1 รายงานรายงานการศึกษาค้นคว้า เทคโนโลยี AI ในชีวิตประจ าวัน เสนอ ผศ.สาโรช สะอาดเอี่ยม จัดท าโดย นางสาวพิพรรณ์ จรูญวิบูลย์วัฒน์ ช ้ นั ปี ท ี่1 สาขาการปกครอง รหัสนักศึกษา6510530432099 รายงานเล่มน ้ ี เป็ นส่วนหน่ึ งของการศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ค้นคว้า รหัส วิชา GE4005 ภาคเรียนที่3 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยวิทยาเขตล้านนา
ก คํานํา รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า รหัสวิชา GE4005 ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2563 สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยวิทยาเขตล้านนาโดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวม เนื้อหาและศึกษาเกี่ยวกับ เทคโนโลยี ai ขอขอบคุณ ผศ.สาโรช สอาดเอี่ยม อาจารย์ประจําวิชาที่ให้คําปรึกษาและแนะแนวทาง ใน การศึกษาการรวบรวมข้อมูลตลอดจนการจัดทํารูปเล่ม และขอขอบคุณเพื่อนๆทุก ท่านที่ให้ความ ช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดทําหวังว่ารายงานเล่มนี้ จะให้ความรู้และเป็น ประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการ ศึกษาทุกๆท่าน ผู้จัดทํา นางสาวพิพรรณ์ จรูญวิบูลย์วัฒน์ 65105304332099
ข สารบัญ เรื่อง หน้า ค ำน ำ ก สำรบัญ ข เทคโนโลยี AI ในชีวิตประจ าวัน 1 AI คืออะไร 2 ประวัติศำสตร์กำรคิดค้นปัญญำประดิษฐ์ 2 - 3 ปัญญำประดิษฐ์คืออะไร 4 AI และระบบอัตโนมัติแตกต่ำงกันอย่ำงไร 5 งำนใดบ้ำงที่จะเป็ นแบบอัตโนมัติในอนำคต 7 - 11 ตัวอย่ำงของเทคโนโลยี AI ที่ท ำให้กำรใช้ชีวิตเป็ นเรื่องง่ำยมำกยิ่งขึ้น 12 - 19 อันตรำยของเทคโนโลยี AI 20 - 22 บรรณำนุกรม 23 ภำคผนวก 24
ค
1 เรื่อง เทคโนโลยีAI ในชีวิตประจ ำวัน เทคโนโลยี AI คืออะไร? ได้มีคนให้คํานิยาม AI หรือ Artificial Intelligence ไว้กันอย่างหลากหลาย Deloitte ได้รวบรวมความหมายของ AI ไว้ว่า “AI หรือปัญญาประดิษฐ์ คือ ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถแสดงพฤติกรรม ที่โดยปกติแล้วต้องการความสามารถในการคิด และรับรู้ของมนุษย์” หรือ “AI คือศาสตร์ของการทําให้คอมพิวเตอร์สามารถทํางานได้เหมือนกับมนุษย์” และเจ้าพ่อผู้ค้นพบวงการ AI -Alan Turing ได้ให้คํานิยามของปัญญาประดิษฐ์ไว้ว่า “ปัญญาประดิษฐ์ คือศาสตร์แห่งวิศวกรรมในการสร้างคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ โดยเฉพาะการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ สามารถวางแผน หาเหตุผล เรียนรู้ รับรู้ และสร้างมุมมองความรู้ และสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ” AI ไม่ได้อยู่ในอนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่อยู่ในปัจจุบัน และตอนนี้เมตาเวิร์สก็เกิดขึ้นแล้วด้วย การปฏิวัติ AI เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดโลกแห่งโอกาสใหม่ๆ องค์กรจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
2 ปัจจุบันเราปฎิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI นั้นได้เข้ามีส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ด้าน เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ และที่สําคัญปํ ญญาประดิษฐ์หรือ AI ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทําให้มีนักธุรกิจหรือนักลงทุนจากหลากหลายแห่ง พร้อมที่จะลงทุน และ คาดหวังผลตอบแทนจากมันค่อนข้างสูง และในบทความนี้เราจะพาไปทําความรู้จักกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กัน AI คืออะไร AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence แปลงตรงตัวก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ หมายถึงโปรแกรมที่ถูกเขียนและพัฒนาให้มีความ ฉลาด มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจได้ จากการประมวลผลของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และยัง สามารถดัดแปลงการประมวลผล ประยุกต์ ให้เป็นไปตามสถานการณ์ต่างๆ โดยที่ไม่จําเป็นต้องรอการอนุมัติจากมนุษย์ AI เป็นยิ่งกว่าระบบประมวลผล และเป็นยิ่งกว่า Machine Learning เพราะผลลัพธ์ของ AI คือ การกระทํา เช่น การคุยโต้ตอบใน SIRI การใช้ระบบสแกนหน้าเพื่อปลดล็อคมือถือ เป็นต้น ในขณะที่ ผลลัพธ์ของ Machine Learning เป็นตัวเลข หรือรายงาย ซึ่งมนุษย์จะต้องนําผลลัพธ์นั้นไปสร้างเป็นการกระทําในลําดับต่อไป อย่างไรก็ตาม Machine Learning ถือเป็น Sub-set ของ AI เพราะถือเป็นระบบประมวลผลที่สามารถประมวลผลเชิงลึก คล้ายความฉลาดของมนุษย์ แต่มิใช่ทั้งหมดของ AI ประวัติศาสตร์การคิดค้นปัญญาประดิษฐ์ เราขอย้อนอดีตกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กันก่อน แนวคิดเรื่องเครื่องจักรที่คิดได้และสิ่งมีชีวิตเทียม นั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เช่นหุ่นยนต์ทาลอสแห่งครีต อันเป็นหุ่นยนต์ทองแดงของเทพฮิฟี สตัส แหล่งอารยธรรมใหญ่ ๆ ของโลกมักจะเชื่อเรื่องหุ่นยนต์ที่มีความคล้ายกับมนุษย์ เช่น ในอียิปต์และกรีซ ต่อมา ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และ 20 สิ่งมีชีวิต เทียมเริ่มปรากฏอย่างแพร่หลายในนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น แฟรงเกนสไตน์ของแมรี เชลลีย์ หรือ R.U.R.ของกาเรล ชาเปก แนวคิดเหล่านี้ผ่านการอภิปรายมาอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในแง่ของความหวัง ความกลัว หรือความกังวลด้านศีลธรรม เนื่องจากการมีอยู่ของปัญญาประดิษฐ์ กลไกหรือการให้เหตุผลอย่างมีแบบแผน ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณ การศึกษาด้านตรรกศาสตร์นําไปสู่การคิดค้นเครื่องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ดิจิทัลที่โปรแกรมได้โดยอาศัยหลักการทาง
3 คณิตศาสตร์ของแอลัน ทัวริงและคนอื่น ๆ ทฤษฎีการคํานวณของทัวริงชี้ว่า เครื่องจักรที่รู้จักการสลับตัวเลขระหว่าง 0 กับ 1 สามารถเข้าใจนิรนัยทางคณิตศาสตร์ได้ หลังจากนั้น การค้นพบทางด้านประสาทวิทยา ทฤษฎีสารสนเทศ และไซเบอร์เนติกส์ รวมทั้งทฤษฎีการคํานวณของทัวริง ได้ทําให้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเริ่มสนใจพิจารณาความเป็นไปได้ของการสร้าง สมอง อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นมาอย่างจริงจัง สาขาปัญญาประดิษฐ์นั้นเริ่มก่อตั้งขึ้นในที่ประชุมวิชาการที่วิทยาลัยดาร์ตมัธ สหรัฐอเมริกาในช่วงหน้าร้อน ค.ศ. 1956 โดยผู้ ร่วมในการประชุมครั้งนั้น ได้แก่ จอห์น แม็กคาร์ธีย์, มาร์วิน มินสกี, อัลเลน นิวเวลล์, อาเธอร์ ซามูเอล และเฮอร์เบิร์ต ไซมอน ที่ ได้กลายมาเป็นผู้นําทางสาขาปัญญาประดิษฐ์ในอีกหลายสิบปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์และนักศึกษาของพวกเขาเหล่านี้เขียน โปรแกรมที่หลายคนทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ที่สามารถเอาชนะคนเล่นหมากรุก แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคําด้วยพีชคณิต พิสูจน์ทฤษฎีทางตรรกวิทยา หรือแม้กระทั่งพูดภาษาอังกฤษได้ ผู้ก่อตั้งสาขาปัญญาประดิษฐ์กลุ่มนี้เชื่อมั่นในอนาคตของ เทคโนโลยีใหม่นี้มาก โดยเฮอร์เบิร์ต ไซมอนคาดว่าจะมีเครื่องจักรที่สามารถทํางานทุกอย่างได้เหมือนมนุษย์ภายใน 20 ปี ข้างหน้า และมาร์วิน มินสกีก็เห็นพ้องโดยการเขียนว่า "เพียงชั่วอายุคน ปัญหาของการสร้างความฉลาดเทียมจะถูกแก้ไขอย่าง ยั่งยืน" เทคโนโลยี AI ในโลกยุคปัจจุบัน หากผู้ถึง AI แล้วผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงหุ่นยนต์ความคิดเหมือนกับมนุษย์ เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์หรือ หนัง Sci-Fi ที่ เราดูกัน ซี่งตอนนี้มันไม่ได้เป็นเพียงแค่นิยายเพ้อฝันอีกแล้ว เพราะในโลกเรามีหุ่นยนต์แบบนั้นจริง ขอแนะนําให้ทุกท่านรู้จักกับ หุ่นยนต์โซเฟี ย (Sophia) หุ่นยนต์ AI ที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด เธอสามารถโต้ตอบได้เหมือนมนุษย์และได้ไป ปรากฎตัวบนเวทีโลกมาแล้วหลายเวที และเธอยังเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกของโลกที่ได้รับสัญชาติซาอุดิอาระเบีย แม้ว่าโซเฟี ยจะทํา ได้แค่พูดคุยตอบโต้กับผู้คนได้เท่านั้น แต่นี่ก็คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นแล้ว AI สามารถมีความคิดความอ่านเหมือนมนุษย์ได้
4 ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร กล่าวโดยสรุปก็คือ AI เป็นศาสตร์แห่งการสร้างเครื่องจักรที่มีความสามารถแบบมนุษย์ นี่นับว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ที่เครื่องที่จักรสามารถวางแผน ให้เหตุผล สื่อสาร และเรียนรู้ได้นั้นช่วยยกระดับชีวิตของเราให้ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุน พร้อม เพิ่มประสิทธิภาพและผลกําไร แต่สิ่งที่หลายคนกลัวก็มักจะเป็นเรื่องที่ว่า AI อาจทําให้เกิดการหยุดชะงักในเชิงลบ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในตลาดแรงงาน เนื่องจาก AI จะเข้ามาแทนที่งานที่มีแบบแผนคงที่และมีความสําคัญตํ่า AI มีหลากหลายแขนง ซึ่งทุกแขนงล้วนมีอิทธิพลต่อวิธีการทํางานของเราในปัจจุบัน และวิธีที่เราจะทํางานในอนาคตอย่างมาก ดังนี้ แมชชีนเลิร์นนิ่ง: AI ประเภทนี้จะ 'เรียนรู้' โดยอิงจากการจดจํารูปแบบที่อยู่ในข้อมูล สิ่งนี้ถือเป็นการปฏิวัติเนื่องจากซอฟต์แวร์ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ให้มาเพื่อคาดการณ์ สร้างกฎ หรือให้คําแนะนําสําหรับการดําเนินการได้เอง ไม่ใช่ถูกตั้งโปรแกรมมา การเรียนรู้เชิงลึกทําให้กระบวนการนี้ลํ้าหน้าขึ้นไปอีกขั้น โดยลดการป้อนข้อมูลจากมนุษย์ลงและสามารถใช้ชุดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น ได้ AI ได้เข้ามาช่วยในกระบวนการล่าสุดบางอย่างในด้านการจดจําคําพูดและรูปภาพ รวมถึงการประมวลผลภาษาให้เป็น ธรรมชาติ แต่ว่าแมชชีนเลิร์นนิ่งนั้นจะมีประสิทธิภาพพอๆ กับข้อมูลที่ป้อนเข้าไปเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลนั้นมีความโน้ม เอียง ผลลัพธ์ของ AI ก็จะมีความโน้มเอียงด้วย หุ่นยนต์: องค์กรต่างๆ นําหุ่นยนต์มาใช้เพื่อทําให้งานที่ต้องใช้แรงงานเป็นระบบอัตโนมัติ โดยมีการสั่งการจากทางไกล หรือโดย การใช้อัลกอริทึมหรือเซ็นเซอร์ ปัจจุบันหุ่นยนต์มีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การช่วยผ่าตัดไปจนถึงการตรวจสอบท่อระบายนํ้า ตลอดจนการใช้ 'แขน' หุ่นยนต์ในสายการผลิตที่เราคุ้นตากันเป็นอย่างดี การประมวลผลภาษาให้เป็นธรรมชาติ: แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะชาญฉลาดมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจ สร้าง และตอบสนอง ต่อภาษาของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ โดยใช้แมชชีนเลิร์นนิ่ง NLP มีแอพพลิเคชั่นมากมาย ตั้งแต่การแปล การจดจําเสียง และการถอดความ ไปจนถึงการดึงข้อมูล จากรายงาน
5 AI และระบบอัตโนมัติแตกต่างกันอย่างไร AI และระบบอัตโนมัติเป็นคําที่เรามักใช้เรียกแทนสิ่งเดียวกัน ทว่าทั้งสองคํานั้นไม่ได้มีความหมายเหมือนกันเสียทีเดียว แม้ว่า จะมีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือมนุษย์ในการทํางานที่มีแบบแผนคงที่และงานที่จําเจเหมือนกันก็ตาม ระบบอัตโนมัติจะใช้การ ตั้งโปรแกรมเพื่อให้เครื่องจักรทํางานต่างๆ แต่ AI นั้นจะทําให้เครื่องจักรเรียนรู้เองโดยอัตโนมัติจากการจดจํารูปแบบในข้อมูล AI จะส่งผลต่ออนาคตแห่งการทํางานอย่างไร AI ได้ฝังลึกอยู่ในชีวิตประจําวันและการทํางานไปเรียบร้อยแล้ว โดย AI สามารถทําได้ทุกอย่างตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยส่วนตัวแบบ ดิจิทัลไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้อัจฉริยะ การช้อปปิ้งออนไลน์ และหุ่นยนต์ในโรงงาน รายงานเกี่ยวกับสถานะของ AI ของ McKinsey เปิดเผยว่า 56% ของผู้ทําแบบสํารวจได้ใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันการทํางานของ AI อย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชัน ซึ่ง ตัวเลขนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 57% ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีน ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ การสํารวจเกี่ยวกับซีอีโอ ทั่วโลกของ PwC กล่าวว่าการเติบโตนี้คาดว่าจะดําเนินต่อไป โดยเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นระบบอัตโนมัติและดิจิทัลนั้น จะถูกรวมเข้าไว้ในกลยุทธ์องค์กรในระยะยาวของบริษัทต่างๆ ถึง 54% AI พร้อมที่จะพัฒนาต่อไปในหลายๆ ด้าน เมตาเวิร์ส เทคโนโลยี Virtual Reality และ Augmented Reality ช่วยให้คุณเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ความ บันเทิง และการทํางาน พื้นที่เสมือนที่ใช้งานร่วมกันจะผสมผสานเข้ากับโลกจริง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการทํางานร่วมกัน การ สื่อสาร และการฝึกอบรมไป การป้องกันการโกง ด้วยการวิเคราะห์ธุรกรรมจํานวนมาก AI จึงสามารถระบุแนวโน้มของการหลอกลวงได้ เมื่อทราบถึงแนวโน้มของการหลอกลวง แล้ว AI ก็จะบล็อกธุรกรรมที่น่าสงสัยโดยอัตโนมัติหรือรายงานปัญหาเพื่อรับการตรวจสอบเพิ่มเติม ผู้คนสามารถใช้ AI ในการ รักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ โดยจะทําให้ผู้คนรับรู้และบล็อกภัยคุกคามได้
6 แชทบอทและผู้ช่วยแบบดิจิทัล ในขณะที่ NLP กําลังพัฒนาไปเรื่อยๆ ความสามารถของแชทบอทก็พัฒนาไปด้วยเช่นกัน แชทบอทสามารถสื่อสารกับผู้ใช้ได้ อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าแค่ตอบคําถามว่า 'ใช่' หรือ 'ไม่ใช่' การสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาตินี้นับเป็นการปรับปรุงการบริการ ลูกค้าที่สําคัญและทําให้พนักงานไม่ต้องมานั่งจัดการกับคําถามของลูกค้าที่ซับซ้อนมากๆ อีกด้วย AI ในวงการสุขภาพ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะเกิดการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 18 ล้านคน AI อาจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาส่วนหนึ่งได้โดยทําให้งานที่มีแบบแผนคงที่เป็นแบบอัตโนมัติ เพิ่มผลิตภาพ และที่สําคัญที่สุดคือทําให้ พนักงานมีเวลาอยู่กับผู้ป่ วยมากขึ้น ผู้ปฏิบัติงานมีการใช้ AI ในแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพจํานวนมากอยู่แล้ว เช่น การจัดการ โรงพยาบาล การวินิจฉัยโรค และแอพสําหรับผู้ป่ วยโดยเฉพาะ AI ที่อธิบายสิ่งต่างๆ ได้ (Explainable AI) AI ต้องอาศัยบริบทในการทํางาน การที่องค์กรต่างๆ ใช้ AI เพื่อตัดสินใจนั้นทําให้เกิดปัญหาด้านความโปร่งใส ความเป็น ส่วนตัว ความยุติธรรม และความรับผิดชอบ นี่เป็นเหตุผลที่ AI ที่อธิบายสิ่งต่างๆ ได้ (XAI) เกิดขึ้นมา AI ประเภทนี้มี จุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่ามนุษย์เข้าใจเหตุผลของอัลกอริทึม และ XAI ยังมีความสําคัญในการช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดของ ปัญญาประดิษฐ์อีกด้วย AI ในฝ่ายทรัพยากรบุคคล AI กําลังเปลี่ยนแปลงการสรรหาบุคลากร ตลอดจนทําให้งานที่มีแบบแผนคงที่เป็นแบบอัตโนมัติ เช่น การจ่ายเงินเดือน คุณ สามารถใช้ AI ในกระบวนการคัดกรองโปรไฟล์ที่กินเวลานาน คัดกรองประวัติย่อ รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก และนัดสัมภาษณ์ ได้ AI ทําให้กระบวนการมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกๆ ของการคัดสรรบุคลากร ซึ่งช่วยให้ ประหยัดเวลาและลดต้นทุนลงได้อย่างมหาศาล AI ยังมีความสามารถในการปรับปรุงการฝึกอบรมด้วย โดยการสํารวจหนึ่ง กล่าวว่า 39% ของผู้นําวางแผนที่จะใช้ระบบจําลองของ AI ในการจ้างและฝึกอบรมพนักงาน อีกทั้ง AI ยังสามารถช่วยให้ ผู้สมัครงานประหยัดเวลาโดยการเชื่อมโยงพวกเขากับบทบาทที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย
7 งานใดบ้างทจี่ะเป็นแบบอัตโนมัติในอนาคต บางทีความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับ AI ก็คือการทําให้คนตกงานและว่างงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการคาดการณ์ว่า ระบบอัตโนมัติจะทําให้เกิดการสร้างงานมากกว่าการสูญเสียงาน โดยอาจสร้างงานให้กับคนได้มากถึง 890 ล้านคนภายในปี 2030 นอกจากนี้ AI ก็ไม่สามารถทํางานหลายๆ อย่างให้เป็นแบบอัตโนมัติไปทั้งหมดได้ เนื่องจากสิ่งที่สามารถทําได้นั้นเป็นเพียงงาน ที่มีแบบแผนคงที่ เช่น การจ่ายเงินเดือน หรือการดึงข้อมูลจากเอกสารต่างๆ เท่านั้น อีกทั้งมนุษย์ก็ยังคงต้องเป็นคนดูแล กระบวนการและเข้ามาแก้ไขหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ทํางานร่วมกับมนุษย์ ต่างหาก AI ช่วยให้เราทํางานได้ดีขึ้นและสามารถเอาเวลาไปให้ความสําคัญกับองค์ประกอบที่สร้างสรรค์และน่าพึงพอใจ มากกว่าในงานของเราได้ ตัวอย่างเช่น แม้ว่า AI อาจถูกนํามาใช้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่แพทย์และพยาบาลก็ยังมี บทบาทในการรักษาผู้ป่ วยอยู่ดี สิ่งที่มาพร้อมกับ AI คือความต้องการผู้ที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีในจํานวนที่มากขึ้น เช่น โปรแกรมเมอร์ นักสถิติ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และนักวิเคราะห์ รวมถึงผู้ที่มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และความฉลาดทางอารมณ์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทําได้ ประโยชน์ของ AI ในที่ทํางาน AI มีศักยภาพในการสร้างผลกําไรทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล นอกจากการเพิ่มผลิตภาพแล้ว เรายังคาดการณ์ว่ากําไรที่ เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะมาจากความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจาก AI ทําให้เกิดสินค้าที่หลากหลายและมีราคาย่อมเยา อันที่จริง แล้ว PwC ประมาณการว่า AI อาจสามารถสร้างเม็ดเงินจํานวน 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับเศรษฐกิจโลกได้ภายในปี 2030 ประโยชน์ของปัญญาประดิษฐ์มีดังนี้ ผลิตภาพ - ผลิตภาพจะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้คนและทรัพยากรไม่ต้องเอาเวลาไปลงกับงานที่มีแบบแผนคงที่ โดยข้อมูลของ PwC กล่าว ว่า 44% ของผู้นําธุรกิจต้องการเพิ่มผลิตภาพด้วยระบบอัตโนมัติ ประสิทธิภาพ - AI สามารถทํางานที่มีแบบแผนคงที่บางอย่างได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ และสิ่งที่แตกต่าง จากพนักงานที่เป็นมนุษย์คือ บริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ใช้ในการตรวจสอบการโกง ตอบคําถามของลูกค้า และตรวจสอบใบ สมัครงานนั้นพร้อมให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรได้ การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน - ความก้าวหน้าของแมชชีนเลิร์นนิ่งทําให้ AI สามารถทํางานที่ซับซ้อนมากขึ้นได้แล้ว เช่น การนํา AI มาใช้วินิจฉัยโรคจะช่วยให้พนักงานไม่ต้องมาเสียเวลาทํางานเดิมซํ้าๆ และช่วยเพิ่มผลิตภาพ
8 นวัตกรรมลํ้าสมัย - ไอเดียที่สร้างขึ้นโดย AI ในเซสชั่นการระดมความคิด การโต้ตอบในพื้นที่เสมือนในเมตาเวิร์ส และการใช้ AI ในห่วงโซ่อุปทานเพื่อทําความเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ (จากนั้นจึงทําการตัดสินใจเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้อง) AI กําลังช่วยให้ องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อก้าวไปสู่ประสบความสําเร็จ AI เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดและน่าตื่นเต้นที่สุดในปัจจุบัน และแน่นอนว่า AI มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถ เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่าง ๆ และปฏิวัติวิถีชีวิตของเราทุกคนได้ในอนาคต แม้ว่าขณะนี้โลกกําลังจับตามองไปยัง AI แช็ตบอทอย่าง ChatGpt อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวอีกหลายรูปแบบกําลังถูก พัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่แพ้แช็ตบอทเลยทีเดียว ดังนั้นในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่มีแนวโน้มจะเป็น ผู้ปฏิวัติมากที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้ Reinforcement learning Reinforcement learning เป็นประเภทหนึ่งของเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ช่วยให้ระบบ AI เรียนรู้จากการกระทําและตัดสินใจ ผ่านการลองผิดลองถูก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สําหรับการฝึกระบบ AI เพื่อให้ทํางานที่ซับซ้อน เช่น การเล่นวิดีโอเกม หรือ ควบคุมหุ่นยนต์ สําหรับเทคโนโลยี Reinforcement learning นั้น AI จะโต้ตอบกับสภาพแวดล้อม และรับรางวัลหรือบทลงโทษสําหรับการ กระทํานั้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป AIจะเรียนรู้การตัดสินใจเพื่อให้ได้รางวัลสูงสุด ซึ่งจะนําไปสู่พฤติกรรมที่ซับซ้อนและมี ประสิทธิภาพมากขึ้น
9 Computer vision Computer vision เป็น AI ที่ช่วยให้เครื่องจักรสามารถตีความและเข้าใจข้อมูลที่เป็นภาพจากโลกจริง รวมไปถึงการจัดการ งานต่าง ๆ เช่น การจัดประเภทรูปภาพ การตรวจจับวัตถุ และการแบ่งส่วนรูปภาพ โดยขณะนี้ Computer vision มักจะถูก นํามาใช้ในหลาย ๆ แอปพลิเคชัน เช่น กล้องรักษาความปลอดภัย รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง และการถ่ายภาพทาง การแพทย์ Natural Language Processing (NLP)
10 NLP เป็น AI ที่เกี่ยวข้องกับการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์กับมนุษย์โดยใช้ภาษาที่เราสนทนากันตามปกติ ส่วนใหญ่แล้ว NLP มักเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ การทําความเข้าใจ และการสร้างข้อความและคําพูดต่าง ๆ ดังนั้น NLP จึงถูกนําไปใช้งานอย่าง หลากหลาย ตั้งแต่การแปลภาษาไปจนถึงการวิเคราะห์ความรู้สึก ในขณะที่ NLP กําลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้คนทั่วโลกต่างคาดหวังได้ว่าจะเห็นผู้ช่วยเสมือนอัจฉริยะ แช็ตบอท และ ระบบการสนทนากับ AI ในแบบอื่น ๆ ที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อคําพูดของมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ใน อนาคต Generative models Generative models คือ AI ที่สามารถสร้างสรรค์ข้อมูลใหม่ ๆ เช่น รูปภาพ เสียง หรือข้อความ ตัวอย่างเช่น แบบจําลอง generative model ที่สามารถสร้างรูปภาพใหม่ ๆ ที่คล้ายกับข้อมูลที่ผู้ใช้งานป้อนเข้าไป ดังนั้น Generative models จึงมี ศักยภาพในการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ความบันเทิงและสื่อ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิต สินค้า
11 Robotics Robotics คือการใช้ AI เพื่อสร้างเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถทํางานได้โดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์ ซึ่งรวมถึง หุ่นยนต์สําหรับอุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ และการบริการ ตลอดจนหุ่นยนต์ส่วนบุคคลสําหรับบ้านและสํานักงาน Explainable AI (XAI) XAI คือ AI ที่สามารถให้คําอธิบายที่ชัดเจน รวมทั้งสามารถตีความการตัดสินใจและการกระทําได้ โดย AI ประเภทนี้มักถูก นํามาใช้ในการทํางานที่มีความสําคัญ เช่น การวินิจฉัยทางการแพทย์ หรือการตัดสินใจทางการเงิน นอกจากนี้ XAI ยังมี ความสําคัญต่อการสร้างความไว้วางใจในระบบ AI และสร้างความมั่นใจว่าระบบเหล่านี้ถูกใช้งานอย่างมีจริยธรรมและมีความ รับผิดชอบ ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จึงมีความสําคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
12 8 ตัวอย่างของเทคโนโลยี AI ทที่า ให้การใชช้ีวติเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึน้ เมื่อพูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และไกลตัว และมีแต่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เท่านั้นถึงจะสามารถใช้เทคโนโลยี AI ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น AI อยู่รอบตัวเรา และมักได้ใช้ในชีวิตประจําวันกันอยู่ เสมอ โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว 1.การปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ด้วย Face ID สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่ทําหลังจากตื่นนอน คือหยิบสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คข้อมูลข่าวสารต่างๆ และเมื่อโทรศัพท์ถูกปลดล็อค หน้าจอโดยการใช้ biometrics หรือเทคโนโลยีชีวมิติ* เช่น Face ID ถือเป็นการใช้เทคโลยี AI ในรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างที่ทุกคน น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ Apple Face ID โดย Apple Face ID สามารถมองเห็นได้ในรูปแบบ 3 มิติ โดยจะเก็บ รายละเอียดบนในหน้าถึง 30,000 จุด และใช้อัลกอริทึ่มของ Machine Learning ในการเปรียบเทียบใบหน้าที่กําลังสแกนกับ รูปที่เก็บเอาไว้ เพื่อที่จะตัดสินว่าคนที่กําลังจะปลดล็อคหน้าจอใช้คุณหรือไม่ โดย Apple กล่าวว่าโอกาสที่จะหลอก Face ID ได้ คือหนึ่งในล้าน *Biometrics หรือเทคโนโลยีชีวมิติ คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการระบุตัวตน (Identification) และตรวจพิสูจน์ผู้ใช้ (Verification) โดยใช้เทคนิคการแปรค่าเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่าง ทําให้ มีความปลอดภัยมากขึ้น ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม
13 2.โซเชียลมีเดีย สิ่งที่คนมักทําต่อไปจากการหยิบโทรศัพท์แล้ว คือการเช็คข่าวสาร หรือเรื่องราวอัพเดทบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter และอื่นๆ เทคโนโลยี AI ไม่เพียงแต่อยู่เบื้องหลังในการเลือกโพสต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ คุณสนใจขึ้นมาโชว์ โดยดูจากความสนใจ และการมีปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียในอดีต ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ยังสามารถ แนะนําเพื่อนที่คุณอาจจะรู้จัก กรองข่าวปลอม รวมถึง Machine Learning ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งคุกคามผ่าน โลกไซเบอร์ (Cyberbullying) ได้อีกด้วย
14 3.การส่งอีเมล์ หรือข้อความต่างๆ เราทุกคนมีการส่งอีเมล์กันทุกวัน มีเครื่องมือ เช่น Grammarly ที่ช่วยเช็คความถูกต้องของคําและไวยากรณ์บนอีเมล์ เพื่อ ช่วยทําให้การเขียนอีเมล์ของคุณไม่มีคําผิด หรือ Gmail ที่มีการแนะนําคํา และไวยากรณ์ที่ถูกต้องให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งเครื่องมือ เหล่านี้ได้นําเทคโนโลยี AI และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) มาใช้งาน หรือในการรับ อีเมล์ ฟิ ลเตอร์สแปมใช้เทคโนโลยี AI ในการที่บล็อกอีเมล์ที่อาจจะเป็นอีเมล์สแปม หรือระบุว่าอีเมล์ที่ผู้รับจะได้รับจะอยู่ใน หัวข้อไหนในอินบ็อกซ์ของผู้รับ รวมถึงโปรแกรมแอนตี้ไวรัสยังได้นําเทคโนโลยี Machine Learning มาช่วยในการป้องกัน ความปลอดภัยให้กับอีเมล์ของคุณอีกด้วย
15 4.การค้นหาบน Google เชื่อว่าทุกคนต้องได้ใช้การค้นหาบน Google กันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการคําตอบเกี่ยวอะไรบางอย่าง หรือหาสินค้า และ บริการที่เราต้องการรู้จัก หรือใช้บริการอยู่เป็นประจํา Search engines ไม่สามารถค้นหาข้อมูลทั่วอินเตอร์เน็ตให้เราได้ ถ้าหาก ไม่มีเทคโนโลยี AI หรือเราอาจจะเคยเจอโฆษณาที่ตามเราไปทุกที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน สิ่งเหล่านี้ทําได้ด้วยเทคโนโลยีของ ปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน โดยดูจากการค้นหาในอดีต และนําเสนอให้กับแต่ละบุคคล (Personalize) โดยมีเป้าหมาย คือการ นําเสนอสิ่งที่ผู้ใช้แต่ละคนสนใจ
16 5.การส่ังงานด้วยเสียง ตั้งแต่การสอบถามเส้นทางไปร้านอาหารโปรด จนถึงการสอบถามพยากรณ์อากาศประจําวัน ผู้ช่วยในการสั่งงานด้วยเสียง กลายเป็นสิ่งที่หลายๆคนขาดไม่ได้ในชีวิตประจําวัน ตัวอย่างผู้ช่วยในการสั่งงานด้วยเสียง ได้แก่ Siri, Alexa, Google home จนถึง Cortana โดยเครื่องมือเหล่านี้ใช้ระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) โดย เทคโนโลยี AI จะประมวลผล และตอบคําถามให้กับผู้ใช้งาน
17 6.อุปกรณ์สมาร์ทโฮม จากบ้านปกติกลายเป็นบ้านที่ “ฉลาด”มากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี AI หลายๆบ้านอาจจะคุ้นเคยกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิ อัจฉริยะ เช่น Nest ที่สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับอุณหภูมิตามความชอบของเจ้าของบ้าน รวมถึงตู้เย็นอัจฉริยะที่สามารถ บอกได้ว่าของอะไรบ้างที่คุณต้องการ แต่ตอนนี้ไม่มีของนั่นอยู่ในตู้เย็น รวมถึงยังสามารถแนะนําประเภทของไวน์ที่จะเข้ากับมื้อ เย็นของคุณให้ได้อีกด้วย
18 7.การเดินทางไปท างาน เทคโนโลยีAI เข้ามาช่วยในการเดินทางมากกว่าการบอกเส้นทาง Google maps และแอปการเดินทางอื่นๆ ใช้ AI ในการ ติดตามการจราจร เพื่อแจ้งข้อมูลการจราจร และสภาพอากาศได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงแนะนําเส้นทางที่สามารถเลี่ยง การจราจรที่หนาแน่นได้ นอกจากนั้นรถบางคันอาจจะมีระบบเทคโนโลยีการช่วยเหลือผู้ขับ เช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐ แคลิฟอร์เนีย สามารถใช้บริการ Self-driving car จากบริษัทลูกของ Google ที่ชื่อว่า Waymo ได้
19 8.ธุรกรรมทางการเงิน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถนํามาประยุกต์ใช้กับระบบของธนาคารได้หลากหลายวิธี ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเรื่อง ของความปลอดภัยในการทําธุรกรรมทางการเงิน และป้องกันการทุจริต ระบบ AI เป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมเหล่านี้ ได้แก่ การฝากเช็คด้วยการสแกนด้วยมือถือ ระบบแจ้งเตือนเมื่อยอดเงินคงเหลือตํ่า หรือแม้กระทั่งการล็อคอินเข้าไปใช้ระบบโม บายแบงค์กิ้ง ถ้าคุณเข้าไปซื้อกางเกงที่ร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ระบบ AI จะวิเคราะห์ว่าธุรกรรมนี้เป็นธุรกรรมที่คุณใช้เป็นปกติ หรือไม่ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่ามีบุคคลที่ไม่พึงประสงค์นําบัตรเครดิตของคุณไปใช้หรือไม่
20 อันตรายของเทคโนโลยี AI AI เทคโนโลยีที่อาจนําโลกไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่...แต่มันเป็นเพราะเหตุใด? เจ้าปัญญาประดิษฐ์ที่ว่านี้ จึงถูกมอง ในอีกด้านหนึ่งด้วยความคลางแคลงว่า...มันอาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติไปได้ “ความเสี่ยง” ของ "เทคโนโลยี AI" ที่ว่านี้... 1. การสูญเสียงานครั้งใหญ่ งานวิจัยของ World Economic Forum ในปี 2020 ระบุว่า การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องการตลาด การผลิต หรือ แม้กระทั่งการดูแลสุขภาพ อาจทําให้มนุษย์ต้องสูญเสียงานมากกว่า 85 ล้านตําแหน่ง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วโลก ช่วงระหว่างปี 2020-2025 นั่นเป็นเพราะ...ตําแหน่งงานที่มีอัตราค่าจ้างตํ่าซึ่งแต่เดิมมักไม่ดึงดูดผู้คนอยู่แล้ว จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI จนกระทั่งทํา ให้ตําแหน่งงานเหล่านั้น มีความจําเป็นที่จะต้องใช้มนุษย์น้อยลง อย่างไรก็ดีในอีกด้านหนึ่ง แม้เทคโนโลยี AI อาจนําไปสู่การ สร้างงานใหม่ถึง 97 ล้านตําแหน่งภายในปี 2025 แต่พนักงานจํานวนมากที่ขาดทักษะที่จําเป็นสําหรับตําแหน่งงานทางเทคนิค เหล่านั้นอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง 2. การบิดเบือนสังคมด้วย Algorithms ของ AI จากรายงาน “การใช้งาน AI ที่เป็นอันตราย การคาดการณ์ การป้องกัน และการบรรเทาผลกระทบ” (The Malicious Use of Artificial Intelligence : Forecasting , Prevention and Mitigation) ในปี 2018 ระบุว่า การบิดเบือนสังคมถือเป็นหนึ่ง ในอันตรายลําดับต้นๆ ของ AI ดั่งจะเห็นได้จาก การทํางานของอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มโชเชียลมีเดียต่างๆ ได้ทําให้ Feed ของผู้ใช้ เต็มไปด้วยเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานเคยดูบนแพลตฟอร์มมาแล้วก่อนหน้านี้ จนนําไปสู่ช่องทางของผู้ไม่หวังดีในการสร้างกระบวนการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและทําให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม ซึ่งสิ่งนี้ ยังคงเป็นคําถามมาจนถึงปัจจุบันว่า...มันคือความล้มเหลวของอัลกอริทึมในการกรองเนื้อหาที่เป็นอันตรายและไม่ถูกต้องใช่ หรือไม่
21 3. การใช้ AI เพื่อเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวในสังคม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ไปถึงขั้นใช้เทคโนโลยีจดจําใบหน้า เพื่อคอยติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลไป ยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงใช้อัลกอริทึมของ AI เพื่อคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดเหตุอาชญากรรมขึ้นในพื้นที่เสี่ยงใดได้บ้างแล้ว ซึ่งแม้ ในด้านหนึ่งมันอาจส่งผลดีต่อการป้องปราบการก่อเหตุร้าย หากแต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความเป็น ส่วนตัวและความปลอดภัยของบุคคลได้ด้วยเช่นกัน หากมีการนเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้สําหรับการก่ออาชญากรรม 4. จริยธรรมของมนุษย์ที่อาจเสื่อมทรามลงเพราะ AI การถือกําเนิดของเทคโนโลยี “ChatGPT” ทําให้เกิดความกังวลและคําถามตามมาในสังคมมากมายว่า ความซื่อสัตย์ต่อการ สร้างผลงานทางวิชาการ วรรณกรรม รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ จะยังคงสามารถดํารงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ในเมื่อมีคนส่วน หนึ่งที่พร้อมจะละทิ้งความสัตย์ซื่อเพื่อใช้ “ChatGPT” ไปสู่การสร้างผลงานเหล่านั้นออกมาหารายได้ โดยไม่สนใจความ ถูกต้องของข้อมูลรวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม 5. การสร้างอาวุธร้ายแรงที่ควบคุมโดย AI ลองจินตนาการดูว่า...หากอุตสาหกรรมอาวุธสงคราม สามารถผลิตอาวุธร้ายแรงที่สามารถล้างผลาญชีวิตผู้คนได้โดยไม่ต้องใช้ มนุษย์ควบคุมมันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะนอกจากมันจะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนทั่วไปแล้ว หากเกิดมีการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อหวังแทรกซึมเพื่อเข้า ไปควบคุมอาวุธเหล่านั้น บางที...วันสิ้นโลกอาจเดินทางมาก็เป็นได้ 6. ความเสี่ยงที่อาจนําไปสู่วิกฤติการเงินครั้งใหญ่ : ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเงินเปิดรับเทคโนโลยี AI ให้เข้ามามีส่วนร่วมกระบวนการทางการเงินและการซื้อขายมากขึ้น ซึ่งแม้ใน ด้านหนึ่ง อัลกอริทึม AI อาจไม่ถูกบดบังการตัดสินใจด้วยอารมณ์อันหลากหลายเหมือนเช่นมนุษย์ และสามารถทําการซื้อขาย พร้อมๆ กันหลายร้อยหลายพันรายการได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อสร้างผลกําไร รวมถึงยังสามารถให้ข้อมูล จํานวนเพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด
22 หากแต่ในอีกด้านหนึ่ง อัลกอริทึม AI ก็จะไม่ได้คํานึงถึงบริบทความเชื่อมโยงระหว่างกันของตลาด จนอาจนําไปสู่ความผันผวน อย่างรุนแรงในหลายๆ ตลาดพร้อมๆ กันได้เช่นเดียวกัน
23 บรรณานุกรม https://siamblockchain.com/2023/02/07/the-most-promising-ai-technologies-that-are-worth-watching/ https://www.pi-tech.biz/17239217/ https://www.thairath.co.th/scoop/world/2677648 https://www.sas.com/th_th/insights/analytics/what-is-artificial-intelligence.html https://th-th.workplace.com/blog/ai-and-the-future-of-work https://aigencorp.com/10-examples-of-ai-in-daily-life/
24 ประวัตผู้จัดท า ชื่อ – นามสกุล นางสาวพพิรรณ์จรูญวิบูลยว์ิบูลยว์ัฒน์ รหัสนักศึกษา6510530432099 วัน เดือน ปี เกิด เกิดเมอื่15สงิหาคม พ.ศ.2543 ภูมิลา เนา 53 หม1ู่ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ การศึกษา ระดับประถมศึกษา โรงเรียนขุนแม่รวม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านห้วยยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเมธีวุฒิกร ปัจจุบันก าลังศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่1 สาขาการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา