The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาIS2ครูวีรญา_merged

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Veeraya Changnam, 2022-09-02 13:52:11

วิชาIS2ครูวีรญา_merged

วิชาIS2ครูวีรญา_merged

วชิ า IS2 การสอื
ครวู รี

อ่ สารและการนาเสนอ
รญา ชา้ งนา้

ใบความรทู้ ่ี 1
การเขียนรายงานเชงิ วิชาการ

เมือ่ ผเู้ รยี นได้จัดทำกำรวิเครำะห์และสรปุ องคค์ วำมรมู้ ำแลว้ จำก IS1 สว่ นสำคัญทจ่ี ะตอ้ งจัดทำตอ่ ไป
คือ กำรเขียนรำยงำนเชิงวชิ ำกำรทมี่ อี งคป์ ระกอบครบถ้วน ในที่น้ีเน้นกำรเขยี นรำยงำน 5 บท

กำรเขยี นรำยงำนเปน็ กำรบันทกึ สิ่งท่ีไดเ้ รียนรู้และสิ่งท่คี น้ พบไวใ้ นเอกสำรหลกั ฐำนสำหรับกำรอ้ำงองิ
ถึงองคค์ วำมรู้ในด้ำนต่ำง ๆ และเพอื่ กำรเผยแพร่องคค์ วำมรู้สำหรับกำรศึกษำคน้ คว้ำเพม่ิ เตมิ ต่อไป

กำรเขียนรำยงำนโดยทว่ั ไปจะมีสว่ นประกอบของรปู แบบใน 3 สว่ น ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 : รปู แบบของเอกสารรายงาน มีสว่ นประกอบดงั นี้

1) ปกรำยงำน (Cover หรือ Binding) หรือปกหนำ้
 ชอ่ื เร่อื ง...........................................................
 ผู้จดั ทำ...........................................................
 ชนั้ ..................................................................
 ครทู ีป่ รึกษำ....................................................
 รำยงำนน้ีเป็น.................................................
 โรงเรยี น.........................................................
 สำนักงำนเขตพืน้ ทกี่ ำรศกึ ษำ.........เขต..........
 ภำคเรยี นท่ี.....................................................
 ปกี ำรศึกษำ.....................................................

2) ใบรองปก (En Paper) มขี ้อควำมเชน่ เดยี วกบั ปกหนำ้
3) บทคัดยอ่ (Abstract)
4) คำนำ (Preface)
5) กิตติกรรมประกำศ (Acknowledgements)
6) สำรบัญ (Table Contents)
7) หน้ำสำรบัญภำพ (Table of lustrations)

ส่วนที่ 2 : ส่วนเนือ้ เรอื่ งหรอื เนื้อหารายงาน (Taste) ประกอบไปด้วยสว่ นต่ำง ๆ ดงั นี้

บทที่ 1 : บทนำ ประกอบไปด้วยหัวข้อกำรรำยงำน ดงั น้ี
 ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของกำรศกึ ษำคน้ ควำ้
 วัตถปุ ระสงค์ของกำรศกึ ษำคน้ คว้ำ
 สมมติฐำน
 ขอบเขตกำรศึกษำคน้ คว้ำ
 ประโยชนท์ ีค่ ำดวำ่ จะไดร้ บั

บทที่ 2 : เอกสำรประกอบกำรศึกษำ ค้นคว้ำ ประกอบดว้ ยหัวข้อกำรรำยงำน ดังนี้
• ทฤษฏีหรือแนวควำมคิดในกำรศึกษำค้นคว้ำ
• เอกสำรตำ่ งๆ ทเ่ี กยี่ วข้องในกำรศึกษำค้นควำ้ ครง้ั นี้

บทที่ 3 : วิธีดำเนนิ กำร ประกอบไปด้วยหัวขอ้ กำรรำยงำน ดังน้ี
• แหล่งท่ีมำของข้อมูล
• วิธกี ำรศึกษำกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จำกแหล่งข้อมูลต่ำงๆ
- มกี ำรดำเนนิ กำรศกึ ษำคน้ คว้ำอย่ำงไร
- เก็บขอ้ มลู มำจำกไหน ประชำกรคอื ใคร และกลุม่ ตัวอย่ำงเป็นอยำ่ งไร
- ใชอ้ ะไรเป็นเคร่ืองมือในกำรเก็บ และเก็บอยำ่ งไร
• กำรวิเครำะหข์ ้อมูล สถติ ิทใ่ี ชค้ ืออะไร เปน็ ค่ำรอ้ ยละหรอื คำ่ เฉลยี่ เปน็ ตน้

บทท่ี 4 : ผลกำรวิเครำะห์ขอ้ มูล ประกอบไปดว้ ยหวั ขอ้ กำรรำยงำน ดังน้ี
• กำรเสนอรำยงำนในรูปแบบของกำรบรรยำยเชิงพรรณนำ
ประกอบดว้ ยสิง่ ต่ำงๆ เช่น
 ตำรำง
 แผนภมู ิ
 กรำฟ
 อนื่ ๆ ทีใ่ ช้ประกอบกำรอธิบำย

บทที่ 5 : สรปุ อภิปรำยและข้อเสนอแนะ ประกอบไปดว้ ยหัวข้อกำรรำยงำน ดังน้ี
• สรปุ ภำพรวมของกำรศึกษำคน้ ควำ้ โดยนำเนอ้ื หำสำระในบทที่ 1-3
มำเขียนสรุปในภำพรวมอยำ่ งกระชบั
• สรปุ ผลกำรศกึ ษำค้นคว้ำวำ่ สง่ิ ทค่ี ้นพบนัน้ คอื อะไร อยำ่ งไรบ้ำง สอดคลอ้ งกบั
สมมตฐิ ำนหรือไม่ และสำมำรถนำมำใชต้ อบใหต้ รงประเดน็ คำถำมได้หรอื ไม่ โดย
นำเน้อื หำในบทท่ี 4 มำสรุปอยำ่ งกระชับ
• อภปิ รำยผลว่ำกำรศกึ ษำคน้ คว้ำครั้งน้มี ีผลออกมำเปน็ อย่ำงไร เป็นไปตำม
สมมติฐำนหรือไม่อย่ำงไร สิง่ ท่ไี ด้จำกกำรศึกษำคันควำ้ แตกตำ่ งจำกกำรทคี่ น
อน่ื ที่ได้ทำไวอ้ ย่ำงไร (กรณที ีม่ ีผอู้ น่ื เคยศึกษำค้นควำ้ ในเร่อื งเดยี วกนั )
• ขอ้ เสนอแนะประกอบไปดว้ ย
 ข้อเสนอแนะสำหรบั ผ้สู นใจทจี่ ะนำผลทีไ่ ด้จำกกำรศึกษำครงั้ นี้ไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์
 ขอ้ เสนอแนะท่ีผ้เู รยี นคนอ่นื ๆ จะทำกำรศกึ ษำตอ่ ยอดออกไปอย่ำงไร
 อ่ืนๆ ท่ปี ระโยชนต์ ่อกำรศึกษำคน้ คว้ำในเร่อื งเดียวกัน

สว่ นท่ี 3 : สว่ นทา้ ยของรายงานการศึกษาค้นคว้า ประกอบไปดว้ ยหวั ข้อการรายงาน ดงั นี้
1) บรรณำนุกรม (Bibliographies) - ควรเขียนให้ถูกหลักท่ีเลือกใช้
1 2) ภำคผนวก (Appendices) - ควรนำขอ้ มลู ท่ีได้จำกกำรนำมำวิเครำะห์เพื่อใช้
อ้ำงองิ ท่มี ำทีไ่ ปในกำรศึกษำ เช่น เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นกำรเก็บข้อมลู

ราย ะเอียดวิ กี าร ิม

 กำรพิมพใ์ ห้ใช้ตัวอกั ษร TH SarabunPSK เทำ่ นั้น โดยมีขอ้ กำหนดดงั นี้
1. บทที่ และชอื่ เรือ่ งบท ใชข้ นำด 18 แบบ หำ่ งจำกขอบบน 2 น้ิว
2. หน้ำอ่ืนทไ่ี มใ่ ช้หน้ำบท ให้หำ่ งจำกขอบบน 1.5 น้ิว
3. ถำ้ เป็นกำรพิมพ์ขอ้ ควำมปรกติใชข้ นำด 16 และ หวั ข้อเนื้อหำใหใ้ ช้ ขนำด 16 แบบหนำ
4. กำรใช้ภำษำอังกฤษใหใ้ ชร้ ปู แบบเดยี วกันรปู แบบทเี่ ปน็ ภำษำไทย

 กำรต้ังค่ำหน้ำกระดำษ
1. ขอบบน 1.5 นิ้ว
2. ขอบ ้ำย 1.5 นิ้ว
3. ขอบขวำ 1 นิ้ว
4. ขอบล่ำง 1 น้ิว

 ข้นึ ต้นบทใหมใ่ หใ้ ชค้ ำวำ่ “บทท.ี่ ..” หำ่ งจำกขอบบน 2 น้วิ และไมพ่ มิ พต์ วั เองบอกหนำ้
 ตัวเลขบอกหน้ำให้พิมพ์บนตำแหนง่ ของขอบบนขวำ หำ่ งจำกขอบกระดำษดำ้ นบน 0.5 น้ิว และหำ่ ง

จำกขอบขวำ 0.5 นิว้ และตัวอักษร TH SarabunPSK ขนำดปกติ 16
 ตง้ั แต่บทคัดยอ่ จนถงึ บทที่ 1 ให้พิมพ์เลขหน้ำขอบล่ำง ตรงกลำง เปน็ ภำษำไทยและมวี งเลบ็ โดยเริ่ม

หนำ้ บทคดั ยอ่ เปน็ (ค) ไปจนถึงหนำ้ กอ่ นบทท่ี 1

ใบความรู้ท่ี2 การนาเสนอผลงาน

ความหมายของการนาเสนอผลงาน

“การนา” หมายความว่า พาไป,ไปขา้ งหน้า,พาไปข้างหน้า
“เสนอ” หมายความว่า การย่ืนเร่ืองราว, ความเห็น, ญัตติ เป็นต้น เพ่ือให้ทราบ
ใหพ้ จิ ารณา หรือสง่ั การ
ดังนน้ั “การนาเสนอ”(Presentation) หมายความถงึ วธิ กี ารนาเสนองาน หรอื ผลงานหรือ
ขอ้ มลู เพ่อื ใหผ้ า่ นการพิจารณาแกผ่ รู้ บั ฟัง ผู้รบั ข่าวสารข้อมูล เพ่อื ใหบ้ รรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์ ทีผ่ ูน้ าเสนอ
กาหนดไว้
การนาเสนอผลงาน เป็นรปู แบบของการแสดงขอ้ มลู แนวความคิด กระบวนการกรรมวธิ ี ท่ี
ผคู้ ดิ สร้างสรรคผ์ ลงานต้องการจะถ่ายทอดใหก้ ับผ้รู ับขา่ วสารขอ้ มลู ผ้ตู รวจสอบ หรอื ผ้เู ชยี่ วชาญ ไดร้ บั
ทราบและเข้าใจผลงานน้นั ๆ โดยการนาเสนอด้วยปากเปลา่ หรือการเลือกใช้เครอ่ื งมอื โสตทศั นปู กร ณ์
ประเภทตา่ งๆ ทมี่ ีความเหมาะสมกบั กลุ่มผรู้ บั ขา่ วสาร เพอ่ื ทาใหเ้ กิดความสนใจ และเขา้ ใจไดโ้ ดยงา่ ย

รูปแบบการนาเสนอ

การนาเสนอผลงาน เป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้ ความคิด กระบวนการกรร มวิธี
การคดิ การประดษิ ฐ์ การสรา้ งสรรค์ จากผปู้ ระดษิ ฐ์ไปยังผูร้ ับข่าวสารข้อมูล การนาเสนอมีหลายแบบ
พอสรุปได้ ดงั นค้ี อื

1. การนาเสนอดว้ ยตนเอง ไดแ้ ก่ การนาเสนอดว้ ยการพดู การสาธติ การทดลอง การแสดงออก
ดว้ ยกริ ยิ าทา่ ทาง สหี น้า น้าเสยี ง รวมทั้งการเชญิ ผรู้ ับฟังเข้าร่วมปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง ซง่ึ เป็น
วิวัฒนาการของการนาเสนอทส่ี ามารถสรา้ งความเข้าใจได้เรว็ และลึกซง้ึ กว่าการถา่ ยทอดด้วยคา พูด
อยา่ งเดยี ว

2. การนาเสนอโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเร่ือง สาหรับการนาเสนอสิ่งประดิษฐ์คิดค้นท่ใี ช้ความ
เชย่ี วชาญเฉพาะด้าน จงึ ควรใหผ้ ูเ้ ชย่ี วชาญดา้ นนัน้ ๆ เปน็ ผู้ถ่ายทอดใหก้ บั กล่มุ ผูร้ บั ฟงั โดยเฉพาะในกรณี
ทผี่ ฟู้ ังเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ เช่นเดยี วกนั เพอ่ื ที่จะสามารถ นาเสนอและตอบข้อ
โตแ้ ย้งไดอ้ ยา่ งลกึ ซ้ึงกว่า

3. การนาเสนอโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เป็นการใช้เคร่ืองมือโสตทัศนูปกรณ์
อปุ กรณต์ ่างๆเขา้ ชว่ ยในการนาเสนอ ได้แก่ การใช้เครือ่ งวิชวลไลเซอร์ วดี ทิ ัศน์ และคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
เพ่อื เสรมิ สรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจในเนือ้ หาทน่ี าเสนอมากขนึ้

4. การนาเสนอด้วยวิธีการผสม คือ การใช้เทคนิควธิ ีต่างๆ หลายวิธีมาผสมกัน ตามความ
เหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย วัตถปุ ระสงค์ เนื้อหา และช่วงเวลาในการนาเสนอ เชน่ การนาเสนอให้
เพ่ือนนักเรียนในห้อง ท่ีอาจใช้วิธีการบรรยาย กับการนาเสนอให้กับกรรมการตัดสินการประกวด

สิ่งประดิษฐ์คิดค้น ท่ีควรบรรยายพร้อมกับการฉายภาพสไลด์ หรือการนาเสนอ ด้วยโปรแกรม
คอมพวิ เตอรใ์ หเ้ หน็ ชดั เจนกว่า

ขน้ั ตอนการเตรียมการเพ่อื นาเสนอ

1. การหาข้อมูลของผู้รับฟัง เป็นข้ันตอนการเตรียมการนาเสนออันดับแรก หลังจากที่ผู้
นาเสนอทราบถึงกลุ่มบุคคลที่จะเป็นผู้รับฟัง ควรศึกษาดูว่าผู้ฟังมีใครบ้าง เป็นผู้ที่มีความรู้ ความ
เชย่ี วชาญในเร่อื งท่ีจะนาเสนออยแู่ ลว้ หรือไม่ หากไมม่ คี วามรู้ความเชยี่ วชาญเฉพาะด้านก็จาเป็นที่
จะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปูพื้นความรู้ให้กับผู้ฟังบางส่วนก่อนนาเข้าสู่ความคิด สร้างสรรค์ใน
สิ่งประดิษฐ์ แตถ่ า้ เปน็ ผูเ้ ชีย่ วชาญในด้านน้อี ยแู่ ล้ว กค็ วรนาเสนอขอ้ มูลในเชิงลกึ แตค่ วรกระชบั สัน้

งา่ ย เพ่ือไมใ่ ห้การนาเสนอเป็นเรื่องยดื เยื้อนา่ เบอื่ เป็นตน้
2. การเตรียมข้อมูล สถานท่ี อุปกรณ์ หลังจากท่คี น้ ควา้ หาข้อมลู ทจ่ี ะนามาใช้ในงานนา เสนอ

แลว้ ผู้นาเสนอจาเปน็ ต้องคัดเลือกข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอ ตอ้ งมีการวเิ คราะหข์ ้อมูล การเรียน
เรยี งขอ้ มูลใหม่ โดยคานึงถงึ ความเข้าใจของผู้รบั ฟงั การนาเสนอเป็นหลัก นอกจากนคี้ วรหาข้อมลู นอก
สถานที่ อปุ กรณ์ และโสตทศั นูปกรณ์ท่จี าเป็นและเหมาะสมกับการใชน้ าเสนอ เชน่ สถานทน่ี ั้นเป็น
สถานที่ใด มขี นาดเท่าไร มรี ะบบเสียงระบบแสงอย่างไรหรือไม่ ควรใชเ้ สยี งที่มีความดังขนาดใด มี
สง่ิ รบกวนการนาเสนอหรอื ไม่ ฯลฯ สิง่ เหลา่ นีย้ อ่ มมผี ลต่อความสาเร็จและความล้มเหลวในการนาเสนอ
สว่ นส่ือหรือโสตทศั นูปกรณ์ ต้องจดั เตรยี มใหเ้ หมาะสมกบั เนอ้ื หาและสภาพแวดลอ้ มท่จี ะนาเสนอ

3. การลาดับเน้ือหาก่อน – หลงั เปน็ เทคนิคทใ่ี ช้ในการนาเสนอประเภทหนึ่ง เนอ่ื งจากการ
ลาดบั เนื้อหาก่อนหลังหรือการเรยี งลาดบั เหตกุ ารณ์ท่ีดี จะช่วยให้ผู้ฟงั เกิดความเข้าใจ อดีต ปัจจุบนั

และอนาคตได้ง่ายข้ึน โดยเฉพาะอย่างยิง่ เมือ่ มกี ารอา้ งองิ ถงึ ประวัติ หรอื เรือ่ งราวในอดตี จะทาให้ผรู้ บั
ฟงั การนาเสนอสามารถมองเห็นภาพได้อยา่ งเปน็ ลาดบั ข้ันตอน

4. การร่างข้อความสาหรับการแนะนาตัวและเปิดการนาเสนอ เป็นข้ันตอนแรกในการ
นาเสนอ ผูน้ าเสนอจาเป็นต้องร่างขอ้ ความสาหรับการแนะนาตวั และเปดดการนาเสนอไว้ เพราะการ
เตรียมพร้อมไวล้ ว่ งหนา้ จะทาใหผ้ ้นู าเสนอสามารถปรับเปลย่ี นบทพดู ให้มีความเหมาะสมถูกต้อง และมี
ความพร้อม หากผนู้ าเสนอไมม่ กี ารเตรียมพรอ้ มเอาไวก้ ่อน เมื่อถงึ เวลาในการนาเสนอ อาจทาให้ผู้นา
เสนอลาดับเนื้อหาของการเปดด การนาเสนอผดิ พลาด ทาให้การนาเสนอล้มเหลวตั้งแต่เรม่ิ ต้น

5. การรา่ งข้อมลู ย่อทใี่ ช้ในการนาเสนอ การร่างข้อมูลทจ่ี ะนาเสนอมีประโยชน์ตอ่ ผนู้ าเสนอใน
การลาดับข้อมลู ท่จี ะนาเสนอ ด้วยการร่างข้อมูลโดยย่อ ไม่ควรจดบันทึกขอ้ มลู ทั้งหมด เพราะจะทาให้

มจี านวนข้อมูลมากเกนิ ความจาเปน็ ผนู้ าเสนอควรจดบนั ทกึ เฉพาะข้อมลู ท่ีมคี วามสาคัญหรือจาไม่ได้
เท่านนั้ สว่ นข้อมูลที่ไมส่ าคัญหรอื ข้อมูลที่ผ้นู าเสนอมคี วามเขา้ ใจอยู่แลว้ กค็ วรใช้ความสามารถ ความ
ชานาญของผนู้ าเสนอเองในการจาหรอื ทาความเขา้ ใจ

6. การร่างข้อความกล่าวสรุปประเด็น เป็นการกล่าวก่อนสิ้นสุดการนาเสน อ ซึ่งมี

ความสาคัญเชน่ เดียวกับการเปดด การนาเสนอ ผนู้ าเสนอจาเป็นต้องรา่ งขอ้ ความสรุปไว้ เพอื่ เตรียม
กล่าวสรปุ หากผู้กล่าวสรปุ ไม่สามารถสรุปเน้ือหาที่นาเสนอได้อย่างถูกต้อง จะทาให้ผรู้ ับฟังการ
นาเสนอเกิดความสับสน การกลา่ วสรุปประเด็นท่ีดีจงึ มีส่วนช่วยให้ผรู้ บั ฟังการนาเสนอ เกดิ ความ
เข้าใจในเนื้อหาท่ีนาเสนอมากย่ิงขึน้ ผ้นู าเสนอจงึ จาเป็นต้องมกี ารรา่ งขอ้ ความกลา่ วสรปุ ประเด็นไว้
ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้สรุป เรียบเรียง และคัดเลือกข้อความสรุปที่มีเนื้อหา ที่ถูกต้อ งแล ะ
เหมาะสมที่สุด

7. การจัดสรรเวลา ในการนาเสนอมักจะมกี าหนดเวลาในการนาเสนอทีแ่ น่นอนไว้ ปัจจัย
ด้านเวลาจึงเปน็ ส่ิงสาคัญที่ผู้นาเสนอต้องนามาพิจารณาในการกาหนดเนื้อหาท่ีจะนาเสน อด้วย
เพอ่ื ใหก้ ารนาเสนอต้ังแต่เริ่มต้นจนถึงสน้ิ สุดอย่ใู นช่วงระยะเวลาท่ไี ด้กาหนดไว้ ผนู้ าเสนอสามารถ

จดั สรรเวลาใหม้ ีความเหมาะสมได้ 2 วิธี คือ ใช้วิธีการคาดคะเน วา่ เนือ้ หาที่จะนาเสนอมมี ากน้อย
เพียงใด ต้องใช้เวลาเท่าใด หรือใช้วิธีการซ้อมการนาเสนอ ซ่ึงจะให้ประโยชน์อย่างมากในการ
พัฒนาความสามารถในการนาเสนอของตน และทาให้สามารถใช้เวลาในการนาเสนอได้อย่าง
แม่นยากว่า และยังชว่ ยให้ผูน้ าเสนอไม่รู้สกึ ตน่ื เตน้ ไม่มีอาการพูดผิดๆ ถกู ๆ อกี ดว้ ย

8. การเลอื กสือ่ ในการนาเสนอให้เหมาะสม ซ่ึงจะชว่ ยให้ผูร้ ับฟงั การนาเสนอมคี วามเข้าใจใน
เน้ือหาทีน่ าเสนอมากยิ่งข้ึน การเลอื กใช้ส่ือท่ีไมเ่ หมาะสม หรอื ใช้มากเกินความจาเป็น ก็จะทาให้
เกิดความสับสน น่าเบ่ือหน่าย และทาให้การนาเสนอในคร้ังน้ันลม้ เหลวได้ ปัจจัยท่ีตอ้ งนามา
ประกอบการเลอื กใช้สือ่ คอื เนอ้ื หา สถานที่ ระยะเวลาที่ใชใ้ นการนาเสนอ งบประมาณ ประเภท
ของผรู้ บั ฟังการนาเสนอ และความสามารถในการใช้สือ่ ของผู้นาเสนอ

การใชโ้ สตทศั นปู กรณ์ในการนาเสนอ

การนาเสนอทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพจาเป็นตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์โสตทัศนปู กรณเ์ ข้าช่วย เพอื่ ชว่ ยให้การ
อธบิ ายกระจา่ งชดั ย่งิ ข้ึน และชว่ ยให้ผู้ฟังเขา้ ใจไดง้ า่ ยขึ้นดว้ ย โสตทศั นปู กรณ์มีประโยชนใ์ นการช่วย
สนบั สนนุ การนาเสนอใหม้ ปี ระสิทธภิ าพและประสบความสาเรจ็ ดังนี้

1. ชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจ การนาเสนอโดยใชแ้ ต่เสียงพูดของผนู้ าเสนอ แม้ว่าใช้เทคนิคใน
การพดู การเคล่ือนไหวร่างกาย การแสดงทา่ ทางต่างๆ เข้ามาใช้เพ่ือดงึ ดดู ความสนใจของผู้ฟัง ก็ยงั
ทาใหผ้ ู้ฟังรู้สกึ เบอ่ื หนา่ ยได้ การเลือกโสตทัศนูปกรณท์ ่มี ีความเหมาะสม ประกอบกับการจดั เน้อื หา
และภาพประกอบลงในส่ือใหน้ า่ สนใจ สามารถช่วยดงึ ดดู ความสนใจของผู้ฟังได้

2. ชว่ ยใหเ้ ข้าใจเรื่องท่ีนาเสนอได้ง่ายขน้ึ การนาเสนอท่ีดตี ้องอธิบายใหผ้ ู้ฟังได้เห็น ภาพ

ข้ันตอน กระบวนการในการประดิษฐ์ ซึ่งอาจอธิบายด้วยการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ยาก การใช้
โสตทัศนูปกรณ์มาชว่ ยในการนาเสนอสามารถช่วยให้ผฟู้ ังมองเหน็ ภาพชัดเจน และเขา้ ใจในเรื่องท่ี
นาเสนองา่ ยมากข้ึน

3. ชว่ ยรักษาระดบั ความสนใจและสร้างความพงึ พอใจให้ผู้ฟัง การใชเ้ วลาในการนาเสนอ
นานๆ อาจจะทาใหผ้ ้เู สนอรู้สกึ เม่อื ยลา้ และเบอ่ื หนา่ ยได้ การใช้โสตทัศนปู กรณจ์ ะช่วยรักษาร ะดับ
ความสนใจของผู้ฟงั และยังสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ฟังได้ด้วย เพราะทาให้ผู้ฟังรู้สึก
เพลิดเพลนิ นา่ ติดตาม สนใจการนาเสนออยู่ตลอด

ประเภทของโสตทศั นปู กรณท์ ่ใี ช้ในการนาเสนอ

โสตทศั นูปกรณ์ที่ใช้ในการนาเสนอมีให้เลือกหลายประเภท ดังนี้
1. เคร่ืองฉายภาพโปรเจคเตอร์ (Projector)
เป็น โสตทัศนูปกร ณ์ที่ทัน สมัย มา กท่ีสุดอีกอย่า งหนึ่ ง

สาหรับการนาเสนอ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดสื่อ

เคลื่อนไหวตา่ งๆ ออกทางจอภาพ สามารถเช่ือมต่อกับ

อปุ กรณอ์ นื่ ๆ เพอ่ื ใช้งานได้ เชน่ คอมพวิ เตอร์ เคร่อื งเล่น

ดีวีดี เป็นต้น

2.จอภาพ (Monitor) ใชฉ้ ายภาพจากโปรเจคเตอร์ มขี าต้ังที่

เปน็ เหลก็ หรอื ไวนิล จอทาจากไฟเบอร์กลาสที่ไม่ฉีกขาด สามารถ

ติดได้บนผนังหรือเพดานได้ ทนทานต่อเปลวไฟและความช้ืน มี

ลูกกลง้ิ สาหรับมว้ นจอ ซึ่งสามารถแนบแผนจอตดิ สนิทกับลูกกลิ้ง

(Roller Adhesive) ขอบดา้ นลา่ งเป็นเหล็ก มีกรอบสาหรบั ยึดจ อ

สามารถม้วนเกบ็ ได้ นาเคล่ือนทไี่ ปใช้ได้สะดวก

3.แบบจาลอง (Models) หรอื ชุดตน้ แบบ เปน็ สื่อ 3 มติ ิ ที่

ยอ่ หรือทาเท่าขนาดจรงิ แต่มักเปน็ ชุดตน้ แบบท่ียังไม่มีความสมบูร ณ์

ยงั ตอ้ งมกี ารปรับปรุง พัฒนาท้ังรปู แบบและเทคนิคกระบวนการอีก การใชแ้ บบจาลองหรือชุด

ต้นแบบประกอบการนาเสนอจะทาให้การนาเสนอสมบูรณ์แบบและเขา้ ใจงา่ ยย่ิงขึน้

4. ก ร ะ ด า ษ ช า ร์ ท ( Flip Charts) หรือแผ่นพลิก คือ

แ ผ่ น กร ะดา ษที่ใช้ เขี ย น ข้ อควา มล งไ ป แผน่ กระดาษจะยดื ตดิ อยู่บนขา

ตั้ง และสามารถพลิกแผน่ กระดาษไปยัง ขอ้ มลู ที่อยู่แผ่นต่อไปได้ ขาตั้ง

ของกระดาษชารท์ สามารถเคลอ่ื นย้ายได้ สะดวก มีนา้ หนักเบา สามารถ

หาซอื้ ได้เหมาะสมกับการใช้งานได้ ซงึ่ มี ท้ังขาตั้งแบบสา มาร ถวา ง ต้ั ง ได้

โดยอิสระ และแบบท่ีสามารถวางบนโต๊ะ ก็ได้ นิยมใช้ใน กา ร เ ขี ย น

ข้อความ แผนภูมิ รูปภาพ และอ่ืน ๆ เพราะมคี วามสะดวกในการ ใช้

งา น สา มา ร ถฉีกออกและต้ังแสดง พรอ้ มๆกนั ได้อยา่ งต่อเนือ่ ง แต่

จ ะไม่นิยมใช้ใน กา ร น า เสน อที่เป็น ทางการ เหมาะกบั การนาเสนอ

ซงึ่ มีผฟู้ ังเป็นกลุม่ เลก็ ๆ ประมาณ 20-30 คน

5. กระดาน (Boards) มีท้ัง กระดานดาและกระดานขาว

แต่ปจั จุบันนยิ มใช้กระดานขาวหรือไวท์บอรด์ (Whiteboard) มากกวา่ มที งั้ ไวทบ์ อร์ดแบบท่ีใช้

แม่เหล็กดดู ตดิ ได้ ซง่ึ มนี ้าหนกั เบา และแบบท่ีเคลือบด้วยกระเบอ้ื งและสอี ีนาเมล แผ่นไวท์บอร์ดมี

ผวิ ทีส่ ามารถลบหมึกออกได้เมอ่ื แห้ง มแี ผน่ โลหะที่แข็งแรงหนุนอยู่ข้างหลัง และมรี เู จาะเอา ไว้ใช้

สาหรบั แขวนขา้ งบนฝาหรือเป็นแผน่ ไวทบ์ อรด์ ที่มขี าตั้ง รวมท้ังแบบท่ใี ชห้ มุนยดึ กระดาษติดได้

6. คอมพิวเตอร์ (Computer) เปน็ เครอ่ื งใช้สานักงานท่ีมคี วามสามารถในการทางานหลาย
อยา่ ง รวมถึงความสามารถในการสร้างสื่อเพื่อใช้ในการนาเสนอดว้ ย โปรแกรมทีน่ ิยมใช้ในการนาเสน อ
มากทีส่ ุดคือ Microsoft Power Point ซ่งึ เป็นโปรแกรมที่ใช้สาหรบั งานนาเสนอโดยเฉพาะ นอกจากน้ยี ัง
สามารถนาคอมพิวเตอรม์ าใช้ในการนาเสนอเชื่อมต่อกบั อปุ กรณฉ์ ายภาพตา่ ง ๆ เชน่ จอโทรทัศน์ เครอื่ ง
ฉายภาพโปรเจคเตอร์ เป็นตน้ คอมพวิ เตอรส์ ามารถนามาใชใ้ นการนาเสนอไดท้ ั้งภาพนิ่ง ภาพเคล่ือนไหว
การต์ นู 3 มติ ิ ฯลฯ

7. วีดีทัศน์/ภาพยนตร์ (Video/Movies) เป็นอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ท่ีใช้แสดงเรอ่ื งราว
ภาพเคล่อื นไหวทีแ่ สดงรายละเอียดต่าง ๆ เก่ียวกับเรอ่ื งทนี่ าเสนอไดเ้ ป็นอย่างดี พรอ้ มทัง้ มเี สียงประกอบ
เพิ่มความเขา้ ใจให้กับผู้ชมด้วย การผลติ วีดีทศั น์หรอื ภาพยนตรผ์ ู้นาเสนอสามารถทาได้เอง ซ่ึงปัจจบุ ันมี
อปุ กรณใ์ นการถ่ายทาภาพยนตร์ที่สะดวกและไมย่ งุ่ ยาก ตัดตอ่ ในคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสาหรับตัด
ต่อเองได้

8. เอกสารประกอบ (Handouts) เปน็ เอกสารท่ีมกี ารอธิบายถึงเนื้อหาของเรอ่ื งทีน่ าเสนอหรือ
อาจเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมจากเนื้อหาท่ีนาเสนอ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเร่ืองที่นาเสนอมากขึ้ น เอกสารทใ่ี ช้
ประกอบการนาเสนอสามารถแจกใหก้ ับผู้ฟังได้ทง้ั กอ่ นการนาเสนอ ระหวา่ งการนาเสนอ และหลงั จากที่
นาเสนอก็ได้ แตโ่ ดยปกติมักจะแจกหลงั จากท่ีนาเสนอเสร็จแล้ว เพื่อไมใ่ หเ้ ปน็ การเบย่ี งเบนความสนใจของ
ผฟู้ งั นาเสนอ

นอกจากโสตทัศนูปกรณ์ทีไ่ ด้กลา่ วมาแล้ว ยังมอี ุปกรณ์โสตทัศนูปกรณอ์ ีกหลายประเภทหลาย
ชนดิ ที่สามารถนามาใช้ช่วยในการนาเสนอได้ ซึ่งในการเลอื กโสตทัศนูปกรณม์ าใช้ในการนาเสนอนัน้ ผนู้ า
เสนอควรจะคานึงถึงความเหมาะสม โดยการนาเอาปจั จยั อื่น ๆ มารว่ มพจิ ารณาและจัดทาข้อมูล ตกแต่ง
ใช้เทคนิคต่าง ๆ เพ่ือใหผ้ ฟู้ ังทาความเข้าใจได้ง่ายและมีความนา่ สนใจให้มากที่สดุ

การจดั นิทรรศการแสดงผลงานการศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเองในรปู แบบโปสเตอร์

การนาเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) เป็นการนาเสนอผลการศกึ ษาคน้ คว้า
ดว้ ยตนเองในรูปแบบปา้ ยสารสนเทศ ขนาด 90 x 110 เซนติเมตร2 บง่ บอกที่มาและความสาคัญของ
การศกึ ษาคน้ ควา้ วธิ ีการดาเนนิ การ ผลและสรุปผลการดาเนินการ ตลอดจนประโยชนห์ รือผลกระทบท่ี
เกดิ จากการศึกษาดังกล่าวอย่างชัดเจน เข้าใจง่าย เพ่ือเผยแพรอ่ งค์ความร้ใู ห้กบั บุคคลอื่น ๆ ท้ังในระดับ
โรงเรยี น ชมุ ชน จงั หวัด ภูมิภาค ประเทศ หรือโลก

ตวั อยา่ งการจดั นทิ รรศการแสดงผลงานการศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเองในรูปแบบโปสเตอร์

ใบความรู้ที่ 3 เรื่อง การเผยแพรผ่ ลงาน

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 เผยแพรเ่ พอ่ื สาธารณะ

รายวชิ าเพิ่มเตมิ การส่ือสารและการนาเสนอ (Communication and Presentation) รหัสวิชา I22202

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 6 ช่วั โมง

การเผยแพรผ่ ลงาน

การเผยแพรผ่ ลงานเป็นกระบวนการถ่ายทอดผลงานท่ีเกดิ จากการดาเนนิ กิจกรร ไปสู่สาธารณชน
โดยผ่านชอ่ งทางของสอ่ื

รูปแบบของสอ่ื สือ่ ี าก ายหลายประเภทแลว้ แตผ่ ู้ท่ีเข้าใจจะกาหนดข้นึ าเพ่ือง่ายตอ่ การจดจา
ในทนี่ ี้ขอแบ่งประเภทของสื่อเปน็ 3 ประเภท ตา ลักษณะดังนี้

1. ประเภทวัสดุ ได้แก่
- หนังสอื
- แผน่ พับ
- ซดี ี , ดีวดี ี
- ป้ายนเิ ทศ , ไวนิล
- ฯลฯ

2. ประเภทอปุ กรณ์ ไดแ้ ก่
- โทรทศั น์
- วทิ ยุ , เทป
- ทา Facebook
- ทา Web site
- ฯลฯ

3. ประเภทวิธีการ ได้แก่
- จดั นทิ รรศการ
- การสาธิต
- บทบาทส ติ
- ฯลฯ

ส่อื เพ่อื สรปุ โครงการ (กจิ กรร ) จะ ีโครงสรา้ ง โดยยอ่ ดังน้ี
1. สว่ นนาเรื่อง (Beginning) บอกชอ่ื เร่ือง รว ถึงตอ้ งบอกควา เป็น าของโครงการ
2. ส่วนเนอื้ หา (Middle) สว่ นนจ้ี ะสรุปขัน้ ตอนของการดาเนินการของโครงการ
3. สว่ นท้ายเร่ือง (End) ส่วนนีเ้ ปน็ สว่ นสรปุ ผล ประเด็นปัญหา อุปสรรค ขอ้ จากัด

ในการดาเนินงาน และข้อเสนอแนะท่ีผดู้ าเนนิ การเหน็ ว่าควรนาเสนอ

ส่วนนาเรอื่ ง -2 - สว่ นทา้ ยเรื่อง

- ชอ่ื เรือ่ ง สว่ นเนือ้ หา - สรุปผล
- ควา เปน็ าของโครงการ - ข้อจากดั
- ข้นั ตอน/กระบวนการ - ขอ้ เสนอแนะ

ตวั อย่างสื่อการเผยแพร่

แผ่นพับ (Folders) ห ายถงึ เอกสารทเ่ี ย็บเป็นเล่ บาง ๆ และ ีลกั ษณะคล้ายคลึงกัน
นยิ เรยี กวา่ โบร์ชวั ร์ (Brochure)

แผ่นพบั สา ารถพับได้ตั้งแต่ 4 – 8 หน้า (หนา้ – หลงั ) แต่นยิ ใชก้ ระดาษ A4 พบั เปน็
3 ตอน 6 หนา้ ากท่สี ดุ เนื่องจากสะดวกและประหยัด เ อื่ พบั เสรจ็ แลว้ แผน่ พบั จะ ขี นา ดเล็ก
พกพาได้สะดวก รว ท้ังแบ่งเน้ือหาออกเป็นส่วน ๆ ได้โดยไ ่ต้อง ีเลขหน้ ากากับ แผ่นพับเปน็
สิง่ พิ พ์ท่จี ัดเป็นการเผยแพรข่ ้อ ลู ท่ีเขา้ ถงึ กลุ่ เปา้ ห ายโดยตรงชนิดหนึ่ง
หลักการทว่ั ไปในการออกแบบแผ่นพบั ี 2 เร่อื งทส่ี าคัญคือ

1. สง่ิ ทีต่ ้องกาหนดและวางแผนกอ่ นการออกแบบแผ่นพับ
2. องคป์ ระกอบและการจดั วางองคป์ ระกอบในการออกแบบแผน่ พับ

1. สงิ่ ที่ตอ้ งกาหนดและวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ
1. การกาหนดขนาดและรปู แบบของแผ่นพบั
2. การกาหนดลักษณะการส่ือ
3. การกาหนดกระดาษ
4. การกาหนดลาดับของการอา่ นตา ลกั ษณะของแผน่ พบั

การกาหนดขนาดและรูปแบบของแผ่นพับ
1. แผ่นพับ ีลกั ษณะคลา้ ยแผน่ ปลิวแต่ ีขนาดใหญ่กว่า (เ ่อื คล่อี อก า) เน่ืองจาก

ออกแบบให้บรรจุรายละเอยี ดได้ ากกว่าใบปลิว ีไดต้ งั้ แต่ 2 – 5 ทบ หรือ ากกวา่ นนั้
2. วธิ ีการพบั ีหลายแบบ เชน่ พับทบกนั ไป าเท่ากนั ทกุ ดา้ น พบั ไ ่เท่ากนั ทุกด้าน และ

ในปจั จบุ นั ีการออกแบบให้ ลี กู เล่น าก ายจะเป็น pop up ดึง ฯลฯ ท้งั น้ีข้นึ อยูก่ ับผอู้ อกแบบ
และเจา้ ของสินค้า วิธีการจดั แจกเป็นเช่นเดยี วกับใบปลิว

3. การผลิตรปู แบบของแผ่นพับจะเป็นกระดาษแผ่นเดยี วพิ พ์ท้งั สองหนา้ แลว้ พับอย่างนอ้ ย
หนึง่ พับ

4. เนอ่ื งจากแผ่นพับ ีวธิ ีการพับหลายแบบและไ ่ เี ลขหนา้ กากับเห ือนกับหนงั สือท่ีจ ะ
บงั คับใหผ้ ู้อ่านอา่ นไปทลี ะหนา้ ดงั น้นั ผ้ทู าแผน่ พบั จึงต้องออกแบบจดั เรียงลาดับการเสนอขอ้ ควา
และรปู ภาพในการโฆษณาให้เห าะส กบั ลักษณะของการพับน้ัน ๆ เพราะถา้ ออกแบบไ ด่ แี ล้วจ ะ
ทาใหผ้ อู้ ่านเกิดควา สับสนในการอา่ นไดง้ ่าย

-3-

การกาหนดลาดับของการอ่านตามลักษณะของแผ่นพับ
1. เ ่ือผ้อู า่ นได้รับแผน่ พบั นั้นจะเป็นลักษณะท่พี ับอยู่ทาให้ผอู้ ่านได้เห็นดา้ นหน้าก่อน

จากน้นั จึงคลีแ่ ผน่ พับออกจะคอ่ ย ๆ เหน็ หน้าอนื่ ๆ
2. ดังนัน้ จงึ ต้องกาหนดลาดับของเน้ือหาใหอ้ ยใู่ นตาแหน่งหนา้ ที่สอดคล้องกับลาดับของการคล่ี

แผ่นพบั เพื่อการอ่าน
3. โดยการกาหนดวา่ เนือ้ หาสว่ นใดควร ากอ่ นส่วนใดควร าหลังแล้วจัดวางไปตา ส่วนต่าง ๆ ให้

ถกู ต้องตา ลาดบั ของการคลอ่ี อกอ่าน

2. องคป์ ระกอบและการจดั วางองค์ประกอบของแผ่นพับ
1. พาดหวั ักเปน็ ตวั อกั ษรท่ีใหญ่อย่ใู นตาแหน่งที่เด่น อยดู่ า้ นหนา้ ของแผ่นพบั ใช้

ขอ้ ควา ส้ัน ๆ เข้าใจงา่ ย
2. ภาพประกอบ ักอยู่หนา้ เดียวกับพาดหัว ตอ้ งเป็นภาพทีด่ งึ ควา สนใจของผู้อ่านอาจ ี

ภาพเล็ก ๆ ประกอบ แตต่ อ้ งสอดคลอ้ งกับเนอ้ื หา
3. ขอ้ ความ ต้อง ขี นาดไ เ่ ล็กกวา่ 12 พอยท์ แลว้ ใช้อักษรสีเข้ บนพนื้ สีออ่ น ควรใช้

แบบอักษรเพยี ง 1 – 2 แบบ และตอ้ งวางข้อ ูลให้เป็นลาดบั การอ่านท่ีถกู ตอ้ ง ควรเว้นพน้ื ทีว่ างไว้
เพ่อื ไ ใ่ ห้ ขี ้อควา ากเกนิ ไปเพราะจะทาใหไ้ น่ า่ เบื่อ

ใบความรู้ท่ี 4 การจดั นทิ รรศการ

1. ความหมายของการจดั นทิ รรศการ

การจัดนทิ รรศการ (exhibition) หมายถงึ การจดั แสดงข้อมลู เนื้อหา ผลงานต่างๆ ดว้ ยวสั ดุส่งิ ของ

อุปกรณ์และกิจกรรมที่หลากหลาย แต่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละเร่ือง โดยมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีการ

วางแผนทดี่ ึงดดู ความสนใจใหผ้ ู้ชมมีสว่ นร่วมในการดู การฟัง การสังเกต การจบั ต้อง และการทดลองด้วยส่ือที่

หลากหลาย เช่น รปู ภาพ ของจรงิ หนุ่ จาลอง ปา้ ยนิเทศ และกจิ กรรมต่างๆ เชน่ การประกวด การแข่งขนั การ

บรรยาย การสาธติ การอภปิ ราย และการตอบปญั หาระดบั ชาติหรือนานาชาติ

2. ความสาคัญของนทิ รรศการ

นิทรรศการเป็นสอื่ ที่มีคุณค่าและศักยภาพสูงในการดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ เนื่องจากความ

หลากหลายของสอื่ สามารถสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคลของผู้ชมได้

ดังน้ัน นิทรรศการที่ดีจะมีอิทธิพลของผู้ชมในด้านความรู้ความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมด้าน

อารมณแ์ ละความร้สู ึก การเปลีย่ นแปลงทัศนคติ รวมท้งั การตัดสนิ ใจดังจะเหน็ ได้จากตวั อยา่ งนทิ รรศการทาง

การศกึ ษา ทางดา้ นการคา้ และศลิ ปวัฒนธรรม

3. คณุ สมบัติของผูจ้ ดั นิทรรศการ

การจดั นิทรรศการให้ประสบความสาเรจ็ ผู้จดั นิทรรศการควรมคี วามรู้พ้นื ฐานทางจิตวทิ ยาหรอื ควา มเขา้ ใจใน

ธรรมชาติของมนุษย์ มปี ระสบการณ์และความรู้ความสามารถในวิทยาการแขนงต่างๆมีความคิดสรา้ งสรร ค์

มแี รงจงู ใจ มคี วามมานะพยายาม มคี วามสขุ ท่จี ะทางานให้ประสบการณส์ าเรจ็ มีแผนงานและการทางานอย่าง

เป็นระบบ

4. ประเภทของนิทรรศการ มีหลายประเภท ดงั น้ี

4.1. นทิ รรศการจาแนกตามขนาดของนิทรรศการ ได้แก่

1) การจัดแสดงหรือจุลนทิ ัศน์

โดยท่ัวไปนิยมจดั ในโรงเรียน ในห้องเรียน หรือห้องสมุด ใช้

ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งสามารถนาไปใชไ้ ด้ท้ังในขั้นการเข้าสู่

บทเรยี น ขนั้ การสอนเนือ้ หา และข้นั การสรุปบทเรยี น บรเิ วณที่ใช้จัด

อาจเปน็ ห้องเรียน หลังช้ันเรยี น หรอื บริเวณสนามโรงเรียน วัสดุท่ใี ช้มัก

เป็นปา้ ยนเิ ทศ ป้ายประกาศ กล่อง โตะ๊ หรอื ช้นั วางส่ิงของ แต่บางแห่ง การจัดแสดงหรือจุลนิทัศน์

อาจจัดจลุ นทิ ศั นข์ นึ้ เป็นสถานทเ่ี ฉพาะในชุมชนเพอ่ื การเรียนรู้การศกึ ษาคน้ ควา้ หากเปน็ จลุ นิทศั น์ถาวร แสดง

เนื้อหาที่ซบั ซ้อนเข้าใจยากใหเ้ ขา้ ใจง่าย จาเปน็ ตอ้ งใชส้ ่อื ที่มคี ุณภาพ ราคาค่อนขา้ งสงู

2) นทิ รรศการท่วั ไป เปน็ ส่ือกจิ กรรมขนาดกลางที่องศ์กรหรือหน่วยงานต่างๆ นยิ มจัด เพ่ือ

แสดงผลงานซึง่ พบเหน็ กนั โดยท่ัวไป ใชพ้ นื้ ทกี่ ว้างขวาง ต้ังแต่การจัดในหอ้ งเรยี นบรเิ วณโรงเรียน ศนู ยก์ ารคา้

ศาลาวัด ซึง่ แบง่ ตามขนาดพื้นท่ที จี่ ดั แสดงได้ 4 ขนาด ดังนี้

(2.1) นทิ รรศการขนาดเลก็ เปน็ นิทรรศการท่ีจัดขนา ดพื้นที่

น้อยกว่า 400 ตารางฟุต หรอื 17 ตารางเมตร

(2.2) นทิ รรศการขนาดกลาง ใชพ้ นื้ ที่ตง้ั แต่ 401 ตารางฟตุ ถึง

1,600 ตารางฟตุ หรือ 38-148 ตารางเมตร

(2.3) นิทรรศการขนาดใหญ่ ใช้พื้นท่ีต้ังแต่ 1,601-4,000

ตารางฟตุ หรือ 149,371 ตารางเมตร

(2.4) นิทรรศการขนาดยักษ์ ใชพ้ ืน้ ท่ตี ง้ั แต่ 4,000 ตารางฟุต นทิ รรศการทัว่ ไป

หรอื มากกว่า 371 ตารางเมตร

3) มหกรรมหรอื นทิ รรศการขนาดใหญ่ระดับชาติหรือนานาชาติ เป็นการแสดงความกา้ วหน้า

ทางวทิ ยาการสมยั ใหม่ ใช้พืน้ ท่ีทีม่ ีอาณาบริเวณกว้าง ใช้งบประมาณจานวนมาก และใชจ้ ดั แสดงเพื่อต้อนรับ

ผ้ชู มกลุ่มเป้าหมายจากทั่วทกุ มมุ โลก

มหกรรมหรือนทิ รรศการขนาดใหญ่ระดับชาติหรอื นานาชาติ

4.2. นิทรรศการจาแนกตามวัตถุประสงค์ในกานรานจาัดชาตไิ ดแ้ ก่

1) นิทรรศการเพ่ือการสื่อสาร เป็นนิทรรศการท่ีจัดขึ้นเพ่ือการ ถ่ายทอดความ รู้แล ะ

ประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียน ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้

จัดการแสดงเน้ือหาด้วยสื่อและกิจกรร มต่า งๆ การจัด

นทิ รรศการเพ่ือการศึกษา มกั จะมีรปู แบบเนือ้ หา ส่อื หรือ

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและบทเรียนของ งา น

วิชาการ อาจเป็นท้ังนิทรรศการชั่วคราว หรือนิทรรศการ

เคลื่อนที่ หรือนิทรรศการถาวร เพื่อให้ผู้ชมมีทัศนคติที่ดี

ทางด้านการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้ชมหรือผู้เรียน ไ ด้ มี

ทางเลือกทางในการเรียนรู้ หรือการศึกษาตามความสามารถ

และความถนัดของแต่ละบุคคล สามารถจัดได้ทงั้ ห้องเรียน นิทรรศการเพอ่ื การศกึ ษา

หรอื นอกห้องเรยี น บรเิ วณในโรงเรียน นอกโรงเรยี น และสถานท่ีท่ัวไปในชมุ ชน

1) นิทรรศการเพื่อการประชาสัม พัน ธ์
เปน็ การจัดแสดงส่ือต่างๆ เพ่ือสร้างความสัมพันธแ์ ละควา ม
เข้าใจท่ีดีระหว่างประชาชนกับองค์กรหรือหน่วยงาน โดย
การนนาเสนอข้อมูลที่เปน็ ข้อเท็จจรงิ เพื่อเป็นการส่งเสริม
ความเชื่อถือศรัทธาให้ประชาชนยอมรับ สนับสนุนและให้

ความรว่ มมือในการดาเนินงานตามนโยบายขององค์กรหรือ
หนว่ ยงานน้นั ๆต่อไป

สมั พันธ์ 2) นิทรรศการเพ่ือการค้า เป็นการจัด

แสดงท่ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อการส่งเสริมการขายสนิ คา้

ผลติ ภัณฑ์ และการบริการให้ได้มากที่สุดตามเปา้ หมายที่

วางไว้ ซึง่ อาจแนะนาใหผ้ ู้ชมรู้จกั สินคา้ ผลิตภัณฑด์ ้วยส่ือ

หลายชนิด เชน่ การจดั ปา้ ยนิเทศ โปสเตอร์ แผน่ ผบั แผ่น

ปลิว ภาพวีดิทัศน์ หุ่นจาลองของจริงของตัว อย่า ง

นิทรรศการประเภทน้ีอาจจัดเป็นเทศกาลประจาปี เป็น

การจดั เฉพาะกจิ หรือจัดเน่ืองในโอกาสวันสาคัญ หากเป็น

นิทรรศการขนาดใหญข่ องภาคเอกชนทม่ี ีธุรกจิ ขนาดใหญ่ นิทรรศการเพอื่ การประชาสมั พนั ธ์

มกั จะลงทนุ ในโฆษณาสูงเพ่ือดงึ ดดู ความสนใจและโนม้ นา้ วกลุ่มเป้าหมายใหเ้ ฝ้าติดตามตดั สินใจเขา้ ชม

4.3. นทิ รรศการจาแนกตามระยะเวลาในการจดั ได้แก่

1) นิทรรศการถาวร เปน็ การนาเสนอขอ้ มลู และจัดแสดงทีค่ อ่ นข้างสมบรู ณ์ มกี ารจัดเป็นประจา

อย่างต่อเนอ่ื งเปน็ เวลายาวนาน การจดั นทิ รรศการแบบนมี้ กี าร

ลงทนุ สงู เน่อื งจากเนอ้ื หาทจ่ี ัดแสดงตอ้ งอาศยั การศกึ ษาค้นคว้า

หลักฐานอ้างองิ วสั ดุอปุ กรณท์ ่นี ามาจดั แสดงเป็นวัตถทุ ่ีคงทน

ก า ร อ อ ก แ บ บ เพื่ อ ก า ร จั ดแ ส ดง ส่ิ ง ข อ ง จ ะท า อ ย่ า ง ร อ บ คอ บ

พิถีพถิ ัน ใชส้ ถานที่แหง่ ใดแหง่ หนง่ึ เป็นเวลานานๆ โดยรูปแบบ

และโครงสร้างหลักไม่มีการเปลีย่ นแปลง สถานท่ีทใี่ ชใ้ นการจัด

แสดงนิทรรศการจะออกแบบไว้อย่างมีแบบแผนแน่นอน อาจ

เป็นพ้ืนที่กลางแจ้งหรอื ในอาคารกไ็ ด้ ซงึ่ ส่วนใหญ่นทิ รร ศการ นิทรรศการถาวร
ถาวรมกั อยู่ในรปู ของพิพธิ ภัณฑ์

2) นิทรรศการช่ัวคราว เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อ
แสดงเนื้อหาเร่ืองใดเร่อื งหน่ึงเปน็ ครงั้ คราวตามโอกาสที่เหมา ะสม
อาจใช้เวลาปร ะมา ณ 2-10 วัน ไม่มีกาหนดแน่น อน อ ยู่กั บ
องค์ประกอบหรือปัจจัยหลายประการ นอกจากน้ีนิทรรศการ
ชั่วคราวยังทาหน้าท่ีส่งเสรมิ งานประชาสัมพันธ์นิทรรศการแบบ

ถาวรได้อกี ด้วย โดยนทิ รรศการช่วั คราวจะชว่ ยเรา้ ความสนใจให้คน
ราว มาชมส่ิงแปลกใหม่ เป็นการเชิญชวนผู้ชมกลุ่มใหญ่ๆ เข้ามาชม

พพิ ิธภณั ฑไ์ ปในตวั เป็นการเชิญชวนท่ีจะสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ เช่น การเชิญประชุม
ชแ้ี จงการเปดิ งาน การแถลงการณห์ นงั สอื พิมพ์ และรายการโทรทศั น์ นทิ รรศการช่ัวคราวสนองวัตถปุ ร ะสงค์
ทางการศึกษาได้มาก มกั จดั สิ่งดึงดูดกลุ่มคนที่สนใจเฉพาะในเร่ืองชุมชน เชน่ สหพันธ์ สมาคมวิทยาศาสตร์
สมาคมศลิ ปิน สมาคมนักสะสมแสตมป์ เป็นต้น

3) นิทรรศการเคลื่อนท่ีหรือนิทรรศการหมุน เวี ยน
นิทรรศการเคลือ่ นที่หรอื นทิ รรศการหมุนเวียนมีผลดีในการเขา้ ถึงพื้นท่ี
ของผูช้ มกลุม่ เปา้ หมาย ทาให้ได้รับความสนใจจากผูช้ มมากเน่ืองจากมี
ความสะดวก ถ้าเปน็ การให้บรกิ ารด้านการศึกษาสว่ นใหญ่ไมต่ ้องเสีย

ค่าใช้จ่ายในการใช้บรกิ ารแต่อยา่ งใด
4.4. นิทรรศการจาแนกตามสถานที่ท่ใี ช้ในการจัด ไดแ้ ก่
1) นิทรรศการในอาคาร เปน็ นิทรรศการท่จี ัดอยู่ในร่ม

ภายในอาคารซงึ่ อาจเป็นหอ้ งประชมุ ห้องโถง หอ้ งเรยี น ซงึ่ มีหลงั คาปอ้ งกนนั ิทแรสรศงกแาดรเดคลแือ่ ลนทะ่ีหฝรนือไนดทิ ้รรเศนกอื้ ารหหามขุนอเวงยี น
นทิ รรศการเป็นเรื่องราวทไ่ี มจ่ าเปน็ ต้องใช้บริเวณกว้างมากนัก เป็นเนอื้ หาท่ีต้องการความต่อเนื่องปรา ศจาก
สิง่ รบกวนในการชมทจี่ ัดแสดงมีห้องและอุปกรณ์รักษาความปลอดภยั ได้อย่างแข็งแรง มีการควบคุมบรรยาย
ด้วยแสง สามารถใช้วัสดไุ ดท้ ุกประเภททั้งชนดิ ถาวรและไมถ่ าวร

2) นทิ รรศการกลางแจ้ง เปน็ นทิ รรศการท่ีต้องการพื้นท่ีบริเวณกวา้ ง โลง่ แจง้ รองรับผู้ชมได้
จานวนมาก จัดได้ทัง้ แบบถาวรและแบบช่ัวคราว เน้ือหาที่นาเสนอมีการสัมพันธ์กบั พื้นท่ีจดั แสดงซ่งึ อาจ มี

บริเวณกว้างและเป็นธรรมชาติ เช่น เรื่องเก่ยี วกบั โบราณสถาน โบราณวัตถุ สมรภูมิรบ วิถีชีวิต กิจกรรม
กลางแจง้ การทางานกลางแจ้ง งานเกษตรกรรม เป็นต้น

3) นิทรรศการก่งึ ในอาคารกึ่งกลางแจ้ง เปน็ การแสดงวสั ดหุ รอื อปุ กรณ์ทง้ั ในอาคารและกลาง
แจ้งในเวลาเดียวกัน ส่ิงของทนี่ ามาจดั แสดงมีท้งั คุณสมบัติท่ที นทานต่อดินฟ้าอากาศและฉีกขาดยอ่ ยสลา ยง่าย
ดังนั้นผจู้ ัดจงึ ควรพิจารณาวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสถานท่จี ัดแสดงข้อมูลท้ังในอาคารและกลางแจง้ โดย
อาจจดั เป็นแบบถาวรหรอื ช่ัวคราวก็ได้ นทิ รรศการประเภทนสี้ ามารถดงึ ดูดความสนใจผู้ชมได้ดี โดยเน้อื หาทีอ่ ยู่
นอกอาคารมักมคี วามสมั พนั ธก์ บั ธรรมชาติแวดล้อม และใชส้ ่ือท่ีมขี นาดใหญ่ ซง่ึ อาจเปน็ หนุ่ จาลองหรือของจริง
ท่สี ามารถออกแบบใหเ้ ปน็ ไปตามวัตถุประสงคข์ องการจดั นิทรรศการประเภทต่างๆ

5. หลกั การสาคัญของการจัดนิทรรศการ การจดั นทิ รรศการมหี ลักการสาคญั ดงั น้ี

1) เนอ้ื หาทน่ี ามาจัดนทิ รรศการตอ้ งตรงกบั ความสนใจและมคี วามหมายตอ่ การเรียนรู้ของผู้ชม
กลมุ่ เป้าหมายแตล่ ะกลุ่ม

2) เนอื้ หาทจี่ ดั แสดงในแต่ละจุด ควรมีจดุ มุง่ หมายเดยี วหรอื แนวคิดเดียว แสดงออกถึงความมี
เอกภาพทางด้านเน้ือหา ความรู้ ความคิด และองค์ประกอบทางกายภาพ

3) ตอ้ งตระหนกั อย่เู สมอวา่ การจัดนทิ รรศการท่ีดีตอ้ งไม่ควรจดั ใหม้ ีตวั หนังสือมากเกินไป
4) ตัวหนังสือที่ใช้ในการจัดนิทรรศการควรเป็นแบบเดยี วกัน สวยงาม เหมาะสมกับเนอ้ื หา
อ่านง่าย ส่ือความหมายดี ขอ้ ความกะทัดรัด กระตนุ้ ความสนใจ
5) การออกแบบควรมีลกั ษณะง่าย สามารถถ่ายทอดส่ิงท่ียากให้ดูง่าย ใชเ้ วลาในการทา ควา ม
เข้าใจน้อยท่ีสุด ไม่ให้ผู้ชมเกิดความรู้สกึ ยุ่งเหยิงในการดู

6) การจดั องค์ประกอบศลิ ป์ เชน่ รปู ทรง สี ผวิ สัมผสั แสง เงา ท่ดี จี ะชว่ ยกระตนุ้ ความสนใจและ
สอ่ื ความหมายกับผูช้ มไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

7) พึงระวังอย่าให้การจัดแสดงผลงานที่ใช้เวลาในการเตรียมมานานหลายเป็นนิทรรศการ
“ตาย” คอื มเี ฉพาะบอร์ดหรอื ป้ายนเิ ทศท่ีติดต้ังเคียงคกู่ บั วัสดุ อปุ กรณท์ ่ไี ม่มชี วี ติ ชวี า ไมม่ ใี ครสนใจ หรือผชู้ ม
เพียงเดินเขา้ มาดูแล้วผ่านไปไม่เกดิ ประโยชน์

8) ส่ือที่ใชใ้ นการจัดนทิ รรศการควรมหี ลายประเภททั้งส่อื ภาพนิ่ง ส่ือส่งิ พมิ พ์ สื่อ 3 มติ ิ ซงึ่ อาจ
เป็นห่นุ จาลอง ของจริง สอ่ื ท่มี กี ารเคล่ือนไหวด้วยการหมนุ การไหล การเคลอ่ื นทีไ่ ป-มา

9) วสั ดทุ ีน่ ามาสร้างสรรค์ส่ือเพ่ือนาเสนอในนทิ รรศการควรมีคุณสมบัติสอดคล้องเปน็ หมวด
เดียวกับเนื้อหาและช่วยอนุรกั ษส์ ิง่ แวดลอ้ ม

10) สอื่ หรอื สง่ิ ทน่ี ามาจัดแสดงต้องไม่ทาให้เกิดอนั ตรายตอ่ ผชู้ ม และควรมลี ักษณะเชิญชวนหรือ

กระต้นุ ใหผ้ ู้ชมมสี ่วนรว่ ม
11) สถานท่ีในการจัดนทิ รรศการควรมลี กั ษณะโดดเดน่ โอโ่ ถง ไมใ่ ชม้ มุ อับ ตามซอกตามมุม หรอื

บริเวณทถ่ี กู ปดิ บงั ด้วยส่งิ อ่นื ๆ ซ่ึงทาให้ยากแกก่ ารมองเหน็ นอกจากน้สี ถานท่จี ดั นทิ รรศการไม่ควรอยูห่ า่ งจาก
ชมุ ชนกลุ่มเปา้ หมายมากจนเกนิ ไป

12) แสงและอากาศเปน็ ปัจจัยสาคัญอย่างยงิ่ ในการจัดนิทรรศการ ผู้จัดต้องแน่ใจว่าการจดั
นิทรรศการแตล่ ะคร้งั มีแสงสว่างและอากาศดีเพียงพอ โดยอาจจะเป็นแสงธรรมชาติหรือแสงจากหลอดไฟก็ได้
และอยู่ในบริเวณอากาศที่ถา่ ยเทได้ดี

6. ขัน้ ตอนการจดั นิทรรศการ
การจดั นิทรรศการโดยท่ัวไปมขี ั้นตอน มดี งั นี้

6.1. ขน้ั การวางแผน เป็นขนั้ ตอนแรกก่อนลงมือปฏบิ ัตงิ านทกุ ประเภท นับเปน็ ข้นั สาคัญท่ีสุดที่
ส่งผลถึงความสาเรจ็ หรอื ความล้มเหลวของแต่ละงานได้ การวางแผนที่ดีจะช่วยให้การดาเนนิ งานประสบ
ผลสาเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงการวางแผนจัดนทิ รรศการโดยท่วั ไปต้องกาหนดขอบเขตในเรื่องชื่อ
นิทรรศการ จดุ มงุ่ หมายในการจัดนิทรรศการ สถานทห่ี รอื บริเวณทจี่ ะใช้จัดนิทรรศการ ซึง่ ควรเปน็ แหล่งชุมชน
ระยะเวลาในการจดั แสดงนิทรรศการ ผ้จู ัดนทิ รรศการและกลุ่มเป้าหมาย วิธจี ัดนทิ รรศการ งบประมาณที่มี
ผู้รบั ผิดชอบในฝา่ ยต่างๆ ในการจดั นทิ รรศการ การประชาสมั พันธ์งานนิทรรศการ

6.2. ขัน้ ปฏบิ ัตกิ ารผลิตส่ือและติดตั้ง เป็นการลงมือปฏบิ ัติตามแผนท่ีวางไว้ จาเป็นต้องเกย่ี วข้อง
กบั การตดิ ตามและการประเมินผลเพือ่ ใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ทีว่ างไว้ ในเรอ่ื งต่างๆ ดงั น้ี

1. การออกแบบในงานนิทรรศการ แบง่ ไดห้ ลายงาน ดังนี้

1.1. การออกแบบโครงสร้าง ได้แก่ โครงสรา้ งทางกายภาพของงานนทิ รรศการท้ังหมด
ซึ่งไดแ้ กโ่ ครงสร้างของพ้ืนที่ ที่ใช้ในการจดั แสดงและสิง่ ก่อสร้างต่างๆ เช่น อาคาร ห้องจัดแสดง เวที ซมุ้ ประตู
ทางเข้างาน บูท เตน็ ทห์ รือปะราพิธี

1.2. การออกแบบตกแต่ง เป็นการออกแบบเพ่ือทาให้งานนทิ รรศการมีความโดดเด่น
สวยงาม ดึงดูดความสนใจ และสอื่ ความหมายกับผ้ชู ม การออกแบบตกแต่งแบ่งเปน็ 2 สว่ น ได้แก่ การตกแต่ง
ภายนอกซง่ึ มวี ัตถปุ ระสงค์เพือ่ สรา้ งสรรค์สีและพืน้ ผวิ ภายนอกของสิ่งกอ่ สรา้ งและบริเวณสถานท่ีจัดแสดงให้ดู
เด่นและแตกต่างไปจากสภาพแวดลอ้ มใกล้เคียง การจกแต่งภายนอกรวมถึงการจดั สวนหยอ่ มและสรา้ งทางเดิน
เป็นตน้

1.3. การออกแบบสื่อ 2 มิติ เป็นส่ือประเภทงานกราฟิกที่ใช้ในการเสนอเน้ือหา เพื่อ
ถ่ายทอดให้ผ้ชู มเกิดการเรียนร้โู ดยตรง เชน่ แผนภูมิ แผนภาพ แผนสถติ ิ รปู ภาพ ภาพเขยี น ภาพถ่าย ภาพ
โปสเตอร์ ใบปลิว แผน่ พบั แผนผัง งานส่วนนี้เปน็ หนา้ ทโี่ ดยตรงของฝ่ายศลิ ปกรรมและฝ่ายวิชาการ นอกจาก
ออกแบบให้สะดุดตาติดใจสวยงามแล้ว ข้อมูลต้องถกู ต้อง สามารถส่ือความหมายได้เป็นอย่างดีด้วย การ
ออกแบบ 3 มิติ เปน็ การสร้างสรรค์สอ่ื ที่มีทั้งความกว้าง ความยาว และความหนา เช่น หนุ่ จาลอง ของจริง
ของตวั อย่าง ตลอดจนแทน่ วางส่อื ซงึ่ อาจมรี ูปสเี่ หล่ียม หา้ เหลย่ี ม หกเหล่ียม แปดเหล่ยี ม หรอื วงกลม ท้งั น้ี
ข้นึ อยู่กับความเหมาะสมกบั เนอื้ หาและสภาพโดยรวมของสิ่งแวดล้อม

1.4. การออกแบบส่ือประสมหรอื สอ่ื มัลติมเิ ดยี เปน็ การออกแบบและการนาเสนอผลงาน
ท่ที าไดส้ ะดวกรวดเร็ว โดยใชค้ อมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการดาเนินงาน ทาให้รูปแบบสอ่ื และวิธกี ารนาเสนอมี
ความแปลกใหม่น่าสนใจมากยิ่งขน้ึ โดยเฉพาะการนาเสนอแบบสื่อประสมทผี่ ู้ชมสามารถรับรู้ได้ทัง้ ภา พและ

เสยี งไปพร้อมๆกัน
1.5. การออกแบบสื่อกิจกรรม เปน็ ส่อื การแสดงท่เี ปิดโอกาสใหผ้ ู้ชมหรือบุคคลในชุมชน มี

ส่วนรว่ มในการสรา้ งสรรค์และการนาเสนอ เชน่ การเล่นเกม การตอบปัญหา การโตว้ าที การอภิปราย การ
บรรยาย การประกวดความสามารถดา้ นต่างๆ เชน่ การวาดภาพ การกลา่ วสนุ ทรพจน์ การเรยี งความ การร้อง
เพลง การสรา้ งโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ การปรุงอาหาร การแสดงวฒั นธรรมพนื้ บา้ น การเลา่ นทิ าน นอกจากนี้
อาจมีการสาธิตกจิ กรรมตา่ งๆ ท่สี อดคล้องและเหมาะสมกับเนือ้ หาในการจัดนทิ รรศการ

2. การจัดหาวสั ดุ อปุ กรณ์ การจดั นทิ รรศการแต่ละครัง้ ต้องใช้วัสดุ อปุ กรณ์ เป็นจานวนมาก
เช่นอุปกรณ์หลักในการจัดสถานท่ี อุปกรณ์สาหรับการติดต้ัง อุปกรณ์เกี่ยวกับแสงเสียงและไฟฟ้า วสั ดุ
อุปกรณเ์ พื่อการแสดงและตกแต่ง โสตทัศนวัสดซุ ่งึ อาจได้มาดว้ ยวธิ ีต่างๆ เช่น การยืม การจดั ซอ้ื การเชา่ การ

จดั หา การจดั ทา ดงั น้นั เพ่ือเป็นการป้องกันความสบั สนและการสญู หาย จงึ ควรจัดเรยี งรายการวสั ดุ อุปกรณ์
ท่ตี ้องการ แหลง่ ทมี่ าและทาตารางวัสดุ อปุ กรณบ์ นั ทกึ เป็นหลักฐาน โดยแยกเป็นชดุ

3. การลงมอื ติดต้ังสื่อตา่ งๆ เป็นขัน้ จัดวางวสั ดุ อุปกรณ์ใหเ้ ปน็ ไปตามแผนผงั ทอ่ี อกแบบไว้แล้ว
การดาเนนิ งานในข้ันน้ตี ้องอาศัยความรว่ มมอื จากฝา่ ยต่างๆ เชน่ ฝ่ายวชิ าการ ชา่ งศิลป์ ชา่ งไม้ ช่างไฟฟา้ ช่าง
เทคนิคดา้ นโสตทัศนปู กรณ์ การตกแต่งและติดต้ังวัสดุ อปุ กรณ์ต้องกระทาให้เสรจ็ เรียบร้อย และทดลองใช้
ก่อนวนั เปดิ งาน

4.การควบคมุ ดแู ลความปลอกภยั เปน็ การป้องกันไมใ่ หผ้ ชู้ มได้รับอันตรายใดๆ จากการเขา้ ชม
นทิ รรศการโดยเฉพาะอุบัติเหตจุ ากการติดตง้ั วสั ดุ อปุ กรณ์ สินคา้ หรือผลิตภณั ฑ์ อบุ ตั เิ หตุจากการท ดลอง
การแข่งขัน และการสาธิต การจราจรภายในนิทรรศการ ระบบไฟฟ้า แสง สี ทางออกฉุกเฉนิ ส่ิงเหลา่ นค้ี ณะผู้

จดั นทิ รรศการตอ้ งจดั การควบคุมดแู ลไว้อย่างรอบคอบ
6.3. ขน้ั การนาเสนอ เป็นการแสดงเนื้อหาขอ้ มลู หรอื สอื่ ตา่ งๆ ให้ผู้ชมไดร้ บั รู้ ทดลอง จับต้อง หรอื

เขา้ รว่ มกจิ กรรมต่างๆ ตามท่วี างแผนออกแบบ และติดตั้งไว้ โดยทัว่ ไปประกอบด้วยลาดับการนาเสนอต่อไปนี้

1. พธิ เี ปดิ นทิ รรศการ เป็นกจิ กรรมเริ่มแรกที่

แสดงถึงความพรอ้ มเพรยี งในการเตรียมงาน พรอ้ มท่จี ะเปิด

ให้ ผู้ช มห รื อกลุ่มเป้า หมา ย เข้ า ชมนิทร ร ศกา ร อย่า งเ ป็ น

ทางการ สง่ิ สาคัญท่ตี อ้ งเตรียมในพธิ ีเปดิ คือ เคร่ืองขยาย

เสียงคุณภาพดี แทน่ ยนื สาหรบั ประธาน คากล่าวรายงาน

ของผู้รายงาน และคากล่าวเปิดงานสาหรับประธานใน พิธี

หากเปน็ ไปไดค้ ากล่าวเปดิ งานควรเสนอต่อประธานเพื่ออ่าน

กอ่ นถงึ พิธเี ปิดจะเป็นผลดีย่ิง ของท่รี ะลึกสาหรบั ปร ะธาน พธิ เี ปิดนทิ รรศการ

และแขกผู้มเี กียรติทม่ี าร่วมงาน ส่วนวัสดุ อุปกรณท์ จ่ี าเป็นในพิธีเปิดขึน้ อยู่กับรปู แบบของงาน

2. การนาชม และดาเนินกิจกรรม หลังจากพิธีเปิดเสร็จสิ้นลง คณะผู้จัดนิทรรศการนา

ประธานและผู้เข้าชม เดนิ ชมนิทรรศการตามจดุ สาคัญๆ ของงาน แตล่ ะจุดมพี ธิ กี รบรรยายถา่ ยทอดควา มรู้ที่

จดั แสดง ตลอดจนใหค้ าแนะนาหรือตอบคาถามจากผู้ชม พิธีกรประจาแต่ละจุดจะทาหนา้ ที่ตั้งแต่วันแรก

จนถึงวันสุดท้ายของการจัดนิทรรศการ กิจกรรมประกอบนิทรรศการควรสอดคล้องกับเนื้อหา และ

กลุ่มเป้าหมาย ซึง่ อาจจาแนกเป็นกจิ กรรมทางวิชาการ เช่น การประชมุ สมั มนา การอภปิ ราย การบรรยาย

การสาธิต การแสดงผลงานการวจิ ยั การฉายสไลด์ และกิจกรรมเพ่ือความบันเทิง

3. การประชาสัมพันธ์ภายใน เป็นการอานวยความสะดวกแก่ผู้ชมในการเข้าชมนิทรร ศการ

ด้วยส่ือหลายชนดิ เช่น ป้ายผงั ร่วมของงานหรอื แผน่ ปลวิ บอกตาแหน่งทต่ี ้ังของแตล่ ะหน่วยงาน การใช้เครอื่ ง

ขยายเสยี งสือ่ สารกับผชู้ มด้วยการแนะนารายการต่างๆ ภายในงาน การใหบ้ ริการประกาศเสยี งตามสาย การ

ใชป้ ้ายบอกทศิ ทาง แผ่นพับหรอื สจู บิ ตั รเพ่ือบอกกาหนดการกิจกรรมต่างๆ โปสเตอร์เพื่อโฆษณาเชญิ ชวนให้

เข้าร่วมกิจกรรม

6.4. ข้ันการประเมินผล เป็นข้ันตอนสุดท้ายท่ีมีความสาคัญที่สุดของการปฏิบตั ิงานทุกชนิด

เพราะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกระบวนการทางานแต่ละคร้งั การประเมินผลการจัด

นทิ รรศการควรครอบคลมุ ทกุ ดา้ นทุกประเด็นทเ่ี กย่ี วข้อง เพ่อื ใหค้ ณะผู้ดาเนินงานไดเ้ หน็ ถึงข้อดีข้อเสยี จดุ เดน่

จุดดอ้ ย ท่สี ามารถนาไปแก้ไขปรับปรุงในการจัดงานคร้งั ตอ่ ๆไป

การประเมินผลงานนิทรรศการสามารถเก็บข้อมูลได้จากบุคคลท้ัง 2 กลุม่ ได้แก่ กลุ่มผู้จัด และ

กลมุ่ เปา้ หมาย ซ่ึงประเมนิ ผลไดห้ ลายวธิ ี เช่น การสังเกต การสมั ภาษณ์ การตอบแบบสอบถาม โดยการออก

แบบสอบถามควรให้ครอบคลมุ ประเด็นต่างๆ ให้มากท่ีสดุ เท่าท่ีจะทาได้ โดยดจู ากวัตถปุ ระสงค์ เนอื้ หาสาระ

และกจิ กรรมของงาน


Click to View FlipBook Version