The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชาติพันธุ์ลาวเวียง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชาติพันธุ์ลาวเวียง

ชาติพันธุ์ลาวเวียง

Keywords: ชาติพันธุ์,ลาวเวียง

“ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” เป็นชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นท่ี ๙ อำเภอ
ของจังหวัดพะเยา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ข้อมูล “ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” จะเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้า
ด้านชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา และส่งเสริมให้แต่ละชาติพันธุ์ เห็นคุณค่า
ในเอกลักษณ์วัฒนธรรมของท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจ มีความรัก หวงแหน
ในชาติพันธุ์ ศิลปวัฒนธรรมของตนเอง ร่วมกันอนุรักษ์วิถีชีวิต และสืบสาน
ใหเ้ ป็นมรดกทางวฒั นธรรมของแต่ละชาตพิ ันธุ์อย่างย่ังยนื ตอ่ ไป

“ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” เป็นชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นท่ี ๙ อำเภอ
ของจังหวัดพะเยา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ข้อมูล “ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” จะเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้า
ด้านชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา และส่งเสริมให้แต่ละชาติพันธุ์ เห็นคุณค่า
ในเอกลักษณ์วัฒนธรรมของท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจ มีความรัก หวงแหน
ในชาติพันธุ์ ศิลปวัฒนธรรมของตนเอง ร่วมกันอนุรักษ์วิถีชีวิต และสืบสาน
ให้เป็นมรดกทางวฒั นธรรมของแต่ละชาติพันธุ์อยา่ งย่งั ยืนต่อไป

“ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” เป็นชาติพันธ์ุที่อาศัยอยู่ในพื้นท่ี ๙ อำเภอ
ของจังหวัดพะเยา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ข้อมูล “ชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา” จะเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้า
ด้านชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา และส่งเสริมให้แต่ละชาติพันธุ์ เห็นคุณค่า
ในเอกลักษณ์วัฒนธรรมของท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจ มีความรัก หวงแหน
ในชาติพันธุ์ ศิลปวัฒนธรรมของตนเอง ร่วมกันอนุรักษ์วิถีชีวิต และสืบสาน
ใหเ้ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาตพิ ันธ์ุอยา่ งย่งั ยืนตอ่ ไป

ลาวเวียงเป็นชนกลุ่มหน่ึงที่บรรพบุรุษอพยพมาจากหลวงพระบางและเวียงจันทน์ สาธารณรัฐ

ประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในจังหวัดพะเยา จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่

บ้านผาฮาว บ้านผาสุข ตำบลทุ่งผาสุข บ้านแม่ต๋ำ ตำบลน้ำแวน และบ้านแวนโค้ง ตำบลฝายกวาง

อำเภอเชียงคำ และบ้านนำ้ ปกุ ตำบลขุนควร อำเภอปง จงั หวดั พะเยา

 ชุมชนลาวเวียงบ้านผาฮาว หมู่ท่ี ๓, หมทู่ ี่ ๖ ตำบลทุ่งผาสขุ อำเภอเชียงคำ1

ประวัติชมุ ชนบ้านผาฮาวราษฎรอพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง และเวียงจันทน์ สาธารณรัฐ

ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยการนำของท้าวธนุ ราชกิจ ท้าวเชียงทุม ท้าวดา ท้าวสิ่ว และท้าว

พลัง พรรณธุมาตร ได้อพยพเข้ามาประมาณ ๙ ครอบครัว จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า

ชาวลาวที่อพยพในยุคน้ันเปน็ เพราะสาเหตคุ วามไมม่ ่ันคงทางการเมือง ในประเทศ เมื่อประมาณ พ.ศ.

๒๔๓๕ ประเทศลาวถูกฝรั่งเศสเข้ายึดอำนาจ อีกทั้งยังมีโจรฮ่อปล้นสะดมอยู่ทั่วไป ทำให้เกิดการ

หวาดกลัวอกี ทั้งตอ้ งส่งภาษีใหก้ ับทางฝรง่ั เศสหากไมม่ ีเงินกต็ อ้ งทำงานแลก หากไมท่ ำงานก็ต้องถูกขัง

คุกขี้ไก่ และการทำมาหากินเลี้ยงชีพฝืดเคือง จึงได้ปรึกษากันและพากันย้ายถิ่นฐานตามมาหาญาติ

พี่น้องที่ถูกกวาดต้อนมาก่อนสมัยสงครามศึกเจ้าขุนวงศ์ มาอยู่ที่เมืองพรหม สาเหตุที่ย้ายมาเพราะ

ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หรือภาษาลาวเรียกว่าเป็นแหล่ง ดินดำน้ำชุ่ม จึงได้ชวน

กันอพยพเข้ามาจากเมืองทงุ่ เมืองวา จำนวน ๙ ครอบครวั เดิมชื่อว่าหม่บู ้านตากแดด หมบู่ ้านไฟไหม้

เมอื งท่งุ แขวงไชยบรุ ี ประเทศลาว เข้ามาทางเมอื งน้ำปาด อำเภอนำ้ ปาด จงั หวดั อุตรดิตถ์ ย้อนมาทาง

อำเภอนาน้อย (จังหวัดน่าน) ขึ้นมาทางเมืองสวด มุ่งเข้าสู่เมืองเชียงคำ โดยสมัยนั้นได้ไปขออนุญาต

ตั้งถิ่นฐานกับเจ้าขุนพัวหรือคนลาวเรียกเจ้าน้อยเมืองคำในสมัยนั้น ในช่วงสมัยเจ้าน้อยธรรมวงศ์เป็น

เจ้าเมอื งเชียงคำ ศูนยก์ ลางการปกครองเมอื งเชียงคำยคุ นนั้ อย่ทู ีบ่ ้านเวียงพระน่งั ดิน เจา้ เมอื งเชยี งคำ

จึงให้กลุ่มคนลาวทั้งหมดที่อพยพเข้ามาขออาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านทุ่ งแสนตอหรือบ้านล้าใน

ปัจจุบัน อาศัยอยู่บ้านทุ่งแสนตอได้ประมาณ ๑ ปี กลุ่มคนลาวที่อพยพมามีนิสัยไม่ชอบอยู่กับที่ ได้

ออกไปหาแหล่งทำกินใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ได้เห็นสถานที่แห่งหนึ่ง มีพื้นที่ล้อม

ด้วยภูเขาและมีความอุดมสมบูรณ์ติดกับแม่น้ำแวนเหมาะแก่การเพาะปลูกและทำเกษตร จึงพากัน

ย้ายไปตง้ั ถ่นิ ฐานทีแ่ ห่งใหมใ่ นบริเวณภเู ขาทเ่ี ปน็ เหมือนผาหินล้อมรอบเป็นยาว คนลาวสมยั น้ันเรียกว่า

ผาฮาว คือหินที่มีความยาว ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่าบ้านผาฮาว ต่อมาเมื่อครอบครัวขยายขึ้น ได้แยกย้าย

กันไปตั้งถิ่นฐานตามหมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านแม่ต๋ำ ตำบลน้ำแวน บ้านแวนโค้ง ตำบลฝายกวาง และ

บ้านห้วยก้าง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย กลุ่มคนลาวบ้านห้วยก้างที่พูดภาษาลาวได้บ้างจะมีเฉพาะ

ผู้สูงอายุ ส่วนกลุ่มคนลาวบ้านแวนโค้งและบ้านแม่ต๋ำ จะพูดภาษาลาวได้เฉพาะวัยกลางคน

ข้นึ ไป มเี พียงบ้านผาฮาวที่ยงั คงอนรุ ักษภ์ าษาลาวเวียงไว้จนถึงปจั จบุ ัน อาจมกี ารเปลี่ยนคำศัพท์บ้าง

1 สัมภาษณ์ นิธิ อิ่นคำ ผใู้ หญบ่ า้ น บา้ นผาฮาว หมทู่ ี่ ๓ ตำบลท่งุ ผาสขุ อำเภอเชยี งคำ จังหวดั พะเยา เม่อื วนั ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๙
อรไท จรสั ดาราแสง นกั วิชาการวฒั นธรรมชำนาญการ สำนกั งานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ผู้สมั ภาษณ์/เรยี บเรยี ง

ในบางคำ แต่ส่วนมากยังคงรักษาวัฒนธรรมทางด้านภาษาไว้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังยึดถือจารีต
ประเพณวี ฒั นธรรมทีป่ ฏบิ ตั มิ าอยา่ งเหนยี วแนน่ จนถงึ ปจั จบุ ัน และนบั ถือศาสนาพทุ ธ

 บา้ นผาฮาว หมทู่ ี่ ๓ ตำบลท่งุ ผาสขุ 2
จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า คนลาวที่อพยพมาในยุคนั้น เพราะสาเหตุความไม่มั่นคง

ทางด้านการเมืองในประเทศลาวประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๕ ประเทศลาวถูกฝรั่งเศสเข้ายึดอำนาจ อีกทง้ั
ยังมโี จรฮอ่ เข้าปลน้ สะดมอยู่ท่ัวไปทำให้เกดิ การหวาดกลวั อีกทงั้ ยังต้องส่งภาษีใหก้ ับทางฝรั่งเศสหาก
ไม่มีเงินจะตอ้ งทำงานแลก หากไม่ทำงานก็โดนถกู โทษขังคุก อีกทงั้ การทำมาหาเล้ียงชพี ฝืดเคือง จึงได้
ปรึกษากันว่าต้องย้ายถิ่นลงมาตามญาติพี่น้องที่ถูกกวาดต้อนมาตอนที่กรงุ เวียงจนั ทน์แตกในช่วงสมยั
สงครามศกึ เจ้าอนุวงศ์ ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๒ กาลครัง้ น้นั กลุ่มคนลาว ๕ พน่ี ้องถกู กวาดต้อนมาจาก
เมืองแก่นท้าวไชยะบุรี ไดแ้ ก่ ท้าวธนู ราชกจิ ท้าวเชียงทุม ทา้ วดา ท้าวสว่ิ และทา้ วพลงั พรรณธุมาตร
มาอยู่ที่เมืองพรหมก่อนแล้ว เมื่อได้ฤกษ์ดีจากพระ จึงได้อพยพมาด้วยกัน ๘ ครอบครัว ออกจาก
ประเทศลาวในเดอื น ๑๑ ปนี ักษตั ร ปี สี (มะโรง) พทุ ธศักราช ๒๔๓๕ มาจาก เมอื งท่งุ เมอื งวา (แขวง
ไชยะบุรี ประเทศลาว) เข้ามาประเทศไทยทางบ้านบ่อเบี้ย เมืองฟากท่า (อำเภอน้ำปาด จังหวัด
อุตรดิตถ)์ ย้อนมาทางอำเภอนาน้อย เวียงสา ขึ้นมาทางเมืองสวด มุ่งเข้าสู่เมืองปง ลงมาเมืองเชียงคำ
โดยสมัยนั้นได้ไปขออนุญาตตั้งถิ่นฐานจาก“เจ้าขุนพัว” หรือคนลาวเรียก “เจ้าน้อยเมืองคำ” ในช่วง
สมัยเจ้าน้อยธรรมวงศ์ เป็นเจ้าเมืองเชียงคำ ศูนย์กลางการปกครองเมืองเชียงคำยุคนี้อยู่ที่บ้านเวียง
พระนั่งดิน เจ้าเมืองเชียงคำจึงให้กลุ่มลาวทั้งหมดที่อพยพเขา้ มาขออาศัยตั้งถิ่นฐานทางทศิ ตะวันออก
ของเชียงคำบริเวณบ้านทุ่งแสนตอ (หรือบริเวณบ้านป่าแดด บ้านงุ้น ในปัจจุบัน) อยู่บ้านทุ่งแสนตอ
ได้ไม่นาน กลุ่มคนลาวมีนิสัยไม่ชอบอยู่เป็นหลักแหล่งชอบหากินของป่าล่าสัตว์ อีกทั้งตอนที่อยู่
ประเทศลาว คุ้นเคยทำมาหากินอยู่ตามป่าที่ราบเชิงเขา ได้ปรึกษากันว่าจะหาแหล่งทำกินใหม่ และ
ออกสำรวจจากบ้านทุ่งแสนตอมุ่งหน้าลงมาทางทิศใต้ลงห้วยน้ำแวนขึ้นมาทางตะวันออก ได้เห็น
สถานที่แห่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์จากนั้นจึงได้ย้ายออกจากบ้านทุ่งแสนตออีกครั้ง โดยมีกลุ่มเครือ
พ่อเฒ่าลา พ่อเฒ่าออน พ่อเฒ่าธนะ แม่เฒ่าคำผิว พ่อเฒ่าเปา เข้ามาหักล้างถางป่าจับจองที่ดินสร้าง
บ้านเรือนในบริเวณสันผาฮาวเป็นกลุ่มแรก เนื่องด้วยสาเหตุบริเวณที่แห่งนี้เป็นที่เหมาะแก่การ
เพาะปลูก ดินดำน้ำชุ่ม และมีแหล่งน้ำสาขา ๕ ห้วย ที่ไหลมารวมกัน คือ ห้วยสวด ห้วยห้า ห้วยเกี๋ยง
ห้วยหลวง ห้วยน้ำปุ้น ลงมาเป็นน้ำแวน ไหลผ่านบ้านผาฮาว อีกทั้งป่าที่บริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์
ไปด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร เมื่อสร้างหมู่บ้านที่ตรงนี้ เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านผาฮาว” ตามลักษณะ
ทางกายภาพของหินผาที่ทอดเป็นแนวยาวจากสันเขายาวลงไปทางใต้ เรียกว่าหินฮาว หรือผาฮาว
ส่วนกลุ่มคนลาวบ้านไร่ แสนสุข อพยพมาจากทางภาคอีสานของไทย ส่วนบ้านผาฮาว บ้านผาสุข
บ้านแวนโค้ง บ้านสันติสุข เป็นคนลาวที่มีบรรพบุรุษมาจากหลวงพระบาง ประเทศลาว หรือสมัยน้ัน
คืออาณาจักรล้านช้างร่มขาว คนในหมู่บ้านผาฮาวยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมที่สืบทอด
มาต้ังแตอ่ ดตี ไว้อย่างเหนยี วแน่น

2 http://www.hugchiangkham.com/บ้านผาฮาว/ สบื คน้ เมอ่ื ๒๖ มถิ นุ ายน ๒๕๕๙

 หมบู่ า้ นนำ้ ปกุ ตำบลขนุ ควร อำเภอปง จงั หวดั พะเยา3
เดิมก่อนที่จะมาเป็นบ้านน้ำปุกนั้น ชาวบ้านได้อพยพมาจากนครเวียงจันทร์ สาธารณรัฐ

ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว สาเหตขุ องการอพยพคือ หนีความแหง้ แล้งและหาทดี่ ินทำกิน ในตอนน้ัน
จะอยู่ในสมัยของรัชกาลที่ 5 ของไทย ตระกูลที่อพยพมาเริ่มแรก มีอยู่ 3 ตระกูล คือ ตระกูล
ไชยมงคล ตระกูลลาบุตรดี และตระกลู อนิ ธยิ า ทั้ง 3 ตระกูล มาพบกันทีจ่ ังหวดั น่าน เมื่อประมาณปี
พ.ศ. 2432 แล้วย้ายถ่ินฐานมาตั้งหมู่บ้านที่บ้านน้ำปุกในปัจจุบัน เริ่มแรกของการก่อตั้งหมู่บ้าน
มีประชากรประมาณ 7 หลังคาเรือน ซึ่งขณะนั้นบ้านน้ำปุกยังเป็นหมู่บ้านในเขตของจังหวัดน่าน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 ได้มีการจัดตั้งวดั ขึ้นมาชื่อวดั น้ำปุก ตำบลควร อำเภอปง จังหวัดน่าน ตรงกับ
สมัยตอนต้นของรัชกาลที่ 7 พระภิกษุรูปแรกที่จำพรรษา คือ พระอินศวร ในปี พ.ศ. 2485 ได้มีการ
ย้ายวัดจากที่เดิมมาตั้งบนภูเขาจนถึงปัจจุบัน ส่วนวิหารวัดหลังเก่าชาวบ้านได้ทำนุบำรุงรักษาไว้เป็น
อาคารเรียน ซึ่งในช่วงนั้นจะตรงกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลของสงครามทำให้ชาวบ้านมีความ
ตระหนักถึงความปลอดภัย จึงได้มีการขุดหลุมหลบภัยเพื่อใช้หลบภัยในยามที่มีสงคราม ในขณะนั้น
บ้านน้ำปุก มีประชากรประมาณ 20 หลังคาเรือน ในปี พ.ศ. 2488 ภัยสงครามก็สิ้นสุดลง บ้าน
น้ำปุก ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ต่อมาบ้านน้ำปุกได้แยกออกจากจังหวัดน่าน มาอยู่ในเขตการปกครอง
ของอำเภอปง จงั หวัดเชยี งราย และเมอื่ วนั ที่ 28 สงิ หาคม พ.ศ.2520 อำเภอพะเยาไดย้ กฐานะเป็น
จงั หวดั พะเยา บ้านนำ้ ปกุ หมทู่ ี่ 9 ตำบลควร อำเภอปง ก็อย่ใู นเขตการปกครองของจงั หวัดพะเยา

 ประเพณแี ละวฒั นธรรม
ประเพณแี หด่ อกฝ้าย4
ประเพณีแห่ดอกฝ้ายเป็นวิถีชีวิตของกลุ่มคนลาวเวียงบ้านผาฮาวมาช้านาน ซึ่งดอกฝ้าย

มีประโยชน์ต่อมนุษย์โลก กลุม่ คนลาวเวยี งได้เห็นถึงประโยชน์และบุญคุณของดอกฝ้าย เชน่ นำฝ้ายมา
ทำเสื้อผ้า เครื่องนุ่งหม่ การนำดอกฝ้ายมาทอผ้า กลุ่มคนลาวในอดีตจึงได้ทำพธิ ีกรรมน้ี และได้ปฏิบัติ
สืบทอดไว้เป็นประเพณีในหมู่บ้าน ประเพณีแห่ดอกฝ้าย กำหนดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนช่วง
สงกรานต์ของทุกปี เพ่อื ใหค้ นชุมชนได้แสดงออกและสำนึกถึงบุญคุณของดอกฝ้าย โดยจะแห่ดอกฝ้าย
ไปรอบหมู่บ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลของชุมชน ให้หมู่บ้านขาวสะอาดเหมือนดอกฝ้าย และเพื่อ
กระตุ้นจิตสำนึกให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น และสืบทอด
ประเพณแี ห่ดอกฝา้ ยของกล่มุ ลาวเวียงใหค้ งอย่ตู ลอดไปภาพ๑

3 http://www.khunkhuan.go.th/index.php/2015-05-21-08-14-38 สืบค้นเมอ่ื ๒๖ มถิ ุนายน ๒๕๕๙
4 สัมภาษณ์ นายนธิ ิ อ่ินคำ ผใู้ หญบ่ า้ น บา้ นผาฮาว หมู่ที่ ๓ ตำบลท่งุ ผาสุข อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เมือ่ วันท่ี ๒๖ มถิ ุนายน ๒๕๕๙

อรไท จรสั ดาราแสง นกั วชิ าการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั พะเยา ผู้สัมภาษณ์/เรยี บเรียง

ภาพที่ ๑ ประเพณแี หฝ่ า้ ย
ท่ีมา : งานมหกรรม ๘ วถิ ีชาติพนั ธ์ุ “919 ปี ใต้ฟา้ ภกู ามยาว 39 ปี จังหวดั พะเยา”

ระหว่างวันท่ี ๒-๓ มิถุนายน ๒๕๕๙ โดยสำนักงานวฒั นธรรมจังหวดั พะเยา

ประเพณจี ุดเรือไฟ (ไต้เฮือไฟ)5
ประเพณจี ดุ เรอื ไฟ (ไตเ้ ฮอื ไฟ) เปน็ ประเพณที ชี่ าวลาวเวียงบ้านผาฮาว ยดึ ถือและปฏิบัติกันมา
ตั้งแต่โบราณ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และเป็นการสักการะท้าวพกาพรหม อีกทั้งยังเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า ในวันที่พระองค์เสด็จลงมา
จากเทวโลก หลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาและโปรดพระมารดาเป็นเวลา ๓ เดือน
โดยจะจัดในช่วงเดือน ๑๑ ยึดเอาวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ก่อนวันออกพรรษา โดยชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่
จะช่วยกันสร้างเรือด้วยไม้ไผ่ภาพ๒ แล้วนำต้นกล้วยมาคั่นเป็นลำตัวเรือ จากนั้นนำผลมะละกอมา
ตัดครึ่งให้เป็นถ้วย แล้วยึดติดไว้กับตัวเรือเพื่อสำหรับไว้ใส่ฝ้ายตีนกา ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่เคี่ยวน้ำมัน
มะพร้าว จะไม่นิยมใช้น้ำมันพืช หรือน้ำมันอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันมะพร้าว อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวต้อง
เคี่ยวเองภายในวันนั้นอีกด้วย กลุ่มผู้ชายมีหน้าที่ฟั่นไส้ตีนกาเพื่อนำมาจุดบูชา ไส้ตีนกานี้ต้องทำจาก
ฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์ และมีข้อห้ามคือห้ามผู้หญิงฟั่นฝ้ายตีนกา จะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น พอถึงเวลาเย็น
ทุกคนจะไปรวมตัวกันที่วัด มีการไหว้พระรับศีล ฟังเทศน์ หลังจากนั้นก็จุดประทีปตีนกาถวายเป็น
พุทธบูชาภาพ๓ ผู้หญิงที่นำน้ำมันมะพร้าวมาก็จะเทใส่ถ้วยให้เต็ม ส่วนผู้ชายก็จะนำฝ้ายตีนกาที่ฟั่นมา
ใส่ไว้ให้พร้อม และนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธจี ุดไฟ ในชว่ งนช้ี ายหนุ่มหญิงสาวก็ต้องคอยดูแลระวังไม่ให้
ไฟที่จุดนั้นดับลง นับเป็นประเพณีที่มีคุณค่าและแสดงถึงความสามัคคีของกลุ่มคนลาวบ้านผาฮาว
ทยี่ ังยึดถือและปฏิบัติมาตราบเทา่ ทกุ วันน้ี

5 เจษฎา อ่นิ คำ, (ม.ป.ป.) อตั ลักษณ์ฮตี ฮอยของคนไทยเชอ้ื สายลาว บา้ นผาฮาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา , เอกสารอดั สำเนา

ภาพท่ี ๒ เรือไมไ้ ผ่ ในประเพณีจุดเรอื ไฟ (ไต้เฮือไฟ)
ทีม่ า : เจษฎา อน่ิ คำ, อัตลกั ษณฮ์ ตี ฮอยของคนไทยเชือ้ สายลาว บ้านผาฮาว อำเภอเชียงคำ จงั หวดั พะเยา, (ม.ป.ป.)

ภาพที่ ๓ จุดประทปี ตนี กาถวายเป็นพทุ ธบูชา ในประเพณีจุดเรือไฟ (ไตเ้ ฮือไฟ)
ทมี่ า : เจษฎา อิ่นคำ, อตั ลกั ษณ์ฮตี ฮอยของคนไทยเชือ้ สายลาวบ้านผาฮาว อำเภอเชยี งคำ จังหวดั พะเยา, (ม.ป.ป.)

กลมุ่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรม
สำนักงานวฒั นธรรมจงั หวัดพะเยา

73/1 ถนนดอนสนาม ตำบลเวยี ง อำเภอเมอื งพะเยา จังหวดั พะเยา
โทร. 054 485781 โทรสาร 054 485783


Click to View FlipBook Version