The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติความเป็นมาของดนตรีสากล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krusin2034, 2022-01-31 00:11:49

ประวัติความเป็นมาของดนตรีสากล

ประวัติความเป็นมาของดนตรีสากล

Keywords: Art ศิลปะ ประวัติศาสตร์ศิลป์

ประวตั คิ วามเป็นมาของดนตรีสากล

ดนตรเี ปน็ ส่วนหน่งึ ของวิถชี วี ติ มนุษย์ มนษุ ยร์ จู้ ักนำดนตรีมาใชป้ ระโยชนต์ ั้งแต่ยคุ กอ่ นประวตั ศิ าสตร์
หลังจากทมี่ นษุ ย์รูจ้ กั การจดบันทึกข้อมลู จงึ ทำให้คนรนุ่ หลงั ได้ทราบประวัตคิ วามเปน็ มาของดนตรี การศึกษา
ประวตั ศิ าสตร์ดนตรี ทำให้เราเข้าใจมนษุ ยด์ ้วยกันมากขนึ้ เขา้ ใจวถิ ชี วี ติ ความเป็นอยู่ และเข้าใจการสบื ทอดทาง
วัฒนธรรมดนตรี

การกำเนิดของเครือ่ งดนตรีเกิดขึน้ ตัง้ แต่สมยั โบราณ โดยมนุษยร์ จู้ ักการสร้างเคร่อื งดนตรงี ่ายๆ จาก
ธรรมชาตริ อบข้างคือ เรม่ิ จากการปรบมือผวิ ปาก เคาะหิน หรอื นำก่งิ ไมม้ าตีกนั ซ่งึ ต่อมาไดม้ ีการสรา้ งเคร่ืองดนตรีท่ี
มรี ูป ทรงลักษณะตา่ งๆ ทแี่ ตกตา่ งกนั ไปในแต่ละชนชาติ โดยมกี ารแลกเปลย่ี นศลิ ปวัฒนธรรมและลักษณะเครอ่ื ง
ดนตรีของชนชาติ ตา่ งๆ โดยเฉพาะเครือ่ งดนตรสี ากลทเี่ ปน็ เครอื่ งดนตรีของชาวตะวันตกที่น ำมาเล่นกนั
แพรห่ ลายในปจั จุบัน สำหรบั การกำเนิดของดนตรตี ะวันตกนั้นมาจากเครอื่ งดนตรขี องชนชาติ กรีกโบราณท่ี สร้าง
เคร่อื งดนตรีขน้ึ มา 3 ชนิดคือ ไลรา คีธารา และออโรสจนต่อมามีการพัฒนาสรา้ งเครื่องดนตรีประเภทตา่ ง ๆ ทง้ั
ประเภทเครอ่ื งสายเครอื่ งเป่า เคร่ืองทองเหลือง เคร่อื งตี และเครื่องดดี หรือเครื่องเคาะ เช่นไวโอลนิ ฟลตุ ทรัมเปต็
กลองชดุ กตี าร์ ฯลฯโดยพบเคร่อื งดนตรีสากลได้ในวงดนตรีสากลประเภทต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจบุ ัน

การสบื สาวเรอื่ งราวเกยี่ วกบั ความเป็นมาของดนตรีตง้ั แตส่ มยั โบรา ณมา นับวา่ เปน็ เรือ่ งยากท่ีจะให้ได้
เรือ่ งราว สมยั ของการรู้จักใชอ้ กั ษรหรือสญั ลกั ษณ์อืน่ ๆ พึ่งจะมปี รากฏและเริ่มนิยมใชก้ นั ในสมยั เรมิ่ ตน้ ของ
ยุค Middle age คอื ระหวา่ งศตวรรษที่ 5-6 และการบนั ทึกมเี พยี งเครื่องหมายแสดงเพยี งระดบั ของเสียง
และจังหวะ ( Pitch and time ) ดนตรี เกดิ ข้นึ มาในโลกพรอ้ มๆกับมนษุ ยเ์ รานั่นเอง ในยคุ แรกๆมนษุ ยอ์ าศยั
อยู่ในป่าดง ในถำ้ ในโพรงไม้ แตก่ ร็ จู้ กั การรอ้ งรำทำเพลงตามธรรมชาติ เชน่ รู้จักปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่า
ปาก เป่าเขา และเปลง่ เสยี งรอ้ งตามเรอ่ื ง การร้องรำทำเพลงไปเพอื่ ออ้ นวอนพระเจา้ เพือ่ ช่วยให้ตนพน้ ภัย บนั ดาล
ความสุขความอุดมสมบรู ณ์ตา่ งๆให้แกต่ น หรอื เป็นการบูชาแสดงความขอบคุณพระเจ้าที่บนั ดาลให้ตนมคี วามสขุ ค
วามสบาย

โลกไดผ้ า่ นหลายยุคหลายสมัย ดนตรีได้วิวัฒนาการไปตามความเจรญิ และความคดิ สรา้ งสรรค์ของ
มนษุ ย์ เครอ่ื งดนตรที ีเ่ คยใชใ้ นสมัยเริม่ แรกก็มกี ารวิวฒั นาการมาเปน็ ข้ัน ๆ กลายเป็นเคร่อื งดนตรี
ทเ่ี ราเห็นอยทู่ กุ วนั เพลงทร่ี อ้ งเพื่อออ้ นวอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยทั่วๆไป

ในระยะแรก ดนตรมี ีเพยี งเสียงเดยี วและแนวเดยี วเทา่ น้นั เรยี กวา่ Melody ไมม่ ีการประสาน
เสยี ง จนถงึ ศตวรรษท่ี 12 มนษุ ยเ์ ราเร่มิ รจู้ กั การใชเ้ สียงตา่ งๆมาประสานกนั อยา่ งงา่ ย เกิดเป็นดนตรีหลายเสยี ง
ขึ้นมา

การศกึ ษาวิชาประวัติดนตรีตะวนั ตกหลายคนคงคิดวา่ เปน็ เรื่องไกลตัวเหลอื เกิน และมักมีคำถามเสมอว่า
จะศกึ ษาไปทำไมคำตอบกค็ อื ดนตรตี ะวนั ตกเป็นรากเหงา้ ของดนตรที ี่เราไดย้ ินได้ฟงั กนั ทุกวนั นี้ความเป็นมาของ
ดนตรหี รอื ประวตั ิศาสตรด์ นตรนี ั้นหมายถึงการมองย้อนหลงั ไปใน อดีตเพ่ือพยายามทำความเข้าใจกับแง่มุมตา่ ง ๆ
ของอดีตในแตล่ ะสมยั นับเวลาย้อนกลับไปเป็นเวลาหลายพนั ปจี ากสภาพส งั คมท่ีแวด ลอ้ มทัศนะคติและรสนิยม
ของผูส้ ร้างสรรคแ์ ละผู้ฟังดนตรีในแต่ละสมัยน้นั แตก ต่างกนั อย่างไรจากการลองผิดลองถกู ลองแล้วลองอกี การ
จนิ ตนาการตาม แนวคดิ ของผู้ ประพันธ์เพลงจนกระทง่ั กลนั่ กรองออกมาเปน็ เพลงใหผ้ ้คู นไดฟ้ ังกัน จนถงึ ปัจจุบนั น้ี
ยุคสมยั ดนตรีตะวันตก

ยุคสมัยต่าง ๆ เป็นตวั แบ่งเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ บนโลก โดยเรม่ิ ต้นต้ังแตส่ มยั ดึกดำบรรพ์ สมยั อารยธรรม
โบราณ สมยั ต้นและกลางครสิ ต์ศตวรรษ สมยั บาโรค สมัยคลาสสิค สมัยโรแมนติค และสมัยปจั จุบนั การดนตรใี น
ยุคตา่ ง ๆ กม็ ีเอกลกั ษณ์เฉพาะตัวท่ีสามารถบ่งบอกไดว้ า่ มาจากยคุ ใดและมีบทบ าทอย่างไร ดงั ที่ ละเอียด
เหราปัตย์ (2522: 1) กล่าววา่ ดนตรีในสมยั ดกึ ดำบรรพม์ สี ่วนเก่ียวข้องกบั ชีวิตประจำวันของมนษุ ยม์ ากกวา่ ในสมัย
ปัจจบุ นั เป็นการแสดงออกถึงจติ วทิ ยา สังคม ศาสนา ส่ิงสักการะบชู า และภาษา เพลงทกุ เพลงในสมยั ดั้งเดิม
จะต้องมีความหมายทัง้ ส้ิน การจะเข้าใจในเพลงนน้ั ๆ อย่างถกู ตอ้ งแท้จริงจะต้องไปศกึ ษาจากชาวพ้นื เมืองทเี่ ป็น
เจา้ ของบทเพลงนัน้

1. ยุคกลาง (Middle Ages )
เรมิ่ ประมาณปี ค.ศ. 400 - 1400 ในสมัยกลางนโ้ี บสถ์เปน็ ศูนยก์ ลางทง้ั ทางด้านดนตรี ศิลปะ การศึกษา

และการเมือง ววิ ัฒนาการของดนตรตี ะวันตกมกี ารบันทกึ ไวต้ ั้งแตเ่ ริ่มแรกของคริสต์ศาสนา บทเพลงทางศาสนาซง่ึ
เกดิ ข้ึนจากกราประสมประสานระหว่างดนตรโี รมนั โบราณกับดนตรยี ิวโบราณ เพลงแตง่ เพือ่ พิธีทางศาสนาครสิ ต์
เปน็ สว่ นใหญ่ โดยนำคำสอนจากพระคมั ภรี ม์ ารอ้ งเป็นทำนอง เพอ่ื ให้ประชาชนไดเ้ กิดอาราณซ์ าบซ้งึ และมีศรทั ธา
แก่กล้าในศาสนา ไมใ่ ช่เพือ่ ความไพเราะของทำนอง หรือความสนุกสนานของจังหวะ เมือ่ ศาสนาคริสตแ์ พร่กระจาย
ไปทัว่ โลก ประเทศต่างๆ ได้นำบทเพลงท่ีชาติตนเองค้นุ เคยมารอ้ งในพธิ ีสักการะพระเจา้ ดงั น้ันเพลงที่ใชร้ ้องในพธิ ี
ของศาสนาครสิ ตจ์ งึ แตกต่างกนั ไปตามภูมภิ าคและเช้ือชาติทนี่ บั ถอื

ภาพประกอบ จากหนงั สอื ประจำชั่วโมงแหง่ อองเชส์จากคริสต์ทศวรรษ 1470
เม่อื ครสิ ต์ศาสนาเข้มแข็งข้ึน ไดม้ กี ารกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการขบั ร้องเพลงสวด ทเี่ รียกวา่ ชานท์
(Chant) จนเป็นทยี่ อมรับในหมูพ่ วกศาสนาครสิ ต์ สนั ตะปาปาเกรกอรี (Pope Gregory the Great) พระผูน้ ำ
ศาสนาในยุคนั้น คอื ผู้ที่รวบรวมบทสวดต่างๆ ทม่ี ีอยู่ ให้เปน็ หมวดหมู่ เปลยี่ นคำร้องจากภาษากรกี ใหเ้ ป็นภาษา
ละติน กำหนดลำดับเพลงสวดไว้อยา่ งชัดเจน เพ่อื ให้ทกุ คนปฏิบัติเหมอื นกนั ผลงานการรวบรวมบทสวดของ
สันตะปาปาเกรกอรี ถกู เรยี กว่า เกรกอรชี านท์ (Gregory Chant)หรือบทสวดของเกรกอรี ซงึ่ ในศาสนาคริสต์
นิกายโรมนั แคธอลคิ ก็ยังนำมาใชอ้ ย่จู นปจั จุบนั ชานท์เปน็ บทเพลงรองที่มีแต่ทำนอง ไม่มกี ารประสานเสียงและไม่มี
การบังคับจังหวะ แตข่ ้ึนอยกู่ บั ความเชี่ยวชาญและรสนยิ มของนกั ร้องเอง เพลงประเภทน้ีถูกเรยี กวา่ เพลงเสยี ง
เดยี ว หรือเรียกวา่ โมโนโฟนี (Monophony)

ตัวอยา่ งโน้ตเพลงโบราณ

ววิ ัฒนาการทส่ี ำคญั ที่สุดของดนตรีเกิดขึน้ ทีป่ ลายยคุ กลาง ราวคริสตศ์ ตวรรษท่ี 9 คอื การเพ่ิมแนวรอ้ งขึ้น
อกี แนวหนึ่ง เป็นเสยี งร้องทเี่ ป็นคูข่ นานกบั ทำนองหลกั กำหนดให้รอ้ งพร้อมกนั ไป วิธีการเขยี นเพลงท่ีมี 2 แนวน้ี
เรยี กวา่ ออร์แกนมุ (Organum) จากจดุ เริ่มน้ีเองดนตรีสากลก็ได้พัฒนาไปอย่างมากมาย จากแนวสองแนวท่ี
ขนานกันเปน็ สองแนวแต่ไม่จำเป็นตอ้ งขนานกนั เสมอไ ป สวนทางกนั ได้ ตอ่ มาไดเ้ พิ่มเสียงสองแนวเป็นสามแนว
และเปน็ ส่ีแนว จากเพลงรอ้ งดัง้ เดิมที่มีเพียงเสียงเดยี ว ไดพ้ ฒั นาขน้ึ กลายเป็นเพลงหลายแนวเสียงหรอื เรียกวา่
โพลโี ฟนี (Polyphony)

ตวั อยา่ งโนต้ เพลง 2 แนว

ปลายยคุ กลางได้มกี ารเล่นดนตรีนอกวงการศาสนาขึ้นบา้ ง โดยมีกลมุ่ นักดนตรีเรร่ ่อนเทย่ี วไปในทต่ี า่ ง ๆ
เปิดการแสดงดนตรปี ระกอบการเล่านทิ าน เล่าเรื่องการต่อสู้ของนกั รบผูก้ ลา้ หาญ ร้องเพลง หรือบรรเลงดนตรี
ประกอบการแสดงมายากล แสดงกายกรรม แสดงการตน้ ระบำตา่ งๆ จดุ มงุ่ หมายคือความบนั เทงิ นักดนตรพี เนจร
เหล่านี้ กระจายอยุ่ทวั่ ภาคพ้ืนยโุ รป มชี อ่ื เรียกต่างกนั ไป พวกจองเกลอ (Jonglour) อยูท่ ัว่ ไปในยโุ รป พวกมสิ ส
เทรล (Minstrel) เรร่ ่อนอยใู่ นอังกฤษ พวกทรแู วร์ (Trouveres) ทำหนา้ ทบี่ รรเลงเพลงในราชสำนักทางตอนเหนือ
ของประเทศฝร่ังเศส และพวกทรูบารด์ ัวร์ (Troubadour) ทำหน้าทีบรรเลงเพลงในราชสำนกั ทางตอนใตข้ อง
ประเทศฝร่ังเศส

ภาพประกอบการเลน่ ดนตรีของนกั ดนตรเี รรอ่ นปลายยุคกลาง

2. ยุคเรเนสซองส์หรอื ยุคฟน้ื ฟูศิลปวทิ ยา (The Renaissance Period)
สมยั เรเนสซองส์ หรอื สมัยฟน้ื ฟศู ิลปวิทยา เริ่มประมาณ ค.ศ. 1400 – 1600 เพลงศาสนายังมี

ความสำคญั อยูเ่ ชน่ เดิม เพลงสำหรับประชาชนทั่วไป เพือ่ ให้ความบนั เทงิ ความสนกุ สนาน ก็เกิดขน้ึ ด้วย การ
ประสานเสยี งไดร้ บั การพฒั นาใหก้ ลมกลืนขนึ้ เพลงศาสนาเปน็ รากฐานของทฤษฎีการประสานเสียง เพลงในยุคนี้
แบง่ เปน็ สองแบบ สว่ นใหญ่จะเป็นแบบทเี่ รียกวา่ อิมมเิ ททฟี โพลโี ฟนี (Imitative Polyphony) คือ มีหลายแนว
และแตล่ ะแนวจะเร่ิมไม่พรอ้ มกนั ทุกแนวเสยี งมคี วามสำคัญแบบที่สองเรยี กวา่ โฮโมโฟนี (Homophony) คอื มี
หลายแนวเสยี งและบรรเลงไปพรอ้ มกนั มีเพียงแนวเสยี งเดียวทเ่ี ด่น แนวเสียงอ่นื ๆ เปน็ เพยี งเสียงประกอบ เพลงใน
สมยั น้ี ยงั ไมม่ ีการแบง่ จังหวะทีแ่ นน่ อน คอื ยงั ไม่มกี ารแบ่งหอ้ งออกเป็น 3/4 หรอื 4/4 เพลงสว่ นใหญ่กย็ ัง
เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาอยู่เพลงประกอบขน้ั ต อนต่างๆ ของพิธที างศาสนาท่สี ำคญั คือ เพลงแมส (Mass) และ
โมเต็ท (Motet) คำรอ้ งเปน็ ภาษาละติน เพลงท่ไี มใ่ ช่เพลงศาสนาก็เรมิ่ นิยมกันมากขนึ้ ไดแ้ ก่ เพลงประเภท

แมดรกิ ลั (Madrigal) ซง่ึ มีเนื้อรอ้ งเกี่ยวกบั ความรกั หรอื ยกยอ่ งบคุ คลสำคัญ และมักจะมจี ังหวะสนกุ สนาน
นอกจากนยี้ งั ใชภ้ าษาประจำชาตขิ องแต่ละชาติ

เพลงบรรเลงเร่ิมมบี ทบาทในยุคน้ี เครอ่ื งดนตรที ่ีนำมาใช้ในการบรรเลง คือ ลูท ออรแ์ กนลม ฮาร์พซิคอรด์
เวอจนิ ลั ขลยุ่ เรคอรเ์ ดอร์ ซอวิโอล องคป์ ระกอบสำคัญอย่างหนง่ึ ของดนตรียคุ น้ีทถ่ี กู นำมาใช้ คอื ความดัง - เบา
ของเสียงดนตรี (Dynamic)

ภาพท่ี 2.1 ภาพการเลน่ ดนตรยี ุคเรเนสซองส์

ภาพ The Birth of Venus

คำวา่ “Renaissance” แปลว่า “การเกิดใหม่ ” (Re-birth) ซ่งึ หมายถงึ ช่วงเวลาท่ีปัญญาชนในยโุ รปได้
หันความสนใจจากกจิ การฝ่ายศาสนาทไ่ี ด้ปฏิบัตมิ าอยา่ งเครง่ ครดั ตลอดสมัยกลาง มาสกู่ ารฟนื้ ฟศู ลิ ปวิทยาซึ่งมี
แนวความคิดอา่ นและวัฒนธรรมตามแบบกรกี และโรมันโบราณ สมยั แห่งการฟ้ืนฟศู ิลปวทิ ยาน้ี ได้เร่มิ ขึ้นคร้งั แรก
ตามหวั เมืองภาคเหนอื ของแหลมอิตาลีโดยได้เรม่ิ ข้ึนทีเ่ มอื งฟลอเรนซ์ กอ่ นแลว้ จงึ แพรไ่ ปยังเวนชิ ปิสา เจนัว จนทั่ว
แคว้นทัสคานแี ละลอมบาร์ดี จากนั้นจึงแพรไ่ ปทว่ั แหลมอิตาลีแล้วขยายตวั เข้าไปในฝรงั่ เศส เยอรมนี เบลเยีย่ ม
เนเธอรแ์ ลนด์ และองั กฤษ

ลักษณะของดนตรีในสมัยนีย้ งั คงมีรปู แบบคลา้ ยในสมยั ศิลปใ์ หม่ แต่ได้มกี ารปรบั ปรงุ พฒั นารปู แบบมาก
ข้ึน ลกั ษณะการสอดประสานทำนอง ยงั คงเป็นลักษณะเด่น เพลงรอ้ งยงั คงนิยมกนั แต่เพลงบรรเลงเริ่มมบี ทบาท
มากขน้ึ ในชว่ งศตวรรษที่ 15 และ 16 รปู แบบของดนตรีมีความแตกต่างกนั ดังน้ี (ไขแสง ศุขะวัฒนะ,2535:89)
1. สมัยศตวรรษที่ 15

ประชาชนทวั่ ไปไดห้ ลดุ พน้ จากการปกครองระบอบศกั ดินา (Feudalism) มนษุ ยนยิ ม (Humanism) ได้
กลายเปน็ ลัทธสิ ำคญั ทางปรัชญา ศิลปนิ ผู้มีช่อื เสียง คือ ลอเร็นโซ กิแบร์ตี โดนาเต็ลโล เลโอนาร์โด ดา วนิ ชิ ฯลฯ
เพลงมกั จะมี 3 แนว โดยแนวบนสดุ จะมีลักษณะน่าสนใจกว่าแนวอืน่ ๆ เพลงท่ปี ระกอบด้วยเสียง 4 แนว ใน
ลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส

เริ่มนยิ มประพันธ์กนั ซง่ึ เปน็ รากฐานของการประสานเสยี ง 4 แนว ในสมยั ต่อ ๆ มา เพลงโบสถ์จำพวก
แมสซึ่งพัฒนามาจากแชนท์มีการประพันธก์ ันเชน่ เดยี วกบั ในสมยั กลาง เพลงโมเตต็ ยงั มรี ูปแบบคลา้ ยสมยั ศลิ ปใ์ หม่
ในระยะน้เี พลงคฤหสั ถเ์ ริ่มมีการสอดประสานเกดิ ขน้ึ คือ เพลงประเภทซังซอง

แบบสอดประสาน (Polyphonic chanson) ซ่งึ มแี นวทำนองเดน่ 1 แนว และมแี นวอนื่ สอดประสานแบบลอ้ กัน
(Imitative style) ซึ่งมแี นวโนม้ เป็นลักษณะของการใส่เสยี งประสาน (Homophony) ลกั ษณะลอ้ กันแบบน้เี ปน็
ลกั ษณะสำคญั ของเพลงในสมยั นี้ นอกจากนม้ี กี ารนำรปู แบบของโมเต็ตมาประพันธเ์ ปน็ เพลงแมสและการนำ หลัก
ของแคนนอนมาใช้ในเพลงแมสดว้ ย
2. สมยั ศตวรรษท่ี 16

มนุษย์นยิ มยังคงเปน็ ลัทธสิ ำคัญทางปรัชญา การปฏริ ูปทางศาสนาและการต่อตา้ นการปฏิรูปทางศาสนา
ของพวกคาทอลกิ เปน็ เหตกุ ารณ์สำคัญย่ิงของคริสต์ศาสนาเพลงรอ้ ง แบบสอดประสานทำนองพัฒนาจนมีความ
สมบรู ณ์แบบเพลงร้องยังคงเปน็ ลัก ษณะเด่น แต่เพลงบรรเลงก็เร่ิมนยิ มกันมากข้ึน เพลงโบสถย์ ังมอี ทิ ธพิ ลจาก
เพลงโบสถข์ องโรมัน แตก่ ็มเี พลงโบสถ์ของนกิ ายโปรแตสแตนท์เกดิ ขนึ้ การประสานเสยี งเรม่ิ มีหลกั เกณฑม์ ากขนึ้
การใช้การประสานเสยี งสลบั กับการล้อกันของทำนองเป็นลักษณะหนงึ่ ข องเพลงในสมัยนี้ การแต่งเพลงแมสและ
โมเตต็ นำหลักของการล้อกันของทำนองมาใชแ้ ต่เปน็ แบบฟวิ ก์ (Fugue) ซง่ึ พัฒนามาจากแคนนอน คือ การล้อของ
ทำนองที่มกี ารแบง่ เป็นส่วน ๆ ท่ีสลับซบั ซ้อน มหี ลกั เกณฑ์มากขึน้ ในสมัยนมี้ ีการปฏิวัติทางดนตรีเกดิ ขน้ึ ในเยอ
รมัน ซ่งึ เป็นเร่อื งของความขัดแยง้ ทางศาสนากับพวกโรมนั แคธอลกิ จงึ มีการแตง่ เพลงขนึ้ มาใหมโ่ ดยใช้กฏเกณฑ์
ใหมด่ ว้ ยเพลงทีเ่ กิดข้ึนมาใหม่เปน็ เพลงสวดทเี่ รยี กวา่ “โคราล” (Chorale) ซ่งึ เป็นเพลงท่นี ำมาจากแชนท์แตใ่ ส่
อัตราจงั หวะเขา้ ไป นอกจากนีย้ ังเป็นเพลงที่นำมาจากเพลงคฤหัสถโ์ ดย ใส่เนอื้ เปน็ เรอ่ื งศาสนาและเปน็ เพลงที่แต่ง
ขน้ึ ใหมด่ ว้ ย เพลงในสมัยนีเ้ ริ่มมอี ัตราจงั หวะแนน่ อน เพลงคฤหสั ถ์มกี ารพฒั นาทงั้ ใช้ผรู้ อ้ งและการบรรเลง กล่าวได้

วา่ ดนตรใี นศตวรรษนม้ี รี ูปแบบ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นและหลกั การตา่ ง ๆ มีแบบแผนมากข้ึน
ในสมยั น้ีมนษุ ยเ์ ร่มิ เห็นความสำคญั ของดนตรีมาก โดยถือว่าดนตรเี ปน็ ส่วนหน่ึงของชีวติ นอกจากจะให้

ดนตรีในศาสนาสืบเนื่องมาจากสมัยกลาง (Middle Ages) แล้วยงั ตอ้ งการดนตรขี องคฤหัสถ์ (Secular Music)
เพ่ือพกั ผอ่ นในยามวา่ ง เพราะฉะนน้ั ในสมัยน้ดี นตรีของคฤหสั ถ์ (Secular Music) และดนตรศี าสนา (Sacred
Music) มคี วามสำคัญเท่ากัน
สรุปลกั ษณะบทเพลงในสมยั น้ี

1. บทร้องใชโ้ พลีโฟนี (Polyphony) ส่วนใหญใ่ ช้ 3-4 แนว ในศตวรรษที่ 16 ได้ชอื่ วา่ “The Golden
Age of Polyphony”

2. มีการพัฒนา Rhythm ในแบบ Duple time และ Triple time ข้ึน
3. การประสานเสียงใช้คู่ 3 ตลอด และเปน็ สมยั สุดทา้ ยท่มี รี ปู แบบของขับร้องและบรรเลงเหมอื นกัน
เคร่ืองดนตรสี มัยรีเนซองส์
- เครอ่ื งดนตรใี นสมัยน้ีทน่ี ยิ มใชก้ ันได้แก่ เคร่ืองสายทีบ่ รรเลงดว้ ยการใช้คนั ชกั ไดแ้ ก่ ซอวิโอล (Viols)
ขนาดต่าง ๆ ซอรีเบค (Rebec) ซง่ึ ตัวซอมีทรวดทรงคลา้ ยลูกแพรเ์ ป็นเครือ่ งสายทใี่ ช้คนั ชัก ลูท เวอร์จินัล คลาวิ
คอร์ด ขลยุ่ รีคอร์เดอร์ ปี่ชอม ปค่ี อร์เนต็ แตรทรมั เปต และแตรทรอมโบนโบราณ เปน็ ต้น



3. ยุคบาโรก (The Baroque Period)

คำว่า “Baroque” มาจากคำว่า “Barroco” ในภาษาโปรตุเกสซ่งึ หมายถึง “ไข่มกุ ท่ีมีสัณฐานเบย้ี ว”
(Irregularly shaped pearl) Jacob Burckhardt เปน็ คนแรกทใ่ี ช้คำนเี้ รยี กสไตล์ของงานสถาปัตยกรรมและ
จติ รกรรมใน ครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 17 ท่ีเตม็ ไปดว้ ยการตกแต่งประดับประดาและให้ความรู้สึกออ่ นไหว (ไขแสง ศขุ
วัฒนะ,2535:96)

ในดา้ นดนตรี ไดม้ ีผนู้ ำคำนีม้ าใชเ้ รียกสมัยของดนตรีท่เี กิดขนึ้ ในยโุ รป เร่ิมตง้ั แตต่ ้นคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 และมา
สนิ้ สุดลงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซง่ึ เปน็ เวลาร่วม 150 ปี เนื่องจากสมัยบาโรกเปน็ สมยั ทย่ี าวนานรูปแบบของ
เพลงจงึ มีการเปล่ียนแปลงไปตามเวลา อย่างไรก็ตามรปู แบบของเพลงที่สามารถกล่าวได้ว่าเปน็ ลักษณะเดน่ ท่สี ดุ
ของดนตรี

บาโรกไดป้ รากฏในบทประพนั ธข์ อง เจ.เอส.บาคและยอร์ช ฟริเดริค เฮนเดล ซง่ึ คีตกวที ้ังสองนไี้ ดแ้ ต่งขึ้น
ในช่วงเวลาครึ่งแรกของศตวรรษที ่ 18 ในตอนตน้ สมัยบาโรกคตี กวีสว่ นมากได้เลกิ นยิ มสไตลโ์ พลโ่ี ฟนี
(Polyphony) ในสมัยฟน้ื ฟูศลิ ปวทิ ยา ซง่ึ แนวขบั ร้องแต่ละแนวในบทเพลงตา่ งมคี วามสำคญั ทัดเทียมกนั และ
หันมาสนใจสไตล์โมโนดี (Monody) ซง่ึ ในบทเพลงจะมแี นวขบั รอ้ งเพยี งแนวเดยี วดำเนนิ ทำนอง และมีแนวสำคญั ท่ี
เรียกในภาษาอิตาเล่ยี นว่า “เบสโซคอนตนิ ิวโอ (Basso Continuo)” ทำหน้าทเ่ี สียงคลอเคลอื่ นที่ตลอดเวลา
ประกอบ ทำใหเ้ กิดคอรด์ ข้ึนมา อย่างไรกต็ ามคีตกวีรุ่นตอ่ มาก็มิไดเ้ ลิกสไตลโ์ ฟลีโ่ ฟนีเสยี เลยท ีเดยี วหากยังให้ไป
ปรากฏในดนตรีคยี ์บอร์ดในแบบแผนของฟิวก์ (Fugue) ออร์แกนโคราล (Organchorale) ตลอดจนทอคคาตา
(Toccata) ซ่งึ แต่งโดยใช้เทคนคิ เคาน์เตอรพ์ อยท์ (Counterpoint)

ดนตรีในสมัยน้ีจะอยูป่ ระมาณ ค.ศ. 1600 – 1750 ชว่ งระยะเวลาน้ี ทวปี ยโุ รปกำลงั มกี ารเปลย่ี นแปลงทุกด้านไป
ในทางที่ดีขึ้น ดนตรใี นสมยั นมี้ กี ารเปลีย่ นแปลงไปสู่ความสมบูรณ์ ดนตรีศาสนา และดนตรีของชาวบา้ นมีความ
เจรญิ กา้ วหนา้ ทัดเทียมกนั โครงสรา้ งของเพลงมคี วามสลบั ซบั ซอ้ นมากขนึ้ สีสันในบทเพลงมมี ากขนึ้ วงดนตรีวง
ใหญข่ ้นึ มกี ารนำเครอื่ งดนตรีมาใชอ้ ยา่ งหลากหลาย เพลงในยุคน้ีจะมจี งั หวะสม่ำเสมอมาก ทางด้านการประสาน

เสียงมกี ารใช้เสียงหลกั (Tonality) ท่ีแนน่ อน เพลงแตล่ ะเพลงจะตอ้ งอยู่ในกญุ แจหนึง่ เชน่ เร่มิ ดว้ ยกุญแจ C กต็ อ้ ง
จบด้วยกุญแจ C มีกฎเกณฑ์การใชค้ อรด์ นกั ประพันธเ์ พลงในยุคน้ีนิยมทำนองสน้ั ๆ (Motif) มาบรรเลงซ้ำๆ กนั
โดยเลยี นแบบให้สูงขนึ้ หรอื ต่ำลงเป็นลำดับ หรือไมก่ ็ซำ้ อย่ใู นระดับเดยี วกนั ในด้านจังหวะ ไดท้ ำใหก้ ระชับข้นึ มาก
โดยมีการใชเ้ คร่ืองหมายกำหนดจังหวะ (Time Signature) จุดสดุ ยอดแห่งการเขยี นเพลงแบบน้ีคือ เพลงประเภท
ฟวิ ก์ (Fugue) ซ้งึ ใชเ้ ปน็ ทง้ั เพลงรอ้ งและเพลงบรรเลง เปน็ เพลงท่มี หี ลายทำนองสลับซับซ้อน มีลวดลายมาก
นอกจากน้ี การเขียนเพลงแบบโฮโมโฟนี คือ การประสานเสยี งทีม่ ที ำนองหลกั หน่งึ แนว และมีแนวเสยี งอนื่ เป็น
สว่ นประกอบ ได้รับพัฒนาอย่างสมบูรณใ์ นยุคน้ี นกั ประพันธ์เพลงหลายท่าน ได้สร้างผลงานโดยใช้หลักการ
ประสานเสยี งแบบโฮโมโฟนี ผูม้ ชี ่ือเสียงมากในฐานะที่เปน็ ผู้บกุ เบกิ การประพนั ธเ์ พลงแบบบร รเลงในยุคนี้ คอื วิ
วาลดี (Antonio Vivaldi ค.ศ. 1676 - 1741) เพลงทเี่ ขาเขียนส่วนใหญ่ เปน็ เพลงประเภท คอนแชร์โต
(Concerto) ซึ่งเปน็ เพลงสำหรับเดี่ยวคนเดยี ว สว่ นเพลงทีม่ เี ดี่ยว 2 – 4 คน เพลงประเภทหลังน้เี รยี กว่า คอนแชร์
โต กรอสโซ (Concerto Grosso) ยคุ นเ้ี ปน็ ยคุ ท่ีรเิ รมิ่ เขยี นอปุ รากร (Opera) ขน้ึ ผู้ทีม่ ีชือ่ เสยี งย่ิงใหญ่ทางดา้ น
อุปรากร (Opera) คอื มอนทิเวอร์ดี (Claudio Monteverdi ค.ศ. 1567 - 1643)

นกั ประพนั ธเ์ พลงที่มชี ือ่ เสียงโดง่ ดังท่ีสุดในยุคนี้เป็นชาวเยอรมัน คอื เจ. เอส. บาค (Johann Sebastian
Bach ค.ศ. 1685 - 1750) และ แฮนเดล (George Frideric Handel ค.ศ. 1685 - 1759) สำหรับบาคนน้ั ไดแ้ ตง่
เพลงตา่ งๆ ไวเ้ ปน็ จำนวนหลายร้อยเพลง และยงั ไดว้ างรากฐานทางดนตรไี ว้มากจนไดร้ บั การยกย่องว่าเป็น “บิดา
ของดนตรสี ากล” และส่วนแฮนเดลน้นั ใช้ชวี ิตอยู่ในองั กฤษเป็นสว่ นใหญ่ เขาไดแ้ ต่งเพลงรอ้ งและเพลงบรรเลงไว้
เป็นจำนวนมากเช่นกนั เพลงร้องท่ีมชี ื่อเสียงที่สุดในโลกเพลงหน่งึ คือ Messiah (ไทยออกเสียงวา่ มซิ ซา) เป็นเพลง
บรรยายถงึ ประวตั ขิ องพระเยซู เพลงน้ใี ช้แสดงกนั ในฤดูครสิ ต์มาสทวั่ ทกุ มุมโลก สำหรบั เพลงบรรเลงน้นั ไดเ้ ขียน
คอนแชร์โต กรอสโซ (Concerto Grosso) ซงึ่ เพลงไพเราะมาก ทั้งหมด 12 เพลง ที่วงดนตรีนยิ มบรรเลงกัน
จนกระทงั่ ทุกวันน้ีมี 2 เพลง คอื Water Music และ Fireworks Music

ในสมยั บาโรก ดนตรศี าสนาในแบบแผนต่าง ๆ เช่น ออราทอริโอ แมส พาสชัน คนั ตาตา
ในศาสนา (Church Cantata) คตี กวกี ็นิยมแต่งกนั ไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยง่ิ “แมสใน บี ไมเนอร”์
ของ เจ.เอส. บาค และออราทอริโอ เร่อื ง “The Messiah” ของเฮนเดล จัดไดว้ า่ เปน็ ดนตรศี าสนาทเ่ี ดน่ ทส่ี ุดของ
สมัยน้ี

ลักษณะสำคญั อีกอยา่ งหน่งึ ของดนตรสี มยั บาโรกคอื การทำใหเ้ กิด “ความตดั กัน”
(Contrasting) เช่น ในดา้ น ความเร็ว – ความช้า ความดงั – ความค่อย การบรรเลงเด่ียว – การ
บรรเลงร่วมกัน วิธเี หลา่ น้ีพบในงานประเภท ตริโอโซนาตา (Trio Sonata) คอนแชร์โต กรอซโซ
(Concerto Grosso) ซิมโฟเนยี (Simphonia) และคันตาตา (Cantata) ตลอดสมัยนี้คีตกวมี ิได้
เขียนบทบรรเลงสว่ นใหญ่ของเขาข้ึนอยา่ งครบบริบูรณ์ ทัง้ นเ้ี พราะเขาตอ้ งการให้ผู้บรรเลงมโี อกาสแสดง
ความสามารถการเล่นโดยอาศยั คตี ปฏภิ าณหรอื การด้นสด (Improvisation)

และการประดษิ ฐ์เม็ดพราย (Ornamentation) ในแนวของตนเอง
ในสมัยบาโรกน้ีการบันทกึ ตวั โนต้ ไดร้ บั การพฒั นามาจนเป็นลกั ษณะการบนั ทึกตัวโน้ตที่

ใชใ้ นปัจจุบนั คือการใชบ้ รรทัด 5 เส้น การใช้กุญแจซอล (G Clef) กุญแจฟา (F Clef) กุญแจอัลโต
และกุญแจเทเนอร์ (C Clef) มกี ารใช้สัญลักษณ์ตวั โนต้ และตวั หยดุ แทนความยาวของจงั หวะและตำแหน่งของตวั
โน้ตบรรทัด 5 เส้น แทนระดบั เสยี งและยังมีตวั เลขบอกอตั ราจังหวะมีเส้นก้ันหอ้ งและสญั ลักษณ์อืน่ ๆ เพือ่ ใช้บันทกึ
ลักษณะของเสียงดนตรี ดังน้ี (ณรุทธ์ สทุ ธจติ ต์,2535: 147)

อย่างไรกต็ ามลักษณะทั่วไปของดนตรสี มยั บาโรก สามารถสรปุ กวา้ ง ๆ ได้ดังนี้ (อนรรฆ จรณั ยานนท์,ม.ป.ป. :56)
1. เรม่ิ นยิ มใช้สอื่ ท่ีต่างกันตอบโต้กนั เช่น เสยี งนักรอ้ งกบั เครื่องดนตรี การบรรเลงเดย่ี วตอบโตก้ บั การบรรเลงเป็น
กลมุ่
2. นิยมใชเ้ บสเปน็ ทั้งทำนองและแนวประสาน เรียกวา่ Basso Continuo และมวี ิธีบนั ทึก เรียกวา่ Figured bass

3. เรม่ิ มีการประสานเสียงแบบ Homophony ซง่ึ เปน็ การประสานเสียงแบบองิ คอรด์ และหลายแนวหนุนแนว
เดียวใหเ้ ดน่
4. นยิ มใช้บันไดเสียงเมเจอร์ (Major)และไมเนอร์ (Minor) แทนโมด (Mode)
5. เคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint) ยังคงเปน็ คุณลกั ษณะเด่นของสมยั นอ้ี ยู่ โฮโมโฟนี (Homophony) มบี ทบาท
หนนุ สง่ ให้ เคานเ์ ตอรพ์ อยท์ สมบรู ณ์ย่ิงข้นึ
6. มีการระบุความเร็ว – ช้า และหนกั – เบา ลงไปในผลงานบา้ ง เช่น adagio, andante และ allegro เปน็ ต้น
7. เทคนคิ ของการ Improvisation ได้รบั ความนิยมสูงสุด
8. มคี ตี ลักษณ์ (Form) ใหม่ ๆ เกดิ ข้นึ หลายแบบ
9. มีการจำแนกหมวดหมูข่ องคตี นิพนธ์ และบญั ญัติศพั ทไ์ ว้เรยี กชดั เจน
10. อุปรากร (Opera) ได้กำเนิดและพฒั นาขึ้นในสมยั น้ี

4. ยุคคลาสสิก (The Classical Period)

เร่ิมประมาณ ค.ศ. 1750 – 1820 สมยั น้ีดนตรไี ดเ้ รม่ิ ออกมาแพร่หลายถึงประชาชนมากยิ่งข้ึน สถาบัน
ศาสนามไิ ด้เปน็ ศนู ย์กลางของดนตรีอีกตอ่ ไป ดนตรใี นยุคนถี้ อื ว่าเป็นดนตรบี รสิ ุทธิ์ (Pure Music หรือ Absolute
Music) เพลงตา่ งๆ นยิ มแตง่ ขึน้ เพื่อการฟงั โดยเฉพาะ มใิ ชเ่ พอื่ ประกอบพิธศี าสนาหรือพธิ ีอ่นื ๆ เป็นระยะเวลาแหง่
ดนตรเี พื่อดนตรี เพลงสว่ นใหญเ่ ป็นเพลงบรรเลง เพ่ือฟังความไพเราะของเสยี งดนตรอี ยา่ งแท้จริง เป็นลกั ษณะ
ดนตรีท่ีตอ้ งใช้แสดงความสามารถในการบรรเลงมากข้นึ การประสานทำนองแบบโพลีโฟนีใชน้ ้อยลงไป การ
ประสานทำนองแบบโฮโมโฟนีถูกนำมาใชม้ ากขน้ึ มีการนำกฎเกณฑม์ าใช้ในการแตง่ เพลงอย่างเคร่งครัด รวมทงั้
นำเอาองคป์ ระกอบของดนตรีมาใชอ้ ยา่ งครบถว้ น มกี ารกำหนดอตั ราจงั หวะ กำหนดใหจ้ ำนวนจังหวะสมำ่ เสมอ
เท่ากนั ทุกห้อง การเขยี นเพลงในยคุ น้ีสนใจความแตกตา่ ง (Contrast) การใช้จงั หวะ มที ัง้ จังหวะชา้ และเร็ว
สลบั กนั ไปตามจำนวนของท่อนเพลงการเขียนทำนองเพลง มกี ารพฒั นาใหม้ ีหลกั เกณฑแ์ ละมคี วามสมดลุ เชน่
ทำนองประโยคหน่ึงจะแบ่งเป็น 2 วรรค คอื วรรคถาม และวรรคตอบ ใหม้ คี วามยาวเท่าๆ กนั ดา้ นเสียงประสาน
นั้นกไ็ ดพ้ ฒั นาก้าวหน้าต่อไปอีก นำการเปล่ียนบันไดเสียงในระหวา่ งบทเพลงมาใช้แล้วจึงกลับมาหาบันไดเสยี งเดิม
ในตอนจบเพลง ในดา้ นนำ้ เสยี งน้นั ยุคน้ใี หค้ วามสนใจเปน็ พิเศษ การจัดวงออรเ์ คสตรา ใช้เครื่องดนตรีครบทกุ
ประเภท ไดม้ ีการประดษิ ฐเ์ คร่อื งดนตรีใหม่ๆ ทไ่ี ด้ใช้กันมาจนถงึ ปจั จุบันหลายเครื่องทสี่ ำคัญท่ีสดุ คือ เปียโน
(Piano)

เพลงทนี่ ยิ มแต่งกพ็ ัฒนามาจากสมยั บาโรค แตไ่ ด้มกี ารปรับปรุงให้ย่ิงใหญ่ข้ึน รวมท้งั เพลงประเภท
อปุ รากร โอราทอรโิ อ คอนแชรโ์ ต โซนาตา และเพลงซมิ โฟนี ซึง่ ตอ่ มานิยมแต่งมากทีส่ ุด คอื เพลงซิมโฟนีตั้งแต่
ปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 18 มาจนถงึ ชว่ งตน้ ของครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19 นบั ไดว้ ่าเปน็ ชว่ งเวลาที่ประชาชนสว่ นใหญใ่ น
ยุโรปมคี วามตืน่ ตัวในเรื่องประชาธิปไตยเหตกุ ารณ์ท่ไี ดก้ ระตุน้ เรอ่ื งนี้เป็นอยา่ งมา กก็คือการปฏวิ ตั ิครัง้ ใหญ่ใน
ฝรง่ั เศสซ่งึ เร่ิมขนึ้ ในปี ค.ศ. 1879 การรบคร้งั สำคัญในสมัยนีค้ อื สงครามเจ็ดปี (ค.ศ.1756-1763) สงครามฝรั่งเศส
และอินเดยี

ในอเมริกาเกดิ สงครามระหวา่ งอังกฤษและอาณานิคมอเมริกัน ซ่ึงนำไปสู่การประกาศอิสรภาพ ของ
อเมริกนั ในปี 1776 และสงครามนโปเลียนใน ยโุ รป ซ่ึงเป็นผลให้เกดิ คองเกรสแหง่ เวยี นนาขนึ้ ในปี ค.ศ. 1814
สมยั น้ใี นทางปรชั ญาเรียนกวา่ “ยคุ แห่งเหตผุ ล” Age of Reason (ไขแสง ศขุ วฒั นะ,2535:102)

หลังการตายของ เจ.เอส.บาค (J. S. Bach) ในปี 1750 ก็ไม่มผี ปู้ ระสบความสำเรจ็ ในรปู
แบบของดนตรแี บบบาโรก (Baroque style) อีก มกี ารเริม่ ของ The (high) Classical era ในปี 1780
เราเรยี กชว่ งเวลาหลงั จากการตายของ เจ.เอส.บาค (J. S. Bach1730-1780) วา่ The early
classical period ดนตรใี นสมัยบาโรกนนั้ มีรูปพรรณ (Texture) ทย่ี ่งุ ยากซับซ้อนสว่ นดนตรีในสมัย
คลาสสกิ มีลกั ษณะเฉพาะคือมี โครงสรา้ ง (Structure) ท่ีชัดเจนข้ึน การค้นหาความอิสระในด้าน
วิชาการ เปน็ หลกั สำคัญท่ีทำใหเ้ กิดสมัยใหม่นี้

ลักษณะของดนตรใี นสมยั คลาสสกิ ท่ีเปลี่ยนไปจากสมัยบาโรกทีเ่ หน็ ได้ชัด คือ การไม่นยิ ม
การสอดประสานของทำนองท่เี รยี กว่าเคาน์เตอรพ์ อยท์ (Counterpoint) หันมานยิ มการเน้นทำนอง
หลักเพยี งทำนองเดยี วโดยมแี นวเสยี งอนื่ ประสานใหท้ ำนองไพเราะขน้ึ คอื การใสเ่ สียงประสาน
ลักษณะของบาสโซ คอนตินูโอเลกิ ใชไ้ ปพร้อม ๆ กบั การสรา้ งสรรค์แบบอมิ โพรไวเซช่ัน
(Improvisation) ผปู้ ระพนั ธ์นยิ มเขยี นโน้ตทกุ แนวไว้ ไม่มีการปล่อยว่างให้ผู้บรรเลงแต่งเตมิ เอง ลักษณะของบท
เพลงก็เปล่ยี นไปเช่นกนั

ศนู ยก์ ลางของสมัยคลาสสิกตอนต้นคอื เมืองแมนฮีมและกรงุ เวยี นนาโรง เรยี นแมนฮมี จดั ต้งั
ขนึ้ โดย Johann Stamitz ซงึ่ เปน็ นกั ไวโอลิน และเปน็ ผ้คู วบคุม Concert ของ The Mannheim
orchestra เขาเป็นผู้พฒั นาสไตลใ์ หม่ของการประพนั ธ์ดนตรี (Composition) และ การเรียบเรียงสำหรบั วงออร์
เคสตรา (Orchestration) และยงั พัฒนา The sonata principle in 1st movement of symphonies,
second theme of Stamitz ตรงกนั ขา้ มกับ 1st theme ซึง่ Dramatic, striking หรือ Incisive (เชอื ดเฉือน) เขา
มกั เพ่มิ การแสดงออกทเ่ี ป็นท่วงทำนองเพลงนำไปส่บู ทเพลงใน ซิมโฟนี การเปล่ยี นความดัง - คอ่ ย (Dynamic)
อย่างฉับพลันในชว่ งสั้น ๆ ไดร้ บั การแสดงครัง้ แรกโดย Manheim orchestra เขายงั ขยาย Movement scheme
of symphony จากเร็ว-ชา้ -เร็ว เปน็ เร็ว – ช้า – minuet – เร็ว (minuet คือดนตรีบรรเลงเพอื่ การเต้นรำคู่ใน
จงั หวะชา้ 3 จงั หวะ )

ใชค้ รั้งแรกโดย GM Monn แบบแผนน้กี ลายเปน็ มาตรฐานในซิมโฟนแี ละ สตริงควอเตท (String quartet )
สมัยคลาสสิกนี้จัดได้ว่าเปน็ สมัยท่มี ีการสร้างกฎเกณฑร์ ปู แบบในท ุก ๆ อย่างเกี่ยวกับการ

ประพันธ์เพลงซ่งึ ในสมัยตอ่ ๆ มาได้นำรปู แบบในสมัยน้ีมาใชแ้ ละพัฒนาใหล้ กึ ซงึ้ หรอื แปรเปลยี่ นไ ป
เพลงในสมัยนี้เป็นดนตรบี รสิ ทุ ธส์ิ ว่ นใหญ่ กล่าวคือ เพลงท่ปี ระพันธ์ขนึ้ มาเป็นเพลงซึ่งแสดงออกถงึ ลกั ษณะของ
ดนตรีแท้ ๆ มไิ ดม้ ลี กั ษณะเป็นเพลงเพอ่ื บรรยายถงึ เหตุการณห์ รอื เร่อื งราวใด ๆ ซ่ึงเปน็ ลักษณะทีม่ ีกฎเกณฑ์ ไมม่ ี
การใส่หรอื แสดงอารมณ์ของผปู้ ระพนั ธล์ งในบทเพลงมากนกั ลกั ษณะของเสยี งท่ดี งั - คอ่ ย คอ่ ย ๆ ดัง และค่อย ๆ
เบาลง

ดนตรสี ไตลเ์ บา ๆ และสงา่ งามของโรโคโค (Rococo Period ) ซ่งึ ตรงข้ามกบั สไตล์ทเ่ี คร่ง
เครยี ดในสมยั บาโรก โดยปกตมิ ันเปน็ Lightly accompanied pleasing music ด้วย Phrasing ที่สมดุลย์กนั
(JC Bach, Sammartini, Hasse, Pergolesi ) Galant เหมือนกบั โรโคโค (Rococo Period ) ในแนวคดิ ของ
Heavy ornamentation แตต่ ่างกันตรงทล่ี ักษณะดนตรีมีโครงสรา้ งและประโยคเพลงท่ีมีแบบแ ผนและรปู แบบที่
มคี วามอ่อนไหวงา่ ย พยายามแสดงออกถึงความรสู้ ึกทแ่ี ท้จรงิ และเปน็ ธรรมชาติ แทรกความโรแมนติกของศตวรรษ
ท่ี 19 เข้าไป จุดหมายเพื่อแสดงความเปน็ ตวั ของตวั เอง โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ดนตรขี อง CPE Bach และ WF Bach
ดว้ ย ความหมายของคำว่า "คลาสสกิ ซิสซ่ึม" (Classicism)

คำวา่ “คลาสสิก” (Classical) ในทางดนตรีนน้ั มคี วามหมายไปในทางเดียวกันกับความหมายของอุดมคติ
ของลัทธิ Apollonian ในสมยั ของกรกี โบราณ โดยจะมคี วามหมายทมี่ ีแนวคิดเปน็ ไปในลักษณะของความนกึ ถงึ แต่
ส่งิ ทเ่ี ป็นภายนอกกาย สภาพการเหนย่ี วรง้ั ทางอารมณ์ ความแจ่มแจง้ ในเรื่องของรปู แบบ และการผูกติดอยูก่ บั
หลักทางโครงสรา้ งอย่างใดอย่างหนง่ึ อุดมคติทางคลาสสกิ ในทางดนตรีนั้นมไิ ด้จำกดั อยแู่ ต่ในช่วงตอนปลา ยของ
ศตวรรษท่ี 18 เท่านัน้ อดุ มคติทางคลาสสิกดงั กล่าว ยังเคยมีปรากฏมาก่อนในชว่ งสมยั อาร์สอันติควา (Ars
Antiqua) และมีเกิดขึ้นให้พบเหน็ อกี ในบางสว่ นของงานประพันธก์ ารดนตรใี นศตวรรษท่ี 20

พวกคลาสสิกนยิ ม (Classicism) กม็ ใี นดนตรใี นช่วงตอนปลาย ๆ ของสมัยบาโรก ซึง่ เปน็ ดนตรีสไตลข์ อง
บาค (J.S. Bach) และของฮลั เดล (Handel) เชน่ กนั ในชว่ งของความเป็นคลาสสกิ นยิ มนนั้ มี 2 ช่วง คอื ในตอนตน้
และใช้ชว่ งตอนปลายของศตวรรษที่ 18 และในช่วงตอนปลายของศตวรรษท่ี 18 มกั จะเรยี กกนั โดยทัว่ ๆ ไปว่า
เป็นสมัยเวียนนสิ คลาสสกิ (Viennese Classical Period) เพ่ือใหง้ า่ ยตอ่ การระบคุ วามแตกต่างระหว่างคลาสสิก
ตอนตน้ และตอนป ลายน้ันเอง และท่ีเรยี กว่าเป็นสมัยเวยี นนิสคลาสสกิ กเ็ พราะเหตวุ ่าชว่ งเวลานน้ั กรุงเวยี นนาของ
ออสเตรยี ถูกถือวา่ เป็นเมอื งศูนย์กลางหลักของการดนตรีในสมยั น้ัน

ลกั ษณะท่วั ๆไปของการดนตรใี นสมัยคลาสสกิ
โดยท่วั ไปแล้วดนตรีคลาสสิกสามารถตคี วามหมายออกมาได้ คือ มองออกจากตวั (Objective)

แสดงถึงการเหนีย่ วร้ังจิตใจทางอารมณ์ สละสลวย การขัดเกลาใหง้ ดงามไพเราะ
และสมั ผัสท่ไี มต่ ้องการความลกึ ล้ำนัก นอกจากความหมายดังกลา่ วแลว้ คลาสสิกยังมีความหมาย ที่อาจกล่าวไปใน

เรอ่ื งของประมวลผลงานกไ็ ด้ กลา่ วคอื ผลงานทางดนตรี บทบรรเลงทเ่ี ห็นได้ชัดว่ามีมากขึน้ กว่าผลงานทางการ
ประพนั ธ์โอเปรา่ และฟอรม์ อน่ื ๆ

สรุปลกั ษณะสำคญั ของดนตรีสมยั คลาสสิก (ไขแสง ศขุ ะวัฒนะ,2535 :105)
1. ฟอร์ม หรอื คตี ลักษณ์ (Forms) มีโครงสรา้ งทช่ี ัดเจนแนน่ อน และยึดถอื ปฏบิ ัตมิ าเป็นธรรมเนียมนิยมอย่าง
เครง่ ครัดเหน็ ไดจ้ ากฟอร์มโซนาตาทเ่ี กิดขน้ึ ในสมยั คลาสสิก
2. สไตล์ทำนอง (Melodic Style) ไดม้ ีการพัฒนาทำนองชนิดใหมข่ ้ึนมลี กั ษณะท่เี ป็นตวั ของตวั เองและ รัดกมุ
กะทดั รดั มากข้นึ มีความแจ่มแจง้ และความเรียบง่ายซ่งึ มักจะทำตามกนั มา สไตล์ทำนองลักษณะนไี้ ดเ้ ข้ามาแทนที่
ทำนองท่มี ีลกั ษณะยาว ซึ่งมีสไตลใ์ ช้กลุม่ จงั หวะตวั โนต้ ในการสรา้ งทำนอง (Figuration Style) ซ่งึ นิยมกนั มากอ่ น
ในสมัยบาโรก ในดนตรแี บบ Polyphony
3. สไตล์แบบโฮโมโฟนิค (Homophonic Style) ความสำคัญอนั ใหม่ท่เี กิดข้ึนแนวทำนองพิเศษในการประกอบ
ทำนองหลกั (Theme) ก็คือลักษณะพื้นผวิ ทไ่ี ด้รับความนยิ มมากกว่าสไตล์พื้นผิวแบบโพล โ่ี ฟนเี ดิม สง่ิ พิเศษของ
ลกั ษณะดงั กลา่ วน่นั กค็ ือ Alberti bass ซึง่ กค็ ือลกั ษณะการบรรเลงคลอประกอบแบบ Broken Chord ชนดิ พเิ ศษ

4. ในดา้ นการประสานเสียง (Harmony) น้ัน การประสานเสียงของดนตรสี มยั น้ซี ับซอ้ น
น้อยกว่าการประสานเสียงของดนตรีสมัยบาโรก ไดม้ กี ารใช้ตรยั แอ็คคอร์ด ซ่งึ หมายถึง คอร์ด โทนดิ (I) ดอมนิ นั ท์
(V) และ ซับโดมนิ นั ท์ (IV)มากยิง่ ขนึ้ และการประสานเสยี งแบบเดียโทนคิ (Diatonic harmony) ไดร้ บั ความนยิ ม
มากกว่าการประสานเสยี งแบบโครมาตคิ (Chromatic harmony)
5. เคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint) ในสมยั คลาสสิกยงั คงมีการใช้อยูโ่ ดยเฉพาะในท่อน
พัฒนาของฟอรม์ โซนาตาในทอ่ นใหญ่ การประพันธ์ดนตรที ่ีใชฟ้ อรม์ ทางเคานเ์ ตอรพ์ อยท์ (Counterpoint) ซึง่ เป็น
ฟอรม์ ทม่ี ี Counterpoint เปน็ วตั ถุดบิ สำคัญ โดยท่วั ๆ ไปจะไม่มอี ีกแล้วในสมัยน้ี
6. การใช้ความดงั - เบา (Dynamics) ไดม้ ีการนำเอาเอฟเฟคของความดัง – เบา มาใช้สร้างเปน็ องคป์ ระกอบของ
ดนตรี ดงั เห็นไดจ้ ากงานการประพันธ์ของนักประพนั ธห์ ลาย ๆ คน ซง่ึ ความดัง - เบานน้ั มีท้ังการทำเอฟเฟคจาก

เบาแลว้ คอ่ ยเพมิ่ ความดงั ขนึ้ เรอื่ ย ๆ เรยี กวา่ เครสเซนโด (Crescendo) และ จากดงั แล้วก็คอ่ ย ๆ ลดลงจนเบา
เรียกวา่ ดมิ นิ เู อ็นโด (Diminuendo) นกั ดนตรีในยคุ นไ้ี ด้แก่

1. โจเซฟ ไฮเดนิ (Franz Joseph Haydn ค.ศ. 1732 - 1828) ผูน้ ีไ้ ด้วางรากฐานทางด้านเพลงซิมโฟนี
ไวม้ ากและแตง่ เพลงซมิ โฟนี ไวถ้ ึง 104 เพลง จนได้รับฉายาว่าเปน็ “บิดาแห่งเพลงซิมโฟนี” และยงั ไดป้ รบั ปรงุ
สตริงควอเตท (String Quartet) ใหม้ ีความสมบรู ณย์ ่ิงขึ้น

2. โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart ค.ศ. 1756 - 1791) ได้รบั การยกยอ่ งมากอกี ทา่ นหนึง่ ซึง่
ไดแ้ ต่งเพลงตา่ งๆ ไวม้ ากและแตล่ ะเพลงลว้ นมคี วามไพเราะมาก

3. เบโธเฟน (Ludwig Van Beethoven ค.ศ. 1770 - 1827) มีผลงานต่างๆ ทีน่ ่าประทับใจมากมาย
5. ยุคโรแมนตกิ (the Romantic Period)

ความหมายของคำว่า “โรแมนตกิ ” กว้างมากจนยากทจี่ ะหานยิ ามสัน้ ๆ ใหไ้ ด้ ในทางดนตรมี ักให้
ความหมายวา่ ลกั ษณะทตี่ รงกันขา้ มกับดนตรีคลาสสกิ กล่าวคือ ขณะทด่ี นตรคี ลาสสกิ เนน้ ที่รูปแบบอันลงตัว
แนน่ อน (Formality)โรแมนตกิ จะเนน้ ท่ีเนอื้ หา(Content) คลาสสกิ เน้นความมีเหตุผลเกี่ยวขอ้ งกัน
(Rationalism)โรแมนตกิ เนน้ ที่อารมณ์ (Emotionalism) และคลาสสิกเปน็ ตัวแทนความคิด แบบภววิสยั
(Objectivity) โรแมนตกิ จะเป็นตัวแทนของอตั วิสัย (Subjectivity) นอกจากน้ียงั มีคำนิยามเกีย่ วกบั ดนตรีสมัยโร
แมนตกิ ดงั นี้

- คณุ ลักษณะของการยอมใหแ้ สดงออกได้อยา่ งเต็มท่ีซ่งึ จนิ ตนาการ อารมณท์ ่ีหว่ันไหว และความรูส้ ึกทาง
ใจ

- ในดนตรีและวรรณกรรม หมายถงึ คำท่ีตรงกนั ข้ามกบั คำว่า “Classicism” เสรีภาพทพี่ ้นจากการเหนี่ยว
ร้งั ทางจติ ใจ หรือจารตี นยิ มเพอ่ื ท่จี ะกระทำการในเรอ่ื งใด ๆ

สมัยโรแมนตกิ เร่มิ ต้นข้ึนในตอนต้นของศตวรรษท่ี 19แต่รปู แบบของดนตรโี รแมนตกิ เรมิ่ เปน็ รูปแบบขนึ้ ใน
ตอนปลายของศต วรรษที่ 18 แล้วโดยมีเบโธเฟนเป็นผู้นำ และเป็นรปู แบบของเพลงทีย่ งั คงพบเห็นแมใ้ นศตวรรษท่ี
20 นี้ สมัยนเ้ี ปน็ ดนตรีที่แสดงออกถงึ อารมณ์ความร้สู ึกของ ผูป้ ระพนั ธ์อยา่ งมาก ผปู้ ระพนั ธ์เพลงในสมยั นไี้ ม่ไดแ้ ต่ง
เพลงใหก้ ับเจ้านายของตนดังใ นสมยั ก่อน ๆ ผปู้ ระพนั ธเ์ พลงแตง่ เพลงตามใจชอบของตน และขายตน้ ฉบับใหก้ บั
สำนักพมิ พ์เป็นสว่ นใหญ่ ลักษณะดนตรจี ึงเป็นลกั ษณะของผปู้ ระพนั ธเ์ อง

ลกั ษณะทว่ั ๆไปของการดนตรใี นสมยั โรแมนตกิ
1. คตี กวีสมัยน้มี คี วามคิดเป็นตัวของตัวเองมากข้ึน สามารถแสดงออกถึงความร้สู ึกนึกคิด

อย่างมีอิสระ ไม่จำเปน็ ตอ้ งสร้างความงามตามแบบแผนวธิ ีการ และไมต่ อ้ งอย่ภู ายใตอ้ ิทธพิ ลของผู้ใดท้งั นี้เพราะเขา
ไม่ได้อยู่ ในความอปุ ภัมภข์ องโบสถ์ เจา้ นาย และขุนนางเชน่ คีตกวีสมยั คลาสสกิ อีกต่อไป

2. ใช้อารมณ์ และจนิ ตนาการเปน็ ปัจจัยสำคัญในการสรา้ งสรรค์ผลงาน
3. ลักษณะที่เปลี่ยนไปอยภู่ ายใต้อิทธิพลของ “ลัทธชิ าตนิ ิยม” (Nationalism)
4. ลักษณะท่ยี ังคงอยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของ “ลัทธนิ ยิ มเยอรมัน” (Germanism)
5. ลักษณะภายในองคป์ ระกอบของดนตรโี ดยตรง

5.1 ทำนอง ลลี าและบรรยากาศของทำนองเนน้ ความรูส้ ึก และอารมณ์ของบุคคลมากขึ้นมแี นว
เหมอื นแนวสำหรบั ขับร้องมากขึ้น และความยาวของวลี (Phrase) ก็เปล่ยี นแปลงไปโดยไม่จำกดั

5.2 การประสานเสยี ง โครงสรา้ งของคอร์ดและลำดบั การใช้คอร์ด มีเสรีภาพมากขึน้ การใช้คอร์ด
7 คอรด์ 9 อย่างมอี สิ ระ และการย้ายบนั ไดเสียงแบบโครมาติค (Chromatic Modulation) มีบทบาทที่สำคัญ

5.3 ความสำคญั ของเสียงหลกั (Tonality) หรือในคยี ์ยังคงมอี ยู่ แตเ่ รม่ิ คลุมเครอื หรอื เลอื นลางไป
บา้ ง เน่ืองจากบางครั้งมกี ารเปลย่ี นบนั ไดเสยี งออกไปใชบ้ ันไดเสยี งท่ี เปน็ ญาติห่างไกลบา้ ง หรือ Chromatic
Modulation

5.4 พนื้ ผิว ในสมัยนี้โฮโมโฟนยี ังคงมคี วามสำคญั มากกวา่ เคานเ์ ตอร์พอยท์
5.5 ความดังเบาของเสยี ง (Dynamics) ในสมยั นีไ้ ด้รบั การเนน้ ให้ชดั เจนทั้งความ
ดงั และความเบาจนเป็นจุดเด่นจุดหน่งึ
ดนตรีสมยั น้เี ร่ิมประมาณปี ค.ศ. 1820 – 1900 ถือว่าเป็นยคุ ทองของดนตรี ดนตรีมิไดเ้ ปน็ เอกสิทธิ์ของ
ผู้นำทางศาสนาหรอื การปกครอง ไดม้ ีการแสดงดนตรี (Concert) สำหรบั สาธารณชนอย่างแพร่หลาย นักดนตรแี ต่
ละคนมโี อกาสแสดงออกซ่ึงความรสู้ ึกของตนเองได้เตม็ ที ่ และต้องการสรา้ งสไตล์การเขยี นเพลงของตนเองดว้ ย ทำ
ให้เกดิ สไตลก์ ารเขียนเพลงของแตล่ ะท่านแตกต่างกันอย่างมาก ในยุคนใ้ี ช้ดนตรีเป็นเครอ่ื งแสดงออกของอารมณ์
อยา่ งเต็มที่ ทกุ ๆ อารมณ์สามารถถา่ ยทอดออกมาไดด้ ้วยเสยี งดนตรีอยา่ งเหน็ ไดช้ ัด ดนตรีในยุคน้จี ึงไม่คำนงึ ถงึ
รปู แบบ และความสมดุล แตจ่ ะเน้นเนือ้ หา วา่ ดนตรีกำลงั จะบอกเรือ่ งอะไร ให้อารมณอ์ ยา่ งไร เช่น แสดงออกถึง
ความรกั ความโกรธ ความเศรา้ โศกเสยี ใจ หรือความกลัว ดา้ นเสียงประสานกม็ กั จะใช้คอร์ดทมี่ ีเสียงไมก่ ลมกลนื

เช่น ดอรด์ โครมาตคิ (Chromatic Chord) หรือ คอรด์ ท่มี รี ะยะข้ันคู่เสยี งกวา้ งมากขึ้นๆ เช่น คอรด์ 7,9 หรอื 11
นอกจากจะแสดงถึงอารมณ์แลว้ คีตกวยี งั ชอบเขียนเพลงบรรยายธรรมชาตเิ ร่อื งนิยายหรือความคิดฝัน ของตนเอง
โดยพยายามทำเสยี งดนตรีออกมาใหฟ้ ังได้ใกล้เคียงกับส่ิงทกี่ ำลังบ รรยายมากที่สุด เพลงที่มีแนวเรอ่ื งหรอื ทวิ ทัศน์
ธรรมชาตเิ ป็นแนวการเขยี นน้ีเรีย กว่า ดนตรพี รรณนา (Descriptive Music) หรอื โปรแกรมมวิ สคิ (Program
Music) สำหรบั บทเพลงทค่ี ีตกวไี ด้พยายามถ่ายทอดเนอ้ื ความมาจากคำประพนั ธ ห์ รือบทร้อยกรอง (Poem)
ต่างๆ แลว้ พรรณนาสง่ิ เหล่านอ้ี อกมาดว้ ยเสียงของดนตรอี ย่างเหมาะสมนัน้ จะเรยี กบทเพลงแบบน้วี า่ ซิมโฟนคิ โพ
เอม็ (Symphonic Poem) ตอ่ มาภายหลังเรยี กว่า โทนโพเอม็ (Tone Poem)

ในยุคนเ้ี ปน็ สมัยชาตินยิ มทางดนตรีดว้ ย (Nationalism) คอื คตี กวีจะแสดงออกโดยใชท้ ำนองเพลง
พนื้ เมอื งประกอบไว้ในเพลงทแี่ ต่ งขน้ึ หรอื แตง่ ให้มสี ำเนยี งของชาตติ นเองมากทสี่ ุด โดยใช้บนั ไดเสียงพเิ ศษของแต่
ละชาติ ซึง่ เปน็ ผลให้คนในชาติเดยี วกนั เกิดความรกั ใครก่ ลมเกลียวกนั รกั ชาตบิ า้ นเมืองเกดิ ความหวงแหนทุกสง่ิ ทุก
อย่างบนแผ่นดนิ ที่อาศ ัยอยู่ เช่น ซเี บลิอสุ (Jean Sibelius) แตง่ เพลง ฟินแลนเดีย (Finlandia) โชแปง (Frederic
Chopin) แต่งเพลง มาซูกา (Mazurka) และโพโลเนยี ส (Polonaise) นอกจากน้ยี ังมคี ีตกวีชาติอ่นื ๆ อกี มาก
คตี กวีที่มชี อ่ื เสยี งในสมยั น้ี ได้แก่

1. ซีเบลอิ ุส (Jean Sibelius ค.ศ. 1865 - 1957)
2. ลิสซต์ (Franz Liszt ค.ศ. 1811 - 1886)
3. เม็นเดลโซห์น (Felix Mendelssohn ค.ศ. 1809 - 1847)
4. โชแปง (Frederic Chopin ค.ศ. 1810 - 1849)
5. ชูมานน์ (Robert Schumann ค.ศ. 1810 - 1856)
6. วากเนอร์ (Richard Wagner ค.ศ. 1813 - 1883)
7. บรามส์ (Johannes Brahms ค.ศ. 1833 - 1897)
8. ไชคอฟสกี (Peter Ilyich Tchaikovsky ค.ศ. 1846 - 1893)

6. ยุคอมิ เพรสชน่ั นสิ ติค (The Impressionistic)

ในตอนปลายของศตวรรษที่ 19 จนถึงตอนต้นของศตวรรษที่ 20 (1890 - 1910) ซง่ึ อยู่ในช่วงของ
ยุคโรแมนติกนี้ มดี นตรีทไ่ี ดร้ ับการพฒั นาขึน้ โดยเดอบสู ซี ผู้ประพันธเ์ พลงชาวฝรงั่ เศส โดยการใช้ลักษณะของ
บนั ไดเสยี งแบบเสยี งเตม็ (Whole-tone Scale) ทำให้เกดิ ลกั ษณะของเพลงอีกแบหนงึ่ ขึ้น เนื่องจากลกั ษณะ
ของบนั ไดเสียงแบบเสยี งเต็มนีเ้ องทำใหเ้ พลงในยคุ นมี้ ีลกั ษณะ ลกึ ลับ ไมก่ ระจ่างชดั เพราะคอรด์ ที่ใชจ้ ะเปน็
ลักษณะของอ๊อกเมนเตด็ (Augmented) มีการใช้คอรด์ คู่ 6 ขนาน ลักษณะของความรูส้ ึกที่ไดจ้ ากเพลงประเภทน้ี
จะเป็นลกั ษณะของความ ร้สู ึก “คลา้ ยๆ วา่ จะเปน็ ” หรือ “คล้ายๆ วา่ จะเหมือน” มากว่าจะเป็นความรูส้ กึ ทแี่ น่
ชดั ลงไปว่าเป็นอะไร ซง่ึ เป็นความประสงคข์ องการประพันธ์เพลงประเภทน้ี ชอ่ื อมิ เพรสช่นั นสิ ติค หรือ อิมเพรส
ช่ันนซิ มึ นั้น เปน็ ชอื่ ยคุ ของศลิ ปะการวาดภาพที่เกิดขน้ึ ในฝร่งั เศส โดยมี Monet,Manet และ Renoir เปน็ ผู้
สรา้ งสรรค์ข้นึ มา ซง่ึ เปน็ ศิลปะการวาดภาพที่ประกอบดว้ ยการแต้มแตง่ สีเปน็ จุด ๆ มิใชเ่ ปน็ การระบายสที ั่ว ๆ ไป
แตผ่ ลที่ได้ก็เปน็ รปู ลกั ษณะของคนหรือภาพวิวได้ ทางดนตรีได้นำชือ่ นม้ี าใช้ ผู้ประพันธเ์ พลงในแนวนี้นอกไปจาก
เดอบูสซแี ล้วยังมี ราเวล ดูคาส เดลิอุส สตราวนิ สกี และโชนเบริ ก์ (ผลงานระยะแรก) เป็นตน้

ดนตรอี ิมเพรสชั่นนสิ ตกิ ได้เปล่ียนแปลงบันไดเสยี งเสียใหม่แทนที่ จะเป็นแบบเดียโทนิค (Diatonic) ซงึ่ มี 7
เสียงอยา่ งเพลงทั่วไปกลับเปน็ บนั ไดเสียงท่มี ี 6 เสียง (ซ่งึ ระยะห่างหนง่ึ เสียงเต็มตลอด) เรียกว่า “โฮลโทนสเกล”
(Whole – tone Scale)

นอกจากน้ีคอรด์ ทุกคอรด์ ยังเคลอ่ื นไปเป็นค่ขู นานท่ีเรียกวา่ “Gliding Chords” และส่วนใหญข่ องบท
เพลงจะใช้ลีลาที่เรยี บ ๆ และนุ่มนวล เน่ืองจากลกั ษณะของบนั ไดเสยี งแบบเสยี งเตม็ นีเ้ องบางคร้ังทำใหเ้ พลงใน
สมยั นม้ี ีลักษณะลกึ ลับไมก่ ระจ่างชัดลกั ษณะของความรู้สึกทไี่ ด้ จากเพลงประเภทน้ีจะเป็นลกั ษณะของความรู้สกึ

“คลา้ ย ๆ ว่าจะเปน็ …” หรอื “คลา้ ย ๆ วา่ จะเหมอื น…” มากกวา่ จะเป็นความรู้สกึ ทแ่ี น่ชัดลงไปวา่ เป็นอะไร (ณรุทธ์
สุทธจติ ต์,2535 :174)

1. โคลด้ -อะชิล เดอบซู ี (Claude-Achille Debussy) เป็นคตี กวชี าวฝรัง่ เศส เกดิ เมื่อวันท่ี 22 สิงหาคม
พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) ท่ีเมืองซงั ต์-แจร์มัง-อ็อง-เลย์ และเสียชวี ติ ทกี่ รุงปารสี เมอ่ื วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2461
(ค.ศ. 1918)

เดอบสุ ชี ไดก้ ล่าวถึงลักษณะดนตรสี ไตลอ์ มิ เพรสช่ันนิสตกิ ไว้วา่ …“สำหรบั ดนตรีน้นั ขา้ พเจา้ ใคร่จะใหม้ ี
อิสระ ปราศจากขอบเขตใด ๆ เพราะในสไตลน์ ดี้ นตรีกา้ วไปไกลกว่าศลิ ปะแขนงอ่นื ๆ ไมม่ กี ฎเกณฑใ์ ด ๆ มาบงั คับ
ใหด้ นตรตี ้องจำลองธรรมชาตอิ อกมาอยา่ งเปน็ จริงเปน็ จงั ดนตรนี แ้ี หละจะแสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างธรรมชาตกิ ับ
จินตนาการที่ เรน้ ลบั มหัศจรรยบ์ างอยา่ งออกมาเอง”

2. มอริส ราเวล (Maurice Ravel,1875-1937)
เกิดวันที่ 7 มีนาคม 1875 ที่ Ciboure ใกล้กับ St.Jean de Luz ทางตอนใต้ของฝรง่ั เศสเกือบตดิ เขตแดนสเปญ
เริ่มเรียนเปียโนต้ังแตอ่ ายุ 7 ขวบ เรยี น การประสานเสียงอายุ11 ขวบและเขา้ ศกึ ษาในสถาบนั ดนตรแี ห่งปารีส
(Paris Conservatory) อายุ 14 ขวบเป็นเพอื่ นกบั เดอบุสซี ราเวลมักถูกนำไปเปรียบเทยี บกับเดอบุสซีอยู่บ่อย ๆ
แตอ่ นั ทจ่ี ริงแลว้ ดนตรีของทง้ั สองต่างกนั มากในสิง่ ทเ่ี รียกว่า “สไตล์” ถึงแม้วา่ ราเวลจะถกู จัดว่าเปน็ คีตกวใี น
สมยั อมิ เพรสชน่ั คนหน่ึง แต่ดนตรีของเขามีสีสนั ไปทางคลาสสกิ มากกว่าอยา่ งไรก็ตามราเวลก็ม ชี ีวติ อยรู่ ะหวา่ ง
ปลายสมัยดนตรีอิมเพรสชั่นกำลงั เติบโตเตม็ ที่คนหนง่ึ ชีวิตสว่ นตวั ของราเวลเขาไมเ่ คยแต่งงานเลยท้ัง ๆ ทพ่ี บปะ
ค้นุ เคยกบั สตรมี ากมายเชน่ เดยี วกบั เกิรช์ วินซ่ึงก็ไมไ่ ด้ แต่งงานเหมือนกนั ราเวลเปน็ คนร่างเลก็ แตง่ ตัวดีอยา่ งไมม่ ที ี่
ติแตช่ วี ิตของเขาไม่ฟ่ฟู ่า มนี สิ ัยชอบสนั โดษอย่างมาก สำหรบั เขา “ความสำเรจ็ ” กบั “อาชีพ” ดูเหมือนว่าจะคน
ละอย่างกนั ยิง่ ประชาชนเพิม่ ความนิยมชมชอบเขามากเท่าไรแต่เขากลบั ทำตวั ธรรม ดามากข้ึน เขาสร้างดนตรี
เพราะตอ้ งทำ ไม่เคยสร้างดนตรเี พราะต้องการความก้าวหน้าหรอื เพอ่ื หาเงนิ ไมม่ คี วามเป็นนกั ธรุ กิจเลยแมแ้ ตน่ ้อย
ไม่ตอ้ งการแมแ้ ต่จะหาลูกศิษย์สอนเพอื่ จะได้เงิน เขามรี ายไดจ้ ากงานประพนั ธ์และการแสดงดนตรแี ค่พอมชี วี ิตอยู่
อย่างสบาย ๆ พอประมาณเทา่ น้นั ลกั ษณะเด่นของราเวล คอื การเรียบเรยี งเสียงประสานสำหรับวงออร์เคสตรา

ผลงานทม่ี ชี ือ่ เสยี ง
- Pavane for a Dead Princess 1899 ดนตรีหวานซง้ึ ราบเรยี บนุ่มนวลชวนฟงั ให้จิตใจสงบ
- String Quartet 1903, Introduction and Allegro 1905
- Daphnis et Chloe : Suite No. 2 1909-12,
- The Waltz 1920,
- Bolero 1928 ทำนองแบบสเปนดนตรีเรม่ิ จากเบาทีส่ ุด แต่ละทอ่ นไม่ยาวเกนิ ไป ใช้สสี ันของเสียงจากการเปลีย่ น
เคร่อื งดนตรี ใหค้ วามรู้สึกค่อนข้างเย้ายวนและรอ้ นแรงในช่วงทา้ ย

7. ยุคศตวรรษที่ 20 (The Twentieth Century)

เริม่ จากปี ค.ศ. 1900 จนถึงปัจจบุ ัน ดนตรใี นยคุ นี้มีความหลากหลายมาก เนื่องจากสภาพสงั คมทเ่ี ป็นอยู่
คีตกวีพยายามท่ีจะสรา้ งองคค์ วามรู้ใหม่ขึน้ มา มีการทดลองการใช้เสยี งแบบแปลกๆ การประสาน ทำนองเพลงมที ั้ง
รปู แบบเดมิ และรปู แบบใหม่ คตี กวีเริม่ เบื่อและรสู้ กึ อดึ อัดท่ีจะต้องแตง่ เพลงไปตามกฎเกณฑ์ ที่ถกู บังคบั โดย
ระบบกุญแจหลักและบนั ไดเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์ จงึ พยายามหาทางออกตา่ งๆ กันไป มีการใช้เสียงประสาน
อย่างอิสระ ไม่เป็นไปตามกฎของดนตรี จัดลำดบั คอรด์ ทำตามความตอ้ งการของตน ตามสีสนั ของเสียงท่ีตน
ต้องการ ทำนองไมม่ ีแนวท่ีชัดเจนรัดกุม เหมอื นทำนองยคุ คลาสสคิ หรอื โรแมนติค ฟงั เพลงเหมือนไม่มีกลมุ่ เสยี ง
หลกั ในครง่ึ หลังของสมัยนี้ การดนตรรี ดุ หน้าไปอยา่ งไม่ลดละ นอกจากมีการฝา่ ฝนื กฎเกณฑท์ างดา้ นทฤษฎีแล้ว
ยังมีการใชเ้ ครือ่ งไฟฟ้าเข้ามาประกอบดว้ ย เช่น มีการใชเ้ สยี งซึง่ ทำขึน้ โดยระบบไฟฟา้ เป็นสญั ญาณเสยี งในระบบ
อนาล็อกหรือดจิ ิตอล หรอื ใช้เทปอัดเสียงในสิง่ แวดลอ้ มต่างๆ มาเปดิ รว่ มกบั ดนตรีที่แสดงสดๆ บนเวที และเสยี ง
อื่นๆ อกี มากยุคนีจ้ ึงเป็นสมัยของการทดลองและบุกเบกิ

หลังจากดนตรสี มัยโรแมนตกิ ผา่ นไป ความเจริญในดา้ นตา่ ง ๆ กม็ ีความสำคญั และมีการพฒั นาอยา่ ง
ตอ่ เนอื่ งตลอดมา ความเจริญทางดา้ นการค้าความเจรญิ ทางดา้ นเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางดา้ นวิทยาศาสตร์
การขนสง่ การสอื่ สาร ดาวเทียม หรอื แม้กระทั่งทางดา้ นคอมพวิ เตอร์ ทำใหแ้ นวความคิดทัศนคติของมนษุ ย์เรา
เปลี่ยนแปลงไปและแตกต่างจาก แนวคิดของคนในสมยั ก่อน ๆ จงึ ส่งผลให้ดนตรีมีการพัฒนาเกดิ ขน้ึ หลายรปู แบบ
คตี กวีทง้ั หลายตา่ งกไ็ ดพ้ ยายามคิดวิธีการแต่งเพลง การสรา้ งเสียงใหม่ ๆ รวมถงึ รปู แบบการบรรเลงดนตรี เปน็ ตน้

จากข้างตน้ นี้จึงสง่ ผลโดยตรงตอ่ การพัฒนาเปลยี่ นแปลงรูปแบบของดน ตรใี นสมยั ศตวรรษท่ี 20 ความ
เปลย่ี นแปลงในทางดนตรขี องคตี กวใี นศตวรรษน้ีก็คือ คตี กวีมีความคดิ ทจ่ี ะทดลองสง่ิ ใหม่ ๆ แสวงหาทฤษฎใี หม่ ๆ
ขึน้ มาเพอื่ รองรับความคิดสร้างสรรค์กับสิง่ ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง

ดนตรีในศตวรรษท่ี 20 นี้ กลา่ วได้วา่ เป็นลักษณะของดนตรีท่มี หี ลายรปู แบบนอกจากนย้ี งั มกี า รใช้บนั ได
เสยี งมากกว่า 1 บันไดเสยี งในขณะเดยี วกันท่ีเรยี กว่า “โพลีโทนาลติ ”้ี (Polytonality) ในขณะทีก่ ารใชบ้ ันไดเสียง
แบบ 12 เสียง ท่เี รยี กวา่ “อโทนาลิต”้ี (Atonality) เพลงจำพวกน้ียังคงใช้เครอื่ งดนตรที ่ีมีมาแต่เดิมเป็นหลกั ในการ
บรรเลง

ลกั ษณะของบทเพลงในสมัยศตวรรษที่ 20
ดนตรใี นศตวรรษท่ี 20 น้ไี ม่อาจท่ีจะคาดคะเนไดม้ ากนัก เนอื่ งจากมีการเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเรว็ ตาม

ความเจริญก้าวหน้าทาง ด้านเทคโนโลยกี ารเล่ือนไหลทางวัฒนธรรม คนในโลกเรม่ิ ใกลช้ ดิ กันมากข้ึน
(Globalization) โดยใช้เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เนต็ (Internet) ในส่วนขององคป์ ระกอบทางดนตรีใน
ศตวรรษนม้ี คี วามซบั ซ้อนมากขนึ้ มา ตรฐานของรูปแบบที่ใชใ้ นการประพันธ์และการทำเสียงประสานโดยยึดแบ
บแผนมาจากสมัยคลาสสกิ ไดม้ ีการปรบั ปรงุ เปลีย่ นแปลงและสร้างทฤษฎขี ึน้ มาใหมเ่ พอ่ื รองรับ

ดนตรีอีกลักษณะคอื บทเพลงทีป่ ระพนั ธ์ขึ้นมาเพอ่ื บรรเลงด้วยเครอ่ื งดนตรีอีเลคโทรนิ ค ซ่งึ เสียงเกิดข้นึ
จากคลนื่ ความถีจ่ ากเครอื่ งอิเลคโทรนิค (Electronic) สง่ ผลให้บทเพลงมีสีสันของเสียงแตกตา่ งออกไปจากเสียง
เคร่อื งดนตรีประเภทธรรมชาติ (Acoustic) ทมี่ อี ยู่ อยา่ งไรก็ตาม การจดั โครงสรา้ งของดนตรยี ังคงเนน้ ท่ี
องคป์ ระกอบหลัก 4 ประการเหมอื นเดมิ กล่าวคือระดับเสียงความดังค่อยของเสียง ความสน้ั ยาวของโน้ต และสีสัน
ของเสียง


Click to View FlipBook Version