นาฏศิลป์
น า ง ส า ว สุ ธิ ษ า ร า ช ส ง ค์
ค รู ผู้ ส อ น
สารบัญ
คุณค่าและประโยชน์ของนาฏศิลป์
กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์
การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
ระบำ รำ ฟ้ อน และการแสดงนาฏศิลป์พื้น
เมืองของไทย
การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลง
เถิดเทิง กลองยาว
บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ นาฏศิลป์ นาฏศิลป์
คุณค่าของนาฏศิลป์
การปั้น การแกะสลัก การ บทประพันธ์ทั้งที่เป็น
หล่อ ปรากฏในฉากต่างๆ ร้อยแก้ว และร้อยกรอง
อุปกรณ์ เช่น หัวโขน
ที่เป็นบทละคร
มงกุฎ ชฎา บทเพลง
ประติมากรรม วรรณกรรม
ศิลปะในการออกแบบ
สร้างฉาก เช่น สร้าง
โบสถ์ บ้านเรือน
พระราชวัง วิหาร ฉาก
ธรรมชาติต่างๆ
สถาปัตยกรรม
การเขียนภาพ การแต่ง เป็นหัวใจหลักสำหรับ
หน้า การแต่งกาย ดัง นาฏศิลป์ เพราะการแสดง
นั้นจึงมีความใกล้ชิดกับ ท่าเต้นต้องมีดนตรี
นักแสดง ประกอบจึงจะสวยงาม
จิตรกรรม ดุริยางค์ศิลป์
1.คุณค่าและประโยชน์ของนาฏศิลป์
ประโยชน์ของนาฏศิลป์
มีบทบาทสำคัญ เพราะ นาฏศิลป์ เป็นส่วนสำคัญใน
เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนไทย การประกอบพิธีกรรมทั้งพิธี
ตั้งแต่เกิดจนตาย บทบาท หลวงและพิธีราษฎร์ นอก
ในงานสำคัญต่างๆ ของ เหนือไปจากการให้ความ
ชาวบ้าน รวมถึงบันเทิงใจ บันเทิง
ให้กับชาวบ้าน เช่นการ
แสดงลิเก โขน เพลงพื้น
เมืองต่างๆ
สถาบันพระมหา ประโยชน์โดยตรงคือ ให้ผู้
กษัตริย์จำเป็นต้อง แสดงได้รู้จักตนเอง เนื่อง
มีตามประเพณี จาการฝึกต้องมีความมานะ
อดทน ทำให้ผู้เรียนค้น
สำคัญ
พบศักยภาพตนเอง
1.คุณค่าและประโยชน์ของนาฏศิลป์
กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ไทย
การสืบทอดนาฏศิลป์สมัยโบราณ
เป็นการถ่ายทอดจากครูแบบตัวต่อตัว
โดยวิธีการจำไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
การจัดกิจกรรมเพื่อ
สืบทอดวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ไทย
ใช้ระบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียน
เป็นศูนย์กลางค้นคว้า หาความรู้ด้วยตัวเอง
ฝึกให้รู้จักสังเกต คิดวิเคราะห์ วิพากษ์ วิ
จารย์ สร้างจินตนาการ จนสามารถนำไป
ใช้ในชีวิตประจำวันได้
การจัดกิจกรรมเพื่อสืบทอดวัฒนธรรม
-พิธีไหว้ครู ครอบครู รับมอบ เพื่อให้ศิษย์ใหม่ได้รู้จักพระนามครูที่เป็น
มหาเทพ พระฤๅษี มนุษย์ ยักษ์ ทั้งที่มีชีวิตอยู่และไม่มี ชีวิตอยู่เพื่อมอบตัวเป็น
ศิษย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ป้องกันเสนียดจัญไร มีโอกาสได้รับถ่ายทอดท่ารำอัน
สูงสุด หรือ
เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครู
-คติความเชื่อเกี่ยวนาฏศิลป์ คติความเชื่อในเรื่องแรงครู “แรงครูหรือครูเข้า” หมาย
ถึง จะมีอันเป็นไปต่างๆ เป็นการบั่นทอน
ชีวิต ความเป็นอยู่ เหมือนน้ำรอดใต้ทราย
2.กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์
แนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย
1.การค้นคว้า วิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของ
ไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค
2.การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสานึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึง
คุณค่าแก่นสาระและความสาคญัของภูมิปัญญา ท้องถิ่น
3.การถ่ายทอด โดยการนาภูมิปัญญาท่ีผ่านมาเลือกสรร กลั่นกรอง
ด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบและรอบด้าแล้วไปถ่ายทอดให้คนใน
สังคมได้รับรู้
4.ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิด เครือข่าย
การสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ
5.การเผยแพร่แลกเปล่ียนโดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการ
เผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรม อย่างกว้างขวาง
2.กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์
การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
-การแสดงนาฏศิลป์ ในงานพระราชพิธี
นาฏศิลป์ เป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองที่นำมาแสดง
ได้ทุกโอกาสโดยงานพระราชพิธี และรัฐ พิธีเป็นงานในหน้าที่ของ
กรมศิลปากรที่ต้องจัดการแสดงในโอกาสสำคัญ
1. งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
-การแสดงนาฏศิลป์และการละครไทยใน
งานมงคลทั่วไป
-การแสดงนาฏศิลป์ และการละครในงานอวมงคล
-การแสดงนาฏศิลป์ ในงานเทศกาลต่างๆ
3.การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
หลักในการเลือ
กชุดการแสดง
เลือกชุดแสดงให้เหมาะสมกับโอกาสต้องเลือกชุดการแสดงที่
เป็นการอวยพร มอบความเป็นสิริมงคลให้มั่งมี ศรีสุข
การเลือกรูปแบบของการแสดงก็ต้องเป็นระบบ
มีกฏเกณฑ์ ถูกต้องตามแบบแผนโดยปฏิบัติ ดังนี้
-การแต่งบทร้องให้ได้ใจความเหมาะสม
-ตีท่ารำให้ตรงตามความหมายของบทร้อง
-ใส่ทำนองเพลงให้ถูกต้องและเหมาะสมกับเน้ือเพลง
-ปี่พาทย์ทำเพลงรำผู้แสดงใช้ลีลาท่ารำและตีบทได้ถูกต้อง
-ช่วงจบป่ีพาทย์ทุกเพลงรำ
-คัดเลือกผู้แสดงที่มีความสามารถมีฝีมือในการรำ
3.การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
แนวคิดในการจัดชุดการแสดงในวันสำคัญของโรงเรียน
1.กำหนดการแสดงให้เหมาะสมกับวันสำคัญ
ของโรงเรียน
2.การนำเสนอรูปแบบของการอนุรักษ์
3.เวลาในการแสดงแต่ละชุด
4.การกำหนดองค์ประกอบร่วมของการแสดงให้ชัดเจน
แนวในการจัดชุดการ
แสดงประจำโรงเรียน
-แนวคิดเกี่ยวกับสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน
-แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่
-แนวคิดเกี่ยวกับอาชีพวิถีชีวิตในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่
-แนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นที่โรงเรียนตั้งอยู่
-แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ
3.การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
ระบำ
ระบำแบ่งออกเป็น2ประเภท
1 ระบำแบบดั้งเดิม
2ระบำปรับปรุง คือ ระบำที่ ฟ้อน
ปรับปรุงขึ้นมาใหม่
เป็นภาษาเหนือ หมายถึง การร่ายรำ เพื่อ
บูชาสิ่งต่างๆ อันเป็นศิลปะล้านนาของไทย
ฝ่ายเหนือ ส่วนใหญ่จะเป็นการร่ายรำที่
แสดงพร้อมกันเป็นชุดๆ
รำ มี3แบบ นาฏศิลป์พื้นเมืองของไทย
1รำเดี่ยว
2รำคู่ 1ภาคใต้
3รำหมู่ 2ภาคกลาง
3ภาคเหนือ
4ภาคอีสาน
4.ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองของไทย
การแสดงนาฏศิลป์ไทย
รำกลองยาวหรือเถิดเทิง
ประวัติความเป็นมา
การเล่นเถิดเทิงมีผู้สันนิษฐานว่าเป็นของพม่านิยมเล่นกันมา
ก่อนเมื่อครั้งพมา่มาทำสงครามกับไทยในสมยักรุงธนบรุีสมัยต้น แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์เวลาพักรบพวกทหารพมา่ก็เล่นสนุกสนานด้วยการ
เล่น ต่างๆ ซึ่ง ทหารพม่า บางพวกก็เล่น “กลองยาว” พวกไทยเราได้
เห็นก็ จำมาเล่นกันบ้างยังมีเพลงดนตรีเพลงหนึ่งซึ่งดนตรีไทยนามา
ใช้ บรรเลงมีทำนองเป็นเพลงพม่า เรียกกันมาแต่เดิมว่า เพลงพม่า
กลองยาว ต่อมาได้มีผู้ปรับเป็นเพลงระบำกำหนดให้ผู้รำแต่งตัวใส่เสื้อ
นุ่งโสร่ง ตา ศีรษะโพกผ้าสีชมพู (หรือสีอื่นๆ บ้างตามแต่จะให้สีสลับ
กัน เห็นสวยอย่างแบบระขำ) มือถือขวานออกมาร่ายรำเข้ากับ จังหวะ
เพลงที่กล่าวนี้ จึงเรียกเพลงนี้กันอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงพม่ารำขวาน
5.การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงเถิดเทิง กลองยาว
การเล่นเทิงบ้องกลองยาวนี้ เพิ่งมีเข้ามาในเมืองไทย
เมื่อสมัยรัชกาลที่4กรุงรัตนโกสินทร์น้ีเองกล่าวคือมีพม่า
พวก หนึ่งนำเข้ามาในรัชกาลนั้น
ยังมีบทร้องกราวรำยกทัพพม่า ในการแสดงละครเรื่องพระ
อภัยตอนเก้าทัพซึ่งนิยมเล่นกันมาแต่ก่อน สังเกตดูก็
เป็นตำนานอยู่บ้างเเล้ว
คือร้องกันว่า
ทุ่งเล ฯ ทีน้ีจะเห่พม่าใหม่
ตกมาเมืองไทย มาเป็นผู้ใหญ่ตีกลองยาว
ตีว่องตีไวตีได้จังหวะ ทีนี้จะกะเป็นเพลงกราว
เลื่องชื่อลือฉาว ตีกลองยาวสลัดไดๆ
5.การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงเถิดเทิง กลองยาว
การแต่งกาย
แต่เดิมไม่มีแบบแผน แต่ต่อมาได้คิดประดิษฐ์ชุด
เครื่องแต่งกายขึ้นใหม่โดยแปลงจากชุดของลิเก คือ
นุ่งกางเกงคลุมเข่า และนุ่งผ้าโจงกระเบนทับกางเกง
สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผ้าคาดศีรษะ ทัดดอกไม้ไว้
ข้างหู สวมถุงเท้าสีขาวยาวถึงครึ่งน่อง มีผ้าคาดเอว
๑. ชาย นุ่งกางเกงขายาวครึ่งแข้ง สวมเสื้อคอกลม
แขนสั้น เหนือศอก มีผ้าโพกศีรษะและผ้าคาดเอว
๒. หญิง นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า
สวมเสื้อทรงกระบอกคอปิด ผ่าอกหน้า ห่มสไบทับเสื้อ
คาดเข็มขัดทับเสื้อ ใส่สร้อยคอและต่างหู
ปล่อยผมทัดดอกไม้
5.การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงเถิดเทิง กลองยาว
โอกาสและในการเล่น
นิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ หรืองาน
แห่แหน ซึ่งต้อง เดินเคลื่อนขบวน เช่น ในงานแห่นาค แห่
พระ และแห่กฐิน เป็นต้น คนดูคนใดรู้สึกสนุกจะเข้าไป รำ
ด้วยก็ได้ เพราะเป็นการเล่นอย่างชาวบ้าน เคลื่อนไปกับ
ขบวน พอถึงที่ตรงไหนมีลานกว้างหรือเหมาะก็หยุดตั้งวงเล่น
กันก่อนพักหนึ่งแล้วเคลื่อนไปต่อ การเล่นเถิดเทิงกรม
ศิลปากรปรับปรุงใหม่ กำหนดให้มีแบบแผนลีลาท่ารำ โดย
กำหนดให้มีกลองรำ กลองยืนด้วย
กลองรำ หมายถึง ผู้ที่แสดง ลวดลายในการร่ายรำ
- กลองยืน หมายถึง ผู้ตีกลองยืนให้จังหวะในการรำ
5.การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงเถิดเทิง กลองยาว
วิธีเล่น
ก่อนเล่นมีการทำพิธีไหว้ครู มีดอกไม้ธูปเทียน เหล้าขาว บุหรี่
และเงินค่ายกครู 12 บาท การไหว้ครูใช้การขับเสภา เมื่อไหว้
ครูแล้วจะโห่ขึ้น 3 ลา แล้วเริ่มแสดง โดยนักดนตรีประกอบ
เริ่มบรรเลง ผู้ร่ายรำก็จะเดินและร่ายรำไปตามจังหวะกลอง
มีท่าร่ายรำทั้งหมด 33 ท่า ท่าที่หวาดเสียวและตื่นเต้นมาก
ที่สุดก็เห็นจะเป็นท่าที่ 30-31 คือท่าที่มีการต่อกลองขึ้นไป
3 ใบ ให้ผู้แสดงคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนกลองใบที่ 3 แล้วควง
กลอง และคาบกลอง ซึ่งผู้แสดงต้องใช้ความสามารถพิเศษ
5.การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง เพลงเถิดเทิง กลองยาว
บุคคลสำคัญใน
วงการนาฏศิลป์ของไทย
ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
มีนามเดิมว่า แ
ผ้ว สุทธิบูรณ์
เกิดวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๔๔๖
เมื
่ออายุครบ ๘ ขวบ ถวายตัวในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมห
ลวงนครราชสีมา และได้รับการ
ฝึกหัดนาฏศิลป์ในราชสำนักเจ้าจอมมารดาวาด
และเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่๔
•ผลงาน•
- การแสดงศิลปะนาฏกรรม เช่น ท่ารำตัวพระ นางยักษ์ และตัวประกอบการแสดงโขน
- ละครชาตรี
- ละครนอก ละครใน และละครพันทาง
- ระบำฟ้อนต่างๆ
- เป็นผู้คัดเลือกการแสดง จัดทำบท และฝึกสอน อำนวยการแสดงถวายทอดพระเนตร
หน้าพระที่นั่ง ในวโรกาสต้อนรับพระราชอาคันตุกะ อาคันตุกร
นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ)
นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่จังหวัด
นครปฐม เป็นบุตรของจางวางจอน และนางพริ้ง เป็นศิลปินอาวุโสด้านนาฏศิลป์ที่
มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับในวงการนาฏศิลป์ไทยโดยทั่วไป เคยรับราชการเป็น
มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครูรงภักดีฝึกหัดโขน(ยักษ์)
กบั พระยานัฏกานุรักษ์และคุณหญิงนัฏกานุรักษ์เมื่ออายุ13ปีที่กรม มหรสพสมัย
รัชกาลที่6ต่อมาเข้ารับ ราชการเป็นศิลปินในกรมมหรสพ สมัยรัชกาลที่7นอกจากรับ
ราชการ เป็นตำรวจหลวงแล้ว ท่านยังมีหน้าที่ เป็นครูสอนนาฏศิลป์โขนอีกด้วย
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
•ผลงาน•
- มีความสามารถในการรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ
- รัชกาลที่๙ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นายรงภักดีประกอบพิธีครอบ
องค์พระ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ บริเวณโรงละคร
พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
- กรมศิลปากรได้คัดเลือกว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยม ในขณะนั้น
ครูรงภักดีชราภาพมากแล้ว มีอายุได้ ๘๖ ปี โดยให้ศิลปินต่อท่ารำ
จากภาพยนตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกท่ารำของ
ครูรงภักดีไว้เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๖
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
ครูอาคม สายาคม
ครูอาคม สายาคม เดิมชื่อ บุญสม เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๖ ณ
บ้านสี่แยกหลานหลวง จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของนายเจือ ศรียาภัย และ
นางผาดศรียาภัย สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา (นามสกุลสายาคมเป็น
นามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่6) ครูอาคมได้รับการฝึกหัดโขนพร้อม
กับเรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปีที่3 จากนั้น เข้ารับตำแหน่ง“พระ” แผนก
โขนหลวง กรมพิณพาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง
ต่อมา พ.ศ. 2478 โอนมาประจำโรงเรียนศิลปากร แผนกดุริยางค์ ดำรง
ตำแหน่งนักวิชาการละครและดนตรี 7 กองการสังคีต กรมศิลปากร เมื่อเกษียณ
อายุกรมศิลปากรได้เชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ สอนนักศึกษาปริญญาตรี
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
•ผลงานด้านการแสดง•
- แสดงเป็นตัวเอก เช่น พระราม อิเหนา พระร่วง พระอภัยมณี ขุนแผน พระไวย ไกรทอง ฮเนา
(เรื่องเงาะป่า) พระลอ อุณรุท พระสังข์ เป็นต้น
•ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ•
- เพลงหน้าพาทย์ตระนาฏราช เพลงหน้าพาทย์โปรยข้าวตอก เพลงเชิดจีน ลีลาประกอบท่า เชื่อม
ตำราท่ารำ
•ผลงานด้านวิชาการ•
- เขียนคำอธิบายนาฏยศัพท์ บทความ เพลงพื้นเมือง เพลงหน้าพาทย์ ความสำคัญของหัวโขน ระบำ รำ
เต้น การเลือกเด็กเข้าฝึกหัดละครสมัยรัชกาลที่ ๗
•ผลงานด้านวิทยุกระจายเสียง•
- ตั้งคณะสายเมธี แสดงนิยายและบรรเลงในแบบดนตรีสากลและดนตรีไทย ตั้งคณะสายาคมแสดง เพลงพื้นเมือง
เป็นต้น
•ผลงานด้านภาพยนตร์•
- แสดงภาพยนต์ เรื่องอมตาเทวี ของบริษัทละโว้ภาพยนต์ แสดงเป็นพระเอก
- แสดงภาพยนต์ เรื่องไซอิ๋ว ของคณะปัญญาพล แสดงเป็นพระถังซำจั๋ง
- แสดงภาพยนต์ เรื่องรามเกียรติ์ ชุดลงสรง เป็นตัวพระราม และเป็นผู้กำกับการแสดง
- กำกับเวทีและควบคุมการแสดง พร้อมทั้งเป็นผู้บรรยาย ผู้เขียนบทโทรทัศน์ในรายการนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรจัด
แสดงเป็นครั้งแรกทางไทยทีวีบางขุนพรหม ออกอากาศ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๙๘ และได้รับความสำเร็จมาจนถึง
ปัจจุบัน
- จัดรายการโฆษณาจำหน่ายแผ่นเสียง เขียนคำบรรยาย และเป็นผู้บรรยายของกรมศิลปากรทางไทยทีวี ช่อง ๔ และ
ช่อง ๗
- บรรยายการภ่ายทอดโทรทัศน์ที่โรงละครของกรมศิลปากร ในการแสดงโขนและละครของกรมศิลปากร ตำแหน่ง
หน้าที่สุดท้ายในกรมศิลปากร
•ผลงานด้านกำกับเวที•
-กำกับการแสดงและการสอนโขนและละครเรื่องต่างๆ
พ.ศ. 2505 >>> ได้รับมอบให้เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครู
พ.ศ. 2506 >>> ได้รับถ่ายทอดท่ารำองค์พระพิราพจากครูรงภักดี
พ.ศ. 2507 >>>ทำพิธีครอบโขนละครในพิธีไหว้ครูประจำปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬา
ภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ร่วมครอบในพิธีไหว้ครูดังกล่าวด้วย
พ.ศ. 2508 >>> เป็นต้นมา ได้รับเชิญเป็นประธานไหว้ครูของสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งของราชการ
และเอกชน รวมทั้งท่านได้พยายามถ่ายทอดวิชา ความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ของท่านให้แก่
เยาวชนรุ่นหลังได้รับสืบทอดต่อไป ซึ่งนับว่าครูอาคมได้ปฏิบัติภารกิจด้านนาฏศิลป์ไทยอย่างครบถ้วน
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
ครูลมุล ยมะคุปต์
นางลมุล ยมะคุปต์ หรืออีกชื่อหนึ่งที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายจะขนานนามให้ท่านด้วยความ
เคารพรักอย่างยิ่งว่า “คุณแม่ลมุล” เป็นธิดาของร้อยโท นายแพทย์จีน อัญธัญภาติ กับ นาง
คำมอย อัญธัญภาติ (เชื้อ อินต๊ะ) เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2448 ณ จังหวัดน่าน
ในขณะที่บิดาขึ้นไป ราชการสงครามปราบกบฏเงี้ยว (กบฏ จ.ศ.1264 ปีขาล พ.ศ. 2445)
การศึกษา : เริ่มต้นเรียนวิชาสามัญที่โรงเรียนสตรีวิทยา เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เรียนได้เพียงปี
เดียว บิดานำไปกราบถวายตัวเป็นละคร ณ วังสวนกุหลาย ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้า
ฟ้าอัษฎางค์ เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความปกครองของคุณท้าวนารีวรคณา
รักษ์
(แจ่ม ไกรฤกษ์)
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
•ผลงานด้านการแสดง•
- ท่านแสดงเป็นตัวเอกเกือบทุกเรื่อง เพราะมีฝีมือเป็นเยี่ยม บทบาทที่ท่าน เคย
แสดง เช่น พระสังข์ เขยเล็ก เจ้าเงาะ ฮเนา ซมพลา พระวิษณุกรรม พระอภัยมณี
ศรีสุวรรณ สุดสาคร อุศเรน อิเหนา สียะตรา วิหยาสะกำ อุณรุท พระราม พระลอ
พระมงกุฎ อินทรชิต พระนารายณ์ พระคเณศ สมิงพระราม พระไวย พลายบัว พระ
พันวษา
•ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำ•
- ที่ประดิษฐ์ให้กรมศิลปากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เช่น รำแม่บทใหญ่ รำซัดชาตรี
รำวงมาตรฐาน รำเถิดเทิง รำกิ่งไม้เงินทอง ระบำกลอง ระบำฉิ่ง ระบำนกยูง ระบำ
กฤดาภินิ หาร ระบำชุมนุมเผ่าไทย ระบำอธิษฐาน ระบำในน้ำมีปลา ระบำระฆัง
ระบำนกสามหมู่ ระบำเชิญพระขวัญ ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนม่านมุ้ย
เชียงตา ฟ้อนแพน ฟ้อนแคน เซิ้งสราญ เซิ้งสัมพันธ์ เป็นต้น
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
ครูเฉลย ศุขะวณิช
คุณครูเฉลย ศุขะวณิช เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช
๒๔๔๗ เป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนและออกแบบนาฏศิลป์ไทย แห่ง
วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งมีความรู้ความ สามารถสูงใน
กระบวนท่ารำทุกประเภท ทางราชการได้มอบหมายให้เป็นผู้วาง
รากฐานจัดสร้างหลักสูตร การเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ตั้งแต่ระดับ
ต้นจนถึงขั้นปริญญา เป็นผู้มีความเมตตาเอื้ออารี อุทิศตนเพื่อ
ประโยชน์แก่การศึกษาและงานศิลป์อย่างต่อเนื่อง ได้รับปริญญาครุ
ศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา นาฏศิลป์ สหวิทยาลัยรัตนโกสินทร์
วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา นางเฉลย ศุขะวณิช สมควรได้รับ
การยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
(นาฏศิลป์) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๐
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
•ผลงานด้านการแสดง•
- ท่านมีฝีมือและความสามารถในการแสดงเป็นตัวนางเอก เช่น นางสีดา
นางสุวรรณมาลี นางเบญกาย นางมณโฑ มะเดหวี ประไหมสุหรี นาง
มณฑา เป็นต้น
•ผลงานการประดิษฐ์ท่ารำ•
- รำแม่บทสลับคำ รำพัดรัตนโกสินทร์ ชุดศุภลักษณ์อุ้มสม ฉุยฉายวันทองแปลง
ฉุยฉายศูรปนขา ฉุยฉายยอพระกลิ่น รำกริชดรสา รำฝรั่งคู่ ระบำศรีชัยสิงห์ ระบำ
กาญจนาภิเษก ระบำเทพอัปสรพนมรุ้ง ระบำขอม ระบำกินนร ระบำมิตรไมตรี
ซีเกมส์ ฟ้อนลาวสมเด็จ เซิ้งสราญ เป็นต้น
6.บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ไทย
ผู้จัดทำ (4/4)
1.นาย ธนภัทร ดำทิพย์ 13
2.นาย ณชพัฒณ์ ด้วงกิจ 14
3.นาย วรากร แก้วกล่ำ 17
4.นางสาว กชมน เหนือคลอง 19
5.นางสาว สุพนิต สิทธิชัย 24
6.นางสาว นลิน กตัญญู 25
7.นางสาว ดากานดา สิทธิชัย 38