The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการสินค้าคงเหลือ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panthip, 2023-03-30 08:41:33

การจัดการสินค้าคงเหลือ

การจัดการสินค้าคงเหลือ

การจัดการคลังสินค้า และ สินค้าคงคลัง (Inventory and Warehouse Management) Chapter 7


คลังสินค้า (Warehouse) คลังสินค้า เป็ นสถานที่จัดเก็บสินค้า ซึ่งเป็ นหนึ่งในกระบวนการ จัดการ Logistics เป็ นจุดพัก จัดเก็บกระจายการจัดส่งสินค้า หรือ วัตถุดิบ ทั ้งในส่วนของการบริหารการจัดการพื ้นที่การบริหาร สินค้าคงคลังการบริหารการจัดเก็บ


ต าแหน่งของคลังสินค้า (Warehouse Location) ผ ้ ู ผล ิ ต คลังสินค้า ผ ้ ู บร ิโภค จุดก าเนิด จุดบริโภค


กิจกรรมหลักของการคลังสินค้า (Warehouse Activities) 1. งานรับสินค้า (Goods Receipt) 2. การตรวจพส ิ ู จน ์ ทราบ (Identify Goods) 3. การตรวจแยกประเภท (Sorting Goods) 4. งานจัดเก็บ (Put Away) 5. งานดแ ู ลร ั กษาส ิ นค ้ า (Holding Goods)


กิจกรรมหลักของการคลังสินค้า (Warehouse Activities) (ต่อ) 1. งานจัดส่งสินค้า (Dispatch Goods) 2. การน าออกจากที่เก็บ (Picking) 3. การจัดส่ง (Shipping) 4. การส่งผ่านสินค้าคงคลัง(Cross Docking)


กิจกรรมในคลังสินค้า การรับของ (Receiving) 15% การจัดเก็บ (Storing) 15% การเบิกจ่ายหรือการเลือก หยิบ (Picking) 20% การจัดส่ง (Shipping) 50% ที่มา: TANIT SORAT


การออกแบบสินค้าคงคลัง 1. ค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ช่วยในการค านวณพื ้นที่ใช้สอยที่ ต้องการ ประเมินความต้องการของสต็อกสินค้า ขนาดหีบห่อบรรจุภัณฑ์ และระดับความสูงแต่ละชั ้น ขนาดและน ้าหนักของสินค้าต่อหน่วยในการจัดเก็บ 2. ตัวแปรในการออกแบบคลังสินค้า ควรค านึงถึงการ ปฏิบัติงานระบบโลจิสติกส์ภายในอาคาร


วัตถุประสงค์ของการจัดการคลังสินค้า (Objective of Warehouse Management) 1.ลดระยะทางในการปฏิบัติการในการเคลื่อนย้ายให้มากที่สุด 2.การใช้พื ้นที่และปริมาตรในการจัดเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.สร้างความมั่นใจว่าแรงงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ สาธารณูปโภค ต่างๆ มีเพียงพอและสอดคล้อง กับระดับของธุรกิจที่ได้วางแผนไว้


วัตถุประสงค์ของการจัดการคลังสินค้า (Objective of Warehouse Management) (ต่อ) 4.สร้างความพึงพอใจในการท างานในแต่ละวันแก่ผู้เกี่ยวข้องใน การเคลื่อนย้ายสินค้า ทั ้งการรับเข้าและการจ่ายออก โดยใช้ ปริมาณจากการจัดซื ้อ และความต้องการในการ จัดส่งให้แก่ ลูกค้าเป็ นเกณฑ์ 5.สามารถวางแผนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคุม และรักษาระดับการ ใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริการภายใต้ต้นทุนที่เกิด ประสิทธิภาพคุ้มค่าในการลงทุนตามขนาดธุรกิจที่ก าหนด


พันธกิจของการจัดการคลังสินค้า (The Mission of a warehouse) • คลังสินค้าช่วยสนับสนุนการผลิต (Manufacturing support • คลังสินค้าเป็ นที่ผสมผลิตภัณฑ์ (Mix warehouse) • คลังสินค้าเป็ นที่รวบรวมสินค้า (Consolidation warehouse) • คลังสินค้าใช้ในการแบ่งแยกสินค้าให้มีขนาดเล็กลง (Break Bulk warehouse)


กลยุทธ์การเลือกท าเลที่ตั้งของคลังสินค้า มี 3 ประเภท ดังนี้ 1. กลยุทธ์ท าเลที่ตั ้งใกล้ตลาด (Market-positioned Strategy) 2. กลยุทธ์ท าเลที่ตั ้งใกล้แหล่งผลิต (Productionpositioned Strategy) 3. กลยุทธ์ท าเลที่ตั ้งอยู่ระหว่าง (Intermediatelypositioned Strategy)


ประเภทของคลังสินค้าแบ่งตาม ลักษณะทางกายภาพ 1.คลังสินค้าที่มิดชิด มีก าแพง เพดาน และประตู ได้แก่ คลังสินค้าทั่วไป 2.คลังสินค้าที่มีแต่หลังคา แต่ไม่มีผนัง 3.คลังสินค้ากลางแจ้ง 4.คลังสินค้าที่เป็ นถัง (Tank) 5.คลังสินค้าเคลื่อนที่ได้ 6.คลังเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์


ประโยชน์ของคลังสินค้า - เพื่อสนับสนุนการผลิต (Manufacturing Support) เช่น คลังวัตถุดิบ และวัสดุสิ้นเปลืองของโรงงานผลิตสินค้า - เพื่อแยกหีบห่อ (Break bulk) เช่น ศ ู นย ์ แบ่งบรรจ ุ สน ิ ค ้ า - ท าให้ต้นทุนของสินค้าลดลง - สามารถผลต ิได ้ในปร ิ มาณเกน ิ กว่าความต ้ องการตามฤดก ู าล - ช่วยเก็บพักสินค้าชั่วคราวที่จะต้องส่งออกไปต่างประเทศอีกต่อหนึ่งในลักษณะของ Re-Export - ช่วยให้ได้สินค้านั้น ๆ ได้ทันตามความต้องการ


การบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมีมาตรฐาน (Inventory and warehouse management) อาศัยระบบการท างานที่มี คุณภาพ มีระบบเทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรที่เป็ นมืออาชีพ 1. ปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความแปรผันของอุปสงค์และอุปทานของ การด าเนินงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ


การบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมีมาตรฐาน (Inventory and warehouse management)(ต่อ) 2. นโยบายการวางแผนการท างานขององค์กร 3. แนวทางในการก าหนดกลยุทธ์ในการสต็อกสินค้า สามารถผลิตสินค้าเพียงพอและตอบสนองความ ต้องการของลกค้าได้ 4. ใช ้ พน ื ้ ท ่ ีให ้ เกด ิประโยชน ์ ส ู งส ุ ด 5. ต้นทุนต ่า


สินค้าคงคลัง (Inventory) • สินค้าคงคลัง จึงหมายถึงวัสดุหรือสินค้าต่างๆที่เก็บไว้เพื่อใช้ ประโยชน์ในการด าเนินงาน อาจเป็ นการด าเนินงานผลิต ด าเนินการขายหรือด าเนินงานอื่นๆ • ส่วนการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) หมายความถึง การเก็บทรัพยากรไวใช้ในปัจจุบัน หรือในอนาคต เพื่อให้การด าเนินการของกิจการด าเนินไปอย่างราบรื่นผ่านการ วางแผนก าหนดปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสม


วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้าคงคลัง (Purpose of Inventory Management) การบร ิ หารส ิ นค ้ าคงคล ั งม ี ว ั ตถ ุ ประสงค ์ หล ั กอย ่ ู 2 ประการ ใหญ่ คือ 1. สามารถมีสินค้าคงคลังบริการลูกค้า ในปริมาณที่เพียงพอ และทันต่อความต้องการของลูกค้าเสมอ เพื่อสร้างยอดขาย และรักษาระดับของส่วนแบ่งตลาดไว้ 2. สามารถลดระดับการลงทุนในสินค้าคงคลังต ่าที่สุดเท่าที่ จะท าได้เพื่อท าให้ต้นทุนการผลิตต ่าลงด้วย


ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) ปัจจัยในการก าหนดปริมาณของสินค้าคงคลัง • จุดมุ่งหมายหลักในการมีสินค้าคงคลัง • ยอดขายในอดีตของธุรกิจ • การซื ้อขายตามฤดูกาล (Seasonal Selling) • คุณสมบัติของสินค้า • การแบ่งประเภทของสินค้า


ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) (ต่อ) ปัจจัยในการก าหนดปริมาณของสินค้าคงคลัง • ความนิยมในตัวสินค้า • ความไม่แน่นอนในการจัดส่งสินค้าของ Suppliers • การน าเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการบริหารสินค้าคงคลัง • การเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ • ต้นทุนของสินค้าคงคลัง (Inventory Cost)


ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) (ต่อ) ระบบการควบค ุ มส ิ นค ้ าคงคล ั งท ่ ม ีี อย ่ ู 3 วิธีคือ 1. ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous Inventory System หรือ Perpetual System) เป็ น ระบบสินค้าคงคลังที่มี วิธีการลงบัญชีทุกครั ้งที่มีการรับและจ่ายของ เช่น ใช้รหัส แท่ง (Bar Code)


ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) (ต่อ) ระบบการควบค ุ มส ิ นค ้ าคงคล ั งท ่ ม ีี อย ่ ู 3 วิธีคือ 2. ระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory System) เป็ นระบบสินค้าคงคลังที่มีวิธีการลงบัญชีเฉพาะในช่วงเวลาที่ ก าหนดไว้เท่านั ้น เช่น ตรวจนับและลงบัญชีทุกปลายสัปดาห์หรือ ปลายเดือน


ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) (ต่อ) ข้อดีของระบบสินค้าคงคลัง แบบต่อเนื่อง ข้อดีของระบบสินค้าคงคลัง เมื่อสิ้นงวด - มีสินค้าคงคลังเผือขาดมือน้อยกว่า - ใช้จ านวนการสั่งซื้อคงที่ซึ่งจะท าให้ได้ ส่วนลดปริมาณได้ง่าย - สามารถตรวจสินค้าคงคลังแต่ละ ตัวอย่างอิสระ - ใช้เวลาน้อยกว่าและเสียค่าใช้จ่ายใน การควบคุมน้อยกว่าระบบต่อเนื่อง - ช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเอกสาร ลด ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ และสะดวกต่อ การ ตรวจนับ - ค่าใช ้ จ่ายในการเกบ ็ ข ้ อม ู ลสน ิ ค ้ าคง คลังต ่ากว่า


ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) (ต่อ) 3. ระบบการจ าแนกสินค้าคงคลังเป็ นหมวดเอบีซี (ABC) ระบบนี ้เป็ นวิธีการจ าแนกสินค้าคงคลังออกเป็ นประเภทโดย พิจารณาปริมาณและมูลค่าของสินค้าคงคลังแต่ละรายการ เป็ นเกณฑ์


ระบบจ าแนกสินค้าคงคลังเป็ นหมวด ABC รายการท ่ ม ีี ม ู ลค ่ าส ู ง คือ สินค้าคงคลังร้อยละ 5‐15 ม ี ม ู ลค่ารวมถง ึ70‐80% ของ ม ู ลค่าท ั ง ้ หมด รายการท ่ ม ีี ม ู ลค ่ าปานกลาง คือ สินค้าคงคลังร้อยละ 30 ม ี ม ู ลค่ารวมประมาณ 15% ของ ม ู ลค่าท ั งหมด รายการท ่ ม ีี ม ู ลค ่ าต ่ า คือสินค้าคงคลัง ร้อยละ 50‐60 มีมลค่ารวมประมาณ 5-10% ของม ู ลค่าท ั ง ้ หมด


• Class A – 5 –15 % of units – 70 –80 % of value • Class B – 30 % of units – 15 % of value • Class C – 50 –60 % of units – 5 –10 % of value การจ าแนกสินค้าคงคลังเป็ นหมวดเอบีซี (ABC) ที่มา: Copyright 2006 John Wiley & Sons, Inc.


ที่มา: Copyright 2006 John Wiley & Sons, Inc. 1 $ 60 90 2 350 40 3 30 130 4 80 60 5 30 100 6 20 180 7 10 170 8 320 50 9 510 60 10 20 120 PART UNIT COST ANNUAL USAGE ABC Classification: Example


ที่มา: Copyright 2006 John Wiley & Sons, Inc. ABC Classification: Example (Cont.) 1 $ 60 90 2 350 40 3 30 130 4 80 60 5 30 100 6 20 180 7 10 170 8 320 50 9 510 60 10 20 120 PART UNIT COST ANNUAL USAGE TOTAL % OF TOTAL % OF TOTAL PART VALUE VALUE QUANTITY % CUMMULATIVE 9 $30,600 35.9 6.0 6.0 8 16,000 18.7 5.0 11.0 2 14,000 16.4 4.0 15.0 1 5,400 6.3 9.0 24.0 4 4,800 5.6 6.0 30.0 3 3,900 4.6 10.0 40.0 6 3,600 4.2 18.0 58.0 5 3,000 3.5 13.0 71.0 10 2,400 2.8 12.0 83.0 7 1,700 2.0 17.0 100.0 $85,400 % OF TOTAL % OF TOTAL CLASS ITEMS VALUE QUANTITY A 9, 8, 2 71.0 15.0 B 1, 4, 3 16.5 25.0 C 6, 5, 10, 7 12.5 60.0 30,600*100/85,400 510*60 60*100/1000 A C B


จุดสั่งซื้อใหม่(Reorder Point: ROP) - เป็ นระดับหรือจุดของสินค้า/วัสดุคงเหลือที่ต้องท าการสั่งซื ้อ สินค้าใหม่ เพื่อตอบค าถาม “เมื่อใดสมควรสั่งซื้อสินค้า/วัตถุดิบ” ปริมาณสินค้าคงเหลือ(หน่วย) Q ROP ระยะเวลา(วัน) ช่วงระยะเวลารอคอย(L) ROP= อัตราความต้องการต่อวัน(d) xช่วงระยะเวลารอคอยของการสั่งซื ้อ(L) d = ปริมาณความต้องการใช้สินค้าต่อปี(หน่วย)(D) จ านวนวันท างานทั ้งหมดต่อปี(วัน)(W)


จุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point: ROP) (ต่อ) • บริษัทแห่งหนึ่งต้องการใช้วัตถุดิบเม็ดพลาสติกจ านวน 8000 ตัน ต่อปี ซึ่งบริษัทท างานทั ้งปี 250วัน และระยะเวลาเฉลี่ยในการ สั่งซื ้อแต่ละครั ้งนาน 3วัน อัตราการใช้สินค้าต่อวัน(d) = D/W = 8000/250 = 32 ตัน/วัน ดังนั ้นจุดสั่งซื ้อใหม่(ROP) = d x L = 32 x 3 = 96 ตัน/ครั ้ง หากเม็ดพลาสติกในคลังลดต ่าลงเหลือ 96 ตัน จะต้องด าเนินการ สั่งซื ้อเพิ่มทันที


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) • เหมาะส าหรับการใช้งานกับ วัสดุคงคลังที่สั่งซื ้อเป็ นครั ้งๆ โดยไม่ได้ด าเนินงานหรือ จัดส่งอย่างต่อเนื่อง และต้อง เก็บรักษาสินค้าคงเหลือ บางส่วน ซึ่งจะพิจารณาการ เปรียบเทียบต้นทุนการสั่งซื ้อ และต้นทุนการเก็บรักษา


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) Q = ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด(หน่วย/ครั้ง) D = ปริมาณความต้องการสินค้าในแต่ละปี(หน่วย/ปี) S = ต้นทุนการสั่งซื้อแต่ละครั้ง(บาท/ครั้ง) H = ต้นทุนการเก็บรักษาต่อหน่วย(บาท/หน่วย/ปี) H DS Q 2 • ต้นทุนการสั่งซื ้อแต่ละปี • ต้นทุนการเก็บรักษาในแต่ละปี • ต้นทุนรวมในแต่ละปี(TAC) Q D.S 2 Q.H 2 . . . Q H Q D S D C


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) • โรงงานผลิตปากกาผลิตได้วันละ 500 ด้าน โรงงานจะต้องใช้ สปริงการประกอบ 1 ด้าม ใช้สปริง 1 ชิ ้น โดยมีราคา 1 บาทต่อ ชิ ้น มีต้นทุนการสั่งซื ้อ 90 บาทต่อครั ้ง ต้นทุนการเก็บรักษา เท่ากับ 15% ของราคา ถ้าบริษัทขายสปริงเสนอเงื่อนไขลด 5% ส าหรับซื ้ออย่างน้อย 20000ชิ ้น ให้หา 1. ปริมาณการสั่งซื ้อที่ประหยัด และต้นทุนรวม 2. หาต้นทุนแต่ละทางเลือก


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) D = 500 ชิ ้น/วัน หรือ 500x250วัน = 125000ชิ ้น/ปี S = 90 บาท/ครั ้ง H = (0.15)(1) = 0.15 บาท/ชิ ้น/ ปี ต้นทุนรวม 12247 (0.15) 2(90)(125000 ) Q 126837.12 ] 2 (0.15)12247 ] [ 12247 (90) 125000(1) [(125000) บาท/ปี ช ิ ้ น/คร ้ัง


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) • ส่วนลด 5% ส าหรับการสั่งซื ้ออย่างน้อย 20000ชิ ้น/ครั ้ง ราคาขายสปริง = 1-0.05 = 0.95 บาท/ชิ ้น ต้นทุนรวม 120737 .50 2 (0.15)(0.95)20000 20000 (90)125000 (125000 )(0.95) บาท/ปี จากทั้งสองทางเลือก แสดงให้เราเห็นว่า ถ้ารับส่วนลดอีก 5% และ สั่งสปริง 20000 ชิ้น/ครั้ง จะมีต้นทุนน้อยที่สุด ดังนั้นควรเลือกที่ 2


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) แบบวิเคราะห์ที่จุดคุ้มทุน เป็ นการวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณที่ผลิตที่ท าให้มีค่าเท่ากับต้นทุน การผลิตและการด าเนินงาน ซึ่งประเภทต้นทุนได้แก่ • ต้นทุนคงที่(Fixed cost)คือ ต้นทุนที่มีค่าคงที่ในขณะที่ ปริมาณการผลิตคงที่ เช่น ค่าเครื่องจักร ค่าเสื่อมราคา และค่า เช่าเป็ นต้น • ต้นทุนผันแปร(Variable cost)คือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ตามปริมาณสินค้าที่ผลิต เช่น วัตถุดิบ และค่าแรงงานทางตรง เป็ นต้น


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) ต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงที่ รายจ่าย รายรับ จ านวนเงิน จุดคุ้มทุน P V F BEP F = ต้นทุนคงที่ P = ราคาต่อหน่วย V = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย


ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity : EOQ) (ต่อ) • ผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่งต้องการทราบว่าเขาจะต้องผลิตสินค้ากี่หน่วยจึง จะคุ้มทุนโดยที่สายการผลิตมีต้นทุนคงที่ 10,000 บาท ต้นทุนผันแปร 50 บาทต่อหน่วย และสินค้ามีราคาขาย 75 บาทต่อหน่วย Unit P V F BEP 400 75 50 10000 เป็ นเงิน = (400)(75) = 30,000 บาท ดังนั้น เขาจะต้องผลิตอย่างน้อย 400 หน ่ วย หร ื อคด ิ เป็ นม ู ลค ่ า สินค้า 30,000 บาท


กลยุทธ์ในการวิเคราะห์สินค้าคงคลัง (Strategic Inventory Analysis) ที่มา: www.gra.net.au


ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง (Benefit of Inventory) • ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ประมาณการไว้ในแต่ละ ช่วงเวลา ทั ้งในและนอกฤดูกาล โดยธุรกิจต้องเก็บสินค้าคงคลังไว้ ในคลังสินค้า • รักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม ่าเสมอ • ป้ องกันการเปลี่ยนแปลงราคา • ท าให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซื ้อครั ้งละมากๆ • ป้ องกันของขาดมือด้วยสินค้าเผื่อขาดมือ (Safety Stock) เมื่อ เวลารอคอยล่าช้า


ต้นทุนของสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) 1. ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (Ordering Cost) 2. ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (Carrying Cost) 3. ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน (Shortage Cost หรือ Stock Cost 4. ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องจักรใหม่ (Setup Cost)


บทสรุป – การจัดการคลังสินค้า และสินค้า คงคลัง) การจัดการคลังสินค้า เป็ นกิจกรรมหลักในโลจิสติกส์ที่มีต้นทุน สูงสุดในปัจจุบัน โดยเป็ นการด าเนินงานที่ สนับสนุนการผลิตและ การตลาด เป็ นที่รองรับสินค้าคงคลังในซัพพลายเชน ในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันอย่างรุนแรง ทั ้งนี ้การจัดการคลังสินค้าที่ดีจะช่วย เป็ นแนวทางลดความ ผิดพลาดในการด าเนินงานคลังสินค้า สามารถหาทางป้ องกัน ปัญหาที่อาจเกิดขึ ้นและเป็ นแนวทางในการด าเนินงานคลังสินค้า ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล


การบร ิ การล ู กค ้ าส าหรับโลจิสติกส์ (Customer Service for Logistics) Chapter 8


Click to View FlipBook Version