The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชาเคมีเพิ่มเติม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by naphalai, 2022-09-14 12:40:43

คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชาเคมีเพิ่มเติม

คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชาเคมีเพิ่มเติม

รายวิชาเพ่ิมเติมวิชา เคมี 1

รหสั วชิ า ว31221 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4

เวลา 60 ช่วั โมง จำนวน 2.0 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2

คำอธบิ ายรายวชิ า

ศึกษาขอ้ ปฏบิ ตั ิเบอื้ งตน้ ในการทำปฏบิ ตั ิการเคมเี พื่อให้มีความปลอดภัยทงั้ ต่อตนเอง ผู้อื่นและสิง่ แวดล้อม แนว

ทางแก้ไขเมื่อเกิดอบุ ัตเิ หตุ การเลือกและใชอ้ ุปกรณห์ รือเครื่องมือในการทำปฏบิ ัติการและการวัดปริมาณต่างๆ ได้อยา่ ง

เหมาะสม ประจักษ์พยานในการเสนอแบบจำลองอะตอมของนักวทิ ยาศาสตร์ วิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอม

สัญลักษณ์นวิ เคลียร์ของธาตุ จำนวนโปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอนของอะตอมจากสัญลักษณน์ วิ เคลยี ร์ ความหมาย

ของไอโซโทป การจัดเรยี งอิเล็กตรอนในระดบั พลังงานหลักและระดับพลังงานย่อยเม่ือทราบเลขอะตอมของธาตุ หมู่ คาบ

ความเปน็ โลหะ อโลหะและก่ึงโลหะของธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตุแทรนซิชนั ในตารางธาตุ แนวโนม้ สมบตั ิของธาตเุ รพรี

เซนเททีฟตามหมู่และตามคาบ สมบัติของธาตโุ ลหะแทรนซชิ ันกับธาตโุ ลหะในกลมุ่ ธาตเุ รพรีเซนเททีฟ สมบัติและครึ่งชวี ิต

ของไอโซโทปกัมมนั ตรังสี การนำธาตมุ าใชป้ ระโยชน์รวมทัง้ ผลกระทบต่อสง่ิ มีชวี ติ และส่งิ แวดลอ้ มการเกดิ ไอออนและการ

เกดิ พันธะ ไอออนิก โดยใช้แผนภาพ หรอื สัญลักษณ์แบบจุดของลวิ อสิ สูตรและเรียกชอ่ื สารประกอบ ไอออนกิ พลังงานที่

เกยี่ วข้องกับปฏิกิรยิ าการเกิดสารประกอบไอออนิกจากวฏั จักรบอรน์ -ฮาเบอร์ สมบัติของสารประกอบไอออนิก สมการไอ

ออนิกสมการไอออนกิ สทุ ธขิ องปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก การเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบ พนั ธะเดีย่ ว พันธะคู่ และ

พนั ธะสาม ดว้ ยโครงสร้างลิวอิส สูตรและเรียกชอ่ื สารโคเวเลนต์ ความยาวพันธะและพลงั งานพันธะในสารโคเวเลนต์

รวมทงั้ คำนวณพลงั งานท่ีเกย่ี วข้องกบั ปฏกิ ริ ิยาของสารโคเวเลนต์จากพลงั งานพนั ธะ รปู รา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์โดยใช้

ทฤษฎกี ารผลกั ระหว่างคู่อิเล็กตรอน ในวงเวเลนซ์ สภาพข้วั ของโมเลกลุ โคเวเลนต์ ชนิดของแรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งโมเลกุล

โคเวเลนต์ จดุ หลอมเหลว จุดเดอื ด และการละลายน้ำของสารโคเวเลนต์ สมบตั ิของ สารโคเวเลนตโ์ ครงรา่ งตาขา่ ยชนิด

ต่างๆ การเกดิ พนั ธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะ สมบตั บิ างประการของสารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์ และโลหะ

ตวั อย่างการใชป้ ระโยชนข์ องสารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์ และโลหะได้อย่างเหมาะสม ข้อปฏิบัตเิ บือ้ งตน้ และ

ปฏบิ ัตติ นทีแ่ สดงถึงความตระหนักในการทำปฏิบตั กิ ารเคมีเพอ่ื ให้มีความปลอดภยั ทง้ั ต่อตนเอง ผู้อ่ืนและสิง่ แวดลอ้ ม แนว

ทางแก้ไขเมอ่ื เกดิ อุบัตเิ หตุ อุปกรณ์หรือเคร่อื งมือในการทำปฏิบตั ิการ ปรมิ าณต่างๆ แผนการทดลอง รายงานการทดลอง

หน่วยวดั ปริมาณตา่ งๆ ของสาร และเปล่ียนหนว่ ยวดั ให้เปน็ หน่วยในระบบเอสไอด้วยการใชแ้ ฟกเตอรเ์ ปล่ยี นหน่วย มวล

อะตอมของธาตุและมวลอะตอมเฉล่ียของธาตุ มวลโมเลกุลและมวลสูตร ปรมิ าณใดปรมิ าณหนึ่งจากความสัมพันธข์ องโมล

จำนวนอนุภาค มวล และปริมาตรของแก๊สที่ STP อัตราสว่ นโดยมวลของธาตอุ งคป์ ระกอบของสารประกอบตามกฎ

สดั สว่ นคงที่ สตู รอยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกุลของสาร ความเข้มขน้ ของสารละลายในหน่วยตา่ งๆ เตรียมสารละลายให้มี

ความเข้มขน้ ในหนว่ ยโมลาริตีและปรมิ าตรสารละลายตามท่ีกำหนด จดุ เดือดและจดุ เยือกแข็งของสารละลายกบั สาร

บริสุทธสญั ลักษณ์ในสมการเคมี การเขียนและการดุลสมการเคมีของปฏกิ ริ ยิ าเคมีบางชนิด ปรมิ าณของสารในปฏกิ ริ ยิ า

เคมี ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั มวลสาร ปริมาณของสารในปฏกิ ิริยาเคมี ท่เี กี่ยวข้องกับความเขม้ ขน้ ของสารละลาย ปริมาณของสาร

ในปฏิกริ ยิ าเคมีที่เกีย่ วข้องกบั ปริมาตรแก๊ส ปรมิ าณของสารในปฏิกริ ยิ าเคมหี ลายขนั้ ตอน สารกำหนดปรมิ าณคำนวณ

ปรมิ าณสารต่างๆ ในปฏิกริ ิยาเคมี ผลได้รอ้ ยละของผลิตภัณฑ์ ในปฏกิ ิรยิ าเคมี และการทำหวานเย็นจากนำ้ ผลไม้ใน

ทอ้ งถ่นิ

โดยใช้ การบอก การอธิบาย การปฏบิ ัติตน การเสนอแนวทางแก้ไข การเลือก การใช้ การวัดปรมิ าณ การเขียน

รายงานการคำนวณ การอภปิ รายกลุม่ การคาดคะเน การเปรียบเทยี บ การแปลความหมายการสบื คน้ ขอ้ มูล การคิด

วิเคราะห์ การนำเสนอแผนการทดลอง และการทดลอง

เพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความเข้าใจ มีทกั ษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะการ

ส่อื สาร การคิด การปญั หา การใชเ้ ทคโนโลยี และทักษะชีวติ มีคุณลกั ษณะ ซ่อื สัตย์สุจรติ มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ อยูอ่ ย่าง

หลกั สูตรกล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รุจิรวงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรับปรุง พุทธศกั ราช 2564)

พอเพียง ม่งุ มนั่ ในการทำงาน มีจติ สาธารณะ และมีจิตวทิ ยาศาสตร์

ผลการเรียนรู้
1. บอก และอธิบายข้อปฏิบตั ิเบอื้ งต้น และปฏิบัตติ นทแ่ี สดงถงึ ความตระหนกั ในการทำปฏบิ ัติการเคมเี พื่อใหม้ ี
ความปลอดภยั ท้ังต่อตนเอง ผู้อน่ื และส่งิ แวดลอ้ ม และเสนอแนวทางแก้ไขเม่ือเกดิ อุบัตเิ หตุ
2. เลอื ก และใช้อุปกรณ์หรอื เครือ่ งมือในการทำปฏิบัติการ และวดั ปริมาณต่างๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลอง
4. สบื ค้นข้อมูล สมมตฐิ าน การทดลอง หรอื ผลการทดลองทเ่ี ปน็ ประจักษ์พยานในการเสนอแบบจำลองอะตอม
ของนักวทิ ยาศาสตร์ และอธิบายวิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอม
5. เขียนสัญลกั ษณ์นวิ เคลียร์ของธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นิวตรอน และอเิ ลก็ ตรอนของอะตอมจาก
สญั ลักษณ์นิวเคลยี ร์ รวมทง้ั บอกความหมายของไอโซโทป
6. อธิบายและเขียนการจดั เรียงอเิ ล็กตรอน ในระดบั พลงั งานหลกั และระดับพลงั งานย่อยเม่อื ทราบเลขอะตอม
ของธาตุ
7. ระบหุ ม่คู าบ ความเป็นโลหะ อโลหะ และ ก่ึงโลหะ ของธาตุเรพรเี ซนเททฟี และธาตุแทรนซชิ ันในตารางธาตุ
8. วิเคราะห์และบอกแนวโน้มสมบัตขิ องธาตุ เรพรเี ซนเททีฟตามหมู่และตามคาบ
9. บอกสมบตั ิของธาตโุ ลหะแทรนซิชนั และเปรียบเทียบสมบัตกิ ับธาตโุ ลหะในกลุ่มธาตเุ รพรเี ซนเททีฟ
10. อธบิ ายสมบัติและคำนวณครงึ่ ชีวิตของไอโซโทปกมั มันตรงั สี
11. สืบค้นข้อมลู และยกตัวอย่างการนำธาตุ มาใชป้ ระโยชน์ รวมทัง้ ผลกระทบต่อสิง่ มีชวี ติ และส่งิ แวดล้อม
12. อธิบายการเกิดไอออนและการเกดิ พันธะไอออนิก โดยใชแ้ ผนภาพหรอื สัญลักษณแ์ บบจุดของลิวอสิ
13. เขียนสูตรและเรยี กชื่อสารประกอบไอออนิก
14. คำนวณพลังงานท่ีเกีย่ วข้องกบั ปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบไอออนิกจากวฏั จักร บอร์น-ฮาเบอร์
15. อธบิ ายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนิก
16. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนกิ สุทธิของปฏกิ ิรยิ าของสารประกอบไอออนิก
17. อธบิ ายการเกิดพันธะโคเวเลนตแ์ บบ พันธะเดีย่ ว พันธะคู่ และพนั ธะสาม ดว้ ยโครงสร้างลิวอสิ
18. เขียนสูตรและเรยี กช่ือสารโคเวเลนต์
19. วเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทียบความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์ รวมท้ังคำนวณพลังงานที่
เกยี่ วข้องกับปฏิกริ ิยาของสารโคเวเลนตจ์ ากพลงั งานพนั ธะ
20. คาดคะเนรปู ร่างโมเลกุลโคเวเลนต์โดยใชท้ ฤษฎีการผลักระหวา่ งคู่อเิ ลก็ ตรอน ในวงเวเลนซ์ และระบุสภาพ
ขวั้ ของโมเลกุลโคเวเลนต์
21. ระบชุ นดิ ของแรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนตแ์ ละเปรียบเทยี บจดุ หลอมเหลว จุดเดอื ด และการ
ละลายนำ้ ของสารโคเวเลนต์
22. สืบคน้ ข้อมูลและอธบิ ายสมบัตขิ อง สารโคเวเลนตโ์ ครงร่างตาขา่ ยชนิดต่างๆ
23. อธิบายการเกิดพันธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะ
24. เปรียบเทียบสมบัตบิ างประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ สบื ค้นข้อมลู และ
นำเสนอตวั อยา่ งการใชป้ ระโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะไดอ้ ย่างเหมาะสม
25. ระบุหนว่ ยวัดปรมิ าณต่าง ๆ ของสาร และเปล่ียนหนว่ ยวดั ใหเ้ ปน็ หนว่ ยในระบบเอสไอดว้ ยการใช้
แฟกเตอรเ์ ปล่ียนหน่วย
26. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคำนวณมวลอะตอมเฉลย่ี ของธาตุ มวลโมเลกุล และมวลสูตร

หลกั สูตรกล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศักราช 2564)

27. อธบิ าย และคำนวณปรมิ าณใดปริมาณหนึง่ จากความสัมพนั ธข์ องโมล จำนวนอนุภาค มวล และปรมิ าตรของ
แกส๊ ท่ี STP
28. คำนวณอตั ราสว่ นโดยมวลของธาตุองค์ประกอบของสารประกอบตามกฎสดั สว่ นคงที่
29. คำนวณสูตรอยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกลุ ของสาร
30. คำนวณความเขม้ ขน้ ของสารละลายในหนว่ ยตา่ ง ๆ
31. อธบิ ายวธิ กี าร และเตรยี มสารละลายใหม้ ีความเขม้ ขน้ ในหนว่ ยโมลารติ ี และปริมาตรสารละลาย
ตามท่กี ำหนด
32. เปรยี บเทียบจุดเดอื ดและจดุ เยือกแขง็ ของสารละลายกับสารบรสิ ุทธ์ิ รวมท้งั คำนวณ จดุ เดือดและ
จุดเยอื กแข็งของสารละลาย
33. แปลความหมายสญั ลกั ษณ์ในสมการเคมเี ขียนและดลุ สมการเคมีของปฏกิ ริ ยิ าเคมีบางชนดิ
34. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมีที่เกย่ี วข้องกบั มวลสาร
35. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมที เ่ี ก่ยี วข้องกับความเข้มข้นของสารละลาย
36. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกิริยาเคมที ่เี กย่ี วข้องกับปรมิ าตรแก๊ส
37. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิรยิ าเคมีหลายข้ันตอน
38. ระบสุ ารกำหนดปริมาณและคำนวณปรมิ าณสารตา่ งๆ ในปฏกิ ิริยาเคมี
39. คำนวณผลไดร้ ้อยละของผลิตภณั ฑ์ ในปฏิกริ ิยาเคมี
รวมทั้งหมด 39 ผลการเรยี นรู้

หลักสตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รุจริ วงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

โครงสรา้ งรายวชิ าเพิม่ เติมวิชา เคมี 1

รหัสวชิ า ว31221 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4
เวลา 60 ชั่วโมง
จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรยี นท่ี 2

อัตราสว่ นคะแนนระหวา่ งเรยี น : กลางภาค : ปลายภาค = 60 : 20 : 20

ท่ี ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

1 เทคนิค 1. บอก และ การทำปฏบิ ตั ิการเคมีต้อง 2 1 1 0.5 2.5

ปฏบิ ตั ิการ อธบิ ายข้อปฏิบัติ คำนงึ ถงึ ความปลอดภยั และ

เบ้อื งตน้ และ ความเป็นมติ รต่อ

ปฏิบัติตนทแ่ี สดง สง่ิ แวดล้อม ดังน้นั จึงควร

ถงึ ความตระหนัก ศึกษาขอ้ ปฏิบัติของการทำ

ในการทำ ปฏบิ ตั ิการเคมี เชน่ ความ

ปฏิบตั กิ ารเคมี ปลอดภยั ในการใช้อปุ กรณ์

เพือ่ ใหม้ คี วาม และสารเคมี การปอ้ งกัน

ปลอดภัยทงั้ ต่อ อบุ ตั ิเหตรุ ะหวา่ งการทดลอง

ตนเอง ผอู้ ่ืนและ การกำจดั สารเคมี

สงิ่ แวดลอ้ ม และ

เสนอแนว

ทางแก้ไขเมอ่ื เกิด

อุบัตเิ หตุ

2. เลอื ก และใช้ อปุ กรณ์และเครอ่ื งมอื ชง่ั 1 1 1 0.5 2.5

อปุ กรณห์ รือ ตวง วดั แต่ละชนดิ

เครือ่ งมอื ในการ มีวิธีการใชง้ านและการดแู ล

ทำปฏบิ ตั ิการ แตกตา่ งกนั ซง่ึ การวดั

และวัดปรมิ าณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ให้ไดข้ ้อมลู ที่

ต่าง ๆ ได้อย่าง มีความเทีย่ งและ ความแม่น

เหมาะสม ในระดับนยั สำคัญทตี่ ้องการ

ต้องมีการเลือกและใช้

อปุ กรณ์ในการทำปฏิบตั ิการ

อย่างเหมาะสม

3. นำเสนอ การทำปฏิบตั กิ ารเคมตี ้องมี 2 1 1 0.5 2.5

แผนการทดลอง การวางแผนการทดลอง

ทดลองและเขียน การทำการทดลอง การ

รายงานการ บันทกึ ข้อมลู สรุปและ

ทดลอง วิเคราะห์ นำเสนอข้อมูล

และการเขียนรายงานการ

ทดลองท่ีถกู ต้อง โดยการทำ

หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย)

โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจนิ ต์รจุ ิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

ที่ ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
เรียน ภาค 3.5
2 แบบจำลอง 4. สบื คน้ ข้อมูล กลาง ปลาย
อะตอมและ สมมติฐาน การ ภาค ภาค
ตาราง ทดลอง หรือ ผล
ธาตุ การทดลองทเ่ี ป็น ปฏิบัตกิ ารเคมตี ้องคำนงึ ถึง
ประจกั ษ์พยานใน
การเสนอแบบ วิธีการทางวิทยาศาสตร์
จำลองอะตอม
ของ ทักษะกระบวนการทาง
นักวิทยาศาสตร์
และอธิบาย วทิ ยาศาสตรแ์ ละจติ วิทยา
วิวัฒนาการของ
แบบจำลอง ศาสตร์
อะตอม
นกั วิทยาศาสตร์ศึกษา 5 2 1 0.5

โครงสร้างของอะตอม และ

เสนอแบบจำลองอะตอม

แบบตา่ ง ๆ จากการศึกษา

ขอ้ มลู การสงั เกต การ

ตงั้ สมมติฐาน และ ผลการ

ทดลองแบบจำลองอะตอมมี

วิวัฒนาการ โดยเรมิ่ จาก

ดอลตันเสนอวา่ ธาตุ

ประกอบด้วยอะตอมซ่งึ เป็น

อนภุ าคขนาดเลก็ ไมส่ ามารถ

แบ่งแยกได้ ต่อมา ทอมสัน

เสนอวา่ อะตอม

ประกอบดว้ ยอนภุ าค

ทีม่ ปี ระจลุ บเรียกว่า

อเิ ล็กตรอน และอนุภาค

ประจบุ วก

รัทเทอร์ฟอร์ดเสนอวา่ ประจุ

บวกท่เี รียกว่า โปรตอน

รวมตวั กันอยตู่ รงกึ่งกลาง

อะตอม เรียกวา่ นวิ เคลยี ส

ซ่งึ มีขนาดเล็กมาก และมี

อิเลก็ ตรอนอยูร่ อบนิวเคลยี ส

โบรเ์ สนอว่าอิเลก็ ตรอน

เคลือ่ นท่ีเป็นวงรอบ

นวิ เคลียสโดยแต่ละวงมี

ระดับพลงั งานเฉพาะตัว ใน

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์

ยอมรบั ว่าอเิ ล็กตรอนมกี าร

เคลื่อนท่ีรวดเร็วรอบ

หลักสูตรกล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจินตร์ จุ ริ วงศอ์ ปุ ถัมภ์” (ปรับปรุง พทุ ธศักราช 2564)

ที่ ช่ือหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

นวิ เคลียส และไมส่ ามารถ

ระบตุ ำแหน่งทีแ่ นน่ อนได้

จงึ เสนอแบบจำลองอะตอม

แบบกลุม่ หมอก ซ่ึงแสดง

โอกาสการพบอเิ ล็กตรอน

รอบนิวเคลยี ส

5. เขยี น สญั ลักษณน์ ิวเคลียร์ของธาตุ 2 2 1 0.5 3.5

สญั ลักษณ์ ประกอบด้วยสญั ลักษณธ์ าตุ

นวิ เคลยี รข์ องธาตุ เลขอะตอมซงึ่ แสดงจำนวน

และระบจุ ำนวน โปรตอน และเลขมวลซ่งึ

โปรตอน แสดงผลรวมของจำนวน

นิวตรอน และ โปรตอนกับนวิ ตรอน

อิเล็กตรอนของ อะตอมของธาตชุ นดิ

อะตอมจาก เดยี วกนั ทมี่ ีจำนวนโปรตอน

สัญลกั ษณ์ เท่ากัน แต่มีจำนวนนวิ ตรอน

นิวเคลยี ร์ รวมท้งั ต่างกนั เรยี กว่า ไอโซโทป

บอกความหมาย

ของไอโซโทป

6. อธบิ ายและ การศกึ ษาสเปกตรัมการ 2 2 1 0.5 3.5

เขียนการจดั เรียง เปลง่ แสงของอะตอมแกส๊

อเิ ล็กตรอน ใน ทำให้ทราบว่า อเิ ล็กตรอน

ระดับพลังงาน จัดเรยี งอยรู่ อบ ๆ นวิ เคลยี ส

หลักและระดับ ในระดับพลังงานหลกั ตา่ ง ๆ

พลงั งานย่อยเม่ือ และแต่ละระดบั พลังงาน

ทราบเลขอะตอม หลักยังแบ่งเปน็ ระดับ

ของธาตุ พลงั งานย่อยซ่ึงมบี ริเวณที่

จะพบอเิ ลก็ ตรอนเรยี กวา่

ออร์บิทลั ได้แตกต่างกนั

และอเิ ล็กตรอนจะจดั เรยี ง

ในออร์บิทลั ใหม้ รี ะดบั

พลงั งานต่ำทีส่ ดุ สำหรบั

อะตอมในสถานะพ้ืน

7. ระบุหม่คู าบ ตารางธาตุในปจั จุบนั จัดเรียง 2 2 1 0.5 3.5

ความเปน็ โลหะ ธาตตุ ามเลขอะตอม และ

อโลหะ และ ก่งึ สมบตั ทิ คี่ ลา้ ยคลงึ กันเป็นหมู่

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รุจิรวงศอ์ ปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ที่ ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

โลหะ ของธาตุ และคาบ โดยอาจแบ่งธาตุ

เรพรเี ซนเททีฟ ในตารางธาตเุ ปน็ กลุ่มธาตุ

และธาตุ แทรนซิ โลหะ ก่งึ โลหะ และอโลหะ

ชนั ในตารางธาต นอกจากน้ีอาจแบ่งเป็น

กลุ่มธาตเุ รพรีเซนเททีฟและ

กล่มุ ธาตุแทรนซิชัน

8. วเิ คราะห์และ ธาตุเรพรีเซนเททีฟในหมู่ 3 2 1 0.5 3.5

บอกแนวโนม้ เดยี วกันมจี ำนวนเวเลนซ์-

สมบัตขิ องธาตุ อิเล็กตรอนเท่ากัน และธาตุ

เรพรีเซนเททีฟ ที่อยใู่ นคาบเดยี วกันมี

ตามหมแู่ ละตาม เวเลนซ์อิเล็กตรอนในระดับ

คาบ พลังงานหลกั เดียวกนั ธาตุ

เรพรเี ซนเททฟี มีสมบัตทิ าง

เคมคี ล้ายคลงึ กัน

ตามหม่แู ละมีแนวโน้มสมบตั ิ

บางประการเป็นไปตามหมู่

และตามคาบ เชน่ ขนาด

อะตอมรัศมีไอออน พลงั งาน

ไอออไนเซชนั อิเล็กโทร

เนกาตวิ ิตี สมั พรรคภาพ

อิเล็กตรอน

9. บอกสมบตั ิของ ธาตุแทรนซชิ นั เปน็ โลหะท่ี 2 2 1 0.5 3.5

ธาตโุ ลหะแทรนซิ สว่ นใหญ่มีเวเลนซ์-

ชันและ อเิ ล็กตรอนเท่ากับ 2 มี

เปรยี บเทียบ ขนาดอะตอมใกลเ้ คียงกนั มี

สมบัตกิ บั ธาตุ จดุ เดือด จุดหลอมเหลวและ

โลหะในกลุ่มธาตุ ความหนาแนน่ สงู

เรพรีเซนเททีฟ เกดิ ปฏิกริ ิยากับน้ำได้ชา้ กวา่

ธาตุโลหะในกลุ่มธาตุ เรพรี

เซนเททีฟ เม่ือเกดิ เป็น

สารประกอบสว่ นใหญจ่ ะมีสี

10. อธิบายสมบัติ ธาตุแตล่ ะชนิดมีไอโซโทป 1 1 1 0.5 2.5

และคำนวณครง่ึ ซ่งึ ในธรรมชาติบางธาตุ มี

ชวี ติ ของไอโซโทป ไอโซโทปท่ีแผ่รงั สีได้

กมั มันตรังสี เนอื่ งจากนิวเคลยี ส

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ตร์ ุจิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2564)

ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
3 พนั ธะเคมี เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ไมเ่ สถียร เรยี กว่า ไอโซโทป

กัมมันตรงั สี สำหรบั ธาตุ

กมั มนั ตรังสีเป็นธาตุที่ทกุ

ไอโซโทปสามารถแผ่รังสไี ด้

รงั สีที่เกดิ ขึ้น เชน่ รงั สี

แอลฟา รังสบี ตี า รังสี

แกมมา โดยครงึ่ ชวี ิตของ

ไอโซโทปกัมมนั ตรงั สเี ป็น

ระยะเวลาที่ไอโซโทป

กมั มนั ตรงั สีสลายตัว

จนเหลอื คร่งึ หนึ่งของ

ปรมิ าณเดิม ซึ่งเป็นคา่ คงท่ี

เฉพาะของแตล่ ะไอโซโทป

กมั มันตรังสี

11. สืบคน้ ขอ้ มลู สมบตั ิบางประการของธาตุ 2 1 1 0.5 2.5

และยกตัวอย่าง แต่ละชนดิ ทำใหส้ ามารถนำ

การนำธาตุ มาใช้ ธาตไุ ปใช้ประโยชน์ในด้าน

ประโยชน์ รวมทง้ั ต่าง ๆ ได้อยา่ งหลากหลาย

ผลกระทบต่อ ท้ังนีก้ ารนำธาตุไปใชต้ อ้ ง

สง่ิ มีชวี ติ และ ตระหนักถึงผลกระทบท่มี ีต่อ

สิง่ แวดลอ้ ม สง่ิ มีชวี ิต และสงิ่ แวดล้อม

โดยเฉพาะสารกมั มันตรังสี

ซง่ึ ตอ้ งมีการจดั การอย่าง

เหมาะสม

12. อธิบายการ สารเคมีเกดิ จากการยึด 2 2 1 0.5 35

เกดิ ไอออนและ เหน่ยี วกันดว้ ยพันธะเคมี ซงึ่

การเกิดพนั ธะ ไอ เก่ยี วขอ้ งกบั เวเลนซ์

ออนิก โดยใช้ อิเลก็ ตรอนทแี่ สดงไดด้ ้วย

แผนภาพ หรือ สญั ลักษณแ์ บบจุดของลิวอสิ

สญั ลกั ษณแ์ บบจดุ โดยการเกิดพนั ธะเคมี ส่วน

ของลิวอสิ ใหญ่เปน็ ไปตามกฎออกเตต

พนั ธะไอออนิกเกดิ จากการ

ยดึ เหนย่ี วระหวา่ งประจุ

ไฟฟ้าของไอออนบวกกับ

ไอออนลบ

หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจินต์รุจริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2564)

ที่ ชอ่ื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ส่วนใหญไ่ อออนบวกเกดิ

จากโลหะเสียอเิ ลก็ ตรอน

และไอออนลบเกิดจาก

อโลหะรบั อเิ ลก็ ตรอน

สารประกอบท่เี กิดจาก

พนั ธะไอออนิก เรียกว่า

สารประกอบไอออนิก

สารประกอบไอออนกิ

ไม่อยู่ในรปู โมเลกลุ แตเ่ ปน็

โครงผลกึ ทป่ี ระกอบด้วย

ไอออนบวกและไอออนลบ

จดั เรียงตวั ตอ่ เน่อื งกนั ไปทง้ั

สามมติ ิ

13. เขียนสตู ร สารประกอบไอออนกิ เขยี น 1 2 1 0.5 4.5

และเรียกช่อื แสดงสตู รเคมโี ดยให้

สารประกอบไอ สญั ลักษณธ์ าตทุ ี่เป็นไอออน

ออนิก บวกไว้ขา้ งหน้าตามด้วย

สญั ลกั ษณธ์ าตุทเี่ ป็นไอออน

ลบ โดยมตี วั เลขแสดง

อตั ราส่วนอยา่ งต่ำของ

จำนวนไอออนที่เปน็

องคป์ ระกอบการเรยี กชอื่

สารประกอบไอออนกิ ทำได้

โดยเรียกช่อื ไอออนบวกแล้ว

ตามดว้ ยชอ่ื ไอออนลบ

สำหรับสารประกอบไอ

ออนิกท่เี กดิ จากโลหะทีม่ เี ลข

ออกซเิ ดชันได้หลายคา่ ตอ้ ง

ระบุเลขออกซิเดชนั ของ

โลหะด้วย

14. คำนวณ ปฏิกิริยาการเกดิ 2 1 1 0.5 2.5

พลงั งานท่ี สารประกอบไอออนิกจาก

เกยี่ วข้องกบั ธาตเุ กีย่ วขอ้ งกบั ปฏกิ ริ ิยา

ปฏิกิริยาการเกดิ เคมหี ลายข้นั ตอน มีท้ัง

สารประกอบไอ

หลกั สตู รกลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศักราช 2564)

ท่ี ชือ่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ออนิกจากวฏั จกั ร ที่เป็นปฏิกิริยาดดู พลังงาน

บอร์น-ฮาเบอร์ และคายพลังงาน ซง่ึ แสดง

ได้ดว้ ย วฏั จกั รบอร์น-ฮา

เบอร์ และพลังงานของ

ปฏกิ ิรยิ าการเกิด

สารประกอบไอออนิกเปน็

ผลรวมของพลงั งานทุก

ข้นั ตอน

15. อธบิ ายสมบตั ิ สารประกอบไอออนิกสว่ น 2 1 1 0.5 2.5

ของสารประกอบ ใหญม่ ลี กั ษณะเป็นผลกึ

ไอออนิก ของแขง็ เปราะ มีจุด

หลอมเหลวและจุดเดือดสูง

ละลายน้ำแลว้ แตกตัวเป็น

ไอออนเรียกว่า สารละลายอิ

เลก็ โทรไลต์ เมอื่ เปน็

ของแข็งไมน่ ำไฟฟ้า แต่ถ้า

ทำให้หลอมเหลวหรือ

ละลายในน้ำจะนำไฟฟ้า

สารละลายของสารประกอบ

ไอออนิกแสดงสมบัติความ

เป็นกรด–เบส ต่างกัน

สารละลายของสารประกอบ

คลอไรด์มสี มบตั เิ ปน็ กลาง

และสารละลายของ

สารประกอบออกไซด์มี

สมบตั เิ ปน็ เบส

16. เขยี นสมการ ปฏิกิรยิ าของสารประกอบ 2 2 1 0.5 3.5

ไอออนิกและ ไอออนิก สามารถเขยี น

สมการไอออนกิ แสดงดว้ ยสมการไอออนิก

สุทธขิ องปฏิกริ ิยา หรอื สมการไอออนิกสุทธิ

ของสารประกอบ โดยท่ีสมการไอออนิกแสดง

ไอออนิก สารต้งั ต้นและผลิตภัณฑ์ทกุ

ชนิดทีแ่ ตกตวั ได้ในรูปของ

ไอออน สว่ นสมการ

ไอออนิกสุทธแิ สดงเฉพาะ

หลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจนิ ต์รจุ ริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรุง พุทธศกั ราช 2564)

ท่ี ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ไอออนทท่ี ำปฏกิ ิรยิ ากัน

และผลิตภณั ฑท์ ่ีเกิดขึ้น

17. อธิบายการ พนั ธะโคเวเลนตเ์ ป็นการยดึ 2 1 1 0.5 2.5

เกดิ พนั ธะโคเว เหนีย่ วท่เี กิดขึ้นภายใน

เลนตแ์ บบ พนั ธะ โมเลกุลจากการใชเ้ วเลนซ์

เดยี่ ว พันธะคู่ อิเลก็ ตรอนร่วมกันของธาตุ

และพนั ธะสาม ซง่ึ สว่ นใหญ่เปน็ ธาตุอโลหะ

ดว้ ยโครงสร้างลิว โดยท่วั ไปจะเป็นไปตามกฎ

อสิ ออกเตต สารท่ียดึ เหน่ียวกนั

ดว้ ยพันธะโคเวเลนตเ์ รียกว่า

สารโคเวเลนต์ พันธะโคเว

เลนตเ์ กดิ ได้ทง้ั พันธะเดีย่ ว

พันธะคู่ และพันธะสาม ซงึ่

สามารถเขยี นแสดงได้ดว้ ย

โครงสรา้ งลวิ อสิ โดยแสดง

อเิ ล็กตรอนครู่ ่วมพนั ธะดว้ ย

จุดหรือเส้น และแสดง

อเิ ล็กตรอนคโู่ ดดเด่ยี วของ

แต่ละอะตอมด้วยจุด

18. เขยี นสูตร สตู รโมเลกลุ ของสารโคเว 1 1 1 0.5 2.5

และเรยี กชอ่ื สาร เลนต์ โดยท่ัวไปเขียนแสดง

โคเวเลนต์ ดว้ ยสญั ลักษณข์ องธาตุ

เรยี งลำดบั ตามคา่ อเิ ลก็

โทรเนกาตวิ ิตจี ากน้อยไป

มากโดยมีตวั เลขแสดง

จำนวนอะตอมของธาตุท่มี ี

มากกว่า 1 อะตอมใน

โมเลกลุ การเรยี กช่ือสาร

โคเวเลนตท์ ำไดโ้ ดยเรยี กชอื่

ธาตุที่อยู่หนา้ ก่อน แล้วตาม

ด้วยชอื่ ธาตทุ ่อี ยถู่ ัดมา โดยมี

คำนำหน้าระบุจำนวน

อะตอมของธาตุที่เปน็

องคป์ ระกอบ

หลักสตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจนิ ตร์ จุ ริ วงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

ที่ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

19. วเิ คราะหแ์ ละ ความยาวพนั ธะและ 3 1 1 0.5 2.5

เปรยี บเทียบความ พลังงานพันธะในสารโคเว

ยาวพนั ธะและ เลนต์ขึ้นกบั ชนิดของอะตอม

พลังงานพนั ธะใน คู่รว่ มพันธะและชนดิ ของ

สารโคเวเลนต์ พนั ธะ โดยพนั ธะเดี่ยว

รวมท้งั คำนวณ พนั ธะคู่และพันธะสาม มี

พลงั งานที่ ความยาวพนั ธะและ

เกี่ยวข้องกบั พลงั งานพนั ธะแตกตา่ งกัน

ปฏิกริ ิยาของสาร นอกจากน้ี โมเลกลุ โคเว

โคเวเลนตจ์ าก เลนตบ์ างชนิดมีคา่ ความยาว

พลังงานพันธะ พนั ธะและพลังงานพนั ธะ

แตกตา่ งจากของพนั ธะเดยี่ ว

พนั ธะคู่ และพันธะสาม ซึ่ง

สารเหลา่ นสี้ ามารถเขยี น

โครงสรา้ งลิวอิสท่เี หมาะสม

ไดม้ ากกว่า 1 โครงสร้าง ท่ี

เรยี กว่าโครงสร้างเรโซแนนซ์

พลังงานพันธะนำมาใชใ้ น

การคำนวณพลงั งานของ

ปฏิกิรยิ า ซ่งึ ได้จากผลต่าง

ของพลงั งานพนั ธะรวมของ

สารต้งั ตน้ กับผลติ ภณั ฑ์

20. คาดคะเน รปู ร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ 3 2 1 0.5 3.5

รูปรา่ งโมเลกุล อาจพจิ ารณาโดยใช้ทฤษฎี

โคเวเลนต์โดยใช้ การผลกั ระหวา่ งคู่อเิ ลก็ ตรอน

ทฤษฎกี ารผลกั ในวงเวเลนซ์ (VSEPR) ซง่ึ

ระหว่างคู่ ขึ้นอยกู่ ับจำนวนพันธะและ

อเิ ลก็ ตรอน ในวง จำนวนอเิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเด่ียว

เวเลนซ์ และระบุ รอบอะตอมกลาง โมเลกลุ

สภาพข้ัวของ โคเวเลนตม์ ที งั้ โมเลกุลมีขว้ั

โมเลกลุ และไม่มีขัว้ สภาพขว้ั ของ

โคเวเลนต์ โมเลกุลโคเวเลนตเ์ ป็นผลรวม

ปริมาณเวกเตอร์สภาพข้วั ของ

แต่ละพนั ธะตามรปู รา่ ง

โมเลกุล

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจินตร์ ุจริ วงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2564)

ที่ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

21. ระบชุ นดิ ของ แรงยดึ เหน่ยี วระหว่าง 22 - 1 3

แรงยดึ เหนยี่ ว โมเลกลุ ซึง่ อาจเปน็ แรงแผ่

ระหวา่ งโมเลกุล กระจายลอนดอน แรง

โคเวเลนตแ์ ละ ระหว่างขั้วและพนั ธะ

เปรยี บเทยี บ ไฮโดรเจน มผี ลตอ่ จดุ

จุดหลอมเหลว หลอมเหลว จดุ เดือด และ

จดุ เดอื ด และการ การละลายน้ำของสาร

ละลายน้ำ ของ นอกจากนสี้ ารโคเวเลนต์

สารโคเวเลนต์ สว่ นใหญย่ ังมจี ุดหลอมเหลว

และจดุ เดือดตำ่ กว่า

สารประกอบไอออนิก

เน่อื งจากแรงยดึ เหน่ยี ว

ระหวา่ งโมเลกลุ มคี ่าน้อย

กวา่ พันธะไอออนกิ

สารโคเวเลนต์ส่วนใหญ่มีจุด

หลอมเหลวและจุดเดือดต่ำ

และไมล่ ะลายในนำ้ สำหรับ

สารโคเวเลนต์ท่ีละลายนำ้ มี

ทงั้ แตกตวั และไมแ่ ตกตัว

เปน็ ไอออน สารละลายท่ีได้

จากสารท่ีไมแ่ ตกตวั เป็น

ไอออนจะไม่นำไฟฟา้

เรยี กว่า สารละลาย-นอนอิ

เล็กโทรไลต์ สว่ นสารละลาย

ทไี่ ดจ้ ากสารทีแ่ ตกตัวเป็น

ไอออนจะนำไฟฟ้า เรียกว่า

สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์

สารละลายของสารประกอบ

คลอไรด์และออกไซด์จะมี

สมบตั เิ ปน็ กรด

22. สบื คน้ ขอ้ มูล สารโคเวเลนต์บางชนิดที่มี 1 3 - 1 4

และอธบิ ายสมบัติ โครงสรา้ งโมเลกลุ ขนาด

ของ สารโคเว ใหญแ่ ละมีพนั ธะโคเวเลนต์

เลนต์โครงรา่ งตา ตอ่ เนอื่ งเป็นโครงร่างตาขา่ ย

ขา่ ยชนิดต่างๆ จะมีจุดหลอมเหลวและจุด

หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ท่ี ช่ือหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรียน ภาค
4 โมลและสตู ร กลาง ปลาย
เคมี ภาค ภาค

เดือดสูง สารโคเวเลนต์โครง

รา่ งตาขา่ ยท่ีมี

ธาตอุ งคป์ ระกอบเหมือนกนั

แตม่ ีอัญรูปต่างกนั จะมี

สมบัตติ ่างกนั เชน่ เพชร

แกรไฟต์

23. อธบิ ายการ พนั ธะโลหะเกดิ จากเวเลนซ์ 2 2 - 1 3

เกิดพันธะโลหะ อิเล็กตรอนของทุกอะตอม

และสมบตั ิของ ของโลหะเคลือ่ นที่อย่าง

โลหะ อสิ ระไปท่วั ท้งั โลหะ และ

เกิดแรงยึดเหนย่ี วกับ

โปรตอนในนวิ เคลียสทุก

ทิศทางโลหะส่วนใหญเ่ ป็น

ของแข็ง มีผวิ มนั วาว

สามารถตีเป็นแผ่นหรือดงึ

เปน็ เสน้ ได้ นำความร้อน

และนำไฟฟ้าได้ดี มจี ดุ

หลอมเหลวและจุดเดือดสงู

24. เปรียบ สารประกอบไอออนิก สาร 2 3 - 1 4

เทยี บสมบตั บิ าง โคเวเลนต์ และโลหะมี

ประการของ สมบัตเิ ฉพาะตัวบางประการ

สารประกอบไอ ทแี่ ตกต่างกนั เชน่ จุดเดอื ด

ออนิก สารโคเว จุดหลอมเหลว การละลาย

เลนต์ และโลหะ น้ำ การนำไฟฟา้ จงึ สามารถ

สบื คน้ ขอ้ มูลและ นำมาใชป้ ระโยชน์ในด้าน

นำเสนอตัวอยา่ ง ตา่ ง ๆ ไดต้ ามความ

การใชป้ ระโยชน์ เหมาะสม

ของสารประกอบ

ไอออนิก สารโคเว

เลนต์ และโลหะ

ไดอ้ ย่างเหมาะสม

25. ระบหุ นว่ ยวดั การทำปฏิบตั ิการเคมตี ้องมี 2 2 - 1 3

ปรมิ าณต่าง ๆ การวัดปริมาณต่าง ๆ ของ

ของสาร และ สาร การบอกปริมาณของ

เปล่ียนหนว่ ยวัด สารอาจระบุอยู่ในหน่วยต่าง

หลกั สูตรกล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวิทยาคม “จงจนิ ต์รุจริ วงศอ์ ปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

ท่ี ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ให้เป็นหนว่ ยใน ๆ ดงั นั้นเพ่ือให้มีมาตรฐาน

ระบบเอสไอดว้ ย เดยี วกนั จึงมีการกำหนด

การใชแ้ ฟกเตอร์ หน่วยในระบบเอสไอให้เป็น

เปลย่ี นหน่วย หนว่ ยสากล ซึ่งการเปล่ยี น

หนว่ ยเพอ่ื ให้เป็นหนว่ ย

สากล สามารถทำไดด้ ว้ ย

การใช้แฟกเตอร์เปลย่ี น

หนว่ ย

26. บอก มวลอะตอมของธาตุ เปน็ 2 2 - 1 3

ความหมายของ มวลของธาตุ 1 อะตอม ซ่ึง

มวลอะตอมของ เป็นผลรวมของมวลโปรตอน

ธาตุ และคำนวณ นวิ ตรอน และอิเลก็ ตรอน

มวลอะตอมเฉลย่ี แต่เน่อื งจากอเิ ล็กตรอนมี

ของธาตุ มวล มวลนอ้ ยมากเมื่อเทยี บกับ

โมเลกุล และมวล โปรตอนและนวิ ตรอน

สตู ร ดงั น้ันมวลอะตอมจึงมคี ่า

ใกล้เคียงกบั ผลรวมของ

มวลโปรตอนและนวิ ตรอน

มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ

เปน็ ค่าเฉลย่ี จากค่า มวล

อะตอมของแตล่ ะไอโซโทป

ของธาตชุ นิดน้นั ตาม

ปริมาณท่ีมใี นธรรมชาติ

มวลโมเลกุลและมวลสตู ร

เป็นผลรวมของมวลอะตอม

เฉล่ียของธาตุทีเ่ ป็น

องคป์ ระกอบของสารน้นั

27. อธบิ าย และ โมลเปน็ ปริมาณสารทม่ี ี 2 2 - 1 3

คำนวณปรมิ าณใด จำนวนอนุภาคเท่ากบั เลขอา

ปรมิ าณหน่งึ จาก โวกาโดร คือ 6.02 × 1023

ความสัมพันธ์ของ อนภุ าค มวลของสาร 1 โมล

โมล จำนวน ทม่ี หี นว่ ยเป็นกรัม เรยี กว่า

อนภุ าค มวล และ มวลตอ่ โมล ซง่ึ มีคา่ ตัวเลข

ปริมาตรของแกส๊ เท่ากับมวลอะตอม มวล

ท่ี STP โมเลกุลหรือมวลสูตรของ

หลกั สูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจนิ ตร์ จุ ริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ที่ ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
5 สารละลาย เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

สารนั้น สำหรับสารท่ีมี

สถานะแก๊ส 1 โมล จะมี

ปริมาตรเท่ากับ 22.4

ลูกบาศก์เดซิเมตร ท่ี STP

28. คำนวณอตั รา สารประกอบเกิดจากการ 1 2 - 1 3

ส่วนโดยมวลของ รวมตัวของธาตุ ตั้งแต่ ๒

ธาตุองค์ประกอบ ชนดิ ข้นึ ไป โดยมอี ตั ราสว่ น

ของสารประกอบ โดยมวลของธาตุ

ตามกฎสัดสว่ น องค์ประกอบคงทเี่ สมอ

คงท่ี ตามกฎสัดสว่ นคงที่

29. คำนวณสตู ร สูตรเคมีสามารถแสดงได้ 1 2 - 1 3

อย่างงา่ ยและสตู ร ดว้ ยสตู รเอมพริ ิคลั หรอื สตู ร

โมเลกุลของสาร อยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกลุ

ซึ่งสูตรอย่างง่ายคำนวณได้

จากร้อยละโดยมวลและมวล

อะตอมของธาตุ

องค์ประกอบ และถ้าทราบ

มวลโมเลกลุ ของสารจะ

สามารถคำนวณสตู รโมเลกลุ

ได้

30. คำนวณความ สารทพี่ บในชวี ติ ประจำวนั 2 1 - 1 2

เข้มข้นของ จำนวนมากอยู่ในรูปของ

สารละลายใน สารละลาย การบอก

หนว่ ยตา่ ง ๆ ปรมิ าณของสารใน

สารละลายสามารถบอกเปน็

ความเขม้ ขน้ ในหนว่ ยร้อยละ

สว่ นในล้านส่วนสว่ นใน

พนั ล้านส่วน โมลาริตี

โมแลลิตีและเศษส่วนโมล

31. อธบิ ายวิธกี าร การเตรียมสารละลายใหม้ ี 3 2 - 2 4

และเตรียม ความเขม้ ขน้ และปริมาตร

สารละลายใหม้ ี ของสารละลายตามที่

ความเข้มข้นใน กำหนด ทำได้โดยการ

หน่วยโมลาริตี ละลายตวั ละลายทเี่ ป็นสาร

และปรมิ าตร บริสุทธใ์ิ นตัวทำละลายหรือ

หลกั สตู รกลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รุจริ วงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ท่ี ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
6 ปรมิ าณสาร สารละลายตามที่ กลาง ปลาย
สัมพนั ธ์ กำหนด ภาค ภาค

32. เปรยี บเทยี บ นำสารละลายท่ีมีความ
จุดเดือดและจดุ
เยือกแข็งของ เข้มขน้ มาเจือจางดว้ ยตัวทำ
สารละลายกบั
สารบริสุทธ์ิ ละลาย โดยปรมิ าณของสาร
รวมทงั้ คำนวณ
จดุ เดอื ดและจุด ท่ใี ชข้ น้ึ อยู่กับความเขม้ ขน้
เยอื กแข็งของ
สารละลาย และปริมาตรของสารละลาย

33. แปล ทต่ี อ้ งการ
ความหมาย
สัญลกั ษณ์ใน - สารละลายมจี ุดเดือดและ 5 1 - 1 2
สมการเคมีเขียน
และดุลสมการ จดุ เยอื กแข็งแตกต่างไปจาก
เคมีของปฏิกริ ยิ า
เคมี สารบรสิ ุทธท์ิ ี่เป็นตวั ทำ
บางชนิด
ละลายในสารละลาย โดย

สมบัติทีเ่ ปล่ียนแปลงไป

ขึน้ อยูก่ ับปริมาณของ ตวั

ละลายในตวั ทำละลาย และ

ชนิดของตวั ทำละลาย

- การทำหวานเยน็ จากนำ้

ผลไม้ในท้องถ่นิ จะช่วยเพิ่ม

มลู ค่าและสรา้ งรายได้ให้กบั

เกษตรกร

ปฏิกิริยาเคมีเป็นการ 21 - 1 2

เปลี่ยนแปลงที่มสี ารใหม่

เกิดขนึ้ จากการจดั เรียงตวั

ใหมข่ องอะตอมธาตุโดย

จำนวนและชนิดของอะตอม

ธาตุไมเ่ ปล่ียนแปลง ปฏกิ ิรยิ า

เคมีเขียนแสดงได้ด้วยสมการ

เคมี ซ่งึ ประกอบด้วยสูตรเคมี

ของสารต้งั ต้นและ ผลติ ภัณฑ์

ลกู ศรแสดงทิศทางของการ

เกิดปฏิกริ ิยา และเลข

สัมประสทิ ธข์ิ องสารต้งั ต้น

และผลิตภัณฑท์ ี่ดลุ แล้ว

นอกจากน้ีอาจมีสญั ลกั ษณ์

แสดงสถานะของสาร หรอื

ปจั จัยอื่นท่เี กยี่ วขอ้ งในการ

เกิดปฏิกริ ยิ าเคมี การดุล

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจนิ ตร์ ุจิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2564)

ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

สมการเคมีทำได้โดยการเติม

เลขสัมประสทิ ธิ์ หน้าสารตั้ง

ต้นและผลติ ภัณฑเ์ พ่อื ให้

อะตอม ของธาตุในสารตั้งต้น

และผลิตภณั ฑเ์ ท่ากัน

34. คำนวณ การเปลีย่ นแปลงปริมาณสาร 1 1 - 1 2

ปรมิ าณของสาร ในปฏิกิรยิ าเคมีมี

ในปฏิกิริยาเคมีที่ ความสมั พันธ์กันตามเลข

เกย่ี วข้องกบั มวล สมั ประสทิ ธ์ใิ นสมการเคมีซง่ึ

สาร บอกถงึ อัตราสว่ นโดยโมลของ

สารในปฏิกริ ิยา สามารถ

นำมาใชใ้ นการคำนวณ

ปรมิ าณของสารที่เกยี่ วข้อง

กบั มวลได้

35. คำนวณ การเปลีย่ นแปลงปรมิ าณ 2 1 - 1 2

ปริมาณของสาร สารในปฏิกิริยาเคมีมี

ในปฏกิ ิรยิ าเคมีท่ี ความสมั พันธ์กันตามเลข

เก่ียวข้องกบั ความ สัมประสทิ ธ์ิในสมการเคมีซง่ึ

เข้มขน้ ของ บอกถงึ อตั ราสว่ นโดยโมล

สารละลาย ของสารในปฏิกิรยิ า

สามารถนำมาใชใ้ นการ

คำนวณปริมาณของสารท่ี

เกยี่ วขอ้ งกับ ความเข้มข้น

ของสารละลายได้

36. คำนวณ การเปลย่ี นแปลงปรมิ าณ 2 1 - 1 2

ปรมิ าณของสาร สารในปฏิกิริยาเคมีมี

ในปฏกิ ริ ยิ าเคมี ความสัมพันธ์กันตามเลข

ท่ีเกีย่ วข้องกบั สมั ประสิทธ์ใิ นสมการเคมีซงึ่

ปริมาตรแก๊ส บอกถงึ อัตราส่วนโดยโมล

ของสารในปฏิกิริยา

สามารถนำมาใช้ในการ

คำนวณปริมาณของสารท่ี

เกย่ี วข้องกบั ปริมาตรของ

แก๊สได้

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจินต์รจุ ิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรุง พทุ ธศกั ราช 2564)

ท่ี ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

37. คำนวณ ความสมั พันธ์ของโมลสารต้ัง 2 1 - 1 2

ปริมาณของสาร ตน้ และผลติ ภัณฑ์ใน

ในปฏกิ ริ ิยาเคมี ปฏกิ ริ ิยาเคมีหลายขั้นตอน

หลายขน้ั ตอน พิจารณาได้จาก

เลขสมั ประสิทธข์ิ องสมการ

เคมรี วม

38. ระบสุ าร ปฏิกิริยาเคมีที่สารตั้งตน้ ทำ 2 1 - 1 2

กำหนดปรมิ าณ ปฏิกริ ิยาไม่พอดีกัน สารตงั้

และคำนวณ ตน้ ทที่ ำปฏิกริ ิยาหมดก่อน

ปรมิ าณสารต่าง ๆ เรยี กว่าสารกำหนดปริมาณ

ในปฏกิ ริ ิยาเคมี ซ่ึงเปน็ สารที่กำหนดปรมิ าณ

ผลติ ภัณฑท์ ี่เกดิ ขึ้น และ

ปริมาณสารต้ังต้นอ่ืนท่ีทำ

ปฏกิ ริ ิยาไปเมื่อสนิ้ สุด

ปฏกิ ริ ิยา

39. คำนวณผลได้ ผลติ ภณั ฑท์ ่เี กิดขึน้ จริงใน 2 1 - 1 2

ร้อยละของ ปฏิกริ ิยาเคมีส่วนใหญ่

ผลติ ภัณฑ์ ใน มีปริมาณน้อยกว่าที่คำนวณ

ปฏกิ ิริยาเคมี ได้ตามทฤษฎีซง่ึ ค่า

เปรยี บเทยี บผลได้จริงกับ

ผลไดต้ ามทฤษฎี เป็นรอ้ ยละ

เรยี กวา่ ผลได้ร้อยละ

รวม 80 60 20 20 100

หลกั สตู รกลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจนิ ตร์ ุจริ วงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

รหัสวชิ า ว32221 รายวชิ าเพมิ่ เติมวิชา เคมี 2 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5
เวลา 60 ชัว่ โมง กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ ภาคเรยี นที่ 1

จำนวน 1.5 หน่วยกิต

คำอธบิ ายรายวชิ า
ศึกษา ความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมขิ องแกส๊ ท่ภี าวะต่างๆ ตามกฎของบอยล์ กฎของ

ชารล์ กฎของ เกย–์ ลูสแซก การคำนวณปรมิ าตร ความดัน หรอื อณุ หภูมิ ของแก๊สท่ีภาวะตา่ ง ๆ ตามกฎรวมแกส๊
ปริมาตร ความดนั อุณหภูมิ จำนวนโมล หรือมวลของแก๊ส จากความสัมพันธ์ตามกฎของอาโวกาโดร และกฎแกส๊ อดุ มคติ
ความดันยอ่ ยหรือจำนวนโมล ของแกส๊ ในแก๊สผสม โดยใช้กฎความดันยอ่ ยของ ดอลตนั การแพร่ของแก๊สโดยใชท้ ฤษฎี
จลน์ของแก๊ส อตั ราการแพร่ของแก๊ส โดยใชก้ ฎการแพรผ่ ่านของ เกรแฮม การประยกุ ต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับสมบัตแิ ละกฎ
ต่างๆ ของแกส๊ ในการอธิบายปรากฏการณ์ หรือแกป้ ัญหาในชวี ติ ประจำวันและในอุตสาหกรรม การเขียนกราฟการ
เพิ่มข้นึ หรือลดลงของสารที่ทำการวัดในปฏิกริ ยิ า อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี และการเขียนกราฟการลดลงหรือเพิม่ ขน้ึ
ของสารท่ีไม่ได้วัดในปฏิกิรยิ า การเขยี นแผนภาพ และอธิบายทศิ ทางการชนกนั ของอนุภาคและพลงั งานที่ส่งผลต่ออัตรา
การเกิดปฏิกิริยาเคมี ผลของความเข้มขน้ พน้ื ที่ผิวของสารตงั้ ตน้ อุณหภมู ิ และตวั เร่งปฏิกิรยิ าทมี่ ตี ่ออัตราการ
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี การเปรยี บเทียบอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความเขม้ ข้น พ้นื ท่ีผิวของสารต้งั ตน้
อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏกิ ริ ยิ า ปัจจัยทีม่ ผี ลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมใี นชีวติ ประจำวนั หรืออตุ สาหกรรม ความหมาย
ของปฏกิ ริ ิยาผันกลับได้และภาวะสมดลุ การเปลีย่ นแปลงความเขม้ ขน้ ของสาร อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาไปขา้ งหน้า และ
อัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยาย้อนกลับ เมื่อเร่ิมปฏกิ ิรยิ าจนกระท่งั ระบบอยู่ในภาวะสมดุล ค่าคงท่ีสมดลุ ของปฏิกิรยิ า ความ
เขม้ ขน้ ของสารที่ภาวะสมดลุ การคำนวณคา่ คงทสี่ มดุลหรือความเขม้ ข้นของปฏิกิรยิ าหลายขน้ั ตอน ปัจจัยที่มผี ลตอ่ ภาวะ
สมดลุ และค่าคงทสี่ มดลุ ของระบบ รวมทงั้ การคาดคะเน การเปล่ียนแปลงที่เกดิ ข้นึ เมื่อภาวะสมดุลของระบบถกู รบกวน
โดยใชห้ ลกั ของเลอชาเตอลิเอ สมดุลเคมีของกระบวนการท่ีเกิดขนึ้ ในสง่ิ มีชีวิต ปรากฏการณใ์ นธรรมชาติและกระบวนการ
ในอุตสาหกรรม

โดยใช้ การอภิปรายกลุ่ม การสบื คน้ ข้อมูล การคิดวิเคราะห์และการทดลอง
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มที กั ษะในการแสวงหาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะการ
ส่ือสาร การคดิ การปัญหา การใช้เทคโนโลยี และทกั ษะชวี ติ มีคณุ ลกั ษณะซ่ือสตั ย์สุจริต มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ อยอู่ ยา่ ง
พอเพียง ม่งุ ม่นั ในการทำงาน มจี ิตสาธารณะ และมจี ติ วิทยาศาสตร์

ผลการเรียนรู้
1. อธบิ ายความสัมพนั ธแ์ ละคำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออณุ หภูมขิ องแก๊สท่ีภาวะตา่ งๆ ตามกฎของบอยล์ กฎ
ของชารล์ กฎของ เกย–์ ลสู แซก
2. คำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภมู ิ ของแกส๊ ท่ภี าวะตา่ ง ๆ ตามกฎรวมแกส๊
3. คำนวณปรมิ าตร ความดัน อณุ หภมู ิ จำนวนโมล หรือมวลของแก๊ส จากความสัมพันธ์ตามกฎของ
อาโวกาโดร และกฎแกส๊ อดุ มคติ
4. คำนวณความดันย่อยหรือจำนวนโมล ของแก๊สในแก๊สผสม โดยใช้กฎความดนั ยอ่ ยของ ดอลตนั
5. อธิบายการแพร่ของแก๊สโดยใชท้ ฤษฎีจลนข์ องแก๊ส คำนวณและเปรยี บเทียบอัตรา การแพร่ของแก๊ส โดยใช้
กฎการแพร่ผา่ นของ เกรแฮม
6. สืบคน้ ข้อมลู นำเสนอตัวอยา่ ง และอธิบายการประยุกต์ใช้ความรูเ้ กีย่ วกับสมบัติและกฎตา่ งๆ ของแกส๊ ในการ
อธบิ ายปรากฏการณ์ หรอื แก้ปัญหาในชวี ติ ประจำวนั และในอตุ สาหกรรม

หลกั สตู รกลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจินตร์ ุจิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พุทธศักราช 2564)

7. ทดลอง และเขยี นกราฟการเพิ่มขน้ึ หรือลดลงของสารที่ทำการวดั ในปฏกิ ริ ยิ า
8. คำนวณอัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี และเขยี นกราฟการลดลงหรอื เพ่ิมขึน้ ของสารท่ีไม่ไดว้ ัดในปฏกิ ิรยิ า
9. เขียนแผนภาพ และอธิบายทิศทางการชนกันของอนุภาคและพลงั งานที่สง่ ผลต่ออัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
10. ทดลอง และอธบิ ายผลของความเข้มขน้ พ้ืนทผี่ ิวของสารตง้ั ต้น อณุ หภูมิ และตัวเร่งปฏิกริ ยิ าท่มี ตี ่ออตั ราการ
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
11.เปรยี บเทียบอัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเมื่อมกี ารเปลยี่ นแปลงความเข้มข้น พ้นื ทีผ่ วิ ของสารต้ังต้น อณุ หภูมิ และ
ตวั เร่งปฏิกิรยิ า
12. ยกตวั อยา่ ง และอธิบายปัจจยั ที่มผี ลต่ออัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมใี นชวี ติ ประจำวนั หรืออตุ สาหกรรม
13. ทดสอบ และอธิบายความหมายของปฏกิ ริ ิยาผนั กลบั ไดแ้ ละภาวะสมดุล
14. อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเขม้ ข้นของสาร อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาไปขา้ งหน้า และอัตราการเกิด
ปฏิกริ ยิ าย้อนกลบั เมื่อเรมิ่ ปฏิกิรยิ าจนกระทั่งระบบอยู่ในภาวะสมดลุ
15. คำนวณค่าคงท่ีสมดลุ ของปฏกิ ริ ยิ า
16. คำนวณความเขม้ ขน้ ของสารที่ภาวะสมดลุ
17. คำนวณคา่ คงท่สี มดุลหรือความเข้มขน้ ของปฏิกริ ิยาหลายข้นั ตอน
18. ระบปุ ัจจยั ทีม่ ผี ลต่อภาวะสมดลุ และค่าคงทส่ี มดลุ ของระบบ รวมทัง้ คาดคะเน การเปล่ียนแปลงทเ่ี กิดขึน้ เมื่อ
ภาวะสมดุลของระบบถูกรบกวน โดยใชห้ ลกั ของเลอชาเตอลเิ อ
19. ยกตัวอย่าง และอธบิ ายสมดุลเคมขี องกระบวนการท่ีเกิดข้นึ ในส่ิงมีชวี ติ ปรากฏการณใ์ นธรรมชาติและ
กระบวนการในอตุ สาหกรรม

รวมท้ังหมด 19 ผลการเรยี นรู้

โครงสร้างรายวิชาเพม่ิ เติมวิชา เคมี 2

รหัสวิชา ว32221 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
เวลา 60 ชวั่ โมง
จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรยี นที่ 1

อตั ราส่วนคะแนนระหว่างเรียน : กลางภาค : ปลายภาค = 60 : 20 : 20

หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวิทยาคม “จงจนิ ต์รจุ ิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2564)

ที่ ชอ่ื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค
1 แก๊สและสมบัติ อ 1. อธิบาย - พฤตกิ รรมของแก๊ส และ 9 6 4 - 10
ของแกส๊
ความสัมพันธ์ ความสมั พันธ์ระหวา่ ง

และคำนวณ ปรมิ าตร ความดนั และ

ปรมิ าตร ความ อณุ หภมู ขิ องแกส๊ อธิบายได้

ดนั หรืออุณหภมู ิ ดว้ ยกฎของบอยล์ กฎของ

ของแก๊สทภ่ี าวะ ชาร์ล กฎของเกย์–ลสู แซก

ตา่ ง ๆ ตามกฎ และกฎรวมแกส๊ ซึ่งสามารถ

ของบอยลก์ ฎของ นำมาใชใ้ นการคำนวณ

ชาร์ล กฎของ ปริมาตร ความดัน หรอื

เกย์–ลสู แซก อณุ หภูมิของแกส๊ ท่ภี าวะ

2. คำนวณ ตา่ ง ๆ ได้

ปริมาตร ความ

ดนั หรือ

อณุ หภมู ิ ของ

แก๊สท่ีภาวะตา่ ง

ๆ ตามกฎรวม

แกส๊ 34 2 - 6

3. คำนวณ -ความสัมพันธร์ ะหว่าง

ปริมาตร ความ ปริมาตร และจำนวน

ดนั อุณหภมู ิ โมลหรือมวลของแก๊ส

จำนวนโมล หรือ อธบิ ายความสมั พันธไ์ ด้

มวลของแก๊ส ด้วยกฎของอาโวกาโดร

จากความสัมพันธ์ สำหรบั ความสัมพันธ์

ตามกฎของอาโว ระหวา่ งปริมาตร ความดนั

กาโดร และกฎ อุณหภูมิ และจำนวนโม

แกส๊ อดุ มคติ ลของแกส๊ อธิบายได้ดว้ ย

กฎแกส๊ อดุ มคติ ซึ่งสามารถ

นำมาใชใ้ นการคำนวณและ

การอธบิ ายการ

เปลย่ี นแปลง ทีเ่ ก่ยี วข้อง

กับจำนวนโมลของแก๊สท่ี

ภาวะต่าง ๆ ได้
4. คำนวณความ - ในธรรมชาติ แก๊สสว่ นใหญ่ 1 2 2 - 4

ดนั ย่อยหรือ อยู่รวมกันเป็นแกส๊ ผสม ใน

จำนวนโมล ของ กรณีท่ีแกส๊ ในแกส๊ ผสมไม่ทำ

หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจินต์รุจริ วงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ที่ ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
2 อัตราการ เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
เกิดปฏิกริ ยิ า ภาค ภาค
เคมี
แก๊สในแกส๊ ผสม ปฏกิ ริ ิยากนั ความดนั ของ

โดยใชก้ ฎความ แกส๊ แตล่ ะชนดิ แปรผนั ตาม

ดนั ย่อยของ ดอล เศษส่วนโมลของแกส๊ ท่ีมีอยู่

ตนั ในแกส๊ ผสมตามกฎความดัน

ยอ่ ยของดอลตัน
5. อธบิ ายการ - แกส๊ สามารถแพร่ได้ การ 3 2 2 - 4

แพรข่ องแกส๊ โดย แพร่ของแก๊สอธิบายไดด้ ้วย

ใช้ทฤษฎจี ลนข์ อง ทฤษฎจี ลนข์ องแกส๊ ท่ี

แกส๊ คำนวณและ อุณหภูมิเดยี วกัน แกส๊ จะ

เปรียบเทียบ แพรไ่ ดช้ า้ หรือเร็วข้ึนอยู่กบั

อัตรา การแพร่ มวลโมเลกุลของแกส๊ อตั รา

ของแก๊ส โดยใช้ การแพร่ของแกส๊ เปน็

กฎการแพร่ผ่าน สดั ส่วนผกผันกับรากทส่ี อง

ของ เกรแฮม ของมวลโมเลกลุ ของแก๊ส

สมั พันธ์กับกฎการแพร่ผ่าน

ของเกรแฮม
6. สบื คน้ ขอ้ มลู - สมบตั แิ ละกฎต่าง ๆ ของ 2 2 1 - 3

นำเสนอตวั อย่าง แก๊สสามารถนำไปใช้อธบิ าย

และอธบิ ายการ ปรากฏการณ์ หรือ

ประยกุ ต์ใช้ ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิต

ความรู้เกีย่ วกับ ประจำวนั และใน

สมบัติและกฎตา่ ง อตุ สาหกรรม

ๆ ของแกส๊ ในการ

อธิบาย

ปรากฏการณ์

หรือแกป้ ญั หาใน

ชีวติ ประจำวนั

และใน

อตุ สาหกรรม 7 6 4 - 10

7. ทดลอง และ - ปฏิกริ ยิ าเคมแี ตล่ ะ

เขยี นกราฟการ ปฏกิ ริ ยิ ามีอัตราการเกดิ

เพิม่ ขึ้นหรือ ปฏิกริ ิยาเคมีต่างกนั โดย

ลดลงของสารท่ี อาจวดั จากการลดลงของ

ทำการวดั ใน สารต้งั ตน้ หรอื การเพมิ่ ขึ้น

ปฏกิ ริ ิยา ของผลติ ภณั ฑ์ตอ่ หน่ึงหนว่ ย

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ตร์ ุจิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ท่ี ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

8. คำนวณอตั รา เวลา และหารด้วยเลข

การเกิดปฏกิ ิริยา สัมประสทิ ธิข์ องสารน้นั ๆ

เคมี และเขยี น ในสมการเคมี เพื่อให้ได้

กราฟการลดลง อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมที ี่

หรือเพิม่ ข้นึ ของ เทา่ กันไมว่ า่ จะเปน็ การวัด

สารที่ไม่ไดว้ ดั ใน จากสารต้ังต้นหรือ

ปฏิกริ ยิ า ผลิตภัณฑ์
9. เขยี นแผนภาพ - ปฏิกริ ิยาเคมจี ะเกิดขนึ้ ได้ก็ 3 2 1 1 4

และอธบิ ายทิศ ต่อเม่ืออนภุ าคของ สารตง้ั

ทางการชนกัน ต้นชนกันในทิศทางที่

ของอนุภาคและ เหมาะสมและมีพลังงาน

พลังงานท่สี ง่ ผล อย่างน้อยเท่ากับพลังงาน

ตอ่ อตั ราการเกดิ ก่อกัมมนั ต์ ดงั นั้นอตั ราการ

ปฏกิ ริ ิยาเคมี เกิดปฏกิ ริ ิยาจึงขึ้นกับทิศ

ทางการชน และพลังงานท่ี

เกดิ จากการชน
10. ทดลอง และ - อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี 6 8 4 2 14

อธิบายผลของ ของสารหนงึ่ ๆ ข้นึ อยู่กับ

ความเขม้ ข้น ความเข้มข้น พนื้ ท่ีผวิ

พ้ืนที่ผิวของสาร อณุ หภูมิ ตวั เร่งและตวั หนว่ ง

ตงั้ ต้น อุณหภูมิ ปฏิกิรยิ า นอกจากน้อี ตั รา

และตวั เร่ง การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมียัง

ปฏิกริ ิยาท่ีมตี ่อ ขึน้ อย่กู ับชนดิ ของสารท่ีทำ

อัตราการ ปฏิกิรยิ าดว้ ย

เกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

11.เปรยี บเทียบ

อัตราการ

เกดิ ปฏิกริ ิยาเมื่อ

มกี าร

เปลยี่ นแปลง

ความเขม้ ขน้

พ้นื ท่ผี ิวของสาร

ตัง้ ตน้ อณุ หภมู ิ

และตวั เร่ง

ปฏกิ ิรยิ า

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวิทยาคม “จงจนิ ต์รุจิรวงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

ที่ ชือ่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
3 สมดุลเคมี เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค
12. ยกตัวอยา่ ง - ความรเู้ ก่ียวกับปจั จยั ท่ีมี 2 2 - 3 5

และอธบิ าย ผลตอ่ อตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ า

ปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ เคมีสามารถนำมาใช้อธิบาย

อัตราการ กระบวนการ ทีเ่ กิดข้นึ ใน

เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี ชีวิตประจำวันหรอื

ในชีวติ ประจำวัน อตุ สาหกรรม

หรอื

อตุ สาหกรรม
13. ทดสอบ และ - ปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีสามารถ 8 6 - 4 10

อธิบาย ดำเนนิ ไปขา้ งหน้าและ

ความหมายของ ยอ้ นกลับได้ เรียกว่า

ปฏิกริ ิยาผันกลับ ปฏกิ ริ ิยาผันกลับได้ เม่ือ

ได้และภาวะ ปฏิกิริยาดำเนินไปความ

สมดุล เข้มขน้ ของสารตั้งต้นและ

14.อธิบายการ อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าไป

เปลยี่ นแปลง ขา้ งหน้าจะลดลง ส่วนความ

ความเข้มข้นของ เขม้ ขน้ ของผลติ ภัณฑ์และ

สาร อัตราการ อัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยา

เกิด ปฏิกริ ิยาไป ย้อนกลับจะเพิม่ ขนึ้ เม่ือ

ขา้ งหนา้ และ อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาไป

อตั ราการ ขา้ งหนา้ เทา่ กบั อัตราการ

เกิดปฏิกิริยา เกิดปฏกิ ิริยาย้อนกลบั

ย้อนกลบั เม่ือ ระบบจะอย่ใู นภาวะสมดุล

เริ่มปฏิกริ ิยา ท่มี ีความเข้มขน้ ของสารตัง้

จนกระทัง่ ระบบ ตน้ และผลิตภณั ฑ์คงที่

อยใู่ นภาวะ เรยี กว่า สมดุลพลวตั

สมดลุ 5 8 - 4 12

15. คำนวณ - ณ ภาวะสมดุล

คา่ คงท่สี มดุล ความสัมพันธ์ระหว่างความ

ของปฏิกิริยา เขม้ ข้นของผลิตภัณฑก์ บั สาร

16. คำนวณ ตง้ั ตน้ แสดงไดด้ ว้ ย ค่าคงที่

ความเข้มข้นของ สมดุล ซ่งึ เป็นค่าคงที่ ณ

สารท่ีภาวะ อณุ หภมู หิ นง่ึ

สมดุล

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจินตร์ ุจริ วงศอ์ ปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2564)

ท่ี ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค
17. คำนวณ - คา่ คงทสี่ มดุลของปฏิกิริยา 3 6 - 3 9

ค่าคงท่ีสมดุล หลายข้นั ตอน หาได้จากผล

หรือความเข้มขน้ คณู ของค่าคงท่ีสมดุลของ

ของปฏิกิรยิ า ปฏิกริ ยิ ายอ่ ยทน่ี ำสมการ

หลายข้ันตอน เคมมี ารวมกัน โดยถา้ มีการ

คูณสมการยอ่ ยใหย้ กกำลัง

ค่าคงทีส่ มดลุ ดว้ ยตัวเลขที่

คูณ และหากมีการกลับข้าง

สมการ ให้กลับค่าคงทส่ี มดุล

เป็นตวั หาร
18. ระบุปัจจยั ที่ - เม่ือระบบที่อยู่ในภาวะ 6 4 - 2 6

มีผลต่อภาวะ สมดุลถูกรบกวน โดยการ

สมดุลและ เปลี่ยนแปลงความเข้มขน้

คา่ คงทสี่ มดลุ ของสาร ความดนั หรอื

ของระบบ อณุ หภมู ิ ระบบจะเกิดการ

รวมทั้งคาดคะเน เปลยี่ นแปลงเพื่อเข้าสู่ภาวะ

การเปลีย่ นแปลง สมดุลอีกครั้งตามหลักของ

ท่ีเกดิ ขึ้นเมอื่ เลอชาเตอลิเอท้ังนี้การ

ภาวะสมดุลของ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมผี ล

ระบบถูกรบกวน ทำให้คา่ คงที่สมดลุ

โดยใช้หลกั ของ เปลย่ี นแปลง

เลอชาเตอลเิ อ
19. ยกตัวอย่าง - ความรูเ้ ก่ยี วกบั สมดลุ เคมี 2 2 - 1 3

และอธิบาย สามารถนำมาใช้อธบิ าย

สมดุลเคมีของ กระบวนการท่เี กิดขน้ึ ใน

กระบวนการท่ี ส่งิ มชี วี ติ ปรากฏการณ์ ใน

เกิดขน้ึ ใน ธรรมชาติและกระบวนการ

สิ่งมีชีวิต ในอุตสาหกรรม

ปรากฏการณ์ใน

ธรรมชาตแิ ละ

กระบวนการใน

อุตสาหกรรม

รวม 60 60 20 20 100

หลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ตร์ ุจิรวงศอ์ ปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

รหัสวิชา ว32222 รายวชิ าเพม่ิ เติมวิชา เคมี 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
เวลา 60 ชว่ั โมง กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 2

จำนวน 1.5 หน่วยกิต

คำอธิบายรายวิชา
ศึกษา ความเปน็ กรดหรือเบสของสารโดยใช้ทฤษฎีกรด–เบสของอาร์ เรเนยี ส เบรนิ สเตด–ลาวรี และลิวอิส คู่

กรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี ความสามารถ ในการแตกตวั หรอื ความแรงของกรดและเบส
ค่า pH ความเข้มข้นของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซดไ์ อออนของสารละลายกรดและเบส สมการเคมแี สดง
ปฏกิ ริ ิยาสะเทนิ และความเป็นกรด-เบสของสารละลายหลงั การสะเทนิ ปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลิซิสของเกลอื และระบุความเปน็
กรด-เบสของสารละลายเกลือ หลักการการไทเทรต และเลือกใช้อนิ ดเิ คเตอรท์ ่ีเหมาะสมสำหรับ การไทเทรตกรด-เบส
การคำนวณปริมาณสารหรือความเข้มข้นของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต สมบัติ องค์ประกอบ และประโยชน์
ของสารละลายบัฟเฟอร์ การใช้ประโยชนแ์ ละการแกป้ ัญหาโดยใชค้ วามรู้เกี่ยวกับกรด–เบส เลขออกซเิ ดชนั ปฏิกิริยาที่
เป็นปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซ์ การเปล่ียนแปลงเลขออกซเิ ดชนั และตวั รีดวิ ซ์และตวั ออกซิไดส์ รวมท้งั ครงึ่ ปฏิกิริยาออกซเิ ดชันและ
คร่งึ ปฏกิ ิรยิ ารดี ักชนั ของปฏิกิริยารีดอกซ์ ความสามารถในการเป็นตวั รดี วิ ซ์หรอื ตวั ออกซิไดส์ และปฏกิ ิริยารดี อกซ์ การดลุ
สมการรดี อกซด์ ว้ ยการใชเ้ ลขออกซเิ ดชนั และวิธีครึ่งปฏิกิริยา องค์ประกอบของเซลลเ์ คมีไฟฟ้า และสมการเคมีของ
ปฏิกริ ิยาท่ีแอโนดและแคโทด ปฏิกิริยารวม และแผนภาพเซลล์ ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ และประเภทของเซลล์
เคมไี ฟฟ้า ข้ัวไฟฟ้า และปฏกิ ิรยิ าเคมีทเ่ี กิดขนึ้ หลกั การทำงาน และสมการแสดงปฏกิ ริ ยิ าของเซลลป์ ฐมภมู ิและเซลล์ทุติย
ภมู ิ การชบุ โลหะและแยกสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟ้า และหลักการทางเคมีไฟฟ้าท่ใี ช้ในการชุบโลหะ การแยกสารเคมดี ้วย
กระแสไฟฟา้ การทำโลหะให้บรสิ ทุ ธ์ิ และการป้องกนั การกัดกรอ่ นของโลหะ ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีที่เกย่ี วข้องกับ
เซลลเ์ คมไี ฟฟ้าในชีวิตประจำวนั และคา่ pH ของดินที่มีผลต่อพืชในท้องถน่ิ การตรวจวัดค่า pH ของดินและปรับปรุงดิน
ให้มีคา่ pH ทเี่ หมาะสมกับพชื ในทอ้ งถ่นิ

โดยใช้ การอภิปรายกลุ่ม การสืบค้นขอ้ มลู การคดิ วเิ คราะห์และการทดลอง
เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ ความเข้าใจ มีทกั ษะในการแสวงหาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะการ
สื่อสาร การคิด การปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และทักษะชวี ิต มีคุณลักษณะ ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ มวี นิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ อย่อู ย่าง
พอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน มจี ิตสาธารณะ และมจี ติ วิทยาศาสตร์

ผลการเรยี นรู้
1. ระบุ และอธิบายวา่ สารเป็นกรดหรอื เบส โดยใชท้ ฤษฎกี รด–เบสของอาร์ เรเนยี ส เบรินสเตด–ลาวรี และลิวอิส
2. ระบคุ ู่กรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี
3. คำนวณ และเปรียบเทยี บความสามารถ ในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส
4. คำนวณค่า pH ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนหรอื ไฮดรอกไซดไ์ อออนของสารละลายกรดและเบส
5. เขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ิรยิ าสะเทิน และระบคุ วามเป็นกรด-เบสของสารละลาย หลงั การสะเทนิ
6. เขียนปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ ิสของเกลือ และระบุความเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลอื
7. ทดลอง และอธบิ ายหลักการการไทเทรต และเลอื กใชอ้ ินดเิ คเตอร์ทเี่ หมาะสมสำหรับ การไทเทรต
กรด-เบส
8. คำนวณปริมาณสารหรือความเข้มขน้ ของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต
9. อธบิ ายสมบตั ิ องคป์ ระกอบ และประโยชน์ของสารละลายบัฟเฟอร์
10. สืบค้นขอ้ มูล และนำเสนอตวั อยา่ งการใชป้ ระโยชน์และการแก้ปญั หาโดยใช้ความรูเ้ ก่ียวกับกรด–เบส

หลกั สูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจินตร์ ุจิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรุง พทุ ธศักราช 2564)

11. คำนวณเลขออกซิเดชัน และระบปุ ฏกิ ริ ิยาทเี่ ป็นปฏิกิริยารดี อกซ์
12. วิเคราะห์การเปล่ียนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุตัวรีดิวซแ์ ละตวั ออกซิไดส์ รวมท้ังเขยี นคร่ึงปฏกิ ิริยา
ออกซเิ ดชันและครง่ึ ปฏกิ ริ ยิ ารีดกั ชนั ของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์
13. ทดลอง และเปรยี บเทียบความสามารถในการเป็นตวั รีดวิ ซ์หรือตัวออกซิไดส์ และเขียนแสดงปฏิกิริยารดี อกซ์
14. ดลุ สมการรีดอกซด์ ว้ ยการใช้เลขออกซเิ ดชนั และวิธคี รึ่งปฏิกิรยิ า
15. ระบุองคป์ ระกอบของเซลล์เคมีไฟฟา้ และเขยี นสมการเคมขี องปฏกิ ริ ยิ าทแ่ี อโนดและแคโทด ปฏกิ ริ ยิ ารวม
และแผนภาพเซลล์
16. คำนวณค่าศักย์ไฟฟา้ มาตรฐานของเซลล์ และระบปุ ระเภทของเซลล์เคมีไฟฟ้า ข้ัวไฟฟา้ และปฏกิ ริ ยิ าเคมีท่ี
เกดิ ขึ้น
17. อธิบายหลกั การทำงาน และเขยี นสมการแสดงปฏิกริ ิยาของเซลล์ปฐมภมู ิและเซลล์ทุตยิ ภูมิ
18. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟา้ และอธบิ ายหลกั การทางเคมีไฟฟ้าท่ใี ชใ้ นการชุบโลหะ
การแยกสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟา้ การทำโลหะให้บรสิ ทุ ธิ์ และการป้องกันการกดั กร่อนของโลหะ
19. สบื ค้นข้อมูล และนำเสนอตวั อย่างความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีที่เกีย่ วขอ้ งกับเซลล์เคมีไฟฟ้าใน
ชวี ิตประจำวนั
รวมท้ังหมด 19 ผลการเรยี นรู้

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจนิ ต์รจุ ิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศักราช 2564)

รายวชิ าเพ่มิ เติมวิชา เคมี 3

รหสั วชิ า ว32221 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
เวลา 60 ชั่วโมง
จำนวน 1.5 หน่วยกติ ภาคเรียนที่ 2

อัตราสว่ นคะแนนระหว่างเรียน : กลางภาค : ปลายภาค = 60 : 20 : 20

ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
1 กรด-เบส เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

1. ระบุ และ - สารในชีวิตประจำวนั หลาย 2 2 1 - 3

อธบิ ายว่าสาร ชนดิ มีสมบัติเปน็ กรดหรือ

เปน็ กรดหรือเบส เบส ซงึ่ พิจารณาได้โดยใช้

โดยใชท้ ฤษฎี ทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เร

กรด–เบสของ เนียส เบรินสเตด–ลาวรี

อาร์ เรเนียส หรอื ลวิ อิส

เบรนิ สเตด–ลาวรี

และลวิ อิส

2. ระบคุ กู่ รด- - ตามทฤษฎีกรด-เบสของ 1 2 2 - 4

เบสของสารตาม เบรนิ สเตด–ลาวรี เม่ือกรด

ทฤษฎีกรด-เบส หรอื เบสละลายน้ำหรือทำ

ของ ปฏกิ ิรยิ ากบั สารอน่ื จะมกี าร

เบรินสเตด-ลาวรี ถ่ายโอนโปรตอนระหวา่ ง

สารตง้ั ต้นทีเ่ ป็นกรดและเบส

เกิดเปน็ ผลติ ภณั ฑซ์ ึ่งเปน็

โมเลกุลหรอื ไอออนท่ีเปน็ คู่

กรด-เบสของสารตง้ั ต้นนนั้

โดยสารท่ีเป็นคกู่ รด-เบสกัน

จะมโี ปรตอนตา่ งกัน 1

โปรตอน

3. คำนวณ และ - กรดและเบสแตล่ ะชนิด 4 4 3 - 7

เปรียบเทยี บ สามารถแตกตวั ในน้ำได้

ความสามารถ แตกตา่ งกนั กรดแกห่ รอื เบส

ในการแตกตัว แก่สามารถแตกตัวเปน็

หรือความแรง ไอออนในนำ้ ไดเ้ กือบ

ของกรดและเบส สมบูรณ์ ส่วนกรดอ่อนหรอื

เบสออ่ นแตกตวั เปน็ ไอออน

ไดน้ อ้ ย โดยความสามารถใน

การแตกตัวหรือความแรง

ของกรดหรอื เบสอาจ

พิจารณาได้จากค่าคงทกี่ าร

หลกั สตู รกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

ท่ี ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

แตกตัวของกรดหรือเบส

หรือปรมิ าณการแตกตวั เป็น

ร้อยละของกรดหรือเบส

4. คำนวณค่า - นำ้ บรสิ ทุ ธิท์ ่ีอณุ หภูมิ 25 4 4 3 - 7
pH ความเข้มขน้ องศาเซลเซยี สแตกตวั ให้
ของไฮโดรเนียม ไฮโดรเนยี มไอออนและไฮดร
ไอออนหรือไฮดร อกไซด์ไอออนท่ีมีความ
อกไซด์ไอออน เขม้ ข้นเทา่ กนั คือ
ของสารละลาย 1.0 x 10-7 โมลตอ่ ลิตร โดย
กรดและเบส มคี ่าคงทก่ี ารแตกตัวของน้ำ

เท่ากบั 1.0 x 10-14

- เมือ่ กรดหรือเบสแตกตวั ใน

นำ้ คา่ ความเป็นกรด-เบส

ของสารละลายแสดงได้ดว้ ย

คา่ pH ซ่ึงสมั พนั ธ์กับความ

เข้มขน้ ของไฮโดรเนียม

ไอออน โดยสารละลายกรด

มีความเข้มขน้ ของไฮโดร

เนียมไอออนมากกว่า 1.0 x

10-7 โมลต่อลติ รหรอื มี ค่า

pH น้อยกวา่ 7 สว่ น

สารละลายเบสมีความ

เข้มข้นของไฮโดรเนียม

ไอออนน้อยกว่า

1.0 x 10-7 โมลต่อลติ ร หรอื

มีค่า pH มากกว่า 7

5. เขยี นสมการ - ปฏกิ ิรยิ าสะเทินระหวา่ ง 4 5 2 - 7

เคมีแสดง กรดแก่และเบสแก่ ให้

ปฏกิ ิรยิ าสะเทิน สารละลายทเ่ี ปน็ กลาง

และระบุความ ปฏิกิรยิ าสะเทินระหวา่ งกรด

เปน็ กรด-เบส แก่และเบสอ่อน ให้

ของสารละลาย สารละลายท่เี ป็นกรด สว่ น

หลงั การสะเทิน ปฏกิ ริ ยิ าสะเทินระหวา่ งกรด

6. เขยี นปฏิกริ ิยา ออ่ นและเบสแก่ ให้

ไฮโดรลิซสิ ของ สารละลายที่เปน็ เบส

หลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจนิ ต์รจุ ริ วงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ท่ี ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

เกลอื และระบุ - เกลือทไ่ี ด้จากการสะเทนิ

ความเปน็ กรด- ของกรดแก่ดว้ ยเบสออ่ น

เบสของ เม่ือละลายในน้ำจะ

สารละลายเกลือ เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซสิ ได้

สารละลายท่ีมสี มบตั เิ ป็น

กรด สว่ นเกลือท่ีได้จาก การ

สะเทินของกรดอ่อนด้วยเบส

แก่ เม่ือละลายในนำ้ จะ

เกิดปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ได้

สารละลายทม่ี ีสมบตั ิเป็น

เบส

7. ทดลอง และ - การไทเทรตเป็นเทคนิคใน 4 4 3 - 7

อธบิ ายหลักการ การวิเคราะห์หาปริมาณหรือ

การไทเทรต และ ความเขม้ ขน้ ของสารท่ีทำ

เลอื กใชอ้ นิ ดิเค ปฏิกริ ิยาพอดกี นั จดุ ท่สี าร

เตอรท์ ีเ่ หมาะสม ทำปฏกิ ิริยาพอดีกันเรียกว่า

สำหรับ การ จดุ สมมลู ในทางปฏิบตั ิ จุด

ไทเทรตกรด-เบส สมมลู ของปฏกิ ิริยาอาจไม่

สามารถสงั เกตเหน็ ได้ จงึ

สังเกตจากการเปล่ียนสขี อง

อนิ ดิเคเตอร์ เพ่ือบอกจดุ ยตุ ิ

ของการไทเทรต ดังน้ันอนิ ดิ

เคเตอร์ท่ีเหมาะสมในการ

ไทเทรตกรด-เบส ควรเป็น

อินดเิ คเตอรท์ ่เี ปล่ียนสี

ในช่วง pH ตรงกับหรอื

ใกลเ้ คียงกบั pH ของ

สารละลาย ณ จุดสมมูล

8. คำนวณ - ปริมาณกรดและเบสทีท่ ำ 6 3 2 - 5

ปริมาณสารหรือ ปฏิกิริยาพอดีกนั จาก การ

ความเขม้ ข้นของ ไทเทรตกรด-เบส สามารถ

สารละลายกรด นำไปคำนวณความเข้มขน้

หรอื เบสจากการ ของกรดหรือเบสท่ีต้องการ

ไทเทรต ทราบความเข้มข้นได้

9. อธบิ ายสมบตั ิ - สารละลายบฟั เฟอรเ์ ปน็ 3 3 2 - 5

องคป์ ระกอบ สารละลายของกรดอ่อนกับ

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศักราช 2564)

ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
2 เคมไี ฟฟ้า เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

และประโยชน์ เกลอื ของกรดอ่อนนนั้ หรอื

ของสารละลาย เบสออ่ นกบั เกลือของเบส

บฟั เฟอร์ ออ่ นนั้น เมื่อเติมกรด เบส

หรือนำ้ จะมผี ลต่อการ

เปลี่ยนแปลงคา่ pH น้อย

กว่าสารละลายท่ัวไป สมบตั ิ

เฉพาะของสารละลาย

บัฟเฟอร์เปน็ ประโยชนต์ อ่

การควบคุม pH ของระบบ

ในส่ิงมีชีวติ และสิ่งแวดล้อม

10. สบื ค้นขอ้ มูล - ความรเู้ กย่ี วกับกรด-เบส 2 3 2 - 5

และนำเสนอ สามารถนำมาใชป้ ระโยชน์

ตัวอยา่ งการใช้ และแก้ปัญหาใน

ประโยชนแ์ ละ ชีวติ ประจำวนั เกษตรกรรม

การแกป้ ัญหา อตุ สาหกรรม และ

โดยใชค้ วามรู้ การแพทย์

เก่ียวกับกรด– -การสบื ค้นข้อมูลเกย่ี วกับคา่
เบส pH ของดนิ ทีม่ ผี ลต่อพชื ใน

ท้องถนิ่

-การตรวจวัดคา่ pH ของดนิ

-สืบค้นขอ้ มูลเพื่อปรบั ปรงุ

ดินให้มคี ่า pH ท่เี หมาะสม

กับพชื ในท้องถ่ิน

11. คำนวณเลข - เคมไี ฟฟา้ เป็นการศึกษา 2 2 - 2 4

ออกซิเดชนั และ เกยี่ วกับการเปลีย่ นแปลง

ระบปุ ฏกิ ิริยาที่ ระหวา่ งพลังงานไฟฟา้ และ

เปน็ ปฏิกริ ิยารี การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีทม่ี กี าร

ดอกซ์ ถา่ ยโอนอิเล็กตรอนแลว้ ทำ

ให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงเลข

ออกซิเดชนั ซ่งึ เป็นเลขท่ี

แสดงประจุไฟฟา้ หรือประจุ

ไฟฟ้าสมมติของอะตอมธาตุ

เรยี กปฏกิ ิริยาชนดิ นี้วา่

ปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์

12. วเิ คราะห์ - ปฏกิ ิริยารดี อกซ์มีทั้งครง่ึ 2 2 - 2 4

การเปลยี่ นแปลง ปฏิกิริยาท่ีมีการให้

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจนิ ต์รุจริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2564)

ท่ี ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

เลขออกซเิ ดชนั อิเลก็ ตรอน เรยี กว่า คร่งึ

และระบตุ วั รีดิวซ์ ปฏกิ ริ ยิ าออกซเิ ดชัน และ

และตวั ออกซิ ครึง่ ปฏิกริ ยิ าทม่ี ีการรบั

ไดส์ รวมทง้ั เขยี น อเิ ลก็ ตรอน เรยี กวา่ ครึ่ง

ครงึ่ ปฏกิ ริ ิยา ปฏิกริ ยิ ารดี ักชนั โดยสารท่ี

ออกซิเดชนั และ ให้อเิ ล็กตรอนจะมีเลข

คร่งึ ปฏิกิริยา ออกซเิ ดชนั เพ่ิมขนึ้ เรียกว่า

รดี ักชนั ของ ตวั รดี วิ ซ์ ส่วนสารท่รี ับ

ปฏิกิริยารีดอกซ์ อิเลก็ ตรอนจะมีเลข

ออกซเิ ดชันลดลง เรยี กว่า

ตวั ออกซไิ ดส์

13. ทดลอง และ - การเปรียบเทียบ 24 - 3 7

เปรียบเทียบ ความสามารถในการเป็นตัว

ความสามารถใน รดี วิ ซ์หรือตวั ออกซิไดส์

การเปน็ ตวั รดี ิวซ์ สามารถพิจารณาไดจ้ ากผล

หรอื ตวั ออกซิ การทดลองของปฏิกิริยารี

ไดส์ และเขียน ดอกซ์

แสดงปฏิกริ ิยารี

ดอกซ์

14. ดุลสมการรี - ปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซเ์ ขียนแทน 6 4 - 2 6

ดอกซ์ดว้ ยการใช้ ได้ด้วยสมการรีดอกซ์ ซง่ึ

เลขออกซเิ ดชัน การดลุ สมการรดี อกซ์ทำได้

และวธิ ีครง่ึ โดยการใช้เลขออกซิเดชนั

ปฏกิ ริ ิยา และวิธีคร่ึงปฏิกิริยา

15. ระบุ - เซลล์เคมไี ฟฟา้ 44 - 2 6

องค์ประกอบ ประกอบด้วยแอโนด แคโทด

ของเซลล์ และสารละลายอเิ ลก็ โทร

เคมไี ฟฟ้า และ ไลต์ ซ่งึ อาจเชื่อมต่อกันด้วย

เขียนสมการเคมี สะพานเกลอื โดยทแี่ อโนด

ของปฏกิ ริ ิยาท่ี เกิดปฏกิ ริ ยิ าออกซเิ ดชนั

แอโนดและ และแคโทดเกิดปฏกิ ิริยา

แคโทด ปฏกิ ิริยา รีดกั ชัน ทำให้อเิ ล็กตรอน

รวม และ เคลอื่ นที่จากแอโนดไป

แผนภาพเซลล์ แคโทด เซลล์เคมีไฟฟา้

สามารถเขียนแสดงได้ด้วย

แผนภาพเซลล์

หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รจุ ริ วงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศักราช 2564)

ที่ ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

16. คำนวณค่า - ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน 5 4 - 3 7

ศักยไ์ ฟฟา้ ของเซลลค์ ำนวณได้จากคา่

มาตรฐานของ ศกั ย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครง่ึ

เซลล์ และระบุ เซลล์ ถา้ ค่าศักย์ไฟฟ้าของ

ประเภทของ เซลลเ์ ป็นบวก แสดงวา่

เซลลเ์ คมีไฟฟ้า ปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซ์เกิดข้ึนได้

ขวั้ ไฟฟ้า และ เอง ซ่งึ ทำให้เกดิ

ปฏกิ ริ ิยาเคมที ่ี กระแสไฟฟา้ เรยี กเซลล์

เกิดข้นึ ชนิดน้วี า่ เซลลก์ ัลวานิก แต่

ถ้าคา่ ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์

เป็นลบ แสดงวา่ ปฏิกิริยารี

ดอกซ์ ไม่สามารถเกิดไดเ้ อง

ต้องมีการให้กระแสไฟฟา้ จึง

จะเกดิ ปฏิกิริยาได้ เซลล์

ชนิดน้เี รียกวา่ เซลลอ์ ิเลก็

โทรลิติก

17. อธิบาย - เซลลเ์ คมไี ฟฟา้ สามารถ 3 4 - 2 6

หลกั การทำงาน นำไปใชป้ ระโยชน์ได้ใน

และเขยี นสมการ ชวี ิตประจำวัน เชน่

แสดงปฏกิ ริ ยิ า แบตเตอร่ี ซงึ่ มที งั้ เซลลป์ ฐม

ของเซลลป์ ฐม ภูมิและเซลลท์ ุตยิ ภูมิ โดย

ภูมแิ ละเซลล์ ปฏิกิรยิ าเคมที เี่ กิดขนึ้ ภายใน

ทุตยิ ภมู ิ เซลล์ปฐมภูมิไมส่ ามารถทำ

ให้เกดิ ปฏกิ ริ ิยาย้อนกลับได้

โดยการประจุไฟ จึงไม่

สามารถนำกลับมาใช้ได้อกี

ปฏกิ ริ ิยาเคมที ี่เกดิ ขน้ึ ภายใน

เซลล์ทุติยภูมสิ ามารถทำให้

เกิดปฏกิ ริ ยิ าย้อนกลับได้โดย

การประจุไฟ จึงนำกลับมา

ใชไ้ ด้อีก

18. ทดลองชบุ - เซลลอ์ เิ ลก็ โทรลติ ิกสามาร 3 4 - 3 7

โลหะและแยก ถนำไปใชป้ ระโยชน์ไดท้ ง้ั ใน

สารเคมีดว้ ย ชีวิตประจำวัน และใน

กระแสไฟฟ้า อุตสาหกรรมหลายประเภท

และอธิบาย เชน่ การชบุ โลหะ การแยก

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจินต์รุจิรวงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรับปรุง พทุ ธศักราช 2564)

ท่ี ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

หลักการทาง สารเคมดี ้วยกระแสไฟฟา้

เคมีไฟฟ้าทใี่ ช้ใน การทำโลหะให้บรสิ ทุ ธ์ิ การ

การชุบโลหะ ป้องกันการกดั กร่อนของ

การแยกสารเคมี โลหะ

ด้วยกระแสไฟฟ้า

การทำโลหะให้

บริสุทธิ์ และการ

ป้องกันการกัด

กร่อนของโลหะ

19. สบื ค้นข้อมลู - ปฏกิ ริ ิยาเคมีหลาย 32 - 1 3

และนำเสนอ ปฏิกิริยาทพี่ บใน

ตวั อยา่ ง ชวี ิตประจำวันเป็นปฏกิ ิริยา

ความก้าวหนา้ รีดอกซ์ เช่น ปฏิกิริยาการ

ทางเทคโนโลยีท่ี เผาไหม้ ปฏกิ ิรยิ าในเซลล์

เก่ียวขอ้ งกบั เคมีไฟฟ้า ซงึ่ ความรูเ้ ร่ือง

เซลลเ์ คมีไฟฟ้า เซลลเ์ คมีไฟฟ้าและ

ในชวี ิตประจำวัน ความกา้ วหน้าทาง

เทคโนโลยีที่เก่ยี วขอ้ งกับ

เซลล์เคมีไฟฟ้า นำไปสู่

นวตั กรรม ดา้ นพลงั งานท่ี

เปน็ มติ รต่อสงิ่ แวดลอ้ ม

รวม 60 60 20 20 100

รหัสวิชา ว33221 รายวิชาเพม่ิ เติมวิชา เคมี 4 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
เวลา 60 ช่วั โมง กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ภาคเรยี นท่ี 1

จำนวน 1.5 หน่วยกิต

คำอธบิ ายรายวชิ า
ศกึ ษา สารประกอบอินทรียท์ ่ีมีพันธะเดยี่ ว พันธะคู่ หรอื พันธะสาม ท่พี บในชีวิตประจำวนั สูตรโครงสรา้ ง ลิวอิส

สตู รโครงสร้างแบบยอ่ และสตู รโครงสรา้ งแบบเสน้ ของสารประกอบอนิ ทรยี ์ โครงสรา้ ง และระบปุ ระเภทของสารประกอบ
อินทรยี จ์ ากหมฟู่ ังกช์ นั สตู รโครงสรา้ งและเรียกช่อื สารประกอบอินทรยี ป์ ระเภทต่างๆ ที่มีหมู่ฟังก์ชนั ไมเ่ กนิ 1 หมู่ ตาม
ระบบ IUPAC ไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ จดุ เดือดและการละลายในนำ้ ของสารประกอบ
อินทรยี ์ที่มีหมฟู่ ังก์ชนั ขนาดโมเลกลุ หรอื โครงสร้างตา่ งกนั ประเภทของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนและเขยี นผลิตภณั ฑ์
จากปฏิกิริยาการเผาไหม้ ปฏิกิรยิ ากับโบรมีน หรอื ปฏิกิรยิ ากบั โพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต สมการเคมีและอธบิ ายการ

หลักสูตรกล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจินต์รจุ ิรวงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรุง พทุ ธศกั ราช 2564)

เกิดปฏกิ ริ ิยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิรยิ าการสงั เคราะหเ์ อไมด์ปฏิกิริยาไฮโดรลิซสิ และปฏิกิรยิ าสะปอนนิฟิเคชัน ปฏิกิรยิ าเอ
สเทอรฟิ เิ คชัน ปฏิกิรยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ิรยิ าสะปอนนิฟิเคชนั การนำสารประกอบอินทรยี ไ์ ปใชป้ ระโยชนใ์ น
ชีวิตประจำวนั และอตุ สาหกรรม และการผลิตสบู่อนิ ทรียจ์ ากพืชในท้องถิ่น

โดยใช้ การอภปิ รายกลุ่ม การสบื ค้นขอ้ มูล การคดิ วเิ คราะห์และการทดลอง
เพอ่ื ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะการ
ส่ือสาร การคิด การปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และทกั ษะชีวิต มีคณุ ลกั ษณะ ซ่ือสัตยส์ ุจริต มวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้ อยู่อยา่ ง
พอเพยี ง มุง่ มน่ั ในการทำงาน มจี ิตสาธารณะ และมีจติ วิทยาศาสตร์

ผลการเรยี นรู้
1. สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอยา่ งสารประกอบอนิ ทรยี ์ท่ีมีพนั ธะเด่ยี ว พันธะคู่ หรอื พันธะสาม ท่พี บในชีวติ ประจำวัน
2. เขียนสูตรโครงสร้างลวิ อิส สูตรโครงสร้างแบบย่อ และสตู รโครงสร้างแบบเสน้ ของสารประกอบอินทรยี ์
3. วิเคราะหโ์ ครงสร้าง และระบุประเภทของสารประกอบอินทรยี ์จากหมู่ฟงั ก์ชนั
4. เขยี นสตู รโครงสร้างและเรียกชอื่ สารประกอบอนิ ทรียป์ ระเภทตา่ งๆ ที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกนิ 1 หมู่ ตามระบบ IUPAC
5. เขียนไอโซเมอรโ์ ครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทตา่ งๆ
6. วิเคราะห์ และเปรยี บเทียบจดุ เดือดและการละลายในนำ้ ของสารประกอบอินทรีย์ทม่ี หี มูฟ่ ังก์ชนั ขนาดโมเลกุล หรือ
โครงสรา้ งตา่ งกัน
7. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขยี นผลิตภัณฑ์จากปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้ ปฏกิ ริ ิยากบั โบรมนี หรือ
ปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต
8. เขยี นสมการเคมแี ละอธิบายการเกิดปฏิกริ ยิ าเอสเทอริฟิเคชนั ปฏกิ ริ ยิ าการสงั เคราะหเ์ อไมดป์ ฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลิซสิ และ
ปฏกิ ริ ิยาสะปอนนิฟิเคชัน
9. ทดสอบปฏกิ ิริยาเอสเทอริฟิเคชนั ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ และปฏิกิรยิ าสะปอนนฟิ เิ คชัน
10. สบื คน้ ขอ้ มลู และนำเสนอตัวอยา่ งการนำสารประกอบอินทรีย์ไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจำวนั และอตุ สาหกรรม

รวมท้ังหมด 10 ผลการเรียนรู้

โครงสร้างรายวิชาเพมิ่ เติมวิชา เคมี 4

รหสั วชิ า ว33221 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6

เวลา 60 ช่วั โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ ภาคเรียนที่ 1

อัตราส่วนคะแนนระหวา่ งเรียน : กลางภาค : ปลายภาค = 60 : 20 : 20

ที่ ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
1 เคมีอินทรีย์ เรียน ภาค
1. สบื คน้ ข้อมูล กลาง ปลาย 7
และนำเสนอ ภาค ภาค
ตัวอยา่ ง
สารประกอบ สารประกอบอินทรีย์เปน็ 4 4 3 -
อนิ ทรยี ์ท่ีมพี นั ธะ
เดยี่ ว พนั ธะคู่ สารประกอบของคาร์บอน
หรอื พันธะสาม ท่ี
สว่ นใหญ่พบในสิ่งมีชีวิต มี

โครงสรา้ งหลากหลายและ

แบง่ ได้หลายประเภท

เนื่องจากธาตุคารบ์ อน

สามารถเกดิ พนั ธะโคเวเลนต์

กบั ธาตุคาร์บอนด้วยพันธะ

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วทิ ยาคม “จงจินตร์ ุจริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

พบใน เด่ียว พันธะคู่ พันธะสาม

ชีวติ ประจำวนั นอกจากนย้ี งั สามารถเกดิ

พันธะโคเวเลนตก์ ับธาตุอน่ื

ๆ ไดอ้ ีกดว้ ย และมีการนำ

สารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใช้

ประโยชน์อยา่ งหลากหลาย

2. เขียนสตู ร โครงสร้างของสารประกอบ 8 8 6 - 14

โครงสรา้ งลวิ อิส อินทรยี ์แสดงไดด้ ว้ ย สตู ร

สตู รโครงสร้าง โครงสรา้ งลวิ อิส สตู ร

แบบย่อ และสตู ร โครงสรา้ งแบบย่อ หรือสตู ร

โครงสร้างแบบ โครงสร้างแบบเส้น

เสน้ ของ

สารประกอบ

อนิ ทรีย์

3. วเิ คราะห์ สารประกอบอนิ ทรยี ์มหี ลาย 6 6 4 - 10

โครงสรา้ ง และ ประเภท การพิจารณา

ระบปุ ระเภทของ ประเภทของสารประกอบ

สารประกอบ อนิ ทรีย์อาจใช้หมู่ฟังก์ชนั

อนิ ทรยี จ์ ากหมู่ เป็นเกณฑ์ได้เป็น แอลเคน

ฟงั กช์ นั แอลคนี แอลไคน์ อะ

โรมาติกไฮโดรคารบ์ อน

แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เอมีน

แอลดไี ฮด์ คโี ตน กรดคาร์

บอก- ซิลกิ เอสเทอร์ เอไมด์

4. เขียนสตู ร - การเรียกชอ่ื สารประกอบ 8 8 5 - 13

โครงสรา้ งและ อนิ ทรยี ์ประเภทแอลเคน

เรียกชือ่ แอลคีน แอลไคน์

สารประกอบ แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เอมนี

อินทรีย์ประเภท แอลดไี ฮด์ คีโตน กรดคาร์

ตา่ ง ๆ ทีม่ หี มู่ บอกซิลิก เอสเทอร์ และเอ

ฟงั กช์ ันไม่เกิน 1 ไมด์ จะเรียกตามระบบ

หมู่ ตามระบบ IUPAC หรืออาจเรยี กโดยใช้

IUPAC ชือ่ สามญั

5. เขียนไอโซเมอร์ - ปรากฏการณ์ทีส่ ารมีสูตร 6 6 2 2 10

โครงสรา้ งของ โมเลกลุ เหมอื นกันแตม่ ีสมบัติ

หลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ตร์ จุ ิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรุง พทุ ธศกั ราช 2564)

ท่ี ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

สารประกอบ แตกตา่ งกนั เรียกวา่ ไอโซเม

อนิ ทรียป์ ระเภท อริซมึ และเรยี กสารแตล่ ะ

ตา่ ง ๆ ชนดิ ว่า ไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์

ที่มสี ตู รโมเลกุลเหมือนกนั แต่

มสี ูตรโครงสรา้ งตา่ งกัน

เรียกวา่ ไอโซเมอร์โครงสร้าง

6. วเิ คราะห์ และ - สารประกอบอนิ ทรยี ท์ ่ีมีหมู่ 8 8 - 5 13

เปรยี บเทียบจุด ฟังกช์ ัน ขนาดโมเลกลุ หรอื

เดือดและการ โครงสร้างของสารต่างกันจะ

ละลายในน้ำของ มี จดุ เดือดและ การละลาย

สารประกอบ ในน้ำตา่ งกนั สำหรับการ

อินทรยี ท์ ี่มีหมู่ ละลายของสารพิจารณาได้

ฟังกช์ ัน ขนาด จากความมีข้วั ของตวั ละลาย

โมเลกลุ หรอื และ ตวั ทำละลาย โดยสาร

โครงสร้างตา่ งกนั สามารถละลายไดใ้ น

ตวั ทำละลายทมี่ ีขว้ั ใกล้เคยี ง

กัน

7. ระบุประเภท - สารประกอบอนิ ทรีย์ 6 6 - 4 10

ของสารประกอบ ประเภทแอลเคน แอลคนี

ไฮโดรคาร์บอน แอลไคน์ อะโรมาติก

และเขียน ไฮโดรคารบ์ อน เป็น

ผลิตภณั ฑ์จาก สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

ปฏิกิริยาการเผา ซ่ึงเมือ่ เกิดปฏกิ ิริยาการเผา

ไหม้ ปฏิกริ ยิ ากบั ไหม้ ปฏิกิรยิ ากบั โบรมีนและ

โบรมนี หรอื ปฏกิ ริ ิยากับโพแทสเซยี ม

ปฏกิ ริ ยิ ากับ เปอรแ์ มงกาเนต จะใหผ้ ล

โพแทสเซยี มเปอร์ ของปฏิกริ ยิ าตา่ งกัน

แมงกาเนต จงึ สามารถใชเ้ ป็นเกณฑ์ใน

การจำแนกประเภทของ

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน

ได้

8. เขยี นสมการ - กรดคาร์บอกซิลกิ ทำ 10 8 - 5 13

เคมีและอธิบาย ปฏิกิรยิ ากบั แอลกอฮอลไ์ ด้

การเกดิ ปฏกิ ิริยา เปน็ เอสเทอร์ เรียกว่า

เอสเทอริฟิเคชนั ปฏิกริ ยิ าเอสเทอริฟิเคชัน

หลกั สูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจินตร์ จุ ิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พุทธศักราช 2564)

ที่ ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ปฏกิ ิริยาการ กรดคาร์บอกซิลิกทำ

สงั เคราะห์เอไมด์ ปฏิกิรยิ ากับเอมีนเกิดเปน็ เอ

ปฏิกิรยิ าไฮโดรลิ ไมด์ เอสเทอร์และเอไมด์

ซสิ และปฏิกริ ยิ า สามารถเกิดปฏิกิรยิ าไฮโดรลิ

สะปอนนิฟเิ คชัน ซสิ ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ ิสของ

9. ทดสอบ เอสเทอร์ในเบสแอลคาไล

ปฏกิ ิรยิ าเอสเทอ เรยี กวา่ ปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนฟิ ิ

ริฟเิ คชัน ปฏกิ ริ ิยา เคชนั

ไฮโดรลิซิส และ -การผลิตสบู่อินทรยี ์จากพืช

ปฏิกริ ิยาสะปอน ในทอ้ งถนิ่

นฟิ ิเคชนั

10. สบื คน้ ขอ้ มูล - สารประกอบอินทรยี ์ 4 6 - 4 10

และนำเสนอ สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์

ตัวอย่างการนำ ได้มากมายในชวี ิตประจำวัน

สารประกอบ รวมท้งั นำไปใชเ้ ป็น สารต้งั

อนิ ทรยี ์ไปใช้ ตน้ และตัวทำละลายใน

ประโยชน์ใน อตุ สาหกรรมด้านต่าง ๆ เชน่

ชวี ิตประจำวนั และ อุตสาหกรรมเช้ือเพลิงและ

อตุ สาหกรรม พลังงาน อตุ สาหกรรม

อาหารและยา อตุ สาหกรรม

เกษตร

รวม 60 60 20 20 100

หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจินต์รจุ ริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรับปรุง พุทธศักราช 2564)

รหัสวชิ า ว33222 รายวชิ าเพิ่มเติมวิชา เคมี 5 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
เวลา 60 ชั่วโมง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 2

จำนวน 1.5 หน่วยกิต

คำอธบิ ายรายวชิ า
ศึกษา ประเภทของปฏิกริ ยิ าการเกดิ พอลเิ มอรจ์ ากโครงสรา้ งของมอนอเมอร์หรือพอลเิ มอร์ ความสัมพันธ์

ระหวา่ งโครงสร้างและสมบตั ิของพอลเิ มอร์ รวมทั้งการนำไปใชป้ ระโยชน์ ประเภทของพลาสตกิ และผลติ ภณั ฑ์ยาง รวมท้งั
การนำไปใช้ประโยชน์ ผลของการปรบั เปลีย่ นโครงสร้าง และการสงั เคราะห์พอลิเมอร์ทมี่ ีตอ่ สมบตั ขิ องพอลเิ มอร์
ผลกระทบจากการใชแ้ ละการกำจดั ผลิตภณั ฑ์พอลิเมอร์และแนวทางแกไ้ ข การกำหนดปัญหา และการนำเสนอแนว
ทางการแกป้ ญั หาโดยใช้ความรูท้ างเคมีจากสถานการณ์ท่เี กิดขนึ้ ในชวี ิตประจำวัน การประกอบอาชีพ หรืออตุ สาหกรรม
การบรู ณาการความรู้ทางเคมีรว่ มกบั สาขาวิชาอ่ืน รวมทัง้ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรห์ รือกระบวนการออกแบบ
เชงิ วศิ วกรรม โดยเน้นการคดิ วเิ คราะห์ การแกป้ ญั หาและความคดิ สร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณห์ รือประเด็นที่
สนใจ การนำเสนอผลงานหรือชนิ้ งานท่ไี ดจ้ ากการแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเดน็ ท่สี นใจโดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ รวมท้งั การแสดงหลักฐานการเขา้ รว่ มการสัมมนา การเข้ารว่ มประชุมวิชาการ หรอื การแสดงผลงาน
ส่ิงประดษิ ฐ์ในงานนิทรรศการ

โดยใช้ การอภปิ รายกลุ่ม การสืบคน้ ข้อมลู การคิดวเิ คราะห์และการทดลอง
เพอื่ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีทกั ษะในการแสวงหาความรู้ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะการ
สือ่ สาร การคดิ การปญั หา การใช้เทคโนโลยี และทักษะชีวิต มีคณุ ลกั ษณะ ซื่อสตั ย์สุจรติ มวี นิ ัย ใฝ่เรียนรู้ อยอู่ ย่าง
พอเพียง ม่งุ มนั่ ในการทำงาน มีจิตสาธารณะ และมีจิตวทิ ยาศาสตร์

ผลการเรยี นรู้
1. ระบปุ ระเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ พอลเิ มอรจ์ ากโครงสร้างของมอนอเมอรห์ รือพอลเิ มอร์
2. วเิ คราะห์ และอธบิ ายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสรา้ งและสมบัติของพอลเิ มอร์ รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์
3. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลติ ภัณฑ์ยาง รวมทงั้ การนำไปใช้ประโยชน์
4. อธิบายผลของการปรับเปล่ียนโครงสรา้ ง และการสังเคราะหพ์ อลิเมอรท์ ม่ี ตี ่อสมบัติของพอลเิ มอร์
5. สืบคน้ ขอ้ มลู และนำเสนอตัวอย่างผลกระทบจากการใชแ้ ละการกำจดั ผลิตภัณฑ์พอลิเมอรแ์ ละแนวทางแกไ้ ข
6. กำหนดปญั หา และนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ทางเคมจี ากสถานการณท์ ีเ่ กิดข้ึนในชีวิตประจำวนั
การประกอบอาชพี หรืออุตสาหกรรม
7. แสดงหลักฐานถึงการบูรณาการความรทู้ างเคมรี ว่ มกับสาขาวชิ าอน่ื รวมทง้ั ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรห์ รือ
กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม โดยเน้นการคดิ วิเคราะห์ การแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ เพอ่ื แกป้ ัญหา
ในสถานการณ์หรอื ประเด็นท่ีสนใจ
8. นำเสนอผลงานหรือชน้ิ งานทไ่ี ด้จากการแกป้ ัญหาในสถานการณห์ รือประเด็นท่ีสนใจโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
9. แสดงหลกั ฐานการเข้ารว่ มการสมั มนา การเข้ารว่ มประชุมวชิ าการ หรอื การแสดงผลงานส่งิ ประดิษฐใ์ นงาน
นิทรรศการ

รวมทั้งหมด 9 ผลการเรียนรู้

หลกั สูตรกลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รุจิรวงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

รายวิชาเพ่ิมเติมวิชา เคมี 5

รหัสวชิ า ว33222 กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
เวลา 60 ชว่ั โมง
จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2

อัตราสว่ นคะแนนระหวา่ งเรียน : กลางภาค : ปลายภาค = 70 : 20 : 10

ท่ี ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
1 พอลเิ มอร์ เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

1. ระบุประเภท - พอลเิ มอรเ์ ป็นสารทม่ี ี 44 3 - 7
ของปฏิกริ ยิ าการ โมเลกุลขนาดใหญ่ ซง่ึ
เกิดพอลิเมอร์จาก ประกอบดว้ ยหน่วยยอ่ ยที่
โครงสร้างของ เรียกว่า มอนอเมอร์

หลกั สูตรกล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจินตร์ จุ ิรวงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรุง พทุ ธศักราช 2564)

ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
เรียน ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

มอนอเมอรห์ รอื เชื่อมตอ่ กนั ดว้ ยพนั ธะโคเว

พอลิเมอร์ เลนต์ โดยมีทงั้ พอลิเม

อรธ์ รรมชาตแิ ละพอลิเมอร์

สงั เคราะห์ ปฏิกริ ิยาการเกิด

พอลเิ มอร์ อาจเป็นปฏิกิริยา

แบบควบแนน่ หรือปฏิกิริยา

แบบเตมิ ข้นึ อยู่กับหมู่

ฟังกช์ นั และโครงสร้างของ

มอนอเมอร์

2. วเิ คราะห์ และ - พอลิเมอรม์ ีโครงสรา้ ง 4 4 4 - 8

อธิบาย ตา่ งกันอาจเป็นโครงสรา้ ง

ความสมั พันธ์ แบบเส้น แบบกง่ิ หรอื แบบ

ระหว่างโครงสรา้ ง ร่างแห ข้นึ อยู่กับชนดิ ของ

และสมบัตขิ อง มอนอเมอร์และภาวะของ

พอลิเมอร์ รวมทงั้ ปฏิกริ ิยาการเกดิ พอลิเมอร์

การนำไปใช้ ซึ่งโครงสรา้ งของพอลเิ มอร์

ประโยชน์ ส่งผลตอ่ จุดหลอมเหลว

ความหนาแนน่ ความเปราะ

ความเหนยี ว ความยืดหยุ่น

จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้

ได้อย่างหลากหลาย

3. ทดสอบ และ - พอลิเมอร์ทีใ่ ห้ความรอ้ น 2 8 6 - 14

ระบปุ ระเภทของ แลว้ สามารถนำกลบั มา ขน้ึ

พลาสติกและ รปู ใหม่ได้ เรียกวา่ พอลเิ มอร์

ผลิตภัณฑย์ าง เทอรม์ อพลาสติก ส่วนใหญม่ ี

รวมท้งั การ โครงสร้างแบบเส้นและแบบ

นำไปใช้ประโยชน์ กงิ่ ส่วนพอลเิ มอรท์ ่ีใหค้ วาม

รอ้ นแลว้ ไม่อ่อนตวั จึงไม่

สามารถนำกลับมาขึ้นรปู ใหม่

ได้ เรยี กวา่ พอลิเมอรเ์ ทอร์

มอเซต มโี ครงสร้างแบบ

ร่างแห พลาสติกมที ้ังที่เป็น

พอลเิ มอรเ์ ทอรม์ อพลาสติก

และพอลิเมอร์เทอร์มอเซต

ผลติ ภัณฑ์ยางเป็นพอลเิ มอร์

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมงิ วิทยาคม “จงจินต์รจุ ิรวงศอ์ ุปถัมภ์” (ปรับปรุง พุทธศักราช 2564)

ที่ ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมินผล รวม
เรยี น ภาค
2 เคมีกับการ กลาง ปลาย
แก้ปญั หา ภาค ภาค

เทอรม์ อเซต ซงึ่ ทำให้มีสมบตั ิ

และการนำไปใชป้ ระโยชน์

ต่างกนั

4. อธบิ ายผลของ - การปรบั เปล่ียนโครงสร้าง 6 4 3 - 7

การปรบั เปลย่ี น หรือการสงั เคราะห์ พอลิ

โครงสร้าง และ เมอร์ เช่น วลั คาไนเซชนั

การสงั เคราะห์พอ การสงั เคราะห์ โคพอลเิ มอร์

ลิเมอร์ท่ีมีต่อ การสังเคราะห์พอลิเมอรน์ ำ

สมบัติของ พอลิ ไฟฟา้ เปน็ การปรับปรุง

เมอร์ คุณภาพของพอลเิ มอร์

เพื่อใหไ้ ดผ้ ลิตภัณฑ์ที่

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

อย่างเหมาะสมและ

หลากหลายมากขึน้

5. สบื คน้ ขอ้ มลู - การใช้และการกำจดั 44 2 - 6

และนำเสนอ ผลติ ภัณฑ์พอลเิ มอร์ อาจ

ตวั อยา่ ง สง่ ผลกระทบต่อสิง่ มชี วี ติ

ผลกระทบจากการ และสิง่ แวดลอ้ ม จงึ ควร

ใชแ้ ละการกำจัด ตระหนักถึงผลกระทบที่

ผลติ ภัณฑ์พอลิ เกิดข้ึน และแนวทางแกไ้ ข

เมอร์และแนว

ทางแก้ไข

6. กำหนดปัญหา - สถานการณ์บาง 10 6 2 1 9

และนำเสนอแนว สถานการณ์ในชวี ิตประจำวนั

ทางการแกป้ ัญหา การประกอบอาชพี หรือ

โดยใช้ความรทู้ าง อตุ สาหกรรม สามารถนำ

เคมจี าก ความรูท้ างเคมีไปใช้

สถานการณ์ที่ ประโยชนห์ รือแก้ปัญหาได้

เกดิ ข้ึนใน

ชวี ิตประจำวัน

การประกอบ

อาชีพ หรือ

อุตสาหกรรม

7. แสดงหลักฐาน การศกึ ษาและการแกป้ ญั หา 18 20 - 6 26

ถงึ การบรู ณาการ ในสถานการณ์ หรอื ประเด็น

หลักสตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมงิ วิทยาคม “จงจนิ ต์รจุ ริ วงศ์อุปถัมภ์” (ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2564)

ท่ี ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา ระหว่าง การประเมนิ ผล รวม
เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

ความรูท้ างเคมี ท่ีสนใจทำได้โดยการบูรณา

รว่ มกับสาขาวชิ า การความรู้ ทางเคมีรว่ มกับ

อ่นื รวมท้ังทักษะ วิทยาศาสตรแ์ ขนงอน่ื

กระบวนการทาง รวมทัง้ คณติ ศาสตร์

วิทยาศาสตร์หรือ เทคโนโลยี และทักษะ

กระบวนการ กระบวนการ ทาง

ออกแบบเชงิ วิทยาศาสตรห์ รอื

วศิ วกรรม โดยเนน้ กระบวนการออกแบบเชงิ

การคิดวเิ คราะห์ วศิ วกรรม โดยเนน้ การคดิ

การแกป้ ัญหาและ วิเคราะห์ แกป้ ัญหาและ

ความคิด ความคิดสร้างสรรค์

สรา้ งสรรค์ เพอ่ื

แก้ปัญหาใน

สถานการณห์ รือ

ประเด็นที่สนใจ

8. นำเสนอผลงาน - การนำเสนองานหรือแสดง 9 12 - 3 15

หรือช้นิ งานทไี่ ด้ ผลงาน เป็นการเปดิ โอกาส

จากการแก้ปญั หา ให้ผมู้ สี ว่ นรว่ มได้แลกเปลีย่ น

ในสถานการณ์ แนวคดิ ผลงาน รวมท้ังเพิ่ม

หรอื ประเดน็ ท่ี โอกาสในการพฒั นางาน โดย

สนใจโดยใช้ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็

เทคโนโลยี เครื่องมอื ประกอบการ

สารสนเทศ นำเสนอ ซ่ึงจะทำให้การ

สือ่ สารมปี ระสิทธิภาพมาก

ขึน้

9. แสดงหลกั ฐาน - การสัมมนา การประชมุ 3 8 - - 8

การเข้าร่วมการ วชิ าการ หรอื การรว่ ม

สัมมนา การเข้า แสดงผลงาน ส่งิ ประดิษฐใ์ น

รว่ มประชมุ งานนทิ รรศการ เปน็ การเปิด

วิชาการ หรือการ โอกาสให้ผูม้ ีส่วนรว่ มได้

แสดงผลงาน แลกเปลีย่ นความคิด แสดง

สงิ่ ประดิษฐใ์ นงาน ทศั นคตติ ่อกรณศี ึกษา

นทิ รรศการ สถานการณ์ หรือประเด็น

สำคญั ทางเคมี ซ่งึ ช่วย

สง่ เสริมใหพ้ ฒั นา

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรยี นเขาสมิงวทิ ยาคม “จงจนิ ตร์ จุ ริ วงศ์อปุ ถัมภ์” (ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2564)

ที่ ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา ระหวา่ ง การประเมินผล รวม
รวม เรยี น ภาค
กลาง ปลาย
ภาค ภาค

กระบวนการคดิ ทักษะการ

สื่อสาร ทักษะการใช้

เทคโนโลยี เพื่อการคน้ ควา้

และการสื่อสาร ซึง่ สามารถ

ทำไดห้ ลายระดับ โดยอาจ

เปน็ ระดับชั้นเรยี น โรงเรยี น

กลุ่มโรงเรยี น ชมุ ชน

ระดับชาติ หรือนานาชาติ

60 60 20 20 100

หลกั สูตรกล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รจุ ริ วงศอ์ ปุ ถัมภ์” (ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2564)


Click to View FlipBook Version