชื่อ
ประเพณใี นรอบปี มดี ังนี้
เดือนเจง๊ 39 (เจ๋ียงหรอื เกย๋ี ง)
ประเพณีเดือนเจ๋งปิง (เจี๋ยงเป็ง40หรือลอยกระทง) ที่บ้านแพด อำเภอเชียงคำ จะมีการจิ
(จุด) กองหลัว (ฟืน) ไม้จี้ หรือไม้เนื้ออ่อน จะจุดที่ริมฝั่งแม่น้ำแวน และจะปล่อยโคมลอยมีทั้งแบบใส่
ควันและใส่ไฟที่บ้านเชียงบาน อำเภอเชียงคำ ทุกคนจะต้องนำหลัวไปคนละ ๑ ท่อน มารวมก่อกอง
หลวั (กองฟืน) เปน็ รูปทรงเหมือนขนั แอว (พาน) ใสไ่ ม้แปลก (ไมส้ น) ทดี่ ้านบนกองหลวั เพ่ือเปน็
37 นรศิ ศรสี วา่ ง, “ศิลปวัฒนธรรมไทลือ้ ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธ์ุไต, โครงการจัดตัง้ ศูนยศ์ ลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวิทยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
38 นริศ ศรสี ว่าง, “ศลิ ปวัฒนธรรมไทลอ้ื ในจังหวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาตพิ ันธ์ไุ ต, โครงการจดั ตง้ั ศนู ย์ศิลปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวิทยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
39 การนับเดอื นของไทลื้อ จะนบั ไวกวา่ เดือนตามจนั ทรคติของไทย ๑ เดอื น ช้ากวา่ เดอื นของคนเมืองล้านนา ๑ เดอื น เชน่ เดือนเจง๊ (๑) ของไทลื้อ
จะเปน็ เดือน ๑๒ ของไทย และเป็นเดอื นย่ี (๒) ของคนเมอื งลา้ นนา ดงั นเ้ี ป็นตน้ .
40 วันข้ึน ๑๕ คำ่ คือวัน “เพญ็ ” แตภ่ าษาลา้ นนาเขียนเป็น “เพง” แล้วอา่ นออกเสียงเปน็ “เปง็ ” ไทลือ้ อ่านออกเสียงเปน็ “ปิง”
14
เชื้อประทไุ ฟ เวลาประมาณ ๑ ทมุ่ จะทำพธิ ที ข่ี ้างกองหลัว ซึ่งแต่เดมิ จะทำทีท่ ุ่งนาหนา้ วัด พอ่ อาจารย์
จะนำกล่าวคำถวาย แลว้ พระสงฆร์ บั ทาน พระสงฆ์เปน็ ผู้จดุ ไฟท่ีกองหลวั 41
เดอื น ๓42
ประเพณีตานข้าวใหม่ จะเอาข้าวเปลือกข้าวสารส่วนหนึ่งที่ได้จากฤดูเก็บเกี่ยวพี่ผ่านมา
ไปกองที่หน้าพระเจ้า(พระประธาน) สำหรับตาน(อุทิศ) ไปไว้ภายภาคหน้า ส่วนตาน(อุทิศ) ให้พ่อแม่
ท่ลี ่วงลับจะตานเปน็ หม่ขู า้ ว (สำรบั อาหาร) ใครไม่มขี ้าวกอ็ อกเปน็ เงินแทน
ไทลื้อบ้านแวน อำเภอเชียงคำ จะจัดพิธีเลี้ยงเทวดาเจ้าหลวงเมืองล้า และผีหออื่นๆ ใน
หมู่บ้าน มาร่วมกันที่อนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองลา้ ปัจจุบันจะจดั งานตามฤกษ์สะดวกในวันหยุดราชการ
เช่น วันหยุดสง่ ท้ายปีเก่าตอ้ นรับปใี หม่ เพื่อใหญ้ าติพีน่ ้องทไี่ ปทำงานตา่ งถ่ินได้กลบั มาร่วมงานกันอย่าง
คับคงั่
เดอื น ๔ เดือน ๕ 43
ไทลื้อในอำเภอเชียงคำหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านหย่วน บ้านมาง บ้านธาตุสบแวน บ้าน
ดอนไชย จะจัดประเพณีตั้งธรรม (เทศน์มหาชาติ) เป็นประจำทุกปี แต่บางหมู่บ้านนอกจากนี้
อาจจะจัดไม่สม่ำเสมอ ทุกปีจะมีการจัดงาน ๓ วัน มีขบวนแห่เครื่องไทยธรรม ประกอบด้วย มณฑก
(มณฑป) ปราสาท ต้นดอก มีกลองสิ้งหม้อง กลองแอว แห่ประโคม พระสงฆ์จะขึ้นเทศน์ในมณฑก
ปราสาท เรือนตานหลังเล็ก เย็นวันแรกจะอ่านธรรม ๔ ผูก เริ่มมหาชาติ วันที่ ๒ จะอ่านธรรมเรื่อง
ต่างๆ ทมี่ ผี ู้ถวายทั้งหมด วนั ท่ี ๓ จะอา่ นธรรมมหาชาติเวสสันดรชาดก ผกู ๑ -๑๓ เพื่ออทุ ิศถวายทาน
ไปใหพ้ อ่ แม่ญาตทิ ลี่ ว่ งลับ และถวายสำหรับตนเองไปไว้ภายภาคหนา้
เดอื น ๕44
บ้านแพด อำเภอเชยี งคำ มีประเพณเี ล้ียงป๋างใหญ่ คือประเพณเี ซ่นสรวงเจ้าพ่อพญาคำแดง
เป็นเทวดาอารักษ์ที่ชาวลื้อบ้านแพด นำมาจากสิบสองปันนา นำมาอยู่ด้วยที่เมืองน่าน แล้วมาอยู่
เชียงมว่ น แลว้ จงึ มาอยู่ทเ่ี ชียงคำ จดั เล้ยี งในเดอื น ๕ ของลอ้ื ขึน้ ๑๑ ค่ำ ของทุกปี ลูกหลานสมาชิกใน
หมู่บ้านไปอยู่ที่ไหน ก็จะกลับมาพร้อมหน้ากันหมด ลูกหลานครอบครัวใดไปทำงานอยู่ที่อื่นไม่ได้มา
ร่วมงานกใ็ ห้ผูแ้ ทนครอบครัวบอกกล่าวตอ่ เจ้าพ่อทุกคน เจ้าพ่อจะไดต้ ิดตามไปดูแลค้มุ ครองรักษา ชุด
ทใ่ี ส่ในประเพณีเลี้ยงป๋างใหญ่ ในอดตี ใสช่ ดุ ดำทกุ คน ผชู้ ายใสช่ ุดหมอ้ หอ้ ม ผ้าขาวมา้ คาดเอว ผู้หญงิ น่งุ
ซิน่ ลื้อ ใสเ่ สื้อปด๊ั ผ้าคาดหัว สะพายถุงหมาก พ่อขา้ วจำ้ ใสช่ ดุ ดำคาดผ้าขาวม้า การเลีย้ งจะต้องนำไก่
41 นรศิ ศรีสวา่ ง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลอื้ ในจงั หวดั พะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาตพิ นั ธไ์ุ ต, โครงการจดั ตง้ั ศนู ย์ศิลปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
42 นรศิ ศรีสว่าง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลื้อในจงั หวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธ์ุไต, โครงการจดั ตง้ั ศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแล้ว.
43 นรศิ ศรีสว่าง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลื้อในจังหวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธ์ุไต, โครงการจดั ต้ังศูนย์ศลิ ปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวิทยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
44 นรศิ ศรีสว่าง, “ศลิ ปวัฒนธรรมไทลอ้ื ในจังหวดั พะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธไุ์ ต, โครงการจดั ตงั้ ศนู ย์ศิลปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวิทยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
15
มาถวายคนละตัว เป็น “ก๋ำบ้าน” หกโมงเช้าก็ก๋ำแล้ว คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้ามาในเขต
หม่บู า้ น จนเล้ียงเสรจ็ จึงปล่อยให้เขา้ ออกหมู่บ้านตามปกติ
เดือน ๖45
ประเพณปี ใี หม่
วนั สงั ขารลอ่ ง จะทำความสะอาดบา้ นเรอื น ซกั ผา้ สระผมอาบนำ้ ทีท่ า่ น้ำ
วันเน่า จะขนทราย หาบมาจากแม่นำ้ มาทำธาตทุ รายทีห่ นา้ วดั
วันพญาวัน จะเอาตุงไปปักที่ธาตุทราย เป็นตุงรูปตุ๊กตารูปคน ตุงไส้หมูและตุงสิบสองราศี
พึ่งจะมีในยุคหลังนี้ แล้ววางข้าวต้ม ดอกไม้เทียนเรียงรายที่ธาตุทราย เอาน้ำแป้งพรม หรือในอดีตใช้
น้ำปูนขาวพรม เชื่อว่าเหมือนสร้างพระธาตุเจดีย์ โยงสายสิญจน์ไปทำพิธีถวายในวิหาร มีการทำไม้
ค้ำสรี (สะ-หลี) ไปค้ำที่ต้นโพธิ์ เป็นไม้ง่ามปอกเปลือกเห็นเนื้อไม้สีขาว บางหมู่บ้านช่วงเย็นจะมา
สรงนำ้ พระสงฆ์
วันปากปี ตอนเช้าทำพิธีใส่ข้าวลดเคราะห์ที่วัด พระสงฆ์ประกอบพิธี จากนั้นมาทำพิธี
สง่ เคราะห์บา้ น (หมู่บา้ น) ทใี่ จบ้าน
วันปากเดอื น ที่บ้านเชียงบานจะไปดำหวั พระสงฆ์ แลว้ ไปดำหวั สรงนำ้ เทวดาช้างเผือก จะมี
การรดนำ้ กันเป็นทีส่ นุกสนาน
เดือน ๗46
บ้านเชียงบาน อำเภอเชียงคำ มีประเพณีเลี้ยงเทวดาเจ้าช้างเผือก วันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๗
ของลื้อ (เดือน ๖ ของไทย) และประเพณีขึ้นพระธาตุวัดเชียงบาน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ของลื้อ
ในการเลี้ยงเทวดาจะใช้หมูดำมาเซ่น แล้วนำไปปรุงเป็นอาหารคือ ลาบขาว (ไม่ใส่เลือดหมู) ลาบแดง
(ใสเ่ ลือดหมู) แคจี้นหมู (แกงอ่อม) หา้ มใครชิมกอ่ นทีจ่ ะนำข้ึนถวายเทวดา เมื่อเสี่ยงทายวาไม้ว่าเทวดา
กนิ อ่มิ แล้ว จึงขอนำอาหารที่เหลือมากินร่วมกันที่บริเวณพิธี โดยวนั ทีเ่ ล้ียงเจา้ เลย้ี งเทวดาจะไม่ออกไป
ทำงานหรอื เดนิ ทางไปท่ีอื่น จะมารวมกนั อย่ทู บ่ี ริเวณพิธีทัง้ หมด คนนอกหมู่บา้ นจะเข้ามาก็ไม่ได้ หาก
จะเขา้ ตอ้ งมีการปรับไหม ในงานจะมีการเล่นการพนันตลอดทัง้ วัน
เดอื น ๘47
บ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จะเลี้ยงเทวดาเจ้าฟ้าเมืองหย่วน ในวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘
ของลื้อ เป็นประจำทุกปี คนที่มีเชื้อสายเดียวกันจะมาร่วมไหว้โดยมาจากบ้านธาตุสบแวน บ้านหย่วน
บ้านดอนไชย บ้านร่องแมด ในอดีตเลี้ยงด้วยไก่ ปัจจุบันซื้อเนื้อหมู หัวหมู ตีนหมู หางหมู
ซ้อื เครอื่ งปรงุ และเครื่องประกอบพิธีต่าง ๆ มาทำลาบกับแกงออ่ มสำหรบั ถวาย ในการประกอบพธิ ี
45 นรศิ ศรสี วา่ ง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลื้อในจงั หวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธ์ุไต, โครงการจัดตงั้ ศนู ยศ์ ลิ ปวัฒนธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
46 นริศ ศรีสว่าง, “ศิลปวัฒนธรรมไทลื้อในจังหวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศิลปวฒั นธรรมชาติพนั ธไุ์ ต, โครงการจัดต้งั ศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแล้ว.
47 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทล้อื ในจังหวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศลิ ปวฒั นธรรมชาตพิ ันธไ์ุ ต, โครงการจดั ตัง้ ศูนยศ์ ิลปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
16
จะมีข้าวจ้ำเป็นผู้บอกกล่าวสื่อสารกับเทวดา และมีรองข้าวจ้ำ อีก ๒ คน เวลาบอกกล่าวข้าวจ้ำจะใส่
เสอ้ื แขนยาวสแี ดง กางเกงสดี ำหม้อหอ้ ม ซ่ึงสืบทอดตอ่ กันมา มกี ารจ้ำขา้ ว มกี ารเก็บขา้ วเปลือก (หยิบ
ขา้ วเปลอื กมานับ) เส่ียงทายวา่ เทวดาอิ่มหรอื ยัง เมอ่ื เทวดาอ่มิ แลว้ อาหารทเ่ี หลอื จากการถวายจะแบ่ง
กนั ใหก้ นิ ในบรเิ วณพิธี ไม่ใหน้ ำกลับบา้ น
พิธีเลี้ยงผีบ้าน ผีเมือง “เจ้าหมอกมงุ เมือง” หรือเรียกว่าผีโสนหุ่ง (สวนห้วง) เนื่องจากหอผี
ตั้งอยู่ในสวนบริเวณคุ้งน้ำแม่น้ำลาวที่บ้านหย่วน ไทลื้อส่วนหนึ่งในบ้านหย่วนและบ้านธาตุสบแวน
ที่นบั ถือผีนจี้ ะไปรวมกนั ที่นน้ั ทุกเพศทกุ วัย ของเลีย้ งเทวดามลี าบ มเี หล้า ลาบแดง แกงอ่อม โดยเลือก
เอาวนั สะดวกวนั ดี ในเดือน ๘ ของลื้อ จัดเปน็ ประจำทกุ ปี
บ้านแมนปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านหย่วน จะมีพิธีเลี้ยงผีแมน หรือเทวดา
เจ้าฟ้าเมืองแมน ในวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ ของลื้อ ใช้หมูทำอาหารเลี้ยง ห้ามผู้หญิงเข้าไปเขตบริเวณ
หอเทวดา วันงานทุกครอบครัวจะนำสวยดอกไม้เทียนมาร่วมไหว้ โดยใส่ในภาชนะรวมกันที่หอเทวดา
มีการเสี่ยงทายหยิบเม็ดข้าวว่าเทวดามาหรือยัง และกินอิ่มหรือยัง หากอิ่มแล้วจะบอกกล่าวขอลา
เอาอาหารมากินรว่ มกัน
พธิ ีเลี้ยงผลี ็อก เป็นคำเรยี กผีประจำเฉพาะแต่ละตระกูล ซ่งึ เปน็ ตระกูลท่มี ีสมาชิกในตระกูล
ไม่มาก เช่น เทวดาอ้อมแปง มีหอตั้งอยู่ที่บ้านหย่วน ซึ่งจัดพิธีในเดือน ๘ ของลื้อ เลือกเอาวันดีวัน ท่ี
สะดวก ต่างกับผีเมืองหรือเทวดาเมือง ซึ่งอาจจะเป็นทั้งผีอารักษ์ของเมืองหรือหมู่บ้าน และเป็นผี
ประจำตระกลู ของคนส่วนใหญใ่ นหมู่บ้านและมีญาตพิ ีน่ อ้ งในต่างหม่บู า้ นดว้ ย
บ้านมาง อำเภอเชียงคำ จะเลี้ยงเทวดาหลวงเมอื งมาง ในวันขึน้ ๖ ค่ำ เดือน ๘ ของลื้อ เป็น
ประจำทุกปี เล้ยี งดว้ ยหมู ๑ ตัว
บ้านทุ่งมอก อำเภอเชียงคำ จะเลี้ยงเทวดาเจา้ พ่อพญาคำ ในวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘ ของลื้อ
เปน็ ประจำทกุ ปี
บ้านดอนไชย อำเภอเชียงคำ จะจัดพิธีเลี้ยงเจ้าพ่อแสงเมือง ซึ่งเป็นเทวดาอารักษ์หมู่บ้าน
ในวันข้ึน ๑๒ ค่ำ ขึ้น เดอื น ๘ ของทกุ ปี และจัดพิธเี ลี้ยงผีเจ้าฟ้าเชียงแขง เจา้ ฟ้าเหล็กน้อย (เด็กน้อย)
ซึ่งเป็นผีประจำตระกูลของผู้ที่สืบเชื้อสายจากเจ้าหม่อมก๋อง ต้นนามสกุลกองมงคล ในอดีตจัดวันขึ้น
๙ ค่ำ เดอื น ๘ แต่ปัจจบุ ันเลือกเอาวันสะดวกในเดอื น ๘ ของลือ้ ท้งั ๒ พธิ ี จัดเป็นประจำทกุ ปี
บา้ นแดนเมอื ง อำเภอเชยี งคำ ในวนั แรม ๖ คำ่ เดือน ๘ ของลือ้ จะจดั พธิ เี ลี้ยงผเี ทวดาบ้าน
ท่ีหอเจ้าพอ่ แดนเมือง เป็นประจำทกุ ปี ซึง่ ถอื ว่าเป็นผีของไทล้อื ในหมู่บ้าน เลยี้ งด้วยหมดู ำ ๑ ตัว เหล้า
๑ ไห และมีของหวาน ผลไม้ ข้าวต้ม มีข้าวจ้ำ ชาวบ้านอยู่ที่ไหนก็จะมาร่วมพิธีกันหมด กินเลี้ยงกัน
ตั้งแต่ตอนเช้าถงึ ตอนกลางคนื สว่ นผีย้งั จะเล้ยี งตา่ งหากเฉพาะผูท้ ่ีมเี ช้อื สายตระกูลยงั้ ท่ีจะไปร่วมพิธี
บ้านแวน อำเภอเชียงคำ จะเลี้ยงเจ้าบ้าน และเทวดาท้าววิราช เลี้ยงด้วยไกห่ ลังคาเรอื นละ
๑ ตัว จัดพิธีเลี้ยงในวัน ๗ ค่ำ เดือน ๘ ของลื้อ นอกจากนี้ยังมีประจำตระกูลอีก ผีอู ผีบ้าน ผีโอก้า
และผีต่างๆ ผีโอก้า และ ผีอูเลี้ยงทุกปี เฉพาะคนในตระกูลที่นับถือผีนั้นก็จะไปเลี้ยง ใช้หมูถวาย
ผีตระกูลนส้ี ืบทางแมผ่ ีแต่ละตระกูลเล้ียงไมพ่ ร้อมกันขน้ึ อย่ทู ี่การกำหนดของแต่ละตระกลู ท่ีสืบทอดมา
17
บ้านล้า อำเภอเชียงคำ วันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๘ ลื้อ จะจัดประเพณีกรรมเมืองหรือกรรมบ้าน
๓ ปีจัด ๑ ครั้ง บวงสรวงผีเสื้อบ้านท้าววิราช จัดทุกปี ผีดง มีหอเจ้าหลวงเมืองล้าตั้งอยู่ จะเลี้ยง ๓๒
หอ ซึง่ ต้งั เรยี งกนั และมหี ออยูต่ ามตระกูลตา่ ง ๆ ในหมบู่ า้ นตา่ งหาก เชน่ ผีขา้ วกำ่ ผชี ้างเผือก เป็นต้น
ใช้หมูขนาดใหญ่ ๑ ตัวทำอาหารจะทำลาบ แกงอ่อม ใส่ขันโตกถวาย เลี้ยง ๑ วันเลิกเที่ยงคืน มีรำวง
มกี ิจกรรมรว่ มด้วย คนในหมบู่ า้ นไม่ให้ออก คนนอกไม่ให้เขา้ แตใ่ นอดีตมเี ฉพาะการขับลื้อ มีการเล่น
การพนนั
บ้านป่าแขม อำเภอเชียงม่วน จะจัดพิธีเล้ียงผีเมืองมาง ซึ่งแต่เดิมจะเลี้ยงที่บ้านมาง
แต่ต่อมาย้ายมาตั้งหอ (ศาล) ที่บ้านป่าแขม ประเพณีจะจัดในวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘ ของไทลื้อ เป็น
ประจำทุกปี แต่ก่อนเลี้ยงไก่แต่ต้องใช้หลายตัวจึงเปลี่ยนมาใช้หมู ทำเป็นลาบ แกงอ่อม มีการหยิบ
ข้าวเปลือก นับเสี่ยงทายว่า เจ้าพ่อมาหรือยัง และเสี่ยงทายว่าเจ้าพ่ออิ่มหรือยัง ถ้าจับได้จำนวนคู่
ก็จะลาเครอ่ื งเซ่นไปกินได้เลย
เดอื น ๑๒48
ประเพณตี านสลาก ช่วงใกล้ออกพรรษาจะจดั ทำเคร่ืองไทยทานมกี ารจักสานก๋วยสลากเป็น
ซองหรือก๋วย (ชะลอม) และทำเป็นต้นขนาดใหญ่ตกแต่งประดับประดาด้วยของใช้ และดอกไม้
กระดาษสีต่าง ๆ เรียกว่าสลากสร้อย แต่เดิมมีการทำมณฑก (มณฑป) ปราสาท อุทิศไปให้ญาติ
ที่ตายไป จะมีการแห่แหนขบวนชักลากมณฑก (มณฑป) ปราสาท โดยตั้งบนแม่นอนทรายไปยังวัด
ทำรูปวัว ควาย ช้าง
พธิ กี รรมอน่ื ๆ49
พิธแี ต่งงาน
เร่มิ จากบา่ วแอว่ ไปหาสาว ไปมาหาสู่พูดคุยกัน เมือ่ ชอบพอตกลงกันแลว้ ฝ่ายชายจะมาสู่ขอ
กับพ่อของฝา่ ยหญงิ ตกลงกันแล้วกจ็ ะมกี ารมัดเข้าเอาขวัน (สู่ขวญั ) คนบ้านเดียวกัน จะไมเ่ รยี กรอ้ งค่า
สินสอดเหมือนปัจจุบนั ในอดีตถึงเวลาผูช้ ายกจ็ ะสะพายห่อพกผ้า (ห่อเสื้อผา้ )พร้อมหบี ไม้ ๑ อัน เดิน
จากเรือนของตนมายังเรือนเจ้าสาว เดินมาธรรมดาไม่มีดนตรีบรรเลง มาพร้อมญาติพี่น้อง เพื่อนๆ
หลายคน แต่งกายตามธรรมดา ในอดีตเป็นเสื้อสีขาว กางเกงสีหม้อห้อม ไม่มีชุดสำหรับแต่งงาน ฝ่าย
เจ้าสาวจะรออยู่ในบริเวณรั้วบ้าน พอขบวนเจ้าบ่าวมาถึงจะพากันขึ้นไปบนเรือน ไม่มีกั้นประตูเงิน
ประตูทองเหมือนปัจจุบัน เมื่อขึ้นไปบนเรือน เข้าไปในห้องเอาห่อผ้าไปเก็บไว้ แล้วจึงออกมาทำพิธี
เรยี กขวัญ ท่ขี ม่ (เฉลยี ง) หรือท่ชี าน บางท่ีต้องไปบอกกล่าวเทวดาบ้านเทวดาเมอื งดว้ ย ผูช้ ายท่ีมาเป็น
เขยต้องมาช่วยครอบครัวฝ่ายหญิงทำไร่ทำนา ได้หนึ่งปีถึงสองปีก็แยกออกมาสร้างเรือนอยู่ต่างหาก
หรือหากน้องสาวแต่งงาน พ่ีสาวกบั พี่เขยกต็ ้องแยกเรอื นออกไปอยูต่ า่ งหาก หรือบางทไี มม่ ลี กู กจ็ ะอย่ทู ่ี
เรอื นของพอ่ เมีย (พ่อตา) จนพอ่ ตาตาย จงึ อย่แู ทนเรอื นพ่อตา
48 นรศิ ศรสี ว่าง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลอ้ื ในจังหวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาตพิ ันธุ์ไต, โครงการจัดต้งั ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
49 นริศ ศรสี ว่าง, “ศิลปวัฒนธรรมไทลอ้ื ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานข้อมูลทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธุไ์ ต, โครงการจัดต้งั ศนู ย์ศิลปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวิทยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
18
พิธีขนึ้ เรอื นใหม่
พิธขี น้ึ เรอื นใหม่ ผใู้ หญจ่ ะรออยทู่ ่ีตนี บันได แล้วคนที่จะข้นึ เรอื นใหม่จะหาบของจากที่อ่ืนมา
คนที่หาบของนั้นต้องมีชื่อเป็นมงคล เช่นชื่อ แก้ว คำ เงิน ฯลฯ คนที่รออยู่ตีนบันไดเรือนก็จะเอ่ยทัก
แล้วมารับเอาหาบของพาขึ้นไปบนเรือน โดยขบวนหาบของนี้จะมีขัน(พาน) ใส่ข้าวตอกดอกไม้เทียน
๕ คู่ นำขึ้นไปบนเรือน เข้าไปยังในห้องนอน เอาขันและหาบของวางไว้ในห้องนอนนั้น เจ้าของเรือน
ทเี่ ปน็ คสู่ ามภี รรยาก็ตามเข้าไปในหอ้ งน้ันด้วย แล้วทำการเคารพผู้ใหญ่ ผอู้ าวโุ ส ท่านจะให้พร จะมีพิธี
สบื ชะตา จะมีการขบั กลอ่ มงานด้วยการขับลอื้
พิธีการทำนา
เลี้ยงผีข้าวแฮก เมื่อจะปลูกต้นกล้า เมื่อเกี่ยวข้าวแล้ว เอาข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จ ก็จะทำพิธี
เรยี กเอาขวญั ขา้ ว ยามเมอื่ ไถนาเสรจ็ ก็จะสขู่ วัญควาย
นอกจากนี้ยังมีประเพณี พิธีกรรม ทางพุทธศาสนา ที่ปฏิบัติเช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชน
ในทอ้ งถ่ินอน่ื ๆ ในภาคเหนอื ของไทย
การขับขาน ดนตรี นาฏศลิ ป์ และการละเล่นพ้ืนบ้าน50
การขบั ลอื้
จะขับเกีย้ วพาราสีกันระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว เป็นการสื่อสารอยา่ งหนึ่งในการเลือกคู่
พร้อมทั้งมีการโยนหมากกอนหรือบ่ากอน โดยผู้หญิงจัดทำหมากกอนแล้วโยนไปให้ผู้ชาย แล้วผู้ชาย
จะเอาของกำนลั ผูกตดิ หมากกอนโยนกลับมาใหผ้ ้หู ญงิ
เครื่องดนตรี
ปี่ ใช้เป่าประกอบการขับลื้อ ในโอกาสขึ้นเรือนใหม่ กินแขกแต่งงาน เลื้องเทวดาบ้าน
เทวดาเมอื ง
กลองแอว ค้อง (ฆ้อง) ขนาดเล็ก แส่ง (ฉาบขนาดกลางหรือเล็ก) ตีประโคมเข้ากันเป็น
จังหวะทำนอง เรียกว่า “สิ้งหม้อง” ใช้ในการแห่ขบวนครัวทาน (ออกเสียง “คัว-ตาน” คือ เครื่อง
ไทยทาน) ผู้ชายที่มีเจิง (ชั้นเชิงในการต่อสู้) จะออกมาฟ้อนเจิงนำหน้าครัวทาน หรือคณะศรัทธา
ท้ังชายหญงิ จะออกมาฟ้อนร่ายรำ แสดงความปีตยิ ินดีกับบญุ กศุ ลในการถวายครัวทาน
กลองมองเจิง (กลองมองเซิง) ฆ้องขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จำนวน ไม่ต่ำกว่า
๔ ใบ สว่าใหญ่ (ฉาบขนาดใหญ่) ตีประโคมเข้ากันเป็นจังหวะทำนอง ใช้ประกอบจังหวะในการฟ้อน
นางนก และเต้นโต อีกทั้งใช้ในการแห่ขบวนครัวทาน ผู้ชายที่มีเจิง (ชั้นเชิงในการต่อสู้) จะออกมา
ฟ้อนเจิงนำหน้าครัวทาน หรือคณะศรัทธาทั้งชายหญิงจะออกมาฟ้อนร่ายรำ แสดงความปีติยินดีกับ
บญุ กุศลในการถวายครัวทาน
50 นริศ ศรีสว่าง, “ศลิ ปวฒั นธรรมไทลือ้ ในจังหวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพนั ธไ์ุ ต, โครงการจัดต้งั ศนู ยศ์ ลิ ปวัฒนธรรมล้านนา (ไต)
มหาวิทยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
19
กลองปูจา (บูชา) ใช้ตีเป็นสัญญาณในชุมชน และตีถวายเป็นพุทธบูชา ในวันโกน (วัน
พระสงฆป์ ลงผมก่อนวนั พระ) และวันพระ โดยเฉพาะในช่วงเขา้ พรรษาและวนั สำคญั ทางศาสนา อีกทั้ง
ตีรับครวั ทานในงานบุญของวดั
นอกจากนี้มีเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ เช่น สะล้อ ซึง ขลุ่ย เป็นต้น ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก
กลุ่มชนทีม่ ีปฏสิ ัมพนั ธก์ นั
อาหาร51
การปรงุ อาหาร วัตถุดบิ เป็นพืชผกั ทอี่ อกดอกออกผลตามฤดูกาล เชน่
ฤดูหนาวมี ไก (ตะไคร่ที่ออกตามก้อนหินในแม่น้ำที่มีน้ำไหลแรง เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำ
น่าน), จอผักกาด, แอ่งแถะ (ไทลื้อออกเสียง“แอ่งแทะ”) เป็นวุ้นจากใบต้นแอ่งแถะ (ต้นหมาน้อย)
แล้วนำมาตัดเป็นคำ คลุกเคร่ืองปรงุ
ฤดูรอ้ นมี แกงบะหนุน (แกงขนุน) แกงผกั กาด
ฤดูฝน ยอดฟักทอง ลูกมะนอย (บวบเหลี่ยม)
ในอดตี จะปลูกผักกนิ เอง
อาหารประเภทแกงใสป่ ลาแหง้ ปลาร้า เพราะในอดีตจะไดก้ ินเน้อื หมู เน้อื ววั เนื้อไก่ เฉพาะ
ช่วงที่มีพิธีกรรมที่ใช้เนื้อสัตว์นั้น ๆ แกงจะเรียกว่า “แค” น้ำพริกเรียกว่า “น้ำหมี่” ใส่พริกหน้อย
(ดีปลี) จะมีกลิ่นหอม อาหารประเภทห่อนึ่ง ได้แก่ ห่อนึ่งไก่ ห่อนึ่งจี้นหมู (เนื้อหมู) ห่อนึ่งจี้นโฮ
(เนอ้ื ววั )
ยามปกติจะไปหาปลา ได้ปลามาก็ตากแหง้ ทำปลาร้าทัง้ แบบแห้งและแบบน้ำ น้ำพริกหรอื
เรียกว่าน้ำหมี่จะกินกับผักสด และผักนึ่ง น้ำผักจากดอกผักกาด ถั่วเน่าจะปรุงเครื่องทำเป็นแผ่น
ตากแห้งนำมาปิ้งกิน ถั่วเน่าแผ่นใหญ่ๆ เรียก“ถั่วโอ่” แอ็บถั่วเน่า น้ำหนังทำจากหนังควาย ทำ
ขา้ วแคบกินอาหารตามฤดูกาล ฤดูที่มีหนอ่ ไม้กท็ ำนำ้ หมน่ี ้ำหนอ่
เขา้ พรรษาจะทำขนมปาด เคย่ี วน้ำแป้งผสมน้ำออ้ ยจนงวดจึงตักใสถ่ าด หรอื กระด้งรองด้วย
ใบตอง พอเยน็ ลงก็ใชม้ ดี ตดั หรอื ปาดเปน็ ชิ้น ๆ จึงเรยี กว่า “ขนมปาด”
อาหารที่เป็นตะไคร่น้ำ เช่น เตา เอามาตำ กินกับผักนึ่งจุ๊บ คือผักหลายชนิดนำมานึ่งคลุก
พริกและเกลือ และตะ๊ นำเอาทำห่อนึ่ง ต๊ะมลี ักษณะเหมือนเตาแตจ่ ะเหนียวกวา่
การเกิด52
เมื่อจะคลอดลูก จะมีหมอตำแย เรียกว่า “ป่อเล้ง” (พ่อเลี้ยง) เป็นผู้ชาย บางหมู่บ้านเป็น
ผู้หญิง เรียก “แม่จ้าง” มามนต์น้ำให้กินเพื่อให้คลอดง่าย เป่าคาถาใส่กระหม่อม แล้วพวกผู้หญิงก็จะ
ช่วยกนั ดูแลในการคลอด เตรยี มอุปกรณต์ ่าง ๆ จะไมใ่ ช้มดี หรือกรรไกรท่ีใชง้ านมาแล้วเพราะจะทำให้
51 นรศิ ศรีสวา่ ง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลอื้ ในจังหวัดพะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศลิ ปวฒั นธรรมชาตพิ นั ธ์ุไต, โครงการจัดต้งั ศูนยศ์ ิลปวฒั นธรรมล้านนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแล้ว.
52 นริศ ศรีสวา่ ง, “ศลิ ปวัฒนธรรมไทลอื้ ในจงั หวัดพะเยา”, ฐานข้อมลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพันธไ์ุ ต, โครงการจัดตง้ั ศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
20
ติดเชื้อ บางแห่งจะใช้ไม้ติ๋ว (ผิวไม้ไผ่) ตัดรก ใช้ไม้คีบรกไว้ไม่ให้รกหลุดเข้าไปข้างใน บางแห่งใช้ตอก
มัดรกติดตน้ ขาหญงิ คลอดลูกไว้ จนรกจะหลุดออกมา นำรกใส่โหมงหรอื ขอ้ งสำหรบั ใสป่ ลาท่ีชำรุดแล้ว
นำไปห้อยไว้ที่ในป่า บางคนก็จะนำรกใส่กระบอกไม้ไผ่ฝังไว้ใต้บันไดเรือน เมื่ออาบน้ำเด็ก
ทารกที่คลอดออกมาแล้วก็จะฉีกซิ่นมาพัน เพราะไม่มีผ้าอ้อมเหมือนปัจจุบัน บางแห่งวางทารกใน
กระด้ง นำไปวางท่หี วั บันไดเรือน แล้วกระทบื ท่หี วั บันไดกล่าวว่า “ลกู ผีผเี อาไป ลกู คนคนเลีย้ ง”
ขณะที่ผู้หญิงคลอดลูกแลว้ อยู่เดือน (อยู่ไฟ) นั้น จะใช้หม้อดินแตกใส่ขี้เถ้าร้อน ๆ ให้แม่น่ัง
บนเก้าอี้หวายควบบนขี้เถ้าร้อนนั้น การกินอาหารในการอยู่ไฟให้งดเว้นของดอง ส่วนมากจะให้กิน
ข้าวจ่ี ๒-๓ วัน ถึงจะกินอาหารได้ปกติ แต่ยกเว้นเนื้อวัวและเนื้อควาย ให้กินปลาที่มีเกล็ดได้ ห้ามกิน
ปลาหนงั
ออกเดือนเมื่อคลอดลูกครบ ๑ เดือน จะทำพิธีสู่ขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่จะเป็นคนไปจัดการ
ตระเตรยี มเคร่อื งพิธี หากบนเทวดาเจ้าทไี่ ว้ก็ตอ้ งเลีย้ งเทวดาเจ้าทีแ่ กบ้ นด้วย
การรกั ษาโรค53
ผู้ทำการรักษาโรคเรียกว่า “พ่อเลี้ยง” เป็นหมอสมุนไพรพืน้ บ้าน จะเป็นผู้เสาะหาสมุนไพร
ตัวยามาปรุงยา ซ่ึงมีตำรายาบันทกึ ไว้
เจ็บไข้ไดป้ ว่ ยก็จะมกี ารเป่าน้ำมนต์ หมอฝน ใช้รากไม้ ใชส้ มนุ ไพรมาฝนกบั กอ้ นหิน อีกส่วน
คอื การเสี่ยงทาย หมอเมื่อ หมอผีใช้เวทมนตค์ าถาในการปดั เปา่ รกั ษา
การแหกเพื่อรกั ษาอาการเจ็บป่วยตา่ ง ๆ มีอปุ กรณ์ เชน่ มดี ขวานหนิ เป็นต้น
การตาย54
เมื่อมีคนตายจะต้มน้ำเพื่ออาบน้ำศพ ทำหย่อง พันสาด (เสื่อ) ถ้ามีคนตายโหง เช่น ตก
ต้นไม้ตาย ก็จะไม่มีพิธีอะไรมาก อาบน้ำห่อมัดแล้วจะให้คนหามเอาไปฝังเลย แล้วจึงจะอุทิศของกิน
ของใช้ไปให้ เมื่อถึงประเพณีตานธรรม (เทศน์มหาชาติ) ประจำปี ๑ ปีมีครั้ง ศพที่จะทำหล้อง
(โลงศพ) ใส่ตอ้ งเป็นคนมีฐานะมไี มท้ ำโลงศพ เวลาไปสง่ ศพป่าช้า มีผู้ชายสามสีค่ นเท่าน้ันไปร่วมส่งศพ
นำจอบไปขุดหลุมฝังศพ แล้วปักร่ม สีแดงทำจากกระดาษสา โครงไม้ ถุงห่อข้าว ในหลุมศพจะใส่
เสื้อผ้าของใช้ของผู้ตายลงไปด้วย คนมีฐานะจะใส่เงินทองลงไป และใส่ที่ปากร่างผู้ตาย ศพพระสงฆ์
จะเผา ในอดีตคนธรรมดาไมม่ ีปราสาท ยกเวน้ พระสงฆร์ ะดับสูงถึงจะมีปราสาท
53 นริศ ศรสี ว่าง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลอ้ื ในจังหวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มูลทางศิลปวฒั นธรรมชาติพันธ์ุไต, โครงการจัดตง้ั ศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา, ๒๕๕๘, อา้ งแลว้ .
54 นริศ ศรสี ว่าง, “ศิลปวฒั นธรรมไทลอ้ื ในจังหวดั พะเยา”, ฐานขอ้ มลู ทางศลิ ปวฒั นธรรมชาติพนั ธไุ์ ต, โครงการจดั ต้ังศนู ย์ศลิ ปวฒั นธรรมลา้ นนา (ไต)
มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๘, อ้างแลว้ .
21
การแตง่ กายชดุ ไทล้ือในอำเภอเชยี งคำ
หญิงสาวไทลือ้ ในสิบสองปนั นา ในแบบผา้ ซน่ิ ไทล้อื พะเยา
กลมุ่ ยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวังทางวัฒนธรรม
สำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั พะเยา
73/1 ถนนดอนสนาม ตำบลเวยี ง อำเภอเมอื งพะเยา จงั หวัดพะเยา
โทร. 054 485781 โทรสาร 054 485783