The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อบต. สันทราย, 2024-02-04 21:54:59

จริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน

จริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน

Keywords: จริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาพุทธจริยธรรมทางการบริหาร ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสนบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ รายงาน เรื่อง จริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน จัดทำโดย นายเฉลิม สุคำ รหัสนิสิต ๖๖๒๘๔๐๔๐๑๗


รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาพุทธจริยธรรมทางการบริหาร ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสนบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ รายงาน เรื่อง จริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน จัดทำโดย นายเฉลิม สุคำ รหัสนิสิต ๖๖๒๘๔๐๔๐๑๗


ก คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา พุทธจริยธรรมทางการบริหาร รหัสวิชา ๔๐๒ ๓๑๖ ชั้นปีที่ ๑ เทียบโอน โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องจริยธรรมเพื่อการพัฒนาตน ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้จาก ความหมายของจริยธรรม ประเภทจริยธรรม คุณลักษณะ ของจริยธรรมและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตตนเอง ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจและผู้จัดทำหวังเป็น อย่างยิ่งว่าเนื้อหาในรายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือนักเรียน นักศึกษา นิสิต ที่กำลังหา ข้อมูลนี้อยู่ ถ้าหากมีสิ่งใดที่จะให้ข้อเสนอและปรับปรุง ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และ เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน นายเฉลิม สุคำ ผู้จัดทำ ธันวาคม ๒๕๖๖


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บทที่ ๑ แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรม ๑ บทที่ ๒ หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตน ๔ บรรณานุกรม ๘


บทที่ ๑ แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรม ๑.๑ บทนำ จริยธรรม (ethics) สามารถใช้คำไทยได้หลายคำนอกเหนือจากคำว่าจริยธรรม เช่น หลัก จรรยา หรือ จรรยาบรรณ หรือ ธรรมะ หรือ คุณธรรม ซึ่งมีความหมายว่าขอพึงปฏิบัติ จริยธรรม คือ การดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ การยังชีวิตให้เป็นไป การครองชีวิต การใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกแง่ทุกมุม ทุกด้าน ทุกระดับ ทางกายวาจาใจ ทั้งด้านส่วนตัว ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านปัญญา อย่างถูกต้อง ๑.๒ ประเภทจริยธรรม จริยธรรมแบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. จริยธรรมภายใน เป็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของบุคคลตามสภาพจิตใจและ สภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่อยู่ภายใน อาจจะไม่แสดงออกมาให้เห็น เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความ ยุติธรรม ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที เป็นต้น ๒. จริยธรรมภายนอก เป็นจริยธรรมที่บุคคลแสดงออกทางพฤติกรรมภายนอกที่ปรากฎให้เป็นที่สังเกตเห็นได้ด้วย ตาเปล่าอย่างชัดเจน เช่น ความรับผิดชอบ ความเป้นระเบียบเรียบร้อย ความมีวินัย การตรงต่อเวลา สุภาพ อ่อนน้อม มีมารยาท เอาใจใส่ต่อหน้าที่การงาน ความกตัญญูกตเวทีเป็นต้น ๑.๓ คุณลักษณะของจริยธรรม ๑. ความรับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำการปฎิบัติหน้าที่หรือภารกิจต่างๆ ด้วยความผูกพัน ความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุผล สำเร็จตามความมุ่งหมาย ทั้งความพยายามที่จะปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น ๒.ความซื่อสัตย์ (Probity) หมายถึง การประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสมและตรงต่อความเป็นจริง ประพฤติอย่าง ตรงไปตรงมาทั้งกาย วาจา ใจ ต่อตนเองและต่อผู้อื่น ๓. ความมีเหตุผล (Rationality)


๒ ความสามารถในการใช้ปัญญาในการประพฤติรู้จักไตร่ตรอง พิสูจน์ให้ประจักษ์ ไม่หลงงม งาย มีความยับยั้งชั่งใจโดยไม่ผูกพันกับอารมณ์ และความนยึดมั่นของที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจผิดได้ ๔. ความกตัญญูกตเวที (Gratitude) ความกตัญญู หมายถึง ความรู้สึกในการอุปการะคุณที่ผู้อื่นมีต่อเรา กตเวที หมายถึง การแสดงออกและการตอบแทนบุญคุณ ดังนั้น ความกตัญญูกตเวที จึงหมายถึง ความรู้บุญและการตอบแทนผู้อื่นและสิ่งที่มีบุญคุณ ๕. ความอุตสาหะ (Perseverance) หมายถึง ความพยายามอย่างยิ่ง เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในการงานหรือกิจกรรมที่ทำ ด้วย ความขยันขันแข็งกระตือรือร้นอดทน ถึงแม้จะประสบปัญหาหรืออุปสรรคขัดขวางก็ไม่ยอมแพ้และ ไม่ย้อท้อ ๖. ความสามัคคี (Hermony) หมายถึง ความพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การให้ความร่วมมือในการกระทำ กิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ ส่วนตัว รวมทั้งมีความรักในหมู่คณะของตน ๗. ความมีระเบียบเรียบร้อย (Discipline) การควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาท ทางสังคมกฎระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายและศีลธรรม ๘. ความเสียสละ (Sacrifice) หมายถึง การละละความเห็นแก่ตัว การแบ่งปันแก่คนที่ควรให้ด้วยทรัพย์กำลังกาย และ กำลังปัญญาของตน ๙. ความประหยัด (Parsimony) หมายถึง การใช้สิ่งของหรือใช้จ่ายอย่างระมัดระวังพอเหมาะพอควร เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุด ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินฐานะของตน ๑๐. ความยุติธรรม (Impartiality) หมายถึง การปฏิบัติตนด้วยความเที่ยงตรง การพิจารณาเรื่องราวต่างๆ จะต้องอยู่บน พื้นฐานของความเป็นจริงไม่มีลำเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ๑๑. ความเมตตากรุณา (Clemency) หมายถึง ความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข และมีความสงสารอยากจะช่วยให้ผู้อื่นพ้น จากความทุกข์ ๑.๔ สรุป จริยธรรม หมายถึง หลักความประพฤติแนวทางแบบแผน หรือหลักการที่ว่าด้วยความดี งามซึ่งมีพื้นฐานมาจากหลักการของศาสนา หรือสิ่งที่คนในสังคมยอมรับว่าเป็นความดีความถูกต้อง เป็นต้นว่า หลักของศีล สมาธิ หลักการยึดประโยชน์ส่วนรวม หรือหลักของการพัฒนาประเทศ ฯลฯ


๓ เพื่อความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข การปลูกฝัง จริยธรรม จึงเปรียบเสมือน การพัฒนาคุณภาพจิตที่มีอิทธิพลต่อความประพฤติของมนุษย์ในสังคม บทที่ ๒ หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตตนเอง ๒.๑ บทนำ แนวคิดทางพุทธศาสนาการพัฒนาตนเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี หรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างการดำเนินชีวิตของบุคคล กับ สภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทำตนให้มีความสุขด้วยตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่า การพึ่งพาอาศัยวัตถุ จึงเป็นแนวทางการพัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน หลักการพัฒนาตนตามแนวพุทธศาสนา อันประกอบด้วยสาระสำคัญ ๓ ประการ คือ ๑) ทมะ ได้แก่ การรู้จักข่มใจ ข่มระงับความเคยชินที่ไม่ดี ทั้งหลายได้ ไม่ยอมให้กิเลสรบเร้า หลอกล่อ ชักนำไปสู่ความเลวร้ายได้ และ การฝึกปรับปรุงตนเอง โดยทำคุณความดี ให้เจริญก้าวหน้า ๒) สิกขา คือการศึกษา เพื่อให้รู้แจ้ง รู้จักประโยชน์ มองทุกอย่าง เป็นการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง เป็นกระบวนการฝึกฝนตนเองในการดำเนินชีวิต เรียกว่า ไตรสิกขา ๓) ภาวนา คือ คำนี้ตรงกับคำว่าพัฒนา ซึ่งประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา และ ปัญญาภาวนา เทียบได้กับการพัฒนาทางกาย พัฒนาทางสังคม พัฒนาอารมณ์ และพัฒนาสติปัญญา


๔ ๒.๒ หลักการใหญ่ในการพัฒนาชีวิต การพัฒนานั้น เป็นศัพท์ที่นิยมใช้ในสมัยปัจจุบัน ความจริงเป็นคำที่มาจากพระพุทธศาสนา แต่เดิมท่านใช้ว่า วัฒน หรือ วัฒนา สมัยก่อนเวลาให้พรกัน เรานิยมพูดว่า ขอให้วัฒนาสถาพร วัฒนา ก็คือ เจริญ ตอนนั้นไม่นิยมใช้คำว่าพัฒนา จนกระทั่งเมื่อ ๓๐ ปี มาแล้ว จึงเริ่มมีการนิยมใช้คำว่า พัฒนา และนำคำว่าพัฒนานั้นมาใช้ในวงการต่างๆ โดยเฉพาะในการสร้างความเจริญแก่ประเทศชาติ ซึ่งดูจะเน้นในทางวัตถุมาก เช่น การสร้างถนนหนทาง การสร้างตึกรามบ้านช่อง การทำให้มีบริการ ไฟฟ้า น้ำประปา ขยายกว้างขวางออกไป มีเครื่องอุปโภคบริโภค บริการสาธารณูปโภค ที่ใช้กันได้ ทั่วไป ตลอดจนความบริบูรณ์พรั่งพร้อม สะดวกสบายทางวัตถุทุกอย่างที่ประชาชนจะเข้าถึงได้ อันนี้ เรามักเรียกว่าการพัฒนา การพัฒนาในแง่นี้เน้นด้านวัตถุ แต่แท้จริงแล้วการพัฒนานั้น ไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่การ ทำให้วัตถุเจริญเติบโตอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างความเจริญงอกงามในทางนามธรรมด้วย ในทาง นามธรรมนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ชีวิตของเรานี้เอง ชีวิตของเรานี้เป็นที่ประมวลของรูปธรรมและนามธรรม ทั้งหลายไว้ และส่วนที่สำคัญยิ่งของชีวิตนั้นก็คือ จิตใจที่เป็นนามธรรม ในเมื่อคำว่าพัฒนามีความหมายกว้าง เป็นศัพท์ที่ใช้แบบคลุมๆ ในทางพระพุทธศาสนามีคำที่ มีความหมายว่าทำให้เจริญงอกงาม หรือฝึกฝนให้เจริญยิ่งขึ้นไป ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับพัฒนานี้ หลายคำ เราจึงควรเลือกเอาคำที่มีความหมายกระชับจำเพาะที่จำกัดขอบเขต ตรงกับที่เราต้องการ คำสำคัญที่ใช้กับการทำชีวิตให้เจริญงอกงาม ได้แก่คำว่า ภาวนา คือ การพัฒนาที่ใช้กับชีวิตนั้น ใช้คำ ว่าภาวนา ภาวนาในที่นี้อย่าเอาไปสับสนกับคำว่า ภาวนา ที่แปลว่าท่องบ่นสวดมนต์ อันนั้นเป็น ความหมายหนึ่ง ซึ่งเลือนไปจากความหมายเดิมที่แปลว่าการทำให้ชีวิตเจริญงอกงามนี้ เมื่อได้ศัพท์ เฉพาะสำหรับการพัฒนาชีวิตแล้ว เราก็แยกการใช้ถ้อยคำกันออกไปให้ชัดเจนได้ ไม่สับสน คือ ถ้า พัฒนาสิ่งที่เป็นรูปธรรมภายนอก เช่น พัฒนาวัตถุ พัฒนาสังคม พัฒนาบ้านเมือง พัฒนากิจการต่างๆ ก็ใช้คำว่า พัฒนา ถ้าพัฒนาชีวิต หรือพัฒนาคน พัฒนามนุษย์ ก็ใช้คำว่า ภาวนา ตอนแรกนี้ ก่อนจะพูดต่อไปถึงรายละเอียด อยากจะพูดถึงหลักการทั่วไปของการพัฒนาชีวิต ที่เรียกว่าภาวนานี้ ในพระพุทธศาสนานั้น ท่านแสดง ภาวนา หรือ การพัฒนา ชีวิต ไว้ ๔ อย่างด้วยกัน ขอเอาหลักวิชามาแสดงไว้ก่อน คือ ๑. กายภาวนา แปลว่า การทำกายให้เจริญ หรือพูดอย่างภาษาปัจจุบัน คือ การพัฒนากาย พัฒนากายอย่างไร จะได้พูดกันต่อไป ๒. ศีลภาวนา แปลว่า การพัฒนาศีล ศีลเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในสังคม การพัฒนาศีล ก็ คือ การพัฒนาในด้านการมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ๓. จิตภาวนา การพัฒนาจิตใจ หรือการทำจิตใจให้เจริญงอกงาม และ ๔. ปัญญาภาวนา การทำปัญญาให้เจริญงอกงาม หรือ พัฒนาปัญญา นี้คือหลัก ๔ ประการในการพัฒนาชีวิต ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ถ้าเอาหลักนี้มาตั้ง เป็นหัวข้อ ก็ถือว่าครบหมดแล้ว เรื่องของการพัฒนาชีวิตก็มีอยู่ ๔ ข้อนี้เท่านั้น ต่อไปนี้อยากจะแสดง ความหมายย่อๆ ว่าหลัก ๔ อย่างนี้เป็นอย่างไร เอาหลักก่อน ต่อจากหลักจึงจะแยกแยะไปหา รายละเอียด


๕ พัฒนากายเน้นที่พัฒนาอินทรีย์ ข้อที่ ๑ กายภาวนา การพัฒนากาย หรือ ทำกายให้เจริญงอกงามนั้นทำอย่างไร ใน ความหมายที่ง่ายที่สุด คนทั่วไปก็จะนึกถึงการทำให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง หรือการมีสุขภาพ กายที่ดี อันนี้เป็นความคิดเบื้องแรก พอได้ยินศัพท์นี้คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงความหมายในแง่นี้ก่อน แต่ นั่นเป็นความหมายในแง่หนึ่งด้านเดียว ซึ่งไม่ใช่จุดที่เน้นในพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำ บางท่านก็อาจจะ นึกต่อไปว่า นอกจากการทำกายให้เจริญเติบโตแข็งแรงมีสุขภาพดีแล้ว การพัฒนากายนี้ก็จะหมายถึง การพัฒนาทักษะ การฝึกฝนการใช้ร่างกาย การใช้มือ ใช้อวัยวะ ให้มีความคล่องแคล่วชำนาญในการที่ จะประกอบการต่างๆ ซึ่งมุ่งหมายไปในทางอาชีพ แต่นี่ก็ยังไม่ถึงความหมายของพระพุทธศาสนาที่ แท้จริง การพัฒนากายในพุทธศาสนานี้ ท่านหมายถึงข้อต่อไปซึ่งคลุมความหมายแม้แต่การพัฒนา ทักษะด้วย กายวาจา จุดเชื่อมต่อการพัฒนาทางสังคมกับทางจิตใจ ข้อที่ ๒ ศีลภาวนา หรือการพัฒนาศีล ศีลนั้นใกล้กับวินัย ศีลต่างจากวินัยอย่างไร ในแง่หนึ่ง ศีลเป็นสภาพหรือคุณสมบัติของตัวบุคคล วินัยเป็นกิจกรรมที่เป็นไปในสังคม ศีลเป็นเรื่องของการที่ บุคคลนั้นมีระเบียบในการดำเนินชีวิตและในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยดี ความมีระเบียบหรือประพฤติ ตนอยู่ในระเบียบอย่างนี้เรียกว่า ศีล ส่วนวินัยนั้นเป็นการจัดระเบียบ ทั้งการจัดระเบียบชีวิตของตน และการจัดระเบียบในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการจัดระบบสังคมทั้งหมด ศีลกับวินัย จึงเป็นของ คู่กัน คือ วินัยทำให้เกิดศีล ถ้าเรารักษาวินัยเราก็เป็นผู้มีศีล ทางพระตามปกติจะเรียกคนว่าเป็นผู้มีศีล เราไม่ใช้คำว่ามีวินัย แต่ในภาษาไทยเรานิยมใช้คำว่า มีวินัย ข้อที่ ๓ จิตภาวนา หรือการพัฒนาจิตใจ การพัฒนาจิตใจนี้เป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก เพื่อ ความสะดวกขอรวบรัดแบ่งเป็น ๓ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ การพัฒนาคุณภาพจิต จิตของเรานี้ ควรเป็นจิตใจที่มีคุณภาพ เริ่มแต่มีคุณธรรม ต่างๆ ที่ทำให้จิตใจ ประณีตดีงาม เช่น มีเมตตากรุณา มีศรัทธา มีความกตัญญูกตเวที เป็นต้น ด้านที่ ๒ การพัฒนาสมรรถภาพจิตหรือสมรรถภาพของจิตใจ หมายถึงความสามารถของ จิตใจ ซึ่งมีความเข้มแข็งที่จะเอาไปใช้งานได้ดี จิตของเราเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องนำไปใช้งาน เราจะ ทำงานได้เก่ง เราก็ต้องมีจิตที่มีสมรรถภาพเป็นพื้นฐานก่อน เราจะใช้ปัญญาคิดค้นอะไรต่างๆ ให้ได้ผล ตลอดจนจะก้าวหน้าไปด้วยดีในการพัฒนาชีวิต จิตของเราก็ต้องมีสมรรถภาพเช่นเดียวกัน สมรรถภาพของจิตนี้เน้นที่ตัวสมาธิ คือจิตจะต้องมีสมาธิจึงจะทำงานได้ผลดี นอกเหนือจากสมาธิแล้ว จะต้องมีสติ จะต้องมีวิริยะ คือความเพียรพยายาม ความกล้าสู้ ความเอาใจใส่ รับผิดชอบ ความ เข้มแข็งของจิตใจ ความอดทน เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องของสมรรถภาพจิต ด้านที่ ๓ การพัฒนาสุขภาพจิต นอกจากมีคุณธรรม มีคุณภาพจิต และนอกจากมีสมรรถภาพ จิตเข้มแข็งแล้ว ก็ต้องมีสุขภาพจิตด้วย คือ จิตใจนั้นมีความสุข เป็นจิตใจที่มีความเบิกบาน มีปีติ มี ความอิ่มใจ มีปราโมทย์ มีความร่าเริงบันเทิงใจ เป็นต้น ลักษณะต่างๆ ของจิตใจที่มีความสุขนี้เป็นสิ่ง สำคัญที่ย้ำมากในพระพุทธศาสนา เวลาพูดถึงการพัฒนาจิต เรามักจะนึกถึงแต่ในด้านสมรรถภาพจิต ดูเหมือนจะเน้นแง่นั้นมากหน่อย บางทีก็ขาดสุขภาพจิตไปเลย การขาดสุขภาพจิตเป็นปัญหาสำคัญ ของสังคมในยุคปัจจุบัน จึงจะต้องเน้นเรื่องสุขภาพจิตกันไว้ให้มากด้วย อิสรภาพทางปัญญา และปัญญาที่นำสู่อิสรภาพ


๖ ข้อที่ ๔ ปัญญาภาวนา การพัฒนาปัญญา การพัฒนาปัญญานี้มีหลายระดับ ถ้ามองง่ายๆ ทั่วไปก็คงจะนึกถึงเรื่องของการเรียนรู้วิชาการต่างๆ ก่อน หรืออย่างน้อยก็นึกถึงการที่เราไปพบเห็น ประสบสิ่งใดก็ตาม แล้วให้มีความเข้าใจในสิ่งนั้น ไม่ใช่รับรู้อย่างที่ว่าโง่ๆ เซ่อๆ แต่รับรู้โดยมีความรู้ ความเข้าใจ อย่างนี้ก็เรียกว่ามีปัญญา อะไรก็ตามที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง จะต้องจัด ต้องทำ ก็ต้องรู้ต้อง เข้าใจในสิ่งนั้น ตลอดถึงการเรียนรู้วิชาการต่างๆ ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในวิชาการเหล่านั้น รวมทั้ง ความรู้เหตุรู้ผลอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการพัฒนาปัญญา ในระดับหนึ่ง กายภาวนา พัฒนาทางกาย ได้กล่าวแล้วว่า การพัฒนากายเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ของ ตัวเรา หรือชีวิตของเราทางด้านกายภาพกับสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย สิ่งที่เราเข้าไปสัมพันธ์นั้นมีมากมาย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งพูดไว้เมื่อกี้ที่สำคัญคือเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันนี้มีความหมายต่อชีวิตและสังคมของ มนุษย์เป็นอย่างมาก บางทีก็ถึงกับเรียกยุคสมัยปัจจุบันนี้ว่าเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี จะถือเอาเทคโนโลยี นี้เป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญของยุคสมัยก็ว่าได้ มนุษย์เราปัจจุบันนี้ ที่พูดกันว่าโลกเจริญนั้น เจริญด้วยอะไร มองไปมองมาก็จะเห็นว่า เทคโนโลยีเป็นตัวแกนสำคัญที่ทำให้เกิดความเจริญเช่นนั้น แต่ว่ากันไปแล้ว เมื่อพิจารณาอีกแง่หนึ่ง การมองอย่างนี้เป็นการมองที่เน้นวัตถุ คือ เป็นการมองการ พัฒนาหรือความเจริญเติบโตที่เน้นในด้านวัตถุอย่างเดียว เลยเอาเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องหมายของ การพัฒนา ถ้ามองอย่างนี้ก็จะขาดความสมบูรณ์ คือมองปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ทั่วถึง ไม่ครบถ้วน รอบด้าน ๒.๓ สรุป การพัฒนาชีวิต ก็คือการทำให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง วิถีชีวิตที่ถูกต้องเราเรียกว่ามรรค การทำให้ชีวิตดำเนินไปในวิถีโดยวิธีที่ถูกต้องเรียกว่า สิกขาหรือการศึกษา การศึกษาหรือสิกขาก็ดี มรรคก็ดี จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องมีตัวนำ ตัวนำนี้ก็คือตัวที่นำให้ชีวิตดำเนินไปในวิถีที่ถูกต้องและ เป็นตัวนำให้เกิดการพัฒนาชีวิต หรือพัฒนาคนให้มีวิถีชีวิตที่ถูกต้อง เรียกเป็นคำศัพท์ว่าบุพนิมิตของ วิถีชีวิตที่ดี หรือเรียกง่ายๆ ว่า บุพนิมิตของชีวิตที่ดี บรรณานุกรม


๗ ข้อมูลออนไลน์ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง จ ริ ย ธ ร ร ม . ข้ อ มู ล อ อ น ไ ล น์ . เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก . https://pa.bru.ac.th/2021/08/15/ethics01/ ประเภทของ จริยธรรม. คุณลักษณะของจริยธรรม. ข้อมูลออนไลน์. เข้าถึงได้จาก. https://jariyathamcomputer.blogspot.com/2015/02/blog-post_15.html ห ลั ก ธรรม ที่ เกี่ ย วข้อ งกั บ ก ารพั ฒ น าชีวิต.ข้ อ มู ล อ อ น ไลน์ . เข้าถึงได้ จาก . https://www.watnyanaves.net/en/book-full-text/204


Click to View FlipBook Version