The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชนิดของคำมี 7 ชยิด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KRU-V, 2023-08-15 18:53:29

ชนิดของคำ

ชนิดของคำมี 7 ชยิด

Keywords: ชนิดของคำ

นายว ี ระพงษ ์ ภ ่ เ ู ง ิ น โรงเรียนวัดลาดทราย ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต1 กระทรวงศึกษาธิการ


คำนาม คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สภาพธรรมชาติ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่เป็น สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม คำนามที่ควรทราบ มี 5 ประเภท ดังนี้ 1. คำนามสามัญ หรือ คำนามทั่วไป (คำนามไม่ชี้เฉพาะ) ใช้เรียกคน สัตว์หรือสิ่งของได้ไม่ จำกัดจำนวน เช่น หมู สุนัข ไก่ บ้าน หนังสือ ครู นักเรียน ฯลฯ นกกำลังบินกลับรัง คุณยายชอบรับประทานมะม่วงกับข้าวสวย กล้วยเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์ หลายประเทศในโลกมีเศรษฐกิจดีขึ้น


2. คำนามวิสามัญ (คำนามเฉพาะ) ใช้เรียกคน สัตว์หรือสิ่งของ เพียงคนเดียว ตัวเดียว หรือสิ่งเดียว เช่น ประเทศไทย วันเสาร์ น้ำตกสาลิกา ฯลฯ ครูนิภากำลังพาด.ญ.ขวัญใจไปทัศนศึกษา ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำประเทศไทย นักท่องเที่ยวชอบไปชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วันอาทิตย์เราจะไปเที่ยวสวนสนุกดรีมเวิลด์


3. ลักษณนาม คำบอกลักษณะของคน สัตว์หรือสิ่งของ คำนามชนิดนี้ส่วนมากมักอยู่ หลังคำบอกจำนวนของนามทั่วไป เช่น เล่ม ลำ ตัว ฝูง คัน ต้น ลูก ใบ ฯลฯ ท้ายสวนทุเรียนมีบ้าน 5 หลัง ผู้หญิง 2 คนนั้นหน้าตาคล้ายกันราวกับฝาแฝด 4. สมุหนาม (คำนามรวมหมู่) คำนามรวมหมู่ที่บอกลักษณะของคน สัตว์ สิ่งของที่รวมกัน อยู่เป็นหมวดเป็นหมู่ เป็นพวก เช่น หมู่ คณะ ฝูง พวก โขลง กอง บริษัท ฯลฯ ฝูงชนวิ่งกรูเข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ลานพิธีแรกนาขวัญ คณะกรรมการคณะนี้กำลังประชุมพิจารณาผลการสอบของนักเรียน


5. อาการนาม คำบอกอาการหรือลักษณะ คำนามชนิดนี้เกิดจากคำกริยากับคำนาม ที่มี คำว่า การ หรือ ความ นำหน้า แสดงอาการหรือลักษณะของคน สัตว์หรือสิ่งของ เช่น ความรัก ความดี ความรวย การเล่น การนอน การเดิน ฯลฯ การแกะสลักเป็นงานฝีมือของคนไทย หนูนาไม่มีความลับกับเพื่อนรัก มีอะไรจะบอก


คำสรรพนาม คำสรรพนาม คือ คำที่ทำหน้าที่แทนคำนาม ในการพูดหรือเขียนข้อความ ถ้าใช้คำนาม ซ้ำกันมากไปจะทำให้เกิดความซ้ำซาก ไม่สละสลวยชวนฟัง จำเป็นต้องใช้คำสรรพนามแทนบ้าง คำสรรพนามในที่นี้จะกล่าวถึง 5 ประเภท ดังนี้ 1. คำบุรุษสรรพนาม หรือ คำสรรพนามแทนบุคคล คือ คำสรรพนามใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ถูกกล่าวถึง เช่น แทนผู้พูด ได้แก่ ดิฉัน ผม อาตมา ข้าพเจ้า ฉัน แทนผู้ฟัง ได้แก่ พระองค์ โยม เธอ ท่าน แก แทนผู้ที่ถูกกล่าวถึง เขา เธอ มัน ท่าน ใคร ตัวอย่างประโยค วันนี้คุณยายไม่สอนฉันเย็บกระทง เพราะท่านไม่สบาย (ฉัน เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ท่าน เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3) 2. คำสรรพนามชี้เฉพาะ (นิยมสรรพนาม) คือ คำสรรพนามที่บอกความหมาย เฉพาะเจาะจง เช่น นี่ โน่น นั่น นู่น นี้ โน้น นู้น ตัวอย่างประโยค นั่นต้นอะไร (นั่น เป็นคำนามชี้เฉพาะเจาะจง) นนั่ตน้อะไร


3. คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (อนิยมสรรพนาม) คือ คำสรรพนามที่มีความหมายทั่ว ๆ ไป ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อะไร ไหน ผู้หนึ่งผู้ใด ใคร ตัวอย่างประโยค เขาไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเลย (เป็นคำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะว่าเป็นใคร โดย หมายถึง ทุก ๆ คน) ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้(เป็นคำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะว่าเป็นเรื่องอะไร โดยหมายถึง ทุก ๆ เรื่องที่พบเจอ) 4. คำสรรพนามถาม (ปฤจฉาสรรพนาม) คือ คำสรรพนามที่ใช้เป็นคำถามที่ต้องการ คำตอบ เช่น อะไร ไหน ใคร ตัวอย่างประโยค ใครหยิบสร้อยของแม่ไป (ใคร เป็นคำสรรพนามที่ต้องการคำตอบว่าใครเป็นคนหยิบสร้อย ของแม่ไป)


อะไรวางอยู่บนโต๊ะ (เป็นคำสรรพนามที่ต้องการคำตอบว่าอะไรวางอยู่ที่บนโต๊ะ) 5. คำสรรพนามแยกฝ่าย (วิภาคสรรพนาม) คือ คำสรรพนามที่ใช้เพื่อแยกคำนามออกเป็น ส่วน ๆ เช่น ต่าง กัน บ้าง ตัวอย่างประโยค คนไทยสมัยก่อนต่างก็ใช้ประโยชน์จากช้าง (ต่าง เป็นคำสรรพนามเพื่อแยกคำนาม คำว่า คนไทย ว่ามีคนไทยในหลาย ๆ กลุ่มที่ได้ใช้ประโยชน์จากช้าง ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ลากซุง สู้รบ) นักเรียนยกมือแสดงความคิดเห็นกัน (กัน เป็นคำสรรพนามเพื่อแยกคำนาม คำว่า นักเรียน ว่ามีนักเรียนหลายคนแสดงความคิดเห็น)


คำกริยา คำกริยา คือ คำที่บอกอาการหรือบอกสภาพของคน สัตว์ พืช สิ่งของ เครื่องใช้ เช่น ยิ้ม วิ่ง ล้ม กิน ตี เป็นคำกริยาบอกอาการ อ้วน ผอม ฉลาด โง่ เก่า ใหม่ เป็นคำกริยาบอกสภาพ คำกริยาในที่นี้จะกล่าวถึง 3 ประเภท ดังนี้ 1. คำกริยาอกรรม คือ คำที่ไม่ต้องมีกรรมตามหลังก็ได้ใจความ เช่น หัวเราะ ร้องไห้ เดิน ยืน ฯลฯ ตัวอย่างประโยค ภูเขาถล่มเมื่อวานนี้(ถล่ม เป็นคำกริยาที่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมตามหลัง ก็ทำให้ได้ใจความ ว่าภูเขาพังทลายลง) รถกระบะวิ่งลับหายไป (วิ่ง เป็นคำกริยาที่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมตามหลัง ก็ทำให้ได้ใจความ ว่ารถแล่นไปด้วยความเร็ว)


2. คำกริยาสกรรม คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมตามหลังจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ ตัวอย่างประโยค เช่น กิน เห็น เตะ สาน จับ ฯลฯ ป้าสานตะกร้า (สาน เป็นคำกริยาที่จำเป็นต้องมีกรรมตามหลังจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ว่า สานอะไร ดังนั้น ตะกร้า จึงทำหน้าที่กรรม เพื่อมารองรับคำกริยา สาน) ฉันกินข้าว (กิน เป็นคำกริยาที่จำเป็นต้องมีกรรมตามหลังจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ว่ากิน อะไร ดังนั้น ข้าว จึงทำหน้าที่กรรม เพื่อมารองรับคำกริยา กิน) อร่อย


3. คำกริยาต้องเติมเต็ม คือ กริยาที่ต้องมีคำนามหรือคำสรรพนามซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วน เติมเต็มตามหลังเสมอ เช่น คล้าย เหมือน เท่า คือ ดุจ ประหนึ่ง ราวกับ ฯลฯ ตัวอย่างประโยค เขาเหมือนฉัน (เหมือน เป็นคำกริยาที่จำเป็นต้องมีคำสรรพนามซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนเติม เต็มให้กับประโยคว่าเหมือนใคร ซึ่งก็คือ ฉัน ในประโยคนี้) ทหารเป็นรั้วของชาติ(เป็น เป็นคำกริยาที่จำเป็นต้องมีคำนามซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม ให้กับประโยคว่าเป็นอะไร ซึ่งก็คือ รั้วของชาติในประโยคนี้)


คำวิเศษณ์ คำวิเศษณ์คือ คำที่ใช้ประกอบหรือขยายคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษ เพื่อให้ได้ความชัดเจนและละเอียดมากขึ้น มักปรากฏหลังคำกริยา ถ้าคำกริยาเป็น กริยาสกรรม คำวิเศษณ์มักปรากฏหลังคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยานั้น ตัวอย่างประโยค เสาธงหน้าโรงละครสูงปรี้ด (ปรี้ด ขยายกริยา สูง) คนอ้วนกินจุ (อ้วน ขยายคำนาม คน , จุ ขยายคำกริยา กิน) น้องฉันวาดรูปเก่ง (เก่ง ขยายกริยาที่ไม่มีกรรมมารองรับ ในประโยคนี้คือคำว่า วาดรูป)


คำบุพบท คำบุพบท คือ คำที่อยู่หน้าคำนามหรือคำสรรพนาม มีความหมายเพื่อบอกตำแหน่ง หน้าที่ ความเกี่ยวข้อง ความเป็นเจ้าของ ของคำนามที่สัมพันธ์กับคำกริยาในประโยคเดียวกัน คำบุพบทมีหลายชนิด ที่ควรรู้จัก ได้แก่ 1. คำบุพบทบอกสถานที่ เช่น ที่ นอก ใน ใต้ บน ใกล้ ไกล 2. คำบุพบทบอกความเป็นเจ้าของ เช่น ของ แห่ง 3. คำบุพบทบอกความประสงค์หรือความเกี่ยวข้อง เช่น กับ แก่ แต่ ต่อ เฉพาะ สำหรับ เพื่อ โดย ตาม 4. คำบุพบทบอกเวลา เช่น ตอน เมื่อ ตั้งแต่ จนกระทั่ง ตัวอย่างประโยค เด็กๆ มีกิจกรรมตอนเย็น (บุพบทบอกเวลา) คุณพ่อซื้อต้นไม้มาปลูกในสวนหลังบ้าน (บุพบทบอกสถานที่)


คุณยายของฉันอ่านเอกสารความรู้ของโรงละครแห่งชาติ (บุพบทบอกความเป็นเจ้าของ) โอมวางแผนตั้งชมรมสืบสานทำนองกลองไทยกับเพื่อน ๆ (บอกผู้ทำกริยาร่วมกัน , เกี่ยวข้องกัน)


คำสันธาน (คำเชื่อม) คำสันธาน คือ คำที่ที่ใช้เชื่อมคำ วลีประโยค ข้อความเข้าด้วยกัน เช่น กับ และ ให้ ว่า ที่ จน ซึ่ง เพราะ แต่ หรือ ตัวอย่างประโยค พ่อกับแม่เป็นคณะกรรมการการจัดงานวันสงกรานต์(กับ เป็นคำที่ใช้เชื่อมคำว่า พ่อ แม่ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ประโยคมีความกระชับ สละสลวย) ผมชอบให้น้องกินผัก (ให้ เป็นคำเชื่อมอนุประโยค “ให้น้องกินผัก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรม ของประโยค) โครงการซึ่งพวกเราช่วยกันจัดทำขึ้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว (ซึ่ง เป็นคำเชื่อมอนุประโยค “ซึ่ง พวกเราช่วยกันจัดทำขึ้น” ทำหน้าที่ขยายนามวลี โครงการ)


คำอุทาน คำอุทาน คือ คำที่เปล่งเสียงออกมาเพื่อแสดงอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้พูด เช่น ตกใจ ดีใจ เสียใจ ท้อใจ แปลกใจ โล่งใจ สงสาร ชื่นชม คำอุทานแบ่งเป็น 2 ชนิด 1. คำอุทานบอกอาการ เป็นคำอุทานที่แสดงอารมณ์และความรู้สึกของผู้พูด ตัวอย่างประโยค ว้าย! ช่วยด้วย (แสดงความตกใจ) เฮ้อ! สอบกี่ครั้งก็ไม่ผ่าน (แสดงความท้อใจ) เอ๊ะ! ทำไมยังไม่มา (แสดงความแปลกใจ) โอ้โห! นางสงกรานต์ปีนี้สวยมาก (แสดงความชื่นชม) ไชโย! ทีมไทยเข้ารอบแล้ว (แสดงความดีใจ) 2. คำอุทานเสริมบท เป็นคำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยหรือคำเสริมบทต่าง ๆ คำอุทาน ประเภทนี้บางคำเสริมคำที่ไม่มีความหมายเพื่อยืดเสียงให้ยาวออกไป บางคำก็เพื่อเน้นคำให้กระชับ หนักแน่น เช่น เป็นลมเป็นแล้ง อาบน้ำอาบท่า ตัวอย่างประโยค พรุ่งนี้จะสอบแล้วหนังสือหนังหายังไม่ได้อ่านเลย (หนังสือหนังหา เป็นคำอุทานเสริมบท โดยมีใจความหลักอยู่ที่คำว่า หนังสือ ส่วนหนังหาเป็นคำเสริมที่ไม่มีความหมาย)


วัดวาอารามในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามักเป็นวัดที่เก่าแก่ (วัดวาอาราม เป็นคำอุทาน เสริมบท โดยมีใจความหลักอยู่ที่คำว่า วัด ส่วน วาอาราม เป็นคำเสริมที่ขยายใจความของคำว่า วัด ส่วนคำว่า เก่าแก่ เป็นคำอุทานเสริมบท เช่นกัน โดยมีใจความหลักอยู่ที่คำว่า เก่า ส่วน แก่ เป็นคำเสริมที่ขยายใจความของคำว่า เก่า ) สืบสานภาษาหลัก รู้รักษ์ภาษาไทย


โรงเรียนวัดลาดทราย ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต1 กระทรวงศึกษาธิการ


Click to View FlipBook Version