The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ง30101 การดำรงชีวิตและครอบครัว1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-27 03:37:48

นางสาวศศิวิภา พรมเสน เลขที่ 40 ม.4/6

ง30101 การดำรงชีวิตและครอบครัว1

1.) ประพฤตปิ ฏิบตั ิตามกรอบกติกาของการแข่งขนั ทด่ี ี

2.) ไมท่ าลายชื่อเสียงของคู่แขง่ ทางการคา้ ดว้ ยการกล่าวหาใหร้ ้ายโดยปราศจากความจริง

3.) ความสมั พนั ธ์กบั เจา้ หน้ีทางการคา้

4.) รักษาและปฏิบตั ติ ามเงอ่ื นไขทมี่ ีตอ่ เจา้ หน้ีโดยเคร่งครัด ท้งั ในแง่การชาระคนื การดแู ลหลกั ทรัพยค์ ้า
ประกนั และเงอื่ นไขอนื่ ๆ รวมท้งั ไม่ใชเ้ งินทุนที่ไดจ้ ากการกยู้ ืมเงนิ ไปในทางทีข่ ดั กบั วตั ถปุ ระสงคใ์ นขอ้ ตกลงที่
ทากบั ผใู้ ห้กยู้ มื เงนิ

5.) รายงานฐานะทางการเงนิ ของบริษทั แก่เจา้ หน้ีดว้ ยความซื่อสตั ย์

6.) รายงานเจา้ หน้ีล่วงหนา้ หากไม่สามารถปฏิบตั ติ ามขอ้ ผกู พนั ในสัญญาและร่วมกนั หาแนวทางแกไ้ ข
ปัญหาดงั กล่าว

4. จรรยาบรรณว่าดว้ ยการเสริมสร้างวฒั นธรรมและบรรยากาศการทางานที่ดี

4.1) ให้ผลตอบแทนทเี่ ป็นธรรมแก่พนกั งาน ในรูปแบบของเงนิ เดือน และ/หรือเงนิ โบนสั

4.2) ดูแลรักษาสภาพแวดลอ้ มการทางานใหม้ คี วามปลอดภยั ต่อชีวิตและทรัพยส์ ินของพนกั งานอยเู่ สมอ

4.3) การแตง่ ต้งั และโยกยา้ ย รวมถงึ การใหร้ างวลั และการลงโทษพนกั งาน ตอ้ งกระทาดว้ ยความเสมอภาค
สุจริตใจ และต้งั อยบู่ นพ้ืนฐานของความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสม และการกระทา/การปฏบิ ตั ิตนของ
พนกั งานน้นั ๆ

4.4) ใหค้ วามสาคญั ต่อการพฒั นา การถา่ ยทอดความรู้ และความสามารถของพนกั งาน โดยให้โอกาส
พนกั งานอยา่ งทว่ั ถึงและสม่าเสมอ

4.5) รบั ฟังขอ้ คิดเห็นและขอ้ เสนอแนะจากพนกั งานทกุ ระดบั อยา่ งเทา่ เทียมและเสมอภาค

4.6) ปฏิบตั ิตามกฎหมายและขอ้ บงั คบั ตา่ งๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั พนกั งานอยา่ งเคร่งครัด

4.7) บริหารงานโดยหลกี เล่ียงการกระทาใดๆ ทีไ่ มเ่ ป็ นธรรม ซ่ึงอาจมผี ลกระทบต่อความมน่ั คงในหนา้ ท่กี าร
งานของพนกั งาน

5. จรรยาบรรณวา่ ดว้ ยความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดลอ้ ม
5.1) บริษทั จะคานึงถึงทางเลอื กในการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติ ให้มผี ลกระทบตอ่ ความเสียหาย

ของสงั คม ส่ิงแวดลอ้ ม และคณุ ภาพชีวติ ของประชาชนนอ้ ยท่ีสุด
5.2) คืนกาไรส่วนหน่ึงเพ่อื กิจกรรมที่มสี ่วนสร้างสรรคส์ ังคมและส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งสม่าเสมอ
5.3) ปลูกฝังจิตสานึกในเร่ืองความรับผิดชอบต่อสงั คมและส่ิงแวดลอ้ มให้เกิดข้ึนในหมูพ่ นกั งานทกุ ระดบั

อยา่ งต่อเนื่อง

5.4) ให้ความสาคญั ในการทาธุรกรรมกบั คคู่ า้ ที่มเี จตจานงเดียวกนั กบั บริษทั ในเร่ืองความรับผิดชอบต่อสงั คม
และส่ิงแวดลอ้ ม

5.5) บริษทั ถอื เป็นนโยบายหลกั ในการอนุรกั ษพ์ ลงั งานอยา่ งมีประสิทธิภาพ เพือ่ ประโยชนต์ ่อชนรุ่นหลงั

5.6) ปฏบิ ตั แิ ละให้ความร่วมมือในการควบคุมใหม้ ีการปฏบิ ตั ิอยา่ งเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและ
กฎระเบียบทอ่ี อกโดยหน่วยงานกากบั ดแู ล

5.7) บริษทั ถือเป็นหนา้ ทแี่ ละเป็นนโยบายหลกั ในการใหค้ วามสาคญั กบั กิจกรรมของชุมชนและสังคมโดย
มงุ่ เนน้ ใหเ้ กิดการพฒั นาอยา่ งสร้างสรรค์ และการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ รวมท้งั สนบั สนุนการศึกษาแก่
เยาวชน และสนบั สนุนกิจกรรมสาธารณประโยชนแ์ กช่ ุมชนทดี่ อ้ ยโอกาสใหเ้ ป็นชุมชนทเี่ ขม้ แขง็ พ่งึ พาตนเองได้

5.8) บริษทั ยึดมน่ั ในระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริมให้บุคลากรไปใชส้ ิทธิเลอื กต้งั ตามรัฐธรรมนูญท้งั น้ี
บริษทั ไมม่ นี โยบายทีจ่ ะใหก้ ารสนบั สนุนทางการเงนิ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางออ้ มแกน่ กั การเมืองใดๆ เพ่อื
ผลประโยชน์ของนกั การเมอื งหรือพรรคการเมืองน้นั ๆ

อ้างอิง

Prosoft ERP. ธุรกิจมกี ี่รูปแบบ อะไรบา้ ง [ออนไลน์]. 2564, แหล่งที่มา :
https://www.prosofterp.com/Article/Detail/142870
จรรยาบรรณทางธุรกิจ [ออนไลน์]. 2561, แหลง่ ท่ีมา : http://www.kw-metalwork.com/codeofconduct/

นางสาวศศวิ ิภา พรมเสน เลขที่ 40 ม.4/6



ผลงานจุลนิ ทรีย์สังเคราะห์แสง

จลุ ินทรียส์ ังเคราะหแ์ สง เร่ิมทาเม่อื วนั ท่ี 11 ธนั วาคม 2564 เริ่มมสี ีแดงเม่อื วนั ท่ี 7 มกราคม 2565

ผลงานปักชาควบแน่น ต้นทองอไุ ร

เร่ิมปักชาเม่อื วนั ท่ี 4 ธนั วาคม 2564 วนั ท่ี 16 มกราคม 2565 ยงั ไมเ่ ห็นราก
นางสาวศศิวภิ า พรมเสน เลขท่ี 40 ม.4/6

ธาตอุ าหารพืช

ธาตุอาหารพืชมคี วามสาคญั ต่อการเจริญเติบโตของพชื มาก นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้า และ
ออกซิเจนแลว้ ก็ยงั มีธาตุอาหารในดินอกี 14 ธาตุ ในวนั น้ีผมจะมาพดู ถงึ ธาตุอาหารตา่ ง ๆ ทีจ่ าเป็นตอ่ การ
เจริญเติบโตของพชื โดยแบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ คอื

1. ธาตุอาหารหลัก ประกอบดว้ ย

1.1 ไนโตรเจน (N)

เป็นส่วนทชี่ ่วยในการเจริญเตบิ โตของพืช ท้งั ยงั เป็นอาหารหลกั ของพชื ช่วยทาให้พืชใบเขียวต้งั ตวั ได้ โดย
ไนโตรเจนยงั เป็นส่วนหน่ึงของเซลลพ์ ืชเป็นส่วนหน่ึงของการสร้างโปรตีน ไนโตรเจนยงั มีส่วนช่วยใน
กระบวนการสร้างอาหารและสร้างพลงั งานใหก้ บั พืชอีกดว้ ย

ไนโตรเจนเป็นส่วนหน่ึงของการสร้างคลอโรฟิลล์ ซ่ึงคลอโรฟิลลอ์ ยใู่ นส่วนท่ีเป็นสีเขยี วของพืชทีท่ า
หนา้ ที่สังเคราะห์แสง ช่วยให้พืชเจริญเตบิ โตอยา่ งรวดเร็ว ไนโตรเจนมกั อยใู่ นป๋ ุยหมกั และพืชตระกลู ถว่ั ซ่ึงเรา
ควรปลูกพชื ตระกูลถวั่ แลว้ ไถกลบเพ่อื เพ่มิ ไนโตรเจนให้กบั ดิน

1.2 ฟอสฟอรัส (P)

ฟอสฟอรัสก็มสี ่วนสาคญั ทชี่ ่วยในการสังเคราะห์แสง มีส่วนช่วยในการผลติ แป้ งและน้าตาล ฟอสฟอรัสมี
ส่วนช่วยในการเปลี่ยนพลงั งานแสงอาทติ ยเ์ ป็นพลงั งานทางเคมใี นพืช ช่วยผลติ อาหาร มีส่วนช่วยในการเจริฐ
เตบิ โต กระตนุ้ การออกดอกและการเจริญเตบิ โตของราก

ฟอสฟอรสั ก็จะมอี ยใู่ นป๋ ุยหมกั เศษอาหารและกระดกู ป่ นเช่นกนั จะเห็นไดว้ ่าฟอสฟอรัสกม็ ีส่วนสาคญั ไม่
แพธ้ าตุอาหารใด ๆ เลย

1.3 โพแทสเซียม (K)

โพแทสเซียมจะมีอยใู่ นดินช้นั ลา่ ง จะถูกดูดซึมโดยรากพืช มสี ่วนช่วยในการสร้างโปรตีน ทาให้ผลมี
คุณภาพ ลดโรคพชื โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตทุ ี่อยู่ในดิน วตั ถอุ ินทรียแ์ ละป๋ ยุ อนิ ทรีย์

2. ธาตุอาหารรอง ประกอบดว้ ย 3 ธาตุดงั ตอ่ ไปน้ี

2.1 แคลเซียม (Ca)

ช่วยในการแบ่งเซลล์ ผสมเกสร การงอกของเมลด็ มสี ่วนสาคญั ตอ่ โครงสร้างของเซลลพ์ ืช ช่วยในการ
ลาเลยี งอาหาร แคลเซียมช่วยในการปรับสมดลุ ท้งั กรดและด่างของพชื

2.2 แมกนีเซียม (Mg)
เป็นองคป์ ระกอบของคลอโรฟิลล์ ช่วยในการสงั เคราะหก์ รดอะมโิ น วิตามนิ ไขมนั และน้าตาล ช่วยใน
การสงั เคราะหแ์ สง นอกจากน้ียงั ช่วยกระตนุ้ การทางานของเอนไซมท์ ่จี าเป็นตอ่ การเจริญเติบโต
2.3 กามะถนั (S)
เป็นองคป์ ระกอบของกรดอะมิโน วิตามนิ และโปรตนี ช่วนสร้างคลอโรฟิ ลล์ ช่วยเพม่ิ การเจริญเตบิ โตของ
รากและเมล็ดพืช ทาใหพ้ ชื แขง็ แรงและทนต่อความเยน็

3. ธาตอุ าหารเสริม แบง่ ออกเป็น 8 ธาตดุ งั ตอ่ ไปน้ี
3.1 โบรอน (B)
ช่วยในการสร้างสารอาหารและควบคมุ สารอาหารท่ีจาเป็นต่อการพฒั นาการเจริญเติบโตของเมลด็ พนั ธุ์

ช่วยในการออกดอก ผสมเกสร ช่วยในการตดิ ผลและยา้ ยน้าตาลมาสู่ผล
3.2 ทองแดง (Cu)
ช่วยในการเจริญเติบโตของระบบสืบพนั ธุ์พืช ช่วยในการเผาผลาญอาหารของรากพืชและเป็นประโยชน์

ตอ่ การใชโ้ ปรตีนของพืช การสงั เคราะหค์ ลอโรฟิลลแ์ ละกระตนุ้ การทางานของเอนไซม์
3.3 คลอรีน (CI)
พบในดิน ช่วนกระตนุ้ การยอ่ ยอาหารสาหรับพืช มบี ทบาทสาคญั เก่ียวกบั ฮอร์โมนพืช
3.5 เหล็ก (Fe)
จาเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ การสังเคราะหค์ ลอโรฟิลลแ์ ละสงั เคราะหแ์ สง
3.4 แมงกานีส (Mn)
ช่วยในการทางานของเอนไซม์ มีส่วนประกอบของคาร์บอนไดออกไซดแ์ ละการยอ่ ยไนโตรเจน

3.6 โมลบิ ดีนมั (Mo)
ช่วยในการดึงไนโตรเจนออกมาใชง้ านและช่วยในการสงั เคราะห์โปรตีน พบธาตุชนิดน้ีในดิน
3.7 สงั กะสี (Zn)
ช่วยสงั เคราะหฮ์ อร์โมนออกซิน คลอโรฟิ ลลแ์ ละแป้ ง ควบคุมการยอ่ ยน้าตาลของพืช เป็นส่วนหน่ึงในการ
ทางานขอเอนไซมท์ ีม่ สี ่วนในการควบคมุ การเจริญเตบิ โตของพืช และจาเป็นต่อการเปลี่ยนสภาพของ
คาร์โบไฮเดรต
3.8 นิกเกิล (Ni)
เป็นธาตอุ าหารทาสาคญั ตอ่ เอนไซม์ ทาหนา้ ที่ปลดปลอ่ ยไนโตรเจนใหอ้ ยใู่ นรูปท่ีจะนาไปใชไ้ ด้ และยงั
ช่วยในกระบวนการงอกของเมล็ดอกี ดว้ ย

ลกั ษณะการขาดธาตุอาหารของพชื
ทนี ้ีเรามาดกู นั ดีกว่าว่าสาเหตทุ ี่ทาใหพ้ ืชผิดปกตใิ นพชื จะมาจาก 2 สาเหตุหลกั ๆ คอื
1. สภาพแวดลอ้ มผิดปกติ เช่นแดดจดั มาก น้าขงั นาน อากาศหนาวจดั ก็จาทาให้พชื ที่เราปลูกมีความ

ผิดปกตไิ ด้ หรืออาจมกี ารเขา้ ทาลายของโรคและแมลง ซ่ึงเรากต็ อ้ งดูสาเหตุของความผดิ ปกตใิ ห้ดี
2. สาเหตุมาจากพืชขาดธาตุอาหารท่จี าเป็นคือ เราปลูกพชื โดยไมเ่ ตมิ อินทรียว์ ตั ถุลงไปในดินเลย เหตุ

เพราะธาตุอาหารเหล่าน้ีจะถกู ดดู ออกไปโดยผลผลิตรุ่นแลว้ รุ่นเล่า วธิ ีสงั เกตุคือในปี แรก ๆ ผลผลติ จะไดเ้ ยอะ
แตใ่ นปี ตอ่ ๆ ไปผลผลติ จะค่อย ๆ ลดจานวนลง โดยอาการขาดธาตุอาหารจะมีลกั ษณะดงั น้ี

2.1 ถา้ พืชขาดไนโตรเจน ใบพชื จะเหลืองจากส่วนปลายใบเขา้ มา
2.2 ถา้ พืชขาดฟอสฟอรสั ใบแกห่ รือใบล่างจะมสี ีมว่ งแซมเขียวอ่อน
2.3 ถา้ พชื ขาดโพแทสเซียม ขอบใบแกจ่ ะมสี ีเหลอื งและจะไดผ้ ลขนาดเลก็ ถา้ เป็นขา้ วกอ็ าจเมล็ดลบี
ได้
2.4 นอกจากพชื จะตอ้ งการธาตอุ าหารหลกั แลว้ ธาตุอาหารเสริมและรองกข็ าดไมไ่ ดเ้ ช่นเดียวกนั 3
- ถา้ ขาดธาตุแคลเซียม จะมีอาหารใบหงิก ใบใหม้ ผลแตกหรือกน้ ผลเน่าได้
- ถา้ ขาดธาตุแมกนีเซียม ใบแกจ่ ะเหลอื งและร่วงหล่นเร็ว

- ถา้ ขาดธาตุกามะถนั ใบท้งั บนและล่างจะมสี ีเหลอื งซีด ยอดผลจะชงกั การเจริญเตบิ โต

- และธาตอุ าหารเสริมอีก 8 ธาตทุ ่ถี า้ ขาดก็จะทาให้ใบอ่อน สีซีด เจริฐเตบิ โตชา้ และไดผ้ ลผลิตนอ้ ย

วิธแี ก้เมอื่ ดินขาดธาตุอาหาร

วธิ ีแกค้ ือ เพิ่มอินทรียว์ ตั ถแุ ละป๋ ุยคอกลงปรุงดินกอ่ นปลกู ในแตล่ ะรอบ และฉีดพ่นป๋ ุยอนิ ทรียน์ ้าทางใบพืช
เพ่อื ช่วยในการเจริญเตบิ โต

สาหรับการทาเกษตรอนิ ทรียแ์ ลว้ ธาตุอาหารเหลา่ น้ีมีอยอู่ ยา่ งมากมาย ไมว่ ่าจะเป็นพืชตระกูลถว่ั ป๋ ุยหมกั
ป๋ ยุ อินทรีย์ ป๋ ุยพืชสด น้าหมกั ชีวภาพ น้าหมกั จากปลาหรือหอยเชอร่ี มูลไสเ้ ดือน เศษวตั ถอุ ินทรียท์ ี่หาไดต้ าม
ทอ้ งถ่นิ ฯ ซ่ึงมอี ยมู่ ากมายนบั ไมถ่ ว้ น

เพราะฉะน้นั แมว้ า่ ธาตอุ าหารเหล่าน้ีจะมีอยใู่ นดิน แตถ่ า้ เราไม่เพม่ิ เตมิ ธาตุอาหารลงดินหรือบารุงดิน ก็จะ
ทาใหพ้ ชื เราปลกู ขาดธาตุอาหารทจ่ี าเป็นเหลา่ น้ีได้

โดยสาเหตุท่ีจะทาใหธ้ าตุอาหารเหลา่ น้ีหายไปจากดินคอื เวลาเราปลกู พชื พชื กจ็ ะดูดธาตุอาหารเหล่าน้ีไป
สะสมในส่วนตา่ ง ๆ เช่น ยอด ดอก ผล ลาตน้ ใบ ฯ พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว ธาตุอาหารที่สะสมอยกู่ บั พืชก็จะถกู
นาออกไป หรือแมก้ ระทงั่ ธาตอุ าหารทล่ี ะลายน้าไดก้ ็จะถกู ชะลา้ งออกไปดว้ ย ไนโตรเจนบางส่วนอาจสูญหาย
ระเหยออกไปเม่อื อยใู่ นรูปแบบของแก๊ส ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมบางส่วนจะถูกดินตรึงไวท้ าให้พืชดูดไป
ใชง้ านไดน้ อ้ ย

แต่เรากส็ ามารถใหป้ ๋ ยุ ทางใบได้ เพื่อช่วยให้พืชสามารถดดู ธาตุอาหารไดโ้ ดยตรงและได้มากกวา่ ดูดซึมทาง
รากอกี ดว้ ย จะช่วยใหพ้ ืชฟ้ื นตวั จากการขาดธาตอุ าหารไดร้ วดเร็วยง่ิ ข้ึนอกี ดว้ ย

สรุปแล้ว เราควรปรบั ปรุงบารุงดินหลงั การเพาะปลูกในแตล่ ะรอบ เพ่ือเพมิ่ เตมิ ธาตุอาหารทจ่ี าเป็นลงไป
ในดิน และฉีดพ่นป๋ ุยน้าทางใบเพือ่ ช่วยให้พืชไดร้ ับสารอาหารโดยตรงและเร็วย่ิงข้นึ กวา่ เดิม

อ้างอิง

สานกั งานเกษตรและสหกรณ์ จงั หวดั อา่ งทอง. ธาตุอาหารท่ีจาเป็นสาหรบั พชื [ออนไลน]์ . 2563, แหล่งท่มี า :
https://www.opsmoac.go.th/angthong-article_prov-preview-421891791858

นาสาวศศภิ า พรมเสน เลขที่ 4 ม.4/6

การปลูกผกั สวนครัว

อุปกรณ์ในการใช้ปลกู ผกั
1. เมลด็ ผกั กวางตงุ้
2. กะละมงั ใชส้ าหรบั เป็นพาชนะปลกู
3. ดินปลูกสาเร็จรูปผสมมูลสตั วเ์ ลก็ นอ้ ย
4. น้า

วธิ ีการปลูก
1. เตรียมดินลงในพาชนะปลกู

2. นาไมม้ าเจาะหลุม ระยะห่างประมาณ 2-3 เซนติเมตร

3. นาเมล็ดกวางตงุ้ ใส่ในหลุม ประมาณ 2-3 เมล็ด
.

4. กลบหลมุ ทีน่ าเมลด็ กวางตงุ้ ใส่ลงไป

5. รดน้าใหท้ วั่ พอประมาณ
6. รอดกู ารเปลยี่ นแปลงของตน้ กวางตงุ้ 3 วนั คร้งั เพ่อื ดูการเปลี่ยนแปลงและถ่ายรูป

การปลูกผักสวนครัว ผกั กวางตุ้ง

เร่ิมปลกู วนั ท่ี 30 มกราคม 2565

วนั ท่ี 5 กมุ ภาพนั ธ์ 2565

วนั ที่ 10 กุมภาพนั ธ์ 2565 ยา้ ยตน้ กลา้ ไปปลกู ในแปลงใหมเ่ พราะในกระถางเพาะตน้ กลา้ แน่นเกินไป

วนั ที่ 10 กมุ ภาพนั ธ์ 2565

วนั ที่ 16 กมุ ภาพนั ธ์ 2565

วนั ที่ 21 กมุ ภาพนั ธ์ 2565

วนั ที่ 27 กมุ ภาพนั ธ์ 2565

การเลยี้ งสัตว์ในประเทศไทย

ความเป็ นมาของการเลยี้ งสัตว์

มนุษยม์ วี ิวฒั นาการในการเล้ียงสัตวม์ าโดยตลอดจากสมยั โบราณจนถึงปัจจุบนั มนุษยร์ ู้จกั การคดั เลือก
พนั ธุส์ ตั ว์ การผสมพนั ธุ์สตั ว์ การขยายพนั ธุส์ ตั ว์ การให้อาหารสตั ว์ และการดแู ลสตั วจ์ นกระทง่ั ปัจจุบนั มนุษยท์ า
การเล้ียงสตั วเ์ ป็นอาชีพ สร้างรายไดใ้ ห้กบั ผเู้ ล้ยี งไดเ้ ป็นอยา่ งมาก (มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2545)

ความสาคญั ของการเลยี้ งสัตว์

มนุษยจ์ าเป็นตอ้ งพ่งึ พาอาศยั สตั วใ์ นการดารงชีวิตต้งั แตอ่ ดีตจนถงึ ปัจจุบนั เพ่ือการอยรู่ อดเพ่อื การ
ทางาน และเป็นเคร่ืองประดบั หรือเคร่ืองนุ่งห่ม

ประโยชน์ของการเลยี้ งสัตว์

1.ประโยชนต์ อ่ เศรษฐกิจของประเทศ

สัตวเ์ ล้ียงจาพวก โค กระบอื สุกร ไกแ่ ละเป็ด มีบทบาทตอ่ เศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะ
จาหน่ายเพอื่ การบริโภค เน้ือ นม ไข่ โดยตรง

2. ประโยชน์ดา้ นเกษตรกรรม

การเล้ียงสตั วม์ คี วามสมั พนั ธก์ บั การประกอบอาชีพเกษตรกรรมดา้ นอ่ืน ๆ เช่น การใชแ้ รงงานจาก
สัตว์ การเล้ียงสัตวช์ ่วยลดตน้ ทนุ การผลติ ทางดา้ นเกษตรสตั วช์ ่วยรักษาความอดุ มสมบูรณ์ให้แกด่ ิน การเล้ยี งสัตว์
ช่วยกาจดั วชั พชื ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

3. ประโยชนข์ องการเล้ยี งสตั วด์ า้ นสงั คม
1. ลดปัญหาการวา่ งงานของประชาชน

2. ผลิตผลจากสตั วช์ ่วยบารุงพลานามยั ของประชาชน

3. การเล้ยี งสตั วเ์ ป็นการให้การศึกษาแกส่ มาชิกในครอบครวั
4. การเล้ียงสตั วเ์ ป็นการฝึกนิสยั ของผปู้ ระกอบการ

5. การเล้ยี งสัตวช์ ่วยสร้างความเพลดิ เพลนิ ให้กบั ผปู้ ฏบิ ตั ิ อนั จะทาใหม้ สี ุขภาพจิตทีด่ ีคลาย
ความเครียด

4. ประโยชน์ดา้ นอื่น ๆ ของการเล้ยี งสัตว์
ประโยชนด์ า้ นอ่นื ๆ ของการเล้ียงสตั ว์ เช่น ใชท้ าเครื่องนุ่งห่ม เคร่ืองประดบั เครื่องใชอ้ ุตสาหกรรมเคร่ืองหนงั
การแข่งมา้ แขง่ สุนขั การชนไก่ ทาเคร่ืองสาอางจากไข่ การเล้ียงสัตวเ์ พ่อื ใชก้ นั ขโมย การฝึกสุนขั เพ่อื ใชจ้ บั
คนร้าย
ประเภทของสัตว์เลยี้ ง แบ่งตามวตั ถุประสงค์หรือประโยชน
1. เพือ่ ใชเ้ ป็นอาหาร

เน้ือ ไข่ เน้ือ นม

เน้ือ

2. เพื่อใชเ้ ป็นพาหนะ
3. เพอ่ื ความเพลดิ เพลิน

4. เพอ่ื ใชท้ าเป็นเครื่องนุ่งห่มและของใชเ้ คร่ืองประดบั

5. เพ่อื ใชเ้ ป็นแรงงาน สาหรบั แหล่งท่องเที่ยวและประโยชน์อน่ื ๆ

สุนขั จูงคนตาบอด ลงิ ข้นึ ตน้ มะพร้าว

อ้างอิง
สัตวเ์ ล้ียงคอื อะไร. ความสาคญั ประโยชน์และประเภทของการเล้ียงสตั ว์ [ออนไลน์]. ไมป่ รากฏปี แหล่งท่มี า :
https://www.dltv.ac.th/utils/files/download/48617 [ 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 ]

นางสาวศศิวภิ า พรมสน เลขท่ี 40 ม.4/6

ประเภทของสัตว์เลยี้ งในประเทศไทย

หมวดหม่ขู องสัตว์เลยี้ งท่ีจำแนกตำมแนวทำงสัตวศำสตร์ของสัตว์

1. การจดั หมวดหมู่ทางสตั วศาสตร์ของสัตวก์ ระเพาะรวม

สตั วก์ ระเพาะรวมมีอยดู่ ว้ ยกนั หลายชนิด โดยทวั่ ไปสัตวก์ ระเพาะรวมจะมีกระเพาะอยู่ 4 กระเพาะ และ
กินอาหารโดยการเค้ยี วอยา่ งหยาบ ๆ แลว้ กลนื ลงกระเพาะท่ี 1 อาหารจะมีการหมกั ระยะหน่ึง จากน้นั สตั วจ์ ะ
ขยอกอาหารออกมาเค้ยี วใหล้ ะเอยี ดอกี คร้ังหน่ึงก่อนท่ีจะกลนื กลบั เขา้ ไปผ่านกระบวนการยอ่ ยและดดู ซึมใน
กระเพาะท่ี 2, 3 และ 4 ตามลาดบั

2. การจดั หมวดหมูท่ างสัตวศาสตร์ของสัตวก์ ระเพาะเดี่ยว

สัตวก์ ระเพาะเดี่ยวต่างจากสตั วก์ ระเพาะรวมตรงที่มกี ระเพาะเพียงหน่ึงกระเพาะเท่าน้นั กินอาหารโดย
การเค้ียวใหล้ ะเอียดก่อนกลนื ลงกระเพาะ อาหารจะถกู ยอ่ ยทีก่ ระเพาะและดดู ซึมท่ี ลาไส้เลก็ สัตวก์ ระเพาะเดี่ยว
จะไมส่ ามารถยอ่ ยอาหารท่ีมเี สน้ ใยสูง ๆ ได้ ซ่ึงผิดจากสตั วก์ ระเพาะรวมทีส่ ามารถยอ่ ยอาหารทม่ี ีเสน้ ใยสูง ๆ ได้

3. การจดั หมวดหมู่ทางสตั วศาสตร์ของสตั วป์ ี ก

สตั วป์ ี กมีความแตกตา่ งจากสัตวเ์ ค้ียวเอ้อื งและสตั วก์ ระเพาะเดี่ยวชนิดอน่ื ๆ ตรงท่ีสตั วป์ ี กไม่มีฟัน
สาหรับบดเค้ยี วอาหาร กินอาหารไดโ้ ดยการทาให้อาหารออ่ นและเปี ยกภายในปากแลว้ กลืนลงสู่กระเพาะแรกท่ี
เรียกวา่ กระเพาะพกั (crop) อาหารจะถูกบดยอ่ ยในกระเพาะบดท่ีเรียกว่า ก๋ึน (gizzard) ก่อนทจี่ ะดูดซึมไปใช้
ต่อไป

การแบง่ ประเภทของสตั วเ์ พอ่ื จดั หมวดหมู่ตามทรพั ยากรสตั ว์ หรือตามผลผลิตทใ่ี ห้ หรือตามระบบ
สรีระ เช่น ระบบโครงร่าง ระบบการยอ่ ยอาหาร เป็นตน้ เพอ่ื ใหส้ ามารถทราบถงึ คณุ สมบตั ิ ความสามารถในการ
ให้ผลผลิต แหล่งที่อยู่ จดุ ประสงคใ์ นการเล้ียงของมนุษย์ ระบบสรีระท่ีมคี วามคลา้ ยคลึงกนั และพฤตกิ รรมการ
กินอาหารสัตวเ์ ล้ียงที่มีอยใู่ นโลกน้ีหลายประเภทและ หลายพนั ธุ์ ซ่ึง ดารง กิตติชยั ศรี และคนอ่ืน ๆ (2546) ได้
แบ่งประเภทและพนั ธุ์ของสตั วเ์ ล้ยี ง ไวด้ งั น้ี

ประเภทสัตว์เลยี้ ง

สัตวเ์ ล้ียงมอี ยดู่ ว้ ยกนั หลายประเภท ซ่ึงแตล่ ะประเภทกม็ คี วามแตกตา่ งกนั ไปท้งั ดา้ นการกินอาหาร แหลง่
ที่อยอู่ าศยั และพฤติกรรม เราสามารถแบง่ ประเภทของสัตวไ์ ดด้ งั น้ี

1. แบง่ ตามจุดประสงคข์ องมนุษยท์ ่จี ะนามาใชป้ ระโยชน์
1.1 สัตวป์ ่ า (wild animals) ไดแ้ ก่ กวาง ชา้ ง แรด อเี กง้ นกป่ า เสือ สิงโต งู ไกป่ ่ า ผ้ึง เต่า เป็ นตน้

1.2 สัตวเ์ ล้ยี งในฟาร์ม (farm animals) ไดแ้ ก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร มา้ ลา ลอ่ เป็ด ไก่ ห่าน ไก่งวง
นกกระทา เป็นตน้

2. แบ่งตามวตั ถุประสงค์ (purpose animals) ของการเล้ยี ง
2.1 เพ่อื เป็นสัตวเ์ ศรษฐกิจ (economic animals) ไดแ้ ก่ โคเน้ือ โคนม กระบอื สุกร ไกเ่ น้ือ ไกไ่ ข่ เป็ด เป็น

ตน้

2.2 เพ่อื เป็นสัตวเ์ ศรษฐกิจทางเลอื กใหม่ (new alternative economic animals) ไดแ้ ก่ นกกระจอกเทศ อูฐ
จระเข้ กวาง ววั แดง ผ้ึง สุกรป่ า จิ้งหรีด เป็นตน้

2.3 เพ่ือเป็นสตั วส์ วยงามและใหค้ วามเพลิดเพลนิ (companion animals) ไดแ้ ก่ สุนขั แมว โคชน นกเขา
กระต่าย นกสวยงาม เป็นตน้

2.4 เพอ่ื เป็นสตั วส์ งวนหรือสัตวอ์ นุรกั ษพ์ นั ธุ์ (conservative animals) ไดแ้ ก่ ววั แดง กปู รี เป็นตน้

3. แบง่ ตามสรีระ ระบบโครงร่างหรือขนาดของสตั ว์
3.1 สัตวใ์ หญ่ ไดแ้ ก่ ชา้ ง มา้ โค กระบือ ลา ลอ่ เป็นตน้

3.2 สัตวเ์ ล็ก ไดแ้ ก่ สุกร แพะ แกะ กระตา่ ย สุนขั แมว เป็นตน้

3.3 สัตวป์ ี ก ไดแ้ ก่ ไก่ เป็ด ไก่งวง ห่าน เป็ดเทศ นกกระทา นกกระจอกเทศ เป็นตน้

3.4 สตั วน์ ้า ไดแ้ ก่ ปลา กุง้ ปู หอย เป็นตน้ (จดั เป็นสัตวจ์ าพวกการประมง)

3.5 สัตวอ์ ่ืน ๆ ไดแ้ ก่ จระเข้ กบ เตา่ ไหม ผ้งึ ตะพาบน้า งู เป็นตน้

4. แบง่ ตามสรีระ ระบบยอ่ ยอาหาร
4.1 สัตวก์ ระเพาะเด่ียว (simple stomach) ไดแ้ ก่ สุกร ไก่ มา้ ลา ลอ่ กระต่าย หนู เป็นตน้

4.2 สตั วก์ ระเพาะรวม (compound stomach) ไดแ้ ก่ โค กระบอื แพะ แกะ เป็นตน้

5. แบ่งตามพฤติกรรมการกิน
5.1 สัตวก์ ินพชื (herbivores) ไดแ้ ก่ โค กระบอื แพะ แกะ ชา้ ง มา้ อฐู เป็นตน้

5.2 สตั วก์ ินเน้ือ (carnivores) ไดแ้ ก่ เสือ สิงโต สุนขั แมว เป็นตน้

5.3 สตั วก์ ินพชื และกินเน้ือ (omnivores) ไดแ้ ก่ สุกร หนู เป็นตน้

อ้ำงอิง

การงานพ้นื ฐาน (งานเกษตร). ประเภทของสตั วเ์ ล้ยี งในแระเทศไทย [ออนไลน]์ . ไมป่ รากฏปี แหลง่ ท่มี า :
https://sites.google.com/a/ptss.ac.th/my-work-agri/4-3-prapheth-laea-phanthu-satw [13 กมุ ภาพนั ธ์2565]

นางสาวศศวิ ภิ า พรมเสน เลขที่ 40 ม.4/6

ง30101 การดารงชีตและครอบครวั 1

ช่ือพนื้ เมอื ง ปลากดั ครีบยาว
ช่ือสามญั
ช่ือวิทยาศาสตร์ Siamese fighting fish
Betta splendens

ลักษณะทั่วไป เป็นปลาขนาดเลก็ มีลกั ษณะลาตวั ยาว แบนขา้ ง หวั เล็ก ปากเล็ก และคอ่ นช้ีข้ึนดา้ นบนเลก็ นอ้ ย มีกระดูกอยทู่ ่ีดา้ นหนา้ ช่องตา และ

มเี กลด็ ละเอยี ดขนาดเล็กปกคลมุ อย่ทู วั่ ท้งั ส่วนหัว และตวั ความยาวจากจงอยปากถึงโคนครีบหาง ยาวประมาณ 2.9 – 3.3 เทา่ ของความกวา้ งของ
ลาตวั และ 3.0 – 3.3 เทา่ ของความยาวหวั หรือมขี นาดไดไ้ มเ่ กิน 6 เซนติเมตร

ถนิ่ อาศยั ในธรรมชาตปิ ลากดั อาศยั อย่ตู ามบึง และหนองน้าท่ีมพี นั ธุ์ไมข้ ้นึ ปกคลุมอยา่ งหนาแน่นพบชุกชุมในภาคกลาง ส่วนภาคอ่ืน ๆ กพ็ บทว่ั ไป

การเลยี้ งดู • นิสยั : กา้ วร้าว และหวงถ่ิน มีนิสัยชอบกดั ตอ่ สูก้ นั ซ่ึงพบไดม้ ากในเพศผูม้ ากกวา่ เพศเมยี

• ถิ่นอาศยั : ในธรรมชาติปลากดั อาศยั อย่ตู ามบงึ และหนองน้าที่มีพนั ธุไ์ มข้ ้นึ ปกคลุมอย่างหนาแน่นพบชุกชุมในภาคกลาง ส่วนภาค
อื่น ๆ ก็พบทวั่ ไป

• อาหาร : ตวั ออ่ นของแมลง ลูกน้า ลกู ไร และสตั วน์ ้าขนาดเลก็
• ปลาตวั ผจู้ ะมสี ีสดใสกว่าปลาตวั เมีย ปลาตวั ผจู้ ะมคี รีบทอ้ งยาวกว่าของตวั เมยี มีกระโดงยาวไปจรดหาง ส่วนกระโดงของตวั เมยี จะ
ส้นั กวา่ มาก จดุ ใตท้ อ้ งปลา ถา้ เป็นปลาตวั เมยี ใตท้ อ้ งจะมีจุดขาวๆอย่จู ดุ หน่ึงซ้ึงจดุ น้ีเรียกกนั ทวั่ ๆไปวา่ ไข่นา ความจริงไมใ่ ช่ไข่ แต่เป็นท่อนาไข่
• แพร่พนั ธุ์ ไขป่ ลากดั จนี จะฟักเป็นตวั หลงั จากไดร้ บั การผสมน้าเช้ือประมาณ 36 ชวั่ โมง โดยในช่วงแรกจะมถี ุงอาหารตดิ ตวั มาดว้ ย
ดงั น้นั ช่วง 3 - 4 วนั แรกจึงยงั ไมต่ อ้ งให้อาหาร หลงั จากถงุ อาหารยุบหมด

ประโยชน์ ในแง่ธุรกิจการเล้ียงปลาสวยงามมีการขยายตวั มากข้ึนทาให้ตลาดขยายตวั มากข้ึน มีความตอ้ งการปลาสวยงามชนิดตา่ งๆเพม่ิ ข้นึ อย่าง

รวดเร็วทาให้มีการเล้ยี งปลาสวยงามเชิงธุรกิจมากข้ึน ท้งั ทที่ าเป็นอาชีพเสริมและอาชีพหลกั ซ่ึงเมอื่ เปรียบเทยี บกบั กิจการเล้ียงสัตวช์ นิดอน่ื ๆ

แหล่งข้อมูล NM-Betta splendens. ปลากดั จีน [ออนไลน]์ . 2556. แหล่งท่ีมา : https://shorturl.asia/mj3MP [19 กุมภาพนั ธ์ 2565]

ช่ือ – สกุล นางสาวศศวิ ิภา พรมเสน เลขท่ี 40 ห้อง ม.4/6

ครูประจาวิชา : ครูวธญั ญู ทองเหลอื

เครื่องมือช่างในโลกปัจจบุ ัน

ความหมายและความสาคัญ
ช่าง หมายถงึ ผชู้ านาญในการฝีมือ หรือศลิ ปะอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง
งานช่าง หมายถึง การทางานของช่าง หรือส่ิงท่ีเกิดจากการทางานของช่าง ผทู้ ี่เป็นช่างมกั มีคาต่อทา้ ย

เพือ่ บอกประเภทหรือสาขาของงานทที่ า เช่น ช่างไฟฟ้ า ช่างไม้ ช่างปูน ช่างเขียนแบบ ช่างยนต์ ช่างเสริมสวย
งานช่าง หมายถงึ การนาความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกบั วสั ดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมือ วิธีการทางาน ตลอดจน

กระบวนการทางเทคโนโลยี สิ่งแวดลอ้ มมาใชใ้ นการบารุงรกั ษา ซ่อมแซม ติดต้งั เคร่ืองมอื เคร่ืองใช้ อยา่ งเป็น
ระบบ

งานช่างพ้ืนฐาน หมายถงึ งานช่างเบ้ืองตน้ ทที่ ุกคนสามารถทาไดด้ ว้ ยตนเอง ส่วนใหญเ่ ป็นงานท่ี
เก่ียวขอ้ งกบั การซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใชท้ ไี่ มย่ งุ่ ยากสลบั ซบั ซอ้ น หรือลงทนุ สูง
ผลการคน้ หารูปภาพสาหรบั อุปกรณ์งานช่าง

ประโยชน์ของงานช่างพนื้ ฐาน
ประโยชนโ์ ดยตรง ไดแ้ ก่ การประหยดั ค่าใชจ้ า่ ย ประหยดั เวลา ควบคุมดูแลการทางานได้ เลอื กใช้

เครื่องมอื ไดถ้ กู ประเภทและปลอดภยั ซ่อมแซมไดด้ ว้ ยตนเอง ยดื อายกุ ารใชง้ านของเครื่องมอื เคร่ืองใช้
ประโยชน์โดยออ้ ม ไดแ้ ก่ การใชเ้ วลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์ เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลนิ เกิด

ความรู้ความชานาญ เป็นพ้นื ฐานและแนวทางศึกษาตอ่ หรือประกอบอาชีพ เสริมสร้างลกั ษณะนิสัยท่ดี ีให้แก่
ตนเอง รู้จกั วิธีการทางานทถี่ ูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ทาใหช้ ีวิตสมดุลเน่ืองจากช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทา
ให้เกิดความสมดุลดา้ น ร่างกายและจิตใจ

ลักษณะของงานช่าง สามารถแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญๆ่ คอื

1. งานบารุงรักษา เป็นงานทีต่ อ้ งใชค้ วามรู้ความสามารถเก่ียวกบั หลกั การ วิธีการทางาน วิธีการ
บารุงรักษา เพ่ือใหเ้ คร่ืองมอื เคร่ืองใช้ในบา้ นสามารถใชง้ านไดถ้ กู ตอ้ ง ปลอดภยั และมอี ายกุ ารใชง้ านยาวนาน

2. งานซ่อมแซม/การดดั แปลง เป็นการนาความรู้ ทกั ษะต่างๆ มาใชเ้ พอื่ ตรวจสอบหรือซ่อมแซม
เครื่องมอื เครื่องใชใ้ นบา้ นทช่ี ารุดให้สามารถใชง้ านต่อไปได้

3. งานตดิ ต้งั /การประกอบ เป็นงานที่ตอ้ งใชค้ วามรู้ ความชานาญและทกั ษะตา่ งๆ เพือ่ ติดต้งั เคร่ืองใช้
อปุ กรณ์ต่างๆ ในบา้ นให้สามารถใชง้ านไดถ้ ูกตอ้ งและปลอดภยั

4.งานผลิต เป็นงานท่ตี อ้ งใชค้ วามรู้และทกั ษะเกี่ยวกบั การคิดวิเคราะห์ วางแผน ออกแบบและผลติ
ช้ินงาน และวธิ ีการทางาน เพ่อื วางแผนปฏบิ ตั งิ านใหไ้ ดผ้ ลผลิตที่สอดคลอ้ งกบั การดารงชีวิตประจาวนั

หลักการทางานช่าง
1. มคี วามรู้เก่ียวกบั เคร่ืองมอื เครื่องใช้ อปุ กรณท์ ี่จาเป็นในบา้ น
2. มีความรู้เกี่ยวกบั หลกั การทางานของเคร่ืองมือ เคร่ืองใช้ และอปุ กรณ์ในบา้ น
3. มคี วามรู้เกี่ยวกบั หลกั การของวสั ดุ
4. มคี วามรู้เกี่ยวกบั เทคโนโลยี ทรัพยากร พลงั งาน และส่ิงแวดลอ้ ม
5. มีความรู้เกี่ยวกบั การออกแบบ อ่านแบบ วเิ คราะห์ วางแผน บารุงรกั ษา ติดต้งั
6. มที กั ษะการคานวณคา่ ใชจ้ ่ายต่างๆ
7. มคี วามขยนั อดทน ตรงตอ่ เวลา ซื่อสัตย์ ประหยดั

กระบวนการทางานช่าง
1. ศึกษาคูม่ อื การทางานของเครื่องมือ เครื่องใช้ และอ่านแบบ
2. ศกึ ษาหลกั ความปลอดภยั ทรัพยากร วสั ดอุ ุปกรณ์อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม เพือ่ ความปลอดภยั ของ

ผปู้ ฏิบตั ิงานและเพื่อนร่วมงาน
3. อนุรกั ษพ์ ลงั งานและส่ิงแวดลอ้ ม
4. คานวณคา่ ใชจ้ ่าย เป็นข้นั ตอนท่สี าคญั เพราะจะทาใหร้ ู้คา่ ใชจ้ า่ ยในการทางาน
5. วางแผนปฏิบตั งิ าน คือการกาหนดข้นั ตอนต้งั แตเ่ ร่ิมตน้ จนงานสาเร็จ
6. เลือกใชเ้ ทคโนโลยี เพื่อความสะดวก รวดเร็ว
7. เลือกเคร่ืองมือ วสั ดแุ ละอปุ กรณ์
8. ปฏบิ ตั ิงานใหเ้ ป็นไปตามแผนทีว่ างไว้
9. ตรวจสอบความเรียบร้อย
10. แกไ้ ขและปรบั ปรุง
11. จดั เก็บและบารุงรักษาเครื่องมือ

ส่วนกระบวนการทางานผลติ มสี ่วนเพมิ่ เติม ดังนี้
1. ศกึ ษาความตอ้ งการและความเป็นไปได้
2. ออกแบบ เขยี นแบบ
3. ตรวจสอบคณุ ภาพ
4. การจดั การผลผลิตและบรรจภุ ณั ฑ์

ทักษะกระบวนการทางานช่าง
ทกั ษะกระบวนการทางาน หมายถงึ การลงมือทางานดว้ ยตนเอง โดยมงุ่ เนน้ การฝึกวธิ ีการอยา่ ง

สม่าเสมองานช่างทุกประเภทมขี ้นั ตอนการทางานดงั น้ี
1. การวเิ คราะห์งาน คือการแจกแจงงานที่ทาว่าเป็นงานประเภทใด ลกั ษณะใด อุปกรณ์ เครื่องมอื ใด
2. การวางแผนในการทางาน
3. การปฏบิ ตั ิงาน
4. การประเมินผลงาน

ทักษะการทางานร่วมกับผ้อู ื่น
หมายถงึ การทางานเป็นกล่มุ สามารถทางานร่วมกบั ผอู้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ทางานมขี ้นั ตอน มีหลกั

สาคญั ดงั น้ี
1. รู้จกั บทบาทหนา้ ที่ภายในกลมุ่
2. มที กั ษะในการฟัง พูด แสดงความคดิ เห็นและอภิปราย
3. มคี ณุ ธรรมในการทางานร่วมกนั เช่น รับผิดชอบ ขยนั อดทน ซ่ือสัตย์
4. สรุปผลโดยการจดั ทารายงาน
5. นาเสนอรายงาน

กระบวนการในการทางานกล่มุ
1. เลอื กหัวหนา้ กลุ่ม มีการหมนุ เวยี นในการทางานแตล่ ะคร้ัง
2. กาหนดเป้ าหมายของงานวา่ คอื อะไร อยทู่ ี่ใด
3. วางแผนการทางาน เช่นจาอะไรบา้ ง ทาอะไรกอ่ นหลงั จะทางานอยา่ งไร
4. แบ่งงานตามความสามารถและความถนดั
5. ลงมือปฏิบตั งิ านตามบทบาท หนา้ ท่ี และข้นั ตอนทว่ี างไว้

6. ประเมินผลและปรับปรุงงาน

ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา มีข้นั ตอนดงั น้ี
1. สังเกต ตอ้ งศกึ ษาขอ้ มูล รบั รู้ ทาความเขา้ ใจ
2. วิเคราะห์ จดั ลาดบั ขอ้ มูล หาความสาคญั และสาเหตขุ องปัญหา เลอื กแกป้ ัญหาทีส่ าคญั และเหมาะสม
3. สร้างทางเลือก แสวงหาทางเลอื กอยา่ งหลากหลาย
4. ประเมินทางเลือก ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง

หลักการจัดการงานช่าง
การจดั การ หมายถึง ความพยายามของบคุ คลทจ่ี ะจดั ระบบงาน (ทางานเดี่ยว) และจดั ระบบคน (ทางาน

กลุ่ม) เพื่อใหก้ ารทางานสาเร็จตามเป้ าหมายอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ นอกจากน้ี การจดั การเป็นส่ิงสาคญั อยา่ งย่งิ ใน
การดาเนินชีวติ แตล่ ะครอบครัว เพราะหากมีการจดั การทด่ี ีก็จะทาให้ครอบครัวมแี ตค่ วามสุข จะช่วยให้การ
ดาเนินชีวติ และครอบครวั มกี ารวางแผน
กระบวนการจดั การงานช่าง กระบวนการจดั การงานช่างมขี ้นั ตอนดงั น้ี

1. การวางแผนการดาเนินงาน
2. การแบ่งงาน
3. การบริหารงานบุคคล
4. การบริหารงานเงนิ และวสั ดุ
5. การผลติ

6. การจดั จาหน่ายและบริการ
7. การแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง

การประเมินผลการทางานงานช่าง มีหลกั การประเมนิ ดงั น้ี
1. การประเมนิ ก่อนการดาเนินงาน เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจในการทางานแต่

ละข้นั ตอน วา่ มีความเหมาะสม เพยี งพอหรือไม่
2. การประเมนิ ระหว่างการดาเนินงาน เป็นการประเมินกระบวนการทางานอยา่ งเป็นระบบทุกข้นั ตอน

เป็นการประเมนิ ตามสภาพจริงของการทางาน โดยการสงั เกต สอบถามหรือสมั ภาษณ์
3. การประเมินหลงั การดาเนินงาน เป็นการประเมินความสาเร็จของการวางแผนการทางานหรือผลงาน

ว่าเป็นไปตามวตั ถุ ประสงคเ์ พียงใด เป็นการประเมนิ ผลตามสภาพจริง ต้งั แต่การวางแผน การทางาน
กระบวนการกลมุ่ ผลงาน ความสาเร็จ ความประทบั ใจในผลงาน นอกจากน้ียงั ตอ้ งประเมินคณุ ธรรม จริยธรรม
และคณุ ลกั ษณะท่พี ึงประสงคใ์ นการทางานช่างไดแ้ ก่

– ความรบั ผดิ ชอบ ความซื่อสัตย์ ความขยนั ความอดทน รักการทางาน
– ความประหยดั อดออม ตรงเวลา
– ความเอ้ือเฟ้ื อ ความเสียสละ ความมีวินยั ในการทางาน

อ้างอิง
เคร่ืองมือช่างในโลกปัจจุบนั . ความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกบั งานช่าง [ออนไลน]์ . 2559 แหล่งที่มา :
https://shorturl.asia/bry6l [ 27 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 ]

นางสาวศศวิ ิภา พรมสน เลขท่ี 40 ม.4/6

ขอบคุณค่ะ


Click to View FlipBook Version