กจิ กรรมท่ี ๕ สรา้ ง พัฒนามอดูล
บทเรียนโมดูล
วิชาหน้าท่พี ลเมอื งและศลี ธรรม
นางจริ นันท์ ดงตะนยั
ตาแหน่งครู วิทยฐานะครชู านาญการ
วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยมี หาสารคาม
สานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร
ก
คานา
บทเรียนโมดูลชดุ ที่ 1 เร่ืองสถาบนั ทางสงั คมของไทย ฉบับนี้ ขา้ พเจ้าเรยี บเรยี งขึ้นเพ่ือใชป้ ระกอบการ
เรียนรวู้ ิชาหนา้ ที่พลเมืองและศีลธรรม 200001501 ระดับชัน้ ปวช. โดยพยายามเขยี นเพ่อื ให้นกั เรียนเข้าใจงา่ ย
นักเรยี นสามารถศึกษาดว้ ยตนเอง เพ่อื ให้มคี วามรพู้ นื้ ฐานก่อนทีจ่ ะศกึ ษาเนือ้ หาน้ันจรงิ ๆและยังไดเ้ พิ่มเติมเน้ือหา
บางตอนเพ่ือช่วยเสริมความรคู้ วามเขา้ ใจแกน่ ักเรยี น นอกจากนยี้ ังไดเ้ พิ่มใบกิจกรรมเสรมิ ใหน้ ักเรยี นมี
ประสบการณ์ได้กว้างยิ่งข้ึน
บทเรยี นโมดูลชุดนม้ี จี ุดประสงค์เพ่อื ให้นักเรียนได้ศึกษาเกย่ี วกับความหมาย ความสาคัญ องค์ประกอบ
ภายในบทเรียนโมดลู เล่มน้ีประกอบด้วยคาแนะนาในการใช้โมดูล จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ แบบทดสอบภาคความรู้
ก่อนเรียน เน้อื หา ใบกจิ กรรม แบบทดสอบภาคความรู้หลังเรียน รวมทง้ั เฉลยใบกิจกรรมและแบบทดสอบ
บทเรียนโมดลู นนี้ กั เรยี นสามารถศกึ ษาค้นควา้ ด้วยตนเองและเรยี นรู้เปน็ กลุม่ เล็กๆ
ผจู้ ัดทาหวังเปน็ อยา่ งยิง่ ว่าบทเรียนโมดูลนีจ้ ะชว่ ยใหน้ กั เรยี นไดร้ บั ความรคู้ วามเข้าใจเกย่ี วกับสถาบนั ทาง
สงั คมมากย่ิงขึน้ และส่งผลให้ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรยี นสงู ขึ้น อยา่ งไรก็ตามในบทเรียนโมดูลเลม่ น้ี
อาจมีจุดบกพรอ่ งผดิ พลาด ขอใหท้ า่ นผอู้ า่ นโปรดแจง้ ให้ขา้ พเจ้าทราบด้วยจะขอบคณุ เปน็ อยา่ งย่ิง ขา้ พเจ้ายินดรี บั
ฟังข้อคดิ เห็นและข้อเสนอแนะจากทา่ น และพร้อมท่จี ะนามาแกไ้ ขปรบั ปรงุ ให้สมบรู ณแ์ ละถกู ต้องยิง่ ข้ึน
ลงชื่อ จริ นันท์ ดงตะนยั
(นางจริ นันท์ ดงตะนยั )
ข
สารบัญ หนา้
ก
คานา ...................................................................................................................................... ข
สารบัญ ................................................................................................................................... 1
คาแนะนาในการใช้บทเรยี นโมดูล............................................................................................. 2
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ............................................................................................................. 3
แบบทดสอบภาคความรู้ก่อนเรียน............................................................................................ 4
ใบความร.ู้ ................................................................................................................................. 5
6
1. สังคม........................................................................................................................
2. โครงสรา้ งทางสังคม.................................................................................................... 8
งานท่ตี ้องปฏิบัติ 9
ใบกจิ กรรมที่ 1 เรื่อง โครงสรา้ งทางสังคม................................................................................
ใบความรู้ เรือ่ ง สถาบนั ทางสังคม........................................................................................... 12
งานที่ต้องปฏิบัติ 13
ใบกิจกรรมที่ 2 สถาบนั ครอบครัว..................................................................................... 14
ใบกจิ กรรมท่ี 3 สถาบนั การศึกษา........................................................................................... 17
ใบกจิ กรรมที่ 4 สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์..................................................... 18
ใบกิจกรรมที่ 5 สถาบนั ทางสังคม........................................................................................... 19
แบบทดสอบภาคความรู้หลังเรยี น............................................................................................
แบบเฉลย...............................................................................................................................
1
คาชีแ้ จงในการใชโ้ มดูลสาหรับนกั เรียน
1. โมดลู นใ้ี ชส้ าหรบั ประกอบการเรียนการสอนวิชาหน้าทพี่ ลเมอื งและศีลธรรม 20000-1501
2. โมดลู นี้ ชว่ ยในการจัดการเรยี นการสอนโดยให้นกั เรยี นศกึ ษาขอ้ มูลตามลาดบั และศกึ ษาดว้ ยตนเอง โดยศกึ ษาข้อมลู
ต้ังแตเ่ ร่ิมตน้ ถึงเนอ้ื หาสดุ ท้ายอ่านทั้งเนอ้ื หาและกิจกรรมให้เขา้ ใจกอ่ น
3. ก่อนท่นี กั เรียนจะเข้าเรียนควรทาแบบทดสอบก่อน
4. ให้นักเรยี นทาไปทลี ะเรื่องเริม่ ต้งั แต่เร่อื งแรกเรียงไปตามลาดับโดยไม่ขา้ มเน้อื หาใดเน้อื หาหน่ึง
5. อา่ นเน้อื หาใหเ้ ขา้ ใจกอ่ นคิดใหด้ แี ล้วจึงตอบคาถามให้เรียบรอ้ ย
6. เมอ่ื ตอบคาถามเสรจ็ แล้วจากน้ันจึงเปดิ ดเู ฉลย
7. ถ้าตอบผิดให้กลับไปศึกษาเนือ้ หาอกี ครั้งทาความเข้าใจใหด้ ีแลว้ ตอบคาถามใหม่ถา้ ตอบคาถามผิดอีกใหป้ รกึ ษาครูผู้สอน
8. เม่ือศึกษาจบทกุ กรอบแลว้ ใหท้ าแบบทดสอบหลงั เรยี น นกั เรียนควรซ่ือสัตย์ต่อตนเองไมเ่ ปดิ ดูเฉลย
2
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ด้านความรู้
1. นกั เรียนบอกความหมาย ลักษณะสาคญั หนา้ ท่ี องค์ประกอบ และบรรทัดฐานของสังคมได้
2. นักเรยี นบอกความหมาย ลกั ษณะ และองค์ประกอบของโครงสร้างทางสงั คมได้
3. นกั เรียนบอกความหมาย ลกั ษณะสาคัญ องค์ประกอบประเภทและความสาคัญของสถาบันทางสังคมได้
ดา้ นทักษะกระบวนการ
-
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
4. นักเรยี นเอาใจใส่ ดูแลช่วยเหลือภารกจิ การงาน ปฏิบตั ติ นตามคาสั่งสอนท่ถี ูกต้องและเหมาะสม
5. นักเรยี นปฏบิ ตั ิตนด้วยความสภุ าพเรยี บร้อย อ่อนนอ้ มถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ ในสังคมได้อย่างเหมาะสม
3
แบบทดสอบภาคความรู้กอ่ นเรยี น
คาส่งั จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกต้องท่ีสดุ เพียงคาตอบเดยี ว
1. สงั คม ( Society ) มีความหมายตรงกับขอ้ ใด
ก. เขียวกาลังคุยกับเพื่อนสนิท
ข. ดาและกลุ่มเพือ่ นอาศัยอยทู่ ี่น่ีเป็นเวลานานมากแล้ว
ค. แดงนัง่ รถโดยสารไปทางาน
ง. ขาวกาลังเลือกซื้อกับขา้ ว
2. ข้อใดเปน็ บรรทดั ฐานทางสงั คม
ก. เขียวแสดงความเคารพครูอาจารยท์ ่สี อน
ข. ดาใชว้ าจาสุภาพอ่อนนอ้ มเฉพาะกับญาติ
ค. เหลอื งชว่ ยทางานทพ่ี ่อสั่งเท่านน้ั
ง. แดงแตง่ กายสภุ าพเรียบรอ้ ยไปทาบุญท่ีวัด
3. การจดั ระเบยี บทางสังคมขอ้ ใดถ้าผใู้ ดฝาุ ฝืนจะต้องไดร้ ับโทษ
ก. กฎศีลธรรม
ข. กฎหมาย
ค. จารตี ประเพณี
ง. วถิ ปี ระชา
4. สถานภาพท่ีได้มาแตก่ าเนดิ
ก. วิศวกร
ข. นายแพทย์
ค. ครอู าจารย์
ง. เช้ือชาติ
5. ข้อใดคอื ลักษณะของสังคมชนบท
ก. สวัสดิ์มหี นา้ ทพ่ี าทัวรไ์ ปไหว้พระ
ข. ปองไม่เคยร้จู ักคนขา้ งบา้ น
ค. ลกู จันทรช์ ่วยพ่อแมท่ านาต้งั แตเ่ ด็ก
ง. บา้ นของชมพู่อยใู่ นเมือง
4
สงั คม
ความหมายของสังคม
สังคม หรอื สงั คมมนุษย์ คอื การอยรู่ วมกนั ของมนุษยโ์ ดยมีลกั ษณะความสัมพนั ธ์ซึ่งกันและกนั หลาย
รปู แบบ เช่น อาชพี อายุ เพศ ศาสนา ฐานะ ทอ่ี ยูอ่ าศยั ฯลฯ สาหรบั ระบบสงั คมท่รี วมถึงสิ่งมีชีวติ ประเภทอื่น
นอกเหนอื จากมนุษย์อาจใช้คาว่าระบบนิเวศ ซ่ึงมีความหมายเกี่ยวกับความสมั พนั ธ์ของสิ่งมีชวี ิตตา่ งๆกบั
สภาพแวดล้อม สังคมของมนุษยเ์ กิดจากกลุ่มบุคคลทม่ี ีความสนใจรว่ มกนั ไม่ว่าจะในดา้ นใด เชน่ ประเทศ จังหวัด
และอนื่ ๆ และมักจะมีวัฒนธรรมหรือประเพณรี วมถงึ ภาษา การละเล่นและอาหารการกนิ ของตนเองในแต่ละสังคม
การที่มนษุ ย์รวมกนั เปน็ สังคมนน้ั ช่วยให้มนุษย์สามารถสรา้ งและพฒั นาส่ิงต่างๆ ให้ประสบความสาเรจ็ ได้ ซงึ่ อาจ
เป็นไปไม่ไดถ้ ้าต้องทาสิง่ นั้นโดยลาพงั ขณะเดียวกนั สังคมทพ่ี ัฒนาหรือกาลังพัฒนาเปน็ เมอื งขนาดใหญ่ ซ่ึงมีการ
ใช้เทคโนโลยชี ่วยในการทางานอย่างมากนัน้ ก็อาจส่งผลให้ประชากรที่ไม่สามารถปรับตวั ตามสภาพสังคมท่ี
เปลยี่ นแปลง เกิดความร้สู ึกโดดเดยี่ วหรือความรสู้ ึกว่าตนเองไม่มีสว่ นร่วมในสงั คมขึ้นมาได้
สาเหตขุ องการอยูร่ วมกันเป็นสังคม
1. มนษุ ย์มีระยะเวลาของการเป็นทารกยาวนานและไมส่ ามารถช่วยเหลือตัวเองไดใ้ นระยะเริ่มต้นของ
ชีวติ ทาให้มนษุ ยแ์ ตกตา่ งไปจากสตั ว์อนื่ และด้วยความจาเป็นท่ีจะต้องมีการเลยี้ งดูทารกเปน็ ระยะเวลานานน้เี อง
ทาใหม้ นุษย์จาเปน็ ตอ้ งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน สรา้ งแบบแผนความสัมพนั ธก์ นั เป็นครอบครัว เป็นเพอ่ื นบา้ น และมี
ความสัมพนั ธ์กบั คนในสงั คมอ่ืนๆ
2. มนุษย์มีความต้องการทางสมอง เพราะสามารถคิดค้นวธิ ีการในการควบคมุ ธรรมชาติ เพ่อื นมาใช้
ตอบสนองความต้องการ ทาใหช้ วี ิตดาเนินไปอยา่ งมีความสุข ซง่ึ การควบคุมธรรมชาติจาเปน็ ต้องอาศัยการแบ่ง
งานและความร่วมมือจากบคุ คลอน่ื เพ่ือให้งานบรรลุผลสาเร็จ จึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องอย่รู ่วมกันกับหลายๆคน
เช่นการแสวงหาอาหาร ผลิตสงิ่ ของ เคร่อื งนงุ่ ห่ม ยารกั ษาโรค การสรา้ งท่ีอยูอ่ าศัย เป็นตน้
3. มนุษยม์ คี วามสามารถในการทจ่ี ะสร้างวฒั นธรรมและสง่ ผา่ นวัฒนธรรมไปสู่คนรนุ่ หลังใหไ้ ด้รับรู้ เพือ่
นาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวัน วัฒนธรรมเหล่าน้มี ีท้ังที่เป็นปัจจยั พนื้ ฐานในการดาเนนิ ชีวติ และวฒั นธรรมทเ่ี กย่ี วข้อง
กบั ความต้องการอนื่ ๆนอกเหนอื ไปจากส่งิ ท่ีจาเปน็ ตอ่ ชีวภาพ เชน่ ตอ้ งการความรัก ความอบอุ่น การจดั ระเบียบ
ทางสังคม ความเช่ือ ศาสนา ศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นตน้
5
ลกั ษณะทว่ั ไปของสังคม
สงั คมเปน็ นามธรรม (Abstractness of Society)
สงั คมได้ถึงความสัมพนั ธข์ องคนในสงั คม ซึง่ เป็นเพียงชือ่ Reuter กลา่ วว่า “สงั คมเปน็ สิง่ ไม่มีชีวติ แต่เป็น
แนวทางปฏิบัติของส่ิงมีชีวิต คือ วธิ กี ารของการคบหาสมาคมกนั ซ่ึงหมายถงึ สภาพหรอื ความสัมพนั ธ์อัน
เหมาะสม นัน่ คือ สงั คมเปน็ เพยี งนามธรรม” การพง่ึ พาอาศยั กนั มีอย่ใู นสังคม (Interdependence in Society)
ในสังคมแต่ละบุคคลต้องพึง่ พาอาศัยกนั ในฐานะเปน็ สมาชกิ ของสังคม Maciver กลา่ ววา่ “ประวัตศิ าสตร์
มนุษยชาติในแง่หนึ่ง คือ ประวตั ขิ องความกา้ วหนา้ ของการจัดระเบียบในการทางานร่วมกนั ของแต่ละคนในสงั คม
เพอ่ื ความสาเร็จตามจดุ มุ่งหมายอนั เดียวกัน”สงั คมเก่ยี วขอ้ งกับความเหมือนและความแตกตา่ งกัน (Society
Involves Likeness and Difference) สมาชิกท้ังหมดในสังคมไมเ่ หมือนกัน ในทอ้ งถนิ่ ตา่ ง ๆ พวกเขามี
ความแตกต่างกัน ดงั นนั้ สังคมจึงเกีย่ วข้องกับความเหมือนกนั และความ แตกต่างกัน ตามความเหน็
ของ Maciver การแสดงออกทเ่ี ป็นนามธรรมของพวกแต่ละคนทป่ี รากฏชดั คอื ความเหมือนกนั และแตกต่างกัน
ทางดา้ นสังคมวทิ ยาและจติ วิทยา สรุปเขา้ ใจงา่ ย ๆ การพ่ึงพาอาศยั กนั อันหนง่ึ คือ ความสัมพันธก์ ับบุคคลอ่ืน
สงั คมมที ้งั การร่วมกนั และการขดั แย้งกัน (Society Involves Both Co-operation and Conflict) สังคม
ไมใ่ ช่ วา่ จะมแี ต่การร่วมมือกนั หรือขดั แย้งกนั อย่างใดอยา่ งหน่งึ สังคมมีทั้ง 2 อย่างทัง้ การร่วมมือกันและการ
ขัดแย้งกนั ซึ่งจะเหน็ ได้ชัด มองในฐานะเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ท่แี สดงในการติดต่อกันและการปรบั ปรงุ
ตัว Gisbert ให้ข้อสังเกตวา่ “การรว่ มมอื กันเป็นวิธกี ารอันสาคญั ของสังคมมนุษย์ หากปราศจากการร่วมมือกัน
แลว้ สังคมก็อยู่ไม่ได้ ในมุมกลับกนั มนั ก็มกี ารขัดแย้ง เกิดข้นึ ในสงั คม เมือ่ สิ่งทีค่ นสนใจรว่ มกนั ถูกสรุปลงอย่างไม่
กลมกลืนกัน การขัดแย้ง มีอยใู่ นทุกสังคม เพราะทกุ คนจะมีชีวิตอยไู่ ดก้ ็ดว้ ยการตอ่ สเู้ ทา่ นั้น”
องคป์ ระกอบของสังคม
สงั คมมนุษย์มีองคป์ ระกอบท่ีสาคญั ดังนี้
1. ประชากร จะตอ้ งมีจานวนตั้งแต่ 2 ขน้ึ ไปสงั คมทีม่ ีขนาดเลก็ ที่สุดคอื ครอบครัวท่ีมีพ่อ-แม่ หรือ พอ่ -แม่-ลกู
ในขณะทชี่ ุมชนหรือหมู่บา้ นจะมีสมาชกิ เพ่ิมขึ้นจนกลายเปน็ อาเภอ จงั หวดั ภาค ประเทศ ตลอดจนสงั คมโลก ที่มี
ประชากรอาศัยอยู่ร่วมกัน
2. ความสัมพนั ธ์ ประชากรหรอื สมาชกิ ในสังคมนนั้ จะตอ้ งมคี วามสัมพันธแ์ ละการปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งกนั
3. พนื้ ทีห่ รืออาณาเขต คนในสงั คมจะอาศัยอยใู่ นบริเวณแห่งใดแห่งหนง่ึ พื้นที่อาจมีขนาดจากดั เชน่ บริเวณบา้ น
ของครอบครัวหนึ่งหรอื บริเวณกวา้ งขวาง เป็นอาเภอหรือจงั หวัดโดยไม่ถูกจากัดพ้นื ท่ี เชน่ การสื่อสารระหวา่ ง
บคุ คลทางอินเทอร์เนต็
4. การจัดระเบียบทางสังคม การอยู่รว่ มกันในสงั คมนนั้ สมาชกิ จะต้องปฏบิ ัตติ ามกฎระเบียบหรอื บรรทัดฐานที่
ควบคมุ ตามตาแหน่ง สิทธแิ ละหนา้ ทข่ี องสมาชิกแต่ละคน บรรทดั ฐานทางสังคมจะมีระบบแบบแผน เป็นท่ี
ยอมรบั และเข้าใจรว่ มกันของคนในสังคม เพอ่ื ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกตสิ ุข
5. การมีวัฒนธรรมของตนเอง เมือ่ มนษุ ย์มาอยรู่ ่วมกันเป็นหมเู่ ป็นเหลา่ ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกนั ทัง้ ทาง
กายภาพและประวตั ิศาสตร์ พวกเขากส็ รา้ งวัฒนธรรมและขนบธรรมเนยี มประเพณีขึ้นเพือ่ ตอบเสนอต่อความ
ต้องการ ก่อใหเ้ กิดเปน็ วัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง
6
โครงสรา้ งทางสังคม 6
ความหมายของโครงสร้างทางสงั คม
ลักษณะโครงสรา้ งทางสังคม
โครงสรา้ งทางสังคมมีลักษณะสาคญั ดงั นี้
1. มคี นจานวนหน่งึ ที่มีการตดิ ต่อระหว่างกัน หรือ การกระทาระหวา่ งสังคม คอื บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึน้ ไป ท่ีมี
การตดิ ตอ่ ระหว่างกัน เช่น การคบค้าสมคม การขดั แยง้ กัน ฯ
2. มีบรรทดั ฐาน กฎเกณฑ์หรอื ระเบยี บแบบแผน คอื เป็นแนวทางให้บุคคลในสังคมยดึ ถือรว่ มกนั เพื่อใหก้ าร
ตดิ ตอ่ ระหวา่ งกนั ดาเนินไปดว้ ยดี
3. มีเปูาหมายหรือวตั ถุประสงค์ คือ ความต้องการให้โครงสรา้ งของตนเองมีชอ่ื เสียง เป็นที่ยอมรบั มคี วาม
ปลอดภยั เจริญกา้ วหน้าในดา้ นต่างๆ ท่ีใหป้ ระโยชนแ์ กส่ มาชกิ
4. มลี ักษณะเคล่ือนไหวเปลีย่ นแปลงได้ คือ โครงสรา้ งทางสังคมนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทีด่ ีขึ้น
ของสังคมพร้อมกัน
องคป์ ระกอบของโครงสร้างทางสงั คม
องค์ประกอบของโครงสร้างทางสงั คมประกอบด้วย 3 องคป์ ระกอบ คือ
1. กลมุ่ สังคม
กลุ่มสังคม หมายถงึ กลุ่มคนตงั้ แต่ 2 คนขนึ้ ไปมีความร้สู กึ เป็นสมาชิกร่วมกัน มกี ารกระทาระหวา่ งกนั ทาง
สงั คม เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในกลุ่มสังคมนน้ั ตามบทบาทและหนา้ ท่ขี องตนเอง
ลกั ษณะที่สาคญั ของกลุ่มสงั คม
1.1. มีการกระทาระหวา่ งกันทางสงั คมหรือมีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกัน (Social interaction) (=มกี ารปฏบิ ตั ิ
ตอ่ กัน)
2.2. สมาชกิ ในกลุ่มต่างมีตาแหน่งและบทบาทหนา้ ที่แตกตา่ งกันและประสานบทบาทระหว่างกันมแี บบแผน
พฤตกิ รรมตามบรรทดั ฐานของกลุ่ม หรือทเ่ี รยี กว่า วัฒนธรรมยอ่ ย (=มีวัฒนธรรมของกลมุ่ )
3.3. มคี วามร้สู กึ เป็นสมาชกิ ร่วมกัน ทาให้มีความผูกพันในฐานะที่เป็นสมาชกิ ของกลุ่มสงั คมเดียวกัน (=สนิท
สนมรกั ใคร่กันตามระดบั กลุ่ม)
4.4. มวี ัตถปุ ระสงคร์ ว่ มกันท่ีสาคัญ คือ เพ่อื สนองความตอ้ งการของสมาชกิ แต่ละคน และความต้องการของ
สมาชิกของกลุม่ เป็นส่วนรวม (=มีภารกิจถาวรหรือเฉพาะกจิ )
2. การจัดระเบียบทางสังคม
การจัดระเบยี บทางสังคม หมายถงึ กลุ่มคนที่มีความเปน็ ระเบยี บแบบแผนและมีกระบวนการจดั ระเบียบ
ภายในกลมุ่
2.1 กลุม่ คนที่เป็นระเบยี บ เปูนกลมุ่ คนท่ีมาติดต่อกันตามหน้าท่ีและระเบียบกฎเกณฑ์
2.2 กระบวนการจดั ระเบยี บทางสงั คม เปน็ เรอ่ื งคนต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป ท่มี คี วามสัมพันธก์ ัน แต่ละคนจาเป็นต้องมี
บรรทัดฐาน สถานภาพ และบทบาทของตน
- บรรทัดฐาน คือ แบบแผน กฎเกณฑ์ มาตรฐานในการปฏิบตั ิ
- สถานภาพ คือ เป็นตาแหน่งที่เราตอ้ งรับผดิ ชอบไดจ้ ากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม
- บทบาท คือ หนา้ ท่ที ่ตี ้องทาตามสถานภาพท่ีเราไดร้ บั
7
หนา้ ท่ขี องการจดั ระเบียบทางสงั คม
1. สร้างระเบยี บที่จาเป็นในการอย่รู ่วมกันเปน็ สังคม
2. อบรมสั่งสอนระเบียบแบบแผนตา่ งๆ ให้สมาชิกมคี วามรู้ ความเข้าใจ รวมท้งั ฝกึ ฝนให้เกดิ
ความชานาญ สามารถนาเอาไปใชไ้ ด้
3. สงั่ สมและรักษาระเบียบแบบแผนใหอ้ ย่ยู ง่ั ยืนนาน
4. ปรับปรงุ ระเบยี บแบบแผนใหเ้ ข้ากบั ยุคสมัย
8
ใบกิจกรรมที่ 1 เรอ่ื ง โครงสร้างทางสังคม
รายวิชา หน้าท่ีพลเมืองและศีลธรรม รหสั วิชา 20000-1501
ช่ือ.................................................................................................ห้อง..............เลขท.ี่ ............
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นเติมข้อความลงในช่องว่างให้สมบรู ณ์
1. โครงสรา้ งสงั คม หมายถงึ
.................................................................................................................................... .................
.................................................................................................................................... .................
2. องคป์ ระกอบของโครงสร้างสังคมทีส่ าคัญ มี 3 ประการ คอื
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
..................................................................................................................................
3. กลมุ่ สังคม หมายถงึ .........................................................................................................
.........................................................................................................................................
......................................................................................................................................... .
4. ลกั ษณะสาคญั ของกลุ่มสังคม คอื
1. ................................................................................................
2. ................................................................................................
3. ................................................................................................
4. ................................................................................................
5. กลมุ่ สงั คมแบ่งออกเปน็ 4 ประเภท คอื
1. ...............................................................................................................................
2. ...............................................................................................................................
3. ...............................................................................................................................
4. ............................................................................................................................... 9
สถาบนั ทางสงั คม
สถาบนั สังคม (Social Institutions) หมายถงึ กระบวนการรวมกลุ่ม หรอื วธิ ีการตา่ งๆ ทีไ่ ด้จดั ขน้ึ อย่างเป็น
ระเบยี บ มีระบบ และม่นั คง องคป์ ระกอบของสถาบันสังคมประกอบดว้ ย
- สถานที่
- บคุ คล
- มรี ะเบียบข้อบังคบั
สถาบนั สังคมที่สาคญั มี 7 สถาบนั ดงั น้ี
1. สถาบันครอบครวั
2. สถาบนั ศาสนา
3. สถาบนั การศกึ ษา
4. สถาบนั เศรษฐกจิ
5. สถาบนั การเมืองการปกครอง
6. สถาบนั นันทนาการ
7. สถาบันสอ่ื มวลชน
1. สถาบันครอบครวั ครอบครวั ประกอบด้วยบุคคลท่ีมาอยรู่ ว่ มกนั โดยการสมรสหรอื ความผูกพนั ทาง ประเภท
ของครอบครวั
1. ครอบครัวเดย่ี ว
2. ครอบครวั ขยาย
หนา้ ทีพ่ ื้นฐานของสถาบนั ครอบครัว
1. สร้างสรรค์สมาชิกใหม่
2. ให้การเล้ียงดูสมาชิกใหม่ใหเ้ จรญิ เติบโตข้ึนมาในสงั คม
3. ให้การอบรมส่ังสอนแกเ่ ด็กให้ร้จู ักระเบียบของสังคม
4. กาหนดสถานภาพ
5. ใหค้ วามรกั ความค้มุ ครอง และความมั่นคงทางด้านจิตใจแก่สมาชิก ทา ให้สมาชิกมีพลังใจในการฝาุ ฝัน
อุปสรรคต่างๆ ใหล้ ุล่วงไปได้
10
2. สถาบันศาสนา เปน็ สถาบันที่กาหนดแนวทางความประพฤตปิ ฏบิ ตั ิของบคุ คลในสังคม เป็นท่ีพึ่งทางใจท่ีทา ให้
บคุ คลทย่ี ึดถือ และปฏบิ ัติตามเกดิ ความสุขความสงบ
หน้าทีพ่ ้ืนฐานของสถาบันศาสนา
1. เป็นสถาบนั ทช่ี ่วยควบคมุ สงั คมให้สงบสุข ตามบทบัญญัตทิ างศาสนา
2. สร้างความสามคั คี ศาสนาชว่ ยทา ให้บุคคลมคี วามสุขเปน็ อนั หน่งึ อันเดยี วกนั หรือมีความสามคั คใี นการ
กระทา กิจกรรมตา่ งๆ
3. เป็นท่พี งึ่ ทางใจ
4. ใหก้ ารศกึ ษาอบรมแกส่ มาชกิ ใหป้ ระพฤติอย่ใู นขอบเขตของศลี ธรรม
3. สถาบันทางการศึกษา เปน็ กจิ กรรมพื้นฐานของมนุษย์ในสงั คม การทีส่ งั คมจะดารงอยไู่ ด้ก็ต่อเมือ่ มกี ารถ่ายทอด
ส่งิ ต่างๆ ไปส่คู นรนุ่ ใหม่ ตลอดจนให้มกี ารปฏบิ ตั ิตามท่ีกลุม่ คาดหวังไว้ ซงึ่ แตล่ ะสังคมจา ตอ้ งมีการอบรมสั่งสอน
สมาชิกใหม่
หน้าท่ีพ้ืนฐานของสถาบันการศกึ ษา
1. ใหค้ วามรใู้ นการประกอบอาชีพ เพอื่ ใหบ้ คุ คลสามารถประกอบอาชีพตา่ งๆ ได้
2. ถา่ ยทอดวัฒนธรรมของสังคม เพ่อื ทีจ่ ะไดป้ ฏบิ ตั ิตนได้ถูกต้องเหมาะสม
3. ใหค้ วามรู้วทิ ยาการใหมๆ่ เพอ่ื นา ไปพฒั นาสงั คมใหเ้ จริญกา้ วหน้า
4. สร้างความรู้สกึ ทศั นคติทีด่ ี เพื่อเป็นพนื้ ฐานของบคุ คลในการพัฒนาความสามารถ
5. เตรยี มบุคคลให้สามารถเผชญิ ปัญหาดว้ ยสตปิ ัญญาให้ทนั กับการเปลี่ยนแปลงในสงั คม
4. สถาบนั เศรษฐกจิ เป็นสถาบันทีก่ ลา่ วถงึ วธิ กี ารอยู่รอดของมนษุ ย์ในด้านตา่ งๆ ตั้งแต่การผลติ การจาแนก
แจกจา่ ย การแลกเปลีย่ น การบริโภค การบริการ
หน้าทีพ่ นื้ ฐานของสถาบันเศรษฐกิจ
1. ช่วยให้ประชาชนมีการกินดีอย่ดู ี
2. สร้างรายได้
3. สรา้ งงาน
11
5. สถาบนั การเมอื งการปกครอง เปน็ สถาบนั ทขี่ จัดปัญหาต่างๆ เพือ่ ใหส้ ังคมอยู่ร่วมกนั อยา่ งสงบสุข
หน้าทพ่ี ้นื ฐานของสถาบนั การเมอื งการปกครอง
1. ขจัดความขัดแยง้ ในสังคม
2. รักษาความสงบภายใน เพื่อควบคุมสงั คมใหเ้ ป็นระเบียบ
3. กาหนดนโยบายและแนวปฏิบตั ิ เพือ่ ให้ประชาชนปฏิบตั ิตาม
4. ความมัน่ คงปลอดภัยของชาติ
5. มคี วามสัมพนั ธก์ ับต่างประเทศ
6. หารายได้เพอ่ื มาพัฒนาประเทศ
6. สถาบนั นนั ทนาการ หมายถงึ การพักผ่อนหยอ่ นใจ เพื่อผอ่ นคลายความตงึ เครียดท่ีได้รับจากการประกอบอาชีพ
หนา้ ที่พนื้ ฐานของสถาบนั นันทนาการ
1. ช่วยใหส้ มาชกิ ของสังคมมรี า่ งกายแขง็ แรง
2. ชว่ ยให้สมาชิกของสังคมมีสขุ ภาพจิตดี
3. ชว่ ยใหส้ มาชกิ ของสังคมมคี วามสามัคคี
4. ปลูกฝังความมีระเบียบวนิ ยั ใหแ้ กส่ มาชิกของสังคม
7. สถาบันสื่อสารมวลชน เป็นการสอ่ื ขา่ วสารเก่ยี วกบั เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ระหว่างบุคคลในสังคมเพอื่ ให้สมาชิกมี
ความรูเ้ พ่มิ ขน้ึ
หนา้ ที่พ้นื ฐานของสถาบันสื่อมวลชน
1. ถ่ายทอดขา่ วสารใหป้ ระชาชนทราบ
2. ใหป้ ระชาชนไดแ้ ลกเปล่ยี นความคิดเหน็ และแสดงทศั นคตติ ่างๆ
3. ให้ความบนั เทิงแกป่ ระชาชน
4. เป็นผู้นา มวลชนในการแสดงความคิด
5. เปน็ แหล่งถา่ ยทอดวัฒนธรรมของสงั คม
12
ใบกิจกรรมท่ี 2 สถาบนั ครอบครัว
วชิ า หนา้ ทีพ่ ลเมืองและศลี ธรรม รหสั วชิ า 20000- 1501
ระดับช้ันประกาศนียบตั รวิชาชีพ วิทยาลัย............................................................. …………….
คาชีแ้ จง : จงอภปิ รายถงึ ความสาคญั ของสถาบันทางสังคมตอ่ ไปน้ี รวมถึงระบวุ า่ สมาชกิ ของสถาบนั
น้นั มบี ทบาทสาคญั ต่อการพัฒนาสงั คมและประเทศชาติอย่างไร
สถาบันครอบครวั
ความสาคัญของสถาบันครอบครัว
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
สมาชกิ ของสถาบนั มีบทบาทสาคัญตอ่ การพฒั นาสงั คมและประเทศชาติอยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….........
13
ใบกิจกรรมท่ี 3 สถาบนั การศกึ ษา
วชิ า หน้าท่ีพลเมืองและศีลธรรม รหัสวชิ า 20000- 1501
ระดบั ช้ัน ประกาศนียบัตรวชิ าชพี วทิ ยาลยั ...........................................................................
คาช้แี จง : จงอภิปรายถึงความสาคญั ของสถาบันทางสังคมตอ่ ไปน้ี รวมถงึ ระบุวา่ สมาชกิ ของสถาบนั
นน้ั มบี ทบาทสาคญั ตอ่ การพัฒนาสงั คมและประเทศชาติอย่างไร
สถาบันการศึกษา
ความสาคญั ของสถาบนั การศกึ ษา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………................................................................
สมาชกิ ของสถาบนั มีบทบาทสาคญั ตอ่ การพัฒนาสงั คมและประเทศชาติอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
14
ใบกจิ กรรมที่ 4 สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
วชิ า หน้าทพ่ี ลเมอื งและศีลธรรม รหสั วชิ า 20000 -1501
ระดบั ช้ันประกาศนียบตั รวชิ าชีพ วทิ ยาลยั ..................................................
คาชี้แจง : จงอภิปรายถงึ ความสาคญั ของสถาบันทางสังคมต่อไปนี้ รวมถงึ ระบุว่าสมาชิกของสถาบนั
น้ันมบี ทบาทสาคญั ต่อการพฒั นาสังคมและประเทศชาตอิ ย่างไร
3.1 สถาบันชาติ
ความสาคญั ของสถาบนั ชาติ
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
สมาชิกของสถาบันมบี ทบาทสาคญั ต่อการพฒั นาสังคมและประเทศชาติอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………….……………………………………………………………………………………………………………
3.2 สถาบันศาสนา 15
ความสาคัญของสถาบันศาสนา
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
สมาชิกของสถาบนั มบี ทบาทสาคญั ต่อการพฒั นาสังคมและประเทศชาตอิ ย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………….……………………………………………………………………………………………………………
16
3.3 สถาบันพระมหากษตั ริย์
ความสาคญั ของสถาบันพระมหากษตั ริย์
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………….
สมาชิกของสถาบันมีบทบาทสาคัญต่อการพฒั นาสังคมและประเทศชาติอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………….……………………………………………………………………………………………………………
ใบกจิ กรรมที่ 5 สถาบันทางสังคม 17
วิชา หน้าทพ่ี ลเมืองและศีลธรรม รหัสวชิ า 20000 -1501
ระดับช้ัน ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ วิทยาลัย...............................................
คาช้ีแจง : จงขดี เส้นใตค้ าตอบท่ีถกู ตอ้ งท่สี ุดเพยี งคาตอบเดียว
1.กระบวนการท่ีกาหนดขน้ึ อยา่ งมีระเบยี บแบบแผน มคี วามมน่ั คงเพอ่ื ทีจ่ ะให้สังคมดารงอยูไ่ ด้ เป็น
ความหมายของข้อใด (สถาบนั ทางสังคม / กลุ่มสงั คม / หนว่ ยสังคม)
2.สถาบันทางสงั คมมีความสาคญั ตอ่ สมาชกิ ของสังคมในลักษณะใด
(กาหนดฐานะ / กาหนดความรับผดิ ชอบ / กาหนดพฤตกิ รรม)
3.สถาบันขน้ั มลู ฐานใดทม่ี ีหน้าท่ใี นการผลติ การบรโิ ภคและการให้ความรู้แก่สมาชิก
(สถาบนั การศึกษา / สถาบันครอบครวั / สถาบนั การเมืองการปกครอง)
4.สถาบันพฒั นาฝีมือแรงงงาน ควรจดั เป็นส่วนหน่ึงของสถาบนั ใด
(สถาบนั การศกึ ษา / สถาบนั เศรษฐกิจ / สถาบนั การเมืองการปกครอง)
5.ในนา้ มีปลา ในนามขี ้าว ข้อความดังกล่าวสะทอ้ นใหเ้ ห็นถงึ ลกั ษณะสาคญั ของสถาบนั ใด
(สถาบันการศึกษา / สถาบนั ครอบครวั / สถาบันเศรษฐกจิ )
6.กลุ่มสังคมในแต่ละสถาบันทางสงั คม สมาชิกจะดาเนนิ ไปตามกฎเกณฑใ์ นขอ้ ใด
(วิถปี ระชา / จารีต / สถานภาพและบทบาท )
7.สถาบันสงั คมจะดารงอย่ไู ด้เพราะมีองคป์ ระกอบใดที่สาคญั ท่สี ุด
(ตาแหน่งทางสงั คม / สญั ลกั ษณ์ / ความสัมพนั ธ์ต่อกนั )
8.องคป์ ระกอบของสถาบนั สังคมใดที่มีความเก่ยี วขอ้ งกบั สมาชกิ ในสงั คมน้อยที่สดุ
(กลมุ่ สงั คม / แบบแผนในการปฏบิ ัติงาน / สญั ลกั ษณ์)
9.สัญลกั ษณ์สาคัญของสถาบันพระพทุ ธศาสนาคือสิ่งใด (โบสถ์ / การอปุ สมบท / เสมาธรรมจกั ร )
10.สถาบนั ใดที่ทาหน้าทป่ี ระสานความสมั พันธ์ระหวา่ งชาวบ้านในชุมชนได้ดีที่สดุ
(สถาบันศาสนา / สถาบันการศกึ ษา / สถาบันการเมืองการปกครอง)
18
แบบทดสอบหลังเรยี น
คาส่ัง จงเลอื กคาตอบทถี่ กู ต้องท่ีสดุ เพียงคาตอบเดยี ว
1. สังคม ( Society ) มีความหมายตรงกบั ข้อใด
ก. เขยี วกาลังคยุ กบั เพื่อนสนิท
ข. ดาและกลมุ่ เพื่อนอาศยั อย่ทู นี่ เ่ี ปน็ เวลานานมากแล้ว
ค. แดงน่ังรถโดยสารไปทางาน
ง. ขาวกาลังเลอื กซอ้ื กับข้าว
2. ข้อใดเป็นบรรทัดฐานทางสังคม
จ. เขยี วแสดงความเคารพครูอาจารยท์ ี่สอน
ฉ. ดาใช้วาจาสุภาพออ่ นนอ้ มเฉพาะกบั ญาติ
ช. เหลืองช่วยทางานทพ่ี ่อส่ังเทา่ นน้ั
ซ. แดงแตง่ กายสภุ าพเรียบร้อยไปทาบญุ ท่ีวดั
3. การจัดระเบยี บทางสังคมขอ้ ใดถ้าผูใ้ ดฝาุ ฝืนจะต้องไดร้ บั โทษ
ก. กฎศลี ธรรม
ข. กฎหมาย
ค. จารตี ประเพณี
ง. วิถีประชา
4. สถานภาพทไ่ี ด้มาแตก่ าเนิด
ก. วิศวกร
ข. นายแพทย์
ค. ครูอาจารย์
ง. เชือ้ ชาติ
5. ขอ้ ใดคอื ลักษณะของสงั คมชนบท
ก. สวสั ดม์ิ ีหนา้ ทพ่ี าทวั ร์ไปไหวพ้ ระ
ข. ปองไม่เคยรจู้ ักคนข้างบ้าน
ค. ลูกจันทร์ช่วยพ่อแมท่ านาตัง้ แต่เดก็
ง. บ้านของชมพอู่ ยใู่ นเมอื ง
19
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
1. ก
2. ง
3. ข
4. ง
5. ค