The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๖:๗ กลุ่มที่๒ เรื่องไตรภูมิพระร่วง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อรปรียา ปลีคงธุ, 2023-08-28 10:52:06

๖:๗ กลุ่มที่๒ เรื่องไตรภูมิพระร่วง

๖:๗ กลุ่มที่๒ เรื่องไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิพระร่วง คณะผู้จัดทำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๗ เสนอ คุณครู ชมัยพร แก้วปานกัน ต อ น มนุ สสภูมิ


นางสาวกานต์พิชชา หนูทอง เลขที่ ๑ นางสาวจิรัชยา ผ่องคณะ เลขที่ ๓ นางสาวนัชชา สมบูรณ์ เลขที่ ๑๔ นางสาวปวริศา รื่นเพ็ชร เลขที่ ๑๗ นางสาวปวิชญาดา พันธ์ชูชาติ เลขที่ ๑๙ นางสาวพรนภัส ขำ อรุณ เลขที่ ๒๐ นางสาวพรสวรรค์ หอมชื่น เลขที่ ๒๑ นางสาวรวิกานต์ ชูวงษ์ เลขที่ ๒๓ นางสาวพิมพิชณฎา เรืองฤทธิ์ภัสสร เลขที่ ๓๑ นางสาวสุธาทิพย์ สุวรรณสูร เลขที่ ๓๒ นางสาวอรปรียา ปลีคงธุ เลขที่ ๓๔ นางสาวอัญชิตา แย้มวงศ์ เลขที่ ๓๕ นายกันตพัฒน์ ชัยรัตน์เมธี เลขที่ ๓๗ นางสาวภัทรดา มูลน้ำ อ่าง เลขที่ ๔๐ เรื่องไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ จัดทำ โดย เสนอ คุณครูชมัยพร แก้วปานกัน วารสารอิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๕ (ท๓๓๑๐๑) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนสงวนหญิง อำ เภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี


วารสารอิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๕ (ท๓๓๑๐๑) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งคณะผู้จัดทำ ได้มีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจาก แหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเชื่อถือได้ เช่น หนังสือเรียน ห้องสมุด และอินเตอร์เน็ต นำ มา เรียบเรียงด้วยถ้อยคำ ที่เข้าใจง่าย ซึ่งประกอบด้วย ประวัติความเป็นมา เนื้อเรื่อง และคุณค่าด้าน เนื้อ ด้านสังคม และด้านวรรณศิลป์ คณะผู้จัดทำ ได้นำ เสนอในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสามารถเข้าถึงผู้คนได้หลากหลาย คณะผู้จัดทำ หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และผู้ที่ต้องการศึกษาวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วงต่อไปหากมีข้อเสนอแนะ หรือข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้ เพื่อนำ ไปปรับปรุงแก้ไข และขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทำ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ ก คำ นำ


คำ นำ สารบัญ ความเป็นมา ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำ ประพันธ์ เนื้อเรื่องเต็ม(แบบย่อ) เนื้อเรื่องที่เรียน (แบบย่อ) ตอน มนุสสภูมิ วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี - คุณค่าด้านเนื้อหา - คุณค่าด้านวรรณศิลป์ - คุณค่าด้านสังคม อ้างอิง ภาคผนวก สารบัญ ข หน้า ก ข ๑ ๒ ๓ - ๔ ๕ - ๘ ๙ - ๑๐ ๑๑ - ๑๓ ๑๔ - ๑๖ ๑๗ - ๑๘


“...บรรดาพระเจ้ากรุงสุโขทัย ดูเหมือนจะปรากฏพระนามในนานาประเทศ แลข้าขัณฑสีมา เรียกว่า สมเด็จ พระร่วงเจ้าต่อๆ กันมาทุกพระองค์ ไม่เรียกแต่เฉพาะพระองค์หนึ่งพระองค์ใดใน ๖ พระองค์นี้ แลมูลเหตุ ไม่น่า เชื่อว่าเกี่ยวแก่เรื่องนายร่วง นายคงเครา อะไรอย่างที่เพ้อในหนังสือ พงศาวดารเหนือซึ่งคนภายหลังอธิบาย เมื่อ ยังอ่านอักษรจาฤกศิลาไม่ออก เพราะฉะนั้นเมื่อพิมพ์หนังสือนี้จึงให้เรียกว่าไตรภูมิพระร่วงจะได้เป็นคู่กับหนังสือ สุภาษิตพระร่วง ซึ่งคนภายหลังได้แต่งเป็นสำ นวนใหม่เสียแล้ว” ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ในครั้งแรกจึงโปรดให้เรียกว่า “ไตรภูมิพระร่วง” คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง หนังสือ ไตรภูมิพระร่วงพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในเพื่อแจกในงานพระเมรุพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้า ประสานศรีใส และพระองค์เจ้าประไพศรีสะอาด ต้นฉบับหอพระสมุดวชิรญาณได้มาจากเมืองเพชรบุรี เป็นหนังสือ ๑๐ ผูก มี ข้อความตอนท้ายว่า พระมหาช่วย วัดปากน้ำ ชื่อวัดกลาง จารขึ้นในรัชกาลพระเจ้ากรุง ธนบุรี เมื่อเดือน ๔ ปีจอ สัมฤทธิศก จ.ศ. ๑๑๔๐ ต้นฉบับเขียนเป็นอักษรขอม ส่วนฉบับที่กองวรรณคดีและ ประวัติศาสตร์ กรม ศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือชื่อวรรณกรรมสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นการตรวจสอบชำ ระจากฉบับใบ ลาน ๒ ฉบับ คือฉบับพระมหาช่วย วัดปากน้า จารเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑ และฉบับพระมหาจันทร์ จารเมื่อ พศ. ๒๓๓๐ ต้นฉบับอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ มีอย่างละ ๑๐ ผูก ผูกละ ๒๔ ลาน ฉบับพิเศษ ๑ผูก๒๔ลาน ในบานแผนก หรือคำ นำ ของหนังสือกล่าวว่า เนื้อความของวรรณคดีเรื่องนี้รวบรวมมาจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาหลายฉบับทั้ง อรรถกถา ฎีกาและอนุฎีกา ฉบับละเล็กละน้อยมาผสมกัน เหตุที่พญาลิไททรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ได้ก็เพราะ ทรงมีความรู้ในพระไตรปิฎกเป็นอย่างดีและเคยทรงศึกษาเล่าเรียนจากอาจารย์หลายสำ นัก ความเป็นมา ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณคดีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ สำ คัญอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งของไทย แต่งเป็นร้อยแก้ว ในบาน แผนกหรือคำ นำ และตอนท้ายของหนังสือมีข้อความชี้แจงว่า พญาลิไทโอรสของพญาเลอไท ซึ่งครองเมืองศรีสัชนาลัยทรง พระราชนิพนธ์ขึ้นในปีระกา เดือน ๔ เพ็ง วันพฤหัสบดี ศักราช ได้ ๒๓ ปี หลังจากเสวย ราชสมบัติ ณ เมืองศรีสัชนาลัยได้ ๖ ปี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ได้ทรง พิจารณาจากถ้อยคำ ภาษาที่ใช้และทรงวินิจฉัยว่า ฉบับเดิมน่า จะแต่งในสมัยสุโขทัยจริง นอกจากนี้ยังทรงชี้แจง ว่าหนังสือนี้ มีชื่อว่า “เตภูมิกถา” ที่มีชื่อต่อมาว่า ไตรภูมิพระร่วงนั้น สืบ เนื่องมาจากพระมหากษัตริย์สมัย สุโขทัยทุกพระองค์ปรากฏ พระนามโดยทั่วไปว่า “สมเด็จพระร่วงเจ้า” ดังที่ทรงอธิบาย ความเป็นมาของการตั้ง ชื่อหนังสือไว้ที่บานแผนก ดังนี้ ๑


หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่สำ คัญเล่มหนึ่ง ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมี อิทธิพลต่อคนไทยมาก พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรง ผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ ๖ ปี ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งกรุงสุโขทัย ขึ้นครองราชย์ต่อ จากพญางัวนำ ถม จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ พ.ศ. ๑๙๓๕ หลักที่ ๘ ข. ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อพญาเลอไทสวรรคต ใน พ.ศ. ๑๘๘๔ พญางัวนำ ถมได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาพญาลิไทยก ทัพมาแย่งชิงราชสมบัติ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีสุริยพงสราม มหาธรรมราชาธิราช ในศิลาจารึกมักเรียกพระนามเดิมว่า พญาลิไท หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรม ราชาที่ ๑ เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ พญาลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกาเข้ามาเป็น สังฆราชในกรุงสุโขทัย ได้สละราชสมบัติออกทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศ ตะวันตก พญาลิไททรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ทรงสนพระทัยทำ นุบำ รุงพระพุทธศาสนา เป็นอันมาก และทรงพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ เช่น สร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่เมือง ศรีสัชนาลัยผ่านกรุงสุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำ แพงเพชร) บูรณะเมืองนครชุม สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง และสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่ฝีมือการช่างงดงามเป็น เยี่ยม งานพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง และศิลาจากรึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์และขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ การผนวชที่วัดป่ามะม่วง เป็นต้น ประวัติผู้แต่ง ๒


ร้อยแก้วที่มีสัมผัสคล้องจอง ประเภทความเรียง โดยใช้โวหารทั้งเทศนาโวหาร พรรณนาโวหารและ บรรยายโวหาร โดยเฉพาะการพรรณนานั้นใช้ถ้อยคำ ที่ชัดเจนแจ่ม แจ้ง โน้มน้าวให้คล้อยตาม แม้มีการใช้ภาษาที่ ค่อนข้างจะเข้าใจยาก ลักษณะของร้อยแก้ว เป็นภาษารูปแบบหนึ่งซึ่งใช้โครงสร้างไวยากรณ์ปกติและ การไหลของถ้อยคำ อย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะใช้โครงสร้างเป็นจังหวะดังในกวีนิพนธ์ แม้จะมีการถกเถียงเชิงวิจารณ์ต่อการสร้างร้อยแก้ว แต่ด้วยความเรียบง่ายและ โครงสร้างที่นิยามอย่างหลวม ทำ ให้ร้อยแก้วถูกนำ มาใช้ในบทสนทนาเป็นส่วนใหญ่ ว จนิพนธ์ข้อเท็จจริง ตลอดจนการเขียนเฉพาะเรื่องและบันเทิงคดี ร้อยแก้วเป็นรูปแบบ ภาษาที่ใช้กันสามัญ เช่น ใน วรรณกรรม หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สารานุกรม การแพร่ สัญญาณ วิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และการ สื่อสารอีกหลายรูปแบบ ลักษณะคำ ประพันธ์ ๓


ตัวอย่างลักษณะคำ ประพันธ์ “ฝูงสัตว์ทั้งหลายอันเกิดในไตรภพนี้ แม้นว่ามียศศักดิ์สมบัติก็ดี คือดั่งว่าพระญามหาจักรพรรดิราชนั้นก็ดี ดั่งพระอินทร์เจ้าไตรตรึงษ์พิภพก็ดี ดั่งพระ พรหมก็ดี ทั้งนี้บ่ห่อนจะยืนอยู่มั่นคงในยศศักดิ์สมบัตินี้ได้เลยสักคาบ เทียรย่อมรู้ ฉิบหาย รู้ตายจาก รู้พลัดพรากจากสมบัตินั้นแล อันว่าพระอินทร์ก็ดี พระพรหมก็ดี ครั้นว่าถึงเมื่อสิ้นแก่อายุแล้วก็เทียรย่อมท่องเที่ยวเวียนไปมาในไตรภพนี้บ่มิรู้แล้วเลยสัก คาบ บางคาบเล่าไปเกิดในจตุราบาย แลว่าได้ทนทุกขเวทนามากนักหนาก็มี แลย่อมว่า บ่มิเที่ยงในสงสารนี้…” ๔


๑ ) กามภูมิ ได้แก่ดินแดนของผู้ที่ยังข้องอยู่ในกามคุณ มีความสุข และความทุกข์แยกย่อยออก เป็น ๒ ภูมิ คือ สุคติภูมิและทุคติภูมิ ๑.๑) สุคติภูมิ แยกเป็น ๒ ระดับ คือ ๑.๑.๑ ) มนุสสภูมิ (แดนของมนุษย์) ๑.๑.๑.๑ ) ทวีป ประกอบด้วย ๔ ทวีป โดยมี เขาพระสุเมรุเป็นจุดศูนย์กลาง - อุตตรกุรุทวีป อยู่ทิศเหนือ สันฐานเป็นสี่เหลี่ยมกว้างและรีเท่ากัน คนที่เกิด ในทวีปนี้จะมีรูปหน้าเป็นสี่เหลี่ยม อายุขัยยาว ๑๐๐๐ ปี ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ทุกคน - บุรพวิเทหทวีป อยู่ทิศตะวันออก สันฐานของทวีปเป็นวงกลม คนที่เกิดในทวีปนี้ จะมีรูปหน้าเป็นทรงกลม และมีอายุขัย ๗๐๐ ปี - อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตก สันฐานของทวีปเป็นพระจันทร์ครึ่งดวง คนที่เกิดในทวีปนี้มีรูปหน้าเป็นพระจันทร์ครึ่งดวง และมีอายุขัย ๕๐๐ ปี - ชมพูทวีป อยู่ทางใต้ สันฐานของทวีปเป็นดุมเกวียน คนที่เกิดในทวีปนี้จะมีรูปหน้า เป็นรูปไข่ มีอายุขัยไม่แน่นอน แล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำ ไว้ ๑.๑.๑.๒ ) การกำ เนิดมนุษย์ - เริ่มต้นปฏิสนธิ อสุจิเข้าไปผสมกับรังไข่ เกิดการปฏิสนธิเป็น "กลละ" - ๗ วัน จะเกิดน้ำ ล้างเนื้อ เรียกว่า "อัมพุทะ" ขึ้นในช่องท้อง - ๑๔ วัน น้ำ อัมพุทะจะข้นดั่งตะกั่วเชื่อม เรียก"เปสิ" มีลักษณะเหมือนชิ้นเนื้อ - ๒๑ วัน ชิ้นเนื้อจะแปรเปลี่ยนเป็น "ฆนะ" มีลักษณะแข่งเป็นก้อนเหมือนกับไข่ไก่ - ๒๘ วัน ฆนะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆแล้วเกิดเป็น "เบญจสาขาหูด" คือก้อนเนื้อที่มีตุ่ม 5 แห่ง ได้แก่ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒ - ๓๕ วัน เด็กจะเริ่มมีฝ่ามือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า - ครบ ๔๒ วัน หลังปฏิสนธิ เด็กจะมีขน มีเล็บเท้า เล็บมือ มีอวัยวะครบถ้วนทุกอย่าง ที่มนุษย์มี เนื้อเรื่องเต็ม (แบบย่อ) ๕


๑.๑.๒ ) สวรรคภูมิ บรรดาเทพยดาที่เกิดในสวรรค์ชั้นฉกามาพจร หรือ สวรรค์ ๖ ชั้น เทพยดา ในสวรรค์ ชั้นนี้มี ๓ ประเภท คือ สมมุติเทวดา อุปปัติเทวดา และวิสุทธิเทวดา ๑.๑.๒.๑ ) สวรรค์ ๖ ชั้น ได้แก่ - จตุมหาราชิกาภูมิ - ตาวติงสาภูมิ - ยามาภูมิ - ตุสิตาภูมิ - นิมมานรดีภูมิ - ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ ๑.๒) ทุคติภูมิ แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น คือ ๑.๒.๑) อสุรกายภูมิ มี ๒ จำ พวก ได้แก่ - กาลกัญชกาอสุรกาย มีรูปร่างสูง ๒๐๐๐ วา ผอมมาก ไม่มีเนื้อ และเลือดเลย ตัวเหมือนต้นไม้แห้ง ตาเล็กเท่าตาปู ตาอยู่เหนือกระหม่อม ปากเล็กเท่ารูเข็ม อยู่เหนือกระหม่อม เช่นเดียวกันเวลาต้องการจะกินจะปักหัวลงยกเท้าขึ้นข้างบน - ทิพยอสุรกาย มีรูปร่างสูง ๒๐๐๐ วา มีหน้าไม่งาม ท้องยาน ปากใหญ่ เล็บมือเล็บเท้ารี ขอบตาต่ำ สูงหลังหัก จมูกเบี้ยว ใจกล้า หน้าเหี้ยม โกรธจัด โกรธง่าย ๑.๒.๒ ) เปตภูมิ เป็นดินแดนของผู้ที่ต้องรับกรรมด้วยความทุกข์ทรมานจากความหิวโหย อดอยาก จากความร้อนหนาว จากความเจ็บปวด และเปรตมีอยู่หลายจำ พวก อาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งบนเขา ในน้ำ ในป่า ตามต้นไม้ใหญ่ บางพวกข้างแรมเป็น เปรต ข้างขึ้นเป็นเทวดา บางพวกเป็นเปรตไฮโซ ได้อยู่ปราสาทแก้ว ๑.๒.๓ ) ดิรัจฉานภูมิ มีกำ เนิด ๔ ประการ คือ เกิดจากไข่ เกิดจากครรภ์ เกิดจากไคล และเกิดโดยมีรูปกายโตใหญ่ขึ้นทันใด บรรดาสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ได้แก่ ครุฑ นาค สิงห์ ช้าง ม้า วัว ควาย เนื้อ เป็ด ห่าน ไก่ และนก สัตว์เหล่านี้บางชนิด ไม่มีเท้า บางชนิดมี ๒ เท้า บางชนิดมี ๔ เท้า บางชนิดมีเท้าเป็นจำ นวนมาก สัตว์เหล่านี้เวลาเดินคว่ำ ตัวลงขนาบกับพื้น ๑.๒.๔ ) นรกภูมิ สัตว์ที่เกิดในภูมินี้เหตุมาจากความโลภ โกรธ หลง โดยนรก แบ่งออกเป็น นรกใหญ่ นรกบ่าว โลกันตนรก มหาอวีจีนรก ๖


๒ ) รูปภูมิ หรือสวรรค์สิบหกชั้นอยู่เหนือกามภูมิ เป็นแดนของพรหมผู้ไม่ข้องอยู่ในกามคุณ พรหมเหล่านี้ยัง มีรูปร่างมีตัวตนอยู่ เป็นแดนพรหมที่มีรูป เรียกว่า “พรหมโสฬส” มี ๑๖ ชั้น แบ่งเป็นผู้สำ เร็จรูปฌาน ๔ ซึ่งผู้ที่ได้ไปเกิดเป็นพรหมนั้นมักเป็น พราหมณ์ และฤๅษี ได้แก่ ๒.๑) ผู้ที่ได้ปฐมฌานจะเกิดในปฐมฌานภูมิ ได้แก่ ๑. พรหมปาริสัชชะ ๒. พรหมปุโรหิต ๓. มหาพรหม ๒.๒) ผู้ที่ได้ทุติยฌานจะเกิดในทุติยฌานภูมิ ได้แก่ ๔. ปริตตาภา ๕. อัปปมาณาภา ๖. อาภัสสรา ๒.๓) ผู้ที่ได้ตติยฌานจะเกิดในตติยฌานภูมิ ได้แก่ ๗. ปริตสุภา ๘. อัปปมาณสุภา ๙. สุภกิณหา ๒.๓) ผู้ที่ได้จตุตถฌานจะเกิดในจตุตถฌานภูมิ ได้แก่ ๑๐. เวหัปผลา ๑๑. อสัญญี ๒.๔) พรหมโลก ๕ ชั้น คือชั้นที่ ๑๒-๑๖ ได้แก่ ๑๒. อวิหา ๑๓. อตัปปา ๑๔ - ๑๖. สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐิ มีชื่อเรียกรวมกันว่า ปัญจสุทธาวาส คือ พระอนาคามี หรือกล่าวได้ว่าผู้ใดได้ไปเกิดในพรหมโลก ๕ ชั้นนี้ จะมีต้องกลับคือมาเกิดใน เมืองมนุษย์อีกเลย และจะเข้าสู่นิพพานในชั้น สุทธาวาศนั้น ๗


๓ ) อรูปภูมิ เป็นแดนของพรหมผู้ดำ รงอยู่ในสภาพของจิต ไม่มีร่าง ไม่มีตัวตน เสวยปีติสุข อยู่ด้วยฌานในระดับสูงกว่ารูปภูมิ ผู้อยู่ในสวรรค์ชั้นนี้จะไม่กลับมาเกิดในมนุษยโลก จะบรรลุนิพพานในที่สุด เป็นแดนพรหมที่ไม่มีรูป มี ๔ ชั้น เรียกว่า “ปัญจฌานภูมิ” ได้แก่ ๓.๑ ) อากาสานัญจายตนะ คือ พรหมโลกชั้นที่ ๑๗ แดนของพรหมที่มีแต่จิตเข้าถึงภาวะมี อากาศไม่มีที่สุด ๓.๒ ) วิญญาณัญจายตนะ คือ พรหมโลกชั้นที่ ๑๘ แดนของผู้ที่เข้าถึงภาวะวิญญาณไม่มีที่สุด ๓.๓ ) อากิญจัญญายตนะ คือ พรหมโลกชั้นที่ ๑๙ แดนของผู้ที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร ๓.๔ ) เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ พรหมโลกชั้นที่ ๒๐ แดนของผู้ที่เข้าถึงภาวะไม่มี สัญญาก็ไม่ใช่ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๘


ผิรูปอันจะเกิดเป็นชายก็ดีเป็นหญิงก็ดี เกิดมีอาทิแต่เกิดเป็นกลละนั้นโดยใหญ่แต่ละวัน แลน้อย ครั้นถึง ๗ วัน เป็นดั่งน้ำ ล้างเนื้อนั้นเรียกว่าอัมพุทะ อัมพุทะนั้นโดยใหญ่ไปทุกวารไสร้ ครั้นได้ถึง ๗ วาร ขันเป็นดั่งตะกั่วอันเชื่อมอยู่ในหม้อเรียกชื่อว่าเปสิ เปสินั้นค่อยใหญ่ไปทุกวัน ครั้นถึง ๗ วัน แข็งเป็นก้อนดั่งไข่ไก่เรียกว่าฆนะ ฆนะนั้นค่อยใหญ่ไปทุกวัน ครั้นถึง ๗ วันเป็นตุ่มออกได้ ๕ แห่ง ดั่งพูดนั้น เรียกว่าเบญจสาขาหูด เบญจสาขาหูดนั้นเป็นมือ ๒ อัน เป็นตีน ๒ อัน หูดเป็นหัวนั้นอันหนึ่ง แลแต่นั้นค่อยไปเบื้องหน้าทุกวันครั้นถึง ๗ วันเป็นฝ่ามือ เป็นนิ้วมือ แต่นั้นไปถึง ๗ วัน คำ รบ ๔๒ จึงเป็นขน เป็นเล็บตีนเล็บมือ เป็นเครื่องสำ หรับเป็นมนุษย์ถ้วนทุกอันแล แต่รูปอันมีกลางคนไสร้ ๕๐ แต่รูปอันมีหัวได้ ๘๔ แต่รูปอันมีเบื้องต่ำ ได้ ๕๐ ผสมรูปทั้งหลายอันเกิดเป็นสัตว์อันอยู่ในท้องแม่ ได้ ๑๘๔ แลกุมารนั้นนั่งกลางท้องแม่ แลเอาหลังมาต่อหนังท้องแม่ อาหารอันแม่กินเข้าไปแต่ก่อนนั้น อยู่ใต้กุมารนั้น อาหารอันแม่กินเข้าไปใหม่นั้นอยู่เหนือกุมารนั้น เมื่อกุมารอยู่ในท้องแม่นั้นลำ บาก นักหนา พึงเกลียดพึงหน่ายพ้นประมาณนัก ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่นตืดแลเอือนอันได้ ๘๐ ครอก ซึ่งอยู่ในท้อง แม่อันเป็นที่เหม็นแลที่ออกลูกออกเต้า ที่เถ้า ที่ตายที่เร่ว ฝูงตืดแลเอือนทั้งหลายนั้นคนกันอยู่ใน ท้องแม่ ตืดแลเอือนฝูงนั้นเริมตัวกุมารนั้นไส ดุจดั่งหนอนอันอยู่ในปลาเน่า แลหนอนอันอยู่ในลามก อาจมนั้นแล อันว่าสายสะดือแห่งกุมารนั้นกลวงดั่งสายก้านบัวอันมีชื่อว่าอุบล จะงอยไส้ดือนั้น กลวงขึ้นไปเบื้องบนติดหลังท้องแม่แลข้าวน้ำ อาหารอันใดแม่กินไสร้ แลโอชารสนั้นก็เป็นน้ำ ชุ่ม เข้าไปในไส้ดือนั้น แลเข้าไปในท้องกุมารนั้นแล สะหน่อยๆ แลผู้น้อยนั้นก็ได้กินทุกค่ำ เช้าทุกวัน แม่จะ พึงกินเข้าไปอยู่เหนือกระหม่อมทับหัวกุมารอยู่นั้นแล แลลำ บากนักหนา แต่อาหารอันแม่กินก่อนไสร้ แลกุมารนั้นอยู่เหนืออาหารนั้น เบื้องหลังกุมารนั้นต่อหลังท้องแม่ แลนั่งยองอยู่ในท้องแม่ แลกำ มือ ทั้งสอง คู้คอต่อหัวเข่าทั้งสอง เอาหัวไว้เหนือหัวเข่าเมื่อนั่งอยู่นั้นดั่งนั้น เลือดแลน้ำ เหลืองย้อยลงเต็ม ตนยะหยดทุกเมื่อแล ดุจดั่งลิงเมื่อฝนตก แลนั่งกำ มือเซาเจ่าอยู่ในโพรงไม้นั้นแลในท้องแม่นั้น ร้อนนักหนาดุจดั่งเราเอา ใบตองเข้าจ่อตน แลต้มในหม้อนั้นไสร้ สิ่งอาหารอันแม่กินเข้าไปในท้องนั้น ไหม้และ ย่อยลง ด้วยอำ นาจแห่งไฟธาตุอันร้อนนั้น ส่วนตัวกุมารนั้นบมิไหม้ เพราะว่าเป็นธรรมดา ด้วยบุญกุมารนั้นจะเป็นคนและจึงให้บมิไหม้บมิตายเพื่อดั่งนั้นแล แต่กุมารนั้นอยู่ในท้องแม่ บ่ห่อนได้หายใจเข้าออกเสียเลย บ่ห่อนได้เหยียดตีนมือออกดั่งเราท่านทั้งหลายนี้ สักคาบหนึ่งเลย แลกุมารนั้นเจ็บเนื้อเจ็บตนดั่งคนอันท่านขังไว้ ในไหอันคับแคบนักหนา แค้นเนื้อแค้นใจ แลเดือด เนื้อเดือดใจนักหนา เหยียดตีนมือบ่มิได้ เนื้อเรื่องที่เรียนเต็ม ตอน มนุสสภูมิ ๙


ดั่งท่านเอาใส่ไว้ ในที่คับ ผิแลว่าเมื่อแม่เดินไปก็ดี นอนก็ดี ฟื้นตนก็ดี กุมารอยู่ในท้องแม่นั้นให้เจ็บเพียงจะ ตายแล ดุจดั่งลูกทรายอันฟังออกแล อยู่ธรห้อย ผิบ่มิดุจดั่ง คนอันเมาเหล้า ผิบ่มิดุจดั่งลูกงูอันหมองูเอาไป เล่นนั้นแล อันอยู่ลำ บากยากใจดุจดั่งนั้น บ่มิได้ลำ บากแต่ ๒ วาร ๓ วารแลจะพ้นได้เลย อยู่ยากแล ๗ เดือน ลางคาบ ๘ เดือน ลางคน ๙ เดือน ลางคน ๑๐ เดือน ลางคน ๑๑ เดือน ลางคนคำ รบปีหนึ่งจึงคลอดก็มีแล คนผู้ใดอยู่ในท้องแม่ ๖ เดือนแลคลอดนั้น บ่ห่อนจะได้สักคาบ คนผู้ใดอยู่ในท้องแม่ ๗ เดือนแลคลอดนั้น แม้ เลี้ยงเป็นคนก็ดี บ่มิได้กล้าแข็ง บ่มทนแดดทนฝนได้แล คนผู้ใดจากแต่นรกมาเกิดนั้น เมื่อคลอดออกตน กุมารนั้นร้อน เมื่อมันอยู่ในท้องแม่นั้นย่อมเดือดเนื้อร้อนใจแลกระหนกระหาย อีกเนื้อแม่นั้นก็พลอย ร้อนด้วยโสด คนผู้จากแต่สวรรค์ลงมาเกิดนั้น เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนั้นเย็น เย็นเนื้อเย็นใจ เมื่อยัง อยู่ในท้องแม่นั้น อยู่เย็นเป็นสุขสำ ราญบานใจ แลเนื้อแม่นั้นก็เย็นด้วยโสด คนผู้อยู่ในท้องแม่ก็ดี เมื่อถึงจัก คลอดนั้นก็ดีด้วยกรรมนั้นกลายเป็นลมในท้องแม่สิ่งหนึ่ง พัดให้ตัวกุมารนั้นขึ้นหนบน ให้หัวลงมาสู่ที่จะออก นั้น ดุจดั่งฝูงนรกอันยมบาลกุม ตีนแลหย่อนหัวลงในขุมนรกนั้น อันลึกได้แลร้อยวานั้น เมื่อกุมารนั้นคลอด ออกจากท้องแม่ ออกแลไปบ่มิพ้นตน ตนเย็นนั้นแลเจ็บเนื้อเจ็บตนนักหนา ดั่งช้างสารอันท่านชักท่านเขอนอ อกจากประตู ลักษอันน้อยนั้น แลคับตัวออกยากลำ บากนั้น ผิบ่มิดั่งนั้น ดั่งคนผู้อยู่ในนรกแล แลภูเขาอันชื่อ คังไคบรรพตหีบแลเหงแลบดบี้นั้นแล ครั้นออกจากท้องแม่ไสร้ ลมอันมีในท้องผู้น้อยค่อยพัด ออกก่อน ลมอัน มีภายนอกนั้นจึงพัดเข้านั้นนักหนา พัดเข้าถึงต้นลิ้นผู้น้อยจึงอย่า ครั้นออกจากท้องแม่ แต่นั้นไปเมือหน้า กุมารนั้นจึงรู้หายใจเข้าออกแล ผิแลคนอันมาแต่นรกก็ดี แลมาแต่เปรตก็ดี มันคำ นึงถึงความอันลำ บากนั้น ครั้นว่าออกมาก็ร้องไห้แล ผิแลคนผู้มาแต่สวรรค์ แลคำ นึงถึงความสุขแต่ก่อนนั้น ครั้นว่าออกมาไสร้ ก็ย่อม หัวร่อก่อนแล แต่คนผู้มาอยู่ในแผ่นดินนี้ทั่วทั้งจักรวาลอันใดอันอื่นก็ดี เมื่อแรกมาเกิดในท้องแม่ก็ดี เมื่ออยู่ใน ท้องแม่ก็ดี เมื่อออกจากท้องแม่ก็ดีในกาลทั้ง ๓ นั้นย่อมหลงบ่มิได้คำ นึงรู้อันใดสักสิ่ง ฝูงอันมาเกิดเป็นพระ ปัจเจกโพธิเจ้าก็ดี แลเป็นพระอรหันตาขีณาสพเจ้าก็ดี แลมาเป็นพระองค์ อัครสาวกเจ้าก็ดี เมื่อ ธ แรกมาเอา ปฏิสนธินั้นก็ดี เมื่อ ธ อยู่ในท้องแม่นั้นก็ดี แลสองสิ่งนี้เมื่ออยู่ ในท้องแม่นั้นบ่ห่อนจะรู้หลง แลยังคำ นึงอยู่ทุก อัน เมื่อจะออกจากท้องแม่วันนั้นไสร้จึงลมกรรมชวาตก็พัดให้หัวผู้น้อยนั้นลงมาสู่ที่จะออก แลคับแคบแอ่น ยันนักหนา เจ็บเนื้อเจ็บตน ลำ บากนักดังกล่าวมาแต่ก่อน แลพลิกหัวลงบ่มิได้รู้สึกสักอัน เริ่มดั่งท่านผู้จะออก มาเป็นพระ ปัจเจกโพธิเจ้าก็ดี ผู้จะมาเกิดเป็นลูกพระพุทธเจ้าก็ดี คำ นึงรู้สึกตนและมีหลงแต่สองสิ่งนี้คือ เมื่อ จะเอาปฏิสนธิแลอยู่ในท้องแม่นั้นได้แล เมื่อจะออกจากท้องแม่นั้นย่อมหลงดุจคนทั้งหลายนี้แลส่วนว่าคนทั้ง หลายนี้ไสร้ย่อมหลงทั้ง ๓ เมื่อ ควรอิ่มสงสารแล ๑๐


ด้านเนื้อหา ๑.แต่งแบบร้อยแก้ว เนื้อหาเข้าใจง่าย ลักษณะคำ ประพันธ์ของเนื้อเรื่องของไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมิแต่ง เป็นแบบร้อยแก้ว ทำ ให้สามารถอ่านแล้วเข้าใจเนื้อหาได้โดยง่าย เพราะใช้คำ แต่งในเรื่องไม่ยากจนเกินไป ทำ ให้ ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อออกมาถึงผู้อ่าน “…เบื้องหลังกุมารนั้นต่อหลังท้องแม่ แลนั่งยองอยู่ในท้องแม่ แลกำ มือทั้งสอง คู้คอต่อหัวเข่าทั้งสอง เอา หัวไว้เหนือหัวเข่าเมื่อนั่งอยู่นั้นดั่งนั้น เลือดแลน้ำ เหลืองย้อยลงเต็มตนยะหยดทุกเมื่อแล…” ๒.มีสัมผัสคล้องจอง มีทั้งสัมผัสใน(ในวรรค) และสัมผัสนอก (ระหว่างวรรค) ทำ ให้เกิดความสละสลวยเวลาอ่าน “แลกุมารนั้นเจ็บเนื้อเจ็บตนดั่งคนอันท่านขังไว้ ในไหอันคับแคบนักหนา...” “เอาหัวไว้เว้หนือหัวเข่าเมื่อนั่งอยู่นั้นดั่งนั้น เลือดแลน้ำ เหลืองย้อยลงเต็มตนยะหยุดทุก เมื่อแล...’’ ๓.สาระของเรื่อง แสดงการเกิดของมนุษย์ทั้งชายและหญิง ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงคลอด ดำ เนินผ่านไป อย่างเป็น ลำ ดับขั้นตอนอย่างชัดเจน โดยผู้แต่งเข้าใจเรื่องการกำ เนิดของมนุษย์อย่างมี ความคิดแบบวิทยาศาสตร์อยู่มาก ดังนี้ ลำ ดับการเกิดของมนุษย์ในไตรภูมิพระร่วง เริ่มจาก • ปฏิสนธิ เรียกว่า กลละ (ขนาดเศษ ๑ ส่วน ๒๕๖ ของเส้นผม) • ๗ วัน เรียกว่า อัมพุทะ (น้ำ ล้างเนื้อ) • ๑๔ วัน เรียกว่า เปสิ มีลักษณะเป็นชิ้นเนื้อ • ๒๑ วัน เรียกว่า ฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ แท่งเนื้อ ขนาดเท่าไข่ไก่ • ๒๘ วัน เรียกว่า เบญจสาขาพูด เริ่มมี ๒ แขน 6 ขา และหัว (ครบ 9 เดือน) • ๓๕ วัน มีฝ่ามือ นิ้วมือ ลายนิ้วมือ . • ๔๒ วัน มีขน เล็บเท้า เป็นมนุษย์ครบสมบูรณ์ - ๕๐ วัน ท่อนล่างของทารกเจริญเติบโตสมบูรณ์ • ๘๔ วัน ท่อนบนของทารกเจริญเติบโตสมบูรณ์ • ๑๘๔ วัน เป็นเด็กสมบูรณ์ และนั่งกลางท้องแม่ (ครบ 5 เดือน วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี ๑๑


๔.โครงเรื่อง มีการลำ ดับความเป็นไปตามทีละขั้นตอนตามช่วงเวลา โดยเริ่มตั้งแต่เกิดเป็น กลละ (เซลล์) ที่มี ขนาดเล็กมาก ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นเบญจสาขาหูด (หูดห้ากิ่ง) และเจริญ เติบโตเป็นตัวคนที่อยู่ในท้อง จน กระทั่งถึงตอนคลอดออกมา “เกิดมีอาทิแต่เกิดเป็นกลละนั้นโดยใหญ่แต่ละวันแลน้อย ครั้นถึง ๗ วัน เป็นดั่งน้ำ ล้างเนื้อนั้นเรียกว่าอัมพุทะ อัมพุทะนั้นโดยใหญ่ไปทุกวารไสร้ ครั้นได้ถึง ๒ วาร ขึ้นเป็นดัง ตะกั่วอันเชื่อมอยู่ในหม้อเรียกชื่อว่าเปส เปนนั้น ค่อยใหญ่ไปทุกวัน ครั้นถึง ๗ วัน แข็งเป็น ก้อนดั่งไข่ไก่เรียกว่าฃนะ ฆนะนั้นค่อยใหญ่ไปทุกวัน ครั้นถึง ๗ วันเป็น ตุ่มออกได้ ๕ แห่ง ดั่งหูดนั้น เรียกว่าเบญจสาขาหุด เบญจสาขาพูดนั้นเป็นมือ ๒ อัน เป็นต้น ๒ อัน พูดเป็นหัว นั้นอันหนึ่ง แลแต่นั้นค่อยไปเบื้องหน้าทุกวัน ครั้นถึง ๗ วันเป็นฝ่ามือ เป็นนิ้วมือ แต่นั้นไป ถึง ๗ วัน คำ รบ ๔๒ จึงเป็นขน เป็นเล็บตีนเล็บมือ เป็นเครื่องสำ หรับเป็นมนุษย์ถ้วนทุกอัน แล แต่รูปอันมีกลางคนไสร้ ๕๐ แต่รูปอันมี หัวได้ ๘๔ แต่รูปอันมีเบื้องต่ำ ได้ ๕๐ ผสมรูปทั้ง หลายอันเกิดเป็นสัตว์อันอยู่ในท้องแม่ได้ ๑๘๔ แลกุมารนั้นนั่ง กลางท้องแม่... ...เมื่อกุมารนั้นคลอดออกจากท้องแม่ ออกแลไปบ่มพันตน ตนเย็นนั้นแลเจ็บเนื้อเจ็บ ตนนักหนา ดั่งช้างสารอัน ท่านชักท่านเป็นออกจากประตูลักษอันน้อยนั้น แลคับตัวออกยาก ลำ บากนั้น ผีบ่มีดั่งนั้น ดั่งคนผู้อยู่ในนรกแล แลภูเขาอันชื่อดังไทยบรรพตหีบแลเหงแลบดบี้ นั้นแล ครั้นออกจากท้องแม่ไสร้ ลมอันมีในท้องผู้น้อยค่อยพัดออก ก่อน ลมอันมีภายนอก นั้นจึงพัดเข้านั้นนักหนา พัดเข้าถึงต้นลิ้นผู้น้อยจึงอย่า ครั้นออกจากท้องแม่ แต่นั้นไปเมื่อ หน้ากุมารนั้นจึงรู้หายใจเข้าออกแล...” ๕.ตัวละคร ๕.๑ มนุษย์ -อุตตรกุรุทวีป คนที่เกิดทวีปนี้จะมีรูปหน้าเป็นสี่เหลี่ยม อายุขัยยาว ๑๐๐๐ ปี ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ทุกคน -บุรพวิเทหทวีป คนที่เกิดในทวีปนี้จะมีรูปหน้าเป็นทรงกลม และมีอายุขัย ๗๐๐ ปี -อมรโคยานทวีป คนที่เกิดในทวีปนี้มีรูปหน้าเป็นพระจันทร์ครึ่งดวง และมีอายุขัย ๕๐๐ ปี -ชมพูทวีป คนที่เกิดในทวีปนี้จะมีรูปหน้าเป็นรูปไข่ มีอายุขัยไม่แน่นอน แล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำ ไว้ ๖.ฉาก - อุตตรกุรุทวีป อยู่ทิศเหนือ สันฐานเป็นสี่เหลี่ยมกว้างและรีเท่ากัน - บุรพวิเทหทวีป อยู่ทิศตะวันออก สันฐานของทวีปเป็นวงกลม - อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตก สันฐานของทวีปเป็นพระจันทร์ครึ่งดวง - ชมพูทวีป อยู่ทางใต้ สันฐานของทวีปเป็นดุมเกวียน ๑๒


๑๓


ด้านวรรณศิลป์ ๑. บรรยายโวหาร เนื้อเรื่องของไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมินั้นมีลักษณะเป็นบรรยายโวหารเพราะเนื้อ เรื่อง บรรยายแต่ละขั้นตอนของการเจริญเติบโตของทารกในท้องมารดาตั้งแต่หลังมีการ ปฏิสนธิ ไปจนถึงตอนคลอด บุตรอย่างละเอียด “...ผิรูปอันจะเกิดเป็นชายก็ดีเป็นหญิงก็ดี เกิดมีอาทิแต่เกิดเป็นกลละนั้นโดยใหญ่แต่ละวัน แลน้อย ครั้งถึง ๗ วัน เป็นดั่งน้ำ ล้างเนื้อนั้นเรียกว่าอัมพุทะ อัมพุทะนั้นโดยใหญ่ไปทุกวาร ไสร้ ครั้นได้ถึง ๒ วาร ขันเป็นดั่งตะกั่วอัน เชื่อมอยู่ในหม้อเรียกชื่อว่าเปส เปนนั้นค่อยใหญ่ ไปทุกวัน ครั้งถึง ๗ วัน แข็งเป็นก้อนดั่งไข่ไก่เรียกว่าชนะ ชนะ นั้นค่อยใหญ่ไป....” ๒. พรรณนาโวหาร มีบางส่วนของเนื้อเรื่องที่มีลักษณะเป็นแบบพรรณนาโวหารทําให้เห็นภาพพจน์ได้อย่างชัด ตัวอย่างดังนี้ “…เบื้องหลังกุมารนั้นต่อหลังท้องแม่ แลนั่งยองอยู่ในท้องแม่ แลกำ มือทั้งสอง คู้คอต่อหัวเข่าทั้งสอง เอาไว้ เหนือหัวเข่าเมื่อนั่งอยู่ในนั้นดั่งนั้น เลือดแลน้ำ เหลืองย้อย ลงเต็มตนยะหยดทุกเมื่อแล....” จากคำ ประพันธ์ข้างต้น สามารถให้ภาพพจน์ของทารกที่อยู่ในท้องนั้นนั่งกำ มือทั้งสอง ข้างโดยที่นั่งงอตัวให้หัว เข่าชนกับศีรษะ และมีน้ำ คร่ำ ในท้องล้อมรอบทารกอยู่ ๓. อุปมาโวหาร ๓.๑ เปรียบเหล่าตัวตืดและพยาธิที่ชอนไชเด็กในท้องนั้นเหมือนหนอนที่อยู่ในปลาเน่า “...ติดแลเฮือนฝูงนั้นเริ่มตัวกุมารนั้นไสร้ ดุจดั่งหนอนอันอยู่ในปลาเน่า...” ๓.๒ เปรียบสายสะดือของเด็กมีลักษณะเหมือนกับก้านบัว ที่มีลักษณะกลวงตรงกลาง เหมือนกัน “...อันว่าสายสะดือแห่งกุมารนั้น กลวงดั่งสายก้านบัวมีชื่อว่าอุบล...” ๓.๓ เปรียบความร้อยในท้องแม่ร้อนเหมือนเอาใบตองห่อทารกแล้วนำ ไปต้มในหม้อ “...ในท้องแม่นั้นร้อนนักหนาดุจดั่งเราเอาใบตองเข้าจ่อตน แลต้มในหม้อนั้นไสร้... ๓.๔ เปรียบลักษณะของเด็กในท้องที่ศีรษะอยู่ด้านล่าง ลำ ตัวอยู่บน เหมือนกับยมบาลใน นรกที่จับเท้าแล้ว ห้อยหัวคนลง “...ผัดให้ตัวกุมารนั้นขึ้นหนบน ให้หัวลงมาสู่ที่จะออกนั้น ดุจดั่งฝูงนรกอันยมบาล กุมตีนแลหย่อนหัวลงใน ขุมนรก...” ๓.๕ เปรียบเด็กในท้องแม่ว่าถูกโยนตัวไปมาเหมือนลูกเนื้อทรายที่โคลงเคลงไปมาอยู่ใน มือของชายเมาเหล้า หรือเหมือนลูกงูที่หมองูเอาไปเล่น “...ดุจดั่งลูกทรายอันฟังออกแล อยู่ธรห้อย ผีดุจดั่งคนอันเมาเหล้า ผีบ่มิดุมิดุจดั่งลูก อันหมองูเอาไปเล่นนั้นแล...” ๑๔


๔. อุปลักษณ์ เปรียบการคลอดลูกผ่านช่องคลอดเล็กๆ เหมือนกับการเขุนเอาช้างออกจากประตูเล็กๆ หรือไม่เช่นนั้น ก็ เหมือนกับมีภูเขาคังไคยที่หนีบ ทับ และบดบี้อยู่ “...เมื่อกุมารนั้นคลอดออกจากท้องแม่ ออกและมีพันตน ตนเย็นนั้นแลเจ็บเนื้อเจ็บตน นักหนา ดั่งช้างสารอัน ท่านชักท่านเป็นออกจากประตูลักษณอันน้อยนั้น แลกับตัวออกยาก ลําบากนั้น ผิบ่มิ ง ม ดั่งคนผู้อยู่ในนรกแล แลภูเขาอันชื่อดังไคยบรรพตหีบและเหงแล บดบี้นั้นแล..." ๕. อติพจน์ ๕.๑ กล่าวถึงความร้อนในท้องแม่ที่ร้อนมากจนเหมือนถูกต้นอยู่ในหม้อ “…ในท้องแม่นั้นร้อนนักหนาดุจดั่งเราเอาใบตองเข้าจ่อตน แลต้นในหม้อนั้นไสร้...” ๕.๒ กล่าวถึงการคลอดเด็กออกมาจากท้องว่าเหมือนเป็นการเข็ญช้างออกจากประตูเล็ก “เมื่อกุมารนั้นคลอดออกจากท้องแม่ ออกแลไปบ่มพันตน ตนเย็นนั้นแลเจ็บเนื้อเจ็บตน นักหนา ดั่งช้างสารอัน ท่านชักท่านเป็นออกจากประตูลักษอันน้อยนั้น...” ๖. คำ ไวพจน์ ๖.๑“…บ่ห่อนจะได้สักคาบ คนผู้ใดอยู่ในท้องแม่ ๗ เดือนแลคลอดนั้น แม่เลี้ยง เป็นคนก็ดี บ่มิไมิด้กล้าแข็ง…” คำ ว่า บ่ คือ ไม่ คำ ว่า มิ คือ ไม่ ๗. คำ อัพภาส ๗.๑“…เมื่อมันอยู่ในท้องแม่นั้นย่อมเดือดเนื้อร้อนใจแลกระหนกระหาย…” ๗.๒ “…เลือดแลน้ำ เหลืองย้อยลงเต็มตนยะหยดทุกเมื่อแล…” ๘. สัมผัสในและสัมผัสนอก ๘.๑“…ตนกุมารนั้นเย็น เย็นเนื้อเย็นใจ เมื่อยังอยู่ในท้องแม่นั้น อยู่เยู่ย็นเป็นสุขสำ ราญบานใจ…” ๘.๒ “…แลกุมารนั้นนั่งกลางท้องแม่ แล เอาหลังมาต่อหนังท้องแม่…” ๘.๓“…กระหม่อมทับหัวกุมารอยู่นั้นแล แลลำ บากนักหนา แต่อต่าหารอันแม่กินก่อนไสร้…” ๑๕


๙. จินตภาพ ๙.๑ ด้านกลิ่น ๙.๑.๑ กลิ่นเหม็นในท้องแม่ “…ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่นตืดแลเอือนอันได้ ๘๐ ครอก…” ๙.๒ ด้านภาพ ๙.๒.๑ ภาพภายในท้องแม่ที่ที่คับแคบจนเด็กไม่สามารถเหยียดมือเหยียดเท้าได้ “…แต่กุมารนั้นอยู่ในท้องแม่ บ่ห่อนได้หายใจออกเสียเลย บ่ห่อนได้มือตีนมือออกดั่งเราท่านทั้งหลายสักคาบ หนึ่งเลย แลกุมารนั้นเจ็บเนื้อเจ็บตนดั่งคนอันท่านขังไว้ ในไหอันคับแคบนักหนา…” ๙.๓ ด้านการเคลื่อนไหว ๙.๓.๑ เด็กในท้องแม่ถูกโยนตัวไปมาเหมือนลูกเนื้อทรายโคลงเคลงไปอยู่ในมือของคนเมา “…กุมารอยู่ในท้องแม่นั้นให้เจ็บเพียงจะตายแล ดุจดั่งลูกทรายอันพึ่งออกแลอยู่ธรห้อย ผิบ่มิดุจดั่งคนอันเมา เหล้า…” ๑๐. มีการใช้คำ ที่เป็นจังหวะน่าฟัง ๑๐.๑“…พึงเกลียดพึงหน่ายพ้นประมาณนัก…” ๑๐.๒ “…บ่มิทมินแดดทนฝนได้แล…” ๑๐.๓“…ซึ่งอยู่ในท้องแม่อันเป็นที่เหม็นแลที่อ ที่ อกลูกออกเต้า…” ๑๐.๔ “…ผิรูปอันจะเกิดเป็นชายก็ดีเป็นหญิงก็ดี…ดี” ๑๑. การซ้ำ คำ ๑๑.๑“... ผิแลคนอันมาแต่นรกก็ดี แลมาแต่เปรตก็ดี มันคำ นึงถึงความอันลําบากนั้น ครั้นว่าออกมาก็ร้องไห้แล ผิแลคนผู้มาแต่สวรรค์ แลคำ นึงถึงความสุขแต่ก่อนนั้น ครั้นว่าออกมาไสร้ ก็ย่อมหัวร่อก่อนแล แต่คนผู้มาอยู่ใน แผ่นดินนี้ทั่วทั้งจักรวาลอันใดอันอื่นก็ดี เมื่อแรกมาเกิดในท้องแม่ก็ม่ ก็ดี เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็ม่ ก็ดี เมื่อออกจากท้องแม่ก็ม่ ก็ดี ในกาลทั้ง ๓ นั้นย่อมหลงบ่มิได้คำ นึงรู้อันใดสักสิ่ง ฝูงอันมาเกิดเป็นพระปัจเจกโพธิเจ้าก็ดี แลเป็นพระอรหันตา ขีณาสพเจ้าก็ดี แลมาเป็นพระองค์อัครสาวกเจ้าก็ดี เมื่อ ธแรกมาเอาปฏิสนธินั้นก็ดี เมื่อ ธ อยู่ในท้องแม่นั้นก็ดี.ดี..” ๑๖


คุณค่าด้านสังคม ๑. คุณค่าด้านศาสนา ผู้คนในสมัยนั้นนับถือศาสนา เพราะมีการกล่าวถึงพระปัจเจกโพธิเจ้าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระอัครสาวก “…ฝูงอันมาเกิดเป็นพระปัจเจกโพธิเจ้าก็ดี แลเป็นพระอรหันตาขีณาสพเจ้าก็ดี แลมาเป็น พระองค์อัครสาวกเจ้าก็ดี…” ๒. ด้านความเชื่อ ๒.๑ ความเชื่อ-ลมกรรมชวาต “…เมื่อจะออกจากท้องแม่วันนั้นไสร้จึงลมกรรมชวาตก็พัดให้หัวผู้น้อยนั้นลงมาสู่ที่จะออก…” ๒.๒ ความเชื่อเกี่ยวกับพระปัจเจกพุทธเจ้า “...พระอรหันต์ และพระอัครสาวกฝูงอันมาเกิดเป็นพระปัจเจกโพธิเจ้าก็ดีแลเป็น พระอรหันตาขีณาสพเจ้าก็ดี แลมาเป็นพระองค์อัครสาวกเจ้าก็ดี เมื่อ ธ แรกมาเอาปฏิสนธิ นั้นก็ดีเมื่อ ๕ อยู่ในท้องแม่นั้นก็ดีแลสองสิ่งนี้เมื่ออยู่ในท้องแม่นั้นบ่ห่อน จะรู้หลง แลยัง คํานึงรู้อยู่ทุกอัน.…” ๒.๓ ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด “...ผิแลคนอันมาแต่นรก ก็ดีแลมาแต่เปรตก็ดี มันคํานึงถึงความอันลําบากนั้น ครั้นว่าออกมาก็ ร้องไห้แลผิดแลคนผู้มาแต่สวรรค์ แลคํานึงถึงความสุข แต่ก่อนนั้น ครั้นว่าออกมาไสร้ ก็ย่อม หัวร่อก่อน.…” ๑๗


๒.๔ ความเชื่อ-เทวดาและอมนุษย์ “…ผิแลคนอันมาแต่นรก ก็ดีแลมาแต่เต่ ปรตก็ดี มันคํานึงถึงความอันลําบากนั้นครั้นว่าออก มาก็ร้องไห้แลผิแลคนผู้มาแต่สวรรค์ แลคํานึงถึง ความสุขแต่ก่อนนั้น ครั้นว่าออกมา ไสร้ก็ย่อมหัวร่อก่อนดุจดั่งฝูงนรกอันยมบาล กุมตีนแลหย่อนหัวลงในขุมนรกนั้น…” ๒.๕ ความเชื่อ-บุญกรรม “…ส่วนตัวกุมารนั้นบมิไหม้ เพราะว่าเป็นธรรมดาด้วยบุญกุมารนั้น จะเป็นคนแล จึงให้บ่มิไหม้บ่มิตายเพื่อดั่งนั้นแลด้วยกรรมนั้นกลายเป็นลมในท้องแม่สิ่งหนึ่ง…” ๒.๖ ความเชื่อ-ภพภูมิ “…ดุจดั่งฝูงนรกอันยมบาลกุมตีนแลหย่อนหัวลงในขุมนรกนั้นดั่งคนผู้อยู่ในนรกแล แลภูเขาอันชื่อ ดังไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบี้ นั้นแลผิแลคนอันมาแต่นรก ก็ดีแลมาแต่เต่ ปรตก็ดีมัน คํานึงถึงความอันลําบากนั้น ครั้นว่าออกมาก็ ร้องไห้แลผิแลคนผู้มาแต่สวรรค์ แลคํานึงถึง ความสุขแต่ก่อนนั้น…” ๑๘


๑. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ สืบค้นเมื่อ:๑๙/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://anyflip.com/nczve/ivpg/basic ๒. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: วรรณคดี : ไตรภูมิพระร่วง (ฉบับสรุป) สืบค้นเมื่อ:๑๙/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://www.gotoknow.org/posts/422620#google_vignette ๓. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: เรื่องย่อ ไตรภูมิพระร่วง สืบค้นเมื่อ:๒๐/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://board.postjung.com/730910 ๔. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: ไตรภูมิพระร่วง สืบค้นเมื่อ:๒๐/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://elfhs.ssru.ac.th/warunya_aj/pluginfile.php/73/block_html/content ๕. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ สืบค้นเมื่อ:๒๐/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://pubhtml5.com/ypxl/fnhl ๖. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: ไตรภูมิพระร่วง สืบค้นเมื่อ:๒๑/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:http://ornsirinwk.blogspot.com/2019/08/blog-post_29.html?m=1 ๗. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: ไตรภูมิกถาฉบับถอดความ สืบค้นเมื่อ:๒๓/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://vajirayana.org ๘. ชื่อผู้เขียน:ไม่ทราบ ชื่อเรื่อง: ไตรภูมิพระร่วง (เตภูมิกถา) สืบค้นเมื่อ:๒๔/๐๘/๒๕๖๖ จาก เว็บไซต์:https://pubhtml5.com/jthf/iluy/ อ้างอิง


ภาคผนวก คําอธิบายศัพท์และข้อความ กลละ รูปแรกเริ่มที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาในช่วงสัปดาห์แรก ซึ่ง เปรียบได้กับเอาผมคนมาผ่า ๘ ครั้ง (เท่ากับ ๑/๒๕๖ ของ เส้นผม) แล้วจุ่มลงในน้ำ มันงาที่ใสมากและสลัด ๗ ครั้ง แล้วถือไว้ น้ำ มันที่เหลือติดอยู่ที่ปลายผมนั้นยังมีขนาด ใหญ่กว่ากลละ ครั่ง เพลี้ยหอยชนิดหนึ่ง ผลิตสารสีแดงเรียกว่า ขี้ครั่งซึ่งใช้ ประโยชน์ต่างๆ เช่น เป็นสีย้อมวัสดุ เป็นที่ปิดผนึกเอกสาร สำ คัญ เป็นต้น ฆนะ ก้อน แท่ง จตุราบาย ที่ ป่าช้า ที่ เร่ว เทียร อบาย ๔ หมายถึง อบายภูมิ ๔ ได้แก่ นรกภูมิ ดิรัจฉานภูมิ เปรตวิสัยภูมิ และอสุรกายภูมิ เป็นคำ โบราณแปลว่า ย่อม มักใช้คุ่กับคำ ว่า ย่อม เป็น เทียรย่อม นะแน่ง ยิ่งนัก เบญจสาขาหูด ปุ่มที่เป็น ๕ กิ่ง ในที่นี้หมายถึงก้อนเนื้อที่มีปุ่มเกิด ๕ ปุ่ม คือ หัว ๑ ปุ่ม แขน ๒ ปุ่ม ขา ๒ ปุ่ม ประตูลักษ คือช่องดาลซึ่งเป็นรุสำ หรับสอดลูกดาลเข้าไปเขี่ย ดาล(กลอน) ที่ขัดบานประตู ช่องดาลเทียบได้กับรูกุญแจ เปสิ ชิ้นเนื้อ (ในครรภ์มารดา)


ภาคผนวก คําอธิบายศัพท์และข้อความ เริม ไซซอน ดุน (ภาษาถิ่นอีสาน เริม , เลิม แปลว่า ออ , คั่ง กันอยู่) ลมกรรมชวาด ลมเกิดแต่กรรม หมายถึง ลมที่เกิดในเวลาที่มารดาจะ คลอดบุตร โสด อีกส่วนหนึ่ง เหง อุตุกาล ฤดูกาล เอือน ทับ พยาธิในท้องชนิดหนึ่ง (ภาษาถิ่นใต้ เอือน แปลว่าตืด) แอ่นยัน คดเพราตัวถูกกดดันด้วยลมกรรมชวาด


ภาคผนวก


ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version