ใบความรู้
เร่ืองที่ 1
ทศั นศิลป์พ้นื บา้ น
ทัศนศิลป์พ้ืนบ้านเราอาจแบ่งความหมายของทัศนศิลป์พ้ืนบ้านออกเป็น 2 คา คือ คาว่าทัศนศิลป์
และคาว่าพื้นบ้าน
ทัศนศิลป์ หมายถึง ศิลปะท่ีรับรู้ได้ด้วยการมองเห็น ก่อให้เกิดความรู้สึกทางด้านจิตใจและอารมณ์
ของมนุษย์ เป็นกระบวนการถ่ายทอดผลงานทางศิลปะโดยใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์อย่างมีขั้นตอน
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ ตอบสนอง ความตอ้ งการทางดา้ นรา่ งกายจติ ใจ เช่น งานเขยี นภาพ งานป้ัน งานแกะสลัก
งานจดั สวน เปน็ ต้น
งานทศั นศิลป์ สามารถจาแนกออกได้เปน็ 4 ประเภท ดังนี้
1. จิตรกรรม หมายถึง การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะทแ่ี สดงออกด้วยการวาด ระบายสีลงบนพื้นผิววัสดุ
ที่มีความราบเรียบ เช่นกระดาษ ผ้าใบ แผ่นไม้ เป็นต้น เพื่อให้เกิดเร่ืองราวและความงามตามความรู้สึกนึกคิด
และจินตนาการของผู้วาด เป็นงานศิลปะที่มี 2 มิติ ไม่มีความลึกหรือนูนหนา แต่สามารถเขียนลวงตาให้เห็นว่า
มคี วามลึกหรือนนู ได้
2. ประติมากรรม หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการป้ัน การแกะสลัก
การหล่อ การเชื่อม และการจัดองค์ประกอบความงามอ่ืนลงบนส่ือต่าง ๆ เพื่อให้เกิดรูปทรง 3 มิติ มีความลึก
หรือนูน หนา งานประติมากรรม แบ่งเป็น 3 ประเภทตามมิติของความลึก ได้แก่ ประติมากรรมนูนต่า
ประติมากรรมนนู สูง และประตมิ ากรรมลอยตวั
3. สถาปัตยกรรม หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะท่ีแสดงออกด้วยการก่อสร้างอาคารหรือ
สิ่งก่อสร้าง รวมถึงสิ่งแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องท้ังภายในและภายนอกส่ิงปลูกสร้างนั้นที่มาจากการออกแบบ
ของมนษุ ย์ ด้วยศาสตร์ทางด้านศิลปะ การจัดวางที่วาง ทัศนศิลป์ และวิศวกรรมก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ใช้สอย
และประดบั ตกแตง่
4. ภาพพิมพ์ หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยวิธีการพิมพ์ ด้วยการถ่ายทอด
รปู แบบจากแม่พิมพอ์ อกมาเป็นผลงานท่มี ีลักษณะเหมือนกันกับแม่พมิ พ์ ซงึ่ เปน็ งานท่ีพัฒนาต่อเน่ืองมาจากการ
วาดภาพ ซ่ึงการวาดภาพไม่สามารถสร้างผลงาน 2 ช้ิน ที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการได้คาว่า “พ้ืนบ้าน”
บางครั้งเรียกว่า พื้น ซึ่งหมายถึงกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งอันมีเอกลักษณ์ของตน เช่น การดารงชีพ ภาษาพูด
ศาสนา ที่เปน็ ประเพณรี ว่ มกนั ดังนน้ั “ทัศนศลิ ป์พน้ื บ้าน” หมายถึง ผลงานทางศิลปะที่มีความงาม ความเรียบ
ง่ายจากฝีมือชาวบา้ นท่ัว ๆ ไป สร้างสรรค์ผลงานอันมีคณุ ค่าทางดา้ นความงาม และประโยชน์ใช้สอยตามสภาพ
ของทอ้ งถิ่น
ใบความรู้
เรอ่ื งที่ 2
ทัศน์ศิลป์เป็นศิลปะที่มีท่ีมา และต้องรับรู้จากการมองเห็นเป็นศิลปะท่ีอาศัยพ้ืนท่ีในการสร้างสรรค์
ผลงาน “องค์ประกอบทางทัศนศลิ ป์” ประกอบด้วย องคป์ ระกอบสาคญั ทีเ่ ป็นพื้นฐาน 7 ประการคือ
1. จุด หมายถึง สิ่งท่ีปรากฏบนพื้นระนาบท่ีมีขนาดเล็กที่สุด ไม่มีความกว้าง ความยาวความสูง ความ
หนา หรือความลึก จุดสามารถแสดงตาแหน่งได้ เม่ือมีบริเวณว่างรองรับ เป็นส่วนเร่ิมต้นในการสร้างสรรค์งาน
ทัศนศิลป์ เป็นต้นกาเนิดของเส้น รูปร่าง รูปทรง และพื้นผิวสามารถพบเห็นจุดได้โดยท่ัวไปในธรรมชาติ เช่น
ดวงดาวบนท้องฟา้ บนสว่ นต่าง ๆ ของผวิ พืชและสตั ว์ เป็นตน้
2. เส้น หมายถึง จุดหลาย ๆ จุดเรียงติดต่อกัน เป็นพ้ืนฐานของโครงสร้างทุกส่ิงในจักรวาล เส้นแสดง
ความรู้สึกได้ด้วยตัวของมันเอง และด้วยการสร้างเป็นรูปทรงต่าง ๆ ขึ้น เส้นที่เป็นพ้ืนฐานได้แก่ เส้นตรง และ
เส้นโค้ง สามารถนามาสร้างให้เกดิ เป็นเสน้ ใหม่
3. รปู ร่าง หมายถงึ การนาเส้นมาประกอบกนั ให้เกดิ ความกวา้ งและความยาวมีลักษณะ 2 มิติ
4. รปู ทรง หมายถงึ การนาเส้นมาประกอบกันให้เกิดความกวา้ ง ความยาว ความหนา
หรือความลกึ มีลกั ษณะ 3 มติ ิ มมี วลและปริมาตรท่ีชัดเจน
5. พน้ื ผวิ หมายถงึ ลกั ษณะภายนอกของวตั ถุทเี่ รามองเห็นและสัมผัสได้ ภาพท่ีมีลักษณะพ้ืนผิวต่างกัน
จะใหค้ วามรู้สกึ ทแ่ี ตกตา่ งกนั เชน่ หยาบ ละเอียด มันวาว ดา้ น ขรขุ ระเปน็ ต้น
6. แสงและเงา ประกอบด้วย แสงที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ ได้แก่ แสงจากดวงอาทิตย์ แสงจันทร์
และแสงทม่ี นุษยป์ ระดิษฐข์ ้นึ ได้แก่ แสงจากไฟฟ้า เเสงจากเทียนไข เป็นต้นส่วนเงา ประกอบด้วย เงาที่เกิดข้ึน
ภายในตวั วตั ถุ และเงาของวัตถทุ ่ีเกดิ บนพืน้ หรือพาดบนวตั ถุอ่ืนทร่ี องรบั
7. สี หมายถึง ปรากฏการณ์ของแสงที่ส่งกระทบวัตถุ สะท้อนเข้าสู่ตามนุษย์ มีผลต่อความรู้สึก นึกคิด
ของมนุษย์
ใบความรู้
เร่อื งท่ี 3
รปู แบบและวิวัฒนาการของทัศนศลิ ปพ์ ้ืนบ้าน
ศลิ ปะพนื้ บ้าน หมายถงึ ศิลปะทมี่ ีความงาม ความเรียบง่าย จากฝีมือของชาวบ้านสร้างสรรค์ผลงานที่
มีคุณค่าทางด้านความงาม และประโยชน์ใช้สอย ตามความต้องการและสภาพของท้องถ่ินน้ัน ๆศาสตราจารย์
ศิลป์ พีระศรี ได้กล่าวว่า “ทัศนศิลป์พื้นบ้านหมายถึง ศิลปะชาวบ้าน คือการร้องราทาเพลง กิจกรรมการวาด
เขียนและอ่ืน ๆ ซึ่งกาเนิดมาจากชีวิตจิตใจของประชาชนศิลปะชาวบ้านส่วนใหญ่จะเกิดควบคู่กับการดาเนิน
ชีวิตของชาวบ้าน ภายใต้อิทธิพลของความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ และความจาเป็นของ
สภาพท้องถ่นิ เพื่อใช้สอยในชีวิตประจาวนั ”
สว่ นประกอบของทัศนศลิ ปพ์ น้ื บ้าน ทัศนศลิ ปพ์ ืน้ บ้าน จะประกอบดว้ ยสงิ่ ตอ่ ไปนี้
1. เป็นผลงานของชา่ งนริ นาม ทาขน้ึ เพอ่ื ใช้สอยในชีวิตประจาวัน ความงามที่ปรากฏมิได้เกิดจากความ
ประสงค์ส่วนตัวของช่างเพื่อแสดงออกทางศิลปะ แต่มาจากความพยายามหรือความชานาญของช่างที่ฝึกฝน
และผลิตต่อมาหลายช่ัวอายุคน
2. เปน็ ผลงานทมี่ รี ูปแบบทีเ่ รียบงา่ ย มีความงามอันเกดิ จากวัสดจุ ากธรรมชาติ และผ่านการใช้สอยจาก
อดตี จนถงึ ปจั จบุ ัน
3. แสดงลักษณะพเิ ศษเฉพาะถน่ิ หรือเอกลักษณข์ องถ่ินกาเนดิ
4. เป็นผลงานท่ที าขนึ้ ดว้ ยฝมี อื เป็นส่วนมาก
5. ผลิตข้นึ ตามความจาเป็น จาหนา่ ยในราคาไมแ่ พง
สาเหตุการกาเนิดศลิ ปะพน้ื บา้ น สรปุ ได้ดงั นี้
1. เกิดจากความจาเปน็ ในการดารงชวี ติ เพื่อตอบสนองความต้องการในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
การทาเครื่องป้ันดินเผา เพื่อใช้เป็นภาชนะหุงต้ม เก็บกักน้า การทอผ้าเพ่ือใช้ปกปิดร่างกาย หรือการทา
เครือ่ งมอื เครื่องใช้ เพ่อื ใชใ้ นการประกอบอาชีพ
2. เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ท่ีแตกต่างกันออกไปตามสภาพของพื้นที่เช่น การปลูก
สรา้ งท่ีอย่อู าศยั บ้านทอ่ี ยใู่ กล้แม่น้าจะมใี ตถ้ นุ สูง เพือ่ ป้องกนั นา้ ท่วมตวั บา้ นเป็นต้น
3. เกิดจากความเช่ือ วัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละท้องถ่ิน เช่น การทาตุงหรือธงของภาคเหนือ เพื่อ
ถวายเป็นพุทธบูชาหรือสร้างอุทิศแก่ผู้ตาย โดยเชื่อว่าตุงมีลักษณะเป็นผืนยาวเมื่อสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชาหรือ
อทุ ิศให้ผตู้ ายแล้ว ผตู้ ายจะสามารถเกาะชายตงุ ขน้ึ สวรรคไ์ ด้
ประเภทของศิลปะพ้ืนบา้ น
1. จิตรกรรม คืองานเขียนภาพระบายสี ภาพลายเส้น ส่วนมากเป็นเร่ืองเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ไดแ้ กภ่ าพจติ รกรรมฝาผนงั การเขยี นภาพลงในสมดุ ขอ่ ย ตลอดจนการเขียนลวดลายลงบนภาชนะเครื่องใช้
2. ประติมากรรม คอื การปน้ั การแกะสลัก หล่อรูปและลวดลายต่าง ๆ เพอ่ื ประดับอาคาร
ไดแ้ กพ่ ระพุทธรปู ตุ๊กตา โอง่ ชาม ฯลฯ
3. สถาปัตยกรรม คืองานก่อสร้างอาคารทางพระพุทธศาสนา โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ศาลาการเปรียญ
และการก่อสร้างทอี่ ยู่อาศัย
4. ดนตรี นาฏศิลป์ คือการขบั ร้อง การบรรเลงดนตรปี ระเภทตา่ ง ๆ การรา่ ยรา ระบา ฟอ้ น
5. วรรณกรรม คอื การประพันธโ์ คลง ฉันท์ กาพย์ กลอน บทประพันธท์ ง้ั รอ้ ยแกว้ รอ้ ยกรอง
6. ศลิ ปหตั ถกรรม คอื งานท่ีใชใ้ นชีวติ ประจาวนั การประกอบอาชีพ เครอื่ งมอื เคร่อื งใช้ใน
ครวั เรือน
ใบความรู้
เร่อื งท่ี 4
รูปแบบและความงามของทัศนศิลปพ์ ืน้ บ้าน
ทัศนศิลป์พื้นบ้านกับความงามตามธรรมชาติทัศนศิลป์พื้นบ้าน เป็นรูปแบบศิลปะชนิดเดียว
ทม่ี กี ารเปลี่ยนแปลงรูปแบบน้อยและคงรูปแบบเดิมได้นานท่ีสุด จากเอกลักษณ์อันมีคุณค่าน้ีเองทาให้ทัศนศิลป์
พื้นบ้านมีคุณค่าเพ่ิมข้ึนไปเร่ือย ๆ ไม่ว่าเป็นคุณค่าด้านเรื่องราว หรือการแสดงออก เพราะทัศนศิลป์พื้นบ้าน
เป็นตัวบง่ บอกความเป็นมาของมนุษยชาติท่ีสร้างทัศนศิลป์พ้ืนบ้านน้ัน ๆ ขึ้นมางานทัศนศิลป์พ้ืนบ้านส่วนใหญ่
มักจะออกแบบมาในรูปของการเลียนแบบหรือทาให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ท้ังนี้เพ่ือประโยชน์ของการใช้สอย
ความสวยงาม และ/หรือเพื่ออุดมคติซึ่งทาให้ทัศนศิลป์พ้ืนบ้านมีจุดเด่นที่น่าประทับใจ ตัวอย่างเช่น
การออกแบบอุปกรณ์จับปลาที่มีการออกแบบให้กลมกลืนกับลักษณะกระแสน้า สะดวกในการเคล่ือนย้ายเรา
อาจวิเคราะห์ วิจารณ์ ถงึ ความสวยงาม ของทศั นศิลป์พน้ื บ้านโดยมีแนวทางในการวเิ คราะห์วจิ ารณ์ ดังน้ี
1. ด้านความงาม เปน็ การวิเคราะห์และประเมนิ คณุ ค่าในด้านทักษะฝมี ือการจดั องค์ประกอบศลิ ป์
2. ดา้ นสาระ เปน็ การวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของสาเหตุ หรือวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์งาน
ศลิ ปะ
3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านอารมณ์ความรู้สึกและการส่ือ
ความหมาย
คาวิจารณ์
งานทศั นศิลป์ประเภท จิตกรรม ภาพเขยี นระบายสี
1. ด้านความงาม ภาพน้ี ผู้เขียนมฝี ีมอื และความชานาญในการจดั ภาพสงู จดุ สนใจอยทู่ บ่ี ้าน
หลงั ใหญ่ มีเรือนหลงั เลก็ กวา่ เป็นตัวเสรมิ ใหภ้ าพมเี ร่ืองราวมากข้นึ สว่ นใหญใ่ นภาพจะใชเ้ ส้น
ในแนวนอนทาให้ดสู งบเงยี บแบบชนบท
2. ดา้ นสาระ เปน็ ภาพที่แสดงให้เห็นวิถชี ีวติ ทอ่ี ย่ใู กล้ชดิ ธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่นอ้ ยเปน็ ฉาก
ประกอบทั้งหน้าและหลงั มสี ายนา้ ทใ่ี ห้ความร้สู กึ เย็นสบาย
3. ดา้ นอารมณแ์ ละความรสู้ ึก เปน็ ภาพท่ีใหค้ วามรสู้ ึกผอ่ นคลาย สีโทนเขยี วของต้นไมท้ าให้
รูส้ ึกสดช่ืน เกดิ ความร้สู ึกสงบสบายใจแก่ผ้ชู มเป็นอยา่ งดี
ใบความรู้
เรื่องท่ี 5
ทัศนศลิ ปพ์ ้นื บา้ นกบั การแต่งกาย
ความหมายของเครอื่ งแตง่ กาย
คาวา่ เครื่องแตง่ กาย หมายถงึ สง่ิ ที่มนุษยน์ ามาใช้เป็นเคร่ืองห่อหุ้มร่างกาย ซ่ึงสะท้อนให้เห็นถึงสภาพ
ของการดารงชวี ิตของมนุษยใ์ นยคุ สมยั นัน้ ๆ
ประวตั ิของเครือ่ งแต่งกาย
ในยคุ กอ่ นประวัติศาสตร์ มนุษย์ใช้เคร่ืองห่อหุ้มร่างกายจากส่ิงท่ีได้มาจากธรรมชาติเช่น ใบไม้ ใบหญ้า
หนังสัตว์ ขนนก ดิน สีต่าง ๆ ฯลฯ มนุษย์บางเผ่าพันธุ์รู้จักการใช้สีที่ทามาจากต้นพืช โดยนามาเขียนหรือสัก
ตามร่างกายเพ่ือใช้เป็นเคร่ืองตกแต่งแทนการใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกาย ต่อมามนุษย์มีการเรียนรู้ ถึงวิธีท่ีจะ
ดดั แปลงการใช้เครอื่ งหอ่ ห้มุ ร่างกายจากธรรมชาติให้มคี วามเหมาะสมและสะดวกต่อการแต่งกาย เช่น มีการผูก
มัด สาน ถกั ทอ ฯลฯ และมีการวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงการรู้จักใช้วิธีตัดและเย็บ จนในที่สุดได้กลายมาเป็น
เทคโนโลยีจนกระทั่งถงึ ปัจจบุ ันน้ี
ศลิ ปะกบั การแต่งกาย
ความรเู้ ก่ยี วกบั ศลิ ปะในการแต่งกายจะช่วยให้สามารถแต่งกายได้ดี เป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดี
ขนึ้ เช่น หลกั การใช้ความรูเ้ ร่ืองเส้น ประกอบการเลอื กเคร่อื งแต่งกาย
- การเลอื กใส่เสอ้ื ผ้าที่มีลายเสน้ ตามขวาง จะช่วยให้คนทมี่ ีรปู ร่างผอมดูอ้วนขนึ้
- การเลือกใส่เสอ้ื ผ้าที่มีลายเสน้ ในแนวตงั้ จะชว่ ยให้คนท่มี ีรูปรา่ งอ้วนดผู อมลง
หรือ เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน สีสว่าง จะช่วยให้ผู้สวมใส่ดูมีร่างกายขนาดใหญ่ขึ้น ดูสดใส ส่วนเส้ือผ้าที่มีสีเข้ม มืด จะ
ทาใหร้ ่างกายดมู ีขนาดเล็กลง ดสู ขุ ุม ลึกลบั เป็นตน้ มนษุ ยเ์ รามพี ืน้ ฐานในการรักความสวยงามอยู่ในจิตสานึกอยู่
ทุก ดังน้ันมนุษย์จึงมีความพยายามสรรหาสิ่งของมาประดับและตกแต่งร่างกายตน โดยมีจุดประสงค์ท่ีจะเสริม
ความสวยงาม เพิ่มฐานะการยอมรับในสังคม หรือเป็นการเรียกร้องความสนใจของเพศตรงข้ามเครื่องประดับ
เหล่านี้หลายชนิดจัดอยู่ในงานทัศนศิลป์พ้ืนบ้านชนิดหน่ึง ซ่ึงอาจแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ตามวัสดุที่ใช้ ได้ 3
ประเภทใหญ่ ๆ คอื
1. เครือ่ งประดบั ท่ีทาจากอโลหะ ไดแ้ ก่ เครอื่ งประดับท่ีใชว้ ัสดหุ ลักท่ีไม่ใช่โลหะเช่นวัสดุดินเผา ไม้ ผ้า
หินสีต่าง ๆ ใยพืช หนังสัตว์ อัญมณี แก้ว พลาสติก ฯลฯ เครื่องประดับเหล่าน้ีอาจทาจากวัสดุชนิดเดียวหรือ
นามาผสมกันก็ได้ นอกจากนั้นยงั สามารถนามาผสมกับวสั ดุประเภทโลหะได้อกี ดว้ ย
2. เคร่ืองประดับท่ีทาจากโลหะ ได้แก่ เครื่องประดับที่ทาจากสินแร่โลหะ เช่น ทองคาเงิน ทองแดง
ทองเหลือง ฯลฯ ซึ่งบางคร้ังได้นาแร่โลหะมากกว่า 1 ชนิดมาผสมกัน เช่น นากซ่ึงเป็นการผสมกันระหว่าง
ทองคากับทองแดง สัมฤทธ์ิ หรือ สาริด เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุก สัมฤทธิ์บางชนิดอาจมี
ส่วนผสมของสงั กะสี หรือตะกวั่ ปนอยดู่ ว้ ย
3. เคร่ืองประดับท่ีใช้ทาให้เกิดร่องรอยบนร่างกาย ได้แก่ การนาวัตถุจากภายนอกร่างกายเข้าไปติด
บนรา่ งกาย เช่น รอยสัก หรอื การฝงั ลูกปัดหรอื เมลด็ พชื ใตผ้ ิวหนังของชาวแอฟริกาบางเผ่า เป็นต้น นอกจากนั้น
ยังมีการเขยี นสีตามบริเวณลาตัวใบหน้าเพื่อประเพณีหรือความสวยงามอีกดว้ ย
ใบความรู้
เรื่องท่ี 6
การตกแต่งท่ีอยู่อาศัย
การออกแบบตกแต่ง เป็นการออกแบบเพ่ือความเป็นอยู่ในชีวิตประจาวันโดยเฉพาะอย่างย่ิงการ
ออกแบบเพ่ือเสริมแต่งความงามให้กับอาคารบ้านเรือนและบริเวณที่อยู่อาศัยเพ่ือให้เกิดความสวยงามน่าอยู่
อาศยั การออกแบบตกแต่งในที่นีห้ มายถึงการออกแบบตกแตง่ ภายนอกและการออกแบบตกแตง่ ภายใน
หลักการตกแต่งท่อี ยอู่ าศัย
การจัดตกแตง่ ภายในบ้าน โดยการนาหลักการทางศิลปะมาผสมผสานเข้ากับการตกแต่ง แสดงออกถึง
ความงดงาม และมรี สนิยมของผู้เป็นเจา้ ของบ้าน องค์ประกอบทางศลิ ปะที่นามาใช้ในการจัดแต่งแต่งท่ีอยู่อาศัย
ไดแ้ ก่
1. ขนาดและสัดส่วน ขนาดและสัดส่วนนามาใช้ในการจัดท่ีอยู่อาศัย ได้แก่ ขนาดของห้อง จะข้ึนอยู่
กับกจิ กรรมทีท่ า ควรกาหนดขนาดของหอ้ งให้มพี น้ื ที่รองรับกิจกรรมนน้ั ๆ ให้เหมาะสม ไมเ่ ล็กจนเกินไป เพราะ
จะทาให้คับแคบและไมส่ ะดวกตอ่ การทากิจกรรม จานวนของสมาชิกในครอบครัว ในการกาหนดขนาดของห้อง
ต่าง ๆ ควรคานึงถึงจานวนของสมาชิกว่ามีมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้กาหนดขนาดของห้องให้เหมาะสมกับ
สมาชิก และเคร่ืองเรือน
2. ความกลมกลนื ความกลมกลนื ของศลิ ปะทน่ี ามาใช้ในการจัดตกแต่งที่อยู่ได้แก่ การนาธรรมชาติมา
ผสมผสานในการตกแต่ง จะทาให้เกิดความสัมพันธ์ที่งดงาม การใช้ต้นไม้ตกแต่งภายในอาคารจะทาให้เกิด
บรรยากาศที่ร่มร่ืน เบิกบาน และเป็นธรรมชาติ ความกลมกลืนของเคร่ืองเรือน ในการเลือกเครื่องเรือน
เครือ่ งใช้ทเ่ี หมาะสมและสอดคล้องกับการใชส้ อย จะทาให้เกดิ ความสมั พนั ธ์ในการใช้งาน
3. การตดั กัน โดยทว่ั ไปของการจัดตกแต่งทอ่ี ยู่อาศยั นยิ มทาในรูปแบบของการสรา้ ง
จุดเดน่ หรอื จุดสนใจในการตกแตง่ ไม่ให้เกดิ ความกลมกลนื มากเกนิ ไป
4. เอกภาพ การจัดพ้นื ท่ีในหอ้ งต่าง ๆ ใหเ้ หมาะสมกับกจิ กรรม จึงเป็นการใช้เอกภาพในการจัดพื้นที่ท่ี
ชัดเจน การจัดเอกภาพของเคร่ืองเรือนเครื่องใช้ก็เป็นส่ิงสาคัญ หากเคร่ืองเรือนจัดไม่เป็นระเบียบย่อมทาให้ผู้
อาศัยขาดการใช้สอยทีด่ ีและขาดประสทิ ธภิ าพในการทางานและขาดความงาม
5. การซ้า การซ้าและจังหวะเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน การซ้าสามารถนามาใช้ในงานตกแต่งได้หลาย
ประเภท เพราะการซ้าทาให้เกิดความสอดคล้องของการออกแบบการออกแบบตกแต่งภายใน เช่น การปู
กระเบือ้ งปูพ้นื ท่ีเป็นลวดลายตอ่ เนื่อง หรอื การติดภาพประดับผนงั
6. จังหวะ การจัดจังหวะของท่ีอยู่อาศัยทาได้หลายลักษณะ เช่น การวางผังบริเวณหรือการจัดแปลน
บ้านให้มีลักษณะที่เชื่อมพื้นท่ีต่อเนื่องกันเป็นระยะ ยกตัวอย่างเช่น พื้นท่ีของการเก็บ การปรุงอาหาร การล้าง
การทาอาหาร และการเสริ ์ฟอาหาร เป็นตน้
7. การเน้น การเน้นดว้ ยสไี ด้แก่ การตกแตง่ ภายในหรือภายนอกอาคาร ดว้ ยการใช้สตี กแต่งที่กลมกลืน
หรือโดดเด่น เพื่อให้สะดุดตาหรือสดชื่นสบายตา การเน้นด้วยแสงได้แก่การใช้โคมไฟหรือแสงสว่างต่าง ๆ
สามารถสรา้ งความงามและให้บรรยากาศไดอ้ ยา่ งดี
8. ความสมดุล ได้แก่ การจัดตกแต่งเคร่ืองเรือน หรือวัสดุต่าง ๆ ให้มีความสมดุลต่อการใช้งาน หรือ
เหมาะสมกบั สถานท่ี เชน่ การกาหนดพนื้ ทใ่ี ชส้ อยที่สะดวกตอ่ การทางาน หรือการจัดทิศทางของเครื่องเรือนให้
เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และการทางาน
9. สี สีมีความสัมพันธ์กับงานศิลปะ และการตกแต่งสถานท่ี เพราะสีมีผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์
ของมนุษย์ สีใหผ้ ูอ้ ยูอ่ าศัยอย่อู ยา่ งมคี วามสขุ เบกิ บานและรืน่ รมย์ ดังน้ันสีจงึ เป็นปจั จยั สาคัญของการจัดตกแต่ง
ทีอ่ ย่อู าศัย
ใบความรู้
เรอื่ งท่ี 7
คณุ ค่า ความสาคัญทางวัฒนธรรมและประเพณี
วัฒนธรรม โดยท่วั ไปหมายถงึ รปู แบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทาให้กิจกรรม
น้ันเด่นชัดและมีความสาคัญ วิถีการดาเนินชีวิต ซ่ึงเป็นพฤติกรรมและส่ิงที่คนในหมู่ผลิตสร้างข้ึน ด้วยการ
เรียนรู้จากกันและกันและร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน วัฒนธรรมท่ีเป็นนามธรรม หมายถึงส่ิงที่ไม่ใช่วัตถุ ไม่
สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ เป็นการแสดงออกในด้าน ความคิด ประเพณี ขนบธรรมเนียม แบบแผนของ
พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นท่ียอมรับกันในกลุ่มของตนว่าเป็นส่ิงที่ดีงามเหมาะสม เช่น ศาสนา
ความเช่ือ ความสนใจทัศนคติ ความรู้ และความสามารถ วัฒนธรรม ประเภทนี้เป็นส่วนสาคัญที่ทาให้เกิด
วัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมข้ึนได้ และในบางกรณีอาจพัฒนาจนถึงขั้นเป็น อารยธรรม ได้ เช่น การสร้างศาสน
สถานในสมัยก่อน เม่ือเวลาผ่านไปจึงกลายเป็นโบราณสถาน ท่ีมีความสาคัญทางประวัติศาสตร์ประเพณี เป็น
กิจกรรมท่ีมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสาคัญต่อสังคม เช่น การแต่งกาย ภาษา
วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชอื่
ความสาคญั ของวัฒนธรรมและประเพณี
วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สาคัญยิ่งในความเป็นชาติ ชาติใดท่ีไร้เสียซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีอันเป็นของ
ตนเองแลว้ ชาติน้ันจะคงความเป็นชาตอิ ยไู่ ม่ได้ วฒั นธรรมและประเพณีมคี วามสาคัญดังนี้
1. เป็นสง่ิ ทช่ี ้แี สดงใหเ้ หน็ ความแตกตา่ งของบคุ คล กลุ่มคนหรือชมุ ชน
2. เปน็ สิ่งทีท่ าให้เห็นวา่ ตนมคี วามแตกต่างจากสัตว์
3. ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เรามองเห็น การแปลความหมายของส่ิงที่เรามองเห็นน้ันข้ึนอยู่กับ
วัฒนธรรมและประเพณีของกลุ่มชน ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรมเช่น คนไทยมองเห็นดวง
จันทร์ว่ามีกระต่ายอยู่ในดวงจนั ทร์ ชาวออสเตรเลยี เห็นเปน็ ตาแมวใหญก่ าลังมองหาเหยอ่ื
4. เปน็ ตัวกาหนดปจั จัย 4 เชน่ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ท่ีอยู่อาศัย การรักษาโรค ที่แตกต่างกันไปตามแต่
ละวัฒนธรรม เช่นพื้นฐานการแต่งกายของประชาชนแต่ละชาติ อาหารการกิน ลักษณะบ้านเรือน ความเชื่อใน
ยารกั ษาโรคหรอื ความเช่ือในส่งิ ลลี้ บั ของแต่ละชนชาตเิ ปน็ ตน้
5. เป็นตัวกาหนดการแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ และการควบคุมอารมณ์ เช่น ผู้ชายไทยจะไม่ปล่อย
ใหน้ ้าตาไหลตอ่ หนา้ สาธารณะชนเมอื่ เสยี ใจ
6. เป็นตัวกาหนดการกระทาบางอย่าง ในชุมชนว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการกระทาบางอย่างในสังคม
หนึ่งเปน็ ท่ียอมรับว่าเหมาะสมแตไ่ ม่เปน็ ที่ยอมรับในอกี สงั คมหนึง่ เชน่ คนตะวนั ตกจะจบั มือหรือโอบกอดกันเพ่ือ
ทกั ทายกันทง้ั ชายและหญงิ คนไทยใช้การยกมอื บรรจบกันและกล่าวสวัสดีไม่นิยมสัมผัสมือโดยเฉพาะกับคนท่ีมี
อาวุโสกวา่ คนญี่ปุน่ ใชโ้ ค้งคานับชาวเผา่ เมารใี นประเทศนิวซีแลนด์ ทักทายด้วยการ แลบลิ้นออกมายาว ๆ เป็น
ตน้
ลกั ษณะของวัฒนธรรมและประเพณี
เพ่ือท่ีจะให้เข้าใจถึงความหมายของคาว่า "วัฒนธรรม" ได้อย่างลึกซึ้ง จึงขออธิบายถึงลักษณะของ
วฒั นธรรม ซ่งึ อาจแยกอธิบายไดด้ ังต่อไปน้ี
1. วัฒนธรรมเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ ตรงท่ีมีการรู้จักคิด มีการ
เรียนรู้ จัดระเบียบชวี ติ ให้เจรญิ อย่ดู กี ินดี มคี วามสุขสะดวกสบาย รจู้ ักแก้ไขปัญหา ซึง่ แตกตา่ งไปจากสัตว์ท่ีเกิด
การเรียนรู้โดยอาศัยความจาเทา่ นัน้
2. วัฒนธรรมเป็นมรดกของสังคม เน่ืองจากมีการถ่ายทอดการเรียนรู้ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นหนึ่ง
ทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม โดยไมข่ าดชว่ งระยะเวลา และ มนษุ ยใ์ ชภ้ าษาในการถา่ ยทอดวฒั นธรรม ภาษา
จงึ เป็นสญั ลกั ษณ์ทีใ่ ช้ถา่ ยทอดวฒั นธรรมนัน่ เอง
3. วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิต หรือเป็นแบบแผนของการดาเนินชีวิตของ มนุษย์ มนุษย์เกิดในสังคมใดก็จะ
เรยี นร้แู ละซึมซับในวฒั นธรรมของสังคมทีต่ นเองอาศัยอยู่ ดังนนั้ วฒั นธรรมในแตล่ ะสงั คมจึงแตกตา่ งกัน
4. วัฒนธรรมเปน็ สิง่ ที่ไมค่ งท่ี มนุษย์มีการคิดค้นประดิษฐ์ส่ิงใหม่ ๆ และ ปรับปรุงของเดิมให้เหมาะสม
กับสถานการณ์ท่ีเปล่ียนแปลงไป เพื่อความเหมาะสม และความอยู่ รอดของสังคม เช่น สังคมไทยสมัยก่อน
ผู้หญิงจะทางานบ้าน ผู้ชายทางานนอกบ้าน เพื่อหาเล้ียงครอบครัว แต่ปัจจุบันสภาพสังคมเปล่ียนแปลงไป ทา
ให้ผู้หญิงต้องออกไปทางานนอกบ้านเพื่อหา รายได้มาจุนเจือครอบครัว บทบาทของผู้หญิงในสังคมไทยจึง
เปล่ยี นแปลงไป
โบราณสถานและวตั ถุ
โบราณสถาน หมายถงึ สถานทที่ ี่เป็นของโบราณ เช่น อาคารสถานท่ีท่ีมีมาแต่โบราณแหล่งโบราณคดี
เช่น เมืองโบราณ วังโบราณ คุ้มเก่า เจดีย์ ฯลฯ แทบทุกจังหวัดในเมืองไทยมีแหล่งโบราณสถานที่น่าศึกษา น่า
เรยี นรู้ เพือ่ สบื ทอดความภาคภูมิใจในภมู ิปญั ญา และความสามารถของบรรพบุรุษ เช่น เวียงกุมกามที่เชียงใหม่
แหล่งโบราณสถานที่บ้านเชียง พระนครคีรีท่ีจังหวัดเพชรบุรี พระเจดีย์ยุทธหัตถี พระเจดีย์ท่ีสร้างขึ้นเพื่อเป็น
อนุสรณ์แห่งกิจกรรมทส่ี าคัญต่าง ๆ พระราชวงั และพระตาหนักโบราณ ฯลฯ
โบราณวัตถุ หมายถึง สังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ท่ีไม่ยึดติดกับที่ดิน) ท่ีเป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็น
ส่ิงประดิษฐ์หรือเป็นส่ิงที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติ หรือเป็นส่วนหน่ึงส่วนใดของโบราณสถาน ซากมนุษย์หรือซาก
สตั ว์ ซึ่งโดยอายหุ รือโดยลักษณะแหง่ การประดษิ ฐ์ หรือโดยหลกั ฐานเก่ียวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้น เป็น
ประโยชน์ในทางศิลปะ ประวตั ศิ าสตร์ หรอื โบราณคดี
ประโยชน์ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ สรุปไดด้ ังน้ี
1. แสดงความเป็นมาของประเทศ ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานก็ย่อมต้องมีโบราณสถานและ
โบราณวัตถทุ มี่ อี ายเุ ก่าแก่เชน่ กัน ดังนัน้ โบราณสถานและโบราณวตั ถจุ งึ
เปรียบเหมอื นหลกั ฐานแสดงความเป็นมาของชาติ
2. เปน็ เกียรตแิ ละความภาคภมู ิใจของคนในชาติ โบราณสถานและโบราณวตั ถุแสดง
ให้เหน็ ถงึ การพัฒนาทงั้ ดา้ นสังคม สตปิ ัญญา และคุณภาพชวี ิตของคนในอดตี ของชาติ ดงั น้ัน
ชาติท่ีมีโบราณสถานและโบราณวัตถุมากและเก่าแก่ คนในชาติย่อมมีความภูมิใจในการวิวัฒนาการด้านต่าง ๆ
ของชนชาติของตน
3. เป็นสิ่งท่ีโยงเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน โบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นเหมือน
หลักฐานท่ีผ่านกาลเวลามา ทาให้คนในยุคปัจจุบันสามารถรับรู้ถึงอดีตของชนชาติของตน และสามารถนามา
ปรบั ปรุง พฒั นา หรือแก้ไขขอ้ บกพร่องในเหตุการณ์ปัจจุบนั หรือเลยี นแบบและพัฒนาในส่ิงท่ีดงี ามต่อไปได้
4. เป็นส่ิงที่ใช้อบรมจิตใจของคนในชาติได้ โบราณสถานและบางแห่งเป็นสถานที่ท่ีบอกถึงการ
เสยี สละของบรรพบุรุษ บางแห่งเป็นที่เตือนสติคนในชาติ และบางแห่งถือว่าเป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธิโบราณสถาน
และโบราณวัตถุไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นได้เอง แต่เป็นทรัพยากรวัฒนธรรมประเภทหน่ึงท่ีมนุษย์ใช้
สติปัญญาและความรู้ความสามารถสร้างขึ้นสถานท่ีและส่ิงของเหล่านั้ นเม่ือตกทอดเป็นมรดกมาถึงคนรุ่น
ปัจจุบัน ก็กลายเป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่นเดียวกับอาคารและวัตถุที่เราสร้างข้ึนสมัยนี้ ก็จะเป็น
โบราณสถานและโบราณวัตถุของคนในอนาคตสืบต่อไป ดังน้ันเราทุกคนควรร่วมมือร่วมใจดูแลโบราณสถาน
และโบราณวตั ถุ และใหย้ ึดถือว่า การอนรุ กั ษ์โบราณสถานและโบราณวัตถเุ ปน็ หน้าท่ีของทุกคน