ก
บทคดั ย่อ
การวิจัยในช้ันเรียน เร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวชิ าสงั คมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2561
การวิจยั ในคร้ังนี้มีวตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือจดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรยี นรู้การพัฒนาสังคม
รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้เร่ือง ภูมิศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพ่ือเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการ
เรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศกึ ษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 และเพ่ือศกึ ษา
ความพึงพอใจในการใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรยี นรู้การพฒั นาสงั คม รายวชิ าสังคมศึกษา หนว่ ยการ
เรียนรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเร่ืองแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนา
สังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้ เร่ือง ภูมิศาสตร์ นักศึกษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 มีวิธีดาเนินการดังน้ี วัตถุประสงค์ของการศึกษา ขอบเขตของการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ รูปแบบการศึกษาการดาเนินการเก็บ
รวบรวมข้อมลู การวเิ คราะหข์ ้อมลู สถิติท่ใี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล สถิตทิ ี่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล คือค่าเฉลี่ย
และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และค่า t-test ผลการศึกษาคา่ คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
ค่า t - test ของคะแนนก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียน เร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การ
พัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 มีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียน มีค่า 13.70
คะแนน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( SD) ก่อนเรียน มีค่า 2.96 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน มคี ่า 16.10 คะแนน
ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( SD) หลังเรียน มีค่า 2.22 และค่า t - test เท่ากับ 5.41 คะแนน ซึ่งคะแนน
เฉลี่ยหลังเรียนแตกต่างจากคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉล่ีย
หลังเรียนสงู กวา่ คะแนนเฉล่ียก่อนเรียน สรุปผลจากการศึกษาคน้ ควา้ ได้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรยี นรู้
การพัฒนาสงั คม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรเู้ รือ่ ง ภูมิศาสตร์ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักศึกษา
ท่ีมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนแตกต่างจากคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมี
คะแนนเฉล่ียหลังเรียนสงู กวา่ คะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียน ความพึงพอใจของการใช้แผนการจัดการเรยี นรสู้ าระการ
เรียนรกู้ ารพฒั นาสงั คม รายวชิ าสังคมศึกษา หน่วยการเรียนร้เู รอื่ ง ภมู ศิ าสตร์ โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ มาก
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
การวิจัยในชั้นเรียน เร่ืองการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2561สาเร็จลุล่วงไปได้ดว้ ยดี ก็เพราะไดร้ ับการชว่ ยเหลือจาก
อาจารย์วิสูตร ปฐมโรจนฤทธ์ อาจารย์สมปอง พยุง อาจารย์นวลลออ สุทธิงาม และนางบรรณสรณ์ เรือง
ศิลป์ ครูวิทยฐานะชานาญการ ท่ีให้คาปรึกษาและคาแนะนาตลอดเวลาของการดาเนินตามวัตถุประสงค์ของ
วจิ ยั ในชนั้ เรยี นที่ได้กาหนดไว้
ผจู้ ดั ทาขอขอบพระคณุ ทา่ นที่ให้ความชว่ ยเหลอื ในเรื่องตา่ งๆ และหวงั เป็นอย่างย่ิงว่า การวิจยั ใน
ช้ันเรียน เร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.
ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจดั การเรยี นรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนท่ี
2 ปีการศึกษา 2561เรื่องนค้ี งจะเกดิ ประโยชน์ตอ่ ผูท้ ่ีมคี วามสนใจศึกษา
ผู้จดั ทา
ค
สารบัญ
บทคัดยอ่ ............................................................................................................................................... ก
กิตติกรรมประกาศ ................................................................................................................................ ข
สารบัญ ................................................................................................................................................. ค
บทท่ี 1 บทนา ...................................................................................................................................... 1
ความเปน็ มาและสภาพปัญหา ...........................................................................................................1
วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ........................................................................................................................2
ขอบเขตของการศึกษาค้นควา้ .........................................................................................................2
กล่มุ ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง ........................................................................................................2
สมมตฐิ าน .........................................................................................................................................2
เครื่องมือท่ีใช้ ....................................................................................................................................2
คานยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ..........................................................................................................................2
ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รับ ................................................................................................................3
บทท่ี 2 เอกสาร แนวคิด ทฤษฎที ่ีเก่ยี วข้อง ....................................................................................... 4
พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ..................................................................................4
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) ...............4
การจัดทาแผนการจดั การเรยี นรู้ ......................................................................................................10
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและการหาประสิทธิภาพการเรียนรู้ ............................................................19
แนวคดิ ความพึงพอใจ .....................................................................................................................23
บทท่ี 3 วิธีดาเนินการศกึ ษา ...............................................................................................................26
วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา .............................................................................................................26
สมมตฐิ าน .......................................................................................................................................26
ขอบเขตของการศึกษา ....................................................................................................................27
เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการศึกษา ...............................................................................................................27
การสร้างและหาคุณภาพของเคร่ืองมือ ............................................................................................27
ง
รปู แบบของการศึกษา .....................................................................................................................31
วิธดี าเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ......................................................................................................31
การวิเคราะหข์ ้อมลู .........................................................................................................................31
สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล ........................................................................................................32
บทท่ี 4 ผลการศกึ ษาค้นคว้า ..............................................................................................................34
บทท่ี 5 สรปุ ผลการวจิ ัย ..................................................................................................................... 37
จุดมุ่งหมาย .....................................................................................................................................37
ขอบเขตของการศึกษาค้นควา้ .........................................................................................................37
กลมุ่ ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง ......................................................................................................37
สมมติฐาน .......................................................................................................................................37
วธิ ีการดาเนินการ ............................................................................................................................37
ผลการศกึ ษา ...................................................................................................................................38
สรุปผลจากการศึกษาคน้ คว้า ..........................................................................................................38
อภิปรายผล .....................................................................................................................................38
ประโยชน์ของงานวิจยั .....................................................................................................................39
ขอ้ เสนอแนะ ...................................................................................................................................39
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียน ..................................................................................................39
บรรณานุกรม ......................................................................................................................................40
1
บทท่ี 1
บทนา
ความเปน็ มาและสภาพปัญหา
พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มีแนวคิด ทิศทาง และวิธีการจัดการศึกษา
เพื่อสร้างการศึกษาให้มีคุณภาพสา หรับทุกคนในสังคมไทย โดยเฉพาะหมวด 4 แนวการจัดการศึกษาและ
หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องถือว่า
ผู้เรียนเป็นสาคัญท่ีสุด และต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา
24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมให้ผู้สอนจัดสภาพแวดล้อมและสื่อการเรียนให้
เกิดความเรียนรู้ข้ึนได้ทุกเวลาทุกสถานท่ี มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ือ
การศกึ ษา เพื่อใหเ้ กิดการใช้อย่างคุม้ คา่ และเหมาะสมกบั กระบวนการเรียนร้ขู องคนไทย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์
ท่ีมีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ันในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจต
คติท่ีจาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบน
พน้ื ฐานความเช่ือว่า ทกุ คนสามารถเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
การจัดทาแผนการเรียนรู้ หรอื แผนการสอน เป็นภารกจิ สาคัญของครทู ่ีทาให้ครูทราบล่วงหนา้ ว่า
จะสอนอะไร เพื่อจุดประสงค์ใด สอนอย่างไร ใช้สื่ออะไร และวัดผลประเมินโดยวิธีใดเป็นการเตรียมตัวให้
พร้อมกอ่ นสอน ทาใหผ้ ู้สอนเกิดความม่ันใจในการสอน สอนครอบคลุมเนื้อหา และสอนอย่างมีแนวทางและมี
เป้าหมาย ดังน้ันผู้สอนจึงจาเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ ลักษณะขั้นตอนการจัดทา
และหลักการวางแผนการสอน ตลอดจนลักษณะการสอนที่ดีเพื่อส่งผลให้การเรียนการสอนดาเนินไปสู่
จดุ หมายปลายทางท่กี าหนดไว้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
ดงั นัน้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบอ่ ไร่ จึงเห็นความสาคัญที่จะให้
ครูผู้สอนทุกคนจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ของ
นักศึกษาช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วนาไปใช้กับนักศึกษา กศน. แล้วครูทุกคนจึงได้จัดทาวิจัยในช้ันเรียน
เร่ืองการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การพฒั นาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ของ
นักศกึ ษาชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้แผนการจดั การเรยี นการสอนทจ่ี ัดทาขน้ึ ของ กศน.ตาบลนนทรีย์
2
วตั ถุประสงค์การวิจัย
1. เพอ่ื จัดทาแผนการจัดการเรยี นรู้สาระการเรียนรูก้ ารพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หนว่ ยการ
เรียนรู้เร่ือง ภูมศิ าสตร์ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
2. เพอื่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักศึกษา ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบล
นนทรีย์ โดยใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้สาระการเรียนรกู้ ารพฒั นาสงั คม รายวชิ าสงั คมศึกษา ภาคเรียนที่ 2
ปีการศกึ ษา 2561
3. เพือ่ ศึกษาความพงึ พอใจในการใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้สาระการเรยี นรู้การพัฒนาสังคม รายวิชา
สงั คมศกึ ษา หนว่ ยการเรียนรู้เรอ่ื ง ภูมศิ าสตร์ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
1. แผนการจดั การเรยี นรู้สาระการเรียนร้กู ารพฒั นาสังคม รายวิชาสงั คมศกึ ษา หน่วยการเรียนรู้เรอ่ื ง
ภูมศิ าสตร์
2. นักศกึ ษา กศน. ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561
กล่มุ ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
นักศกึ ษา กศน. ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2561 จานวน 20 คน
สมมตฐิ าน
แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้เร่ือง
ภูมิศาสตร์ มผี ลต่อผลสมั ฤทธท์ิ างเรยี นของนกั ศกึ ษา
เครอื่ งมือท่ใี ช้
1. แผนการจัดการเรยี นรสู้ าระการเรยี นรู้การพัฒนาสังคม รายวชิ าสงั คมศึกษา หนว่ ยการเรยี นรู้ เร่ือง
ภูมศิ าสตร์
2. แบบทดสอบสาระการเรยี นรู้การพัฒนาสงั คม รายวชิ าสงั คมศกึ ษา หนว่ ยการเรยี นรู้เรอื่ ง ภูมิศาสตร์
3. แบบสอบถามความพงึ พอใจท่ีใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรูส้ าระการเรยี นรกู้ ารพัฒนาสงั คม รายวชิ า
สงั คมศึกษา หน่วยการเรยี นรู้เรื่อง ภมู ิศาสตร์
คานิยามศพั ท์เฉพาะ
1. แผนการจัดการเรยี นรู้ หมายถงึ การเตรยี มการจัดการเรียนรู้โดยจัดทาเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร และ
อย่างเปน็ ระบบเพ่ือให้ผู้สอนสามารถนาไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ผู้เรยี นในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง เป็น
รายคาบหรือรายช่ัวโมง รวมท้ังเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้ผู้สอนพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนการสอน เพื่อนา
ผู้เรยี นไปสู่จุดประสงคก์ ารเรียนรแู้ ละพัฒนาผเู้ รยี นใหบ้ รรลุผล ตามจุดม่งุ หมายได้อย่างมีประสิทธภิ าพ
3
2. ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน หมายถงึ ความสามารถในการเรยี นรู้เกยี่ วเนอื้ หา ซึ่งพจิ ารณาจากคะแนน
ของกลุ่มตัวอย่างท่ีทาแบบฝึกหัดระหว่างเรียน และแบบทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนท่ีผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างข้ึนโดยกาหนดพฤติกรรมท่ีต้องการวัด คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความจา
การนาไปใช้
3. ความพึงพอใจ หมายถงึ สภาวะจติ ที่ปราศจากความเครยี ด เปน็ ความรู้สกึ ของบุคคลในทางบวก
ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจตอ่ สภาพแวดล้อมในดา้ นต่างๆ หรือเปน็
4. นกั ศึกษา หมายถึง นกั ศึกษาที่กาลังศึกษาระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561
ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ
1. นกั ศกึ ษามีผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นดีขึน้
2. นกั ศกึ ษาสามารถเรยี นรเู้ นอื้ หาตามแผนการจัดการเรียนการสอน มที ักษะการคิดวิเคราะห์
4
บทท่ี 2
เอกสาร แนวคิด ทฤษฎที ่ีเก่ยี วขอ้ ง
การวจิ ัยในชนั้ เรียน เร่อื งการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักศกึ ษา ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรยี ์ โดยใช้แผนการจดั การเรยี นรสู้ าระการเรียนรู้การพัฒนาสงั คม
รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 ดังน้ี
1. พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
2. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
3. การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้
4. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นและการหาประสทิ ธภิ าพการเรยี นรู้
5. แนวคดิ ความพึงพอใจ
1. พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มีแนวคิด ทิศทาง และวิธีการจัดการศึกษา
เพื่อสร้างการศึกษาให้มีคุณภาพสา หรับทุกคนในสังคมไทย โดยเฉพาะหมวด 4 แนวการจัดการศึกษาและ
หมวด 9 เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องถือว่า
ผู้เรียนเป็นสาคัญท่ีสุด และต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา
24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมให้ผู้สอนจัดสภาพแวดล้อมและสื่อการเรียนให้
เกิดความเรียนรู้ข้ึนได้ทุกเวลาทุกสถานท่ี มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อ
การศกึ ษา เพอื่ ใหเ้ กิดการใชอ้ ย่างค้มุ ค่าและเหมาะสมกบั กระบวนการเรียนรขู้ องคนไทย
สรุปไดว้ ่า การจัดการศึกษาตอ้ งยึดผู้เรยี นเป็นสาคญั และจดั กระบวนการเรยี นร้โู ดยคานึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคล เกิดการเรียนรู้ได้ทุกท่ีทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแสดงหาความรู้ด้วย
ตนเองไดอ้ ย่างต่อเนอื่ งตลอดชีวิต
2. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2552)
2.1 วสิ ยั ทัศน์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์
ทีม่ ีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ันในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมท้ังเจต
คติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบน
พนื้ ฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ
5
2.2 หลักการ
2.2.1 เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มจี ุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพื้นฐานของความเป็น
ไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล
2.2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ
ภาค และมคี ณุ ภาพ
2.2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ให้สอดคลอ้ งกับสภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถนิ่
2.2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการ
เรยี นรู้
2.2.5 เป็นหลักสตู รการศึกษาที่เน้นผูเ้ รยี นเป็นสาคัญ
2.2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยครอบคลุม
ทุกกลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
2.3 จุดหมาย
ม่งุ พัฒนาผู้เรียนใหเ้ ป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ
ได้ โดยกาหนดเปน็ จดุ หมายเพอ่ื ใหเ้ กดิ กบั ผู้เรยี นเมือ่ จบการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน ดังนี้
2.3.1 มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มที่พึงประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวนิ ัยและปฏิบัตติ น
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาทตี่ นนับถอื ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2.3.2 มคี วามรู้ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ
ชวี ติ
2.3.3 มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ดี ี มีสขุ นิสยั และรกั การออกกาลังกาย
2.3.4 มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข
2.3.5 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อม
มจี ติ สาธารณะท่ีมุง่ ทาประโยชนแ์ ละสรา้ งสิ่งท่ีดงี ามในสงั คม และอย่รู ่วมกันในสงั คมอยา่ งมีความสุข
2.4 สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน มุ่งให้ผูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดังนี้
2.4.1 ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถท่ีใช้ในการรับสารและส่งสาร มีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณอ์ ันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมท้ังการเจรจาต่อรองเพือ่ ขจัด
6
และลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ กี ารส่ือสาร ทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบท่มี ตี ่อตนเองและสงั คม
2.4.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพ่อื การตัดสินใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
2.4.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ท่ี
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใช้ในการ
ปอ้ งกนั แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจทม่ี ีประสทิ ธิภาพ โดยคานงึ ถึงผลกระทบท่เี กิดข้ึนตอ่ ตนเอง สังคมและ
สิ่งแวดล้อม
2.4.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน
การดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆอย่าง
7
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไมพ่ ึงประสงคท์ ่ีสง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อน่ื
2.4.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลอื ก และใช้เทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ
ทางาน การแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม
2.5 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
มุ่งพัฒนาผู้เรยี นให้มคี ณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผอู้ นื่ ในสังคมได้อยา่ งมี
ความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
2.5.1 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2.5.2 ซ่ือสัตย์สุจรติ
2.5.3 มีวนิ ยั
2.5.4 ใฝเ่ รียนรู้
2.5.5 อย่อู ย่างพอเพียง
2.5.6 มุ่งม่ันในการทางาน
2.5.8 รกั ความเปน็ ไทย
2.5.9 มีจติ สาธารณะ
2.6 โครงสร้างหลักสตู รสถานศกึ ษา
โครงสร้างหลกั สูตรสถานศึกษา ประกอบดว้ ยโครงสร้างเวลาเรียน และโครงสรา้ งหลกั สูตรช้ันปี
8
2.7 สาระของหลักสูตร
2.7.1 มาตรฐานการเรยี นรู้
การพฒั นาผู้เรยี นใหเ้ กิดความสมดุล ต้องคานึงหลักพัฒนาการทางสมองและ
พหปุ ัญญา หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 จึงกาหนดให้ผูเ้ รียน ได้เรียนรู้ 8 กลุม่
สาระการเรียนรู้ ดังน้ี
1) ภาษาไทย
2) คณิตศาสตร์
3) วทิ ยาศาสตร์
4) สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5) สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
6) ศลิ ปะ
7) การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8) ภาษาต่างประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กาหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาคัญของการพัฒนา
คณุ ภาพผเู้ รยี น มาตรฐานการเรียนรู้ ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัตไิ ด้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมท่ีพึง
ประสงค์ ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกจากนั้น มาตรฐานการเรียนรู้ ยังเป็น
กลไกสาคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบเพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า
ต้องการอะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไรและประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบเพื่อ
การประกนั คุณภาพการศึกษา โดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายใน และการประเมนิ คุณภาพภายนอก ซ่ึง
รวมถึงการทดสอบระดับเขตพ้ืนที่การศึกษาและการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกัน
คุณภาพดังกล่าว เป็นสิ่งสาคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษา ว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
ตามทมี่ าตรฐานการเรยี นรูก้ าหนดเพยี งใด
2.7.2 ตัวชี้วดั
ตัวชี้วัดระบุสิ่งท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมท้ังคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ันซ่ึง
สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมนาไปใช้ในการกาหนดเนื้อหา
จัดทาหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สาคัญสาหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบ
คุณภาพผู้เรียน ตัวช้ีวัดช้ันปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้ันปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ
(ประถมศึกษาปที ่ี 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3)
ตวั ชวี้ ดั ช่วงชนั้ เปน็ เปา้ หมายในการพฒั นาผเู้ รยี นในระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศกึ ษาปีที่
4- 6)
9
หลักสูตรได้มีการกาหนดรหัสกากับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด เพื่อความเข้าใจและให้
สือ่ สารตรงกนั ดงั น้ี ว 1.1 ป. 1/2
ป.1/2 ตัวชี้วัดชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ข้อท่ี 2
1.1 สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1
ว กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
2.7.3 กิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น มงุ่ ให้ผเู้ รียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อความ
เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ท้ังร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มี
ระเบยี บวนิ ัย ปลูกฝังและสร้างจิตสานกึ ของการประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่รว่ มกับ
ผู้อ่นื อย่างมคี วามสขุ กิจกรรมพฒั นาผูเ้ รียน แบง่ เป็น 3 ลกั ษณะดังน้ี
1) กิจกรรมแนะแนว
2) กิจกรรมนักเรยี น ประกอบดว้ ย
(1) กจิ กรรมลกู เสือ - ยุวกาชาด
(2) กจิ กรรมชมุ นุม
3) กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์
2.7.4 การจดั การเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสาคัญในการนาหลักสูตรสู่การปฏิบัติ มีมาตรฐานการเรียนรู้
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เปน็ เปา้ หมายสาคัญสาหรับพฒั นาเด็กและเยาวชน
ผสู้ อนต้องพยายามคดั สรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผ้เู รยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ
เรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อัน
เปน็ สมรรถนะท่ตี อ้ งการให้เกิดแกผ่ ูเ้ รยี น
2.7.5 ส่ือการเรยี นรู้
ส่ือการเรียนรู้เป็นเคร่ืองมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง
ความรู้ ทกั ษะกระบวนการ และคุณลกั ษณะตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อ
การเรยี นรู้มีหลากหลายประเภท ทงั้ สือ่ ธรรมชาติ สื่อสง่ิ พิมพ์ สือ่ เทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ตา่ งๆ ท่ี
มใี นท้องถนิ่ การเลือกใชส้ ่ือควรเลือกให้มคี วามเหมาะสมกับระดับพฒั นาการ และลลี าการเรียนรู้ทีห่ ลากหลาย
ของผเู้ รียน
2.7.6 การวดั และประเมินผล
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนพ้ืนฐาน 2 ประการคือ การประเมินเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบผลสาเร็จน้ัน
ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อน
10
สมรรถนะสาคัญและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ของผเู้ รยี น ซ่ึงเป็นเป้าหมายหลกั ในการวัดและประเมินผลการ
เรยี นรู้ทกุ ระดับไม่วา่ จะเป็นระดับชั้นเรยี น ระดบั สถานศึกษา ระดับเขตพื้นทก่ี ารศึกษา และระดับชาติ การวัด
และประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและ
สารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสาเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็น
ประโยชน์ตอ่ การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพฒั นาและเรยี นรอู้ ยา่ งเต็มศักยภาพ
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับช้นั เรียน ระดบั สถานศึกษา
ระดบั เขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาและระดับชาติ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551)
3. การจัดทาแผนการจดั การเรียนรู้
การจัดทาแผนการเรียนรู้ หรือแผนการสอน เป็นภารกจิ สาคัญของครทู ่ีทาให้ครูทราบล่วงหนา้ ว่า
จะสอนอะไร เพื่อจุดประสงค์ใด สอนอย่างไร ใช้ส่ืออะไร และวัดผลประเมินโดยวิธีใดเป็นการเตรียมตัวให้
พร้อมก่อนสอน ทาใหผ้ ู้สอนเกิดความมั่นใจในการสอน สอนครอบคลุมเน้ือหา และสอนอย่างมีแนวทางและมี
เป้าหมาย ดังน้ันผู้สอนจึงจาเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ ลักษณะข้ันตอนการจัดทา
และหลักการวางแผนการสอน ตลอดจนลักษณะการสอนท่ีดีเพ่ือส่งผลให้การเรียนการสอนดาเนินไปสู่
จุดหมายปลายทางทก่ี าหนดไวอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3.1 ความหมายของแผนการจัดการเรยี นรู้
กรมวชิ าการ (2545) ใหค้ วามหมายของแผนการเรียนการสอนว่าหมายถงึ เอกสารที่ได้เตรียมการ
วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้อย่างละเอียดและชัดเจน ซ่ึงครูหรือผู้อื่นสามารถนาเอกสาร
แผนการสอนน้ไี ปใชส้ อนในห้องเรียนไดเ้ ลย
สาหรับ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ ไว้ว่าหมายถึง
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลท่ีสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
และจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรหู้ รอื ผลการเรยี นรทู้ ่คี าดหวังทก่ี าหนดไวใ้ นหลกั สูตร
ในขณะที่ สุวิทย์ มูลคา และคณะ (2549) ได้กลา่ ววา่ แผนการจัดการเรยี นรู้ คือแผนการ
เตรยี มการสอน หรือการกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ลว่ งหน้าอย่างเป็นระบบ และจัดไว้เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร
โดยมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ มากาหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนด
ไว้ โดยเริ่มจากการกาหนดจุดประสงค์ ท่ีจะให้ผู้เรียนเกิดการเปล่ียนแปลงด้านใด (สติปัญญา/เจตคติ/ทักษะ)
จะจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนด้วยวธิ ีใด ใชส้ ่ือการสอนหรือแหล่งเรียนรใู้ ด จะประเมนิ ผลอย่างไร
จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความหมายของแผนการเรียนรู้ สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้
หมายถึง การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและเป็นลายลักษณ์อักษร
เพ่ือช่วยใหก้ ารเรียนการสอน บรรลจุ ุดประสงค์การเรยี นรู้ท่ีกาหนดไว้อย่างมีประสทิ ธิภาพและคนอ่ืนสามารถ
นาไปใชส้ อนได้
11
3.2 ความสาคญั ของแผนการจดั การเรียนรู้
มีผ้ใู หค้ วามสาคญั ของแผนการเรียนรู้ ดงั น้ี
ภพ เลาหไพบลู ย์ (2544) ให้ความสาคญั ของแผนการสอน ดังนี้
1) ช่วยใหก้ ารสอนมที ิศทางท่ีแนน่ อน ครเู ลือกเน้ือหา เลือกใชว้ ิธีการสอน สือ่ การเรียน
การวัดผลประเมนิ ผลไว้ล่วงหนา้ อยา่ งรอบคอบ
2) ครูมีความมั่นใจในการสอน สามารถจัดกิจกรรมได้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และเป็นไป
ตามลาดบั ข้นั ตอน
3) เป็นการป้องกันปัญหาท่ีอาจเกิดขึ้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทาให้
กระบวนการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ
4) ประหยัดเวลาในการสอน
5) ชว่ ยใหส้ ามารถติดตอ่ ประสานกบั บุคลากรและแหลง่ วทิ ยาการอื่นได้
6) นกั เรยี นมคี วามศรัทธาในตัวครผู ้สู อน
7) ครูคนอื่นสามารถนาแผนการสอนทเ่ี ตรยี มไว้ไปใช้สอนแทนได้ เม่ือมีเหตุจาเปน็
8) ถือเป็นผลงานการปฏิบัติการสอนของครูเป็นหลักฐานท่ีใช้สาหรับปรับปรุงแก้ไขงานการ
สอนน้ันๆ ในครัง้ ตอ่ ไปได้
ในขณะที่ ณฐั วฒุ ิ กิจรุ่งเรอื ง และคณะ (2545) ใหค้ วามสาคัญของแผนการจัดการเรียนร้ไู ว้ดังนี้
1) เพื่อให้เหน็ ความต่อเนื่องของการจัดการเรยี นรตู้ ามหลกั สตู ร
2) เพ่ือใหจ้ ัดการเรียนรู้สอดคลอ้ งกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผเู้ รยี น
3) เพ่ือให้สามารถเตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ และเหลง่ เรยี นรใู้ ห้พร้อมก่อนทาการสอนจรงิ
4) เพื่อให้ผสู้ อนมีความมั่นใจและเชอื่ ม่ันในการจัดการเรยี นรู้
5) เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการจดั การเรยี นรูจ้ ากข้อจากัดที่พบ
6) เพ่ือใหผ้ ้อู ื่นสอนแทนได้ในกรณที ีม่ ีเหตุจาเปน็
7) เพ่ือเป็นหลักฐานสาหรับการพจิ ารณาผลงานและคุณภาพในการปฏบิ ัติการสอน
8) เพื่อเปน็ เครื่องบง่ ช้คี วามเป็นวชิ าชีพของครผู ูส้ อน
นอกจากนี้ สุวิทย์ มูลคา และคณะ (2549) กล่าวถึงความสาคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ไว้
ดงั น้ี
1) ทาใหเ้ กิดการวางแผนวธิ ีสอนทีด่ ี วิธีเรียนทด่ี ี ท่ีเกดิ จากการผสมผสานความรูแ้ ละจิตวิทยา
การศกึ ษา
2) ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรู้ท่ีทาไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทาให้ครูมีความ
มั่นใจในการจดั การเรียนรไู้ ดต้ ามเป้าหมาย
12
3) ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใดหรือทราบว่าจะสอนอะไร
ดว้ ยวิธีใด สอนทาไม สอนอยา่ งไร จะใช้สอ่ื และแหลง่ เรียนรูอ้ ะไร จะวดั และประเมินผลอย่างไร
4) ส่งเสรมิ ให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ ท้ังเรื่องหลักสูตร วิธกี ารจดั การเรยี นรู้ จดั หาและใช้
สื่อแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวัดและประเมินผล
5) ใชเ้ ปน็ คมู่ ือสาหรบั ครทู มี่ าสอน (จัดการเรียนร้)ู แทนได้
6) แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ีนาไปใช้และพฒั นาแลว้ จะเกดิ ประโยชน์ต่อวงการศึกษา
7) เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความชานาญและความเช่ียวชาญของผู้สอนสาหรับ
ประกอบการประเมนิ เพ่อื ขอเลอ่ื นตาแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขนึ้
กล่าวโดยสรุปถึงความสาคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้จะช่วยให้
ผู้สอนมีความม่ันใจในการสอน สามารถจดั กิจกรรมไดส้ อดคล้องกับจุดประสงค์ และเป็นไปตามลาดับข้นั ตอน
ใช้ส่ือเหมาะสม มีการวัดและประเมินผลตามสภาพท่แี ท้จริง นอกจากน้ียังช่วยให้ผู้อ่ืนสอนแทนได้ในกรณีที่มี
เหตุจาเป็น และเป็นผลงานทางวิชาการท่ีแสดงถึงความชานาญและความเชี่ยวชาญของผู้สอน สาหรับ
ประกอบการประเมินเพ่ือขอเล่อื นตาแหน่งและวทิ ยฐานะครใู หส้ ูงข้นึ
3.3 องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรียนรู้
แผนการเรยี นรู้ควรประกอบด้วยหวั ขอ้ สาคัญ ดังนี้
กรมวชิ าการ (2545ก) ได้นาเสนอแผนการเรียนรู้วา่ ประกอบด้วยหัวขอ้ ตา่ งๆ ดังนี้
1) หวั ข้อแผนการจัดการเรยี นรู้ ซ่ึงประกอบด้วย
ช่ือกล่มุ สาระ
ชั้น
ภาคเรยี นที่
ชื่อแผน
เวลาท่ีใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้
2) จุดประสงค์การเรยี นรู้
3) สาระการเรียนรู้
4) กระบวนการจัดการเรียนรู้
5) กระบวนการวดั และประเมินผล
6) แหล่งการเรยี นรู้
13
ในขณะท่ี ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรือง และคณะ (2545) กล่าวว่า แผนการเรียนรู้ควรมีองค์ประกอบ
สาคญั ดงั ต่อไปน้ี
1) หัวเรื่อง (Heading)
2) สาระสาคญั (Concept)
3) จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (Objective)
4) เนอื้ หาสาระ (Content)
5) กิจกรรมการเรียนรู้ (Activities)
6) สือ่ การเรียนรู้ (Material & Media)
7) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment)
สาหรับ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546) กล่าวว่าแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยหัวข้อท่ีสาคัญ
ดงั ต่อไปน้ี
1) จุดประสงค์การเรยี นรู้ / ผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวงั
2) สาระการเรียนรู้
3) กระบวนการจดั การเรียนรู้
4) การวัดผล/ประเมินผลการเรียนรู้
5) แหลง่ เรยี นรู้
6) บันทึกผลการจัดการเรียนรู้
สรปุ ไดว้ า่ องคป์ ระกอบของแผนการเรยี นรู้ คอื 1)สาระสาคญั 2)จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3)สาระการเรยี นรู้ 4) กจิ กรรมการเรียนการสอน 5) สื่อการเรียนการสอน และ 6) การวดั ผลประเมินผล
3.4 ข้นั ตอนการจดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้
ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรือง และคณะ (2545) ได้เสนอแนวทางการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ไว้
ดังต่อไปน้ี
1) ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะ
จดั ทาหลกั สูตรเพ่อื ให้เข้าใจเป้าหมายและทศิ ทางของการจัดการเรียนรู้
2) วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เพื่อกาหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและกาหนดผล
การเรยี นรู้ท่คี าดหวงั รายปี/รายภาค สาระการเรยี นรชู้ ว่ งชน้ั เปน็ การกาหนดเนือ้ หาท่ีจะตอ้ งเรยี นโดยคานึงถึง
จดุ เน้นของหลกั สตู ร ความต้องการของผู้เรียน ความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน จานวนเวลาท่ีสอนในแต่
ละสปั ดาห์ วัยและระดบั ช้ัน ส่วนการกาหนดผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวังรายปี/รายภาคนน้ั เป็นการระบุถงึ ความรู้
ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะของผู้เรียน ซ่ึงจะเกิดหลงั จากการเรียนรูใ้ นแต่ละป/ี ภาค
3) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังรายปี/รายภาค เพื่อกาหนด
เป็นสาระการเรียนรู้รายปี/รายภาค กล่าวคือ เป็นเนื้อหาท่ีจะต้องเรียนให้สอดคล้องกับสาระและมาตรฐาน
14
การเรียนรู้ตามกลุ่มสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น รวมท้ังสอดคล้องกับสภาพและความต้องการของ
ท้องถนิ่ และชมุ ชน
4) นาผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังรายปี/รายภาค และสาระการเรียนรู้รายปี/รายภาค มา
พจิ ารณาเพอ่ื จดั ทาคาอธิบายรายวิชา
5) นาคาอธบิ ายรายวิชามากาหนดเปน็ หน่วยการเรียนรู้ ซึ่งอาจอธิบายไดว้ า่ หนว่ ยการเรียนรู้
เปรยี บเหมือนบทเรยี นบทหนึ่งๆ ซง่ึ ประกอบดว้ ย เน้ือหาหลายเรื่องที่มคี วามสมั พันธ์กัน นอกจากนี้การจดั ทา
หน่วยอาจใช้หลักการบูรณาการหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้เข้าด้วยกัน โดยใช้วิชาใดวิชาหน่ึงเป็นแกน เช่น
สังคมศกึ ษา แล้วนาลักษณะเนอื้ หาของกลมุ่ สาระการเรียนรูอ้ นื่ ทม่ี คี วามสัมพนั ธก์ ันมาเชอื่ มโยงเข้าด้วยกนั
6) นาหนว่ ยการเรียนรแู้ ต่ละหนว่ ยมาจัดทาแผนจัดการเรียนร้เู ปน็ รายหน่วย
7) นาแผนการจัดการเรยี นรู้รายหนว่ ยมาจดั ทาเป็นแผนจัดการเรยี นรรู้ ายช่ัวโมง
ในขณะท่ี อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546) ได้เสนอขนั้ ตอนการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ ดงั น้ี
1) วิเคราะห์คาอธิบายรายวิชา รายปี หรือรายภาค และหน่วยการเรียนรู้ทส่ี ถานศึกษาจดั ทา
ขึ้น เพ่อื ประโยชน์ในการเขียนรายละเอยี ดของแตล่ ะหัวขอ้ ของแผนการจดั การเรยี นรู้
2) วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังเพื่อนามาเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้
ครอบคลมุ พฤตกิ รรมทง้ั ด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ เจตคติ และค่านยิ ม
3) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ โดยเลือกและขยายสาระท่ีเรยี นรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชน
และทอ้ งถิน่
4) วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรยี นรู้ โดยเลอื กรปู แบบการเรียนรทู้ ่เี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญ
5) วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลสอดคล้องกับ
มาตรฐานการเรยี นรู้
6) วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้ และแหล่งการเรียนรู้ท้ังในและนอก
ห้องเรยี น ให้เหมาะสมสอดคลอ้ งกับกระบวนการเรยี นรู้
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการเขียนแผนการเรียนรู้ ครผู ู้สอนจะต้องดาเนินการตามลาดบั คือ ศึกษา
หลักสูตร วิเคราะห์มาตรฐานและสาระการเรียนรู้ ตัวช้ีวัดและสมรรถนะสาคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์
กระบวนการจัดการเรียนรู้ กระบวนการวัดประเมินผล แหล่งการเรียนรู้ท้ังในและนอกห้องเรียน ทุก
กระบวนการจะตอ้ งสอดคล้องกับผู้เรยี น สภาพและความต้องการของท้องถิน่ และชุมชน
15
3.5 รปู แบบของแผนการจัดการเรยี นรู้
อาภรณ์ ใจเท่ยี ง (2546) กลา่ วถงึ รปู แบบของแผนการจัดการเรียนรู้ ดงั น้ี
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี..............
รายวชิ า...................ชน้ั ...............................ชื่อแผนหรือหนว่ ยการเรียนรู้................................
จานวนเวลาที่สอน......................ชัว่ โมง
1. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ระบุจุดประสงค์ให้ครบทั้ง 3 ดา้ น คอื ด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ คุณธรรม จรยิ ธรรม
และคา่ นิยม
2. สาระการเรียนรู้
ระบเุ นอื้ หาสาระหรอื แนวคดิ ของเนอ้ื เรื่อง/สาระที่ผู้เรยี นต้องเรยี นรู้ เรยี งตามลาดับเปน็ ขอ้ ๆ
3. กระบวนการจัดการเรียนรู้
3.1 ใช้กระบวนการเรยี นรูท้ ่เี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ ศูนย์กลาง
3.2 ใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และเหมาะสม
กับสาระการเรยี นรู้
3.3 มีลาดับข้ันตอนเป็นขั้นนาเข้าสู่บทเรียน ขั้นปฏิบัติกิจกรรม และข้ันสรุปหลักการ
ความคิดรวบยอด
4. การวัดผล ประเมนิ ผลการเรยี นรู้
4.1 ประเมินความรู้
4.2 ประเมนิ ผลการปฏิบัติ
4.3 เครือ่ งมือในการประเมิน
5. แหล่งการเรยี นรู้
5.1 ระบวุ สั ดุอุปกรณต์ า่ งๆ ท่ีใช้ตามลาดบั ของกจิ กรรม
5.2 ระบแุ หล่งเรียนรู้ สถานท่ตี ่างๆ ทผ่ี เู้ รยี นไปศกึ ษาเรยี นรู้
5.3 ระบุบุคคล ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่น หรือปราชญช์ าวบา้ นทเี่ ป็นวิทยากร
6. บนั ทกึ ผลการจัดการเรยี นรู้
6.1 เขยี นแสดงผลการจดั การเรยี นรู้
6.2 เขียนปญั หาต่างๆ ท่พี บจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
6.3 เขียนข้อเสนอแนะ เพื่อการปรับปรงุ แก้ไขในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ครัง้ ตอ่ ไป
16
ในขณะท่ี สุวิทย์ มูลคา และคณะ (2549) กล่าวถึงรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้
แผนการจดั การเรยี นรูท้ น่ี ยิ มใช้กันมี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คอื
1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เขียนโดยใช้ประเด็นทั้ง 10 ประเด็นมากากับ แต่การ
ลาดับกิจกรรมการเรียนการสอนจะเขียนเป็นเชิงบรรยายกิจกรรมท่ีครูจัดเตรียมไว้โดยไม่ระบุว่านักเรียนทา
อะไร
ตัวอยา่ งแผนการจัดการเรยี นรู้
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี..............
เร่อื ง...........................................ระยะเวลา..........................................คาบ
1. สาระสาคญั .....................................................................................................................................................
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ..................................................................................................................................
3. จดุ ประสงคป์ ลายทาง ...................................................................................................................................
4. จุดประสงค์นาทาง.......................................................................................................................... ................
4.1 ...............................................................................................................................................
4.2 ....................................................................................................................... ........................
4.3 ............................................................................................................................. ..................
5. เนอ้ื หาสาระ...................................................................................................................................……………..
6. สือ่ /อุปกรณก์ ารเรยี นการสอน........................................................................................................................
7. กิจกรรมการเรยี นการสอน..............................................................................................................................
8. การวดั และประเมนิ ผล....................................................................................................................................
9. กจิ กรรมเสนอแนะ....................................................................................................................... ...................
10. บนั ทกึ ผลหลงั สอน..................................................................................................................... ...................
10.1 ผลการสอน.............................................................................................................................
10.2 ปัญหา/อุปสรรค.....................................................................................................................
10.3 ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข ................................................................................................
ลงชือ่ ............................................ผสู้ อน
............................................
17
2) แผนการจัดการเรียนรแู้ บบตาราง เขียนโดยใช้ประเด็นสาคัญทเ่ี ป็นองค์ประกอบของแผนการ
จดั การเรยี นรู้มากากับ และบรรจอุ งค์ประกอบสาคัญเหลา่ นัน้ ไปตามตารางเกอื บท้งั หมด
ดังตัวอย่างตารางท่ี 1
ตารางที่ 2.1 : การเขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้แบบตาราง
จุดประสงค์ เนือ้ หา กิจกรรม สอ่ื /อุปกรณ์ กระบวนการ การวัด
ประเมินผล
จุดประสงค์การเรียนรู้ :
………………………. ……….. …………. …………… ……………. ……………..
จดุ ประสงค์ปลายทาง :
………………………. ……….. …………. …………… ……………. ……………..
จุดประสงคน์ าทาง :
1. ……………………… ……….. …………. …………… ……………. ……………..
2. ……………………… ……….. …………. …………… ……………. ……………..
3. ……………………… ……….. …………. …………… ……………. ……………..
18
3) แผนการจัดการเรียนรู้แบบพิสดาร เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น การ
ลาดบั กจิ กรรมการเรยี นการสอน แยกเป็นกจิ กรรมที่ครปู ฏบิ ัติและสงิ่ ท่นี ักเรียนปฏิบตั ิซ่งึ สอดคล้องกนั
ตวั อย่างแผนการจดั การเรียนรู้
แผนการจดั การเรียนรู้ที่..............
เร่อื ง...........................................ระยะเวลา..........................................คาบ
1. สาระสาคญั ............................................................................................................................. ........................
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ..................................................................................................................................
3. จุดประสงคป์ ลายทาง ...................................................................................................................................
4. จดุ ประสงคน์ าทาง....................................................................................................................... ...................
4.1 ................................................................................................................................................
4.2 ............................................................................................................................. ...................
4.3 ............................................................................................................................. ...................
5. เนอ้ื หาสาระ....................................................................................................................................................
6. ส่ือ/อปุ กรณ์การเรยี นการสอน........................................................................................................................
7. กจิ กรรมการเรียนการสอน..............................................................................................................................
ข้นั ตอนจุดประสงคน์ าทาง กจิ กรรมการเรยี นการสอน วธิ ีวัดระหวา่ งเรยี น
ครู นกั เรียน
8. การวดั และประเมนิ ผล..................................................................................................................................
9. กิจกรรมเสนอแนะ........................................................................................................................................
10. บนั ทกึ ผลหลังสอน......................................................................................................................................
10.1 ผลการสอน...........................................................................................................................
10.2 ปญั หา/อุปสรรค...................................................................................................................
10.3 ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข.................................................................................................
ลงชอ่ื .............................................ผ้สู อน
............................................
จากการศึกษารูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้น้ันมี
หลากหลายรูปแบบ ผู้สอนมีอิสระในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งจะต้องประกอบด้วย
ส่วนสาคัญต่างๆ อย่างครบถ้วนจึงจะสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ แต่
19
อยา่ งไรก็ตามผ้สู อนควรปฏิบัติตามนโยบายของโรงเรียนท่ีกาหนดไวว้ ่าให้ใช้รปู แบบใด ถ้าโรงเรียนมิได้กาหนด
รปู แบบไวจ้ ึงเลอื กแบบท่ตี นเองเหน็ ว่าสะดวกตอ่ การนาไปใช้
4. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและการหาประสทิ ธภิ าพการเรียนรู้
4.1 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
4.1.1 ความหมายของผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
เผชิญ กิจระการ (2544) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการที่จะ
พยายามเข้าถึงความรู้ ซ่ึงเกิดจากการทางานที่ประสานกัน และต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก ท้ัง
องค์ประกอบท่ีเกี่ยวข้องกับสติปัญญา และองค์ประกอบที่ไม่ใช่สติปัญญา แสดงออกในรูปของคะแนน ซึ่ง
สามารถสังเกต และวดั ได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นท่ัวไป
ภพ เลาหไพบลู ย์ (2544) ให้นยิ ามวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤตกิ รรมทีแ่ สดงออกถึง
ความสามารถในการกระทาส่ิงหน่ึงสิ่งใด จากท่ีไม่เคยกระทาได้หรือกระทาได้น้อยก่อนที่จะมีการเรียนการ
สอนและเป็นพฤติกรรมท่วี ัดได้
กระทรวงศึกษาธิการ (2546) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า หมายถึง
ความสาเร็จหรือความสามารถในการกระทาใดๆ ที่จะต้องอาศัยทักษะหรือมิฉะนั้นก็ต้องอาศัยความรอบรู้ใน
วชิ าใดวชิ าหนงึ่ โดยเฉพาะ
ทิศนา แขมมณี (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ คือ การทาให้สาเร็จ (Accomplishment) หรือ
ประสิทธภิ าพทางด้านการกระทาในทกั ษะท่กี าหนดให้ หรือด้านความรู้ สว่ นผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น หมายถึง
การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) การพัฒนาทักษะในการเรียน ซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่
กาหนดให้ คะแนนทีไ่ ดจ้ ากงานทคี่ รูมอบหมายให้ หรือทั้งสองอยา่ ง
จากความหมายดังกล่าวข้างต้นสรปุ ไดว้ ่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้สามารถของ
บุคคลด้านพุทธพิ ิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมท่ีเกดิ ข้ึนในตัวผู้เรียน ภายหลัง
จากไดศ้ ึกษาในเรอื่ งน้นั มาแล้ว วดั ไดโ้ ดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
4.1.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530) กล่าวว่า เป็นการตรวจสอบความสามารถของสมรรถภาพทางสมอง
ของบุคคลว่าเรียนรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใด มากนอ้ ยเทา่ ใด เช่น พฤติกรรมด้านความจา ความ
เข้าใจ การนาไปใช้ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์และการประเมนิ ค่ามากน้อยอย่ใู นระดับใด นั่นคอื การวัด
20
ผลสัมฤทธ์ิเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของนักเรียนในด้านพุทธิพิสัย ท่ีเป็นการวัด 2 องค์ประกอบ ตาม
จุดมุ่งหมายและลักษณะของวิชาท่ีเรียน ดงั น้ี
1) การวดั ด้านการปฏบิ ัติ เป็นการตรวจสอบความรูค้ วามสามารถทางการปฏิบตั ิ โดยให้
นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงให้เห็นเป็นผลงานปรากฏออกมา สามารถทาการสังเกตและวัดได้ เช่น วิชา
ศิลปศึกษา พลศึกษา การช่างเป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้ “ข้อสอบภาคปฏิบัติ” ซึ่งเป็นการ
ประเมนิ ผลพจิ ารณาทว่ี ธิ ปี ฏบิ ตั ิ และผลงานท่ปี ฏบิ ตั ิ
2) การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเน้ือหาวิชา รวมถึง
พฤตกิ รรมความสามารถในดา้ นตา่ งๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มีวธิ ีการสอบวดั ได้ 2 ลกั ษณะ ดงั นี้
(1) การสอบปากเปลา่ (Oral Test) การสอบแบบนีม้ ักกระทาเป็นรายบคุ คลซึ่งเปน็ การสอบ
ที่ต้องการดูผลเฉพาะอย่าง เช่น การสอบอ่านฟังเสียง การสอบสัมภาษณ์ ท่ีต้องการดูการใช้ถ้อยคาในการ
ตอบคาถาม รวมทง้ั การแสดงความคิดเห็นและบุคลิกภาพตา่ งๆ
(2) การสอบแบบให้เขียนความ (Paper-Pencil Test) เน้นการสอบวัดท่ีให้ผู้สอบเขียนเป็น
ตัวหนงั สอื ตอบ ทม่ี รี ปู แบบการตอบอยู่ 2 แบบคือ
- แบบไมจ่ ากัดคาตอบ ได้แก่ การสอบวัดท่ีใช้ข้อสอบแบบอัตนัย หรือความเรียง
- แบบจากัดคาถาม เปน็ การสอบท่ีกาหนดขอบเขตของคาถามท่จี ะให้ตอบหรือกาหนด
คาตอบมาใหเ้ ลอื ก ซึง่ มีรปู แบบของคาถามคาตอบ 4 รูปแบบ คือ แบบเลือกทางใดทางหนึง่ แบบจับคู่ แบบ
เตมิ คา และแบบเลอื กตอบ
จากข้อความดังกล่าวข้างต้นสรุปไดว้ ่า จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการ
ตรวจสอบความสามารถของสมรรถภาพทางสมองของบุคคลว่าเรียนรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใด
มากน้อยเทา่ ใด เปน็ การตรวจสอบพฤติกรรมของนักเรียนในดา้ นพุทธิพิสัย ทงั้ ดา้ นการปฏบิ ัตแิ ละด้านเนื้อหา
4.1.3 องค์ประกอบของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
สมจติ สวธนไพบลู ย์ (2546) ไดเ้ สนอว่า ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นประกอบด้วย 2 สว่ น ดงั นี้
1) ส่วนที่เป็นตัวความรู้ (Body of Knowledge) ซึ่งได้แก่ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการ
กฎ ทฤษฎี
2) ส่วนที่เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ ( Process of Scientific Inquiry) เป็น
กระบวนการคิดและการทางานอย่างมีระบบการค้นหาความรู้ ข้อเท็จจริงต่างๆ จากสถานการณ์ท่ีอยู่รอบตัว
เรา
สรุปได้ว่า องค์ประกอบของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนจะต้องประกอบด้วยส่วนท่ีเป็นตัวความรู้และ
ส่วนท่ีเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ ซึ่งอาจจะแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ท่ีเป็น
กระบวนการแสวงหาความร้อู ย่างเปน็ ระบบขั้นตอน
4.1.4 พฤติกรรมทใ่ี ช้ในการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
21
ประวิทย์ ชูศิลป์ (2542) กลา่ วไว้วา่ การวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นเพ่อื ให้ผู้เรยี นไดร้ ับทงั้ เน้ือหา
ความรู้และกระบวนการแสวงหาความรู้ จะตอ้ งวัดทง้ั สองส่วน ดงั น้ันในการประเมนิ สามารถจาแนกพฤตกิ รรม
ในการวดั เป็น 4 พฤตกิ รรม ดังน้ี
1) ด้านความรู้ - ความจา หมายถึง ความสามารถในการระลึก นาส่งิ ที่เรียนรู้มาแล้วเกี่ยวกับ
ขอ้ เท็จจริง ข้อตกลง คาศัพท์ มโนมติ หลักการ กฎ และทฤษฎี
2) ความเขา้ ใจ หมายถึง ความสามารถในการอธบิ ายความหมาย ขยายความตีความและการ
แปลความหมายโดยอาศยั ขอ้ เท็จจริง ข้อตกลง คาศพั ท์ มโนมติ หลกั การ กฎ และทฤษฎี
3) ดา้ นการนาไปใช้ หมายถงึ ความสามารถในการนาความรู้ และนาวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์
ไปใช้ในการแกป้ ัญหาในสถานการณ์ใหม่ ท่แี ตกตา่ งจากท่ีเคยเรียนรู้มาแล้ว โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการนาไปใช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั
4) ด้านทักษะกระบวนการ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการสืบเสาะหาความรู้โดย
ผ่านการปฏิบัติและการฝึกฝนความคิดอย่างมีระบบจนเกิดความชานาญ สามารถเลือกใช้กิจกรรมต่างๆ ได้
อย่างเหมาะสม
สุวิทย์ มูลคา และคณะ (2549) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องสอดคล้อง
กับผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวัง 3 ดา้ น คอื
1) ด้านความคิด (Cognitive Domain) เป็นความสามารถทางสมองด้านการคิด
(Thinking) เกี่ยวกับส่ิงต่างๆ ซ่ึงเป็นพฤติกรรมท่ีแยกย่อยเป็น 6 ข้ัน คือ ความรู้ความจา ความเข้าใจการ
นาไปใช้ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมนิ ค่า
2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) สามารถแยกเป็นคุณลักษณะที่เข้าใจได้ง่ายๆ
ได้แก่ ความสนใจ ความซาบซึ้ง เจตคติ ค่านิยมและการปรับตัวต่อส่ิงต่างๆ แบ่งเป็น 5 ข้ัน คือ การรับรู้
การตอบสนอง การสร้างคณุ ค่า การจัดระบบ และการสรา้ งลักษณะนิสยั
3) ดา้ นทกั ษะ (Psychomotor Domain) เป็นทักษะในการปฏบิ ัตมิ ี 5 ขนั้ คือ การเลียนแบบ
การทาตามแบบ การหาความถกู ต้อง การทาอย่างตอ่ เน่ือง และการทาโดยธรรมชาติ
สรปุ ไดว้ า่ พฤติกรรมที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น จะวัดด้านความรู้ ความสามารถ มวล
ประสบการณ์ของบุคคลท่ีรับจากการเรียนการสอน การฝึกอบรม หรือการทากิจกรรมต่างๆ ผู้วิจัยจึงสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนใหค้ รอบคลุมท้ังในส่วนของเน้ือหา ความรู้และกระบวนการแสวงหา
ความรู้ ซ่ึงสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชีว้ ัดของกลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งผู้วิจัยได้นา
การจาแนกพฤติกรรมในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ท้ังในด้านความรู้ ความจา ความเข้าใจ
22
การนาไปใช้ การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นคณิตศาสตร์
4.1.5 แนวคดิ เกีย่ วกบั ปจั จยั ทมี่ ผี ลกระทบต่อผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้สรุปปัจจัยที่เป็นสาเหตุเก่ียวเน่ืองกับ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นไว้ 3 ด้าน ดังน้ี
1) ปัจจัยทางโรงเรียน เป็นสิ่งสาคัญเพราะเวลาส่วนใหญ่ นักเรียนจะอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนมี
หน้าที่ให้การศึกษาแก่เด็ก รวมถึงการจัดการด้านบริหาร ด้านวิชาการและบริการ ตลอดจนการจัดกิจกรรม
ต่างๆ อุปกรณ์การเรียนการสอน การกีฬา รวมถึงสภาพแวดล้อมท่ีจะส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง
อย่างเต็มท่ี สภาพแวดลอ้ มในโรงเรียนทีส่ ่งเสริมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบดว้ ย สภาพแวดล้อมด้าน
บุคคลและสภาพแวดล้อมทางวตั ถุ
2) ปจั จยั ทางบ้านและครอบครัว โดยปัญหาทพ่ี บอยูเ่ สมอ ไดแ้ ก่
(1) ปัญหาความสมั พนั ธ์ในครอบครวั
(2) พืน้ ฐานความรขู้ องพอ่ แม่
(3) ฐานะทางเศรษฐกจิ ของครอบครัว
(4) ทศั นคติของพอ่ แม่ท่ีมตี อ่ การศกึ ษา
3) ปจั จยั สว่ นตัว ได้แก่
(1) บุคลกิ ภาพ ซงึ่ เป็นสงิ่ ทไี่ ดร้ ับการหล่อหลอมมาจากครอบครัวและโรงเรียน มีหลายสิ่งทีจ่ ะ
กอ่ ให้เกิดปัญหาในการปกครองและส่งผลกระทบต่อการเรียน
(2) การปรับตัวให้เขา้ กบั ระบบต่างๆ ของโรงเรียน เชน่ ระบบการสอนใหม่ๆ เพื่อน ครผู ู้สอน
ถ้าผู้เรียนปรับตัวได้ดีก็จะสามารถดาเนินชีวิตประจาวันได้ราบร่ืน แต่หากว่าไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะเกิด
ความเครียดหรอื วติ กกงั วล อนั เป็นเหตุใหป้ ระสิทธภิ าพทางการเรียนลดลง
(3) การวางแผนการเรียนเพื่อนาไปใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งบางคนยังสับสนไม่แน่ใจว่า
ตนเองต้องการประกอบอาชพี อะไร มีเปา้ หมายชวี ิตอย่างไร ทาให้ขาดความมุ่งม่ันในการเรยี น
23
(4) การเปล่ยี นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ส่ิงยั่วยุตา่ งๆ ในสังคมปจั จุบัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อ
ทางโทรทัศน์ การเที่ยวกลางคนื จะสามารถชกั จงู ใหเ้ ด็กประพฤติตนไปในทางเสื่อมเสยี ไดง้ า่ ย
(5) การคบเพ่ือนหรือกลุ่มเพื่อน กลุ่มเพ่ือนมีผลต่อเจตคติ และพฤติกรรมการเรียน การ
ตัดสินใจสาคัญท่ีเก่ียวข้องกับการเรียน เช่น การเลือกวิชาเรียน แผนการเรียน ดังนั้นการคบเพื่อนระหว่าง
เรียน จงึ มีสว่ นสาคญั ในการส่งเสริม หรอื เป็นอปุ สรรคต่อการเรียนของนักเรียน
สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน มีท้ังปัจจัยจาก
โรงเรียน ปจั จัยทางบา้ น และครอบครัว และปัจจัยจากตวั นกั เรียนเอง ซ่งึ ปจั จัยท้ัง 3 ประการ ที่กล่าวมายอ่ ม
สง่ ผลกระทบผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรยี นท้งั ทางตรงและทางอ้อม
5. แนวคิดความพงึ พอใจ
5.1 ความหมายของความพึงพอใจ
พึงพอใจหรือความพอใจ ตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า “Satisfaction” ได้มีผู้ให้ความหมายของ
ความพึงพอใจไว้ ดงั นี้
สุนทร บัวโฮม (2547) กล่าวว่า ความพึงพอใจในบรรยากาศการเรียนการสอน หมายถึง
ความรู้สึกพอใจในสภาพการจัดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จึงมีความสาคัญในการช่วยให้
นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา มีความเจริญงอกงาม มีความกระตือรือร้น เพ่ือจะเรียนให้เกิด
ประโยชน์แกต่ นเอง
บูน และเคริทส์ (Boone and Kurtz, 1992 อา้ งถงึ ใน กิตติยา ปลอดแก้ว (2551) กลา่ วถงึ ความ
พึงพอใจว่า การจูงใจเป็นแรงกระตุ้นพฤติกรรมของมนุษย์ จนเกิดความพึงพอใจตามความต้องการบาง
ประการ
กดู๊ (Good, 1973 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้ให้ความหมาย ความพึงพอใจ หมายถึง
สภาพหรือระดับความพึงพอใจทเี่ ป็นผลมาจากความสนใจ และเจตคตขิ องคนทม่ี ตี อ่ งาน
เชอรร์ ิงตัน (Cherrington,1994 อ้างถงึ ใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) กลา่ วว่า ความพงึ พอใจ เป็น
ทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีต่องานท่ีทา ซึ่งความพึงพอใจ แบ่งเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกเป็น
การศึกษาความพึงพอใจต่อส่ิงต่างๆ หรือทัศนคติซ่ึงอาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ อาจเป็นทัศนคติในทางที่ท้าทาย
ความสนใจ แนวทางท่ี 2 เป็นการวัดความรู้สึกความพึงพอใจที่เกิดข้ึนจากสภาวะภายในจิตใจหรืออารมณ์ที่
เป็นภาพรวมของความพึงพอใจ (Overall Satisfaction) ของบุคคล การศึกษาความพึงพอใจตามแนวนี้เป็น
การศึกษาผลรวมของมวลประสบการณ์ทีส่ ะท้อนออกมาในรูปของความพึงพอใจ
จากความหมายที่กล่าวมาน้ันสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการ
ทางจิตวิทยาทเ่ี ก่ียวข้องกับความรู้สึก อารมณ์ และทัศนคติของบคุ คลท่ีมีตอ่ ส่ิงเร้าและแรงจูงใจ แสดงออกมา
ทางพฤตกิ รรม และองค์ประกอบท่ีสาคญั ในการทากิจกรรมต่างๆ ของบุคคล
24
5.2 แนวคิดทฤษฎีทเ่ี กีย่ วข้องกับความพงึ พอใจ
เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้นๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ ได้มีนักการศึกษาในสาขาต่างๆ
ทาการศกึ ษาค้นควา้ และตง้ั ทฤษฎเี ก่ียวกับแรงจงู ใจและการทางานดังน้ี
บุญช่วย ศิริเกษ (2550) ได้กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของแมคคลีแลน (David
Mcclelland) ออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) ความต้องการสัมฤทธิ์ผล (Needs for Achievement) เป็นพฤติกรรมที่จะทาการใดๆ ให้
เปน็ ผลสาเร็จดีเลิศมาตรฐานเปน็ แรงท่ีนาไปสู่ความเป็นเลศิ
2) ความต้องการสัมพันธ์ (Needs for Affiliation) เป็นความปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพ
และมีความสมั พนั ธ์อันดกี บั ผอู้ น่ื
3) ความต้องการอานาจ (Needs for Power) เป็นความต้องการควบคุมผู้อ่ืนและมีอิทธิพลต่อ
ผ้อู ืน่
มาสโลว์ (Maslow, 1996 อ้างถึงใน บุญชว่ ย ศิริเกษ, 2550) ได้เสนอทฤษฎีลาดับขั้นของความ
ต้องการพ้นื ฐาน (Hierarchy of Needs) มี 5 ประการคือ
1) ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์
เน้นส่ิงจาเป็นในการดารงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการ
พักผ่อน ความต้องการทางเพศ
2) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ความม่ันคงในชีวิตท้ังท่ีกาลังเป็นอยู่ใน
ปจั จุบนั และอนาคตความเจริญก้าวหนา้ อบอนุ่ ใจ
3) ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เป็นสิ่งจูงใจที่สาคัญต่อการเกิดพฤติกรรม
ต้องการใหส้ ังคมยอมรับตนเองเข้าเปน็ สมาชกิ ตอ้ งการความเปน็ มิตร ความรักจากเพอ่ื นรว่ มงาน
4) ความต้องการมีฐานะ (Esteem Needs) มีความอยากเด่นในสังคมมีชื่อเสียงอยากให้
บคุ คลยกยอ่ งสรรเสรญิ ตนเองอยากมีความเป็นอสิ รเสรภี าพ
5) ความต้องการที่จะประสบผลสาเร็จในชีวิต (Self-Actualization Needs) เป็นความ
ตอ้ งการในระดับสูง อยากให้ตนประสบผลสาเรจ็ ซักอย่างในชีวิต ซงึ่ เป็นไปไดย้ าก
แมคเกรเกอร์ (Mcgrager, 1996 อา้ งถึงใน บุญช่วย ศริ เิ กษ, 2550) ไดศ้ ึกษาธรรมชาติของ
มนุษย์ ได้อธิบายวา่ ลักษณะของมนุษยม์ ี 2 ประเภท คอื
1) ประเภท (x) มลี ักษณะดงั ต่อไปน้ี
(1) มีสัญชาตญาณที่จะหลีกเลี่ยงการทางานทุกอยา่ งเทา่ ทจี่ ะทาได้
(2) ไม่มคี วามรับผิดชอบ
(3) ชอบให้สัง่ การ
(4) ไมม่ ีความคดิ รเิ ริม่ สร้างสรรค์ในการปรบั ปรุงองคก์ ร
25
(5) มีความปรารถนาใหต้ อบสนองความต้องการดา้ นรา่ งกายและปลอดภัย
2) คนประเภท (y) มีลกั ษณะดังน้ี
(1) ชอบทางาน เหน็ ว่าการทางานเป็นของสนกุ เหมือนการเล่นหรอื พกั ผ่อน
(2) มคี วามรับผดิ ชอบในการทางาน
(3) มคี วามทะเยอทะยานและกระตือรือร้น
(4) สัง่ การตนเอง และสามารถควบคมุ ตนเองได้
(5) มีความคิดริเร่มิ สรา้ งสรรค์ในการปรบั ปรุงงานและองค์กรตลอดจนพัฒนาวิธกี าร
ทางาน
(6) ปรารถนาดา้ นเกียรตยิ ศ ชือ่ เสยี ง ความสมหวังในชีวิต
5.3 การวัดความพึงพอใจ
ความพึงพอใจเป็นทัศนคติในทางบวก ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของบุคคล การจะวัดว่าบุคคลมีความรู้สึก
พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ จึงมีความจาเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องมือช่วยในการวัดทัศนคติน้ัน ซึ่งนักวิชาการ
หลายคนได้กลา่ วถงึ การวดั ความพึงพอใจไว้ สรุปได้ดงั น้ี
สุนทร บัวโฮม (2547) ได้กล่าวถึงเครื่องมือวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่า การค้นหาว่าบุคคลมี
ความพงึ พอใจหรือไม่ วิธงี ่ายที่สดุ ก็คอื การถาม ซึ่งการศกึ ษาในระยะหลังๆ ท่ีตอ้ งมีผู้บอกขอ้ มูลจานวนมากๆ
มักใช้แบบสอบถาม ท่ีใช้มาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคริ์ท (Liker) ประกอบด้วยชุดคาถามและมี
ตวั เลือก 5 ตัวสาหรับเลือกตอบ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยท่ีสุด และคะแนนความพึงพอใจนั้น
สามารถนามาวิเคราะห์ได้ว่า บุคคลมีความพึงพอใจในด้านใดสูง และด้านใดต่า โดยใช้วิธีทางสถิติ ซึ่งหาก
ต้องการทราบข้อมูลเก่ียวกับองค์กร ก็มีความจาเป็นที่จะต้องใช้แบบสอบถามท่ีมีคาถามหลายข้อเพ่ือจะได้
ครอบคลุมคุณลักษณะต่างๆ ของงานทุกๆ ด้านขององค์กร และนอกจากใช้แบบสอบถามแล้วอาจใช้วิธีเขียน
ตอบอย่างเสรไี ดเ้ ชน่ กนั
วีระ ไทยพานิช (2551) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า ในการวัดความรู้สึกหรือการวัด
ทางบวก หมายถึง การประเมินค่าความรู้สึก ไปในทางที่ดี ชอบหรือพอใจส่วนทางลบ จะเป็นการประเมินค่า
ความรู้สึก ไปในทางที่ไม่ดี ไม่ชอบ หรือไม่พอใจ และการวัดในลักษณะปริมาณ ซึ่งเป็นความเข้มข้นความ
รุนแรง หรือระดับทัศนคติไปในทิศทางท่ีพึงประสงค์ หรือไม่พึงประสงค์นั่งเอง ซึ่งมีวิธีวัดนี้อยู่หลายวิธี เช่น
วิธกี ารสงั เกต วธิ ีการสมั ภาษณ์ วิธีการใชแ้ บบสอบถาม
จากท่ีกล่าวมาพอสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียน และผลการเรียนจะมีความสัมพันธ์กันใน
ทางบวก ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับกิจกรรมท่ีผู้เรียนได้ปฏิบัติน้ันให้การตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนมากน้อย
เพียงใด เป็นส่วนสาคัญท่ีทาให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงใด น่ันคือ วิธีการท่ีครูผู้สอนจะต้อง
คานึงถึงองคป์ ระกอบต่างๆ ในการเสริมสรา้ งความพึงพอใจในการเรยี นรูใ้ หก้ บั ผู้เรยี น
26
บทท่ี 3
วิธดี าเนนิ การศึกษา
ผศู้ ึกษารายงานผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย กศน.ตาบลนนทรยี ์ โดยใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้สาระการเรยี นรู้การพฒั นาสังคม รายวชิ าสังคมศึกษา
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2561 โดยมีข้ันตอน วิธีดาเนินการศกึ ษา ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา
2. สมมติฐาน
3. ขอบเขตของการศึกษา
4. เครื่องมอื ที่ใช้ในการศึกษา
5. การสรา้ งและหาคุณภาพของเคร่อื งมือ
6. รปู แบบการศึกษา
7. การดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมลู
8. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
9. สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา
1) เพื่อจัดทาแผนการจัดการเรยี นร้สู าระการเรยี นรูก้ ารพฒั นาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วย
การเรียนรู้เร่ือง ภมู ศิ าสตร์ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
2) เพือ่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั ศึกษา ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.
ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจดั การเรยี นรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนท่ี
2 ปกี ารศกึ ษา 2561
3) เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจในการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรูส้ าระการเรยี นรู้การพัฒนาสังคม
รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรยี นรู้เร่อื ง ภูมศิ าสตร์ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
2. สมมตฐิ าน
ผลสัมฤทธ์ิทางเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระ
การเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้เร่ือง ภูมิศาสตร์ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 โดยมคี ะแนนหลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรยี น
27
3. ขอบเขตของการศึกษา
2.1 กลุ่มประชากร นักศึกษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา
2561 จานวน 20 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการ
เรยี นรูก้ ารพัฒนาสงั คม รายวชิ าสังคมศึกษา หนว่ ยการเรยี นรู้เรอ่ื ง ภมู ศิ าสตร์ จานวน 20 คน
2.3 ระยะเวลาในการดาเนนิ การ ระหวา่ งเดอื น ธันวาคม-มกราคม 2561
2.4 เครอ่ื งมือที่ใช้ในการศึกษาไดแ้ ก่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.5 ตวั แปรที่ศกึ ษา
2.5.1 ตัวแปรตน้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสงั คม รายวิชาสังคม
ศกึ ษา หน่วยการเรียนรเู้ รื่อง ภมู ศิ าสตร์ กศน.ตาบลนนทรีย์ อาเภอบ่อไร่ จังหวดั ตราด
2.5.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลงั เรยี น
2.6 เน้อื หาทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
เนื้อหาทใี่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ น้ี ผูว้ จิ ยั ได้นาเนอ้ื หาเก่ยี วกบั ภูมิศาสตร์
4. เครื่องมอื ท่ีใช้ในการศึกษา
1) แผนการจดั การเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสงั คมศึกษา หน่วยการเรียนรู้
เรอ่ื ง ภมู ศิ าสตร์
2) แบบทดสอบสาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้เรื่อง
ภูมิศาสตร์ จานวน 20 ข้อ เปน็ แบบเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก
3) แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้เร่ือง ภมู ิศาสตร์
5. การสรา้ งและหาคุณภาพของเครือ่ งมอื
เมื่อผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารท่ีเก่ียวข้องกับทฤษฎีแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การ
พฒั นาสังคม รายวิชาสังคมศกึ ษา หน่วยการเรียนรู้เร่ือง ภูมิศาสตร์และได้จัดทาเครื่องมือ โดยมีข้ันตอนการ
สรา้ งและหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื แตล่ ะประเภท ดงั น้ี
5.1 การสร้างและการหาคณุ ภาพของแผนการจัดการเรยี นรสู้ าระการเรยี นร้กู ารพฒั นาสงั คม
รายวชิ าสังคมศึกษาโดยมขี ้ันตอน ดงั ต่อไปน้ี
5.1.1 ศกึ ษาสภาพปัญหาของการจัดการเรยี นการสอนในเร่ืองภมู ิศาสตร์
5.1.2 ศกึ ษารายละเอียดเกีย่ วกับเนือ้ หาทเ่ี กย่ี วข้องกบั ภมู ิศาสตร์
5.1.3 วิเคราะหแ์ ผนการจัดการเรียนรสู้ าระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวชิ าสังคมศึกษา
หน่วยการเรยี นรเู้ ร่ืองภมู ิศาสตร์ เพอื่ นามาใชเ้ ป็นข้อมลู และแนวทางการกาหนดกิจกรรม
28
แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพฒั นาสังคม รายวิชาสงั คมศึกษา หน่วยการเรียนรู้เร่ืองภูมิศาสตร์
ที่มปี ระสิทธภิ าพ ประกอบดว้ ยกิจกรรม ใบความรู้ ใบบนั ทึกกจิ กรรม
5.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรือ่ งภูมิศาสตร์
5.1.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวชิ าสังคมศึกษา หน่วย
การเรียนรู้ เรื่องภูมิศาสตร์ ที่สร้างข้ึนไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาและตรวจสอบ เม่ือผู้เช่ียวชาญได้ตรวจสอบ
และพิจารณาและผู้รายงานนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา
หน่วยการเรยี นรู้ เร่ืองภูมิศาสตร์ มาปรับปรุง
5.1.6 นาแผนการจัดการเรยี นรู้สาระการเรยี นรู้การพฒั นาสังคม รายวชิ าสงั คมศกึ ษา หนว่ ย
การเรียนรู้ เรือ่ งภมู ศิ าสตร์ ไปใชก้ ับกลุ่มตัวอยา่ ง จานวน 20 คน นกั ศึกษา ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.
ตาบลนนทรีย์ อาเภอบอ่ ไร่ จงั หวดั ตราด
29
กระบวนการสร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวชิ าสังคมศกึ ษา หนว่ ยการเรียนรู้เร่ือง ภูมิศาสตร์ มดี งั นี้
ขอ้ มูลวตั ถดุ ิบ กระบวนการ ผลผลติ
สารวจปญั หา เพื่อเกบ็ ข้อมลู วเิ คราะห์รูปแบบ นาแผนการจดั การ
นามาพิจารณาถึงความ การจัดทาแผนการ เรยี นร้ทู ี่สมบูรณ์ไปใช้
จาเปน็ และความเปน็ ไปได้ จัดการเรียนรู้
ในการผลิต
กาหนดรปู แบบ
ศกึ ษาวธิ ีการสรา้ งและใช้ สร้างแผนการจดั การเรียนรู้
แผนการจัดการเรียนรู้
สรา้ งแผนการจัดการเรียนรู้
ศึกษาเทคนิคการสร้าง ตรวจสอบโดยผ้เู ชย่ี วชาญ
แผนการจดั การเรยี นรู้/
กาหนดโครงสรา้ งและ ปรับแก้ตามคาแนะนาของ
ผ้เู ช่ียวชาญ
วางแผน
ทดสอบประสทิ ธิภาพ
ปรบั ปรงุ
ทดลองภาคสนาม
ปรบั ปรงุ แก้ไขเพิ่มเติม
แผนภาพ กระบวนการสรา้ งและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรสู้ าระการเรียนรูก้ ารพัฒนาสังคม
รายวิชาสงั คมศึกษา หน่วยการเรยี นรู้เรอ่ื ง ภมู ศิ าสตร์
30
5.2 การสร้างและหาคณุ ภาพของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น มขี นั้ ตอน ดังตอ่ ไปน้ี
5.2.1 ศึกษาและวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชา
สงั คมศกึ ษา หน่วยการเรียนรเู้ รื่อง ภูมิศาสตร์
5.2.2 ศึกษาทฤษฎี แนวคดิ หลกั การเกยี่ วกับวธิ กี ารสร้างขอ้ สอบและเอกสารทเ่ี กยี่ วข้อง
5.2.3 กาหนดตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และดาเนินการออก
ข้อสอบ จานวน 60 ขอ้ ซึง่ ตอ้ งการใช้จริง 20 ข้อ
5.2.4 นาแบบทดสอบไปให้ผเู้ ชีย่ วชาญตรวจสอบความเทีย่ งตรงของเนอ้ื หา
5.2.5 นาแบบทดสอบมาแก้ไข ข้อสอบที่มีข้อบกพร่องได้แก่ พิมพ์ผิด คาสั่งไม่ชัดเจน
คลุมเครือ ผู้ศึกษาแก้ไขจนถูกต้องสมบูรณ์ และนาทดลองกับนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.
ตาบลนนทรีย์ อาเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด จานวน 20 คน แล้วนากระดาษคาตอบมาตรวจให้คะแนนโดย
คาตอบถูกให้ 1 คะแนน คาตอบผิดให้ 0 คะแนน แล้วนาแบบทดสอบมาหาค่าสถิติ ดงั น้ี ค่าความยาก
ง่าย ( p ) คา่ อานาจจาแนก ( r ) ซึ่งไดค้ ดั เลือกขอ้ สอบทม่ี ีค่าความยากง่าย ( p ) อย่รู ะหว่าง 0.20 – 0.80
ค่าอานาจจาแนก ( r ) ตั้งแต่ 0.2 ข้ึนไป คัดเลือกข้อสอบไว้ท้ังหมดจานวน 20 ข้อ ( พร้อมแนบ
แบบทดสอบไวท้ ีภ่ าคผนวก)
5.2.6 นาแบบทดสอบที่แก้ไข ปรับปรุง จนสมบูรณ์ถูกต้องแล้วนาไปใช้จริงกับนักศึกษา
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ อาเภอบ่อไร่ จังหวดั ตราด
5.3 การสรา้ งและหาคุณภาพของแบบสอบถามวดั ความพงึ พอใจ มขี ้นั ตอน ดงั ต่อไปนี้
5.3.1 ศึกษาและวิเคราะห์แผนแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรูเ้ รอ่ื ง ภมู ศิ าสตร์
5.3.2 ศกึ ษาทฤษฎี แนวคดิ หลักการเกยี่ วกับวธิ ีการสร้างแบบทดสอบวดั ความพึงพอใจ และ
เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
5.3.3 สร้างแบบทดสอบถามความพึงพอใจ ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ จานวน 20 ข้อ ซ่ึง
ต้องการใช้จริง 7 ขอ้
5.3.4 นาแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เช่ียวชาญ ตรวจสอบความเท่ียงตรง
ของเน้ือหา
5.3.5 นาแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบแล้วมาแก้ไขข้อบกพร่อง ได้แก่
พิมพ์ผดิ คาสง่ั ไม่ชดั เจน คลุมเครือ ผู้ทาวจิ ยั ในชัน้ เรียน แกไ้ ขจนถูกตอ้ งสมบูรณ์
5.3.6 นาแบบสอบถามความพึงพอใจที่แก้ไข ปรับปรุง จนสมบูรณ์ถูกต้องแล้วนาไปใช้จริง
กับนกั ศกึ ษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรยี ์ อาเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
31
6. รูปแบบของการศึกษา
ผู้ศึกษาใช้รูปแบบการพัฒนาแบบOne – Group Pretest - Posttest Design
(พวงรัตน์ ทวีรัตน์ 2543:78) ดังนี้
ทดสอบก่อนเรยี น การเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทดสอบหลังเรียน
T1 X T2
สัญลกั ษณ์ท่ีใช้
T1 หมายถึง ทดสอบก่อนเรียน
X หมายถึง แผนการจดั การเรยี นรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวชิ าสังคม
ศึกษา หน่วยการเรียนรูเ้ รื่อง ภมู ศิ าสตร์
T2 หมายถึง ทดสอบหลงั เรียน
7. วธิ ีดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการรายงานผลการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้
การพฒั นาสงั คม รายวิชาสงั คมศึกษา หน่วยการเรียนรเู้ ร่ือง ภูมศิ าสตร์ มีวิธกี ารดาเนนิ การดงั น้ี
7.1 ก่อนเร่ิมกิจกรรมให้ครูทดสอบก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
แผนการจัดการเรียนการสอนท่ีจัดทาขึ้นของ กศน.ตาบลนนทรีย์ อาเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ท่ีสร้างข้ึนและ
เก็บรวบรวมคะแนนเพ่อื นาไปวิเคราะหท์ างสถติ ิต่อไป
7.2 ดาเนินกิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนการสอนทจี่ ัดทาขน้ึ ของ กศน.ตาบลนนทรีย์ อาเภอ
บอ่ ไร่ จงั หวดั ตราด โดยผศู้ กึ ษาเป็นผูด้ าเนนิ กจิ กรรมดว้ ยตนเองใชเ้ วลา 6 ชวั่ โมง ในการจัดกิจกรรม
7.3 เมื่อกิจกรรมส้ินสุดให้ครูทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน ตามแผนการ
จัดการเรียนการสอนที่จัดทาข้ึนของ กศน.ตาบลนนทรีย์ อาเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ที่สร้างข้ึนและเก็บ
รวบรวมคะแนนเพื่อวิเคราะห์ทางสถติ ติ ่อไป
8. การวิเคราะหข์ ้อมูล
เมือ่ มีการรวบรวมข้อมูลเรยี บรอ้ ยแลว้ ผศู้ ึกษานาขอ้ มูลมาวิเคราะห์จัดทาเป็นรายงานผลการ
ทดลองใช้ ดงั น้ี
วิเคราะห์ข้อมูลเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นก่อนเรียนหลังเรยี นของนักเรียนท่ใี ช้แผนการ
จัดการเรียนการสอนท่ีจัดทาข้ึนของ กศน.ตาบลนนทรีย์ อาเภอบ่อไร่ จงั หวดั ตราด โดยใช้สถิติ คา่ คะแนน
เฉลยี่ ( X ) คา่ ความเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD. ) คา่ t - test
32
9. สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
9.1 การหาคา่ คะแนนเฉล่ยี ( X ) โดยใชส้ ตู รดังน้(ี พวงรัตน์ ทวีรัตน์ 2538: 137)
X = X
n
เมือ่ X = คา่ คะแนนเฉลย่ี ของกลุ่มตวั อย่าง
n = จานวนคนของกลมุ่ ตัวอย่าง
X = คะแนนแต่ละตัว
9.2 การหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) โดยใชส้ ตู รดงั น(้ี พวงรตั น์ ทวีรตั น์ 2538:
143) ( พวงรตั น์ ทวีรตั น์ 2538: 129-130)
S.D. = n X 2 ( X )2
n(n 1)
เม่ือ S.D. = ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน
X = คะแนนแตล่ ะตวั
n = จานวนคนของกลมุ่ ตัวอยา่ ง
9.3 การหาค่า t – test ในการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนและหลงั เรยี นโดยใช้
สูตร ดงั น้(ี พวงรตั น์ ทวรี ัตน์ 2538: 165)
t = D
n D2 ( D)2
n 1
เมอ่ื t = t-test
D = ผลต่างของคะแนนแต่ละคู่
n = จานวนคู่
ในการวิเคราะห์ข้อมลู หาคา่ คะแนนเฉลย่ี ( X ) คา่ ความเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และ
คา่ t – test วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รูปของนายณรงค์ เกิดโชคชัย โรงเรยี นป้อมนาคราชสวาทยา
นนทจ์ ังหวดั สมทุ รปราการ
33
9.4 การหาคา่ ความยาก (p) และค่าอานาจจาแนก ( r ) ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรยี น โดยใชส้ ูตรดงั น้ี ( พวงรัตน์ ทวีรตั น์ 2538: 129-130)
p= R
N
เมอื่ p = ค่าความยากของคาถามแต่ละขอ้
R = จานวนผูต้ อบถกู ในแต่ละข้อ
N = จานวนผู้เขา้ สอบท้ังหมด
r = RU Re
N2
เมอื่ r = ค่าอานาจจาแนกเป็นรายข้อ
RU = จานวนผู้ทีต่ อบถูกในข้อน้ันในกลุ่มเก่ง
Re = จานวนผู้ทตี่ อบถูกในข้อนั้นในกล่มุ อ่อน
N = จานวนคนในกลุ่มตวั อยา่ งทั้งหมด
34
บทท่ี 4
ผลการศกึ ษาคน้ คว้า
การวิจัยในช้ันเรียน เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวชิ าสงั คมศึกษา ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2561โดยมผี ลการวิจัยดังน้ี
ตารางที่ 1 แสดงจานวนนักศึกษาท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้
แผนการจัดการเรยี นรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศกึ ษา ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2561
มผี ลดงั นี้
ระดับ จานวนนักเรยี น
มธั ยมศึกษาตอนปลาย 20
รวม 20
จากตารางที่ 1 แสดงจานวนนักเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้
แผนการจดั การเรยี นรู้สาระการเรยี นรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสงั คมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2561
มีผลดังน้ี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จานวน 20 คน
ตารางท่ี 2 แสดงคะแนนก่อนเรยี นและคะแนนหลังเรียน เรื่องการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักศึกษา ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรยี ์ โดยใช้แผนการจัดการเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้การพัฒนาสงั คม รายวิชาสงั คมศึกษา ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2561ดงั นี้
คนท่ี คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรียน
18 14
2 11 14
3 13 14
4 12 18
5 10 15
6 12 13
7 14 15
8 10 15
9 12 13
35
คนท่ี คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลังเรียน
10 14 14
11 16 17
12 19 20
13 16 18
14 18 19
15 16 18
16 18 19
17 14 18
18 16 17
19 12 17
20 13 14
จากตารางท่ี 2 แสดงคะแนนก่อนเรยี นและคะแนนหลงั เรยี น เร่ืองการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้
สาระการเรียนรกู้ ารพฒั นาสงั คม รายวชิ าสังคมศึกษา ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2561
ตารางท่ี 3 แสดงค่าคะแนนเฉล่ีย ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน และค่า t - test ของคะแนน
ก่อนเรยี นและคะแนนหลังเรียน เร่อื งการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของนักศึกษา ระดับมัธยมศกึ ษา
ตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคม
ศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2561
รายการ คะแนนเฉล่ยี ( X ) ความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน( SD) t - test
คะแนนกอ่ นเรยี น 13.70 2.96 5.41**
คะแนนหลังเรยี น 16.10 2.22
จากตารางที่ 3 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t - test ของ
คะแนนก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียน เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 มีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียน มีค่า 13.70 คะแนน ความ
เบ่ียงเบนมาตรฐาน ( SD) กอ่ นเรียน มีค่า 2.96 คะแนนเฉลีย่ หลงั เรียน มีคา่ 16.10 คะแนน ความเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ( SD) หลังเรียน มีค่า 2.22 และค่า t - test เท่ากับ 5.41 คะแนน ซ่ึงคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน
36
แตกตา่ งจากคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉล่ียหลงั เรียนสงู กว่า
คะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียน
ตารางท่ี 4 แสดงค่าคะแนนเฉล่ีย( X ) ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD. )จากแบบสอบถาม
ความพึงพอใจ เร่ืองการเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย กศน.
ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจดั การเรียนรู้สาระการเรียนร้กู ารพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนท่ี
2 ปีการศกึ ษา 2561 ดังนี้
ท่ี รายการ X SD. หมายเหตุ
1 แผนการจดั การเรียนรู้ทจ่ี ดั ทาขึ้นตรงกบั เน้ือหาทส่ี อน 4.85 0.37 มากที่สุด
2 ครูใชแ้ ผนการจดั การเรียนร้ใู นการสอนทุกครั้ง 4.20 0.83 มาก
3 ผู้เรียนสนใจเรยี นมากข้นึ เมื่อใชแ้ ผนจดั การเรยี นรู้ในการสอน 3.85 0.81 มาก
4 ผเู้ รยี นมผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนดขี น้ึ 3.70 1.03 มาก
5 ครูทางานอย่างเปน็ ระบบมากขนึ้ 3.80 0.83 มาก
6 ผู้เรยี นมีส่วนรว่ มในการจัดการเรยี นการสอน เม่ือครูใช้แผนจัดการเรยี นรู้ 3.80 1.15 มาก
7 สอื่ ประกอบการจัดการเรยี นรู้ มีอย่างเพียงพอ 3.90 1.07 มาก
เฉลยี่ 4.01 0.87 มาก
จากตารางที่ 4 แสดงค่าคะแนนเฉล่ยี ( X ) ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD. )จากแบบสอบถาม
ความพึงพอใจ เรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักศึกษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.
ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจดั การเรียนร้สู าระการเรียนรกู้ ารพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนที่
2 ปีการศึกษา 2561 ได้ผลดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดทาข้ึนตรงกับเนื้อหาท่ีสอน มีค่าคะแนนเฉลี่ย( X )
เท่ากับ 4.85 มากที่สุด ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน(SD.) 0.37 อยู่ในเกณฑ์มากท่ีสุด ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนดีข้ึน มีค่าคะแนนเฉลี่ย( X )เท่ากับ 3.70 น้อยท่ีสุด ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD.) 1.03 อยู่
ในเกณฑ์มาก โดยภาพรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ย( X ) เท่ากบั 4.01 คา่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD.) 0.87 อยู่ใน
เกณฑม์ าก
37
บทที่ 5
สรปุ ผลการวิจัย
การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม
รายวชิ าสงั คมศึกษา ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2561 ดงั น้ี
จุดมงุ่ หมาย
1. เพื่อจดั ทาแผนการจดั การเรียนรูส้ าระการเรยี นรูก้ ารพฒั นาสงั คม รายวิชาสงั คมศึกษา หน่วยการ
เรียนรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
2. เพ่อื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั ศึกษา ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบล
นนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศกึ ษา 2561
3. เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจในการใช้แผนการจัดการเรยี นร้สู าระการเรยี นรู้การพัฒนาสงั คม รายวิชา
สงั คมศึกษา หน่วยการเรยี นรู้เร่ือง ภมู ศิ าสตร์ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
1. แผนการจัดการเรยี นร้สู าระการเรยี นรู้การพฒั นาสงั คม รายวิชาสงั คมศกึ ษา หน่วยการเรียนรู้
เร่ือง ภมู ศิ าสตร์
2. นักศึกษา กศน. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2561
กลุ่มประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
นักศกึ ษา กศน. ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2561 จานวน 20 คน
สมมตฐิ าน
แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการเรียนรู้
เร่ือง ภมู ิศาสตร์ มีผลต่อผลสัมฤทธทิ์ างเรียนของนักศกึ ษา
วธิ กี ารดาเนินการ
1. วตั ถุประสงค์ของการศึกษา
2. สมมตฐิ าน
3. ขอบเขตของการศึกษา
4. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศกึ ษา
5. การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ
38
6. รปู แบบการศึกษา
7. การดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
8. การวิเคราะห์ข้อมูล
9. สถิติทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล
ผลการศกึ ษา
ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t - test ของคะแนนก่อนเรียนและ
คะแนนหลังเรียน เร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
กศน.ตาบลนนทรีย์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ภาค
เรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 มีคะแนนเฉล่ียก่อนเรยี น มีค่า 13.70 คะแนน ความเบ่ียงเบนมาตรฐาน ( SD)
กอ่ นเรียน มีค่า 2.96 คะแนนเฉล่ยี หลังเรยี น มีค่า 16.10 คะแนน ความเบย่ี งเบนมาตรฐาน ( SD) หลังเรยี น
มีค่า 2.22 และค่า t - test เท่ากับ 5.41 คะแนน ซึ่งคะแนนเฉล่ียหลังเรียนแตกต่างจากคะแนนเฉล่ียก่อน
เรยี นอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .01 โดยมคี ะแนนเฉล่ยี หลงั เรียนสงู กวา่ คะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียน
สรปุ ผลจากการศกึ ษาคน้ ควา้
1. ได้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา หน่วยการ
เรยี นรเู้ รื่อง ภมู ิศาสตร์
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษาท่ีมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนแตกต่างจากคะแนนเฉลี่ยก่อน
เรยี นอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01 โดยมคี ะแนนเฉลย่ี หลังเรียนสงู กว่าคะแนนเฉลยี่ ก่อนเรียน
3.ความพึงพอใจของการใช้แผนการจัดการเรยี นรสู้ าระการเรียนรู้การพัฒนาสังคม รายวิชาสงั คม
ศกึ ษา หน่วยการเรยี นร้เู รื่อง ภมู ิศาสตร์ โดยภาพรวมอยใู่ นเกณฑ์ มาก
อภปิ รายผล
1. แผนการจดั การเรยี นสาระการเรยี นรกู้ ารพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศกึ ษา หน่วยการ
เรียนรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ ท่ีจัดทาขึ้น เน่ืองจากได้ศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้หลายรูปแบบ เพื่อนามาจัดทา
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่เน้นการจดั การเรียนการสอนแบบ Active learning ท่ีเน้นใหน้ ักศึกษาไดท้ ากิจกรรม
มากขนึ้
2. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักศกึ ษาท่ีใช้ แผนการจัดการเรียนสาระการเรยี นรกู้ าร
พัฒนาสงั คม รายวชิ าสงั คมศึกษา หนว่ ยการเรียนรูเ้ รอื่ ง ภูมิศาสตร์ มคี ะแนนก่อนเรียนและหลงั เรยี น แตกตา่ ง
กนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 เพราะครไู ด้จัดการเรยี นการสอนใหน้ ักศกึ ษาได้ทากิจกรรมมากข้ึน
39
3. ความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาท่ีใช้ แผนการจัดการเรยี นสาระการเรียนรกู้ ารพัฒนาสังคม รายวชิ าสังคม
ศึกษา หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มาก เพราะครูได้มีการจัดการเรียนแบบ
Active learning ท่ีเน้นให้นักศึกษาได้ทากิจกรรมมากขน้ึ โดยให้นักศึกษาได้ปฏบิ ัติ และไดท้ ากิจกรรม ทาให้
นักศกึ ษาเกดิ ความสนใจมากขน้ึ
ประโยชน์ของงานวจิ ยั
1. มแี ผนการแผนการจดั การเรยี นรสู้ าระการเรียนรูก้ ารพัฒนาสังคม รายวชิ าสงั คมศึกษา
หนว่ ยการเรยี นรเู้ รอื่ ง ภูมิศาสตร์ ของนักศกึ ษาระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย กศน.ตาบลนนทรีย์ ทมี่ ี
ประสิทธิภาพ
2. ชว่ ยยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของผเู้ รียนใหส้ ูงขน้ึ
3. ชว่ ยแกป้ ญั หาของนักศกึ ษาในการเรียนรู้ และพฒั นาคุณภาพของผเู้ รียนใหด้ ขี ึน้
ข้อเสนอแนะ
ควรสง่ เสรมิ ให้มกี ารพฒั นาแผนการจดั การเรยี นรใู้ นกลมุ่ สาระอ่ืนๆ เพอื่ ชว่ ยยกระดับ
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของผู้เรียน
ควรมกี ารพัฒนาต่อยอดแผนการจัดการเรยี นรสู้ าระการเรียนร้กู ารพัฒนาสังคม รายวชิ าสงั คม
ศึกษา หนว่ ยการเรียนรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ ดว้ ยส่ือเทคโนโลยี เพ่อื ช่วยใหน้ ักศึกษาเกิดความสนใจในบทเรยี นมาก
ยิ่งข้นึ
40
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. (2545). หลกั สูตรการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544. พิมพค์ รงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : องคก์ ร.
ณฐั วุฒิ กิจรุง่ เรอื ง. (2545). ผเู้ รียนเป็นสาคญั และการเขียนแผนการจัดการเรียนร้ขู องครมู ืออาชพี . กรุงเทพฯ
: สถาพรบุค๊ ส.์
ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตรก์ ารสอน. พิมพ์ครั้งท่ี 4. กรุงเทพฯ : ดา่ นสุทธาการพิมพ์ จากดั .
เผชิญ กจิ ระการ. (2544). การหาคา่ ดัชนปี ระสิทธผิ ล. มหาสารคาม : ภาควิชาเทคโนโลยแี ละส่ือสาร
การศกึ ษา คณะศึกษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
พวงรัตน์ ทวรี ตั น.์ (2530). การสร้างและพฒั นาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ. กรุงเทพฯ : สานักทดสอบทาง
การศกึ ษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลยั ศรนี คริรทรวิโรฒ ประสานมติ ร.
ภพ เลาหไพบูลย.์ (2544). แนวการสอนวทิ ยาศาสตร์. พิมพค์ รัง้ ที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณชิ .
วีระ ไทยพานิช. (2551). วธิ กี ารสอน.กรุงเทพฯ. ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารศึกษา :
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.
สวุ ทิ ย์ มลู คา และคณะ. (2549). การเขียนแผนการจดั การเรียนรทู้ ่เี น้นการคดิ . กรงุ เทพฯ : ม.ป.ท.
อาภรณ์ ใจเทีย่ ง. (2546). หลกั การสอน. พิมพ์คร้งั ท่ี 3. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.์