มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
นายธนาธิป ชาวนาดอน
เลขที่ ๑๓ ม.๕/๖
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
๑. ประวัติผู้เเต่ง
๒. ลักษณะคำประพันธ์
๓. ความเป็นมาของเรื่อง
๔. ตัวละครในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
๕. เนื้อเรื่องย่อ
๖. ถอดความจากบทประพันธ์
๗. ข้อคิดจากเรื่อง
๑. ประวัติผู้เเต่ง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เกิดในช่วงปลาย
สมัยอยุธยา รับราชการในสมัยสมเด็จ
พระเจ้าตากสิน กรุงธนบุรี
โดยมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต
หน้าที่การงาน
เจ้าพระยาพระคลัง(หน) - หลวงสรวิชิต (พระเจ้าตาก)
- นายด่านเมืองอุทัยธานี (ร. ๑)
- พระยาพิพัฒน์โกษา (ร. ๑)
- เจ้าพระยาพระคลังเสนาบดี
จตุสดมภ์ กรมท่า (ร. ๑)
-ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘ (ร. ๑)
นอกจากผลงานด้านราชการแล้ว เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ยังมีผลงานด้านการประพันธ์จำนวนมาก เช่น
สามก๊ก (ฉบับแปล) ราชาธิราช บทมโหรีเรื่องกากี อิเหนาคำฉันท์ ร่ายยาวมหา
เวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร และกัณฑ์มัทรี ฯลฯ
๑. ประวัติผู้เเต่ง
ผลงานการประพันธ์
๒. ลักษณะคำประพันธ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี มีลักษณะคำประพันธ์เป็นแบบร่ายยาว
โดยหนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ ส่วนใหญ่จะนิยมแต่ง ๕ วรรคขึ้นไป แต่ละ
วรรคมีจำนวนคำ ๖-๑๐ คำ และใช้คำสร้อย เช่น นั้นแล แล้วแล
ดังนี้ ฯลฯ ซึ่งคำสร้อยนี้จะมีก็ได้หรือไม่มีก็ได้
ฉันทลักษณ์ของร่ายยาว จะมีการบังคับเฉพาะคำสุดท้ายของวรรคก่อน
หน้าจะสัมผัสกับคำที่ ๑ ถึงคำที่ ๕ ของวรรคถัดไป เช่น
“...จึ่งตรัสว่าโอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยจะมิดึกดื่น จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งไปเสียแล้ว
หรือกระไรไม่รู้เลย พระพายรำเพยพัดมารี่เรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว...”
จุดเด่นของร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก คือ การมีคาถาบาลีขึ้นต้น เช่น
“...อิมาตา โปกฺขรณี รมฺมา เจ้าเคยมาประพาสสรงสนานในสระศรี โบกขรณี
ตำแหน่งนอกพระอาวาส นางเสด็จลีลาสไปเที่ยวเวียนรอบ จึ่งตรัสว่าน้ำเอ๋ยเคย
เปี่ ยมขอบเป็นไร…”
๓. ความเป็นมาของเรื่อง
จุดประสงค์ เพื่อจะนําหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาสอนประชาชน
ความหมายของคำว่า ‘ชาดก’ ชาดกเกิดจากการสร้างคำแบบบาลี
สันสกฤต โดยคำว่า ชาดก มาจาก ชาตะ แปลว่า เกิด
ดังนั้น ชาดก จึงหมายถึง ผู้ที่เกิดมาแล้ว
๔. ตัวละครในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
พระเวสสันดร
พระเวสสันดรเป็นตัวละครหลักของร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นพระโอรสของ พระ
เจ้ากรุงสัญชัยและพระนางผุสดีแห่งเมืองสีพี พระเวสสันดรมักจะบริจาคทานด้วยวิธีต่าง
ๆ มาตั้งแต่เด็ก เช่น ยกเครื่องประดับเงินทองแก้วเพชรของตนให้ผู้อื่น ต่อมาเมื่ออภิเษก
กับพระนางมัทรี และมีลูกชื่อพระกัณหา และพระชาลี พระองค์ได้ตั้งโรงทานจำนวนมาก
และบริจาคช้างปัจจัยนาเคนทร์ซึ่งเป็นช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองให้กับทูตของเมืองอื่ นที่มา
ขอช้างเชือกนี้ ทำให้ชาวเมืองไม่พอใจจึงเรียกร้องให้พระเจ้ากรุงสัญชัยเนรเทศ
พระเวสสันดรออกจากเมือง พระเวสสันดร
พระนางมัทรีและลูก ๆ จึงต้องออกจากเมืองไปอยู่ในป่า ซึ่งพระเวสสันดรได้บำเพ็ญเพียร
ภาวนาประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในอาศรม ส่วนพระนางมัทรีได้ดูแลปรนนิบัติลูกและสามีที่
อาศัยอยู่ในอาศรมแห่งนี้
พระนา
งมัทรี
พระนางมัทรีเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์มัทราช อภิเษกสมรสกับพระเวสสันดร มีพระ
โอรสชื่อพระชาลี และมีพระธิดาชื่อพระกัณฑ์หา ด้วยความภักดีต่อพระสวามีนางจึงพาลูก
ๆ ตามเสด็จพระเวสสันดรออกมาอยู่ในป่าด้วย ทั้งยังทำหน้าที่ดูและปรนนิบัติรับใช้สามี
และดูแลลูกทั้งสองตามหน้าที่ของตน
พระช
าลี
พระชาลีเป็นพระราชโอรสของพระเวสสันดรกับพระนางมัทรี ซึ่งคำว่า ชาลี หมายถึง ตาข่าย
มาจากตอนที่พระชาลีประสูติ เหล่าพระประยูรญาติได้นำตาข่ายทองมารองรับพระชาลี
พระกั
ณหา
พระกัณหาเป็นพระราชธิดาของพระเวสสันดรกับพระนางมัทรี
และเป็นพระกนิษฐา
(น้องสาว) ของพระชาลี
ชูชก
ชูชกเกิดในตระกูลพราหมณ์แต่กลับเที่ยวขอทานผู้อื่นเพื่อเลี้ยงชีพ และมีนิสัยที่เรียกว่า
บุรุษโทษ ๑๘ ประการ เช่น ความตระหนี่ ความโลภ ความฉลาดในกลอุบายและเล่ห์เหลี่ยม
ต่าง ๆ เป็นต้น
๕. เนื้อเรื่องย่อ
กล่าวถึงพระนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้ แล้วเจอเหตุการณ์มหัศจรรย์ต่าง ๆ จึงเดินทางกลับ
อาศรม ก็เกิดพายุใหญ่ มืดครึ้มไปทั่วบริเวณ อีกทั้งยังมีสิงห์สาราสัตว์ร้าย มาขวางทางไว้
เมื่อมาถึงอาศรมได้ทราบความ ทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก จนสลบไป หลังจากฟื้ นคืน
สติกลับมา พระนางก็อนุโมทนากับพระเวสสันดรด้วย
๖. ถอดความจากบทประพันธ์
ความว่า ตอนนั้นกล่าวถึงนางมัทรีที่เดินออกจากที่พัก ความว่า นางมัทรีได้สงสัยว่าเพราะเหตุใดต้นที่ผลไม้
ในใจก็คิดว้าวุ่นพะวงหวานหวาดกลัวเอาแต่คิดถึงแต่ลูก ขึ้นถึงมีดอกไม้ขึ้นส่วนต้นที่มีดอกไม้ก็มีผลไม้ขึ้น ลม
ตลอดเดินไปก็ทุกข์ไปแก้มทั้งสองของนางก็อาบไปด้วย พัดดอกไม้ร่วงลงมามากมาย ทั้งๆที่ตนเคยเก็บ
ดอกไม้เหล่านี้มาเป็นร้อยอย่างสวยงามให้ลูก ศัพท์
น้ำตา
ยาก มูนมากแปลว่ามากมาย
ความว่า นางมัทรีรู้สึกว่ามองไปทางไหนก็มืดมัว ความว่า มหัศจรรย์จริงยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ทุกเรื่อง
อีกทั้งท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีเป็นสีแดงนางมัทรีจึง ของลูกของตน นางจึงรีบเดินรีบเก็บผลไม้ใส่กระเช้า
รู้สึกได้ถึงลางร้ายที่จะเกิดขึ้นตาก็เริ่มพร่ามัว ใจ พอเจอกับเสือโคร่งเสือเหลืองและสิงโต นางก็กลัว
สั่นตัวก็สั่น คานที่หาบไว้ก็ร่วงลงจากบ่าของใน
มือก็ร่วงหล่น ตลาดยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนใจสั่นเหมือนเวลาตีปลา และร้องไห้พูดว่าเป็น
กรรมของตนเอง ศัพท์ยาก พญาพาฬมฤคราช
แปลว่าเสือโคร่งและราชสีห์
๖. ถอดความจากบทประพันธ์
ความว่า เวลาก็สายมากแล้วลูกๆคงคอยอยู่ แต่ทาง ความว่า ท้องฟ้าก็จะมืดแล้วยังไม่ได้เจอลูกเลย
ที่เดินระวังหุบเขาก็ดันมีสัตว์ร้ายทั้ง สามตัวมาสกัด พระนางไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดีถึงจะสามารถเดินต่อ
อีก จะไปทางอื่นก็ไม่ได้ทั้งสองข้างทางก็โดนกั้นไว้ ไปได้จึงเอาคานที่หาบไว้ลงแล้วยกมือขึ้นไหว้บอกสัตว์
ทั้งสาม ซึ่งเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์โปรดรับการเคารพ
เบญจางคประดิษฐ์นี้ด้วย
ความว่า พระนางมีนามว่ามัทรีเป็นภรรยาของ ความว่า พระอาทิตย์จะตกแล้วพระนางก็บอกว่านี่จะ
พระเวสสันดรแต่ได้จากบ้านเมืองมาอยู่ป่าตัว ถึงเวลาที่ลูกหิวนมขอให้พวกท่านกลับไปหาลูกเมีย
น้องก็ตามมาด้วยใจบริสุทธิ์แสดงความกตัญญู ท่านแล้วฉันจะแบ่งผลไม้ให้ส่วนที่เหลือฉันจะเอาไป
ฝากลูกกับสามีพวกท่านทั้งสามได้โปรดปล่อยฉันไป
จงรักภัคดีสามี
ด้วยเถิด
ความว่า เมื่อเทวดาทั้ง สาม ได้ฟังนางมัทรี
ขอร้องให้หลีกทางพรางน้ำตาไหลอาบแก้มก็
สงสารเมื่อพระจันทร์ขึ้นแล้วสัตว์ทั้งสาม จึงลุก
ขึ้นเปิดทางแก่พระนางพระนามรีบวิ่งกับพระ
อาศรมร้องทั้งน้ำตา
๖. ถอดความจากบทประพันธ์
ความว่า เมื่อถึงที่พักก็ใจหายเพราะไม่เห็นลูกเล่นอยู่ ความว่า ลูกที่รักของแม่ไม่เคยต้องลงมาเดินเหยียบ
เหมือนเดิมเรียกกันหาชาลีก็ไม่ออกมาทั้งๆที่แต่ก่อน ดินแม่เลี้ยงอย่างดีฟังแต่เสียงพี่กล่อมแม่อุส่าห์
จะออกมาทั้งๆที่แต่ก่อนจะออกมาหาอย่างพร้อม ทะนุถนอมอย่างดีตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้วแต่ต้องมา
เพียง เอาคานลงและกราบแม่ชาลีก็เลือกกินผลไม้ คอยหาเลี้ยงสามีทิ้งลูกไว้ สองคน
ชวนกันหาก็ขอกินนมตามประสาเด็กเล็ก
ความว่า ทั้งอาศรมดูเศร้าหมองเหมือนลูกจาก ความว่า หรือว่าลูกทั้งสองได้ตายในป่าหิมพานต์
แม่ไปแล้วนางจะไปถามสามีด้วยความสงสัยว่า แล้วนางมัทรีถามพระเวสสันดรกลับไม่ตอบอะไร
ทำไมลูกๆไปไหนไม่บอกหรือจะหนีไปไหนนอก ทำให้นางกัดกลุ้มใจเป็นอย่างมากพลางพูดว่าไม่เคย
เหนือสายตาของท่านสัตว์ป่าก็น่ากลัวถ้ามันมา มีครั้งไหนที่ทำให้รู้สึกแค้นใจขนาดนี้ตั้งแต่ออกมา
จากเมืองมาร่วมทุกข์กับลูกและสามีก็หวังว่าจะได้อยู่
ลากลูกไปกินเป็นอาหาร พร้อมหน้าพร้อมตากันให้เป็นสุขในเวลาที่ตกยาก
บ้างแต่พอลูกหายตัวไปความคิดทุกอย่างก็หยุดลง
ความว่า ได้เเต่ร้องขอความปราณีจากพระ ความว่า วาสนาของนางมัทรีคงหมดลงแล้วสามี
เวสสันดร แม้ว่าพระเวสสันดรจะเอาแต่นั่งนิ่ง จึงเงียบไม่พูดอะไรเลยลูกก็มาหายตัวไปอีกแล้ว
เหมือนมีเรื่องโกรธเคืองนางก็ตามพอเห็นแบบ นางจะอยู่ไปทำไมนางคงจอมตายๆเพราะลูกแน่ๆ
นั้นนางยิ่งรู้สึกเจ็บปวดเหมือนมีคนเอาเหล็กลน
ไฟมาแทงที่หัวใจ
๗. ข้อคิดจากเรื่อง
ความรักของแม่ที่มีต่อลูก เห็นได้จากความกังวลที่เกิดขึ้นเมื่อ
มีลางร้าย หรือความเศร้าโศกเสียใจเมื่อพระนางมัทรีไม่เจอลูกอยู่ใน
อาศรม สะท้อนให้เห็นว่าลูกเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ที่ไม่ว่ายุคสมัย
ไหน ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขของพ่อแม่ยังเป็นเรื่องคลาสสิกที่ไม่
เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
ความเชื่อเรื่องการทำนายฝัน หรือโชคลาง แม้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ความเชื่อเรื่องดวงชะตา
การทำนายฝัน หรือโชคลางยังคงอยู่ในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน
แม้จะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งอาจมาจากความเชื่อหรือสิ่งที่
มองไม่เห็นยังสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างความสบายใจให้กับ
ผู้คนได้ โดยเฉพาะเรื่องอนาคตหรือเรื่องที่เราไม่สามารถคาดเดาได้
ล่วงหน้า
มุมมองเรื่องลูกและภรรยานับเป็นสมบัติของสามี หรือสามีมีอำนาจเหนือกว่า
ภรรยา ทำให้สามีสามารถยกลูกและภรรยาให้กับผู้อื่นในฐานะทรัพย์สินอย่างหนึ่ง
ของตนได้ เพราะในอดีตยังมีเรื่องการขายทาส หรือค่านิยมชายเป็นใหญ่ ขณะที่
สภาพสังคมปัจจุบันเริ่มมองว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น และไม่มี
ทาสแบบในสมัยก่อน พ่อแม่จึงไม่สามารยกลูกของตนเองให้ผู้อื่นได้ และสามีไม่ได้
มีอำนาจเหนือภรรยาหรือมีบทบาทเป็นช้างเท้าหน้าแบบในอดีต
อ้างอิง
๑.มหาเวสสันดรชาดก. ๒๕๖๕.มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
.[ระบบออนไลน์].แหล่งที่มา https://blog.startdee.com/ (๒๙
ตุลาคม ๒๕๖๕ ).