The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 5 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ตั้ม วัชระ, 2021-07-20 23:02:17

หน่วยที่ 5 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า

หน่วยที่ 5 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า

การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
และประเมนิ ค่าสาร

โดย : ครตู ั้ม วชั ระ ลานเจริญ
ตาแหน่ง ครู (คศ.1)

หนว่ ยท่ี 5
การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และประเมนิ คา่ สาร

1. การวิเคราะห์
2. สงั เคราะห์
3. ประเมนิ ค่าสาร



1. ความหมายการวิเคราะห์

การวิเคราะห์ หมายถงึ การใครค่ รวญพจิ ารณาเรือ่ ง
ใดเรือ่ งหนึง่ โดยการแยกออกเป็นส่วน ๆ ว่า สง่ิ น้นั หรือ
เรื่องนัน้ มอี งค์ประกอบอย่างไร และมีความสมั พนั ธ์กัน
อยา่ งไร แล้วหาขอ้ สรปุ เพอื่ นาไปประยกุ ตใ์ ช้ต่อไป

2. คณุ สมบัติของผู้วเิ คราะห์

2.1 มีความรคู้ วามเขา้ ใจในเรอื่ งทจี่ ะวิเคราะห์
ผูว้ เิ คราะหท์ ีด่ จี ะตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ

พน้ื ฐานในเรือ่ งนน้ั ๆ เพราะจะชว่ ยกาหนดขอบเขตการ
วเิ คราะห์ จาแนกแจกแจงองค์ประกอบ จดั หมวดหมู่ ลาดบั
ความสาคญั หรือหาสาเหตขุ องเรอื่ งราว เหตกุ ารณไ์ ด้ชดั เจน

2.2 เป็นคนช่างสงั เกตช่างสงสยั ชา่ งไต่ถาม
1) ชา่ งสงั เกต สามารถเห็นหรอื ค้นหาความผดิ ปกติ

ของสงิ่ ของ หรือเหตกุ ารณ์ที่อยอู่ ย่างผิวเผนิ แลว้ เหมือนไมม่ ี
อะไรเกิดขนึ้

2) ชา่ งสงสัย เม่ือเหน็ ความผิดปกติแล้ว ไมล่ ะเลย
ตอ้ งหยุดคดิ พิจารณา

3) ช่างไตถ่ าม ชอบตั้งคาถามเกย่ี วกบั สิง่ ทเี่ กดิ ขึน้ อยู่
เสมอ เพ่อื นาไปสูก่ ารขบคิดคน้ หาความจรงิ ในเรอ่ื งนน้ั ๆ
คาถามทม่ี ักใช้ในการวเิ คราะห์ คอื 5W 1H ประกอบดว้ ย
What(อะไร) Where(ทไ่ี หน) When(เมื่อใด) Why(ทาไม)
Who(ใคร) How(อย่างไร)

2.3 มคี วามสามารถในการตีความ
การตคี วาม เกิดจากการรบั รขู้ อ้ มลู เขา้ ทางประสาทสัมผสั

สมองจะทาการตคี วามข้อมูล โดยวเิ คราะห์เทยี บเคยี งกบั ความทรง
จา หรือความรเู้ ดมิ ทเ่ี ก่ียวกบั เรื่องนั้น

เกณฑ์ทีใ่ ชใ้ นการตัดสินจะแตกต่างกันไปตามความรู้
ประสบการณ์ และคา่ นิยมของแต่ละบคุ คล เชน่

- เราเห็นคนรอ้ งไห้ อาจตคี วามว่า เค้ากาลังเสยี ใจ
- เหน็ คนแต่งตวั ซอมซอ่ อาจตีความว่า เขาเป็นคนจน

2.4 มคี วามสามารถในการหาความสมั พันธ์เชิงเหตุผล
การวเิ คราะห์จะเกดิ ข้ึนเม่อื พบส่ิงทีม่ คี วามคุมเครอื

เกิดความสงสัย ตามมาดว้ ยคาถาม ต้องคน้ หาคาตอบ
หรือความน่าจะเป็นวา่ มคี วามเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงเปน็
เช่นน้ัน จะส่งผลกระทบอย่างไร จงึ วเิ คราะห์หาขอ้ มูลสรุป
อยา่ งสมเหตสุ มผล

3. กระบวนการวิเคราะห์
กระบวนการวิเคราะหป์ ระกอบด้วย 5 ขัน้ ตอนดงั น้ี
ข้นั ที่ 1 กาหนดสง่ิ ท่ตี ้องการวิเคราะห์
เป็นการกาหนดวัตถุสงิ่ ของเร่อื งราวหรือ

เหตุการณ์ต่าง ๆ ขนึ้ มาเพื่อเปน็ ตน้ เรือ่ งทจ่ี ะใชว้ เิ คราะห์ เชน่
พืช สัตว์ ดิน หนิ ทราย รปู ภาพ บทความ สารคดี เรื่องราว
เหตกุ ารณ์ หรือสถานการณจ์ ากขา่ วของจริง หรือส่อื
เทคโนโลยีต่าง ๆ

ขน้ั ท่ี 2 การกาหนดปัญหาหรอื วัตถปุ ระสงค์
เปน็ การกาหนดข้อสงสยั จากปญั หาของสิ่งที่

ตอ้ งการวเิ คราะห์ ซงึ่ อาจกาหนดเปน็ คาถาม หรอื เป็นการ
กาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการวิเคราะห์ เพ่ือคน้ หาความจรงิ
สาเหตหุ รอื ความสาคญั เช่นภาพน้ตี อ้ งการสื่อสาร หรอื บอก
อะไรทสี่ าคญั ทสี่ ุด

ขั้นตอนที่ 3 กาหนดหลักการหรือกฎเกณฑ์
เป็นการกาหนดขอ้ กาหนด หรอื กฎเกณฑ์

สาหรับใช้แยกส่วนประกอบของสง่ิ ทก่ี าหนดให้ เช่น เกณฑใ์ น
การจาแนกสงิ่ ทมี่ ีความเหมอื นกนั หรอื แตกต่างกนั หลักเกณฑ์
ในการหาลักษณะความสมั พันธ์ทม่ี ีความคลา้ ยคลงึ กนั หรอื
ขัดแยง้ กัน

ขน้ั ท่ี 4 พิจารณาแยกแยะ
เปน็ การพินจิ พิเคราะห์ ทาการแยกแยะได้ จาก

สง่ิ ท่ีกาหนดให้ ออกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ โดยอาจใช้คาถาม 5W
1H ประกอบด้วย What(อะไร) Where(ท่ไี หน)
When(เมื่อใด) Why(ทาไม) Who(ใคร) How(อยา่ งไร)

ข้ันท่ี 5 สรปุ คาตอบ
เปน็ การรวบรวมประเดน็ ท่ีสาคญั เพ่อื หาขอ้ สรุป

เป็นคาตอบหรือตอบปัญหาของสง่ิ ทก่ี าหนดให้

4. ลักษณะการวเิ คราะห์
การวเิ คราะห์จาแนกออกเป็น 3 ลกั ษณะดังนี้
4.1 การวเิ คราะห์ส่วนประกอบ เปน็ ความสามารถใน

การหาสว่ นประกอบท่ีสาคัญของสงิ่ ของ หรอื เรื่องราวตา่ ง ๆ
เชน่ การวเิ คราะห์ส่วนประกอบของพชื สตั ว์ ข่าว ขอ้ ความ
หรือเหตุการณ์ เชน่

4.1.1 สว่ นประกอบของคอมพวิ เตอร์มีอะไรบา้ ง
4.1.2 สว่ นประกอบของรถยนตม์ ีอะไรบ้าง
4.1.3 วเิ คราะห์วนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
4.1.4 องคป์ ระกอบของการส่อื สารมีอะไรบ้าง
4.1.5 เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการเรียนช่างไฟฟา้ มี
อะไรบา้ ง

4.2 การวเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ เปน็ ความสามารถใน
การหาความสัมพนั ธข์ องสว่ นสาคัญตา่ ง ๆ อาจเปน็
ความสมั พันธด์ า้ นความเหมอื น ความแตกตา่ งความสมั พนั ธ์
ในเชิงเหตุผล ดังน้ี

4.2.1 การวเิ คราะห์ความสมั พันธ์ด้านความ
เหมือน เป็นการวิเคราะห์เรอ่ื งราวสัตว์ ส่ิงของ หรอื
เหตุการณท์ ่มี ีลักษณะเหมือนกัน เช่น

1) วงจรชีวติ ของกบและคางคกเหมอื นกนั
อย่างไร

2) โครงสร้างหลกั สูตรของแผนกวิชาช่าง
ยนต์และชา่ งไฟฟ้าเหมอื นกนั อย่างไร

3) องค์ประกอบของนวนิยายและเร่อื งส้ัน
เหมอื นกันอย่างไร

4) ประโยชนข์ องดอกไมแ้ ตล่ ะชนิดเหมือนกัน
อย่างไร

4.2.2 การวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ด้านความแตกต่าง
เป็นการวิเคราะหเ์ รอื่ งราว สตั ว์ ส่ิงของ หรือเหตุการณ์ ท่ีมี
ความแตกต่างกนั เชน่

1) ต้นมะพร้าวกับตน้ ปาล์มแตกตา่ งกันอย่างไร
2) การปกครองระบอบประชาธิปไตยแตกตา่ งจาก
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชอย่างไร
3) อาหารไทยกับอาหารจนี แตกต่างกันอย่างไร
4) สังคมชนบทกบั สังคมเมืองแตกต่างกันอยา่ งไร

4.2.3 การวเิ คราะหค์ วามสมั พันธเ์ ชงิ เหตุผล เป็นการ
วิเคราะหเ์ รอื่ งราวทีเ่ ป็นเหตุเปน็ ผลแก่กนั อยากได้ 14 ประเภท
ดงั นี้

1) ประเภทความคล้ายครง่ึ แสดงความสัมพนั ธ์ใน
ลักษณะท่ีมีความหมายอยา่ งเดียวกันหรอื คล้ายครึง่ กัน

2) ประเภทความขัดแยง้ หรอื ตรงกันขา้ ม แสดง
ความสัมพนั ธ์ในลักษณะท่เี ปน็ ความขดั แย้งหรือตรงกันขา้ มหรอื มี
ความหมายตรงกนั ข้าม

3) ประเภทความสัมพนั ธ์การทานาย แสดงความสมั พันธ์
ในเชงิ ทานายเปน็ เหตุ เปน็ ผล เช่น

ออ้ ย : น้าตาล
เคย : กะปิ

4) ประเภทความสัมพันธก์ ารเป็นลาดบั ยอ่ ย แสดง
ความสัมพันธก์ ันในลักษณะการเปน็ ลาดบั ยอ่ ย

5) ประเภทความสมั พนั ธ์การเป็นสมาชกิ ของประเภท
เดียวกัน เป็นการแสดงความสมั พนั ธท์ ี่สอดคล้องกนั โดยต่างเปน็
สมาชิกยอ่ ยของประเภทเดียวกนั

6) ประเภทความสัมพันธก์ ารเป็นลาดับทีส่ ูงกว่า แสดง
ความสัมพันธ์ที่เป็นประเภทเดียวกัน แตม่ ีลักษณะทส่ี งู กวา่

ศลิ ปนิ : นักร้อง
เครื่องใช้ไฟฟ้า : เตารดี
7) ประเภทความสมั พนั ธ์การเตมิ ให้สมบูรณ์ แสดง
ความสัมพนั ธก์ ันโดยต่างกเ็ ปน็ การเตมิ เตม็ ซงึ่ กนั และกัน ให้มี
ความหมายสมบูรณแ์ ละเปน็ ความหมายเดียวกัน

8) ประเภทความสัมพันธ์สว่ นย่อย-ส่วนรวม แสดง
ความสัมพันธ์การเป็นส่วนย่อยของสว่ นใหญ่ เชน่

องุ่น : ผลไม้
มะลิ : ดอกไม้
9) ประเภทความสมั พนั ธ์สว่ นรวม-ส่วนย่อย แสดง
ความสมั พนั ธ์การเป็นสาระสาคัญของอีกสว่ นหนง่ึ
10) ประเภทความสัมพนั ธ์ความเท่าเทยี มแสดง
ความสัมพันธก์ ันแบบเทา่ เทยี มกันในทศิ ทางคณิตศาสตรห์ รอื
ตรรกะ
11) ประเภทความสัมพนั ธก์ ารปฏิเสธ แสดงความสัมพนั ธ์
กนั เชิงปฏเิ สธ

12) ประเภทความสัมพันธ์ของการใชค้ า แสดง
ความสมั พันธ์กนั ในลกั ษณะของการใชภ้ าษาตามหลักไวยากรณ์
เชน่ ลักษณะนาม คาราชาศพั ท์ หรืออักษรยอ่

13) ประเภทความสมั พันธด์ ้านคุณสมบัติ แสดง
ความสมั พันธ์กันทางคณุ สมบตั ิของภาษา โดยที่คาหรือวลที เ่ี ป็น
โจทยป์ ญั หาน้ัน อาจมีความหมายหรือไม่มคี วามหมายก็ได้

พดั ลม : ลมพัด
แม่เล้ยี ง : เลย้ี งแม่

14) ประเภทความสมั พันธ์เชงิ เหตุผลแบบสรุปความ เปน็
การสรปุ ความโดยใชส้ มมตุ ิฐานทกี่ าหนดให้ โดยคานึงถึงเหตผุ ล
เพราะการสรปุ จะตอ้ งสรุปจากสมมตุ ิฐานเทา่ น้ัน ซ่งึ บางคร้งั อาจ
สรุปไม่ได้กไ็ ด้ เพราะเหตผุ ลไม่เพยี งพอ เชน่

(1) แบบมเี งอ่ื นไข ถ้ามเี หตุ และมผี ล
หมายความวา่ ถา้ เกดิ เหตขุ ้ึนจะมีผลตามมา

ตัวอยา่ ง
- ถา้ ขยนั เรยี นแลว้ จะสอบไดค้ ะแนนดี
- น้องดาวขยันเรยี น แสดงว่าน้องดาวสอบ

ได้คะแนนดี

(2) แบบเปรียบเทยี บอย่างต่อเนอ่ื ง
ตัวอยา่ ง แดงสวยกว่านอ้ ย และนอ้ ยสวย

กว่านดิ สรุปวา่ แดงสวยกว่านดิ
(3) แบบสมมุตฐิ านทส่ี รปุ ไมไ่ ด้ สมมตุ ิฐานท่กี าหนดใหไ้ ม่

มคี วามสัมพนั ธก์ ันไม่มคี วามเกยี่ วเน่อื งกนั หรอื คุณศพั ท์
เปรียบเทียบไดม้ ากกว่าหน่งึ อยา่ ง

ตัวอย่าง พ่อเป็นตารวจแมเ่ ป็นครฉู ะนัน้ ลูก
จะเปน็ อะไร (สรปุ ไมไ่ ด้)

ดาไมส่ งู กวา่ แดงสรปุ ดาเตย้ี กว่า
แดง (สรุปไมไ่ ด)้ เพราะอาจสูงเท่ากัน

4.3 การวเิ คราะห์หลกั การ เปน็ ความสามารถในการหา
หลักการ ของความสัมพันธ์ส่วนสาคญั ของเรือ่ งนนั้ ๆ ว่า
สัมพนั ธ์กันโดยอาศัยหลักการใด เชน่

4.3.1 หลกั การสาคัญของศาสนาพทุ ธไดแ้ ก่อะไร
4.3.2 หลกั การพูดเจรจากจิ ธุระมอี ะไรบ้าง
4.3.3 หลกั การสอบสัมภาษณ์ในการสมัครงานมอี ะไร



1. ความหมายการสังเคราะห์

การสังเคราะห์ หมายถึง การรวมส่วนประกอบ
ย่อยของวัตถุส่ิงของเร่ืองราวหรือสถานการณต์ ่าง ๆ มา
ผสมกลมกลืนเขา้ ดว้ ยกนั กอ่ ใหเ้ กดิ ส่ิงใหมม่ ีรูปลกั ษณะใหม่
คณุ สมบัตใิ หมแ่ ตกต่างไปจากเดิมทีม่ ีอยู่

มจี ินตนาการสูง มีลกั ษณะเป็นผู้นา และกลา้ เผชญิ ความจริง
มคี วามคดิ อิสระ ยืดหยุน่ ไมเ่ ครง่ ครดั ตอ่ ระเบยี บแบบแผน
มีความสามารถในการแก้ปญั หา สนใจและยอมรับสง่ิ แปลกใหม่
มอี ารมณ์ขันรา่ เรงิ มีใจเป็นกลางไมอ่ คติตอ่ ข้อมลู ทีไ่ ด้รับ
มคี วามรับผิดชอบสงู สขุ ุมเยือกเย็น ขยันอดทน มานะพากเพยี ร

มคี วามพยายามสูง รกั การอา่ น สนใจใฝร่ ู้ ไมย่ ึดม่นั ตอ่ สง่ิ ใดส่งิ หนึง่
เป็นผฟู้ ังทดี่ ี ยอมรบั ความคดิ เหน็ ของผอู้ ืน่ และสามารถทางานกลุม่ ได้ดี
มีความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ และคิดเชงิ วพิ ากษ์วิจารณ์สูง
มีความสามารถในการจับประเด็นสาคญั ที่เกี่ยวขอ้ ง มาใช้ไดอ้ ย่างถูกต้องแมน่ ยา

3. วัตถุประสงค์การสงั เคราะห์

3.1 เพอ่ื สรา้ งส่ิงใหม่ การสงั เคราะห์สามารถ
นามาใช้ในการสรา้ งสรรค์สิ่งใหม่ทีม่ คี วามแปลกใหมไ่ ดเ้ ป็น
อย่างดี โดยสังเคราะห์องคป์ ระกอบยอ่ ยมาผสมผสานกัน
ด้วยวธิ กี ารที่เหมาะสม ทาให้เกิดส่งิ ใหม่มีคุณสมบัติใหม่
เช่น การนาดอกไม้ใบไม้จานวน 5 ชนดิ มาผสมกนั เพ่อื ใหเ้ กดิ
สมนุ ไพรตัวใหม่โดยต้งั ช่อื สมุนไพรท่สี ังเคราะห์ข้ึนใหม่และ
บอกคณุ ประโยชน์ของสมนุ ไพรตวั ใหม่

3.2 เพือ่ นาบทสรปุ ไปประยุกต์ใช้ หรอื ตอ่ ยอด
ความรู้ การนาขอ้ มูลจากบทสรปุ ที่ผ่านการสังเคราะหด์ ว้ ย
วธิ ีการทเี่ หมาะสมไปประยกุ ตใ์ ชเ้ พื่อการสร้างส่ิงใหมข่ นึ้ มา
หรือเพอื่ การสร้างทางเลือกใหม่ ย่อมเกดิ ผลดี ทไี่ ม่ตอ้ ง
เสียเวลาเรม่ิ ตน้ ใหมส่ ามารถตอ่ ยอดความรูไ้ ด้ต่อไป นาไปสู่
การพัฒนาองคค์ วามรู้ใหม่ได้อยา่ งหลากหลายไม่จบส้นิ เช่น
จากการทาจลุ นิ ทรยี ์ EM สามารถตอ่ ยอดความร้ไู ป
ประยกุ ต์ใชใ้ นการทาจุลินทรยี น์ ้า สูตรไลแ่ มลง สูตรไล่หอย
เพลย้ี ไฟ จลุ ินทรยี ์แหง้ สูตรนา้ ซาวข้าว

3.3 เพอ่ื ความเขา้ ใจทช่ี ดั เจน แจม่ แจง้ ครบถว้ น
ถ้าตอ้ งการหาบทสรุปเกยี่ วกบั สง่ิ ใดส่ิงหน่ึง หรือเป็นการ
แก้ปญั หา หรือการพิสจู น์เรอื่ งใดเร่ืองหนง่ึ ปรับเปลีย่ นหรอื
เปล่ียนแปลงบางสิง่ บางอยา่ ง ตอ้ งสารวจความเข้าใจท่ี
ชัดเจนแจม่ แจง้ ครบถ้วน การสงั เคราะห์สามารถช่วยให้
เกิดผลทต่ี ้องการได้ เพื่อให้ทุกฝา่ ยทีเ่ ก่ียวขอ้ งไดร้ ับขอ้ มูลที่
ถูกต้องตรงกนั นาไปสู่การสรปุ แก้ปญั หาหรอื อื่น ๆ ท่ี
ต้องการ เชน่ การดาเนินชวี ิตตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง ตอ้ งหาบทสรปุ เกี่ยวกับนยิ ามของความพอเพยี ง
เงอ่ื นไข เพอื่ ใหเ้ กดิ ความพอเพยี ง

3.4 เพ่ือนาไปสู่การแก้ปญั หา การแกป้ ญั หาเปน็
ภาวะทต่ี อ้ งมกี ารตดั สนิ ใจจากข้อมลู ตา่ ง ๆ จากสถานการณ์
ท่เี กิดข้ึน โดยมุ่งใหท้ ุกฝ่ายได้รับประโยชนอ์ ย่างเทา่ เทยี มกนั
การสงั เคราะหเ์ ปน็ แนวทางหนง่ึ ท่จี ะได้ข้อมลู อย่างเปน็ ระบบ
ถูกตอ้ ง น่าเชื่อถอื เหมาะสมกบั สถานการณส์ ามารถใชใ้ น
การแกป้ ัญหาได้อยา่ งดี ท้ังนขี้ ้ึนอยกู่ บั ปจั จัยสภาพแวดลอ้ ม
ความหนักเบาหรือเหตุอน่ื ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั ปัญหาน้นั

3.5 เพื่อนาไปสูก่ ารคิดสรา้ งสรรค์ การสังเคราะห์
และการสรา้ งสรรคเ์ ปน็ การคิดทเี่ ช่ือมโยงและพ่ึงพาอาศยั
กัน ผลงานทเ่ี กิดจากการคิดสร้างสรรค์ยอ่ มเป็นผลงานท่สี ืบ
เนื่องมาจากการสงั เคราะห์เปน็ ส่วนใหญ่ เชน่ การ
สงั เคราะหส์ มุนไพรชนดิ ตา่ ง ๆ แลว้ นาไปสรา้ งสรรคเ์ ปน็
น้าหอม ครมี ลา้ งหนา้ นา้ ยาสระผม ฯลฯ

4. ลกั ษณะการสงั เคราะห์
การสังเคราะห์แบง่ เป็น 2 ลกั ษณะ คอื การ

สงั เคราะหเ์ พ่อื สรา้ งสงิ่ ใหม่ และการสังเคราะหเ์ พ่ือสรา้ ง
แนวคดิ ใหม่ มรี ายละเอยี ดแต่ละลักษณะดังตอ่ ไปน้ี

4.1 การสงั เคราะห์เพ่ือสรา้ งสิ่งใหม่
4.2 การสังเคราะห์เพอื่ สร้างแนวคดิ ใหม่



กระบวนการประเมนิ คา่ สารจากการฟงั การดแู ละการ
อ่านมักจะใช้ดุลยพินจิ ดว้ ยการพิจารณาวา่ สารนน้ั มคี วามดเี ด่น
ในดา้ นไหนมคี วามไพเราะเหมาะสมกบั บุคคลกาลเทศะหรือไม่
เพียงใดถกู ตอ้ งหรอื ไม่ถูกตอ้ งมคี ุณคา่ หรือมคี วามสาคญั
อยา่ งไรมเี หตผุ ลเชอ่ื ถอื ได้หรอื ไมม่ ขี ้อดขี อ้ เสียหรือข้อบกพรอ่ ง
อย่างไรมปี ระโยชนห์ รือทาใหเ้ กดิ ความคิดสรา้ งสรรคแ์ ก่ตัว
บุคคลหรอื ส่วนรวมอย่างไรมคี วามเหมาะสมกับผอู้ ่านระดับใด
มคี วามคณุ คา่ ทางดา้ นเนือ้ หาประเทอื งอารมณห์ รือ ประเทือง
ปัญญาใช้ภาษาสละสลวยค้มุ คา่ กบั การเสยี เวลาอ่านหรอื ไม่

3.1 วิธีประเมินคา่ สาร สามารถทาได้ 2 วธิ ี คอื
1) วิธีภาวะวสิ ยั เป็นวิธปี ระเมนิ ค่าสารโดยยึด

เนอื้ หา สาระของเรอื่ งเป็นหลกั โดยพิจารณา โครงเรอ่ื ง แกน่
เร่อื ง ตวั ละคร บทสนทนา บรรยากาศของเร่อื ง ทศั นะของ
ผ้เู ขยี น กลวิธีในการแตง่ และการใชภ้ าษาอย่างมีหลักการ
และเหตผุ ล

2) วิธอี ตั วิสยั เปน็ วธิ ปี ระเมนิ คา่ สารโดยยึด
ความคิดเหน็ และอารมณข์ องผฟู้ งั ผูด้ ู และผ้อู า่ นเปน็ หลกั

สวัสดคี รบั

ประเภทสื่อ
- สื่อสิ่งพิมพ์
- สือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์
- สอื่ วัตถุ/ส่งิ ของ
- สื่อสถานที่
- สอื่ บุคคล

ประเภทสาร
- ให้ความรู้
- ให้ความเพลิดเพลิน
- จรรโลงใจ
- โนม้ น้าวใจ

ตวั ละคร
- ตวั ละครตัวกลม
- ตัวละครตวั แบน

ภาพพจน์
- อปุ มา
- อุปลกั ษณ์
- สญั ลกั ษณ์
- อตพิ จน์
- ปฏิพจน์
- สัทพจน์
- บคุ คลวตั หรอื บคุ ลาธษิ ฐาน

โวหาร ฉาก
- บรรยายโวหาร - ฉากจรงิ
- พรรณนาโวหาร - ฉากเสมือนจริง
- อุปมาโวหาร - ฉากจินตนาการ
- สาธกโวหาร
- เทศนาโวหาร
- อธิบายโวหาร

โครงเรอ่ื ง

การเปิดเร่ือง
การดาเนินเร่อื ง
การผูกเร่ือง
การคล่คี ลาย

4. ลักษณะการสังเคราะห์
การสงั เคราะหแ์ บ่งเป็น 2 ลักษณะ คอื การ

สังเคราะหเ์ พ่ือสร้างสงิ่ ใหม่ และการสงั เคราะหเ์ พอ่ื สรา้ ง
แนวคิดใหม่ มีรายละเอยี ดแตล่ ะลกั ษณะดังต่อไปน้ี

4.1 การสังเคราะหเ์ พอื่ สรา้ งส่งิ ใหม่
4.1.1 ความหมายของการสังเคราะหเ์ พื่อ

สรา้ งส่ิงใหม่ เป็นการสงั เคราะห์เพอ่ื ประดิษฐส์ ิ่งของวัสดุ
อปุ กรณเ์ ครอ่ื งใช้ตา่ ง ๆ ให้เปน็ ส่งิ ใหม่เพือ่ ให้เกดิ ประโยชน์
ตามความตอ้ งการสิ่งใหม่ทีไ่ ดจ้ ากการสังเคราะห์ด้วยวิธีนี้มี
สองลักษณะ คอื

1) การสร้างสิง่ ใหมต่ ามลกั ษณะการถักทอ เป็น
การสรา้ งสิ่งใหม่ทยี่ งั สามารถเห็นสว่ นประกอบย่อยเดิม
เช่น แกงเขยี วหวานลกู ช้ินปลากราย ขนมครองแครง ผดั
เปร้ยี วหวานไก่

2) การสรา้ งสิ่งใหม่ตามลกั ษณะการหลอมรวม
เป็นการสร้างสิง่ ใหมท่ ่ไี มส่ ามารถเหน็ ส่วนประกอบย่อยเดิม
เชน่ การผลติ ยาเมด็ ยานา้ ต่าง ๆ การทาขนมกาละแม การ
ทาสเปรยฉ์ ดี ผม

4.1.2 กระบวนการสงั เคราะห์เพื่อสร้างส่ิงใหม่
ประกอบด้วย 5 ขัน้ ตอนดังนี้

ขั้นท่ี 1 กาหนดวตั ถุประสงค์ เป็นการ
กาหนดความประสงคว์ ่าต้องการสังเคราะห์ หรอื สร้างสิ่ง
ใหมใ่ นเรือ่ งใด เช่น การทาผลติ ภณั ฑ์สมุนไพร

ขั้นท่ี 2 ศึกษาข้อมลู เป็นการศึกษา
ส่วนประกอบของขอ้ มลู ส่งิ ของเคร่ืองใช้หรอื อปุ กรณต์ ่าง ๆ
ที่เกีย่ วข้อง เช่น ในการทาผลติ ภณั ฑส์ มนุ ไพรต้องศกึ ษา
เก่ยี วกบั

1) รายชอื่ พชื สมุนไพร
2) สรรพคณุ หรือประโยชน์ของสมนุ ไพร
3) แหล่งที่หาไดข้ อง สมนุ ไพร
4) ตวั อย่างผลิตภัณฑ์ที่ผลติ ดว้ ยพชื สมุนไพร
5) วธิ กี ารผลติ ผลิตภัณฑ์สมนุ ไพร
6) ศึกษาจากเอกสารตาราอนิ เทอรเ์ นต็

ขัน้ ที่ 3 เลือกขอ้ มลู เปน็ การเลือกขอ้ มูล หรอื
สว่ นประกอบของส่งิ ของเคร่อื งใช้หรอื วัสดุทส่ี อดคลอ้ งกับ
วตั ถปุ ระสงค์ เชน่ การทาผลติ ภณั ฑส์ มุนไพร ตอ้ งพจิ ารณา
เลอื กข้อมูล

ข้ันท่ี 4 นาข้อมูลจัดทากรอบแนวคิด เปน็
การกาหนดกรอบแนวคดิ ในการสร้างสิง่ ใหม่

ขนั้ ท่ี 5 สรา้ งสิ่งใหม่ เป็นการสรา้ งสง่ิ ใหม่
ตามวัตถปุ ระสงค์ ตามกรอบแนวคิดท่ีกาหนด และตัดสินใจ
เลือกโดยการผสมผสานสว่ นประกอบตา่ ง ๆ ตามกระบวนการ


Click to View FlipBook Version