การศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตวั เอง ( Independent Study) : IS
เรื่อง การศึกษาปัญหาและผลกระทบการท่ีเด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชนั้ เรยี น
เดก็ หญิงณฏั ฐธดิ า มีสุข เลขท่ี 27
นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/1
เสนอ
นางสาวนรสิ า บุญญาธิการ
ครทู ่ปี รึกษา
รายงานนี้เป็นส่วนหนงึ่ ของรายวิชาการส่ือสารและการนำเสนอ ( IS22201 )
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนเบญจมราชทู ิศ
สำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษานครศรธี รรมราช
หนา้ อนุมัติ
ชือ่ เรื่อง การศกึ ษาปัญหาและผลกระทบการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชนั้ เรียน
ผู้ศึกษาคน้ คว้า ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2/1
เด็กหญงิ ณฏั ฐธิดา มสี ขุ เลขที่ 27
รายงานน้ีได้รับการพจิ ารณาอนมุ ัติให้เป็นส่วนหนง่ึ ของรายวิชาการสอ่ื สารและการนำเสนอ (IS22201)
โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ
ปีการศึกษา 2564
……………………………………………… ครทู ่ีปรึกษา
( นางสาวนรสิ า บุญญาธกิ าร )
วนั ที่ 30 กนั ยายน 2564
ก
ช่ือเร่อื ง การศึกษาปญั หาและผลกระทบการทีเ่ ด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเหน็ ในชั้นเรียน
ผู้ศกึ ษา ด.ญ.ณัฏฐธดิ า มีสุข ชนั้ ม.2/1 เลขที่ 27
ครทู ่ีปรกึ ษา นางสาวนรสิ า บญุ ญาธิการ
ระดับการศึกษา นกั เรยี นระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ
รายวิชา การสอื่ สารและการนำเสนอ ( IS22201 )
ปีการศกึ ษา 2564
บทคดั ย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสาเหตุที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน
และเพื่อศึกษาผลกระทบของการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ระดับชั้น ม.2 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบ
เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม เรื่องปัญหาและผลกระทบการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความ
คิดเห็นในชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถติ ิ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม
เป็นเพศหญิงและเพศชายเท่ากันซึง่ มี เพศหญิงจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศชายจำนวน 12 คน
คิดเป็นร้อยละ 50 ซึ่งจบการศึกษาระดับประถมศึกษาจากกลุ่มโรงเรียนเอกชน จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ
33.3 และ จากกลุ่มโรงเรียนรัฐบาล จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 66.7 ปัญหาที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความ
คิดเห็นในชั้นเรียนมาจาก ครูที่มีพฤติกรรมชอบตำหนิหรือชอบดุ ส่งผลให้ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น มาก
ทีส่ ดุ ซึงมคี า่ เฉลีย่ 4.71 และผลกระทบผลกระทบของการท่เี ดก็ ไทยไม่กล้าแสดงความคดิ เห็นส่งผลให้ ชัน้ เรยี น
ทเี่ ปดิ ให้แสดงความคิดเหน็ น้อย ก็จะเกดิ ความรู้ในชน้ั เรียนนอ้ ย มากทสี่ ุด ซึงมคี า่ เฉลีย่ 3.79
ข
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความอนุเคราะห์จากบุคคลหลายท่าน ซึ่งไม่อาจ
นำมากล่าวได้ท้ังหมด ซง่ึ ผู้มพี ระคณุ ท่านแรกทค่ี ณะผู้ศึกษาใคร่ขอขอบพระคุณ คือ ครูนรสิ า บุญญาธกิ าร ครูผู้
ที่ได้ให้ความรู้คำแนะนำ ตรวจทาน และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆด้วยความเอาใจใส่ทุกขั้นตอน เพื่อให้การเขยี น
รายงานการศึกษาครง้ั นสี้ มบูรณ์ทส่ี ดุ คณะผู้ศึกษาใคร่ขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสนี้
นอกจากนี้ ขอขอบพระคุณนายภักดี เหมทานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ที่ได้
ส่งเสรมิ และพฒั นาแหล่งเรยี นรู้ในโรงเรียนท่เี อ้ือต่อการศึกษาค้นคว้า
ขอขอบพระคุณคุณครูโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ทุกสาขาวิชา ที่ได้ฝึกสอนได้ให้คำแนะนำในการ
จัดทำรายงานฉบับนี้ และขอขอบพระคุณบิดามารดา ผู้อยู่เบ้ืองหลังความสำเร็จ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ
สนบั สนนุ และให้กำลงั ใจตลอดมา
ณฏั ฐธิดา มีสขุ
( เดก็ หญิงณัฏฐธิดา มีสุข )
กนั ยายน 2564
สารบญั ค
บทคัดย่อ หน้า
กติ ตกิ รรมประกาศ
สารบัญ ก
สารบญั ตาราง ข
บทที่ 1 บทนำ ค
จ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1
วตั ถุประสงค์ของการศึกษา 1
ขอบเขตของการศึกษา 2
นิยามศัพท์เฉพาะ 2
ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ 2
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง
เอกสารท่ีเก่ียวข้อง 3
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง 3
บทท่ี 3 วธิ ีการดำเนินการศึกษา 7
กลุม่ ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง 9
เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการศึกษา 9
วธิ ดี ำเนนิ การศกึ ษา 9
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 10
การวิเคราะหข์ ้อมูล 12
บทท่ี 4 ผลการศึกษา 12
บทที่ 5 สรปุ อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ 15
สรปุ 19
อภิปราย 19
ข้อเสนอแนะ 20
บรรณานุกรม 21
22
ภาคผนวก ง
ภาคผนวก ก แบบสอบถามงานวิจัย
ภาคผนวก ข ผลการตอบแบบสอบถามงานวจิ ัย หนา้
ประวัติผวู้ ิจยั 24
25
29
32
สารบัญตาราง จ
ตารางที่ 4.1 จำนวนและร้อยละของข้อมูลทว่ั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม หนา้
ตารางที่ 4.2 ตารางผลการศึกษาแบบสำรวจ
15
16
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
ในปัจจุบันเด็กนักเรียนไทยหลายคนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน โดยส่วนใหญ่ท่ี
เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นแสดงออกในชั้นเรียน อาจจะเป็นเพราะปัญหาที่นโยบายไทยที่เน้นใ ห้เด็ก
ทอ่ งจำ ไมค่ อ่ ยที่จะให้เดก็ มีสว่ นร่วมในการแสดงความคดิ เห็น ในขณะที่ประเทศทีใ่ ห้ความสำคัญกับการศึกษา
ตัวอย่างเช่นประเทศฟินแลนด์ที่สอนให้ได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มมากขึ้น โดยให้เด็กเลือกหัวข้อที่สนใจและ
เกี่ยวข้องกับสิ่งท่เี รยี น เน้นให้เดก็ ออกความคิดเห็น เรียนแบบสบาย หรอื ประเทศสิงคโปร์ ทมี่ ีการวางนโยบาย
สอนเน้นการนำไปใช้ในชีวิตจริงและการแก้ไข้ปัญหา ก้าวข้ามในการสอนแบบท่องจำ ดังนั้น ปัญหาที่เด็กไทย
ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในช้นั เรยี นนับว่าเปน็ เรอื่ งที่ควรให้ความสำคัญและหาแนวป้องกันปญั หาทีเ่ กดิ ข้ึน
ในอนาคตถ้าเรายังปล่อยใหใ้ ห้รูปแบบการศึกษาเป็นแบบนี้อาจทำให้เกิดปญั หาในการศึกษาต่อเน่ือง
อันได้แก่ 1.ปัญหาการทำงานเป็นทีม จะเห็นได้ว่าเมื่อเด็กทำงานกันเป็นกลุ่ม เด็กที่จะแสดงความคิดเห็นใน
กลุ่มจะมีแค่หนึ่งถึงสองคน หรือทำให้เด็กไม่อยากทำงานเป็นกลุ่มด้วยซ้ำเพราะไม่อยากแสดงความคิดเห็น
2.ลักษณะของการเรียนการสอนแบบสอื่ สารทางเดียวคือลกั ษณะการสอนที่มักจะมีแค่ผ้สู อนท่ีถา่ ยทอดลงมายัง
เด็ก ทำให้เด็กไม่มีความสนใจในการเรียนการสอนเนื่องจากไม่การถกเถียงในชั้นเรียน และอาจจะเป็นเพราะ
ระบบอาวุโสที่เราถูกหล่อหลอมให้นักเรียนไม่ควรมีการถกเถียงกับครูผู้สอน และอาจจะเพราะว่าเด็กเกรงใจ
ครูผู้สอน 3. ไม่เกิดความรู้หรือแนวทางใหม่ในชั้นเรียน การที่เด็กกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนจะได้
ความรู้ใหม่อีกมากมาย เช่นถ้าวิชาคณิตศาสตร์ ครูคิดได้สอนเด็กแค่หนึ่งถึงสองวิธี แต่ถ้าครูเปิดให้เด็กแ สดง
ความคดิ เห็นในวธิ ีทเี่ ด็กคิด อาจจะพบวา่ คณิตศาสตรห์ น่ึงข้อ มวี ิธคี ดิ อีกหลายแบบ ซ่งึ จะเกิดแนวทางใหม่และ
สร้างบรรยากาศให้น่าเรียน เป็นต้น สุดท้ายการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นจะนำไปสู่ผลกระทบ
ทางดา้ นการศกึ ษาและการทำงานเม่ือเด็กโตข้ึนได้
จากข้อมูลข้างต้น ผู้วิจัยจงึ ต้องศึกษาเรื่องเดก็ ไทยไม่กล้าแสดงความคดิ เห็นในช้ันเรียนโดยเฉพาะ
ในระดับมัธยมศึกษา เพื่อศึกษาปัญหาที่เด็กไทยไมก่ ล้าแสดงความคิดเหน็ ในช้ันเรียนและเพื่อศึกษาผลกระทบ
ของการท่ีเดก็ ไทยไม่กล้าแสดงความคิดเหน็
2
วัตถุประสงคง์ านวจิ ัย
1.เพือ่ ศึกษาสาเหตทุ เี่ ด็กไทยไมก่ ลา้ แสดงความคิดเห็นในชนั้ เรยี น
2.เพอ่ื ศึกษาผลกระทบของการท่ีเด็กไทยไมก่ ล้าแสดงความคดิ เหน็ ในช้นั เรยี น
ขอบเขตของการศกึ ษา
1.ประชากร นักเรียนม.2 (โครงการปกต)ิ จำนวน 240 คน โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ ปีการศกึ ษา 2564
2.กลุม่ ตัวอยา่ ง นกั เรียนโรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ ปกี ารศึกษา 2564 หอ้ ง ม.2/1 เปน็ จำนวน 24 คน
3.ขอบเขตเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นเนื้อหาที่เลือกจากปัญหาที่พบในโรงเรียนคือปัญหาท่ี
เดก็ ไทยไมก่ ล้าแสดงความคดิ เหน็ ในชั้นเรียน
4.ขอบเขตของระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ดำเนินการภายในภาคเรียนที่ 1 ตั้งแต่
วนั ท่ี 1 มิถุนายน 2564 ถงึ 30 กันยายน 2564
คำนยิ มศพั ท์เฉพาะ
1.ไม่กล้า หมายถึง ความรู้สึกกลัวหรือแสดงอาการขลาดกลัวของนักเรียน ม.2 ที่กลัวการแสดงความ
คิดเหน็ ในช้ันเรียน
2.ความคิดเห็น หมายถึง การแสดงออกทางด้านความรู้สึก ความเชือ่ และการตัดสนิ ใจตอ่ สิ่งหนึง่ สิ่งใด
โดยอาศยั ความรู้ การรับรปู้ ระสบการณ์และสงิ่ แวดลอ้ มของนักเรยี น ม.2
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้ทราบถึงสาเหตุทเ่ี ด็กไทยไมก่ ลา้ แสดงความคิดเห็นในชัน้ เรยี น
2.ไดท้ ราบถึงผลกระทบและแนวทางแกไ้ ขปัญหาเพ่ือให้เด็กไทยกลา้ แสดงความคดิ เหน็ ในชน้ั เรียน
3
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ ง
การศึกษาเรื่องการสำรวจความคดิ เห็นเก่ยี วกับการไม่กล้าแสดงออกในช้ันเรยี นของนักเรยี นโรงเรยี น
เบญจมราชทู ศิ ผู้วิจยั ได้ศึกษารวบรวมเอกสารแนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยที่เก่ียวข้องดงั นี้
1.เอกสารเกยี่ วกบั พฤติกรรมการของเดก็ ไทย
1.1 ความหมายของพฤติกรรมของเด็กไทย
1.2 ประเภทของพฤตกิ รรมของเด็กไทย
2.เอกสารที่เกยี่ วข้องกบั การแสดงความคดิ เหน็
2.1 ความหมายของการแสดงความคดิ เห็น
2.2 ความสำคญั ของการแสดงความคิดเห็น
3.งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้อง
1.เอกสารเกยี่ วกับพฤติกรรมของเด็กไทย
1.1 ความหมายของพฤติกรรมของเด็กไทย
ปกิจ พรหมายน ( 2531 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวว่าพฤติกรรม หมายถึง การกระทำหรือการ
ตอบสนองของมนุษย์ต่อสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด หรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ โดยการกระทำน้ันเป็นไปโดยมี
จุดหมาย และเป็นไปอย่างใคร่ครวญแล้ว หรือเป็นไปอย่างไม่รู้สึกตวั และไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือบุคคลอื่นสามารถ
สงั เกตการณ์กระทำน้ันไดห้ รอื ไม่กต็ าม
ปรีชา วิหค ( 2532 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวว่าพฤติกรรม หมายถึง การกระทำทุกอย่างของมนุษย์
กระทำโดยรู้ตัวก็ตาม ไม่ว่าคนอื่นจะสังเกตการณ์กระทำนั้นได้หรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าการกระทำนั้นจะพึง
ประสงค์หรือไม่พึงประสงค์ก็ตาม ดังนั้น การเดิน การคิด การตัดสินใจ การปฏิบัติตามหน้าที่ การละทิ้งหน้าที่
เป็นพฤตกิ รรมท้ังสนิ้
สุดาวรรณ ขันธมิตร ( 2538 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวว่าพฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาหรือการ
แสดงออกของบุคคลต่อสิ่งเร้า ซึ่งอาจจะเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว หรือมีการตรึงตรองมาอย่างดีแล้ว โดยมีความรู้
4
ความเข้าใจ และการปฏิบัติเป็นตัวก่อให้แสดงออกมาโดยที่บุคคลอื่นๆที่อยู่รอบๆจะสังเกตการณ์กระนั้นได้
หรือไม่ก็ตาม ซง่ึ สามารถใช้เครือ่ งมือทดสอบวดั ได้
จากการศึกษาความหมายของพฤติกรรมของเด็กไทย ผู้วิจัยสรุปได้ว่าพฤติกรรม หมายถึง การ
กระทำหรอื การตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยท่เี ราอาจจะรสู้ ึกตัวหรือไม่ โดยทก่ี ารกระทำนั้นเป็นไปอย่างมีจุดหมาย
มีความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติเป็นตัวก่อให้แสดงออกมาโดยที่สิ่งมีชีวิตหรือบุคคลอื่นสามารถ
สงั เกตการณก์ ระทำนน้ั ไดห้ รือไม่ก็ตาม
1.2 ประเภทของพฤติกรรมของเด็กไทย
สุชา จันทร์เอม ( 2539 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวว่าพฤติกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) พฤติกรรมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หมายถึง พฤติกรรมที่อินทรีย์ทำได้เอง โดยที่อินทรีย์มิได้มีโอกาสเรียนรู้มา
ก่อนเลย พฤติกรรมตดิ ตัวมาตงั้ แต่กำเนดิ อาจเกิดข้นึ นาน หลังจากกำเนิดอนิ ทรียก์ ็ได้ เพราะฉะนน้ั บางทีจึงเป็น
ที่สงสัยว่าอาจไม่ใช่เป็นพฤติกรรมติดตัวมาแต่กำเนิด อย่างไรก็ดี พฤติกรรมติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดได้เกิดข้ึน
หลังจากที่อินทรีย์เกิดขึ้นแล้วนานๆมักหลีกหนีประสิทธิผลการเรียนรู้ไม่ได้ 2) พฤติกรรมที่เป็นผลของการ
เรียนรู้ หมายถงึ พฤตกิ รรมทอ่ี ินทรยี ์ทำข้นึ หลังจากท่ีได้เรียนรู้ หรือเลียนแบบจากบคุ คลอ่ืนในสงั คม พฤติกรรม
ประเภทนี้อาจเรียกอกี อยา่ งหน่งึ วา่ พฤตกิ รรมทางสังคม
ปรียาพร วงศ์บุตรโรจน์ ( 2521 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวว่าพฤติกรรมแบ่งออกมา 2 ประเภท คือ
1) พฤติกรรมภายใน หรือ พฤติกรรมปกปิด หมายถึงการกระทำกิจกรรมที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล ซึ่งสมองจะทำ
หน้าที่รวบรวมและสั่งการ มีทั้งเป็นรูปธรรม ได้แก่ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม ซึ่งมีอยู่ใน
สมองของคนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ 2) พฤติกรรมภายนอก หรือพฤติกรรมเปิดเผย คือปฏิกิริยาของบุคคล
หรอื กจิ กรรมของบุคคลท่ีปรากฏออกมาใหบ้ ุคคลอ่นื เห็นได้ ทั้งทางวาจา การกระทำ ท่าทางต่างๆ เช่น การพูด
การหัวเราะ การกินอาหาร การรักษาความสะอาด การปลูกต้นไม้ พฤติกรรมภายนอกเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด
ของมนษุ ย์
จิราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์ ( 2556 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวว่าพฤติกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) พฤติกรรมนอก คือการกระทำหรือปฏิกิริยาทางร่างกายที่ทั้งเจ้าตัวและบุคคลอื่นสามารถสังเกตผ่านอวัยะ
รบั สัมผสั /ประสาทสัมผัส(ตา หู จมูก ล้ิน หรือผวิ หนัง)หรือใช้เคร่ืองทางวทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยสงั เกตซึง่ มีความหมาย
สอดคล้องกับคำว่า”พฤติกรรม”ของนิยาม ณ ปัจจุบัน 2) พฤติกรรมภายใน คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นในตัว
บุคคล โดยรู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม เป็นกระบวนการที่ไม่สามารถสังเกตได้และไม่สามารถใช้เครื่องมือวัดได้
โดยตรง หากเจา้ ของพฤติกรรมไม่บอก (บอกกลา่ ว เขยี น หรือแสดงท่าทาง) ไดแ้ ก่ ความคิด อารมณ์ความรู้สึก
5
ความจำ การรับรู้ ความฝัน รวมถึงการสัมผัสต่างๆ เช่น การได้ยิน การได้กลิ่น ความรู้สึกทางผิวหนัง เป็นต้น
ท้ังนพ้ี ฤตกิ รรมภายในมีความหมายสอดคล้องกับคำว่า”กระบวนการทางจติ ใจ/จิตลกั ษณะ”
จากการศึกษาประเภทของพฤติกรรม ผวู้ จิ ัยสรปุ ได้ว่า ประเภทของพฤตกิ รรมจะมอี ยู่ 2 กลมุ่ กลุ่ม
แรก คือประเภทพฤติกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากการเรียนรู้ กลุ่มที่สอง คือ
ประเภทพฤติกรรมภายนอกและภายใน
2.เอกสารเก่ยี วขอ้ งกบั การแสดงความคดิ เห็น
2.1 ความหมายของการแสดงความคดิ เหน็
ศรีสมบูรณ์ แย้มกมล ( 2538 : ออนไลน์ ) กล่าวว่าการแสดงความคิดเห็น หมายถึง การ
แสดงออกทางความรู้สึกหรือความเชื่อมั่นต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากการ
ประเมินผล สิ่งนั้น หรือเหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นเป็นพื้นฐานการแสดงออก ซึ่งอาจจะถูกต้อง
หรือไม่ก็ได้ อาจจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธจากคนอื่นก็ได้ ความคิดเห็นนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเวลา การแสดงความคิดเหน็ อาจจะทำดว้ ยคำพูดหรือการเขียนก็ได้
สุพัตรา สุภาพ ( 2545 : ออนไลน์ ) กล่าวว่าการแสดงความคิดเห็น หมายถึง การแสดงออกของ
บุคคลหรือกลุ่มคนที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะการพูดหรือเขียน ซึ่งในการแสดงออกนี้จะต้องอาศัยความรู้
ประสบการณ์ และพฤตกิ รรมระหว่างบุคคล กอ่ นทจ่ี ะมีการตัดสนิ ใจแสดงออก ซง่ึ การแสดงออกน้ีจะได้รับการ
ยอมรบั หรือปฏเิ สธจากผ้อู ่ืนได้
สุโธ เจริญสุข ( 2525 : ออนไลน์ ) กล่าวว่าการแสดงความคิดเห็น หมายถึง สภาพความรู้สึก
ทางด้านจิตใจที่เกิดปรากฎการณ์และการเรียนรู้ของบุคคล อันเป็นผลให้บุคคลมีความคิดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน
ลักษณะทีช่ อบ หรอื ไมช่ อบ และเฉยๆ
จากการศึกษาความหมายของการแสดงความคิดเห็น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การแสดความคิดเห็น
หมายถึง การแสดงออกของบุคคลหรือกลุ่มคนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิด
จากการประเมิน เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และพฤติกรรมระหว่าง
บุคคล ซ่งึ อาจจะถกู ต้องหรือไม่ก็ได้และอาจจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธจากคนอื่นก็ได้ ทั้งนก้ี ารแสดงความ
คดิ เหน็ อาจจะทำด้วยคำพูดหรอื เขยี นก็ได้
6
2.2 ความสำคัญของการแสดงความคดิ เห็น
จติ รจำนง สภุ าพ ( 2544 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวถึงความสำคญั ของการแสดงความคดิ เห็นว่า ความ
คิดเห็นมีอิทธิพลครอบงำและมีบทบาทกำหนดวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์เป็นอย่างมาก สามารถพัฒนาชีวิต
สังคม หรือมนุษย์ชาติทั้งหมดไปสู่ความเจริญงอกงามหลุดพ้น หรือนำไปสู่ความเสื่อม ความพินาศก็ได้ดังจะ
มองเห็นในชีวิตของบุคคล ทฐิ ิ (ความเห็น) เปน็ ตัวชกั จูง และกำหนดวิถชี วี ติ ทง้ั ในดา้ นรับเข้าและด้านแสดงออก
กล่าวคือ จะมองเห็นโลกและชีวิตเป็นอย่างไร และจะปฏิบัติต่อโลกและชีวิตนั้นอย่างไร เริ่มตั้งแต่การแปล
ความหมายของประสบการณ์ท่ีรบั เข้ามาใหม่อย่างไร จะตคี า่ จะตัดสินวนิ ิจฉยั อย่างไร จะหันไปหาหรือเลือกรับ
สิ่งใด ส่วนใด ในแง่ใด จะเห็นด้วยหรือไม่ จะอยู่ฝ่ายใด และชักนำแนวความคิด การพูด การกระทำ ที่จะ
สนองตอบได้ แสดงปฏิกิริยาออกไปเองว่าจะเอาอย่างไรพูดหรือทำอย่างไรกับบุคคล สิ่งของ สภาพแวดล้อม
หรอื สถานการณ์น้ันๆ พรอ้ มท้ังสร้างเหตผุ ลประกอบสำหรบั ที่จะพดู จะทำเช่นนนั้
เฟลดแมน ( 1971 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการแสดงความคิดเห็นว่า เป็นการ
สำรวจความคิดเหน็ เป็นการศกึ ษาความร้สู ึกของบุคคล กลมุ่ คนที่มีต่อส่ิงหนึ่ง แตล่ ะคนจะแสดงความเช่ือ และ
ความรู้สึกใดๆ ออกมาโดยการพูด การเขียน เป็นต้น การสำรวจความคิดเห็น จะเป็นประโยชน์ต่อการวาง
นโยบายต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงระบบงาน รวมทั้งในการฝึกหัดการทำงานด้วย
เพราะจะทำให้การดำเนินการตา่ ง ๆ เปน็ ไปด้วยความเรียบร้อยตามความพอใจของผ้รู ่วมงาน
เบสท์ ( 1977 : ออนไลน์ ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการแสดงความคิดเห็นได้ว่า ในการศึกษา
ถึงความคิดเห็นต่างๆส่วนมากมักจะใช้วิธีแบบวิจัยตลาด ได้แก่ การสอบถาม ซักถาม บันทึก และรวมไว้เป็น
ข้อมูล ซึ่ง เบสท์ ได้เสนอแนะว่า "วิธีง่ายที่สุดในการที่จะบอกถึงความคิดเห็นจะออกมาในลักษณะเช่นไร และ
จะได้สามารถทำตามข้อคิดเห็นนั้นได้ หรือในการวางนโยบายใดๆ ก็ตาม ความคิดเห็นที่วัดออกมาได้จะทำให้
ผบู้ รหิ ารเห็นควรหรอื ในอันทีจ่ ะดำเนนิ นโยบายหรือล้มเลิกไป"
จากการศึกษาความสำคัญของได้แสดงความคิดเห็น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความสำคัญของการแสดง
ความคิดเห็น คือ ความคิดเห็นเป็นการศึกษาความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ใดเหตุการณ์
หนึ่ง ซึ่งแต่ละบุคคลจะแสดงออกความเชื่อและความรู้สึกใดๆ ออกมาโดยการพูดหรือการเขียน เป็นต้น และ
การสำรวจความคิดเห็นจะเปน็ ประโยชน์ในการกำหนดแบบแผนการวางนโยบายตา่ ง ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบาย
หรือล้มเลิกนโยบาย เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นและรวบรวมไว้
เป็นข้อมูล
7
3.งานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้อง
กิตพิ ร โชประการ (2553) ได้วิจัยเรื่องความคิดเห็นต่อที่มีการจัดการเรยี นรสู้ าระพลศึกษา การวิจัย
น้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการเรียนการสอนรายวิชาศิลปะการ
ดำเนนิ ชวี ติ และ 2) ไดแ้ นวทางการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนรายวชิ าดงั กล่าว โดยใช้แบบสอบถามและ
การสัมภาษณ์ประเมินความคิดเห็นของนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาศลิ ปะการดำเนินชีวิต ในภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2553 จำนวนทั้งสิ้น 18 คน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความเห็นว่าเนื้อหาของทุกหัวข้อมี
ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในระดับมากที่สุด กิจกรรมการเรียนการสอนที่นักศึกษาพอใจมากที่สุด คือ
การได้ทำกิจกรรม นอกสถานที่ โดยชอบเรียนจากสื่อประเภท DVD มากที่สุด นักศึกษามากกว่าร้อยละ 85
เห็นด้วย กับรูปแบบและวิธีการวัดและเกณฑ์ประเมินผล โดยที่ การทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี ให้ความเป็น
กนั เอง และการใชภ้ าษาท่เี ข้าใจง่าย พรอ้ มการยกตัวอย่างประกอบเนื้อหาของผ้สู อนมีส่วนช่วยดึงดูดให้ผู้เรียน
สนใจการเรียนมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้เรียนส่วนใหญ่เข้าเรียนสม่ำเสมอ และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็น
อย่างดี แต่จะต้องปรับปรุงตนเองในเรื่องการเข้าชั้นเรยี นให้ตรงเวลา กล้าแสดงความคิดเห็นหรือมีความสงสัย
และตง้ั คำถามให้มากย่ิงขึ้น ส่วนการไดร้ ับความรู้ ความเข้าใจในเนอ้ื หาทุกหัวขอ้ อยูใ่ นระดับมาก โดยสามลำดับ
แรกของเนื้อหาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ ความเข้าใจในชีวิต บทบาทหน้าที่ใน
ครอบครัวและความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ดังนั้น การเรียนการสอนที่เน้นให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ดว้ ยการ
ทำกิจกรรมที่หลากหลาย โดยผู้สอนทำหน้าที่จัดหาสื่อการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมให้การเรียนการสอน
ดำเนนิ ไปด้วยดี พรอ้ มกระต้นุ ใหเ้ กิดบรรยากาศที่ตงึ ดูดให้เกิดความน่าสนใจ คือแนวทางการพัฒนากระบนการ
เรียนการสอนที่จสามารถเสริมสร้างคุณลักษณะของบัณฑิตพึงประสงค์ตามปรัชญาของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป
ได้
วรทั ยา พรหมสนุ ทร (2555) ได้วจิ ัยเรื่องความคดิ เห็นของเดก็ และเยาวชนต่อความสําคัญของปัญหา
สังคม การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนต่อ
ความสำคัญของปัญหาสังคม 2) เพ่อื ศกึ ษาปจั จยั ที่มผี ลต่อความคิดเหน็ ของเด็กและเยาวชนต่อความสำคัญของ
ปัญหาสังคม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่เด็กและเขาวชนชั้นมัธยมศึกษาตอนดันที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัด
สงขลา ซึง่ มอี ำเภออยูท่ งั้ หมด 16 อำเภอ เพ่ือให้ได้ตัวอยา่ งครอบคลุม จงึ ได้กำหนดการเกบ็ ตวั อยา่ งจากอำเภอ
ๆ ละ 25 คน รวมทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ คำเฉล่ีย
ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน -test และ F -test
วสิริณัฏฐ์ สดประเสริฐ (2558)ได้วิจัยเรื่องการรับรู้และพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็น เพื่อ
ศึกษาพฤตกิ รรมการแสดงความคดิ เหน็ หลงั การชมละครโทรทัศน์การรับรู้และพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็น
8
หลังชมละครโทรทัศน์ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภท เฟสบุ๊ค ซึ่งการศึกษาวิจัยครั้งนี้แนวคิดและ
ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรอบในการศึกษาวิเคราะห์ได้แก่ ทฤษฎีการเปิดรับข่าวสาร ทฤษฎีเกี่ยวกับ
พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารแนวคิดเรื่องทัศนคติทฤษฎีการสื่อสารที่มีผลต่อผู้รับสารในยุคต่างๆ แนวคิด
Active Receiver ทฤษฏีเฟสบุ๊คกับผู้รับสาร และผลงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการรับรู้และพฤติกรรมการแสดง
ความคิดเห็นหลังชมละครโทรทัศน์ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประเภท เฟสบุ๊ค โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง
ปริมาณในรูปแบบของการวิจัยเชิงสำรวจ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่ม
ตัวอย่างควบคู่ไปกับระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพได้แก่การสนทนากลุ่มเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความชัดเจนทัง้
ในเชงิ สถติ แิ ละมีความละเอียดลึกซ้ึงในการถ่ายทอดเชิงพรรณนา ในสว่ นปริมาณได้เก็บข้อมลู จากกลุ่มตัวอย่าง
จำนวน 400 คนทั้งเพศชายและหญิง อายุระหว่าง 25-31 ปี ผลการศึกษาด้านสถิติพบว่าเพศ อายุ อาชีพ
รายได้ต่อเดือน สถานภาพการพักอาศัยและอุปนิสัยส่วนตัวมีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นหลังจากการชม
ละครโทรทัศน์ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทเฟสบุ๊ค ส่วนตัวแปรระดับของการศึกษาไม่มีความสำคัญ
ตอ่ การแสดงความคิดเห็นของกลุ่มผ้ชู มละครเน่ืองจากความคิดเหน็ ที่เกิดขน้ึ เป็นความคิดเหน็ ส่วนบุคคลซึ่งไม่มี
จำเปน็ ตอ้ งใช้ความร้หู รอื ระดับการศกึ ษามาเป็นเกณฑ์ตัดสิน
9
บทท่ี 3
วิธดี ำเนนิ การศึกษา
ในการศึกษาคร้งั นี้ ผศู้ ึกษาได้ทำการศึกษาเรื่องปัญหาท่เี ด็กไทยไมก่ ล้าแสดงความคิดเห็นในช้นั เรยี น
และผลกระทบของการทเ่ี ดก็ ไทยไม่กล้าแสดงความคดิ เหน็ ซ่ึงมีวิธีการดังนี้
1. กลุ่มเปา้ หมาย (ประชากร/กลมุ่ ตวั อยา่ ง)
2. เครอ่ื งมือที่ใช้ในการศึกษา
3. วิธีดำเนนิ การศกึ ษา
4. การวเิ คราะห์ข้อมูล
5. สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
1. กลมุ่ เป้าหมาย (ประชากร/กลมุ่ ตวั อยา่ ง)
ประชากร คือ นกั เรียนม.2(โครงการปกติ) จำนวน 240 คน โรงเรียนเบญจมราชูทศิ ปกี ารศกึ ษา
2564
กลุม่ ตัวอยา่ ง คือ นักเรียนโรงเรยี นเบญจมราชทู ิศ ปีการศึกษา 2564 ห้องม.2/1 เป็นจำนวน 24 คน
ไดจ้ ากการสมุ่ แบบเจาะจง
2. เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการศึกษา
2.1 แบบสอบถามเร่ือง การที่เด็กไม่กล้าแสดงความคดิ เห็นในช้ันเรยี น จำนวน 24 ฉบับ
ดงั ตารางที่ 1 ตารางตัวอย่างแบบสอบถาม (เขยี นแบบฟอรม์ ของแบบสอบถามทีต่ วั เองทำ)
ตอนที่ 1 ข้อมูลท่ัวไป
คำชี้แจง : ให้ทา่ นตอบข้อมูลตามความเป็นจริง
เพศ
.............. หญงิ .............. ชาย ………….. ไมต่ ้องการระบุ
จบการศึกษาระดับประถมจากกลุ่มโรงเรียนประเภทใด
............ เอกชน
............ รฐั บาล
10
ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคดิ เห็นเรอ่ื งการท่เี ด็กไมก่ ล้าแสดงความคดิ เหน็ ในชั้นเรยี น
ขอ้ รายการ เห็นดว้ ย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย ไม่เหน็ ไม่เหน็ ดว้ ย
อย่างยง่ิ มาก ดว้ ย อย่างยิ่ง
1. ท่านคิดว่านโยบายของกระทรวง
การศกึ ษามีผลต่อการทีเ่ ดก็ ไม่กลา้
แสดงความคดิ เหน็ ในช้นั เรียน
2. ทา่ นคิดว่าการมเี พ่ือนท่ีกล้าแสดง
ความคดิ เห็นจำทำให้ทา่ นกล้า
แสดงความคดิ เห็นในชัน้ เรยี น
3. คะแนนในการตอบคำถามในชั้น
เรียนมผี ลตอ่ การแสดงความ
คิดเหน็
4. ครูทใ่ี จดหี รอื เป็นกนั เอง ส่งผลให้
ทา่ นกล้าแสดงความคิดเห็นในชั้น
เรยี น
5. ครทู ี่มีพฤติกรรมชอบตำหนหิ รือ
ชอบดุ ส่งผลให้ทา่ นไม่กล้าแสดง
คามคิดเหน็
6. รูปแบบการสอนที่ถามตอบกระตุน้
ให้ผ้เู รียนตอ้ งตอบคำถามของครู
สง่ ผลให้ทา่ นกลา้ แสดงความ
คดิ เหน็
7. ท่านคดิ วา่ พน้ื ฐานครอบครัวมีผล
ตอ่ การแสดงความคดิ เหน็
การท่เี ด็กไม่กลา้ แสดงความ
คดิ เห็นเปน็ เพราะกลวั ท่จี ะตอบผิด
8. แลว้ โดนตำหนิ
9. การทเ่ี ด็กไม่กล้าแสดงความ
คิดเห็นเปน็ เพราะขาดความกังวล
11
ข้อ รายการ เหน็ ด้วย เห็นดว้ ย เห็นด้วย ไม่เหน็ ไม่เห็นด้วย
มาก ดว้ ย อย่างยิ่ง
อยา่ งยิง่
10. การท่เี ด็กไม่กลา้ แสดงความ
คดิ เห็นเป็นเพราะขาดความมั่นใจ
ในตนเอง
11. ถา้ ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
ส่งผลใหก้ ารเรยี นไม่ดี
12. พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออกในชนั้
เรยี นอาจจะส่งผลใหต้ ิดเปน็
พฤติกรรมในวยั ทำงาน
13. การทไ่ี มก่ ลา้ แสดงความคดิ เห็นทำ
ให้ท่านพลาดโอกาสต่างๆ
14. การที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นทำ
ใหท้ ่านพลาดการเปน็ ตวั ของ
ตัวเอง
15. ชั้นเรียนท่ีเปดิ ให้แสดงความ
คดิ เห็นนอ้ ย กจ็ ะเกดิ ความรใู้ นชนั้
เรียนนอ้ ย
ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. วธิ ดี ำเนินการศกึ ษา
1. ศึกษาปญั หางานวิจัย การท่เี ดก็ ไทยไม่กลา้ แสดงออกในช้ันเรยี นซ่ึงส่งผลตอ่ พฤตกิ รรมการเรียนของ
เด็กและการศึกษามิติต่างๆ อีกทั้งผลกระทบจากพฤติกรรมทีเ่ ดก็ ไทยไมก่ ล้าแสดงความคิดเห็น
2. กำหนดหวั ขอ้ งานวิจยั ว่า การทเ่ี ด็กไทยไม่กลา้ แสดงความคิดเหน็ ในช้ันเรียน
3. กำหนดวตั ถปุ ระสงค์ ขอบเขตของงานวิจยั
4. ศึกษาและเกบ็ รวบรวมข้อมลู เอกสารที่เกย่ี วข้อง โดยศกึ ษาเอกสารดงั น้ี
4.1.เอกสารเกีย่ วกับพฤตกิ รรมของเดก็ ไทย ผูว้ ิจัยศกึ ษาและเก็บรวบรวมข้อมลู ดงั นี้
ความหมายของพฤติกรรมเด็กไทย เขยี นโดย ปกิจ พรหมายน จาก
http://cuir.car.chula.ac.th
12
ประเภทของพฤติกรรมเดก็ ไทย เขยี นโดย สุชา จนั ทร์เอม และปรียาพร วงศอ์ นุตร
โรจ จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th
4.2เอกสารทีเ่ กี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็น ผวู้ จิ ยั ศกึ ษาและเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดงั น้ี
ความหมายของการแสดงความคิดเห็น เขยี นโดย สุโธ เจริญสุข จาก
http://library1.nida.ac.th
ความสำคัญของการแสดงความคิดเหน็ เขยี นโดย จิตรจำนงค์ สุภาพ จาก
http://www.mbuisc.ac.th
5. เกบ็ รวบรวมข้อมูลโดยมีวธิ ีการเกบ็ ขอ้ มูลดังน้ี
5.1 สรา้ งแบบสอบถาม
5.2 นำแบบสอบถามไปปรกึ ษาผู้เชีย่ วชาญ
5.3 นำแบบสอบถามไปปรับปรุงตามคำแนะนำของผ้เู ช่ยี วชาญ
5.4 นำแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมข้อมูลกบั กล่มุ ตัวอยา่ งได้แก่ นักเรียนโรงเรยี นเบญจมราชู
ทิศ ปีการศึกษา 2564 ห้องม.2/1 เป็นจำนวน 24 คน ได้จากการส่มุ แบบเจาะจง
5.6 นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ผล
5.7 นำข้อมูลที่ได้จากการสอบถามมาสรุปและอภิปรายผล
5.8 นำงานวจิ ัยไปเผยแพร่
4. การวิเคราะหข์ ้อมูล
นำขอ้ มูลจากแบบสอบถามรวบรวมผล ดังตารางท่ี 2 ตารางวิเคราะหข์ ้อมูลแบบสอบถาม
ตอนท่ี 1 ข้อมลู ทัว่ ไป
เพศ
(12) หญงิ (12) ชาย (นบั จำนวนว่าเพศหญิงกี่คน ชายกี่คน)
จบการศกึ ษาระดบั ประถมจากกล่มุ โรงเรยี นประเภทใด
(8) เอกชน (16) รัฐบาล
13
ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นเรือ่ งการไม่กลา้ แสดงความคิดเหน็ ในช้นั เรยี นของเด็กไทย
ข้อ รายการ เหน็ ดว้ ย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย ไม่เห็น ไม่เหน็ ด้วย
อยา่ งยิ่ง มาก ดว้ ย อย่างยงิ่
1. ท่านคิดวา่ นโยบายของกระทรวง (15) (2) (6) (1) (0)
การศกึ ษามีผลต่อการท่ีเดก็ ไม่กลา้
แสดงความคิดเหน็ ในชนั้ เรยี น
2. ทา่ นคดิ วา่ การมเี พ่ือนท่ีกล้าแสดง (5) (9) (9) (1) (0)
ความคดิ เหน็ จำทำให้ทา่ นกลา้ แสดง
ความคิดเหน็ ในชั้นเรียน
3. คะแนนในการตอบคำถามในช้ันเรียน (4) (9) (9) (1) (1)
มผี ลตอ่ การแสดงความคดิ เห็น
4. ครูท่ใี จดหี รอื เป็นกันเอง ส่งผลใหท้ ่าน (17) (6) (1) (0) (0)
กลา้ แสดงความคดิ เห็นในชน้ั เรียน
5. ครทู มี่ ีพฤติกรรมชอบตำหนิหรอื ชอบดุ (18) (5) (1) (0) (0)
สง่ ผลให้ท่านไม่กล้าแสดงคามคดิ เห็น
6. รปู แบบการสอนที่ถามตอบกระตุน้ ให้ (7) (9) (6) (2) (0)
ผู้เรยี นตอ้ งตอบคำถามของครูสง่ ผลให้
ทา่ นกลา้ แสดงความคิดเห็น
7. ทา่ นคดิ ว่าพ้นื ฐานครอบครวั มีผลต่อ (10) (7) (4) (3) (0)
การแสดงความคดิ เหน็
8. การทเ่ี ด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็น (16) (4) (4) (0) (0)
เปน็ เพราะกลวั ที่จะตอบผดิ แลว้ โดน
ตำหนิ
9. การท่เี ด็กไม่กลา้ แสดงความคิดเหน็ (10) (11) (1) (2) (0)
เปน็ เพราะขาดความกังวล
10. การทีเ่ ด็กไม่กล้าแสดงความคิดเหน็ (13) (10) (1) (0) (0)
เปน็ เพราะขาดความมนั่ ใจในตนเอง
11. ถ้าทา่ นไมก่ ล้าแสดงความคิดเหน็ (3) (3) (6) (9) (3)
ส่งผลให้การเรียนไมด่ ี
12. พฤติกรรมไมก่ ล้าแสดงออกในชน้ั (7) (7) (7) (3) (0)
เรียนอาจจะส่งผลให้ตดิ เป็นพฤติกรรม
ในวยั ทำงาน
14
ขอ้ รายการ เห็นดว้ ย เหน็ ด้วย เห็นด้วย ไม่เหน็ ไมเ่ หน็ ดว้ ย
อย่างยิง่ มาก ด้วย อย่างยง่ิ
13. การที่ไมก่ ลา้ แสดงความคดิ เห็นทำให้ (6) (7) (9) (2) (0)
ท่านพลาดโอกาสตา่ งๆ
14. การที่ไมก่ ลา้ แสดงความคิดเห็นทำให้ (5) (8) (6) (5) (0)
ทา่ นพลาดการเปน็ ตวั ของตวั เอง
15. ชน้ั เรียนท่เี ปิดใหแ้ สดงความคิดเหน็ (7) (7) (8) (2) (0)
น้อย กจ็ ะเกดิ ความร้ใู นชน้ั เรียนนอ้ ย
ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะเพม่ิ เติม
1) กิจกรรมทส่ี ่งเสรมิ การแสดงออก ไม่ควรได้รบั การเปรียบเทียบท่ที ำใหผ้ ู้แสดงออกเกดิ ความรูส้ ึกดอ้ ย
กว่า หรอื การตำหนิ ควรเปน็ การให้ผู้แสดงออกไดช้ ้แี จง้ วา่ ทำไมถ่ ึงคดิ หรือแสดงออกมาแบบน้ี แล้วค่อยอธิบาย
ใหเ้ ข้าใจถึงหลกั ที่ถูกหรือควรจะเป็น
2) กิจกรรมกลมุ่ และการนำเสนอผลงานหนา้ ชั้น จะทำให้เด็กกล้าแสดงออก และแสดงความคดิ ได้ดี
ขึน้ อกี ทง้ั ยงั ทำให้เกดิ การเรยี นรูก้ ารเข้าใจในบทเรียนมากข้ึน
3) เด็กทกุ คนมเี สียงที่ดงั เหมือนกันและควรรับฟงั ไม่น้อยไปกว่าเสยี งของผ้ใู หญ่
5. สถิตทิ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
5.1 คา่ ร้อยละ
5.2 ค่าเฉล่ยี
15
บทที่ 4
ผลการศกึ ษา
การวเิ คราะหข์ ้อมูลเรอ่ื งปญั หาและผลกระทบของการที่เด็กไทยไมก่ ล้าแสดงออกในชัน้ เรยี น
ได้ผลการศกึ ษาดังนี้
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลส่วนตวั
ตารางที่ 4.1 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ทัว่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
คณุ สมบัติส่วนบุคคล จำนวน ร้อยละ
เพศ 12 50
ชาย 12 50
หญงิ 24 100
รวม
8 33.3
จบการศึกษาระดบั ประถมจากกลุ่มโรงเรียน 16 66.7
เอกชน 24 100
รฐั บาล
รวม
จากตารางที่ 4.1 พบวา่ ผ้ตู อบแบบสอบถามเปน็ เพศชายจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และ
เพศหญงิ จำนวน 12 คน คิดเปน็ ร้อยละ 50
จบการศกึ ษาระดบั ประถมจากกลมุ่ โรงเรียนเอกชน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 33.3 จบการศกึ ษา
ระดบั ประถมจากกลุม่ โรงเรยี นรฐั บาล 16 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 66.7
16
ตอนท่ี 2 แบบสำรวจปัญหาและผลกระทบการท่ีเดก็ ไทยไม่กล้าแสดงออกในช้นั เรยี น
ตารางที่ 4.2 ตารางผลการศึกษาแบบสำรวจ
รายการ ระดบั ความชอบ คา่ เฉล่ยี แปล อันดบั
ความ
เหน็ ด้วย เหน็ ดว้ ย เห็นด้วย ไมเ่ หน็ ไม่เหน็
อย่างยงิ่ มาก ดว้ ย ดว้ ย
อยา่ งยง่ิ
1.ท่านคิดว่านโยบายของกระทรวง 15 2 6 1 0 4.29 มาก 5
การศึกษามผี ลต่อการทีเ่ ด็กไม่กล้า (62.5) (8.3) (25) (4.2) (0)
แสดงความคิดเหน็ ในชั้นเรียน
2.ทา่ นคิดว่าการมีเพ่ือนท่ีกลา้ แสดง 5 9 9 1 0 3.75 มาก 9
ความคดิ เห็นจำทำใหท้ า่ นกล้าแสดง (20.8) (37.5) (37.5) (4.2) (0)
ความคดิ เห็นในชั้นเรยี น
3.คะแนนในการตอบคำถามในช้ัน 4 9 9 1 1 3.58 มาก 10
เรียนมผี ลตอ่ การแสดงความคิดเห็น (16.7) (37.5) (37.5) (4.2) (4.2)
4.ครทู ี่ใจดหี รอื เป็นกนั เอง ส่งผลให้ 17 6 1 0 0 4.67 มาก 2
ท่านกลา้ แสดงความคิดเห็น (70.8) (25) (4.2) (0) (0) ท่ีสดุ
5.ครทู ีม่ พี ฤติกรรมชอบตำหนิหรอื 18 5 1 0 0 4.71 มาก 1
ชอบดุ ส่งผลให้ทา่ นไม่กล้าแสดง (75) (20.8) (4.2) (0) (0) ท่ีสุด
คามคดิ เห็น
6.รูปแบบการสอนทถ่ี ามตอบ 7 9 6 2 0 3.88 มาก 8
กระตุน้ ให้ผูเ้ รียนต้องตอบคำถาม (29.2) (37.5) (25) (8.3) (0)
ของครสู ่งผลให้ทา่ นกลา้ แสดงความ
คิดเหน็
7.ทา่ นคิดวา่ พ้ืนฐานครอบครัวมีผล 10 7 4 3 0 4.00 มาก 7
ต่อการแสดงความคดิ เหน็ (41.7) (29.2) (16.7) (12.5) (0)
17
รายการ ระดับความชอบ คา่ เฉลี่ย แปล อันดบั
ไม่เหน็ ความ
เห็นดว้ ย เห็นด้วย เห็นด้วย ไมเ่ ห็น ด้วย
อยา่ งย่งิ มาก ดว้ ย อย่างยิง่
8.การท่ีเดก็ ไม่กล้าแสดงความ 16 4 4 0 0 4.50 มาก 3
(0) ทสี่ ุด
คิดเห็นเป็นเพราะกลัวท่จี ะตอบผิด (66.7) (16.7) (16.7) (0)
แล้วโดนตำหนิ
9.การทเ่ี ด็กไม่กลา้ แสดงความ 10 11 1 2 0 4.21 มาก 6
คดิ เห็นเป็นเพราะขาดความกังวล (41.7) (45.8) (4.2) (8.3) (0)
10.การท่เี ด็กไม่กลา้ แสดงความ 13 10 1 0 0 4.50 มาก 3
คดิ เหน็ เปน็ เพราะขาดความมั่นใจ (54.2) (41.7) (4.2) (0) (0) ท่ีสดุ
ในตนเอง
11.ถ้าท่านไม่กลา้ แสดงความ 3 3 6 9 3 2.38 น้อย 5
คดิ เหน็ สง่ ผลให้การเรียนไมด่ ี (12.5) (12.5) (25) (37.5) (12.5)
12.พฤติกรรมไมก่ ลา้ แสดงออกใน 7 7 7 30 3.75 มาก 2
ชั้นเรยี นอาจจะสง่ ผลให้ติดเป็น (29.2) (29.2) (29.2) (12.5) (0)
พฤติกรรมในวยั ทำงาน
13.การที่ไมก่ ลา้ แสดงความคิดเห็น 6 7 9 2 0 3.71 มาก 3
ทำใหท้ ่านพลาดโอกาสตา่ งๆ (25) (29.2) (37.5) (8.3) (0)
14.การท่ีไม่กลา้ แสดงความคิดเห็น 5 8 6 5 0 3.54 มาก 4
ทำให้พลาดการเปน็ ตวั ของตัวเอง (20.8) (33.3) (25) (20.8) (0)
15.ชั้นเรียนที่เปิดให้แสดงความ 7 7 8 2 0 3.79 มาก 1
คดิ เห็นนอ้ ย กจ็ ะเกดิ ความรใู้ นช้ัน (29.2) (29.2) (33.3) (8.3) (0)
เรียนนอ้ ย
18
จากตารางท่ี 4.2 ผ้วู จิ ยั แบ่งข้อคำถามเพ่ือหาคำตอบ ดังน้ี
1) คำถามข้อ 1-10 เป็นคำถามเพื่อหาสาเหตุของปัญหาการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงออกในชั้นเรียน
พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเรื่องสาเหตุของปัญหาการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงออกในชั้น
เรียน ดังนี้ ครูที่มีพฤติกรรมชอบตำหนิหรือชอบดุ ส่งผลให้ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น มากเป็นอันดับ 1
ซึ่งมีค่าเฉลี่ย = 4.71 รองลงมา คือ ครูที่ใจดีหรือเป็นกันเอง ส่งผลให้ท่านกล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน
เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย = 4.67 และ อันดับ 3 คือ การที่เด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเป็นเพราะกลัวที่จะ
ตอบผิดแล้วโดนตำหนิ และ การที่เด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเป็นเพราะขาดความมั่นใจในตนเอง ซึ่งมี
คา่ เฉลยี่ = 4.50 ซ่งึ มคี ่าเฉลย่ี เท่ากนั
2) คำถามข้อ 11-15 เปน็ คำถามเพื่อหาผลกระทบของปัญหาการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงออกในช้ันเรียน
พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเรื่องผลกระทบของปัญหาการท่ีเด็กไทยไม่กลา้ แสดงออกใน
ชั้นเรียน ดังน้ี ชั้นเรียนที่เปดิ ให้แสดงความคดิ เห็นน้อย ก็จะเกิดความร้ใู นชน้ั เรียนน้อย มากเป็นอันดบั ท่ี 1 ซึ่งมี
ค่าเฉลี่ย = 3.79 รองลงมา คือ พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออกในชั้นเรียนอาจจะส่งผลให้ติดเป็นพฤติกรรมในวัย
ทำงาน เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย = 3.75 และอันดับ 3 คือ การที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นทำให้ท่านพลาด
โอกาสตา่ งๆ
ตอนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะเพิ่มเติม
1) กิจกรรมที่ส่งเสริมการแสดงออก ไม่ควรได้รับการเปรียบเทียบที่ทำให้ผู้แสดงออกเกิดความรู้สึก
ด้อยกว่า หรือการตำหนิ ควรเป็นการให้ผู้แสดงออกได้ชี้แจ้งว่าทำไม่ถึงคิดหรือแสดงออกมาแบบนี้ แล้วค่อย
อธบิ ายใหเ้ ข้าใจถึงหลักทถ่ี กู หรือควรจะเป็น
2) กิจกรรมกลุ่ม และการนำเสนอผลงานหน้าชั้น จะทำให้เด็กกล้าแสดงออก และแสดงความคิดได้ดี
ขน้ึ อกี ทงั้ ยังทำให้เกิดการเรยี นรกู้ ารเข้าใจในบทเรียนมากข้นึ
3) เด็กทกุ คนมีเสียงทด่ี งั เหมอื นกนั และควรรบั ฟงั ไมน่ ้อยไปกว่าเสยี งของผู้ใหญ่
หมายเหตุ ค่าเฉล่ีย
1-1.49 = นอ้ ยท่สี ดุ
1.5-2.49 = น้อย
2.5-3.49 = ปานกลาง
3.5-4.49 = มาก
4.5-5 = มากทส่ี ุด
19
บทที่ 5
สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนและ
ผลกระทบของการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียน
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ระดับชั้น ม.2 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสำรวจออนไลน์
ความคิดเห็นเกี่ยวกบั ปัญหาและผลกระทบที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคดิ เห็นในชน้ั เรียน จำนวน 24 ชุด และ
แบบออกเป็นสามตอน ได้แก่ หนึ่งข้อมูลตัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม สองแบบสอบถามความคิดเห็นเรื่อง
ปัญหาที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน และ สามข้อเสนอแนะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คอื ค่าเฉลีย่
สรปุ
ผลการศึกษางานวจิ ยั เร่ืองปัญหาและผลกระทบการทีเ่ ดก็ ไทยไม่กลา้ แสดงความคิดเหน็ ในชัน้ เรียน
สามารถสรุปผลได้ดังน้ี
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงและเพศชายเท่ากันซึ่งมี เพศหญิงจำนวน 12
คน คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศชายจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจาก
กลุ่มโรงเรียนเอกชน จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 33.3 และ จากกลมุ่ โรงเรยี นรฐั บาล จำนวน 16 คน คิดเป็น
รอ้ ยละ 66.7
2. เมอ่ื พจิ ารณาขอ้ มลู พบว่าผ้ตู อบแบบสอบถามส่วนใหญ่มคี วามคดิ เห็นเรื่องปัญหาและผลกระทบที่
เดก็ ไทยไม่กลา้ แสดงความคิดเห็นในช้ันเรยี น ดงั น้ี
2.1 ปัญหาที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมาจาก ครูที่มีพฤติกรรมชอบตำหนิ
หรือชอบดุ ส่งผลให้ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น มากเป็นอันดับ 1 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย = 4.71 ครูที่ใจดีหรือเป็น
กันเอง ส่งผลให้ท่านกล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย = 4.67 อันดับ 3 คือ การที่
เด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเป็นเพราะกลัวที่จะตอบผิดแล้วโดนตำหนิ และ การที่เด็กไม่กล้าแสดงความ
คิดเหน็ เปน็ เพราะขาดความม่ันใจในตนเอง ซ่งึ มีค่าเฉลยี่ = 4.50 ซงึ่ มคี า่ เฉลี่ยเท่ากนั
2.2 ผลกระทบผลกระทบของการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นส่งผลให้ ชั้นเรียนที่เปิดให้
แสดงความคดิ เห็นน้อย กจ็ ะเกิดความรู้ในชนั้ เรียนน้อย มากเป็นอนั ดับท่ี 1 ซึ่งมีคา่ เฉลย่ี = 3.79 รองลงมา คือ
พฤตกิ รรมไมก่ ล้าแสดงออกในชน้ั เรียนอาจจะส่งผลให้ตดิ เป็นพฤติกรรมในวยั ทำงาน เป็นอันดบั 2 ซึง่ มคี ่าเฉล่ีย
= 3.75 และอนั ดับ 3 ค่าเฉลยี่ = 3.71 คือ การท่ีไม่กล้าแสดงความคดิ เห็นทำให้ท่านพลาดโอกาสต่างๆ
20
3. ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม จากผูต้ อบแบบสอบถาม
3.1 กิจกรรมท่สี ง่ เสรมิ การแสดงออก ไม่ควรไดร้ ับการเปรียบเทยี บท่ีทำใหผ้ ู้แสดงออกเกดิ
ความรสู้ กึ ดอ้ ยกว่า หรอื การตำหนิ ควรเปน็ การใหผ้ แู้ สดงออกไดช้ ี้แจง้ วา่ ทำไมถ่ ึงคดิ หรือแสดงออกมาแบบน้ี
แล้วคอ่ ยอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจถึงหลกั ที่ถกู หรือควรจะเป็น
3.2 กิจกรรมกลุ่ม และการนำเสนอผลงานหน้าชัน้ จะทำให้เด็กกล้าแสดงออก และแสดงความคดิ
ไดด้ ขี ึน้ อีกท้ังยังทำใหเ้ กดิ การเรียนรู้การเข้าใจในบทเรียนมากข้นึ
3.3 เดก็ ทุกคนมเี สยี งทด่ี ังเหมือนกนั และควรรับฟงั ไม่น้อยไปกว่าเสยี งของผูใ้ หญ่
อภปิ รายผล
จากการศกึ ษาเร่ืองปญั หาและผลกระทบของการที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคดิ เหน็ ในชัน้ เรียน
สามารถอภิปรายผล ไดด้ ังน้ี
1.ข้อมูลทั่วไปเกีย่ วกับผู้ตอบแบบตอบถามพบวา่ ผู้ตอบแบบตอบถามเป็นเพศหญิงและเพศชายมี
จำนวนเท่ากัน เพศหญิงจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศชายจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50 จบ
การศึกษาระดับประถมศึกษาจากกลุ่มโรงเรียนเอกชน จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 33.3 และ จากกลุ่ม
โรงเรียนรัฐบาล จำนวน 16 คน คิดเปน็ ร้อยละ 66.7 ทำใหผ้ ล
2. ข้อมลู จากผตู้ อบแบบสอบถาม สามารถอภปิ รายโดยแบ่งเป็น 2 ประเดน็ คอื
2.1) สาเหตุที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน จากผลวิจัย ค่าเฉลี่ยอันดับที่ 1=
4.71 และอันดบั 2 = 4.67 คือ ครทู ีม่ พี ฤติกรรมชอบตำหนหิ รือชอบดุ สง่ ผลให้ไมก่ ลา้ แสดงความคิดเห็น และ
ครูที่ใจดีหรือเป็นกันเอง ส่งผลให้กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งทั้งสองอันดับ เป็นปัจจัยภายนอกตัว
เด็ก คือ ตัวผู้สอน ที่ส่งผลโดยตรงกับพฤติกรรมดังกล่าวต่อเด็กในการกล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน ส่วน
อนั ดบั ทสี่ ามซ่ึงมีค่าเฉลยี่ เทา่ กัน 2 ข้อ = 4.50 คือ การที่เดก็ ไม่กลา้ แสดงความคดิ เห็นเป็นเพราะกลัวท่ีจะตอบ
ผิดแล้วโดนตำหนิ และ การที่เด็กไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเป็นเพราะขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นปัจจัย
ภายในตัวเด็กเอง จากผลวิจัยดังกล่าว แสดงว่า ปัจจัยภายนอก คือ ตัวผู้สอน ทั้งรูปแบบการสอนและ
พฤติกรรมการสอนของครูที่ชอบดุหรือตำหนิ และใจดีหรือเป็นกันเอง เป็นสาเหตุหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อการ
ไม่กลา้ แสดงคดิ เห็นของเดก็ ในช้ันเรียน และสาเหตุรอง ลงมาคือ ปจั จัยภายใน คอื ตัวเดก็ เอง ซึง่ เกิดความกลัว
โดนตำหนิ และ ขาดความมัน่ ใจในตนเอง ซง่ึ ประเด็นน้เี ปน็ พฤติกรรมตดิ ตวั ของเด็กอาจมาจากประสบการณ์ ท่ี
เด็กพบเจอ ครอบครัว หรือ อาจส่งผลสืบเนื่องจากรูปแบบการสอนและตัวผู้สอนที่ส่งผลต่อตัวเด็ก ทำให้เกิด
พฤติกรรมดงั กลา่ ว
21
2.2 ) ผลกระทบที่เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน จากผลวิจัย ทั้ง 3 อัน คือ
การไม่กล้าแสดงความเห็นในชั้นเรียนจะเกิดความรู้ในชั้นเรียนน้อย ,พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออกในชั้นเรียน
อาจจะส่งผลให้ติดเป็นพฤติกรรมในวัยทำงาน , การที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นทำให้ท่านพลาดโอกาสต่างๆ
ซึ่งทั้ง 3 อันดับ มีค่าเฉลี่ย = 3.79 , 3.75 และ 3.71 จากผลวิจัยข้างต้นแสดงผู้ตอบแบบสอบถามทราบและ
ตระหนักว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่แสดงความคิดเห็นในช้ันเรียน ให้น้ำหนักผลกระทบหลัก ที่อาจ
เกดิ ขนึ้ ใกลต้ ัวในปัจจบุ ันของนักเรียนเป็นลำดับแรก คือ จะเกดิ ความรู้นอ้ ยในชน้ั เรยี น และผลกระทบรองท่ีจะ
ไกลตัวขึ้นที่อาจเกิดขึ้นอนาคตของเด็ก คือ ผลกระทบว่าพฤติกรรมไม่กล้าแสดงความคิดเห็นนี้จะติดตัวไปใน
การทำงาน และผลกระทบด้านโอกาสต่างๆในอนาคตเด็กควรจะได้จะพลาดโอกาสไป
3. ขอ้ มลู ขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติม จากผตู้ อบแบบสอบถาม มีประเดน็ ทีน่ ่าสนใจ ดังนี้
3.1 ประเดน็ ขอ้ เสนอแนะในแง่สาเหตุของการไมก่ ล้าแสดงความเห็น คือ การไมส่ รา้ งความ
เขา้ ใจเม่อื เกดิ ความผิดพลาดในการแสดงคดิ เหน็ ประเดน็ น้ี ผวู้ จิ ยั มองวา่ น่าสนใจ พฤติกรรมการสอนของครู
หรือการเล้ียงดูของครอบครวั เมอ่ื เกดิ ผดิ พลาดในการแสดงคิดเหน็ มกั จะดุ ตำหนิ หรือ ลงโทษ มากกวา่ สร้าง
ความเขา้ ใจ ซ่ึงอาจเปน็ สาเหตุใหเ้ ดก็ ไม่กลา้ แสดงความเห็นในอนาคต
3.2 ประเดน็ ข้อเสนอแนะในแงผ่ ลกระทบของการไม่กลา้ แสดงความเห็น คือ เด็กทุกคนมี
เสียงทด่ี งั เหมือนกนั และควรรับฟังไม่นอ้ ยไปกว่าเสียงของผใู้ หญ่ ประเดน็ นี้ สะท้อนให้เหน็ วา่ ควรใหค้ วามสำคัญ
การแสดงความเห็นของเดก็ เพือ่ จะได้สรา้ งสรรค์สงั คมที่เท่าเทียมกนั ในการแสดงความคิดเหน็
ข้อเสนอแนะ
การแสดงความคิดเห็นควรเป็นเร่ืองที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โรงเรียนควรปรับ
รูปแบบการของการศึกษาและส่งเสริมให้เด็กมีการแสดงความเห็นและมีส่วนร่วมมากๆ เพราะรูปแบบ
การศึกษาแบบเดิม ที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อาจรั้งทำให้เด็กคนหนึ่งมีอนาคตที่ดีหรือแย่ในอนาคตก็ได้
ตามผลกระทบทีผ่ ูว้ จิ ัยไดอ้ ภปิ รายไปในขา้ งตน้
22
บรรณานุกรม
กิตพิ ร โชประการ. ความคิดเห็นต่อท่ีมกี ารจดั การเรยี นรสู้ าระพลศกึ ษา. สบื คน้ เมอื่ 3 กันยายน 2564.
จาก https://lib.swu.ac.th
จติ รจำนงค์ สภุ าพ. ความสำคัญของการแสดงความคดิ เห็น. สืบค้นเมอ่ื 3 กนั ยายน 2564.
จาก http://www.mbuisc.ac.th
จิราภรณ์ ต้ังกิตตภิ าภรณ์. ประเภทของพฤตกิ รรมเดก็ ไทย. สบื คน้ เม่ือ 3 กนั ยายน 2564.
จาก https://socadmin.tu.ac.th
เบสท์ เจ ดับเบลิ้ ยู . ความสำคัญของการแสดงความคดิ เห็น. สืบคน้ เม่อื 3 กันยายน 2564.
จาก http://thesis.swu.ac.th
ปกิจ พรหมายน. ความหมายของพฤตกิ รรมเด็กไทย. สบื ค้นเมอ่ื 3 กันยายน 2564.
จาก http://cuir.car.chula.ac.th
ปรชี า วิหค. ความหมายของพฤติกรรมของเดก็ ไทย. สบื ค้นเม่ือ 3 กันยายน 2564.
จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจ. ประเภทของพฤตกิ รรมเดก็ ไทย. สืบคน้ เมอื่ 3 กันยายน 2564.
จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th
เฟลด แมน. ความสำคัญของการแสดงความคดิ เหน็ . สืบค้นเม่ือ 3 กนั ยายน 2564.
จาก http://thesis.swu.ac.th
วรทั ยา พรหมสุนทร. ความคิดเหน็ ของเดก็ และเยาวชนต่อความสาํ คัญของปญั หาสงั คม.
สบื คน้ เมอ่ื 3 กันยายน 2564. จาก http://library1.nida.ac.th
วสริ ิณัฏฐ์ สดประเสรฐิ . การรบั รู้และพฤตกิ รรมการแสดงความคิดเหน็ . สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2564.
จาก http://ethesisarchive.library.tu.ac.th
ศรสี มบูรณ์ แย้มกมล. ความหมายของการแสดงความคิดเห็น. สบื คน้ เม่อื 3 กันยายน 2564.
จาก http://research.rmu.ac.th
สุชา จนั ทรเ์ อม. ประเภทของพฤติกรรมเด็กไทย. สบื ค้นเมื่อ 3 กนั ยายน 2564.
จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th
23
สดุ าวรรณ ขนั ธมติ ร. ความหมายของพฤตกิ รรมของเดก็ ไทย. สบื ค้นเมื่อ 3 กันยายน 2564.
จาก http://e-research.siam.edu
สโุ ธ เจรญิ สุข. ความหมายของการแสดงความคดิ เห็น. สืบคน้ เมือ่ 3 กนั ยายน 2564.
จาก http://library1.nida.ac.th
สุพตั รา สภุ าพ. ความหมายของการแสดงความคิดเหน็ . สบื ค้นเมื่อ 3 กนั ยายน 2564.
จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th
ภาคผนวก
25
ภาคผนวก ก
แบบสอบถามงานวิจัย
26
27
28
29
ภาคผนวก ข
ผลการตอบแบบสอบถามงานวิจยั
30
31
32
ประวตั ผิ ู้วิจยั
ช่ือ – สกุล เด็กหญิงณฏั ฐธดิ า มสี ขุ
ตำแหนง่ ผ้วู ิจัย
วนั / เดือน / ปเี กิด 14 พฤษภาคม 2550
สถานท่เี กดิ อำเภอขนอม จงั หวดั นครศรีธรรมราช
การศึกษาปจั จบุ นั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
สถานท่ศี ึกษาปัจจุบัน โรงเรยี นเบญจมราชูทศิ
E-mail [email protected]