The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by R-meile Wangphimoon, 2023-01-31 11:07:34

แนวปฏิบัติ CLABSI

แนวปฏิบัติ CLABSI

แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ปรับมาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC, 2017) สำหรับหอผู้ป่วยอภิบาลศัลยกรรม โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดทำโดย นางสาววิชุดา วังพิมูล บัณฑิตศึกษา สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ดร.มยุลี สำราญญาติ อาจารย์นิเทศประจำกลุ่มวิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์-ศัลยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระบวนวิชา 561746การปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ภาคการศึกษาที่ 2 ปี การศึกษา 2565


คำนำ แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ปรับมาจากศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC, 2017) สำหรับหอผู้ป่วยอภิบาลศัลยกรรม โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ โดย ได้นำแนวปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางของ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC, 2017) ซึ่งประกอบด้วย แนวปฏิบัติทั้งหมด 6 หมวด ได้แก่ หมวด ที่ 1 การอบรมความรู้และการฝึกปฏิบัติหมวดที่ 2 การเลือกสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง หมวดที่ 3 การล้าง มือ หมวดที่ 4 การเตรียมผิวหนังก่อนการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง หมวดที่ 5 การดูแลความสะอาดสาย สวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง และหมวดที่ 6 ระบบบริหารจัดการสารน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดและลดอัตตราการเกิด การติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางด้วยแนวปฏิบัติรวมถึงส่งเสริมศักยภาพของบุคลการ พยาบาลในการปฏิบัติโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยของหอผู้ป่วย ต่อไป ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น แนวทางปฏิบัติในการป้องกันการเกิดและลดอัตตราการเกิดการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ดำ นางสาววิชุดา วังพิมูล ผู้จัดทำ


สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 1 หมวดที่ 1 การอบรมความรู้และการฝึกปฏิบัติ 1 หมวดที่ 2 การเลือกสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลา 1 หมวดที่ 3 การล้างมือ 1 หมวดที่ 4 การเตรียมผิวหนังก่อนการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 2 หมวดที่ 5 การดูแลความสะอาดสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 2 หมวดที่ 6 ระบบบริหารจัดการสารน้ำ 2 แผนผังการใช้แนวปฏิบัติ 4 บรรณนุกรม 5 ภาคผนวก 7 คู่มือการใช้แนวทางป้องกันการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง แบบรวบรวมผลลัพธ์การติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ ส่วนกลาง แบบรวบรวมผลลัพธ์ของบุคลากร แบบรวบรวมการเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ ส่วนกลาง


แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ปรับมาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC, 2017) ประกอบด้วยเนื้อหาทั้งหมด 6 หมวด ได้แก่ หมวดที่ 1 การอบรมความรู้และการฝึกปฏิบัติ 1.1. ให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับข้อบ่งชี้ในการใส่สายสวนหลอดเลือด ขั้นตอนที่เหมาะสม การบำรุงรักษาและมาตรการควบคุมการติดเชื้อที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อใน กระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Category IA) 1.2. ประเมินความรู้และการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใส่และการดูแลสายสวน หลอดเลือด เป็นระยะ (Category IA) 1.3. กำหนดเฉพาะบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถใส่สายสวนหลอดเลือดส่วนกลางได้(Category IA) หมวดที่ 2 การเลือกสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 2.1. ประเมินความเสี่ยงในการเลือกตำแหน่งการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง เพื่อลด ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น Pneumothorax, Hemothorax, thrombosis, air embolism (Category IA) 2.2. หลีกเลี่ยงการใช้ Femoral vein ในการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ (Category IA) 2.3. แนะนำให้ใช้ตำแหน่ง Subclavian vein แทนตำแหน่ง Jugular vein หรือ Femoral vein เพื่อลด ความเสี่ยงในการติดเชื้อ (Category IB) 2.4. แนะนำใช้อัลตราซาวด์ในการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ เพื่อลดจำนวนครั้งในการใส่และ ภาวะแทรกซ้อนในการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ (หากมีเครื่องมือและความพร้อมในหน่วยงาน) (Category IB) 2.5. ใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางที่มีจำนวนรูเปิดที่ปลายสายสวนน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นใช้เท่านั้น (Category IB) 2.6. ถอดสายสวนหลอดเลือดที่ไม่จำเป็นออกทันที โดยการประเมินความจำเป็นในการใส่สายสวนหลอด เลือดดำส่วนกลางทุกวัน หากหมดความจำเป็นในการใช้สายสวนให้นำออกให้เร็วที่สุด (Category IA) หมวดที่ 3 การล้างมือ 3.1. ปฏิบัติตามขั้นตอนของการล้างมือ ทำความสะอาดมือก่อนและหลังสัมผัสตำแหน่งที่ใส่สายสวนหลอด เลือดดำส่วนกลางโดยใช้น้ำและสบู่ผสมน้ำยาทำลายเชื้อ หรือถูมือด้วยแอลกอฮอล์ (alcohol-base hand rub) (Category IB)


3.2. ใช้เทคนิคปราศจากเชื้อในการดูแลบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง และการดูแลระบบ ปิดของสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Category IB) 3.3. ควรใส่ถุงมือปราศจากเชื้อในการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Category IA) 3.4. แนะนำการใช้ถุงมือปราศจากเชื้อใหม่ ก่อนการเปลี่ยนสายสวนด้วยไกด์ไวร์ (Category II) 3.5. สวมถุงมือที่สะอาดหรือปราศจากเชื้อเมื่อเปลี่ยนวัสดุปิดแผลที่สายสวนหลอดเลือด (Category IA) หมวดที่ 4 การเตรียมผิวหนังก่อนการใส่สายสวนหลอดเลือด 4.1. ขณะใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางให้ผู้ป่วยหรือเปลี่ยนสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางให้ ผู้ป่วยผ่าน guide wire บุคลากรทางการแพทย์ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันการแพร่กระจายเชื้ออย่างครบถ้วน ได้แก่ หมวก ผ้าปิดปากและจมูก ถุงมือและเสื้อคุลมปราศจากเชื้อ และคลุมร่างกายผู้ป่วยด้วยผ้าคลุมปราศจากเชื้อผืน ใหญ่ (Category IB) 4.2. ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางด้วยน้ำยาทำลายเชื้อ 2% chlorhexidine in 70% alcohol ก่อนใส่สายสวน หากมีข้อห้าม เช่นมีอาการแพ้หรือผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือนให้ใช้tincture iodine หรือ iodophor หรือ 70% alcohol แทนได้(Category IA) 4.3. ถูผิวหนังบริเวณที่จะใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางด้วยน้ำยาทำลายเชื้อ 2%chlorhexidine in 70% alcohol โดยวนเป็นวงกลมออกจากศูนย์กลางรัศมี 10-15 เซนติเมตร เป็นเวลา 30 วินาทีและควรรอให้ น้ำยาทำลายเชื้อแห้งก่อนที่จะใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Category IB) หมวดที่ 5 การดูแลความสะอาดสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 5.1. ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางด้วยน้ำยาทำลายเชื้อ 2% chlorhexidine in 70% alcohol (Category IB) 5.2. ใช้ผ้าก๊อซปราศจากเชื้อ หรือวัสดุใสปราศจากเชื้อในการปิดบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำ ส่วนกลาง (Category IA) 5.2. หากมีเลือดออกบริเวณที่คาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางให้ใช้ผ้าก๊อซปราศจากเชื้อปิดจนกว่า เลือดจะหยุด (Category II) 5.3. เปลี่ยนวัสดุปิดแผลบริเวณสายสวนหากวัสดุปิดแผลชื้อ หลวม หรือสกปรกอย่างเห็นได้ชัด (Category IB)


5.4. ห้ามใช้ขี้ผึ้งหรือยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ เนื่องจากมีโอกาสเกิดการติดเชื้อราและการดื้อยาต้านจุลชีพ (Category IB) 5.5. ห้ามให้สายสวนหลอดเลือดเปียกน้ำ สามารถอาบน้ำได้ หากมีมาตรการการป้องกันสายสวน (Category IB) 5.6. เปลี่ยนผ้าก๊อซปราศจากเชื้อที่ปิดบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางทุก 2 วัน หรือเมื่อ สกปรก เปียกชื้น หรือหลุดลุ่ย หรือเปลี่ยนวัสดุใสปราศจากเชื้อที่ปิดบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ทุก 5-7 วันหรือเมื่อสกปรก หรือหลุดลอก (Category IB) 5.8. แนะนำการใช้วัสดุใสปราศจากเชื้อที่มีส่วนผสมของ chlorhexidine เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแส เลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Category IA) 5.9. ประเมินผิวหนังบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางทุกวัน โดยการตรวจสอบผ่านสายตาหรือ การคลำผ่านผ้าก๊อซ โดยไม่เปิดผ้าปิดแผล หากผู้ป่วยมีอาการกดเจ็บบริเวณที่ใส่สายสวน มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการอื่นที่อาจมีการติดเชื้อเฉพาะที่ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ควรเปิดผ้าปิดแผลเพื่อตรวจดูบริเวณที่ ใส่สายสวน (Category IB) 5.10. ทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางทุกวัน ด้วยน้ำยาทำลายเชื้อที่มี ส่วนผสมของ chlorhexidine (Category II) 5.11. การทำลายเชื้อบริเวณข้อต่อก่อนใช้งานข้อต่อสายสวน ตัวเชื่อมต่อเข็ม บริเวณพอร์ตที่ใช้ฉีดยา และ พอร์ตแบบใช้แรงกลเสียดทาน ควรเช็ดถู (scrub) ด้วย 2% chlorhexidine in 70% alcohol หรือ 70% alcohol โดยใช้แรงพอควรบิดหมุนไปมาอย่างน้อย 15 วินาที และรอให้แห้ง (Category IA) 5.11. ห้ามใช้ยาต้านจุลชีพก่อนการใส่หรือระหว่างการใส่เพื่อป้องกันการติดเชื้อเป็นแนวทางปฏิบัติ (Category IA) หมวดที่ 6 ระบบบริหารจัดการสารน้ำ 6.1. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนกลางในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์จากเลือด หรือสารละลายไขมัน (ที่มีส่วนผสมของ amino acid และ glucose รวมกัน หรือแยกเป็นชนิด) ให้เปลี่ยนชุดให้ สารน้ำ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ร่วมกัน ไม่บ่อยกว่า 96 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 7 วัน (Category IA) 6.2. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์ให้เลือด ผลิตภัณฑ์จากเลือดหรือสารละลายไขมันภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเริ่ม ให้(Category IB)


6.3. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์ให้ propofolทุก 6-12 ชั่วโมงเมื่อมีการเปลี่ยนขวดยา หรือตามคำแนะนำของ ผู้ผลิต (Category IA) 6.4. เปลี่ยนจุกข้อต่อสายสวนหลอดเลือดดำบ่อยกว่าทุก 72 ชั่วโมงหรือบ่อยตามความเสี่ยงเพื่อลดการติด เชื้อ (Category IC)


บรรณานุกรม Center for Disease Control and Prevention. (2017). Definition CDC guideline Central line Associated Bloodstream Infection. Retrieved January 20, 2018. Available from: https://www.cdc.gov/infectioncontrol/guidelines/bsi/index.html#rec19 Diana Carolina Velasquez Reyes, Melissa Bloomer, Julia Morphet. (2017). Prevention of central venous line associated bloodstream infections in adult intensive care units: A systematic review. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28663107 Ladjane Santos Wolmer de Melo, Thaís Moreira Estevão, Juliana Sousa de Castro Chaves, Janaina Maria Silva Vieira, Marialba de Morais Siqueira, Iêda Ludmer Guedes Alcoforado, Cláudia Fernanda de Lacerda Vidal, Heloisa Ramos Lacerda. (2022). Success factors of a collaborative project to reduce healthcare-associated infections in intensive care units in Northeastern Brazil. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9749087/ Larry Lutwick, Shweta, Kristin Radel, Gonzalo Bearman, (2021). Guide to infection control in the healthcare setting. https://isid.org/wp-c ontent/uploads/2021/08/ISID_GUIDE_BLOODSTREAM_INFECTIONS.pdf. Niccolò Buetti, Jonas Marschall, Marci Drees, Mohamad G. Fakih, Lynn Hadaway, Lisa L. Maragakis, Elizabeth Monsees, Shannon Novosad, Naomi P. O’Grady, Mark E. Rupp, Joshua Wolf], Deborah Yokoe and Leonard A. Mermel. (2022). Strategies to prevent central line-associated bloodstream infections in acute-care hospitals: 2022 Update. https://www.cambridge.org/core/journals/infection-control-and-hospitalepidemiology/article/strategies-to-prevent-central-lineassociated-bloodstream-infectionsin-acutecare-hospitals-2022-update/01DC7C8BBEA1F496BC20C6E0EF634E3D Maria Foka, Eleni Nicolaou, Theodoros Kyprianou, Lakis Palazis, Maria Kyranou, Elizabeth Papathanassoglou, Ekaterini Lambrinou. (2021). Prevention of Central Line-Associated Bloodstream Infections Through Educational Interventions in Adult Intensive Care Units: A Systematic Review. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34552831/


Taison Bell, Naomi P O'Grady. (2017). Prevention of Central Line-Associated Bloodstream Infections. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5666696/ Sami M Aloush, Faris A Alsaraireh. (2018). Nurses' compliance with central line associated blood stream infection prevention guidelines. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5893917/ Kyoung Hwa Lee, Nan Hyoung Cho, Su Jin Jeong, Mi Na Kim, Sang Hoon Han, Young Goo Song. (2018). Effect of Central Line Bundle Compliance on Central Line-Associated Bloodstream Infections. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5889989/


คู่มือการใช้แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อจากการคาสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ปรับมาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC, 2017) สำหรับหอผู้ป่วยอภิบาลศัลยกรรม โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดทำโดย นางสาววิชุดา วังพิมูล บัณฑิตศึกษา สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ดร.มยุลี สำราญญาติ อาจารย์นิเทศประจำกลุ่มวิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์-ศัลยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระบวนวิชา 561746การปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ภาคการศึกษาที่ 2 ปี การศึกษา 2565


การใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central venous catheter; CVC) การใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง เป็นการแทงสายสวนเพื่อสอดใส่ทางหลอดเลือดดำส่วนกลาง โดย มีปลายสายอยู่ที่หลอดเลือดดำใหญ่ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตำแหน่งที่ใช้สอดใส่ โดยตำแหน่งที่แทงบ่อย มี 2 ตำแหน่ง ได้แก่ subclavian vein เป็นตำแหน่งเหมาะสมที่สุด และ internal jugular vein ข้อบ่งชี้ในการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 1. เฝ้าระวัง hemodynamics ในการติดตามค่า central venous pressure (CVP) 2. ให้สารน้ำ สารอาหาร ยาเคมีบำบัด สารละลายที่มีความเข้มข้นสูงกว่าค่าความเข้มข้นของเลือด โดย ระยะเวลาการใช้งานสายสวนหลอดเลือดดำได้นานกว่า peripheral venous line 3. เจาะเลือดและการดูดเลือดเพื่อส่งตรวจ รวมถึงการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามรอยเข็มแทง ข้อห้ามในการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 1. มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (coagulopathy) 2. มีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตรงตำแหน่งที่ใส่ 3. มีพยาธิสภาพที่หลอดเลือด carotid ด้านตรงข้าม กรณีที่ใส่สาย internal carotid อีกด้านแล้ว หลอด เลือดอาจได้รับบาดเจ็บ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงศีรษะไม่เพียงพอ ส่วนกรณีใส่สายที่ subclavian ในผู้ป่วย เป็นโรคปอดด้านตรงข้ามที่ใส่สาย หรือมี pneumothorax ด้านเดียวกับที่ใส่สาย ควรระวังในการใส่ เนื่องจากมี ความเสี่ยงสูงเกิด pneumothorax ในการทำหัตถการ (William, 2009) การดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 1. การพยาบาลผู้ป่วยก่อนได้รับการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ 1.1 การเตรียมทางด้านร่างกาย 1) ประเมินระดับความรู้สึกตัว สัญญาณชีพ ตรวจร่างกายบริเวณที่จะใส่สายสวนหลอดเลือดดำ 2) ติดตามผลการตรวจต่างๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ก่อนได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ เช่น CBC, coagulation Anti-HIV ผลการตรวจเอกซเรย์ปอด ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น 1.2 การเตรียมทางด้านจิตใจ 1) ประเมินสภาพจิตใจและระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยและครอบครัวก่อนทำหัตถการ เช่น อธิบายให้ผู้ป่วยและครอบครัวที่ใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงข้อบ่งชี้ของการใส่สาย แนวทางการปฏิบัติตัวในขณะที่มี สายสวนหลอดเลือดดำ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและครอบครัวซักถาม เพื่อให้ เกิดความเข้าใจตรงกัน 2) ดูแลให้เซ็นใบยินยอมแสดงเจตนาการตรวจรักษาโดยวิธีทำหัตถการ 2. การพยาบาลผู้ป่วยขณะใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ 2.1 การเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือ


1) ล้างมือให้สะอาดครบ 5 ขั้นตอน การใส่เครื่องป้องกันร่างกายขณะเตรียมอุปกรณ์ ได้แก่สวม หมวก ผูก Mask 2) เตรียมรถทำหัตถการซึ่งทำความสะอาดด้วย ผ้าก๊อชชุบ 70% alcohol และเปิด set ทำ หัตถการด้วยความระมัดระวังการสัมผัส การปนเปื้อนจากภายนอก 3) เท 2% chlohexidine in 70% alcohol ลงในภาชนะของ set ทำหัตถการ เตรียมผ้าก๊อช Syringe เข็มดูดยาชาเฉพาะที่ เข็มฉีดยาชาสำหรับผู้ป่วย เข็มโค้งและไหมเย็บแผลสำหรับตรึงสาย ใบมีด และ น้ำเกลือ 0.9NSS ลงในภาชนะของ set ทำหัตถการ 4) เปิด set central venous catheter และส่งให้แพทย์ด้วย sterile technique (แนะนำ เลือกใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางที่มีจำนวนรูเปิดที่ปลายสายสวนน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นใช้เท่านั้น) 5) แพทย์ทดสอบสาย central venous catheter ไม่มีรูรั่ว สายไม่ตัน ด้วย 0.9NSS 6) เตรียมเครื่องอัลตราซาวน์ (ultrasound) ให้พร้อมใช้งาน 2.2 การช่วยเหลือแพทย์ขณะใส่สายสวนหลอดเลือดดำ 1) พยาบาลอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติตัวผู้ป่วยให้คลายความวิตกกังวล ให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างสัมผัสผู้ป่วย จัดท่านอนศีรษะต่ำ (Trendelenburg) 15 องศา ในกรณีที่จะใส่สวนทาง หลอดเลือดดำ internal jugular เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิด air embolism โดยหันหน้าผู้ป่วยไปทิศ ทางตรงข้ามกับด้านที่ใส่สายประมาณ 45 องศา ถ้าหันมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดถูกกดได้ ส่วนกรณีที่จะ ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ subclavian ผู้ป่วยจะหันหน้าหรือไม่ก็ได้ ด้านที่ใส่สายสวนให้แขนผู้ป่วย แนบลำตัวหรือกางได้เล็กน้อย (Apibunyopas et.al., 2014) จนสิ้นสุดการทำหัตถการ 2) ประเมินและบันทึกระดับความรู้สึกตัวสัญญาณชีพ ได้แก่ ความดันโลหิต ชีพจร อัตราการเต้นหัวใจ ค่าความอิ่มของออกซิเจน และติดตาม ECG 3) พยาบาลพูดคุยตกลงกับแพทย์เลือกตำแหน่งที่เหมาะสม (แนะนำให้ใช้ตำแหน่ง Subclavian vein แทนตำแหน่ง Jugular vein หรือ Femoral vein เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ) จากนั้นดูแลเช็ดทำความ สะอาดบริเวณตำแหน่งที่แพทย์จะทำหัตถการด้วย ผ้าก๊อชชุบ 2%chlohexidine in 70% alcohol 4) แพทย์จะเริ่มทำความสะอาดบริเวณตำแหน่งที่ทำหัตถการอีกครั้งด้วย ผ้าก๊อชชุบ 2% chlohexidine in 70% alcohol โดยวนเป็นวงกลมออกจากศูนย์กลางรัศมี 10-15 เซนติเมตร เป็นเวลา 30 วินาทีและควรรอให้น้ำยาทำลายเชื้อแห้งก่อนที่จะใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง จากนั้นคลุมผ้า (drape) ให้ คลุมตั้งแต่ศีรษะจนปลายเท้าผู้ป่วย เหลือช่องเปิดสำหรับทำหัตถการ (maximal barrier precautions) แพทย์ผู้ ใส่ล้างมือ สวมอุปกรณ์ผ้าปิดปากและจมูกเสื้อกาวน์และถุงมือปราศจากเชื้อ


5) ขณะทำหัตถการแพทย์จะฉีดยาชาบริเวณตำแหน่งที่ทำหัตถการด้วย Lidocaine without adrenaline เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวด พยาบาลควรบอกผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยทราบว่าจะมีการฉีดยาชา ให้ ผู้ป่วยนอนในท่านั้นคงเดิมหากผู้ป่วยรู้สึกไม่สุขสบาย หรือรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย ให้ผู้ป่วยพูดออกเสียงได้ 6) ในขณะที่แพทย์ทำการสอดใส่สาย central venous catheter พยาบาลจะต้องติดตาม ECG สังเกตอาการผู้ป่วยตลอดเวลา 7) หลังจากที่แพทย์เย็บปีกของสายติดกับผิวหนังเรียบร้อยแล้วนั้น จะเช็ดบริเวณตำแหน่งที่ทำ หัตถการด้วยผ้าก๊อชชุบ 2% chlohexidine in 70% alcohol จากนั้น ปิดด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อบริเวณที่ใส่ สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ (immediate complication) อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่าง สอดใส่สาย มีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บของหลอดเลือดและหัวใจดังนี้ 1. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) จากการแทง guide wire เข้าไปใน right atrium ซึ่งอาจ ทะลุที่ right ventricle ทำให้เกิดภาวะบีบรัดหัวใจ (cardiac tamponade) 2. หลอดเลือดดำฉีกขาด (venous laceration) จาก guide wire ครูดผนังหลอดเลือดขณะใส่สาย ทำให้ เกิดภาวะเลือดออกในช่องเยื่อหุ้มปอด (hemothorax) หรือภาวะเลือดออกในช่องอก (hemomediastinum) ใน ผู้ป่วยที่รับประทานยา anticoagulants หรือยา antiplatelet ซึ่งมีโอกาสเลือดออกง่ายกว่าคนปกติทำให้เกิด อันตรายมากขึ้น บางรายแพทย์ใช้ fluoroscopy ช่วยให้เห็นตำแหน่งของ guide wire ขณะสอดใส่สามารถ ป้องกันหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บได้ 3. เกิดภาวะลมในช่องเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) และภาวะฟองอากาศในหลอดเลือดดำ (air embolism) จากการแทงไปโดนปอดในตำแหน่ง subclavian แต่พบได้น้อยมาก นอกจากนี้การใช้สายสวนที่มี ขนาดใหญ่และการพยายามแทงในตำแหน่งเดิมหลายๆ ครั้งมีโอกาสเสี่ยงเกิด pneumothorax ได้เช่นกัน การพยาบาลผู้ป่วยหลังใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ 1. ประเมินและบันทึกระดับความรู้สึกตัวสัญญาณชีพ ได้แก่ ความดันโลหิต ชีพจร อัตราการเต้นหัวใจ ค่า ความอิ่มของออกซิเจน 2. หากต้องการวัดค่าความดันในหลอดเลือดดำผ่านทาง monitor ควร zero/calibration transducer อยู่ในระดับ mid-axillary ทุกครั้งที่รูปแบบของ waveform เปลี่ยนแปลงจากเดิม 3. เฝ้าระวังและดูแลไม่ให้มีฟองอากาศ (air) หรือลิ่มเลือด (clot) ในสายตรวจสอบข้อต่อให้แน่น ดูแล pressure bag ให้คงความดัน 300 มม.ปรอท 4. ดูแลสายสวนทางหลอดเลือดดำ ไม่ให้หักพับงอ 5. ยืนยันตำแหน่งของปลายสายสวนด้วยฟิล์มเอกซเรย์ (chest x-ray) ตามดุลยพินิจของแพทย์


ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายหลังการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (delayed complications) อาจเกิดขึ้นได้ดังนี้ 1. การเลื่อนหลุดของสายสวน มักเกิดจากการดึงโดยไม่ตั้งใจจากการเคลื่อนย้าย หรือจากการดึงขณะทำ แผล การพยาบาล ระมัดระวังสายขณะทำแผล และตรวจสอบ sterile transparent dressing หรือผ้าปิดแผล ติดกับผิวหนังให้แน่น ถ้าสายหลุดออกจากตำแหน่งเดิม ให้ใช้ก๊อซปราศจากเชื้อกดบริเวณ insertion site จนกว่า เลือดจะหยุด ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้ายในท่าศีรษะต่ำ (Trendelenburg position) เพื่อป้องกันไม่ให้ ฟองอากาศเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปสู่ปอด (pulmonary artery) 2. การอุดตันสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central vein thrombosis) อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น มี fibrin sheath มาเกาะสาย การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสาย (lumen) สายสวนหลอดเลือดไม่อยู่ใน ตำแหน่งหลอดเลือดดำใหญ่ การตกตะกอนของสารอาหาร ยาหรือสารละลายที่ไม่เข้ากัน และจากแบคทีเรีย สร้าง biofilm ขึ้นมาขัดขวางทางไหลในสาย (Wolf et.al., 2015) ซึ่งหากมีการอุดตันบางส่วนทำให้สารละลาย สามารถไหลได้บ้าง แต่จะไม่สามารถดูดเลือดได้ การพยาบาล ควรตรวจสอบตำแหน่งสายและทดสอบสายก่อนใช้งานทุกครั้ง การให้ยาหรือสารละลาย ต่างชนิดควรใช้ NSS flush คั่นก่อน ควรแยกสายสำหรับให้สารอาหารหรือตรวจสอบชนิดยาที่อาจตกตะกอน หากให้ร่วมกันในสาย ภายหลังใช้งานแล้วใช้ push-pause technique โดยใช้ 0.9NSS 10 ซีซี ดันทีละ 1 ซีซีต่อ 0.5 วินาที หยุด 0.4 วินาทีจนครบ 10 ซีซี (Boord, 2019) กรณีให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด และ สารอาหารให้ใช้ 0.9NSS 20 ซีซีแทน และใช้ positive pressure technique โดยดันลูกสูบ (plunger) ที่มี 0.9NSS เหลือใน syringe 0.5 ซีซีพร้อมกับ clamp สาย เพื่อป้องกันเลือดไหลกลับเข้ามาในสาย (Goossens et.al., 2015) การ monitor hemodynamic ควรควบคุมความดันใน pressure bag 300 มม.ปรอท เพื่อป้องกัน การอุดตันในสาย แต่เมื่อพบมีการอุดตันแล้วไม่ควรดันสาย เพราะสิ่งอุดตันนั้นจะหลุดลอยเข้าสู่ระบบหลอดเลือด จะทำให้เกิดภาวะลิ่มอุดตันในหลอดเลือดที่ปอด (pulmonary embolism) 3. การติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central line associated blood stream infection; CLABSI) แบคทีเรียที่พบบ่อยเป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อได้แก่ coagulasenegative staphylococci (16.9%) Escherichia coli (11.8%) และ Enterococcus faecium (11.4%) (Yimyam et.al., 2015) โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการติดเชื้อจากการใส่สายสวนมีดังนี้ (Marschall et.al., 2014) 3.1 ผู้ป่วยในหออภิบาลมีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงกว่าหอผู้ป่วยทั่วไป เนื่องจากมีความถี่ ในการใส่สายสวนมากกว่าและมีการทำหัตถการเกี่ยวกับสายสวนเช่น การใช้ transducer ในการติดตาม CVP 3.2 ผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน


3.3 ผู้ป่วยที่ได้รับการคาสายสวนเป็นเวลานาน 3.4 Mutiple ports/ hubs จำนวนข้อต่อที่มีมาก 3.5 มี colonization bacteria ที่บริเวณแผลสายสวน (catheter exit site) และบริเวณรอยต่อ (catheter hub) 3.6 ตำแหน่งที่ใส่สายสวนได้แก่ femoral และ internal jugular 3.7 เม็ดเลือดขาวต่ำหรือภูมิคุ้มกันต่ำ 3.8 ได้รับสารอาหารชนิด total parenteral nutrition (TPN) 3.9 จำนวนพยาบาลน้อยกว่าจำนวนผู้ป่วยที่ต้องดูแล 3.10 มีการปนเปื้อนระหว่างการใส่สาย การทำแผลสายสวนหลอดเลือด รวมทั้งสารน้ำที่ให้มี การปนเปื้อนของเชื้อโรค การพยาบาล การพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลอดเลือดดำส่วนกลาง มีดังนี้ 1. การพิจารณาความจำเป็นในการคาสายสวนหลอดเลือดดำ และพิจารณาถอดออกเมื่อ หมดความจำเป็นเร็วที่สุด 2. ควรสังเกตอาการอักเสบบวม แดง หรือมีการรั่วของสารน้ำรอบๆ แผลสายสวน (catheter exit site) หากผู้ป่วยมีอาการกดเจ็บบริเวณที่ใส่สายสวน มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุหรือมีอาการอื่นที่อาจมีการติดเชื้อเฉพาะที่ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ควรเปิดผ้าปิดแผลเพื่อตรวจดูบริเวณที่ใส่สายสวน 3. การล้างมือ ตามขั้นตอนและเมื่อทำกิจกรรมตามหลัก 5 moments 4. ทำความสะอาดแผลด้วย 2% Chlorhexidine in 70% Alcohol และเปลี่ยน sterile transparent dressing ทุก 7 วันหรือทันทีที่ผ้าปิดแผลสกปรก เปียกชื้นหรือหลุด ส่วน gauze dressing เปลี่ยนทุก 2 วัน หรือเมื่อผ้าปิดแผลสกปรก เปียกชื้น หรือหลุด 5.ทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางทุกวัน ด้วยน้ำยาทำลายเชื้อที่มี ส่วนผสมของ chlorhexidine 6. ทำลายเชื้อบริเวณข้อต่อก่อนใช้งานข้อต่อสายสวน ตัวเชื่อมต่อเข็ม บริเวณพอร์ตที่ใช้ฉีดยา และพอร์ต แบบใช้แรงกลเสียดทาน ควรเช็ดถู (scrub) ด้วย 2% chlorhexidine in 70% alcohol หรือ 70% alcohol โดย ใช้แรงพอควรบิดหมุนไปมาอย่างน้อย 15 วินาที และรอให้แห้ง 7. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนกลางในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์จากเลือด หรือสารละลายไขมัน (ที่มีส่วนผสมของ amino acid และ glucose รวมกัน หรือแยกเป็นชนิด) ให้เปลี่ยนชุดให้ สารน้ำ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ร่วมกัน ไม่บ่อยกว่า 96 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 7 วัน 8. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์ให้เลือด ผลิตภัณฑ์จากเลือดหรือสารละลายไขมันภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเริ่มให้ 9. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์ให้ propofol ทุก 6-12 ชั่วโมงเมื่อมีการเปลี่ยนขวดยา หรือตามคำแนะนำของผู้ผลิต


10. เปลี่ยนจุกข้อต่อสายสวนหลอดเลือดดำบ่อยกว่าทุก 72 ชั่วโมงหรือบ่อยตามความเสี่ยงเพื่อลดการติด เชื้อ


ภาคผนวก


แบบรวบรวมผลลัพธ์การติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง Central Line-associated Bloodstream Infection (CLABSI) ข้อมูลผู้ป่วยรายที่___ วันที่รายงาน___/___/___ ข้อมูลทั่วไป ชื่อ-นามสกุล___________________________ อายุ____ปี HN_____________AN________________ Dx.___________________________โรคประจำตัว_________________________________________ ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางวันที่___/___/___ วันที่ถอดสายสวนหลอดเลือดดำ___/___/___ ตำแหน่ง ( ) SCV ( ) Rt ( ) Lt จำนวนรูพอร์ตของสายสวน ( ) 2 ( ) 3 ( ) 4 ( ) 5 ( ) IJV ( ) Rt ( ) Lt จำนวนรูพอร์ตของสายสวน ( ) 2 ( ) 3 ( ) 4 ( ) 5 ( ) Femoral vein ( ) Rt ( ) Lt จำนวนรูพอร์ตของสายสวน ( ) 2 ( ) 3 ( ) 4 ( ) 5 ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลตั้งแต่เริ่มนอนโรงพยาบาลที่หอผู้ป่วย______________รวมระยะเวลา____วัน ระยะเวลาการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางที่หอผู้ป่วย______________รวมระยะเวลา____วัน ข้อมูลการติดเชื้อ ( ) ไม่พบติดเชื้อ ( ) มีติดเชื้อตำแหน่งที่____________________________ วันที่___/___/___ เวลา________น. มีติดเชื้อตำแหน่งที่____________________________ วันที่___/___/___ เวลา________น. มีติดเชื้อตำแหน่งที่____________________________ วันที่___/___/___ เวลา________น. มีติดเชื้อตำแหน่งที่____________________________ วันที่___/___/___ เวลา________น. หมายเหตุ 1.มีอาการหรืออาการแสดงอย่างน้อย 1 อย่างดังกล่าวข้างต้น 2.ตรวจพบเชื้อในกระแสเลือดด้วยการเพาะเชื้อหรือวิธีการอื่น อย่างน้อย 1 ตัวอย่าง และนับเป็นเชื้อที่ ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นเชื้อก่อโรค (pathogen) หรือตรวจพบเชื้อในกระแสเลือดด้วยการเพาะเชื้อหรือวิธีการอื่น และเชื้อนั้นเป็นเชื้อประจำถิ่นหรือไม่ใช่เชื้อก่อโรค อย่างน้อย 2 ตัวอย่าง จากการเจาะเลือดต่างตำแหน่ง หรือต่าง เวลาในวันเดียวกัน หรือ 2 วันต่อเนื่องกัน 3.ไม่มีการติดเชื้อในตำแหน่งอื่นของร่างกาย โดยมีการใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางมาแล้วมากกว่า 2 วันปฏิทิน โดยวันแรกที่ใช้สายสวนหลอด เลือดดำส่วนกลางให้นับเป็นวันที่ 1 ปฏิทิน และในวันที่เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (date of event) หรือ 1 วัน ก่อนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จะต้องยังมีการใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางดังกล่าวอยู่ แบบรวบรวมผลลัพธ์ของบุคลากร


คำชี้แจง : แบบสอบถามนี้เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของท่านต่อการเข้าร่วมโครงการการป้องกันการติดเชื้อใน กระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ขอให้แสดงความคิดเห็นของท่านที่มีต่อข้อความเหล่านี้ โดยการ ทำเครื่องหมาย / ลงในช่องว่างที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดและสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในช่อง ข้อเสนอแนะซึ่งการประเมินของท่านจะไม่ส่งผลกระทบต่อท่านหรือบุคคลอื่น แบบสอบถามประกอบได้ด้วย 2 ส่วน คือ ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลความพึงพอใจ โดยระดับความคิดเห็นของ ท่านมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ เห็นด้วยมาก หมายถึง ท่านเห็นว่าข้อความที่ให้มาตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นส่วนใหญ่ เห็นด้านปานกลางหมายถึง ท่านเห็นว่าข้อความที่ให้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เห็นด้วยน้อย หมายถึง ท่านเห็นว่าข้อความที่ให้มาตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นส่วนน้อย ข้อมูลส่วนบุคคล ตำแหน่ง ( ) แพทย์ ( ) พยาบาล ( ) อื่นๆ ระบุ _____________ เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง อายุ_____ปี ท่านมีอายุการทำงาน ( ) น้อยกว่า 5 ปี ( ) 5 – 10 ปี ( ) 10 – 20 ปี ( ) มากกว่า 20 ปี ท่านจบการศึกษาระดับ ( ) ปริญญาตรี ( ) ปริญญาโท ( ) ปริญญาเอก ท่านเคยได้รับการศึกษาเฉพาะทาง ( ) ไม่เคย ( ) เคย ระบุ________________ ท่านมีประสบการณ์การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก ( ) ไม่มี ( ) มี ข้อความ ระดับความพึงพอใจ น้อย ปาน กลาง มาก 1. แนวปฏิบัติ มีความสะดวกในการนำไปใช้ 2. แนวปฏิบัติ มีความชัดเจน 3. การใช้แนวปฏิบัติจะช่วยลดอัตราการเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางได้ ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................ อ้างอิงจาก แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความเหนื่อยล้าในผู้สูงอายุที่เป็นโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หอผู้ป่วยรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่


แบบรวบรวมการเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ชื่อ-นามสกุล................................................................ อายุ...........ปี HN……………………………… AN… คำชี้แจง: โปรดใส่เครื่องหมาย ✓ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวต่อไปนี้ เดือน.................................ปี....................... ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด อาการและอาการแสดงของภาวะติดเชื้อ 1. หนาวสั่น 2. BT > 38 ˚ C 3. BP < 90/60 mmHg. MAP < 65 mmHg. เดือน..................................ปี...................... ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด อาการและอาการแสดงของภาวะติดเชื้อ 1. หนาวสั่น 2. BT > 38 ˚ C 3. BP < 90/60 mmHg. MAP < 65 mmHg. หมายเหตุ 1.มีอาการหรืออาการแสดงอย่างน้อย 1 อย่างดังกล่าวข้างต้น 2.ตรวจพบเชื้อในกระแสเลือดด้วยการเพาะเชื้อหรือวิธีการอื่น อย่างน้อย 1 ตัว เลือดด้วยการเพาะเชื้อหรือวิธีการอื่น และเชื้อนั้นเป็นเชื้อประจำถิ่นหรือไม่ใช่เชื้อก่อโรค อย ต่อเนื่องกัน 3.ไม่มีการติดเชื้อในตำแหน่งอื่นของร่างกายโดยมีการใช้สายสวนหลอดเลือดดำ วันที่ 1 ปฏิทิน และในวันที่เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (date of event) หรือ 1 วันก่อน


……………………………………….. Dx………………………………………………… ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ ด ช บ อย่าง และนับเป็นเชื้อที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นเชื้อก่อโรค (pathogen) หรือตรวจพบเชื้อในกระแส ย่างน้อย 2 ตัวอย่าง จากการเจาะเลือดต่างตำแหน่ง หรือต่างเวลาในวันเดียวกัน หรือ 2 วัน ำส่วนกลางมาแล้วมากกว่า 2 วันปฏิทิน โดยวันแรกที่ใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางให้นับเป็น นเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จะต้องยังมีการใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางดังกล่าวอยู่


Click to View FlipBook Version