The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัย นายภูมิพัฒน์ ปัจจุฐาเน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Research

งานวิจัย นายภูมิพัฒน์ ปัจจุฐาเน

42 3.6 นำผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญมาหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC)โดยใช้เกณฑ์การประเมินผล ดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบสอบถามความพึงพอใจตรงกับข้อคำถามกับบทนิยามประเด็นที่สอบถาม 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบสอบถามความพึงพอใจตรงกับข้อคำถามกับบทนิยามประเด็นที่สอบถาม -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบสอบถามความพึงพอใจไม่ตรงกับข้อคำถามกับบทนิยามประเด็นที่สอบถาม 3.7 ผู้วิจัยได้นำผลการประเมินความสอดคล้องมาคำนวณค่า IOC โดยใช้สูตรค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC ตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00 (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 167) ได้ค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 -1.00 3.8 จัดพิมพ์แบบประเมินเจตคติเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้ในการทดลองจริงกับกลุ่มเป้าหมาย ต่อไป 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้วิจัยนำแบบทดสอบ (Pre - test) ใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อตรวจสอบพื้นฐานความรู้ก่อน 2. ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ที่สร้างขึ้นดำเนินการวิจัย เป็น เวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง 3. สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลง ประกอบการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากนักเรียนเรียนจบแผนที่ 12 4. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกัน กับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน (Post - test) 6. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 1. สุ่มกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองตูม จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน 2. จัดปฐมนิเทศ เพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียนถึงกระบวนการวิธีดำเนินการทดลองจุดประสงค์และ วิธีการประเมินผลการเรียน 3. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในด้านความรู้คำศัพท์เพื่อวัด ความสามารถความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เวลาในการทำแบบทดสอบ 1 ชั่วโมง และบันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนนการทดสอบก่อนการทดลอง 4. ดำเนินการทดลองโดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนเอง เป็นเวลา 12 คาบ คาบละ 60 นาทีสัปดาห์ ละ 3 คาบ รวม 4 สัปดาห์ 5. ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) หลังเสร็จสิ้นการทดลองทันที ด้วยแบบทดสอบวัด ความสามารถในด้านความรู้คำศัพท์ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง


43 หลังได้รับการสอนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอนเป็นกิจกรรมในบทเรียน โดยใช้เวลาในการทำแบบทดสอบ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำแบบประเมินเจตคติในการเรียนภาษาอังกฤษแจกให้กับนักเรียนทำ เพื่อวัดเจตคติต่อการ เรียนภาษาอังกฤษหลังการทดลองและนำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดลอง โดยผู้วิจัยเป็นผู้อ่านข้อ คำถามให้นักเรียนฟัง ใช้เวลาในการทำแบบสอบถาม 20 นาที 6. รวบรวมข้อมูลแบบทดสอบวัดความสามารถความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษและแบบประเมินเจต คติในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน แล้วนำคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน 7. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ เพลงประกอบการสอน ใช้สถิติทดสอบสมมุติฐาน t - test (Dependent Samples) 2. วิเคราะห์เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เพลงประกอบการสอน 8. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ 1.1 หาค่าสลิติพื้นฐานโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Pereentage) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สูตร หาค่าเฉลี่ย (Mean) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2539 : 73) สูตรการหาค่าเฉลี่ย ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เรียน สูตร หาค่าร้อยละ (Percentage) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2539 :73) สูตรการหาค่าร้อยละ = × 100 เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นค่าร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) (ส้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2539:73)


44 สูตรส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .. = √ ∑ 2−(∑ ) 2 (−1) S แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด ∑ 2 แทน ผลรวมของคะแนนกำลังสองของนักเรียนแต่ละคน N แทน จำนวนนักเรียน X แทน คะแนนของนักเรียนแต่ละ ERSITY 2. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน 2.1 เพื่อดูผลการพัฒนาคสวามสามารถ ทางการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ โดยใช้เพลงประกอบการสอนก่อน เรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ T-Test แบบ Dependent Sample สูตร การหาค่า T-test = ∑ √ ∑ 2−∑ 2 (−1) t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับการวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน ∑ แทน ผลรวมของความแตกต่างของการทดสอบก่อนและหลังการใช้เพลงประกอบการสอน ∑ 2 แทน ผลรวมของความแตกต่างของการทดสอบก่อนและหลังการใช้เพลงประกอบการสอน แต่ละตัวยกกำลังสอง n แทน จำนวนคู่ของคะแนนจากการทดสอบครั้งแรกและครั้งหลัง


45 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนชั้นประถมศึกษา ปีที่5 ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ N แทน จำนวนนักเรียนที่ใช้ในการทดลอง ̅แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลผลิต T แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยโดยแบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมเพลงประกอบการสอน ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เพลงประกอบการสอน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่1ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดย ใช้กิจกรรมเพลงประกอบการสอน ผู้วิจัยได้นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความรู้ด้านคำศัพท์ก่อนกับหลังการ เรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เพลงประกอบการสอนมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้สถิติทคสอบ t - test Deperdent Samples ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏดังแสดงในตารางที่ 5


46 ตารางที่ 4.1 จะแสดงคะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนเรียน - หลังเรียน ของนักเรียน ขั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เพลงประกอบการสอน เลขที่ คะแนนก่อนเรียน(40) คะแนนหลังเรียน(40) ผลต่าง(D) Dยกกำลัง2 1 19 27 8 64 2 25 35 10 100 3 22 31 11 121 4 26 37 11 121 5 24 33 9 81 6 17 31 14 196 7 19 30 11 121 8 21 33 12 144 9 20 34 14 196 10 21 31 10 100 11 26 37 11 121 12 23 33 10 100 13 19 29 10 100 15 25 38 13 169 16 23 35 12 144 รวม 330 494 166 1,878 ̅ 20.63 30.88 10.25 S.D. 6.15 8.78 2.63 จากตารางที่ 5 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางทางการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนของ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน เท่ากับ 20.63 ส่วนคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.15 และมีคะแนน เฉลี่ย หลังเรียน เท่ากับ 30.88 ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 8.78


47 ตารางที่ 4.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความรู้ด้านดำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนกับหลังการเรียน ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เพลงประกอบการสอน คะแนน ค่าสถิติ N ̅ S.D. ค่าเฉลี่ย ของ ผลต่าง S.D. ค่าเฉลี่ย ผลต่าง Df T Sig คะแนน ก่อน เรียน คะแนน หลังเรียน 16 16 20.63 30.88 6.15 8.78 10.25 2.63 15 12.98 .000 จากตารางที่ 6 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าที่เรียนโดยใช้เพลงประกอบการสอนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้คำศัพท์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 4.3 เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพทโดยใชช้เพลงประกอบการสอนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ข้อ ข้อคำถาม ̅ S.D. แปลผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 รูปภาพมีสีสันสวยงามและเหมาะกับเนื้อหา กิจกรรมในเพลงมีความเหมาะสมกับเนื้อหา คำอธิบายเนื้อหาชัดเจน ความยากง่ายของเนื้อหาเหมาะสมกับระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เนื้อหาเพลงมีความหลากหลายและน่าสนใจ การจัดลำดับเนื้อหาในแต่ละเพลงมีความเหมาะสม กิจกรรมในเพลงช่วยให้นักเรียนมีความรู้และความ เข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์ได้ดีขึ้น นักเรียนรู้สึกสนุกสนานกับการเรียนด้วยเพลง เพลงช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้นักเรียน สนใจเรียนมากขึ้น หลังจากเรียนโดยใช้เพลงแล้วนักเรียนมีความรู้คำศัพท์มากขึ้น 5.00 4.21 4.37 4.53 4.75 4.65 4.24 4.41 4.82 4.76 0.00 0.41 0.47 0.51 0.59 0.49 0.44 0.51 0.39 0.44 มากที่สุด มาก มาก มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มาก มาก มากที่สุด มากที่สุด


48 ตารางที่ 4.4 (ต่อ) ข้อ ข้อคำถาม ̅ S.D. แปลผล 11 การใช้เพลงประกอบการสอนช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมทำงาน ร่วมกัน 4.60 0.49 มากที่สุด 12 ภาพรวมของเพลงช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการ ทางด้านภาษาที่ดีขึ้น 4.47 0.62 มาก รวม 4.57 0.15 จากตารางที่ 7 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้เพลงประกอบการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด (̅= 4.57 , S.D. =0.15) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ามีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 7 ข้อ และระดับมาก 5 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1) รูปภาพเละสี สัน สวยงามและเหมาะกับเนื้อหา(̅= 5.00 , S.D. = 0.00 ) 2) เพลงช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้นักเรียน สนใจเรียนมากขึ้น( = 4.82 , S.D. -= 0.39 ) 3) หลังจากเรียนโดยใช้เพลงแล้วนักเรียนมีความรู้ด้านคำศัพท์มาก ขึ้น (x = 4.76 , S.D. = 0.44)


49 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถทางการพูดภายาอังกฤษและความรู้ด้านคำศัพท์ โดยใช้ กิจกรรมเพลง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สรุปผลได้ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์การวิจัย 2. สรุปผลการวิจัย 3. อภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะนำ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนก่อนและหลังเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองตูม จังหวัดอุดรธานี 2. เพื่อศึกษาเจตติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองตูม จังหวัดอุดรธานี สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคำศัพท์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษ และความรู้ ด้านคำศัพท์ โดยใช้กิจกรรมเพลง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด(x=4.57,S.D.=0.15) อภิปรายผล การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี ประเด็นสำคัญที่นำมาอภิปรายผล ดังต่อไปนี้ 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนโดยใช้เพรง ประกอบการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการสอนโดยใช้ เพลงประกอบการสอน สูงกว่าก่อนได้รับการสอนโดยใช้เพลงประกอบการสอนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.0 แสดงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เพลงประกอบการสอนมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้าน คำศัพท์ภาษาอังกฤา ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก แบบดคสอบวัคผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความรู้ด้านคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้วิเคราะห์เนื้อหามาจากเพลงที่อยู่ในแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษ โดยใช้เพลงประกอบการสอนได้มีความคุ้นเคยกับเนื้อหา ของเพลง จากการเรียนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ โดยในแต่ละเพลงนักเรียนจะได้เรียนรู้คำศัพท์ ความหมายมีการถามตอบเพื่อให้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริง การฝึกสะกดคำ และในการเรียน โดยใช้


50 กิจกรรมเพลงนั้น นักเรียนได้ร้องเพลง โดยดูจากเอกสารที่ผู้วิจัยแจกให้คนละแผ่น โดยผู้วิจัยได้พานักเรียนอ่าน เนื้อเพลง และแปลความหมายก่อน เพื่อให้นักเรียนสามารถร้องเพลงตามซีดีที่ผู้วิจัยเปิดให้นักเรียนร้องตาม 2 รอบได้ ทำให้นักเรียนเรียนอย่างสนุกสนาน มีความสนใจ ใส่ใจ และมีความกระตือรือร้นในการเรียน ช่วยให้ จดจำคำศัพท์ และรู้ความหมายของเพลงแต่ละเพลงเป็นอย่างดี และนักเรียนยังมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียน เป็นอย่างมาก ได้ชี้แนะเพื่อนได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเนื้อเพลง ครูผู้สอนช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็นกันเอง ทำให้นักเรียนกล้าถามในส่วนที่ไม่เข้าใจ และเมื่อฟังเพลงและร้องเพลงตามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้ถาม เกี่ยวกับคำศัพท์และความหมายในเพลงเพื่อวัดความรู้ของนักเรียนในชั่วโมงการเรียนเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่า นักเรียนมีความรู้คำศัพท์และความหมายอย่างแท้จริง และช่วยให้นักเรียนเกิดความคุ้นชินกับคำศัพท์และ ความหมายมากยิ่งขึ้น และในWorksheet ที่ผู้วิจัยให้นักเรียนฝึกทำยังมีรูปภาพน่าดึงดูดใจ สีสันสวยงาม ช่วย ให้นักเรียนสนใจและตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น นักเรียนเกิดความสนใจในการจดจำคำตัพท์ โดยนักเรียนจะดูรูปภาพ และคำศัพท์อย่างเชื่อมโยงกัน และเมื่อผู้วิจัยทคลองให้นักเรียนดูเพียงรูปภาพก็สามารถบอกได้ว่าคืออะไร และ ที่สำคัญนักเรียนสามารถอ่านประโยคด้วยการจดจำดำศัพท์และสามารถแปลความหมายได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับการวิจัยของ คะนึงนิจ จันทร์แก้ว (2550 : 81) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการ จำคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีเพลงประกอบ และไม่มีเพลงประกอบของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการจำดำศัพท์ภาษาอังกฤษของ กลุ่มทดลองที่เรียนโดยแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีเพลงประกอบสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ไม่มีเพลงประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สุภาวดี ปียานุกูล (2556 : 69) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมทักษะการฟัง - พูด ภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านคำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมี ความรู้ด้านคำศัพท์ หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเพลง อยู่ในระดับ มากที่สุด (x - 4.57 , S.D. - 0.15 ) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเพลงที่สร้างขึ้น สอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหา และ กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษและความรู้ด้านคำศัพท์ มากยิ่งขึ้น รวมถึงสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ โดยจะเน้นเนื้อเพลง โดยผู้วิจัยได้บอกความหมายของคำศัพท์ และคำ อ่านให้นักเรียนเขียนลงไปในเนื้อเพลงก่อนที่จะเปิดเพลงให้นักเรียนร้องตามนั้นช่วยให้นักเรียนเข้าใจคำศัพท์ และความหมายของเพลงได้เป็นอย่างดี และสามารถร้องเพลงตามได้จึงเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้ และ หลังจากที่ร้องเพลงเสร็จ ผู้วิจัยให้นักเรียนทำWorksheet ซึ่งเนื้อหาใน Worksheet นำมาจากเพลง และมี รูปภาพสีสันสวยงาม เหมาะสมกับเนื้อหาของเพลง ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ และมีความกระตือรือร้นใน การทำ Worksheetและใน Worksheet ถูกสร้างขึ้นโคยเน้นเขียนคำศัพท์ รู้ความหมายของคำศัพท์ทำให้ นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์และเชื่อมโยงกับรูปภาพได้เป็นอย่างดีต้องการที่จะเรียนรู้มากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ จากนักเรียนต้องการให้มีเพลงในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น เพราะนักรียนเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการทดสอบความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษนั้น นักเรียนได้มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างมาก


51 เนื่องจากผู้วิจัยได้แจกแบบทดสอบก่อนที่จะทำการทดสอบจริง เพื่อให้นักเรียนเมื่อทดสอบจริงนักเรียนมีความ มั่นใจ ในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ทำให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในคะแนนที่ได้รับ สอดคล้องกับการวิจัย ของ สุภาวดี ปียานุกูล (2556 : 69) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการใช้เพลงประกอบการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะ การฟัง - พูด ภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านดำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า ความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเพลง อยู่ในระดับ พึงพอใจมาก (X- 4.32) และคะนึงนิจะ จันทร์แก้ว(2550 : 81) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการจำคำศัพท์ ภาษาอังกฤษที่เรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีเพลงประกอบ และไม่มีเพลงประกอบของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่เรียนโดย แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีเพลงประกอบ โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่5 โรงเรียนบ้านหนองตูม จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ผู้สอนต้องศึกษาแนวทางในการใช้เพลงประกอบการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการรู้ด้าน ดำศัพท์ให้เข้าใจก่อนนำไปปฏิบัติ ซึ่งในงานวิจัยครั้งนี้ได้อาศัยแนวคิด 3 ทฤษฎีหลัก ได้แก่ ทฤษฎีการสื่อสาร ทฤษฎีพหุปัญญา ทฤษฎีแรงต้านความรู้สึก นอกจากนี้ผู้สอนต้องเป็นแบบอย่างแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้ และ สนับสนุนให้ผู้เรียนกล้าพูด 1.2 ผู้สอนควรปฐมนิเทศผู้เรียนให้เข้าใจวัถุประสงค์และเป้าหมายในการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีการ เรียนการสอนและหลักในการวัคและประเมินผลของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเข้าใจตรงกันและมีการเตรียม ตนเองในการเรียน 1.3 ผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ มีความหลากหลาย แปลกใหม่ และสนุกสนาน เพื่อกระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดความจูงใจในการเรียนรู้ เพลิดเพลินและมีความสุขในการเรียน ผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษากิจกรรม การเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนการสอน 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการทำวิจัยเรื่องการ การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอนนี้กับนักเรียน ในระดับชั้นอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้เรียนใน ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น ความกระตือรือร้นในการเรียนที่มากกว่า 2.2 ควรมีการศึกษาทักษะอื่นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการใช้เพลงประกอบการสอนเป็น กิจกรรมหลัก นอกเหนือไปจากความสามารทางการเรียนรู้คำศัพท์เช่น ความสามารถในการฟัง พูด อ่าน และ เขียน เป็นต้น


52 เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. คู่มือพัฒนาสี่การเรียนรู้. กรุงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสคุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), 2545. กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสคุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), 2551. เจียรนัย พงษ์ศิวาภัย. (2540). เรียนภาษาจากเพลง: ในแนวคิดและเทคนิควิธีการสอนภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ซาร่า ฟิลลิปส์. (2002). กิจกรรมภาษาอังกฤษกับเด็ก. แปลโดย เตือนใจ เฉลิมกิจ. กรุงเทพฯ: หน้าต่างสู่โลกกว้าง. ดวงเดือน จังพานิช. (2542). การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความคงทนในการจำคำศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยวิธีสอนแบบสัมพันธ์ขอบข่าย ความหมายและวิธีสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถ่ายเอกสาร ดวงเดือน แสงชัย. (2531). การสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ดวงเดือน แสงชัย. (2539). กิจกรรมสนุกเสริมคำศัพท์. กรุงเทพฯ : จุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิราภรณ์ เลี่ยมไธสง. (2546). ผลของการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะเป็นสื่อเสริมเพื่อเพิ่มพูนผลสัมฤทธิ์และ ความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสระบัว จังหวัดบุรีรัมย์. ชมิท (Schmitt. 2000: 35) องค์ประกอบหลักที่สำคัญของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกวรินทร์ สุขเกตุ. การใช้กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมความลามารถทางการพูดภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านดำศัพท์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1. วิทยานิพนธ์ศษ.ม. (การสอนภาษาอังกฤษ) เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550. คะนึงนิจ จันทร์แก้ว. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการจำดำศัพท์ภายาอังกฤษที่ เรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีเพลงประกอบ และไม่มีเพลงประกอบของ นักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน) เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่, 2550. ชนิตสิรี ศุกพิมล. การพัฒนาความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษและความเชื่อมั่นในตนเอง ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยใช้กิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2545. อัจฉรีย์ คงอมรสายชล. การใช้กิจกรรมเพลงที่มีเนื้อเรื่องเพื่อส่งเลริมความรู้ด้านคำศัพท์และ ทักษะการฟัง พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับต้น. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม.


53 (การสอนภาษาอังกฤษ) เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552. Berlo, D. Berlo's S-M-C-R Model. Oxford University Press, 1984. Horner, David. (1993). Classroom Idea: Songs and Music. Modern English Teacher. New York: Oxford University Press. Klinger, Rita. (1998, Spring). Approaches to Children's Song Acquisition: Immersion and Phrase-by-Phrase. Journal of Research in Music Education. 46 (1) : 24-34. Lado, Robert. (1986). Language Learning Teaching and Learning English. New York: Mc Graw-Hill. Moris, William Ed. (1979). The American Heritage Dictionary of the English Language. New York: Academic Press. Griffee, Dale T. Songs in Action . New York : Prentice Hall International, 1992. Murphey, T. Music and Song. Oxford University Press,1986. Reivers, W.M. Teaching Foreign Language Skills. Chicago: The University of Chicago Press, 1980. Reivers, W.M. Teaching Foreign Language Skills. Chicago: The University of Chicago Press, 1980. Richard, J, C. Longman Dictionary of Applied Linguistics. Harlow, England : Longman, 1985. Sacks, Arlene. "The Effect of Rhythm, Music, Song, and Chant in the Korean English" Dissertation Abstracts International. 65(06) : 327-A ; December, 2000. Scott, A.W and Ytreberg, L.H. Teaching English to Children. New York. Longman, 1990. Suzanne L. Medina. "The Effect of Music on Second Language Vocabulary Acquisition," National Network for Early Language Learning. 6(3) : unpaged ; Spring, 1993. Valette, Rebecca M. and Jovanovich, Harcourt B. Modern Language Testing. New York, 1977.


54 ภาคผนวก


55 ภาคผนวกก แผนการจัดการเรียนรู้


56 Lesson Plan 1 Unit: Physical Grand:6 Subject: English Semester: 1 Topic: your body Time: 60 minutes Teachers: Phoomipat Patchutane Date:___/___/___ ————————————————————————————————————— 1. Leaning Standards and indicators Strand 1: Language for Communication Standard FL1.1: Understanding and ability in interpreting what has been heard and read from various types of media, and ability to express opinions with reasons Indicators 6/2. Accurately read aloud the given sentences, the paragraphs and the short poems by observing the principles of reading. Indicators 6/3. Draw/Match the picture or signs with the meanings of sentences and the short paragraphs heard or read. 2. Concepts In this lesson students will learn about body and give information about body. 3. Objectives 1. Students are able totell the meaning of words. (K) 2. Students are able to ask and giveinformation. (P) 3. Students participated in activities effectively. (A) 4. Contents 1) Function: Giving information about body. 2) Skill: Speaking and Writing 3) Vocabulary: - Eyes - Ears -Legs - Body - Nose - Neck - Leaves - Mouth - Skin


57 5. Teaching and learning Procedures (60 minutes) Warm-up (10 minutes) 1. Teacher greets students with the sentence. Teacher : Hello students how is it going? Students : I’m good. 2. The teacher took the students to test their concentration. Teacher : Are you ready? Students : yes yes Teacher : Sing “If you happy” Presentation (10 minutes) 3. Students learn vocabulary from video clips. -Eye - Ears -Legs - Body - Nose. - Neck - Leaves - Mouth - Skin 4. Students Learn the sentences presented by the teacher. -where is your……….? -This is my…………( Eyes, Ears, Legs, Body, Nose, Neck, Leaves, Mouth, Skin) Practice (10minutes) 5. Students complete a worksheet titled "who am I?" Production (20 minutes) 6. Students do the activity “who am l?” - Students are divided into three groups and the teacher gives them a picture to answer. The students and teacher give a puzzle picture to the students. Answer what it is by writing on the board what it is.


58 -Each group will have 3 minutes to complete the activity. Wrap up (10minutes) 7. Teacher takes students to answer worksheets. 8. Teachers and students together summarize the lessons learned today. 6. Materials 1. Clip VDO


59 2.worksheet


60


61 7. Measurements and Evaluation Objectives Measurements Measuring Tools Criteria Students are able totell the meaning of words. Observed from the activity Worksheet Passed 60 percent criteria. Students are able to ask and give information. Observed from the activity - Passed 60 percent criteria. Students participate in activities effectively. Observing from their participations in class - The teacher observation.


62 Teacher’s Note 1.Outcomes ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... 2.Problems ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... 3.solutions ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... .............................................................................................................................. ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ...............................................................................................................................


63 Lesson Plan 5 Unit: Market Grand:6 Subject: English Semester: 1 Topic: what do you want to buy? Time: 60 minutes Teachers: Phoomipat Patchutane Date:___/___/___ ————————————————————————————————————— 1. Leaning Standards and indicators Strand 1: Language for Communication Standard FL1.1: Understanding and ability in interpreting what has been heard and read from various types of media, and ability to express opinions with reasons Indicators 6/2. Accurately read aloud the given sentences, the paragraphs and the short poems by observing the principles of reading. Indicators 6/3. Draw/Match the picture or signs with the meanings of sentences and the short paragraphs heard or read. 2. Concepts In this lesson students will learn about market and give information about market. 3. Objectives 1. Students are able totell the meaning of words. (K) 2. Students are able to ask and give information. (P) 3. Students participated in activities effectively. (A) 4. Contents 3) Function: Giving information about market . 4) Skill: Speaking and Writing


64 3) Vocabulary: Lunch, Mixed fruit, Iced chocolate, Chicken, Pork, Supper, Salad, Lemonade, Fish, Yoghurt, Breakfast 5. Teaching and learning Procedures (60 minutes) Warm-up (10 minutes) 5. Teacher greets students with the sentence. Teacher : Hello students how is it going? Students : I’m good. 6. The teacher took the students to test their concentration. Teacher : Are you ready? Students : yes yes Teacher : Sing “Be careful” Presentation (10 minutes) 7. Students learn vocabulary from video clips. (Lunch, Mixed fruit, Iced chocolate, Chicken, Pork, Supper, Salad, Lemonade, Fish, Yoghurt, Breakfast) -The teacher hands out the song lyrics to the students and plays the song for them to listen to twice as well as read along. Practice (10minutes) 8. Students complete a worksheet titled " Market " Production (20 minutes) 9. Students do the activity “I want to buy” -Divide the group into three groups. -The teacher hides the flashcards and has the students find them. -Whichever group finds a picture, take it and tell the teacher and discuss about that picture. Which group gets the most points wins? Wrap up (10minutes)


65 10.Teacher takes students to answer worksheets. 11.Teachers and students together summarize the lessons learned today. 6. Materials 1. Clip VDO


66 2.worksheet


67 7. Measurements and Evaluation Objectives Measurements Measuring Tools Criteria Students are able totell the meaning of words. Observed from the activity Worksheet Passed 60 percent criteria. Students are able to ask and give information. Observed from the activity - Passed 60 percent criteria. Students participate in activities effectively. Observing from their participations in class - The teacher observation.


68 Teacher’s Note 1.Outcomes ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... 2.Problems ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... 3.solutions ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... .............................................................................................................................. ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ...............................................................................................................................


69 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ค าศัพท์ก่อนเรียน - หลังเรียน


70 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านค าศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนเรียน-หลังเรียน คำ ช้ีแจง: 1. แบบทดสอบฉบบัน้ีเป็นแบบปรนยัมี4 ตวัเลือกใหเ้ลือกคำ ตอบที่ถูกที่สุด 2.แบบทดสอบฉบบัน้ีมีท้งัหมด 40ขอ้40คะแนน เวลำ 1 ชวั่โมง 3. หำ้มขีดเขียนหรือทำ เครื่องหมำยใดๆลงในแบบทดสอบฉบบัน้ี —————————————————————————————————————————— ข้อ 1 -3ให้นักเรียนเลือกค าศัพท์ที่ตรงกบัรูปภาพ 1. a. Cheetah c. Giraffe b. Elephant d. Dolphin 2. a. Lion b. Monkey c.Giraffe d. Rabbit 3. a. Zebra b. Elephant c. Rhino d. Lion


71 ข้อ 4 -5 ข้อใดอยู่ในรูป Past simple. 4. a. Walk c. Called b. Jump d. Cry 5. a. Passed c. Talk b. See d. Go 6. ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Clean the floor c. Sweep the floor b. Set the table d. Clean the yard 7.ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Clean the floor b.Wash the dishes c. Sweep the floor d. Wash our clothes 8.ข้อใดตรงกับรูปภำพ


72 a. Be Careful! Be Careful! You'll burn your hand. b.Be Careful! Be Careful! You'll break your leg. c. Be Careful! Be Careful!You'll cut your finger. d. Be Careful! Be Careful! You'll hit your head. 9. ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Be Careful! Be Careful! You'll cut your finger. b. Be Careful! Be Careful! You'll hit your head. c. Be Careful! Be Careful!You'll hit your arm. d. Be Careful! Be Careful! You'll break your leg. 10.ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Mixed fruit b. Ice cream c. Sandwiches d. Salad 11. ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Mixed fruit c. Sandwiches b. Ice cream d. Salad


73 12.ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Vegetable oil c. Coriander leaves b.Fish sauce d. Minced crab 13. บอกควำมหมำยของรูปภำพน้ี a. Crack eggs into a bowl. b. Put in a spring onion and fish sauce. c. Put in minced crab. d. Put the coriander leaves. 14. บอกควำมหมำยของรูปภำพน้ี a. Put in minced crab. b. Crack eggs into a bowl. c. Put in a spring onion and fish sauce. d. Put the coriander leaves. ข้อ 15 -16 จงเติมประโยคให้สมบูรณ์ 15. ข้อ 15 -16 จงเติมประโยคให้สมบูรณ์


74 Customer : Have you got any beef? Shopkeeper :……………15…………… Customer : How much is it? Shopkeeper :……………16…………… Customer : Can I have 1 kilo please? Shopkeeper : Yes , here you are. Customer : Thank you. 15. a. Yes, we have. b. I can't buy it. c. How much is it? d. Can I have 1 kilo , please? 16. a. Thank you. c. It's 150 baht a kilo. b. No, we haven't. d. Go to market with me. 17.ขอ้ใดเป็นประโยคถำมรำคำสัตวเ์ล้ียง a. How much is that doggy in the window ? b. I do hope that doggy's for sale. c. I don't want a bunny or a kitty. d. I don't want a parrot that talks. 18. ข้อใดแตกต่ำงจำกพวก a. Doggy b. Bunny c. Kitty d. Waggly tail ข้อ 19-21 บอกประโยชน์ของน้ำ ใหต้รงกบัรูปภำพ 19. With water , we can a. Go fishing. b. Wash vegetable. c. Brush our teeth. d. Clean the car.


75 20. With water , we can a. Grow rice. c. Brush our teeth. b. Go traveling. d. Clean the car. 21. With water , we can a.Grow rice. c. Brush our teeth. b. Go traveling. d. Clean the car. ข้อ 22 -23 เลือกประโยคขอร้องไปส่งยังสถำนที่ต่ำงๆให้ตรงกับรูปภำพ 22. a.Could you take me to school, please? b. Could you take me to the zoo , please? c. Could you take me to hospital , please ? d. Could you take me home, please? 23. a.Could you take me to school, please? b. Could you take me to hospital , please ?


76 c. Could you take me to the zoo , please? d. Could you take me home , please? 24. ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Spaghetti c. Pizza b. Pasta d. Green curry and rice 25.ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Sushi rice c.Pizza b. Pasta d. Green curry and rice 26. ข้อใดเป็ นยำนพำหนะที่อยู่บนอำกำศ a. Car b. Coach c. Ship d. Plane 27. ขอ้ใดเป็นยำนพำหนะที่อยใู่นน้ำ a. Car b. Coach d. Plane c. Ship 28. ข้อใดเป็ นกิจกรรมเตรียมงำนวันเกิด a. Write the cards c. Play toy b. Sing birthday song d. Bring a present 29. I bring her ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. an alarm clock b. flowers c. a table d. a camera


77 30. I bring her ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. write cards b. give present d. a toy c. set the table 31. What would you like to drink? a. I'd like donut, please. c. I'd like fruit punch, please. b.I'd like a cupcake , please. d. I'd like pizza, please. 32. What would you like to eat ? a. I'd like fruit punch, please. c. I'd like milkshake, please. b.I'd like lemonade, please. d. I'd like cupcakes, please. 33. สั่งเครื่องดื่มใหต้รงกบัรูปภำพ a. I'd like milkshake, please. c. I'd like lemonade, please. b. I'd like fruit punch, please. d. I'd like a cupcake, please.


78 34.ข้อใดตรงกับรูปภำพ a. Dessert b. Vegetable c. Water d. Juice 35. What's the temperature today? a. Weather like today? b. It's thirty degrees Celsius. c. It's very sunny today. d. It's rainy today. 36. What's the weather like today? a. It's very sunny today. c. We'll go to the mountain. b. We'll go to the sea. d. It's 30 degrees Celsius. 37. I wear…………… a. raincoat c. scarf and gloves b. tank top d. swim suit 38. I wear………… a. raincoat b. scarf and gloves d. swimsuit c. cap and T- shirt 39. What do you wear in different seasons? a. In the rainy season, I wear my raincoat. b. In summer I wear scarf and gloves. c. In the cold season, I wear swimsuit. d. In the hot season, I wear raincoat. 40. What do you wear in different seasons ? a. In the cold season, I wear shorts.


79 b. In the cold season, I wear scarf and gloves. c. In the rainy season, I wear swim suit. d. In summer , I wear raincoat.


80 ภาคผนวก ค ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่ดาดหวังและแบบทดสอบ


81 ตารางภาคผนวกที่ 1 ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่ดาดหวังและแบบทดสอบ ข้อสอบที่ คะแนนของผู้เชี่ยวชำญ รวม ผลแฉลี่ย ค่ำ IOC แปรผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 2 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 3 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 4 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 5 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 6 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 7 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 8 1 1 0 2 0.67 ใช้ได้ 9 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 10 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 11 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 12 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 13 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 14 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 15 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 16 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 17 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 18 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 19 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 20 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 21 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 22 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 23 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 24 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 25 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 26 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 27 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้


82 28 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 29 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 30 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 31 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 32 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 33 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 34 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 35 1 0 1 2 0.67 ใช้ได้ 36 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 37 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 38 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 39 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 40 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้


83 ตารางภาคผนวกที่2แสดงค่าความยากง่าย(p) อ านาจจ าแนก(B) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางค าศัพท์ภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่5 ข้อที่ ค่ำควำมยำกง่ำย (p) ค่ำอ ำนำจจ ำแนก (B) ข้อที่ ค่ำควำมยำกง่ำย (p) ค่ำอ ำนำจจ ำแนก (B) 1 0.80 0.21 21 0.72 0.21 2 0.78 0.41 22 0.80 0.21 3 0.72 0.21 23 0.72 0.21 4 0.72 0.62 24 0.72 0.21 5 0.72 0.21 25 0.62 0.41 6 0.62 0.41 26 0.80 0.21 7 0.80 0.41 27 0.72 0.21 8 0.72 0.21 28 0.62 0.41 9 0.78 0.41 29 0.62 0.41 10 0.72 0.21 30 0.78 0.41 11 0.62 0.41 31 0.62 0.41 12 0.72 0.21 32 0.72 0.62 13 0.78 0.41 33 0.76 0.41 14 0.80 0.21 34 0.62 0.82 15 0.72 0.21 35 0.51 0.62 16 0.62 0.41 36 0.62 0.41 17 0.72 0.21 37 0.78 0.41 18 0.76 0.41 38 0.51 0.62 19 0.72 0.21 39 0.76 0.41 20 0.80 0.21 40 0.62 0.41


84 ภาคพนวกง แบบประเมินเจตคติของผู้เรียน


85 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน คำ ช้ีแจง 1. จงท ำเครื่องหมำย/ ลงในช่องที่ตรงกับควำมพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้ คำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบการสอน 2.กำรตอบแบบสอบถำมน้ีใชเ้พื่อประโยชน์ทำงกำรวิจยัเท่ำน้นั ไม่มีผลต่อกำรเรียนของนกัเรียนแต่ อย่ำงใดไม่มีค ำตอบข้อใดถูกต้องหรือผิด จึงขอควำมกรุณำให้นักเรียนตอบค ำถำมตำมควำมรู้สึกของนักเรียน ที่มีต่อกำรเรียนตำมควำมเป็นจริงด้วย ควำมพึงพอใจมำกที่สุด ใหน้ ้ำ หนกัคะแนน 5 ควำมพึงพอใจมำก ใหน้ ้ำ หนกัคะแนน 4 ควำมพึงพอปำนกลำง ใหน้ ้ำ หนกัคะแนน 3 ควำมพึงพอน้อย ใหน้ ้ำ หนกัคะแนน 2 ควำมพึงพอใจน้อยที่สุด ใหน้ ้ำ หนกัคะแนน 1 ข้อค ำถำม ระดับควำมพึงพอใจ 5 4 3 2 1 ควำมคิดเห็นด้ำนรูปแบบ 1.รูปภำพมีสีสันสวยงำมและเหมำะกบัเน้ือหำ 2.กิจกรรมในเพลงมีควำมเหมำะสมกบัเน้ือหำ ควำมคิดเห็นดำ้นเน้ือหำ 3. คำ อธิบำยเน้ือหำชดัเจน 4.ควำมยำกง่ำยของเน้ือหำเพลงเหมำะสมกบัระดบัช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 5 5. เน้ือหำในเพลงมีควำมหลำกหลำยเเละน่ำสนใจ 6.กำรจดัลำ ดบัเน้ือหำในแต่ละเพลงมีควำมเหมำะสม 7.กิจกรรมในเพลงช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ในกำร เรียนรู้ค ำศัพท์ไดด้ีข้ึน ควำมคิดเห็นด้ำนควำมพึงพอใจในกำรเรียน 8. นักเรียนรู้สึกสนุกสนำนกับกำรเรียนด้วยเพลง 9. เพลงช่วยสร้ำงแรงจูงใจในกำรเรียนให้นักเรียน สนใจเรียนมำกข้ึน


86 10. หลังจำกเรียนโดยใช้เพลงแล้วนักเรียนมีควำมรู้ ค ำศัพท์มำกข้ึน 11. กำรใช้เพลงประกอบกำรสอนช่วยให้นักเรียนมี ส่วนร่วม 12. ภำพรวมของเพลงช่วยให้นักเรียนมีพัฒนำกำร ทำงดำ้นภำษำที่ดีข้ึน ข้อเสนอแนะอื่นๆ เพิ่มเติม……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ขอขอบคุณในควำมร่วมมือเป็นอยำ่งยงิ่ ผู้วิจัย


87 ตำรำงที่8 เจตคติของนักเรียนที่มีต่อกำรพัฒนำกำรเรียนรู้ค ำศัพท์โดยใช้เพลงประกอบกำรสอนของนักเรียน ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 5 ข้อ ข้อค ำถำม ̅ S.D. แปลผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 รูปภำพมีสีสันสวยงำมและเหมำะกบัเน้ือหำ กิจกรรมในเพลงมีควำมเหมำะสมกบัเน้ือหำ คำ อธิบำยเน้ือหำชดัเจน ควำมยำกง่ำยของเน้ือหำเหมำะสมกบัระดบัช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 5 เน้ือหำเพลงมีควำมหลำกหลำยและน่ำสนใจ กำรจัดล ำดับเน้ือหำในแต่ละเพลงมีควำมเหมำะสม กิจกรรมในเพลงช่วยให้นักเรียนมีควำมรู้และควำม เขำ้ใจโครงสร้ำงไวยำกรณ์ไดด้ีข้ึน นักเรียนรู้สึกสนุกสนำนกับกำรเรียนด้วยเพลง เพลงช่วยสร้ำงแรงจูงใจในกำรเรียนให้นักเรียน สนใจเรียนมำกข้ึน หลังจำกเรียนโดยใช้เพลงแล้วนักเรียนมีควำมรู้ค ำศัพท์มำก ข้ึน กำรใช้เพลงประกอบกำรสอนช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วม ท ำงำนร่วมกัน ภำพรวมของเพลงช่วยให้นักเรียนมีพัฒนำกำร ทำงดำ้นภำษำที่ดีข้ึน 5.00 4.21 4.37 4.53 4.75 4.65 4.24 4.41 4.82 4.76 4.60 4.47 0.00 0.41 0.47 0.51 0.59 0.49 0.44 0.51 0.39 0.44 0.49 0.62 มำกที่สุด มำก มำก มำกที่สุด มำกที่สุด มำกที่สุด มำก มำก มำกที่สุด มำกที่สุด มำกที่สุด มำก รวม 4.57 0.15 จำกตำรำงที่ 7 พบว่ำนักเรียนมีควำมพึงพอใจต่อกำรใช้เพลงประกอบกำรสอนโดยรวมอยู่ในระดับมำกที่สุด (̅=4.57 , S.D. =0.15) เมื่อพิจำรณำเป็ นรำยข้อพบว่ำมีค่ำเฉลี่ยควำมพึงพอใจอยู่ในระดับมำกที่สุด 7 ข้อ และระดับมำก 5 ข้อ โดยข้อที่มีค่ำเฉลี่ยควำมพึงพอใจสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1) รูปภำพเละสี สันสวยงำม และเหมำะกบัเน้ือหำ(̅= 5.00 , S.D. =0.00 ) 2) เพลงช่วยสร้ำงแรงจูงใจในกำรเรียนให้นักเรียน สนใจเรียนมำกข้ึน(= 4.82 , S.D. -= 0.39 ) 3) หลังจำกเรียนโดยใช้เพลงแล้วนักเรียนมีควำมรู้ด้ำนค ำศัพท์ มำกข้ึน (x = 4.76 , S.D. = 0.44)


88 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ นายภูมิพัฒน์ ปัจจุฐาเน วันเกิด 15 กุมภาพันธ์ พา.ศ.2544 สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลยที่ 197 หมู่ 7 ตำนาไหม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี 41190 อาชีพปัจจุบัน นักศักษา ระดับการศึกษา ศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คณะครูศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ


Click to View FlipBook Version