ตำนาน อั
ลายลักษณ์อักษร ก
ษ
ร
นางสาว ชัญญานุช จันทร์อำพร เลขที่ ๙ ม.๔/๓
นางสาว ศศลักษณ์ สุคนธมณี เลขที่ ๒๖
คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่อง ตำนานลาย
ลักษณ์อักษร และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน
ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือ
นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อ
ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
สารบัญ
เรื่อง หน้าที่
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตำนาน 1
จารึก 3
พงศาวดาร 5
บันทึกของชาวต่างชาติ
จดหมายเหตุ 7
เอกสารทางราชการ 9
อักษรจีน 11
อักษรเกาหลี 12
อักษรญี่ปุ่น 13
14
1
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
1.ตำนาน
เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาด้วยวาจา ต่อมาภายหลังจึงมีการจด
บันทึกและพิมพ์เผยแพร่ ดังนั้นเรื่องที่อยู่ในตำนานจึงอาจถูก
เปลี่ยนแปลง ความไม่แม่นยำในการจดจำการแต่งเติมเรื่อง เรื่องที่
ปรากฏในตำนานมักจะกล่าวถึงเรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องราวของ
บุคคล เรื่องราวของปูชะนีสถาน เช่น ตำนานมูลศาสนา ตำนานอุรัง
พระธาตุ เป็นต้น ตำนานจึงสะท้อนให้เห็นความเชื่อ ความศรัทธา
ดังนั้นตำนานจึงมีประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็ต้องใช้
ด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบกับหลักฐานอื่นๆด้วย เช่น หลัก
ฐานทางโบราณคดี เป็นต้น
2
ตำนานอุรังพระธาตุ
ตำนานมูลศาสนา
3
2.จารึก
ทำขึ้นเพื่อใช้อธิบายเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยมีจุด
มุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง จารึกของไทยปรากฏในหลาย ลักษณะ เช่น
จารึกบนแท่นศิลา หรือ ศิลาจารึก จารึกลงแผ่นทอง เรียกว่า จาลึก
ลานทอง จารึกลงแผ่นเงิน เรียกว่า จารึกลานเงิน จารึกหรือจานบนใบ
ลาน เรียกว่า หนังสือใบลาน จารึกเป็นหลักการทางหวัดดีสสไทยที่มี
ความสำคัญมาก โดยเฉพาะในสมัยสุโขทัย จารึกที่ค้นพบใน
ประเทศไทย มีประมาณ 500 ชิ้น เพื่อนเอกสารชั้นต้นที่คัดลอก แก้ไข
ซึ่งมีประโยชน์ในการสร้างกรอบกำหนดเหตุการณ์ตามวันเวลาสามารถ
ให้ข้อมูลทางด้านสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างดี และช่วยให้ศึกษา
วัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
4
ตำนานมูลศาสนา
จาลึกลานทอง
5
3.พงศาวดาร
เป็นการบันทึกเรื่องราวในอดีตภายใต้การอุปถัมภ์ของราชสำนัก
เนื้อหาในพงศาวดาร จาเน้นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอาณาจักรและกษัตริย์
ที่ปกครองอาณาจักรนั้นๆ พงศาวดาร ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีเนื้อหา 3
ประเภทใหญ่ๆ คือ พงษาวดารกรุงศรีอยุธยา พงษาวดารกรุง
รัตนโกสินทร์จนถึงต้นราชการที่ 5 พงษาวดารท้องถิ่นและประเทศ
เพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พงษาวดารจะไม่ให้ความสำคัญเกี่ยว
กับสามัญชนทั่วไปและบางเรื่องยังเกี่ยวกับเรื่องไม่ปกติ แต่ก็ เป็นหลัก
ฐานที่มีประโยชน์และทรงคุณค่ามากในการศึกษาประวัติศาสตร์ โดย
เฉพาะในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ถึงต้นรัชกาลที่ 5
6
พงษาวดารศรีอยุธยา
พงษาวดารกรุงรัตน
โกสินทร์ถรัชการที่1
7
4.บันทึกของชาวต่างชาติ
ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในดินแดนประเทศไทยสมัยต่างๆ มีทั้ง
ที่เป็น นักการทูต พ่อค้า ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม การดำรงชีวิต เป็นต้น บันทึกที่
สำคัญของชาวต่างชาติในสมัยอยุธยา เช่น พงษาวดารกรุงศรีอยุธยา
ฉบับฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต พ่อค้าชาวฮอลัดดา ที่มาประจำกรุง
ศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง จดหมายเหตุลาลูแบร์ โดย
ซิมองค์ เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศส ที่เค้ามาเจริญสัมพันธไมตี
ไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ บันทึกของ
ชาวต่างชาติมากขึ้น เช่น เล่าเรื่องกรุงสยามของสังฆราชปาลเลอกัวซ์
8
พงษาวดารกรุงศรีอยุธยา
ฉบับวัน วลิต
9
5. จดหมายเหตุ
เป็นหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ ประเภท พงศาวดาร แต่แตก
ต่างกันตรงที่จดหมายเหตุ เป็นการบันทึกร่วมสมัย บอกเกี่ยวกับวัน
เวลา ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น มีลักษณะเด่นในเรื่องการให้รายละเอียด
และความถูกต้องในเรื่องเวลา พร้อมทั้งแทรกความคิดเห็นของผู้บันทึก
ลงไปด้วย จดหมายเหตุแบ่งออกเป็นหลายประการ ได้แก่
จดหมายเหตุของหลวง จดหมายเหตุโหร จดหมายเหตุของบุคคล และ
เอกสารคำให้การของรัฐหรือฝ่ายปกครอง
10
จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ
11
6.เอกสารทางราชการ
เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการและการปกครองที่
รัฐบาล มีต่อข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เช่น รายงานการ
ตรวจสอบราชการ รายงานความคิดเห็นเพื่อกราบบังคมทูล รายงาน
การประชุม เป็นต้น ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ เอกสารทางราชการส่วน
ใหญ่ได้ชำรุดเสียหายไปมาก ประตอบรับในสมัยโบราณยังไม่มีระบบการ
จัด เก็บเอกสารราชการ จนกระทั่งได้มีการตั้งกระทรวง ทบวง กรม
ขึ้นในสมัยราชการที่ 5 จึงได้เริ่มการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ
โดยเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นแหล่งสำคัญ
12
อักษรจีน
อักษรจีน คือ อักษรภาพ ในปัจจุบันใช้สำหรับ เขียนภาษาจีน
(ฮั่นจื้อ) และ ภาษาญี่ปุ่น (คันจิ) นอกจากนี้ก็ยังใช้เขียนระบบเลขของ
ภาษาอื่นอักษรจีนเป็นระบบการเขียน ที่ใช้กันมาอย่างต่อเนื่องอันเก่า
แก่ที่สุดในโลก นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า การเขียนในจีนที่เก่าสุด
เริ่มเมื่อ 957 ปีก่อนพุทธศักราช ไม่มีหลักฐานแสดงความเกี่ยวข้องกับ
การเขียนในบริเวณอื่น ตัวอย่างการเขียน ภาษาจีน ที่เก่าสุดมีอายุราว
957 – 407 ปี ก่อนพุทธศักราช (ราชวงศ์ซาง) ซึ่งเป็นจารึกบน
กระดูกวัวและกระดองเต่า
13
อักษรเกาหลี
ฮันกึล (เกาหลี) เป็นชื่อเรียกตัวอักษรของเกาหลีที่ได้ประดิษฐ์ขึ้น
ใช้แทนตัว อักษรฮันจา ฮันจานั้นหมายถึง ตัวอักษรจีนที่ใช้ในภาษา
เกาหลี ก่อนที่จะมีการประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้แทนโดย
พระเจ้าเซจงมหาราชทรงให้เหตุผลของการประดิษฐ์ตัวอักษรใหม่
ว่า อักษรจีนนั้นเขียนยากเรียนยาก ทำให้ชาวบ้านรู้หนังสือน้อย ใน
สมัยนั้น เฉพาะชายในชนชั้นขุนนาง เท่านั้นที่มีสิทธิเรียนและเขียนตัว
อักษรฮันจาได้ การประดิษฐ์และใช้ตัวอักษรใหม่แทนตัวอักษรเดิมนี้ถูก
ต่อต้านอย่างมากจากเหล่าบัณฑิต
14
อักษรญี่ปุ่น
ก่อนพ.ศ. 900 ภาษาญี่ปุ่นไม่มีระบบการเขียนเป็นของตนเอง
หลังจากนั้นเริ่มปรับปรุงอักษรจีนมาใช้ คาดว่าผ่านมาทางเกาหลี ครั้ง
แรกภาษาญี่ปุ่นเขียนด้วยรูปแบบผสมระหว่างจีนกับญี่ปุ่น พวกเขาเริ่ม
ใช้รูปแบบอักษรจีนเขียนภาษาญี่ปุ่น ในรูปอักษรพยางค์ใบไม้หมื่นใบ
เมื่อเวลาผ่านไประบบการเขียนเป็นแบบใช้อักษรจีนเขียนคำยืมจาก
ภาษาจีน หรือคำให้ภาษาญี่ปุ่นที่มีความหมายใกล้เคียงกัน รูปแบบ
อักษรจีนยังใช้แทนการออกเสียงในการเขียนไวยากรณ์ และต่อมากลาย
เป็นอักษรแทนพยางค์ 2 ชนิดคือ ฮิระงะนะ และคะตะคะนะ
อ้างอิง
https://sites.google.com/site/teksupalak0047/p
rapheth-khxng-hlak-than-thang-prawatisastr-
thiy/hlak-than-thi-pen-lay-laksn-xaksr
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%
B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E
0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%
B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E
0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9
B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%
B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E
0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81
%E0%B8%B6%E0%B8%A5