อารยธรรมจีนลุ่ ม
แ ม่ น้ำ ฮ ว ง โ ห
นายนพดล หาญกิ ตติ ก าญจนา ม.6/5 เล ขที่ 19
อิทธิพลความเชื่อที่มีผลต่อการตั้ง
ถิ่นฐานและการดำเนินชีวิต
จีนเป็นดินแดนที่มีความกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำ
ฮวงโห หรือแม่น้ำเหลืองในภาคเหนือของจีน ในบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห
เป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์เนื่องจากมีดินสีเหลือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ
การเกษตร ในหน้าน้ำจะมีน้ำเอ่อล้นและพัดดินตะกอนมาทับถม ทำให้
ที่ราบริมแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมอยู่เสมอ
ส่วนลักษณะภูมิอากาศเป็นเขตอบอุ่น ปริมาณฝนในหน้าแล้งมีน้อยจึง
มีน้ำไม่เพียงพอ ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำเป็นสำคัญ ปัจจัยดังกล่าวจึง
ทำให้ชาวจีนต้องมาอยู่รวมกันเป็นชุมชน และสร้างระบบชลประทานขึ้น
ด้วยการขุดคลองเพื่อระบายน้ำในขณะที่น้ำเอ่อล้น และทดน้ำและกัก
เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วนทรัพยากรธรรมชาติบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห
มีป่าไม้และแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ถ่านหิน เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง จาก
สภาพภูมิศาสตร์นี้ทำให้ชาวจีนสร้างสรรค์อารยธรรมอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเอาชนะธรรมชาติ เช่น การคำนวณฤดู การควบคุมอุทกภัย ซึ่งชาว
จีนได้นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์ และก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นชุมชน มีการเกณฑ์
แรงงานเพื่อควบคุมระบบชลประทานภายใต้ผู้นำชุมชน ซึ่งต่อมากลาย
เป็นชนชั้นปกครองและระบบกษัตริย์
1
อิทธิพลความเชื่อที่มีผลต่อการตั้ง
ถิ่นฐานและการดำเนินชีวิต
นอกจากนี้ลักษณะที่ตั้งของจีนมีปราการธรรมชาติ คือ ทางตะวัน
ออกมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทางใต้เต็มไปด้วยภูเขาและป่าดิบร้อน ส่วน
ทางตะวันตกและทางเหนือก็เป็นทุ่งหญ้าทะเลทรายและภูเขา มีส่วน
ช่วยให้อารยธรรมจีนคงอยู่มาต่อเนื่องยาวนานโดยได้รับอิทธิพลจาก
ภายนอกน้อยมาก
2
แนวคิดของขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อที่
มีอิทธิพลติอสังคมจีน
ขงจื๊อมีความคิดกว้างขวาง ทั้ง
เชี่ยวชาญ และลึกซึ้ง ทฤษฎีปรัชญา
ของขงจื๊อ คือ “ความเมตตากรุณา”
“ความกตัญญู” “ขนบจารีตและ
ประเพณี” “ความยุติธรรม”และ“ความ
ซื่อสัตย์” การเมืองในอุดมคติของ
ของจื๊อ คือ “การปกครองประเทศให้มี
ความสงบสุข ทุกคนเปรียบเสมือน
บุคคลในครอบครัว ” ความคิดทาง
ด้านการศึกษาคือ “ไม่ว่าใครก็สามารถรับการศึกษาได้” “การศึกษาตาม
ความถนัดและความสามารถของแต่ละคน” และยังให้ความสำคัญกับ
สติปัญญาและคุณธรรม ดังนั้นปรัชญาของขงจื๊อจึงเป็นแบบอย่างใน
การดำเนินชีวิต และเป็นมาตรฐานของสังคม ความรู้สึกนึกคิดของชาว
จีนจะแนบแน่นอยู่กับปรัชญาขงจื๊อ
3
แนวคิดของขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อที่
มีอิทธิพลติอสังคมจีน
เล่าจื๊อเป็นนักปรัชญาชาวจีนที่
มีชื่อเสียงที่สุดท่านนึง โดยเล่าจื๊อนั้น
เป็นผู้แต่งคัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง หรือ
เต้าเต๋อจิง โดยภายในคัมภีร์นั้น มี
เนื้อหาในด้านปรัชญาบุคคล ความ
กลมกลืนต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
จนไปถึงปรัชญาการเมือง เล่าจื๊อเชื่อ
ว่า ควรหลีกเลี่ยงความรุนแรงต่าง ๆ
เท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนคำว่า "เต็ก หรือ
เต๋อ" นั้นหมายถึง "คุณธรรม“ถึงแม้
ว่าเล่าจื๊อจะไม่ได้ปลูกฝังวัฒนธรรมหยั่งลึกได้เทียบเท่ากับ ขงจื๊อ ใน
อารยธรรมจีน แต่ท่านก็ยังเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไป แม้แต่ขงจื๊อ
ยังเรียกท่านว่าอาจารย์ทั้งแนวความคิดและการปฏิบัติตามหนทางแห่ง
เต๋า
4
แนวคิดของขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อที่
มีอิทธิพลติอสังคมจีน
เม่งจื๊อ เป็นนักปรัชญาชาวจีน
ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของขงจื๊อคนหนึ่ง
แนวคิดของเม่งจื๊อ กล่าวว่า "โดย
ธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐาน
เป็นคนดีมาแต่กำเนิด แต่สิ่งแวดล้อม
ที่ไม่ดีต่าง ๆ ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลง
ไป" เม่งจื๊อเชื่อว่า ความดีทั้งหมด
สามารถต่อเติมให้กับมนุษย์ได้ด้วย
การศึกษาศิลปะวิทยาการต่าง ๆ การ
ศึกษาสามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้เกิดจากประชาชนเป็นผู้กระทำ แต่เกิดจากบรรดาผู้
ปกครองที่ไม่มีการศึกษา ฉะนั้นผู้ปกครองควรเป็นนักปรัชญาหรือไม่ก็
ควรให้นักปรัชญามาเป็นปกครอง ในกรณีที่นักปกครองไม่มี
คุณสมบัติเช่นนั้น ในข้อนี้เขาเน้นว่าชนชั้นบริหารรัฐบาลควรเป็นผู้ที่มี
การศึกษา ผู้มีการศึกษาจะสามารถเข้าใจถึงความต้องการของ
ประชาชนได้ดีกว่า
5
เศรษฐกิจเส้นทางสายแพรไหม
ถูกตั้งขึ้นตามสินค้าสำคัญของจีนในการค้าขายในยุคนั้นคือ ผ้า
แพรไหม ซึ่งเป็นผ้า คุณภาพสูงและได้รับความนิยมอย่างมากใน
อาณาจักรโรมัน หากใครมีไว้ครอบครองจะสามารถแสดง ให้เห็นถึง
ความมั่งคั่งในทรัพย์สินและรสนิยม และแสดงบอกถึงฐาน
6
เศรษฐกิจเส้นทางสายแพรไหม
เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว จาง เชียน (Zhang Qian) ทูตของราช
สำนักจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น นำคณะเดินทางไปยังดินแดนแถบเอเชีย
กลาง การเดินทางของจาง เชียน ทำให้เกิดเครือข่ายเส้นทางการค้า
เรียกว่า “เส้นทางสายไหม” ที่เชื่อมโยงจีนกับดินแดนที่ปัจจุบันประกอบ
ด้วย คาซักสถาน ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน คีร์กีสถาน เตอร์กเมนิสถาน
และอัฟกานิสถาน รวมทั้งปากีสถาน
7
เศรษฐกิจเส้นทางสายแพรไหม
ในศตวรรษที่ 13 และ 14 พวกมองโกลขยายอาณาจักรเข้ามา
แถบเอเชียกลาง ทำให้การค้าตามเส้นทางสายไหมหยุดชะงักลงไป ในปี
ค.ศ. 1405 เจิ้ง เหอ (Zheng He) ผู้บัญชาการทหารเรืองจีนในสมัยรา
ชวงศ์หมิง นำกองเรือหลายร้อยลำและลูกเรือ 27,000 คน ออกเดิน
ทางสำรวจทางทะเล จากจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวัน
ตก แอฟริกาตะวันออก และคาบสมุทรอาหรับ การเดินเรือของเจิ้ง เหอ
แล่นไปตามแนวเส้นทางทะเล ที่เคยเป็นเส้นทางการค้าระหว่าง
คาบสมุทรอาหรับกับจีน นับจากศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา การค้า
ระหว่างเอเชียกับยุโรปก็เปลี่ยนมาอาศัยเส้นทางทะเลแทน
8
ความเจริญทางด้านวิทยาการต่างๆ
วัฒนธรรมหยางเชา ( Yang Shao Culture )
มีเครื่องปั้ นดินเผาที่มีลักษณะสำคัญ
คือ เครื่องปั้ นดินเผาเป็นลายเขียนสี มักเป็น
ลายเรขาคณิต พืช นก สัตว์ต่างๆ และพบ
ใบหน้ามนุษย์ สีที่ใช้เป็นสีดำหรือสีม่วงเข้ม
นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลัก
ลายเป็นรูปลายจักสาน ลายเชือกทาบ
9
ความเจริญทางด้านวิทยาการต่างๆ
วัฒนธรรมหลงชาน ( Long Shan Culture ) หรือ
เรียกว่า วัฒนธรรมดินเผาสีดำ
เป็นวัฒนธรรมในช่วงปลายยุคหินใหม่
ที่พบในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำหวงตอนกลางและ
ตอนปลายแม่น้ำ ในทางตอนเหนือของ
ประเทศจีน ในช่วงประมาณ 3,000-1,900 ปี
ก่อนคริสตกาล ลักษณะเด่นของวัฒนธรรม
หลงชาน คือ ทักษะระดับสูงใน การทำ
เครื่องปั้ นดินเผา รวมถึงรู้จักการใช้แป้น
หมุนในการขึ้นรูป การผลิตเครื่องปั้ นดินเผา
ที่มีผนังบาง และการขัดเงาสีดำ
10
การปกครองระบบกษัตริย์
จีนมีการปกครองที่เป็นปึกแผ่นมีผู้นำที่มีความสามารถ จีนเชื่อว่ากษัตริย์
ที่มาปกครองจีนนั้นเป็นคำสั่งของสวรรค์ ดังนั้นกษัตริย์ คือ โอรสของสวรรค์ที่
จะลงมาปกครองราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ถ้ากษัตริย์พระองค์ใด
ปกครองราษฎร์ให้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน กษัตริย์พระองค์นั้นหรือ
ราชวงศ์นั้นก็จะถูกลบล้างไป และมีกษัตริย์พระองค์ใหม่
ราชวงศ์จีน
1.ราชวงศ์เซี่ย (ประมาณศตวรรษที่21-16ก่อนค.ศ.)
2.ราชวงศ์ซัง (ประมาณศตวรรษที่16-11ก่อนค.ศ.)
3.ราชวงศ์ฉิน (ปี 255-222 ก่อนค.ศ.)
4.ราชวงศ์ฮั่น (206 ก่อนค.ศ.จนถึงปี ค.ศ.8)
5.ราชวงศ์เว่ย (ค.ศ.220 จนถึง ค.ศ.589)
6.ราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618 จนถึง ค.ศ.907)
7.ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.950 จนถึงปี ค.ศ.1279)
8.ราชวงศ์หยวน(ค.ศ. 1279 จนถึงปี ค.ศ.1368)
9.ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 จนปี ค.ศ. 1644)
10.ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. ปีค.ศ.1644 จนถึงปี 1911)
11
การปกครองระบบกษัตริย์
สาเหตุการล่มสลายของราชวงศ์จีน
ช่วงปลายราชวงศ์ชิ
งถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอดอยาก บ้าน
เมืองชุกชมไปด้วยโจรผู้ร้าย ผู้คนแตกแยก ปัญหาภัยธรรมชาติรุมเล้า
ซึ่งได้ทำให้ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้รวง อีกทั้งยังถูกขนาบหลังด้วยภัย
คุกคามจากมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่น
ภัยจากความไม่มั่นคงจากภายในประเทศและภายนอกประเทศที่
เริ่มประมาณปี ค.ศ. 1842 ประหนึ่งโรคร้ายที่คอยกัดกล่อน แม้จะใช้วิธี
การแก้ไขปัญหาหลากหลายวิธีแล้วก็ตามแต่ก็ไม่สามารถหายามารักษา
อาการไข้ได้อย่างถูกโรค ซ้ำยังทำให้ประเทศทรุดลงไปตามลำดับ จน
กระทั้งปี ค.ศ. 1911 จักรวรรดิจีนอันยิ่งใหญ่ที่ปกครองภายใต้ระบอบ
จักรพรรดิราชย์ราชวงศ์ชิงต้องปิดฉากลงไปพร้อม ๆ กับความอัปยศ
ภายในจิตใจของผู้คนทั้งชาติ ถึงจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น
ระบอบสาธารณะรัฐในปี ค.ศ. 1912 – 1949 แต่ภายในระยะ 38 ปีนั้น
ประเทศชาติแทบจะหาระยะเวลาที่มั่นคงอย่างสงบสุขและยาวนานไม่ได้
เลย ดังนั้นอนาคตของประเทศภายหลังปี ค.ศ. 1949 จึงต้องฝากไว้
กับระบอบคอมมิวนิสต์ช่วยแก้ไขต่อไป
12