ผลการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เพ่ือพฒั นาทักษะการเขียนแต่งประโยค
ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นบ้านหวั เวยี ง (โกศลั ยว์ ทิ ย์)
นายจักรกฤษณ์ ยารงั ษี
โรงเรยี นบา้ นหัวเวยี ง (โกศัลย์วทิ ย์)
สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4
รายงานเลม่ นเี้ ปน็ สว่ นหน่งึ ของการพฒั นาครใู นโครงการผลติ ครเู พื่อพฒั นาท้องถ่นิ
ระยะเขา้ สวู่ ชิ าชีพ (Induction Period) ของเครือข่ายภาคเหนือตอนบน
สำนกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา
1. ความเป็นมาของปญั หา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัตทิ างวัฒนธรรมอันกอ่ ให้เกิดความเป็นเอกภาพ และ
เสริมสร้างบุคลกิ ภาพของคนในชาติให้มคี วามเปน็ ไทย เป็นเครอ่ื งมอื ในการตดิ ต่อส่ือสารเพ่ือสรา้ งความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบธุระกิจการงานและดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย
อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือแสงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนา
ความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวทัศน์ โลกทัศน์ และ
สุนทรียภาพ โดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีอันล้ำค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบัติชาติที่ควรค่าแก้การเรียนรู้ เพ่ือ
อนุรกั ษแ์ ละสืบสานให้คงอยู่คู่ชาตไิ ทยตลอดไป
โดยในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนยังยึดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยมี 5 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด
สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย และสาระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
โรงเรียนบ้านหัวเวียง (โกศัลย์วิทย์) ตั้งอยู่ เป็นโรงเรียนอยู่ชายแดนติดกับประเทศลาว และอยู่ใน
เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดเชียงราย มีนักเรียนจำนวน 218 คน (ข้อมูล ณ กันยายน พ.ศ.2563)
โดยเป็นนกั เรียนชนพ้ืนเมอื ง ลาว และชนเผา่ มง้ ซ่งึ สง่ ผลต่อการเรยี นจดั การเรียนรู้ทักษะทางภาษาไทย โดย
ทักษะทางภาษานั้น เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญการ ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึก อีกทั้ง
วิธีการจัดการเรียนรู้ที่ตรงกับจุดประสงค์ จะช่วยทำให้การเรียนรู้ได้ประสิทธิภาพและนักเรียนมีความเข้าใจ
ได้อย่างรวดเรว็
ข้อมลู ผลการทดสอบการอ่านรเู้ ร่ือง (Reading Test) ปกี ารศึกษา 2562 ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหัวเวียง (โกศัลย์วิทย์) ด้านการอ่านรู้เรื่อง พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 39.79 ต่ำกว่า
คะแนนเฉลี่ยของระดับเขตพื้นที่ (68.78) และระดับประเทศ (72.81) อีกทั้งจากจากสภาพและปัญหาการ
จัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยของครูผู้สอน พบว่า นักเรียนไม่เข้าใจคำศัพท์ การสะกดคำศัพท์ การ
สื่อสารด้วยการเขียนถ่ายทอด โดยเฉพาะการแต่งประโยค จึงทำให้ไม่สามารถเขียนแต่งประโยคถ่ายทอด
ออกมาไดต้ ามทก่ี ำหนดได้
การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เป็นการจัดการเรียนการรู้แบบเน้นภาระงานมีความโดดเด่น
เรื่องการส่งเสริมให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการลองใช้
ภาษาและมีประสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระ
งานไว้ 3 ขน้ั ตอน (J. Willis, 1996) คอื
1) ขั้นก่อนปฏิบัติงาน (Pre-task) คือ ขั้นที่ผู้สอนเสนอหัวข้อที่จะสอนโดยบอกคำศัพท์หรือวลี เพื่อ
ชว่ ยให้ผเู้ รียนมีความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ภาระงานหลัก
2) ขั้นปฏิบัติงาน (Task cycle) แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนย่อย ดังนี้ 2.1) ขั้นทำงาน (Task) คือ
ขั้นตอนที่ผู้เรียนร่วมกันปฏิบัติงานเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม โดยผู้สอนมีบทบาทในการเฝ้าดูผู้เรียนว่าทำงานตรง
ตามคำสั่งหรือไม่ และคอยกระตุ้น ให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเพื่อการสือ่ สารมากกว่าแก้ไขสิ่งที่ผู้เรียนพูดผดิ หลัง
ขั้นทำงานผู้สอนสามารถสรุปแนวคิดที่เกิดขึ้นในระหว่างขั้นทำงานให้ผู้เรียนได้ทราบและไม่ควรให้ผู้เรียน
ทราบถึงเปา้ หมายปลายทาง 2.2) ขน้ั วางแผน (Planning) คอื ข้นั ตอนทผี่ เู้ รียนเตรียมน าเสนอหน้าช้ันเรียน
ในรูปแบบการพูดหรือการเขียน โดยรายงายเกีย่ วกับวิธีการปฏิบัติงานหรือสิ่งที่ค้นพบ ส่วนผู้สอนเปน็ ผ้ชู ่วย
ชี้แนะการใช้ภาษาที่ถูกต้อง หรือการสอบถามข้อมูลจากเพื่อน หรือการใช้พจนานุกรม 2.3) ขั้นรายงาน
(Reporting) คือ ข้ันตอนท่ผี ู้เรียนน าเสนองานหน้าช้นั เรยี น
หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้เรียนเพ่ือเปรียบเทยี บผลลัพธ์ โดยผู้สอนทำหน้าท่ีเป็นประธาน การนำเสนอ
งาน และมหี นา้ ที่ให้ข้อมลู ย้อนกลับแกผ่ เู้ รียน
3) ขั้นมุ่งเน้นภาษา (Language focus) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาในด้านความ
คล่องแคล่วในการใช้ภาษาและความถูกต้องตามโครงสร้างทางไวยากรณ์ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้น ดังน้ี 3.1) ข้ัน
วิเคราะห์ภาษา (Analysis) คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนตรวจสอบและอภิปรายรูปแบบทางภาษา (Language
features) ที่ใช้ในขั้นปฏิบัตงิ าน โดยผูส้ อนชว่ ยทบทวนรูปแบบทางภาษาคำศพั ท์ วลีที่จำเป็นอื่น ๆ เพิ่มเติม
3.2) ขั้นฝึกฝน (Practice) หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้รปู แบบทางภาษาที่ถกู ต้องแล้ว ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่
ถูกตอ้ งให้เกดิ ความคล่องแคลว่ มากข้ึน โดยอาจมสี ถานการณ์หรอื เงอ่ื นไขแตกตา่ งจากภาระงานหลกั
ผูว้ ิจัยจึงได้ออกแบบการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบเน้นภาระงาน และการใช้คำจาก
บัญชีพื้นฐานของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นคำศัพท์ใกล้ตัว ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสัมพันธ์กับการ
ทดสอบของสถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา และตรงกับสภาพและปัญหาท่ีเกดิ ขน้ึ
ในการแก้ไขปัญหา ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา ผลการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
แต่งประโยค ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นบา้ นหัวเวยี ง (โกศัลยว์ ิทย์)
2. วตั ถปุ ระสงคใ์ นการวจิ ัย
1. เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เรื่อง การแต่งประโยค ของ
นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2. เพ่ือเปรยี บเทยี บทกั ษะการแต่งประโยคก่อนและหลังการจัดการเรยี นรู้แบบเน้นภาระงาน เรอ่ื ง การ
แต่งประโยค ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1
3. ขอบเขตของการวิจัย
3.1 ประชากร
นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นบ้านหวั เวียง (โกศลั ยว์ ิทย์) ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2563
จำนวน 2 ห้องเรียน รวมจำนวน 27 คน
3.2 กลุ่มตวั อยา่ ง
นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรยี นบา้ นหัวเวียง (โกศัลย์วิทย์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563
จำนวน 13 คน โดยใชว้ ิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection)
3.3 เนือ้ หา
3.3.1 คำศัพท์จากคำบญั ชีพ้ืนฐาน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน 40 คำ จำแนกเปน็ หมวดของ
ใช้ 20 คำ และหมวดสตั ว์ 20 คำ
3.3.2 แผนการจัดการเรยี นรแู้ บบภาระงานเป็นฐาน จำนวน 7 แผน เวลา 10 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1 รู้จกั คำศัพท์ เวลา 1 ชัว่ โมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 พยางค์และคำ เวลา 1 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ประโยค 2 ส่วน เวลา 2 ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 4 ประโยค 3 สว่ น เวลา 2 ชว่ั โมง
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 5 เรยี งคำเปน็ ประโยคสมบรู ณ์ เวลา 1 ช่วั โมง
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 6 แต่งคำเป็นประโยค เวลา 1 ช่วั โมง
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 7 แต่งประโยคจากรูปภาพ เวลา 2 ชัว่ โมง
4. สมมติฐาน
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1/1 ท่ไี ด้รับการจัดการเรียนร้แู บบเนน้ ภาระงาน เร่ือง การแต่งประโยค มี
ทกั ษะการแตง่ ประโยคหลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น
5. นิยามศัพท์เฉพาะ
ประโยค หมายถึง คำหรือกลุ่มที่นำมาเรียงต่อกันแล้วมีใจความสมบูรณ์ แบ่งออกเป็นประโยค 2 ส่วน
(ประธาน+กริยา) และประโยค 3 สว่ น (ประธาน+กรยิ า+กรรม)
การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุ
จุดประสงค์ โดยใช้ภาระงานให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นก่อนปฏิบัติงาน
ขั้นปฏิบัตงิ าน และขน้ั หลงั ปฏบิ ัตงิ าน
6. ประโยชน์ทีไ่ ด้รบั จากการวิจัย
1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เรื่อง การแต่งประโยค จะมีทักษะ
การแต่งประโยคเพมิ่ ขน้ึ
2. นักเรยี นได้เรียนรูค้ ำศัพท์จากคำบญั ชีพ้ืนฐานใกล้ตัว สามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้
7. เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พ.ศ.2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นแนวทางของการจัดการเรยี นรู้ของ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้วิจัยนำเสนอความสำคัญของภาษาไทย และสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.1 ความสำคัญของภาษาไทย
สวาท ใจมาดี (2544, หนา้ 1) กล่าวถงึ ความสำคัญของภาษาไทย สรุปไดว้ า่ ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือ
แสดงความเปน็ เอกลักษณ์ของชาติ เปน็ ส่อื ในการตดิ ตอ่ สร้างความสมั พันธ์ เปน็ เครือ่ งยึดเหนีย่ วน้ำใจระหว่าง
คนไทยด้วยกัน และภาษาไทยมคี วามสำคญั อย่างย่ิงตอ่ การถา่ ยทอดวัฒนธรรม
กระทรวงศึกษาธิการ (2544, หน้า 3) กล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทย สรุปได้ว่า ภาษาไทยเป็น
เอกลกั ษณ์ประจำชาติ เปน็ สมบัติอันก่อให้เกิดความเปน็ เอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้
มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้
สามารถประกอบกจิ ธุระ และดำรงชีวิตร่วมกนั ในสังคม และเป็นเครื่องมอื ในการแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนา
ความรู้ ความคดิ วเิ คราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตลอดจนนำไปใช้ใน
การพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญ ญา
ของบรรพบุรษุ
กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 37) กล่าวว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทาง
วัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็น
เครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ และ
ดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้
ประสบการณ์จากแหล่งข้อมลู สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคดิ วิเคราะห์ วิจารณ์
และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ตลอดจนนำไปใช้ในการพฒั นาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ยี ังเป็นส่ือแสดงภูมิปัญญาของ
บรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสนุ ทรียภาพ เป็นสมบตั ลิ ้ำคา่ ควรแก่การเรยี นรู้ อนรุ กั ษ์ และสบื สาน
ใหค้ งอยู่ค่ชู าติไทยตลอดไป
กล่าวโดยสรุป ภาษาไทยมีความสำคัญ เพราะภาษาไทยได้รับการสืบทอดมายาวนาน ถือได้ว่าเป็น
สมบัติอย่างหนึ่งของคนในชาติ ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ใน
การพัฒนาตนเอง เสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน สร้างเอกภาพของชาติ เป็นเครื่องมือช่วยจรรโลงใจ
ตลอดจนเป็นสื่อการแสดงภูมิปัญญาจากการสืบทอดจากบรรพบุรุษ เช่น วรรณคดี ภาษาไทยจึงมี
ความสำคญั ต่อการดำรงชวี ิต และความเปน็ ปกึ แผ่นของสงั คมไทย
1.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
ผวู้ จิ ัยนำเสนอสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 โดยมีรายละเอยี ดดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 12) กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4
หลกั การใชภ้ าษา และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
ผ้วู จิ ยั จะดำเนนิ การวจิ ัยในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระท่ี 4 หลกั การใช้ภาษาไทย มาตรฐาน
การเรียนรู้ ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิ
ปญั ญาทางภาษาและรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องชาติ
2. การจดั การเรยี นรแู้ บบเน้นภาระงาน
2.1 ความหมายของภาระงาน
ริชาร์ด แพลต และเวเบอร์ (Ellis. 2003: 4; อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที, 2555) ให้คํานิยามภาระงาน
วา่ หมายถึง กจิ กรรมหรือชิ้นงานที่ผู้เรยี นต้องปฏบิ ัติดว้ ยความเขา้ ใจ มกี ารเชือ่ มโยงข้อมูล หรือมีปฏิสัมพันธ์
ในการใช้ภาษา ซึ่งเน้นการสื่อความหมายมากกว่ารูปแบบทางภาษานอกจากนี้เป็นกิจกรรมที่มีเป้าหมาย
ขั้นตอนชัดเจนและต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การวาดภาพขณะฟังเทปและฟังคำสั่งแล้ว ปฏิบัติตามโดยทั่วไป
ต้องการให้ผู้สอนพิจารณาความสมบูรณของชิ้นงาน และมีการสอนกิจกรรมงานปฏิบัติที่หลากหลายซึ่งจะ
ชว่ ยให้ผูเ้ รียนไดร้ บั ประโยชน์มากกวา่ การใช้ภาษาเพอ่ื การสือ่ สารเพียงอย่างเดยี ว
เอลลิส (Ellis. 2003 : 9-10: อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที, 2555) ได้ให้ความหมายของงานภาระงาน
จำนวน 6 ประการ ดงั นี้
1. ภาระงาน หมายถึง แผนการทำงาน ซึ่งเป็นเครื่องมือกําหนดการสอน หรือแผนสำหรับกำหนด
กิจกรรมในรายวิชาท่สี อน
2. ภาระงานเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาที่เน้นการสื่อความหมาย ซึ่งภาระงานต้องส่งเสริมผู้เรียนใน
การใชภ้ าษาเพื่อการสอ่ื สาร โดยวธิ กี ารปฏิบัตจิ ริง มุ่งเนน้ การใช้ภาษาส่อื ความหมายในการปฏิบัตงิ าน
3. ภาระงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง โดยกระตุน้ หรอื สง่ เสริมใหผ้ ้เู รียน
ใช้ภาษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในการสื่อสาร เช่น การขอข้อมูล การถามตอบ และการซักถาม
เพอื่ ใหเ้ กิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
4. ภาระงานเกี่ยวข้องกับทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งภาระงานสามารถเชื่อมโยงทักษะทั้ง 4 เข้า
ดว้ ยกัน เช่น ฟัง หรอื อา่ นขอ้ ความแล้ว แสดงความเขา้ ใจโดยการพูดหรือการเขียน
5. ภาระงานต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิด ความรู้ความเข้าใจ เช่น การคัดเลือก การ
เรยี งลำดบั การให้เหตุผล และการประเมินผลข้อมลู เพือ่ ทจี่ ะทำใหบ้ รรลตุ ามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้
6. ภาระงานต้องมีความชัดเจนตามเป้าหมายของภาระงาน โดยในแผนการทำงานนน้ั ตอ้ งกำหนดว่า
ภาษาที่ได้หลังจากทำภาระงานต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม และเมื่อผู้เรียนปฏิบัติงาน
เรียบรอ้ ยแลว้ จะได้เรียนรู้และฝึกภาษาท่ถี ูกต้องในภาระงานนัน้
กชกร ธิปตั ดี. (2557) กล่าวโดยรวมว่า ภาระงานคอื งานปฏิบตั งิ านทางภาษาที่ผู้สอนสร้างข้ึนใหผู้
เรียน ได้ลงมือปฏิบัติโดยมีภาษาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน ในการนี้เนนความหมายในการสื่อสาร มา
กกวารูปแบบทางภาษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรูภาษาที่ต้องการเนน การสื่อสารระหว่างการทำงาน
ปฏบิ ตั ิ ผสู้ อนควรพิจารณาองคประกอบของงานท่ีจะนําไปใชในการจดั การเรียนการสอนภาษา
2.2 องคป์ ระกอบของภาระงาน
เอลลิส (Ellis. 2003 : 21; อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที, 2555) ระบุองค์ประกอบของภาระงานท่ี
สอดคลอ้ งกัน ได้แก่
1. เป้าหมาย (Goal) หมายถึง การกำหนดเป้าหมายของภาระงานทผ่ี ู้เรียนสามารถบรรลจุ ดุ มงุ่ หมาย
ของภาระงานแต่ละชน้ิ ได้
2. ข้อมูลป้อนเข้า (Input) หมายถึง ข้อมูลที่ได้รับจากการอ่าน หรือข้อ มูลที่ได้จากสื่อต่าง ๆ และ
ประสบการณ์ของผู้เรียนในการปฏิบตั งิ าน
3. บทบาท (Roles) หมายถึง บทบาทของครูและผูเ้ รยี นในการดำเนนิ ภาระงานให้บรรลุผลสำเรจ็
4. ข้นั ตอนการปฏบิ ัติงาน (Procedures) หมายถึง การกำหนดขั้นตอนและวิธกี ารปฏิบัตงิ าน
5. ผลงาน (Outcomes) หมายถึง ผลสำเร็จของผลงานมี 2 ประเด็น ได้แก่ ด้านผลผลิต คือผลงาน
หรือชิ้นงานที่ปฏิบัติบรรลุเป้าหมายของภาระงาน และด้านกระบวนการ คือ รูปแบบโครงสร้าง ภาษาและ
ข้ันตอนการปฏบิ ัติงานอย่างมีระบบ
2.3 ความหมายของการจัดการเรียนรู้เนน้ ภาระงาน
การจดั การเรยี นรู้แบบเน้นภาระงาน หมายถงึ การจดการเรยี นการสอนท่ีเน้นใหผ้ ู้เรียนเรียนรู้ภาษา
จากการปฏิบัติจริงที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาของตน
เพื่อให้ได้ผลงานตามเป้าหมายทีก่ ำหนดไว้ และได้เรียนรู้รูปแบบภาษาที่ถกู ต้องและเหมาะสม โดยมีรูปแบบ
การจดการเรียนการสอน ประกอบดว้ ย 3 ขน้ั ตอน ดังนี้
1. ขั้นเตรียมปฏิบัติงาน (Pre - task) เป็นขั้นตอนที่เตรียมผู้เรียนในการปฏิบัติงาน ได้แก่ การ
แนะนําเรื่องที่จะเรียน จุดประสงค์ การเตรียมคําศัพท์และสํานวนใหม่ที่ใช้ในภาระงานให้ชัดเจน จากนั้น
ผเู้ รียนฝึกปฏิบตั ิงานที่มีลกั ษณะท่คี ลา้ ยคลึงกบั งานทีต่ ้องปฏิบัตจิ รงิ
2. ขั้นระหว่างปฏิบัติงาน (During - task) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายโดยมี
โอกาสใช้ภาษาระหว่างปฏิบัติงานนั้น จากนั้นเสนอผลงานให้เพื่อนตรวจสอบเมื่อปรับแก้ไขแล้ว มีการ
ซักซ้อม เพอ่ื รายงานผล
3. ข้นั หลังปฏบิ ตั ิงาน (Post - task) เปน็ ขน้ั ตอนที่มุ่งเน้นใหผ้ ู้เรียนได้ใชภ้ าษาให้ถกู ต้องตามรูปแบบ
และโครงสรา้ งของภาษา ประกอบด้วย 3 ข้นั ตอน คือ
3.1 ขั้นวิเคราะห์ภาษา (Language analysis) ผู้เรียนวิเคราะห์ความถูกต้องเหมาะสมขการใช้
คำศัพท์ สาํ นวน โครงสร้างทางภาษา ภายใต้การดูแลของผสู้ อน
3.2 ขน้ั ฝึกใชภ้ าษา (Practice)
3.3 ขั้นติดตามผล (Follow - up) ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน รวมทั้งเขียนบันทึกถึง
ส่ิงท่ไี ด้พฒั นา ปญั หา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขของการปฏิบัตงิ าน เพ่อื การปฏบิ ัติงานดขี น้ึ ในครัง้ ตอ่ ไป
2.4 รปู แบบการจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบเน้นภาระงาน
การเรยี นรูภ้ าษาจากภาระงานต้องอาศยั กจิ กรรมที่ส่งเสรมให้ผ้เู รียนบรรลชุ ิน้ งานโดยใหผ้ ู้เรียนได้ฝึก
การใชภ้ าษาในสถานการณ์จริงมากทสี่ ดุ เพ่ือให้เกิดทกั ษะในการปฏิบัติ
วิลลิส (Willis. 1996 : 26-27; อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที, 2555) ได้เสนอรูปแบบกิจกรรมภาระงาน
จำนวน 6 รูปแบบ ดงั น้ี
1. การจัดทำรายการ (Listing) คือ รูปแบบกิจกรรมที่มุ่งหวังให้ผู้เรียน แสดงความคิดเห็นของตน
โดยมวี ิธีการทเ่ี กยี่ วข้องกบั การรวบรวมความคดิ และการคนหาความจรงิ
2. การเรียงลำดับและการแยกประเภท (Ordering and Sorting) คือ รูปแบบกิจกรรมที่ผู้เรียนฝึก
ใชภ้ าษาในการเรยี งลำดับข้อมูลและจัดแยกประเภทตามหวั ข้อตา่ ง ๆ ไดถ้ กู ต้อง
3. การเปรียบเทียบ (Comparing) คือ รูปแบบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบข้อมูลที่มีลักษณะ
เดียวกัน แต่แหล่งที่มาหรือเนื้อหาต่างกัน เพื่อที่จะรวบรวมส่วนที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันและแยกแยะ
ส่วนท่ีแตกต่างกันได้
4. การแก้ปัญหา (Problem Solving) คือ รูปแบบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นและ
เหตุผลพร้อมทง้ั ทา้ ทายใหผ้ ูเ้ รียนพยายามแก้ไขปัญหาใหบ้ รรลผุ ล
5. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Sharing Personal Experience) คือ รูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้ใช้ ภาษาพูดเกี่ยวกับตนเอง และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคคลอื่น ผลที่ได้จากการปฏิสัมพันธ์นั้น
ใกล้เคยี งกับบทสนทนาในชีวิตประจำวัน
6. งานที่สร้างสรรค์ (Creative Task) หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันทั่วไปว่า โครงงาน คือ รูปแบบ
กจิ กรรมท่ีใหผู้ ้ เรียนทางานเป็นคูห่ รอื กลุม่ งานประเภทนมี้ ีขั้นตอนการทำงานมากกว่าประเภทอ่ืน และเป็น
งานที่รวมกจิ กรรมหลายประเภทเขา้ ดว้ ยกัน ซึง่ บางครง้ั ผเู้ รียนอาจต้องออกไปทำกิจกรรมนอกช้ันเรียน ส่ิงท่ี
สำคญั ที่ทำใหง้ านเสรจ็ สมบูรณ์น้ันข้นึ อยูก่ บั ทกั ษะการจดั การและการทำงานร่วมกัน
วิลลิส (Willis. 1998: 127-130; อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที, 2555) ได้เสนอรูปแบบกิจกรรมภาระ
งานสำหรับเด็ก อายุน้อยกวา่ 11 หรือ 12 ปี ว่าผู้เรียนในระดบั นี้จะมคี วามวิตกกังวลในการฝกึ ใช้ภาษาน้อย
กวา่ วยั ผู้ใหญ่ เน่อื งจากผ้เู รียนวยั น้ใี ชค้ วามรสู้ กึ ในการจดั การกบั สิง่ ต่าง ๆ โดยไมจ่ ำเป็นตอ้ งอาศยั ความเข้าใจ
เกี่ยวกับทุกสิ่งที่ปฏิบัติ ผู้เรียนสามารถจำและลอกเลียนแบบได้ดี ส่วนใหญ่ผู้เรียนจะสนุกกับการเล่นเกม
และมักเรียนรู้ภาษาโดยทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่นฟังและทำกิจกรรม (Listen and do Activities)
การจดั กลมุ่ และจาํ แนก (Classifying) และกิจกรรมปริศนา (Puzzles)
พิคา คานากี้ และฟาโลดัน (Richards and Rodgers. 2002 : 235; อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที,
2555) ไดจ้ ําแนกรูปแบบภาระงาน ดังนี้
1. ภาระงานการปะติดปะต่อข้อ มูล (Jigsaw Task) เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนรวบรวมข้อมูลของแต่ละ
กลุ่มแลว้ นาํ มาสรุปเป็นภาพรวมของขอ้ มูลหรือเร่ืองราวท่กี าํ หนดให้
2. ภาระงานการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information-Gap Task) เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนทำเป็นคู่หรือ
กลมุ่ มีการพูดแลกเปลี่ยนขอ้ มูลซ่ึงกนั และกันเพ่ือให้ได้ภาระงานทีส่ มบูรณ์
3. ภาระงานการแก้ปัญหา (Problem-Solving Task) เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้รบั ปัญหาและข้อมลู
ทก่ี ําหนดให้ และผเู้ รียนตอ้ งพยายามรว่ มกันแก้ปญั หาให้บรรลผุ ลตามประสงค์
4. ภาระงานการตัดสินใจ (Decision–Making Task) เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้รับปัญหา ซึ่งมี
ทางเลือกในการแก้ปัญหาหลายวิธี ผู้เรียนต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง หลังจากนั้นมีการอภิปรายเหตุผลในการ
แกป้ ัญหาร่วมกัน
5. ภาระงานการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Opinion Exchange Task) เป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้
ผู้เรียนกระตือรือรน้ ในการอภปิ รายผลและแลกเปลย่ี นความคิดเห็น โดยผเู้ รียนไม่จำเป็นต้องบรรลุข้อตกลง
ร่วมกนั
2.5 ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน
วิลลิส (Willis. 1998 : 137; อ้างอิงใน ศิริญา ทางนที, 2555) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการเรียนรู้
แบบเนน้ ภาระงาน ดงั นี้
1. ผู้เรียนมีความมน่ั ใจในการอ่าน และสือ่ สารกบั ผอู้ น่ื มากขึน้
2. ผู้เรยี นสนุกสนาน มแี รงจงู ใจ เกดิ ความท้าทายในการปฏบิ ัตงิ าน
3. ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งฝึกการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้
อยา่ งเหมาะสม
4. ผู้เรียนใช้ประสบการณ์เดิมมาสู่บทเรียนใหม่และพบว่า น่าสนใจ และเป็นการเพิ่มพูนความคิด
เดิมอีกด้วย
5. ผู้เรยี นไดใ้ ชภ้ าษาในการสอื่ สารที่สอดคลองกับสถานการณ์จรงิ จากข้อมูลขา้ งต้น
งานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ้ ง
สุพัตรา กองทรัพย์ (2549) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใช้
กิจกรรมแบบเน้นงานปฏิบตั ิของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวจิ ัยพบว่า 1.ชดุ กจิ กรรมภาษาอังกฤษ
แบบเน้นงานปฏิบัติที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.90/98.87 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2.
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษระหว่างการใช้ชุดกิจกรรมการสอนและหลังใช้ 80/80 และ 3.
นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อชุดกจิ กรรมภาษาอังกฤษ อยใู่ ระดับมากท่ีสดุ
นเรศ เปลี่ยนคํา (2551 : 82-86) ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติเพื่อพัฒนา
ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สรุปผลการ
เปรียบเทียบคะแนนความสมารถการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจระหว่างก่อนเรียนและหลังเรยี นและ
คะแนนจากแบบวัดเจตคติของนักเรียนต่อการสอนอา่ นภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้
แบบเน้นงานปฏิบัติ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อน
เรยี นร้อยละ 48.90 และหลังเรยี นรอ้ ยละ 75.90 เมือ่ ทดสอบความแตกต่างของคา่ เฉลยี่ พบว่า ความสามารถ
ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัตหิ ลังเรียนสงู กว่าก่อน
เรียนอย่างมนี ัยสาํ คญั ทางสถิติท่ีระดับ .01 และนักเรียนที่ได้รับการสอนภาษาอังกฤษเพื่อความเขา้ ใจโดยใช้
เทคนิคการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติภาพรวมมีเจตคติต่อการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจอยู่ใน
ระดับค่อนข้างดี โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 3.62ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) เทา่ กับ 0.60
นิรมล วรมัด (2551 : 60-63) ได้ศึกษาการพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้
แบบเน้นงานปฏิบัติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อ 1) ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติก่อน
เรียนและหลงั เรยี น 2) เพอ่ื ศกึ ษาเจตคติของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มตี อ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
แบบเน้นงานปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองสวรรค์
(ไชยเชยี งพิณ) สงั กัดสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาอดุ รธานี ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2550 จำนวน 22 คน
เลือกโดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง แบบแผนของการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและ
สอบหลัง (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั ประกอบด้วย แผนการจัดการ
เรียนรู้ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดเจตคตติ ่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t)
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนเท่ากับร้อยละ 30.13 และหลัง
เรียนเท่ากับร้อยละ 68.30 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้
กิจกรรมการเรยี นรู้แบบเน้นงานปฏิบัตหิ ลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมีนัยสําคัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.1 และ
นกั เรยี นมเี จตคติตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูแ้ บบเน้นงานปฏบิ ตั ิอยใู่ นระดบั ค่อนขา้ งดีโดยมคี ่าคะแนนเฉลี่ย
(Mean) เท่ากบั 4.03 คา่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เท่ากบั 0.37
ปาริฉัตร ใสยอด (2552 : 75) ได้ศึกษาผลของการสอนอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นงานปฏิบัติที่มีตอ่
ความ สามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับประถมศึกษา การวิจัยนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพือ่ (1)
ศึกษาผลของการสอนการอ่านแบบเน้นงานปฏิบัติที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของ
นักเรียนระดับประถมศึกษา (2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนการอ่านแบบเน้นงานปฏิบตั ิ
กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบ
การอ่านเพื่อความเข้าใจก่อนการเรียนและหลังการเรียนและคำถามปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูลคือ t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) คะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบการอ่านเพ่อื
ความเข้าใจหลังการทดลองของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษามีความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับ
และอุปสรรคในการเรียนการอ่านแบบเน้นงานปฏิบัติ ดังนี้ ประโยชน์ที่ได้รับคือ การได้โอกาสในการท ำ
กิจกรรมท่ีหลากหลาย การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนระหว่างทำงาน และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาท่ี
เรียน รวมทั้งความรู้ด้านคำศัพท์และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามผู้เรียนบางคนมีความเห็นว่ายัง
ประสบปัญหาในการเรียนอยู่บ้าง กล่าวคือ มีข้อจํากัดในการใช้ภาษา และเวลาในการทำงานปฏิบัติไม่
เพียงพอ
กาญจนา ภูสมศรี (2552:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระภาษาไทย
เรื่องการอ่านแจกลูกประสมค าโดยใช้วิธีสอนมุ่งประสบการณ์ภาษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
จากการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการเรียนรูส้ าระภาษาไทยเรื่องการอ่านแจกลูกประสม
คำโดยใช้วิธีการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษาสำหรับนักเรียนนักศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกว่า
เกณฑ์ 80/80 ทกุ ชดุ 2. ระดบั ความพึงพอใจต่อการใชช้ ุดกิจกรรมการเรยี นรสู้ าระการเรียนรูภ้ าษาไทย เรื่อง
การอ่านแจกลูกผสมคำโดยใช้วิธีสอนแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ในภาพรวมมีความพงึ พอใจอย่ใู นระดบั มากท่สี ดุ
8. วิธดี ำเนนิ การวจิ ัย
การวจิ ยั ครง้ั นม้ี งุ่ ศกึ ษาผลการจดั การเรยี นรูแ้ บบเนน้ ภาระงาน เร่อื ง การแต่งประโยค นักเรียนชน้ั
ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหัวเวยี ง (โกศลั วทิ ย)์
8.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากร
นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นบ้านหัวเวียง (โกศัลยว์ ทิ ย์) ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
จำนวน 27 คน
กลมุ่ ตัวอย่าง
นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1/1 โรงเรียนบ้านหวั เวยี ง (โกศัลย์วทิ ย)์ ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา
2563 จำนวน 13 คน โดยใชว้ ธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Selection)
เนื้อหา
1. คำศพั ท์จากคำบัญชีพนื้ ฐาน ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 คำ จำแนกเปน็ หมวดของใช้ 20
คำ และหมวดสตั ว์ 20 คำ
2. แผนการจดั การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน จำนวน 7 แผน เวลา 10 ชวั่ โมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1 รู้จักคำศัพท์ เวลา 1 ชว่ั โมง
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 พยางค์และคำ เวลา 1 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 ประโยค 2 สว่ น เวลา 2 ชว่ั โมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 4 ประโยค 3 สว่ น เวลา 2 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 5 เรยี งคำเปน็ ประโยคสมบรู ณ์ เวลา 1 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6 แตง่ คำเปน็ ประโยค เวลา 1 ชว่ั โมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 7 แตง่ ประโยคจากรูปภาพ เวลา 2 ช่วั โมง
8.2 เครื่องมอื ในการวิจัย
1. แผนการจดั การเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เร่ือง การแต่งประโยค
2. แบบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนรู้ เร่ือง การแตง่ ประโยค
8.3 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. ผูว้ จิ ัยเลอื กกล่มุ ตวั อยา่ ง แลว้ ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น แล้วบนั ทึกผลคะแนน
2. ผู้วจิ ัยดำเนนิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแผนการจัดการเรียนรทู้ ี่สร้างขึน้
3. นกั เรยี นกลุ่มตวั อย่างทำแบบทดสอบหลงั เรยี น แล้วบันทึกผลคะแนน
4. ผ้วู จิ ัยนำผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรยี นมาวิเคราะห์ทางสถติ ิ
8.4 การวิเคราะหข์ ้อมลู และสถิติท่ีใช้
การวจิ ยั ครงั้ นี้ ผู้วิจัยใช้สถติ ใิ นการวเิ คราะห์ข้อมลู ดังนี้
สถติ พิ นื้ ฐานในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. คา่ คะแนนเฉลี่ย
สูตร ̅ = ∑
เม่อื ̅ แทน คะแนนเฉลย่ี
∑ แทน ผลของคะแนนรวมท้ังหมด
N แทน จำนวนนกั เรียนจากกลุ่มตัวอย่าง
2. ค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
สูตร . . = √ ∑ 2−( )2
( −1)
เม่ือ S.D. แทน ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐาน
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
∑ 2 แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตวั ยกกำลังสอง
( )2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง
N แทน จำนวนนักเรียนจากกลมุ่ ตัวอย่าง
สถติ ิท่ใี ชก้ ารตรวจสอบเครือ่ งมือ
1. การหาค่าดชั นีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เรื่อง การแต่ง
ประโยค
สูตร IOC = ∑ R
N
เมอ่ื IOC แทน ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างวัตถปุ ระสงคก์ บั แบบทดสอบ
∑ แทน ผลของคะแนนจากผู้เชย่ี วชาญท้งั หมด
N แทน จำนวนผ้เู ชีย่ วชาญ
2. การหาคา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรือ่ ง การแต่ง
ประโยค
สูตร IOC = ∑ R
N
เมอ่ื IOC แทน ดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งวัตถปุ ระสงคก์ บั แบบทดสอบ
∑ แทน ผลของคะแนนจากผ้เู ชยี่ วชาญทัง้ หมด
N แทน จำนวนผเู้ ช่ยี วชาญ
3. การหาคา่ สถติ ิท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหป์ ระสทิ ธภิ าพของแผนการจดั การเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน
เร่อื ง การแต่งประโยค
∑
สูตร E1 = x 100
เม่ือ E1 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
∑ แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดปฏบิ ตั ิกรรมกิจกรรมหรืองาน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชน้ิ รวมกัน
N แทน จำนวนผู้เรยี น
∑
สตู ร E2 = x 100
เม่อื E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์
∑ แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมนิ หลังเรียน
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ
N แทน จำนวนผเู้ รียน
สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการทดสอบสมติฐาน
∑ ; = −1
√ ∑ 2−(∑ 2)
สูตร =
−1
เมื่อ t แทน คำท่ีใชใ้ นการพจิ ารณาของการแจกแจงแบบที
D แทน ความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่
n แทน จำนวนคู่
∑ แทน ผลรวมของความแตกตา่ งจากการเปรียบเทยี บกันเปน็ รายบุคคล
ระหว่างคะแนนที่ไดร้ ับการทดสอบก่อนเรียนกบั การทดสอบหลงั เรียน
∑ 2 แทน ผลรวมของกำลงั สองของความแตกตา่ งจากการเปรยี บเทยี บกนั
เปน็ รายบุคคลระหว่างคะแนนทีไ่ ดร้ บั การทดสอบก่อนเรยี นกบั การทดสอบหลงั เรยี น
df แทน คา่ ความเปน็ อิสระ
9. ผลการใช้
ตอนที่ 1 หาค่าประสทิ ธิภาพของกระบวนการของแผนการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยคา่ E1 / E2
แผนการสอน คะแนนเต็ม ผลรวมคะแนน คะแนนเฉล่ยี ประสิทธิภาพของ
ระหว่างเรยี น กระบวนการ E1
ผลสมั ฤทธริ์ วม 100 1024 8.03 78.77
แผนการสอน คะแนนเต็ม ผลรวมคะแนน คะแนนเฉล่ีย ประสทิ ธิภาพของ
หลงั เรยี น ผลลพั ธ์ E2
ผลสมั ฤทธ์ริ วม 20 205 15.77 78.85
ตาราง 1 แสดงคา่ ประสิทธิภาพของกระบวนการของแผนการจดั การเรียนรดู้ ้วยค่า E1 / E2
จากตาราง 1 พบวา่ การจัดการเรยี นรแู้ บบเน้นภาระงาน เร่ือง การแต่งประโยค ชน้ั ประถมศึกษาปี
ที่ 1 โรงเรียนบา้ นหวั เวียง (โกศัลย์วทิ ย์) มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 78.77/78.85
ตอนที่ 2 คา่ เฉลย่ี และร้อยละของผลทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน
รายการ จำนวนผ้เู รียน ค่าเฉลี่ย S.D. df∑ ∑ 2 t
ทดสอบก่อนเรยี น 13 7.69 3.64 105 947 12 10.14*
ทดสอบหลังเรยี น 13 15.77 1.36
ตารางที่ 2 แสดงคา่ สถิติพ้ืนฐาน คะแนนผลสมั ฤทธ์ิในการทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน
จากตาราง 2 พบว่า นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบา้ นหัวเวียง (โกศลั ยว์ ิทย์) ที่เรยี นด้วย
การจดั การเรยี นรูแ้ บบเนน้ ภาระงาน เรือ่ ง การแตง่ ประโยค มคี ะแนนเฉลี่ยทดสอบก่อนเรียน 7.69 และหลงั
เรียนเท่ากบั 15.77 เม่ือเปรียบเทยี บก่อนและหลงั เรยี น พบว่า นกั เรียนมคี วามสามารถและทักษะการแต่ง
ประโยคเพ่ิมข้ึน
10. อภปิ รายผล
ผลการพัฒนาทักษะการเขียนแต่งประโยค ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานทักษะของ
นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นบา้ นหัวเวียง (โกศลั ยว์ ิทย)์ มปี ระเด็นทจ่ี ะนำมาอภิปรายผล
1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เรื่อง การแต่งประโยค ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหัวเวียง (โกศัลย์วิทย์) มีประสิทธิภาพ 78.77/78.85 เป็นไปตามเกณฑ์ที่
กำหนด คือ 75/75 จากกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นภาระงานให้นักเรียน ให้นักเรียนได้ปฏิบัติและ
นำเสนอ ตลอดจนปฏิบัติด้วยตนเองในการฝึกหัด จึงทำให้แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
75/75 สอดคล้องกับสุพัตรา กองทรัพย์ (2549) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการ
สอื่ สาร โดยใช้กจิ กรรมแบบเนน้ งานปฏบิ ัติของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวิจยั พบว่า 1.ชุดกจิ กรรม
ภาษาอังกฤษแบบเน้นงานปฏิบัติทีส่ ร้างขึน้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.90/98.87 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้ง
ไว้ ซ่ึงเป็นการจดั การเรยี นรู้ท่ีมุ่งเนน้ การปฏิบัตเิ พ่ือให้เกิดการฝกึ ฝน กาญจนา ภูสมศรี (2552) ไดศ้ กึ ษาเร่ือง
การสรา้ งชุดกจิ กรรมการเรียนร้สู าระภาษาไทยเรื่องการอา่ นแจกลูกประสมคำโดยใช้วธิ ีสอนมุ่งประสบการณ์
ภาษาสำหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 จากการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
สาระภาษาไทยเรื่องการอ่านแจกลูกประสมคำโดยใช้วิธีการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษาสำหรับ
นักเรียนนักศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ทุกชุด 2. ระดับความพึงพอใจต่อการใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านแจกลูกผสมคำโดยใช้วิธีสอนแบบมุ่ง
ประสบการณ์ทางภาษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ท่สี ุด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดการเรยี นรู้แบบเน้นภาระงาน
เรื่อง การแต่งประโยค พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนน
เฉลี่ยเท่ากับ 7.69 คะแนน และ15.77 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนระหว่างก่อนเรียนและ
หลังเรียน พบว่า คะแนนทดสอบหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ 0.5 สอดคล้องกับปาริฉัตร ใส
ยอด (2552 : 75) ไดศ้ ึกษาผลของการสอนอา่ นภาษาอังกฤษแบบเน้นงานปฏิบัตทิ ี่มตี ่อความ สามารถในการ
อา่ นเพอื่ ความเขา้ ใจของนักเรยี นระดบั ประถมศึกษา การวจิ ัยนมี้ ีวัตถุประสงค์เพ่ือ (1) ศกึ ษาผลของการสอน
การอ่านแบบเน้นงานปฏิบัตทิ ี่มีตอ่ ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับประถมศึกษา
(2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนการอ่านแบบเน้นงานปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ
ก่อนการเรียนและหลังการเรียนและคำถามปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test และการ
วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) คะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังการ
ทดลองของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 (2) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษามีความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับและอุปสรรคในการ
เรียนการอ่านแบบเน้นงานปฏิบัติ ดังนี้ ประโยชน์ที่ได้รับคือ การได้โอกาสในการทำกิจกรรมที่หลากหลาย
การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนระหว่างทำงาน และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน รวมทั้งความรู้ด้าน
คำศัพท์และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามผู้เรียนบางคนมีความเห็นว่ายังประสบปัญหาในการเรียน
อยู่บ้าง กล่าวคือ มีข้อจํากัดในการใช้ภาษา และเวลาในการทำงานปฏิบัติไม่เพียงพอ นิรมล วรมัด (2551)
ได้ศึกษาการพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนเท่ากับร้อย
ละ 30.13 และหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 68.30 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่าผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทาง
สถิตทิ ร่ี ะดบั 0.1 และนกั เรยี นมีเจตคติต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเนน้ งานปฏิบัติอยู่ในระดับค่อนข้าง
ดีโดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 4.03 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เท่ากับ
0.37
11. ข้อเสนอแนะ
1. การจัดการเรยี นรู้เปน็ วธิ ีการจดั การเรยี นรทู้ ่ใี ชร้ ะยะเวลานานพอสมควร เพราะนกั เรียนช้นั
ประถมศึกษาปที ่ี 1 ต้องใช้การทำความเข้าใจในขัน้ การปฏิบตั ิ
2. นกั เรียนกลุ่มชนเผา่ ท่ไี มไ่ ด้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก สามารถใช้วธิ ีการจดั การเรียนรู้แบบเน้นภาระ
งานได้ดี โดยเฉพาะกจิ กรรมกลุม่
12. เอกสารอา้ งอิง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2544). คู่มือการจดั การเรยี นรู้กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย. กรงุ เทพฯ:
องค์การรบั สง่ สินค้าและพสั ดุภัณฑ์.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ:
ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
นเรศ เปล่ียนคํา. (2551). การพฒั นาความสามรถด้านการอา่ นภาษาองั กฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้
เทคนคิ การเรียนรู้แบบเนน้ งานปฏิบตั ิ ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.,
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี, อดุ รธานี.
นริ มล วรมดั . (2551). การพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัตขิ อง
นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4. วทิ ยานพิ นธ์ ศศ.ม., มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี, อดุ รธานี.
บญุ ชม ศรีสะอาด. 2541. วิธีการทางสถิติสำหรบั การวิจยั . สวุ ิริยสาลน
ปารฉิ ตั ร ใสยอด. (2552). ผลของการสอนอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นงานปฏิบตั ทิ ีม่ ีต่อความสามารถใน
การอ่านเพ่ือความเข้าใจของนกั เรียนระดบั ประถมศกึ ษา. วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม., จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , กรุงเทพฯ.
ศิรญิ า ทางนท.ี (2555). การพฒั นาทักษะการอ่านวชิ าภาษาองั กฤษโดยการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบ
เนน้ ภาระงาน (TBL) ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6. การศึกษาคน้ ควา้ อสิ ระ กศ.ม.,
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, มหาสารคาม.
สวาท ใจมาดี. (2544). สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนกล่มุ ทักษะภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปี
ที่ 1 ในโรงเรยี นสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอแม่สะเรยี ง จังหวดั แม่ฮ่องสอน.
การศกึ ษาคน้ ควา้ อิสระ ศษ.ม.,มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, เชียงใหม่.
สุธนา สิรธิ นาบดีพนั ธ์. (2561). ผลการใช้ชดุ กจิ กรรมควบคู่กบั การใชแ้ อปพลเิ คชันคาฮทู เพอ่ื พัฒนา
ทักษะการแต่งประโยค ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยราชภฎั
สวนสนุ นั ทา. รายงานวิจัย ค.ม., มหาวิทยาลยั ราชภัฎสวนสุนนั ทา, กรุงเทพฯ.
สพุ ัตรา กองทรัพย์. (2549). การสรา้ งชุดกจิ กรรมภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารโดยใช้กิจกรรมแบบเน้น
งานปฏบิ ตั ิ ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1. วิทยานิพนธ์ ค.ม., มหาวิทยาลยั อตุ รดิตถ์อตุ รดติ ถ์,
อตุ รดิตถ.์
13. นวตั กรรมทใ่ี ช้
1. แผนการจัดการเรียนรแู้ บบเนน้ ภาระงาน เรอื่ ง การแตง่ ประโยค ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 จำนวน
11 ช่วั โมง
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ เร่อื ง การแต่งประโยค ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1
14. ประวตั ิผู้วิจัย จกั รกฤษณ์ ยารังษี
ช่ือ นามสกุล 257 หมู่ 1 ตำบลหว้ ยซ้อ อำเภอเชียงของ
ทอ่ี ยู่ปัจจบุ นั จงั หวัดเชียงราย 57140
ประวตั ิการศกึ ษา
พ.ศ. 2561 สำเร็จการศึกษา
ปริญญาการศึกษาบัณฑิต (การศกึ ษา)
ตำแหนง่ หน้าทีป่ ัจจบุ นั มหาวทิ ยาลยั พะเยา
ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย)
มหาวทิ ยาลยั พะเยา
ครผู ชู้ ว่ ย โรงเรยี นบ้านหัวเวียง (โกศลั ย์วทิ ย)์
ตำบลเวยี ง อำเภอเชยี งของ จังหวัดเชียงราย
สำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาเชยี งราย เขต 4
ภาคผนวก
การจัดการเรียนการสอน
ผลงานนักเรยี น
เฉลย แบบทดสอบ
เรอ่ื ง การแตง่ ประโยค ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1
ช่อื -สกุล..........................................................................................ช้นั ...............เลขที.่ ...........
1. ข้อใดตรงกับภาพ
ก. กุง้
ข. นก
ค. หนู
2. ขอ้ ใดตรงกบั ภาพ
ก. กระเป๋า
ข. กระโปรง
ค. กางเกง
3. ข้อใดเปน็ คำ 1 พยางค์
ก. กระต่าย
ข. ทวี ี
ค. มีด
4. ขอ้ ใดไม่ใช่คำ 2 พยางค์
ก. นาฬิกา
ข. เกา้ อี้
ค. กระรอก
5. ข้อใดเปน็ ประโยค 2 ส่วน
ก. ฉันชอบขิงโจ้
ข.พีถ่ อื ช้อน
ค. น้องหลับ
6. ข้อใดไม่เป็นประโยค 2 ส่วน
ก.นอ้ งยืน
ข.ผมเดนิ
ค.พ่ีชายหยบิ ช้อน
7. ข้อใดเป็นประโยค 3 ส่วน
ก. กระเปา๋ ขาด
ข.แมเ่ ปดิ ทวี ี
ค. เสอื ดุ
8. ข้อใดไม่เปน็ ประโยค 3 ส่วน
ก. กะละมังแตก
ข.แมวไต่กำแพง
ค. ฉนั มีนาฬิกา
9. เรียงคำใหเ้ ป็นประโยคให้ถกู ต้อง แพะ หญา้ กนิ
ก. แพะกินหญ้า
ข. หญ้ากนิ แพะ
ค. กินหญ้าแพะ
10. เรียงคำใหเ้ ปน็ ประโยคให้ถกู ต้อง เก้าอ้ี น้อง น่ัง
ก. น้องน่ังเกา้ อ้ี
ข. นอ้ งเกา้ อี้น่งั
ค. เก้าอนี้ อ้ งน่งั
11. จงแตง่ ประโยค 2 ส่วน
12. จงแต่งประโยค 3 ส่วน
13. จงแต่งประโยคจากคำท่ีกำหนด (ช้อน)
14. จงแตง่ ประโยคจากคำทก่ี ำหนด (ปลา)
15. แต่งประโยคใหส้ มบรู ณต์ ามรูปภาพ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ขอ้ ท่ี 11 1 คะแนน
1 คะแนน
เขียนประโยคถกู ต้องตามโครงสรา้ งประโยค
เขยี นสะกดคำไดถ้ ูกตอ้ ง 2 สว่ น คอื ประธานและกริยา
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ขอ้ ที่ 12 1 คะแนน
1 คะแนน
เขยี นประโยคถกู ต้องตามโครงสรา้ งประโยค
เขยี นสะกดคำได้ถูกต้อง 3 สว่ น คอื ประธาน กรยิ า และกรรม
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ขอ้ ที่ 13 1 คะแนน
1 คะแนน
เขยี นประโยคถูกต้องตามโครงสรา้ งประโยค
ใช้คำศัพทท์ ่ีกำหนดในการแตง่ ประโยค 2 สว่ นหรือ 3 สว่ น
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ขอ้ ที่ 14 1 คะแนน
1 คะแนน
เขียนประโยคถูกต้องตามโครงสรา้ งประโยค
ใช้คำศพั ทท์ ี่กำหนดในการแต่งประโยค 2 ส่วนหรอื 3 สว่ น
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ขอ้ ที่ 15
1 คะแนน 1 คะแนน
ใชค้ ำศัพทไ์ ดส้ มั พนั ธ์กับรปู ภาพท่ีกำหนดใน เขยี นประโยคถูกต้องตามโครงสรา้ งประโยค
การแตง่ ประโยค 2 ส่วนหรอื 3 สว่ น
แบบทดสอบ
เรอ่ื ง การแตง่ ประโยค ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1
ชอ่ื -สกุล..........................................................................................ช้ัน...............เลขท.่ี ...........
1. ข้อใดตรงกบั ภาพ
ก. กุ้ง
ข. นก
ค. หนู
2. ขอ้ ใดตรงกบั ภาพ
ก. กระเป๋า
ข. กระโปรง
ค. กางเกง
3. ขอ้ ใดเปน็ คำ 1 พยางค์
ก. กระต่าย
ข. ทวี ี
ค. มีด
4. ข้อใดไมใ่ ช่คำ 2 พยางค์
ก. นาฬิกา
ข. เก้าอ้ี
ค. กระรอก
5. ข้อใดเป็นประโยค 2 ส่วน
ก. ฉนั ชอบขิงโจ้
ข.พถี่ ือชอ้ น
ค. น้องหลับ
6. ขอ้ ใดไม่เป็นประโยค 2 ส่วน
ก.น้องยนื
ข.ผมเดิน
ค.พช่ี ายหยิบชอ้ น
7. ข้อใดเปน็ ประโยค 3 ส่วน
ก. กระเปา๋ ขาด
ข.แมเ่ ปดิ ทีวี
ค. เสอื ดุ
8. ขอ้ ใดไมเ่ ป็นประโยค 3 สว่ น
ก. กะละมังแตก
ข.แมวไตก่ ำแพง
ค. ฉนั มนี าฬกิ า
9. เรียงคำใหเ้ ป็นประโยคให้ถกู ตอ้ ง แพะ หญา้ กนิ
ก. แพะกนิ หญา้
ข. หญ้ากินแพะ
ค. กินหญา้ แพะ
10. เรยี งคำใหเ้ ป็นประโยคใหถ้ ูกตอ้ ง เก้าอ้ี น้อง น่ัง
ก. นอ้ งนงั่ เกา้ อ้ี
ข. น้องเก้าอี้นง่ั
ค. เกา้ อน้ี อ้ งน่งั
11. จงแตง่ ประโยค 2 สว่ น
12. จงแต่งประโยค 3 ส่วน
13. จงแต่งประโยคจากคำท่ีกำหนด (ช้อน)
14. จงแต่งประโยคจากคำทก่ี ำหนด (ปลา)
15. แต่งประโยคให้สมบูรณต์ ามรูปภาพ
ตารางวเิ คราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝกึ
เลขที่ ระหว่าง ระหว่าง ระหวา่ ง ระหวา่ ง ระหว่าง ระหวา่ ง ระหว่าง ระหว่าง ระหว่าง ระหวา่ ง
เรยี น 1 เรยี น 2 เรียน 3 เรยี น 4 เรียน 5 เรียน 6 เรียน 7 8 9 10
คะแนนเตม็ 10 10 10 10 10 10 10 10 10 10
1 9 10 9 8 10 9 9 9 9 9
2 8 8 8 8 8 8 8 888
3 10 9 8 9 9 8 9 7 7 9
4 8 8 7 8 8 9 7 787
5 7 8 8 7 7 7 8 788
6 7 9 7 7 8 7 8 878
7 7 8 8 7 8 9 7 977
8 8 7 7 8 7 8 7 887
9 7 7 8 7 8 9 7 777
10 7 7 7 8 7 9 8 7 8 8
11 7 8 7 9 7 7 7 7 7 7
12 8 7 9 9 9 8 7 8 7 7
13 9 10 9 10 9 10 9 7 9 9
รวม 102 106 102 105 105 108 101 99 100 101
คา่ เฉลีย่ 7.85 8.15 7.85 8.08 8.08 8.31 7.38 7.62 7.69 7.77
ตารางแสดงผลสัมฤทธกิ์ อ่ นและหลังเรยี น
เลขท่ี สอบก่อนเรียน สอบหลังเรยี น
คะแนนเต็ม 20 20
13 19
1 5 16
2 12 17
3 7 14
4 5 15
5 3 15
6 2 14
7 5 16
8 8 15
9 8 16
10 9 15
11 13 16
12 10 17
13 7.69 15.77
ค่าเฉลยี่ 3.64 1.36
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผ้เู ชี่ยวชาญ
การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถปุ ระสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC)
คำช้ีแจง ขอใหท้ ่านผูเ้ ช่ียวชาญไดก้ รุณาแสดงความคดิ เห็นของท่านทม่ี ตี ่อ ข้อสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
เร่อื ง การแต่งประโยค โดยใสเ่ ครอื่ งหมาย () ลงในช่องความคิดเหน็ ของทา่ นพร้อมเขียน ขอ้ เสนอแนะทีเ่ ปน็
ประโยชนใ์ นการนำไปพิจารณาปรับปรุงตอ่ ไป
ความคิดเหน็ ของ
ข้อท่ี รายการพิจารณา ผู้เชีย่ วชาญ ข้อเสนอแนะ
+1 0 -1
วัตถปุ ระสงค์ : นกั เรยี นเขยี นคำศัพท์ตรงกับรูปภาพท่ีกำหนดไดถ้ ูกต้อง
1
ขอ้ ใดตรงกับภาพ ค. หนู
ก. กุง้ ข. นก
2
ขอ้ ใดตรงกบั ภาพ
ก. กระเปา๋ ข. กระโปรง ค. กางเกง
วตั ถปุ ระสงค์ : นกั เรยี นเขียนคำศัพท์ตามจำนวนของพยางค์ได้ถูกต้อง
3 ขอ้ ใดเปน็ คำ 1 พยางค์
ก. กระตา่ ย ข. ทวี ี ง. มีด
4 ข้อใดไม่ใช่คำ 2 พยางค์
ก. นาฬกิ า ข. เกา้ อ้ี ค. กระรอก
วัตถุประสงค์ : นักเรยี นเข้าใจสว่ นประกอบของประโยค 2 ส่วน
5. ข้อใดเป็นประโยค 2 สว่ น
ก. ฉันชอบขงิ โจ้ ข.พี่ถือช้อน ค. น้องหลบั
6. ข้อใดไม่เปน็ ประโยค 2 ส่วน
ก.น้องยนื ข.ผมเดนิ ค.พ่ชี ายหยิบช้อน
11. จงแตง่ ประโยค 2 สว่ น
วตั ถุประสงค์ : นักเรียนเข้าใจสว่ นประกอบของประโยค 3 สว่ น
7. ขอ้ ใดเป็นประโยค 3 ส่วน
ก. กระเปา๋ ขาด ข.แมเ่ ปิดทวี ี ค. เสอื ดุ
8. ขอ้ ใดไมเ่ ปน็ ประโยค 3 สว่ น
ก. กะละมงั แตก ข.แมวไต่กำแพง ค. ฉนั มีนาฬิกา
คำช้ีแจง ขอใหท้ ่านผู้เช่ยี วชาญได้กรุณาแสดงความคิดเห็นของทา่ นท่ีมีต่อ ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์
เรอื่ ง การแต่งประโยค โดยใสเ่ ครือ่ งหมาย () ลงในช่องความคิดเห็นของทา่ นพร้อมเขียน ขอ้ เสนอแนะที่เปน็
ประโยชนใ์ นการนำไปพิจารณาปรบั ปรุงตอ่ ไป
ความคดิ เหน็ ของ
ขอ้ ท่ี รายการพจิ ารณา ผู้เช่ยี วชาญ ข้อเสนอแนะ
+1 0 -1
12. จงแตง่ ประโยค 3 สว่ น
วัตถุประสงค์ : นกั เรียนสามารถเรยี งคำเปน็ ประโยคที่ถูกต้องได้
9. เรียงคำใหเ้ ป็นประโยคใหถ้ ูกต้อง แพะ หญา้ กนิ
ก. แพะกนิ หญา้ ข.หญ้ากินแพะ ค.กนิ หญ้าแพะ
10. เรยี งคำใหเ้ ป็นประโยคให้ถูกต้อง เกา้ อ้ี นอ้ ง นง่ั
ก. น้องน่ังเกา้ อ้ี ข. นอ้ งเกา้ อ้ีนงั่ ค. เก้าอ้นี ้องน่งั
วตั ถปุ ระสงค์ : นักเรียนสามารถแต่งประโยคจากคำที่กำหนดไดถ้ ูกตอ้ ง
13. จงแตง่ ประโยคจากคำทก่ี ำหนด (ชอ้ น)
14. จงแต่งประโยคจากคำที่กำหนด (ปลา)
วตั ถปุ ระสงค์ : นักเรียนสามารถแตง่ ประโยคจากรปู ภาพได้
15.
แต่งประโยคให้สมบูรณต์ ามรูปภาพ
ข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
.....................................................................................
(ลงชือ่ )................................................................ผูป้ ระเมนิ
(..............................................................)