รายงานเชิงวิชาการ
ตัวอักษรจีน
เสนอ
ครูณฐั รภิรมณ์ วราสนิ ธ์
ผู้จดั ทา
นางสาวจิตรสนิ ี ศรีรัตนะ เลขที่ ๒
นางสาวดารนิ ทร์ อนุ่ จะบก เลขท่ี ๓
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๕/๖
รายงานนเ้ี ป็นส่วนหนง่ึ ของวิชาภาษาไทยพ้นื ฐาน (ท๓๒๑๐๒)
ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓
โรงเรยี นศรรี าชา อาเภอศรรี าชา จงั หวดั ชลบุรี
รายงานเชิงวิชาการ
ตัวอักษรจีน
เสนอ
ครูณฐั รภิรมณ์ วราสนิ ธ์
ผู้จดั ทา
นางสาวจิตรสนิ ี ศรีรัตนะ เลขที่ ๒
นางสาวดารนิ ทร์ อนุ่ จะบก เลขท่ี ๓
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๕/๖
รายงานนเ้ี ป็นส่วนหนง่ึ ของวิชาภาษาไทยพ้นื ฐาน (ท๓๒๑๐๒)
ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓
โรงเรยี นศรรี าชา อาเภอศรรี าชา จงั หวดั ชลบุรี
คานา
รายงานฉบบั นเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ของวิชา ท๓๒๑๐๒ รายวชิ าภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๕ โดยมจี ุดประสงค์ เพ่อื
การศกึ ษาคน้ คว้าหาข้อมลู จากเรื่องตัวอักษรจีน ซ่งึ รายงานน้ีมเี นอื้ หาเก่ยี วกับที่มาของอักษรจนี วิวัฒนาการของอักษรจนี
ประวัตคิ วามเป็นมาของพนิ อิน และการอ่านพินอนิ เพ่ือศึกษาให้เขา้ ใจ และใช้เปน็ ค่มู อื ในการเรยี นวิชาภาษาจีน
กลุ่มผ้จู ดั ทาได้เลือก หัวขอ้ น้ีในการทารายงานการศึกษาคน้ คว้าในคร้ังน้ี เน่ืองมาจากเปน็ เรื่องท่ีนา่ สนใจ รวมถงึ
เพ่อื ใหผ้ ูท้ ส่ี นใจในอกั ษรจนี ได้ทราบถึงประวัตคิ วามเป็นมาของอกั ษรจนี ววิ ัฒนาการของอกั ษรจนี และประวตั คิ วามเป็นมา
ของพินอิน กลมุ่ ผจู้ ัดทาจะต้องขอขอบคุณ ครูณฐั รภริ มณ์ วราสินธ์ ผู้ให้ข้อแนะนา แนวทางการศกึ ษา และเพอื่ น ๆ ทุกคน
ท่ีใหค้ วามช่วยเหลอื มาโดยตลอด กลุม่ ผจู้ ัดทาหวงั ว่ารายงานฉบับนจ้ี ะให้ความรู้ และเป็นประโยชนแ์ ก่ผูอ้ ่าน นักเรียน หรือ
ผทู้ กี่ าลงั สนใจข้อมูลในเรอ่ื งดงั กล่าว
คณะผ้จู ัดทา
ก
สารบญั
คานา หนา้
สารบัญ ก
ประวตั คิ วามเป็นมาของตวั อกั ษรจนี ข
ววิ ัฒนาการอกั ษรจนี ๑
๒
ช่วงเวลาอักษรจีนโบราณ ๒
ชว่ งเวลาอักษรจนี ปัจจุบัน ๒
ชว่ งเวลาการย่อรปู ของอักษรจนี ๒
พฒั นาการของตัวอักษรในสมัยตา่ ง ๆ ๓
ความเป็นมาของพนิ อิน ๖
การออกเสียงของพินอิน ๖
พยัญชนะจนี ๖
สระภาษาจีน ๗
วรรณยกุ ต์จีน ๗
ตาแหน่งการวางวรรณยกุ ตจ์ นี ๘
บรรณานุกรม ๙
ภาคผนวก ๑๐
ข
ตวั อักษรจีน
ประวตั ิความเป็นมาของตัวอกั ษรจนี
ตวั อักษรจีนเปน็ ตัวอักษรทีม่ กี ารใช้มาเปน็ เวลานานท่สี ุด ใช้กันในพ้ืนท่กี ว้างขวางที่สุดและมีจานวนคนทใ่ี ช้
ก็มากท่ีสุดในโลก การสร้างและการใช้ตัวอักษรจีนไม่เพียงแต่ได้ทาให้วัฒนธรรมจนี พัฒนาไปเท่านัน้ หากยังได้ส่ง
อิทธิพลอย่างลกึ ซ้งึ ตอ่ การพฒั นาวฒั นธรรมโลกดว้ ย
ในเขตพนื้ ทโ่ี บราณที่มีประวตั ิยาวนานหา่ งจากปัจจุบนั กว่าหกพันปี เช่น ซากสถานท่ีโบราณปน้ั โพเป็นต้น ก็
ได้ค้นพบเครื่องหมายขีดเขียนมาก กว่า๕๐ชนิด และมีการเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบ และมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
เครอื่ งหมายเหลา่ นี้มลี ักษณะเป็นตวั อักษรแบบง่ายๆ นักวิชาการเหน็ ว่า นอ่ี าจจะเปน็ รูปแบบขั้นตน้ ของตวั อักษรจีน
กระบวนการเปล่ียนแปลงของตัวอักษรจีนเป็นกระบวนการท่ีรูปแบบของตัวอักษรจีนเร่ิมปรับให้มีระเบียบ
และมีความแน่นอนขนึ้ เรอ่ื ย ๆ รูปแบบเสี่ยวจ้วนไดก้ าหนดจานวนขดี ของตัวอักษรแต่ละตวั ให้ชดั เจน สว่ นลว่ีซกู ไ็ ด้
สรา้ งระบบรูปแบบการเขยี นตัวอักษรจนี ใหม่ รปู รา่ งค่อยๆเป็นส่ีเหล่ียมแบนๆ พอถึงยคุ ข่ายซู รูปร่างของตัวอักษร
จนี ก็ มีทรงมาตรฐานแนน่ อน และได้กาหนดขีดพน้ื ฐานต่าง ๆ ขึ้น ไดแ้ ก่ ขีดแนวนอน ขีดแนวยืน ขดี เบี่ยงซ้าย ขีด
แตม้ ขดี ลากลงขวา ขดี ตวัดขึ้น และขีดโค้ง รูปรา่ งของแต่ละขีดกไ็ ด้รบั การปรับปรงุ ให้มาตรฐานมากยิ่งข้ึน จานวน
ขีดและลาดับการเขียนขีดของตัวอักษรแต่ละตัวก็จะกาหนดไว้ พันกว่าปีมานี้ รูปแบบข่ายซูเป็นรูปแบบท่ีเป็น
มาตรฐานของตัวอกั ษรจนี มาโดยตลอด
ตัวอักษรจีนเป็นรูปแบบตวั อักษรภาพโดยพ้ืนฐานแสดงความหมายโดยถือตวั อกั ษรท่ีเขยี นตามรูปของส่งิ ของ
ต่าง ๆ เป็นพ้นื ฐาน มีจานวนตัวอักษรท้งั หมดประมาณหน่งึ หม่นื ตัว ทีใ่ ชบ้ อ่ ย ๆ มปี ระมาณสามพันตวั ตวั อักษรกว่า
สามพนั ตวั นี้สามารถประกอบเป็นคาและสานวนมากมาย คาและสานวนตา่ ง ๆ ก็จะประกอบเป็นประโยคต่าง ๆ
ภายหลังเกิดตัวอักษรจีน ได้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อประเทศรอบข้าง ตัวอักษรของภาษาญี่ปุ่น เวียดนาม
เกาหลเี ปน็ ตน้ ก็เกดิ ขึ้นจากพน้ื ฐานของตัวอกั ษรจีน
๑
ววิ ัฒนาการอกั ษรจนี
พฒั นาของอักษรจนี สามารถแบ่งไดเ้ ปน็ ชว่ งเวลาคร่าว ๆ ดังน้ี
๑.ชว่ งเวลาอกั ษรจีนโบราณ
๑.๑ อักษรกระดองเต่า (甲骨文)
สมยั ราชวงศ์ซาง ปี ๑๗๖๖ ถงึ ปี ๑๑๒๒ กอ่ นคริสตศักราช
๑.๒ อกั ษรจนิ เหวนิ (金文)
สมยั ราชวงศโ์ จว ปี ๑๑๒๒ ถงึ ปี ๒๕๖ ก่อนคริสต์ศักราช
๑.๓ อกั ษรเสี่ยวจ้วน (小篆)
สมัยราชวงศฉ์ นิ ปี ๒๒๑ ถึงปี ๒๐๖ ก่อนคริสต์ศักราช
๒.ชว่ งเวลาอักษรจีนปจั จบุ ัน
๒.๑ อักษรลซี่ ู (隶书)
สมัยราชวงศฮ์ น่ั ๒๒๐ ปีกอ่ นคริสต์ศักราช - ปัจจุบนั
๒.๒ อักษรบรรจง(楷书)
สมยั ปลายราชวงศฮ์ ั่น ๒๐๖ ปีก่อนครสิ ต์ศักราชจนถงึ ปัจจบุ ัน
๒.๓ อักษรหวัด(草书)
เปน็ ศลิ ปะการเขยี นพู่กนั แบบหวัดท่ีเกดิ ข้นึ ในสมัยราชวงศ์ฮนั่ ตะวันออก ครสิ ตศกั ราช ๒๕ - ปจั จุบัน
๒.๔ อักษรบรรจงแกมหวัด(行书)
เปน็ ศลิ ปะการเขยี นพ่กู ันแบบหวัด ท่เี กิดขึ้นหลังสมัยเว่ย - จนิ้ คริสตศกั ราช ๒๖๕ - ปัจจุบัน
๓.ช่วงเวลาการย่อรปู ของอักษรจีน(简体字)
เป็นอักษรจีนที่ถูกรถขีดให้เหลือขีดน้อยลงในสมัยปฏิรูปตัวอักษรจีนเมื่อปี ๑๙๕๖ ถูกใช้ในประเทศจีน
แผน่ ดนิ ใหญแ่ ละท่วั โลก 简体字 ซ่งึ อกั ษรจนี ที่ไมไ่ ด้ถูกลดรปู จะถูกเรียกวา่ 繁体字 ใชใ้ นไตห้ วันและฮ่องกง
เปน็ หลกั
๒
พัฒนาการของตัวอกั ษรในสมยั ตา่ ง ๆ
๑. อกั ษรกระดองเตา่ / อกั ษรบนกระดกู สตั ว์ (甲骨文)
เม่ือปี ค.ศ. ๑๘๙๙ ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหน่ึงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาเภออันหยา
งมณฑลเหอหนันประเทศจีนได้ ค้นพบส่ิงท่ีเรียกกันว่า ‘กระดูกมังกร’ จึงนามาใช้ทาเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมา
เนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความสนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจานวนกว่า ๕,๐๐๐ ชิ้นและส่งให้
ผู้เชี่ยวชาญทาการศึกษาวจิ ยั จงึ พบว่ากระดูกมงั กรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกท่ีจารกึ อักขระโบราณของยุคสมยั ซาง ท่ี
มอี ายเุ ก่าแกถ่ ึง ๑,๓๐๐ ปกี ่อนคริสตกาล
อักษรกระดองเต่าเปน็ อกั ษรโบราณที่มอี ายุเกา่ แกท่ ี่สุดของจีนเท่าท่ีมีการคน้ พบในปจั จุบนั ส่วนมากมากอยู่
ใน รูปของบันทึกการทานายที่ใช้มีดแกะสลักหรอื จารลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ ปรากฏแพร่หลายในราช
สานักซางเม่ือ ๑,๓๐๐–๑,๑๐๐ ปีกอ่ นคริสตกาล ลักษณะของตวั อักษรบางสว่ นยังคงมลี ักษณะของความเปน็ อกั ษร
ภาพอยู่ โครงสรา้ งตวั อกั ษรเปน็ รปู วงรี มขี นาดใหญ่เลก็ แตกตา่ งกนั ขนาดใหญ่บ้างสูงถึงน้ิวกวา่ ขนาดเล็กเท่าเมลด็
ขา้ ว บางครัง้ ในอกั ขระตวั เดียวกันยงั มวี ธิ ีการเขียนท่ีแตกตา่ งกัน มกี ารพัฒนาการในแตล่ ะช่วงเวลา โดยมี ลักษณะ
พเิ ศษ กล่าวคอื ยุคต้น ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ยคุ กลาง มีขนาดเล็กและลายเส้นท่ีเรียบง่ายกว่า ความเป็นเอกภาพ
ของแต่ละตัวอักษรยังไม่คงที่ บางคร้ังตัวอักษรหลายตัวเขียนชิดติดกันจนดูคล้ายกับ เป็นตัวอักษรตัวเดียว หรือ
บางครั้งตัวอักษรเพียงหน่ึงตัวแต่เขียนห่างกันจนดูเหมือนเป็นตัวอักษร หลายตัว เม่ือถึงยุคปลายจะมีลักษณะ
ใกล้เคยี งกับอกั ษร 金文 หรืออักษรโลหะ/สารดิ ท่มี คี วามเปน็ ระเบยี บมากขึ้น
๒. อกั ษรจนิ เหวิน (金文)
อกั ษรโลหะ(金文) เป็นอักษรท่ีใช้ในสมัยซางตอ่ เนื่องถงึ ราชวงศ์โจว (๑,๑๐๐ – ๗๗๑ ปีก่อนคริ
สตศักราช) มีช่ือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า ‘จงต่ิงเหวิน’(钟鼎文)หมายถึงอักษรที่หลอมลงบนภาชนะ
ทองเหลืองหรอื สารดิ เน่อื งจากตวั แทนภาชนะสารดิ ในยคุ น้ันไดแ้ ก่ ‘ติ่ง’ 鼎
ซง่ึ เป็นภาชนะคล้ายกระถางมีสามขา ใช้แสดงสถานะทางสังคมของคนในสมัยน้ันและตัวแทนจากเครื่อง
ดนตรีท่ีทาจากโลหะ คือ 钟 ‘จง’ หรอื ระฆัง ดังนนั้ อกั ษรที่สลักหรือหลอมลงบนเครือ่ งใช้โลหะดังกล่าวจงึ เรียกว่า
‘จงตง่ิ เหวิน’ มลี ักษณะพิเศษ คือ มีลายเส้นท่หี นาหนกั รอ่ งลายเส้นราบเรียบทไ่ี ด้จากการหลอม ไม่ใช่การสลกั ลง
บนเน้ือโลหะ อักษรโลหะในสมัยหลังรัชสมัยเฉิงหวังและคังหวังแห่งราชวงศ์โจว จะมีความสง่างาม สะท้อน
ภาพลักษณ์ท่สี ขุ ุมเยอื กเย็น
๓
๓. อักษรเสีย่ วจว้ น (小篆)
จากสมัยชุนชิวจ้ันกว๋อจนถึงยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (๗๗๐ – ๒๐๒ ปีกอ่ นคริสตศักราช) โครงสร้างของ
ตัวอกั ษรจีนโดยมากยังคงรกั ษารปู แบบเดมิ จากราชวงศ์โจวตะวนั ตก ซ่ึงนอกจากอกั ษรโลหะแลว้ ยังมอี กั ษรรูปแบบ
ตา่ ง ๆที่เหมาะกับการบันทึกลงในวัสดุแต่ละชนิด เช่น อักษรที่ใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหวา่ งแว่นแคว้นท่ี
สลักลงบนแผ่นหยกก็ เรียกว่า หนังสือพันธมิตร หากสลักลงบนไม้ก็เรียกสาส์นไม้ หากสลักลงบนหินก็เรียก
ตวั หนังสือกลองหิน ฯลฯ นอกจากน้ี ก่อนการรวมประเทศจีนบรรดาเจ้านครรฐั หรอื แวน่ แควน้ ตา่ งก็มีตวั อักษรทีใ่ ช้
แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนหน่ึงได้แก่อักษรจ้วนใหญ่หรือต้าจ้วน (大篆)ซ่ึงเป็นต้นแบบของเส่ียวจ้วนในเวลา
ตอ่ มา
ภายหลังจากจ๋ินซีฮ่องเต้ได้รวมแผ่นดินจีนเขา้ ด้วยกันในปีค.ศ. ๒๒๑ แล้ว ก็ทาการปฏิรูประบบตัวอักษร
ครั้งใหญ่ โดยการสรา้ งมาตรฐานรปู แบบตวั อักษรทเี่ ปน็ หนงึ่ เดียวกนั ทั่วประเทศ กล่าวกนั วา่ ภายใต้การผลักดนั ของ
มหาเสนาบดีหลี่ซือ ได้มีการนาเอาตัวอักษรดั้งเดิมของรัฐฉิน(อักษรจ้วน)มาปรับให้เรียบง่ายข้ึน จากน้ันเผยแพร่
ออกไปทัว่ ประเทศ ขณะเดียวกันกย็ กเลิกอักษรที่มลี ักษณะเฉพาะจากแวน่ แควน้ อนื่ ๆ ในยุคสมยั เดียวกนั
อักษรทีผ่ ่านการปฏิรูปนี้รวมเรียกว่า อักษรเสี่ยวจ้วนหรือจ้วนเล็ก (小篆)ถือเป็นอักษรที่ใช้ท่ัวประเทศจีน
เปน็ ครง้ั แรก
๔. อักษรลซ่ี ู (隶书)
ขณะที่ยุคสมัยฉินประกาศใช้อักษรจ้วนเล็กอย่างเป็นทางการ พร้อมกันน้ันก็ปรากฏว่ามีการใช้อักษรล่ีซู
(隶书)ควบคู่กันไป โดยมีการประยุกต์มาจากการเขียนอักษรจ้วนอย่างง่าย อักษรลี่ซูทาให้อักษรจีนก้าว
เข้าสู่ขอบเขตของอักษรสัญลักษณอ์ ยา่ งเตม็ รปู แบบ อาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการของการเปลย่ี นรูปจากอักษร
โบราณท่ียงั มคี วามเป็นอกั ษรภาพสู่ อกั ษรจนี ทใ่ี ชใ้ นปัจจุบัน
สาหรับท่ีมาของอกั ษรลี่ซนู ัน้ กล่าวกนั ว่าสมัยฉินมีทาสท่ีเรยี กว่าเฉงิ เหมีย่ วผหู้ น่ึง เน่อื งจากกระทาความผิด
จึงถกู ส่ังจาคุก เฉงิ เหม่ียวท่ีอยู่ในคกุ คุมขงั จึงคิดปรบั ปรุงตัวอกั ษรจ้วนให้เขยี นง่ายข้นึ จากโครงสรา้ งกลมเปลี่ยนเป็น
ส่ีเหลี่ยมกลายเป็นอักษรรูปแบบใหม่ จิ๋นซีฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงโปรดอย่างมาก จึงทรงแต่งต้ังให้เฉิง
เหมี่ยวทาหน้าท่ีอารักษ์ในวังหลวง ตอ่ มาตัวหนังสือชนิดนี้แพร่หลายออกไป จึงมีการเรียกช่ือตัวหนังสือชนิดนี้ว่า
อกั ษรลี่ซหู รอื อักษรทาส (คาว่า ‘ล่ี’ ในภาษาจนี หมายถงึ ทาส)
แต่ในเชิงโบราณคดีน้ัน พบว่าอักษรลี่ซูเป็นอักษรที่ใช้เขียนบนวัสดุที่ทาจากไม้หรือไม้ไผ่มาต้ังแต่ ยุคจ้ัน
กว๋อจนถงึ สมัยฉนิ และมีพัฒนาการมาเรือ่ ย ๆ จวบถงึ สมยั ราชวงศฮ์ ั่นได้กลายเป็นอกั ษรทีไ่ ด้รับความนยิ มสูงสดุ
๔
๕. อักษรบรรจง(楷书)
อักษรข่ายซู(楷书)หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งวา่ อักษรจริง (真书)เป็นอกั ษรจีนรูปแบบมาตรฐานใช้
กันอยา่ งแพร่หลายในปจั จุบัน (คาว่า ‘楷’ อ่านวา่ ข่าย มีความหมายว่าแบบฉบับหรือตัวอย่าง) อักษรข่ายซูเป็น
เส้นสัญลักษณ์ท่ีประกอบกันข้ึน ภายใต้กรอบส่ีเหลี่ยม หลุดพ้นจากรูปแบบอักษรภาพของตัวอักขระยุคโบราณ
อย่างสนิ้ เชงิ
อกั ษรข่ายซูมีต้นกาเนิดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ภายหลังราชวงศ์วุ่ยจิ้น(สามก๊ก) (คริสตศักราช
๒๒๐ – ๓๑๖) ได้รบั ความนิยมอย่างแพรห่ ลาย จากการก้าวเข้าส่ขู อบเขตข้ันใหม่ของอกั ษรลซ่ี ู พัฒนาตามมาด้วย
อักษรข่ายซู เฉ่าซู และสิงซู ก้าวพ้นจากข้อจากัดของลายเส้นที่มาจากการแกะสลัก เม่ือถึงยุคถัง (คริสตศักราช
๖๑๘ – ๙๐๗) จงึ ก้าวส่ยู ุคทองของอักษรข่ายซอู ย่างแท้จรงิ จวบจนปจั จบุ ัน อักษรข่ายซูยงั เป็นอักษรมาตรฐานของ
จนี
๖. อักษรหวัด(草书)
ตงั้ แต่กาเนดิ มีตัวอักษรจีนเป็นตน้ มา อกั ษรแต่ละรูปแบบล้วนมวี ิธีการเขยี นแบบตัวหวัดทัง้ สิ้น จวบจนถึง
ราชวงศ์ฮั่น อักษรหวัดจึงได้รับการเรียกขานว่า ‘อักษรเฉ่าซู’(草书)อย่างเป็นทางการ (คาว่า ‘เฉ่า’ ใน
ภาษาจีนหมายถึง อย่างลวก ๆหรืออย่างหยาบ) อักษรเฉ่าซู เกิดจากการนาเอาลายเส้นที่มีแต่เดิมมาย่นย่อเหลือ
เพียงขดี เสน้ เดียว โดยฉีกออกจากรปู แบบอนั จาเจของกรอบสเี่ หลี่ยมในอักษรจีน หลุดพน้ จากข้อจากัดของขั้นตอน
วธิ ีการขีดเขยี นอักษรในแบบมาตรฐานตัวคัดหรือ ข่ายซู ในขณะที่อกั ษรข่ายซูอาจประกอบขึ้นจากลายเส้นสบิ กว่า
สาย แต่อกั ษรเฉา่ ซูเพยี งใช้ ๒ – ๓ ขดี ก็สามารถประกอบเปน็ สัญลกั ษณเ์ ช่นเดียวกนั ได้ การเขียนอกั ษรจนี แบบหวัด
ถอื เป็นศิลปะอย่างหนึ่งของนักปราชญ์ชาวจนี ในสมัยโบราณ มนี ักคิดนักเขียนหลายท่านที่เขยี นอักษรจนี แบบหวัด
สวยงามจนกลายมาเป็นแบบอย่างของการเขียนพู่กันแบบหวัดในปัจจุบัน การปล่อยให้เส้นและลายเคลื่อนไหวไป
ตามธรรมชาตโิ ดยไม่ได้อยใู่ นกรอบ ทาใหผ้ ู้เขียนสามารถสะทอ้ นความรสู้ กึ ณ เวลานนั้ ออกมาผา่ นตัวอักษรได้
ความสาคัญของอักษรแบบหวัดคือการทาให้ตัวอักษรหลายๆตัวถูกลดจานวนขีดลง และถือเป็นหน่ึงใน
พืน้ ฐานของการลดขีดของตัวอกั ษรในปจั จบุ ัน
๗. อกั ษรบรรจงแกมหวดั (行书)
อกั ษรสิงซู(行书)เป็นรูปแบบตัวอกั ษรทีอ่ ยกู่ ่ึงกลางระหวา่ งอักษรข่ายซแู ละ อักษรเฉา่ ซู เกิดจากการ
เขียนอักษรตัวบรรจงท่ีเขียนอย่างหวัดหรืออักษรตัวหวัดท่ีเขียน อย่างบรรจง อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวอักษรกึ่งตัว
หวัดและก่ึงบรรจง อักษรสิงซูกาเนิดขึ้นในราวปลายราชวงศ์ฮ่ันตะวันออก รวบรวมเอาปมเด่นของอักษรข่ายซู
และเฉ่าซเู ข้าดว้ ยกัน คือการเขียนแบบบรรจงแตป่ ระวตั ิปลายพู่กนั แบบอกั ษรหวดั
๕
ความเปน็ มาของพนิ อนิ
พนิ อิน คือระบบในการถอดเสียงภาษาจีนมาตรฐาน ด้วยตัวอักษรละตินพร้อมด้วยสัญลักษณ์วรรณยุกต์
ทาให้การเรียนภาษาจีนมีความงา่ ยข้ึน เพราะสามารถอ่านและเขียนแบบตัวสะกดได้เลย ไม่ต้องจาอักษรภาพที่มี
ความซับซ้อน และช่วยให้อัตราการอ่านออกเขียนได้เพ่ิมสูงข้ึนอย่างมาก และช่วยให้ชาวต่างชาติเรียนภาษาจีน
อย่างแพร่หลาย โดยตัวอย่างการสะกดคาแบบพินอนิ เช่น จงก๋ัว (中国) ที่แปลว่าประเทศจีน จะถอดเสียงอ่าน
เปน็ อกั ษร Zhōng ( จง 中) guó ( กว๋ั 国) เปน็ ต้น
ผู้คดิ ค้นระบบพนิ อินขึ้นมาคอื โจวโหยว่ กวง นักภาษาศาสตรท์ ี่เกดิ ทเ่ี มอื งฉางโจว มณฑลเจียงซู เมอื่ ปี ค.ศ.
๑๙๐๖ ในสมยั ราชวงศ์ชงิ และเมอ่ื พรรคคอมมวิ นิสตข์ ึน้ มามอี านาจ ก็ไดร้ ับการแตง่ ตง้ั ให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการ
ปฏิรูปภาษาจีนเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนง่ายและสะดวกขึ้น กระท่ังคิดค้นการนาอักษรละตินมาผสมกับ
สัญลักษณ์กาหนดเสียงสูงต่า จนเป็นที่มาของระบบอักษรพินอินในปี ๑๙๕๘ และประกาศใช้ท่ัวประเทศในปี
๑๙๗๙
การออกเสยี งของพนิ อิน
๑.๑ พยญั ชนะจีน มี ๒๓ ตวั /เสียง
หมายเหตุ y และ w คือ พยญั ชนะกงึ่ สระภาษาจีน เสียงจะเหมอื น i และ u ที่เปน็ สระเดย่ี วภาษาจีน
๖
๑.๒ สระภาษาจนี
สระภาษาจนี มี ๓๖ ตัว
หมายเหตุ พยญั ชนะกงึ่ สระ y และ w สระเดี่ยว i และ u เวลาเขยี นจะอย่ใู นรปู ของ yi และ wu อ่านออกเสยี งวา่
อี และ อู
๑.๓ วรรณยุกต์จนี
วรรณยุกตจ์ ีนมี ๔ เสียงและเสยี งเบา ๑ เสยี ง
เสยี งท่ี๑ เสยี งที่๒ เสียงที่๓ เสยี งที่๔ เสียงเบา
๗
๑.๔ ตาแหน่งการวางวรรณยกุ ต์จนี
ตาแหนง่ การวางวรรณยุกต์ ทัง้ ๔ เสียง จะวางไวบ้ นสระเด่ยี ว a e I o u ü
๘
บรรณานุกรม
เหยิน จง่ิ เหวิน. ภาษาจนี ระดบั ตน้ ๑ (ฉบับปรับปรุง). ครง้ั ท่ีพิมพ์ ๙. กรงุ เทพฯ : บริษทั วี.พริ้นท์, ๒๕๕๙.
รมดิ า แสงสวสั ด.์ิ “ประวตั คิ วามเปน็ มาของตวั อกั ษรจีน.” (ออนไลน์). แหล่งทม่ี า :
https://sites.google.com/site/genjinaxuehanyu. ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๔.
Enlighten. “ประวัตคิ วามเป็นมาและพัฒนาการของตวั อกั ษรภาษาจีน” (ออนไลน์). แหล่งท่ีมา :
https://www.enlightenth.com ๑๕ มนี าคม ๒๕๖๔.
Chinese no why. “พนิ อิน คืออะไรในภาษาจนี .” (ออนไลน์). แหลง่ ท่ีมา :
https://chinesenowhy.com/pinyin-is. ๑๖ มนี าคม ๒๕๖๔.
๙
ภาคผนวก
๑๐
1.อกั ษรกระดองเต่า / อักษรบนกระดกู สัตว์ (甲骨文)
2.อกั ษรจินเหวิน (金文)
3.อกั ษรเส่ียวจ้วน (小篆)
4.อักษรลี่ซู (隶书)
-
5.อักษรบรรจง(楷书)
6.อักษรหวัด(草书)
7.อกั ษรบรรจงแกมหวัด(行书)