บทที่ 10
ปิ โตรเลยี ม
เรื่องท่ี 1 ปิ โตรเลยี ม
สารประกอบอนิ ทรีย์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
สารประกอบอินทรีย์ (Organic compound) หมายถึงสารประกอบท่ีมีธาตุคาร์บอนอยดู่ ว้ ย
หรือจะกล่าวง่าย ๆ วา่ สารประกอบอินทรียค์ ือสารประกอบของธาตุคาร์บอน
โดยความหมายน้ี ไม่รวมสารประกอบของธาตุคาร์บอนพวกคาร์บอเนต เช่น
Calciumcarbonate (CaCO3)ไฮโดรเจนคาร์บอเนต เช่น Sodiumhydrogencarbonate (NaHCO3)
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ซ่ึงจดั เป็ นสารอนินทรีย์ (Inorganic
compound)
1 สารประกอบอินทรีย์ มีธาตุองคป์ ระกอบหลกั เป็น คาร์บอน(C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน
(O)ไนโตรเจน(N) และอาจมีธาตุอ่ืน ๆ เช่น ซลั เฟอร์(S) ฟอสฟอรัส (P) ได้ ดว้ ย
สารประกอบอินทรียท์ ี่มีองคป์ ระกอบเพียง 2 ธาตุ คือ คาร์บอน(C) กบั ไฮโดรเจน (H)
เพียง 2 ธาตุ เท่าน้นั เรียกวา่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon)
ตวั อย่างสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซ่ึงเป็ นองค์ประกอบในน้ามนั แก๊สโซลีน(น้ามนั
เบนซิน) ที่ใชเ้ ป็ นเช้ือเพลิงในเครื่องยนต์เลก็ (เคร่ืองตดั หญา้ ,รถจกั รยานยนต์ ,รถยนตน์ ง่ั ส่วน
บุคคล) ในน้ามนั เช้ือเพลิงทุกชนิด ลว้ นประกอบไปดว้ ยสารประกอบไฮโดรคาร์บอน โดยใน
น้ามนั เช้ือเพลิงแต่ละชนิด มีจานวนอะตอมของคาร์บอนในโมเลกลุ แตกต่างกนั
ปิ โตรเลยี ม
ปิ โตรเลียม (Petroleum) มาจากรากศพั ทภ์ าษาละติน 2 คา คือ เพทรา (Petra) แปลว่าหิน
และโอลิอุม (Oleum) แปลว่าน้ามนั รวมกนั แลว้ มีความหมายว่า น้ามนั ท่ีไดจ้ ากหิน ปิ โตรเลียม
เป็นสารผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและสารอินทรียห์ ลายชนิดที่เกิดตามธรรมชาติท้งั
ในสถานะของเหลวและแกส๊ ไดแ้ ก่น้ามนั ดิบ (Crude oil) และแกส๊ ธรรมชาติ (Natural gas)
น้ามันดิบ เป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทแอลเคนและไซโคลแอลเคนอาจมี
สารประกอบของ N , S และสารประกอบออกไซดอ์ ื่น ๆ ปนอยเู่ ลก็ นอ้ ย น้ามนั ดิบจากแหล่งต่าง
ๆ อาจมีสมบตั ิทางกายภาพแตกต่างกนั เช่น มีลกั ษณะขน้ เหนียว จนถึงหนืดคลา้ ยยางมะตอย มีสี
เหลือง เขียว น้าตาลจนถึงดา มีความหนาแน่น 0.79 – 0.97 g/cm3
แก๊สธรรมชาติ (Natural gas) เป็ นของผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมี
คาร์บอนในโมเลกุล 1 – 5 อะตอม ประมาณ 95% ที่เหลือเป็ นแก๊สไนโตรเจน และ
คาร์บอนไดออกไซด์อาจมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ปนอยู่ดว้ ย แก๊สธรรมชาติที่มีสถานะเป็ น
2 ของเหลว เรียกวา่ แก๊สธรรมชาติเหลว (Condensate) ประกอบดว้ ยไฮโดรคาร์บอนเช่นเดียวกบั
แก๊สธรรมชาติ แต่มีจานวนอะตอมคาร์บอนมากกว่า เมื่ออยใู่ นแหล่งกกั เก็บใตผ้ ิวโลกท่ีลึกมาก
และมีอุณหภูมิสูงมากจะมีสถานะเป็ นแก๊ส แต่เมื่อนาข้ึนบนถึงระดบั ผิวดินซ่ึงมีอุณหภูมิต่ากว่า
ไฮโดรคาร์บอนจะกลายสภาพเป็ นของเหลว
ปิ โตรเลยี มเกดิ ขนึ้ ได้อย่างไร กกั เกบ็ อยู่ท่ไี หน
ปิ โตรเลียมเกิดจากการทบั ถมและสลายตวั ของอินทรียส์ ารจากพืชและสัตวท์ ี่คลุกเคลา้ ทบั ถมอยกู่ บั
ตะกอนในช้นั กรวดทรายและโคลนตมใตพ้ ้ืนดินเม่ือเวลาผา่ นไปนบั ลา้ นปี ตะกอนเหล่าน้ีจะจมตวั ลงเรื่อย ๆ
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก ถูกอดั แน่นดว้ ยความดนั และความร้อนสูง และมีปริมาณออกซิเจน
จากดั จึงสลายตวั เปลี่ยนสภาพเป็นแก๊สธรรมชาติและน้ามนั ดิบแทรกอยรู่ ะหวา่ งช้นั หินท่ีมีรูพรุน
ปิ โตรเลียมจากแหล่งต่างกนั จะมีปริมาณของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนรวมท้งั สารประกอบของ
กามะถนั ไนโตรเจน และออกซิเจนแตกต่างกนั โดยข้ึนอยกู่ บั ชนิดของซากพืชและสัตวท์ ่ีเป็นตน้ กาเนิดของ
ปิ โตรเลียม และอิทธิพลของแรงที่ทบั ถมอยู่บนตะกอนปิ โตรเลียมท่ีเกิดอยู่ในช้นั หิน จะมีการเคลื่อนตวั
ออกไปตามรอยแตกและรูพรุนของหินแลว้ สะสมตวั อยใู่ นโครงสร้างหินที่มีรูพรุน มีโพรง หรือรอยแตกใน
เน้ือหินท่ีสามารถให้ปิ โตรเลียมสะสมอยไู่ ด้ ดา้ นบนเป็นหินตะกอนหรือหินดินดานเน้ือแน่นละเอียดปิ ดก้นั
ไม่ใหป้ ิ โตรเลียมไหลลอดออกไปได้ โครงสร้างปิ ดก้นั ดงั กลา่ วเรียกวา่ แหล่งกกั เกบ็ ปิ โตรเลยี ม
การสารวจปิ โตรเลยี ม มขี ้นั ตอนในการสารวจอย่างไร
ในการสารวจปิ โตรเลียมเป็ นการสารวจหาแหล่งที่มีโอกาสเป็ นแหล่งกกั เก็บปิ โตรเลียม
ซ่ึงเป็นช้นั หินท่ีมีโครงสร้างลกั ษณะเฉพาะ มีข้นั ตอนและการสารวจท่ีสาคญั ดงั น้ี
1. การสารวจทางธรณวี ทิ ยา (Geology) โดยทาแผนท่ีภาพถ่ายทางอากาศ
2. สารวจทางธรณีวิทยาพื้นผิว โดยการเก็บตวั อย่างหิน ศึกษาลกั ษณะของหิน
วิเคราะห์ซากพืช ซากสัตว์ท่ีอยู่ในหิน ผลการศึกษาช่วยให้คาดคะคะเนได้ว่ามีโอกาสพบ
โครงสร้างและชนิดของหินท่ีเอ้ืออานวยต่อการกกั เก็บปิ โตรเลียมในบริเวณน้ันมากหรือน้อย
เพียงใด
3. การสารวจทางธรณฟี ิ สิกส์ (Geophysics) ประกอบดว้ ย
3.1 การวดั ความเขม้ สนามแม่เหล็กโลก จะบอกให้ทราบถึงขอบเขต ความหนา
ความกวา้ งใหญ่ของแอ่ง และความลึกของช้นั หิน
3.2 การวดั ค่าความโน้มถ่วงของโลก ทาให้ทราบถึงชนิดของช้นั หินใตผ้ ิวโลกใน
3 ระดบั ต่าง ๆ ซ่ึงจะช่วยในการกาหนดขอบเขตและรูปร่างของแอง่ ใตผ้ วิ ดิน
3.3 การวดั ค่าความไหวสะเทือน (Seismic wave) จะช่วยบอกให้ทราบตาแหน่ง
รูปร่างลกั ษณะ และโครงสร้างของหินใตด้ ิน
ขอ้ มูลจากการสารวจในข้นั ตอนขา้ งตน้ ทาให้พอทราบโครงสร้างของช้นั หินอยา่ ง
คร่าว ๆ หากนกั สารวจคาดคะเนวา่ มีโอกาสท่ีจะพบแหล่งกกั เก็บปิ โตรเลียม จึงจะทาการขดุ เจาะ
สารวจต่อไป
4. การเจาะสารวจ เป็ นการเจาะสารวจเพ่ือตรวจดูตัวอย่างช้ันหิน เน้ือหิน นัก
ธรณีวิทยาผูเ้ ช่ียวชาญน้นั สามารถวิเคราะห์ไดว้ ่าหินชนิดใดมีปิ โตรเลียมกกั เก็บอยู่ อีกท้งั การ
เจาะสารวจจะสามารถประมาณขนาดของแหล่งกกั เก็บปิ โตรเลียม ว่ามีปริมาณสารองเท่าใด มี
องคป์ ระกอบเป็นน้ามนั ดิบ แก๊สธรรมชาติ สารเจือปนต่าง ๆ เท่าใด มีความคุม้ ทุนในเชิงพาณิชย์
หรือไม่เพื่อประกอบการตดั สินใจในการเจาะเพ่อื การผลิต(ดูดข้ึนมาใช)้ ต่อไป
ปัจจุบนั ในประเทศไทยมีแหล่งน้ามนั ดิบบนบกแหล่งใหญ่ของประเทศ คือ แหล่งสิริกิต์ิ
อาเภอลานกระบือ จงั หวดั กาแพงเพชร น้ามนั ดิบท่ีแหล่งน้ีมีช่ือเฉพาะว่า น้ามนั ดิบเพชร แหล่ง
ผลิตแกส๊ ธรรมชาติในอา่ วไทยชื่อวา่ แหล่งบงกช
ใช้หน่วยอะไรวดั ปริมาณปิ โตรเลยี ม
หน่วยที่ใช้วดั ปริมาณน้ามันดิบคือบาร์เรล (barrel) 1 บาร์เรล มี 42 แกลลอน หรือ
158.987 ลิตร หน่วยที่ใช้วดั ปริมาตรของแก๊สธรรมชาติ นิยมใช้หน่วยวดั เป็ นลูกบาศก์ฟุต ท่ี
อุณหภูมิ 15.56 องศาเซลเซียส และความดนั 760 มิลลิเมตรของปรอท
นา้ มันดบิ ท่ีผลติ ได้นามาทาให้บริสุทธ์ิขึน้ ได้อย่างไร
เนื่องจากน้ามนั ดิบที่ผลิตไดจ้ ากแหล่งกกั เก็บปิ โตรเลียมน้นั เป็ นของผสมของสารหลาย
ชนิดส่วนใหญ่มีองคป์ ระกอบเป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนกลุ่มต่าง ๆ ดงั ไดก้ ล่าวแลว้ การ
นามาใชป้ ระโยชน์ จาเป็นตอ้ งมีการแยกใหบ้ ริสุทธ์ิข้ึนเพ่อื ใหไ้ ดเ้ ป็นผลิตภณั ฑต์ ่าง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ
ตามช่วงของจุดเดือด โดยการประยกุ ตห์ ลกั การของการกลนั่ ลาดบั ส่วน (Fractional distillation)
มาใช้
หลกั การของการกลนั่ น้ามนั ดิบ ให้พิจารณาตวั อย่างง่าย ๆ เช่น ถา้ เราผสมของเหลว 2
ชนิดที่มีจุดเดือดต่างกนั อาจใชข้ องเหลว 2 ชนิดที่มีจุดเดือดต่างกนั ค่อนขา้ งมาก ใส่ในภาชนะ
โลหะฝาเปิ ด แต่ปิ ดสนิท โดยครอบให้สนิทดว้ ยกระบอกทรงสูง ดา้ นขา้ งของกระบอกทรงสูง
น้นั เจาะรูเลก็ ๆ ไว้ 2 รู ตาแหน่งท่ีเจาะรู จุดหน่ึงอยดู่ า้ นขา้ งค่อนไปทางดา้ นบนของกระบอกทรง
4 สูงอีกรูหน่ึงเจาะท่ีดา้ นขา้ งค่อนมาทางดา้ นล่างของกระบอกทรงสูงน้นั และต่อท่อไว้ (แต่ปิ ดท่อ
ไวก้ ่อน) หลงั จากน้นั ค่อย ๆ ความร้อนกบั ภาชนะน้นั อยา่ งชา้ ๆ จะเกิดอะไรข้ึนกบั ของเหลว 2
ชนิดที่ผสมกนั อยใู่ นภาชนะ โดยปกติเม่ือของเหลวไดร้ ับความร้อน ของเหลวจะระเหยกลายเป็น
ไอของเหลวท่ีระเหยง่ายกว่าจะกลายเป็ นไอก่อน ต่อเมื่อให้ความร้อนต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ของเหลวที่ระเหยยากกวา่ ก็เร่ิมระเหยไดต้ ามมาในขณะที่ของเหลวท่ีระเหยง่ายกวา่ ยง่ิ ลอยข้ึนไป
สูงข้ึน
ดงั น้ันถา้ เปิ ดท่อบน ไอของสารท่ีออกสู่ภายนอก จะประกอบดว้ ยไอของของเหลวท่ี
ระเหยง่ายกว่าเป็ นส่วนใหญ่ ทา นองเดียวกันถ้าเปิ ดท่อล่าง ไอของของเหลวท่ีเข้าสู่ท่อจึง
ประกอบดว้ ยไอของของเหลวท่ีระเหยยากกวา่ เป็นส่วนใหญ่
นนั่ คือ ถา้ ให้ความร้อนแก่ของเหลวผสมที่มีช่วงจุดเดือดแตกต่างกนั โดยให้ความร้อน
พร้อมกันอย่างต่อเน่ือง ของเหลวที่มีจุดเดือดต่า ระเหยง่าย ลอยข้ึนสูง เก็บไอเข้าสู่เครื่อง
ควบแน่นไดท้ ี่จุดสูงสุดของกระบอก ส่วนของเหลวที่มีจุดเดือดสูง ระเหยยากกว่า เก็บไอเขา้ สู่
เคร่ืองควบแน่นไดท้ ่ีจุดต่า ๆ ของ กระบอก
โดยหลกั การเดียวกนั น้ี ถา้ นาน้ามนั ดิบที่ไดแ้ ยกส่วนผสมอ่ืน ๆ เช่นน้า สิ่งปนเป้ื อนอื่น ๆ
ออกแลว้ ส่วนที่เหลือประกอบดว้ ยของแก๊ส ของเหลวระเหยง่าย ของเหลวท่ีพอจะระเหยไดแ้ ละ
ของเหลวหนืดท่ีระเหยไดย้ ากนามาใส่ถงั เก็บ ต่อจากน้ันให้ความร้อนในระบบปิ ด ให้ไอท่ี
เกิดข้ึนเขา้ สู่กระบอกโลหะทรงสูง เรียกว่า หอกลนั่ ต่อท่อ ณ จุดท่ีมีความสูงต่าง ๆ กนั เขา้ สู่
เคร่ืองควบแน่น (Condensor) เม่ือไอของสารปะทะกบั บริเวณท่ีเยน็ กว่าในเครื่องควบแน่นจะ
เปล่ียนสถานะกลบั มาเป็นของเหลว จึงสามารถเก็บรวบรวมของเหลวออกเป็นส่วน ๆ ตามลาดบั
ของช่วงจุดเดือด ของเหลวท่ีมีช่วงจุดเดือดต่า จะเก็บรวบรวมได้จากด้านบนของหอกล่ัน
ของเหลวท่ีมีจุดเดือดสูง จะเก็บไดจ้ ากดา้ นล่างของหอกลน่ั จึงเรียกการกลนั่ แบบน้ีว่า การกลน่ั
ลาดบั ส่วนปิ โตรเลียม ซ่ึงเป็นวิธีการในการกลน่ั น้ามนั ดิบ
5
หอกลนั่ ในการกล้นั ปิ โตเลยี ม
ผลผลติ จากการกลน่ั ปิ โตรเลยี ม
ผลิตภณั ฑท์ ่ีได้ จุดเดือด (0C) สถานะ จานวน C การใชป้ ระโยชน์
แก๊สปิ โตรเลยี ม < 30 แก๊ส 1 – 4 ทาสารเคมี วสั ดุสงั เคราะห์
เช้ือเพลิงแก๊สหุงตม้
แนฟทาเบา 30 – 110 ของเหลว 5 – 7 น้ามนั เบนซิน ตวั ทาละลาย
แนฟทาหนัก 65 – 170 ของเหลว 6 – 12 น้ามนั เบนซิน แนฟทาหนกั
นา้ มันก๊าด 170 – 250 ของเหลว 10 – 19 น้ามนั กา๊ ด เช้ือเพลิง
เครื่องยนตไ์ อพน่ และ
ตะเกียง
นา้ มนั ดเี ซล 250 – 340 ของเหลว 14– 19 ช้ือเพลิงเครื่องยนตด์ ีเซล
นา้ มนั หล่อล่ืน > 350 ของเหลว 19 – 35 น้ามนั หล่อลื่น น้ามนั เคร่ือง
6 ไข > 500 ของแขง็ > 35 ใชท้ าเทียนไข เคร่ืองสาอาง
ยาขดั มนั ผลิตผงซกั ฟอก
นา้ มนั เตา > 500 ของเหลวหนืด > 35 เช้ือเพลิงเครื่องจกั ร
ยางมะตอย > 500 ของเหลวหนืด > 35 ยางมะตอย เป็นของแขง็ ที่
อ่อนตวั และเหนียวหนืดเม่ือ
ถูกความร้อน ใชเ้ ป็นวสั ดุ
กนั ซึม
ผลจากการใช้ผลติ ภณั ฑ์ปิ โตรเลยี ม
มลพษิ ทางอากาศ
1. ส่วนท่ีใชเ้ ป็นเช้ือเพลิง เม่ือนามาเผาไหม้ จะเกิดปฏิกิริยาการสนั ดาป ไฮโดรคาร์บอน
จะถูกเผาไหมก้ รณีที่มีการเผาไหมอ้ ยา่ งสมบูรณ์ ผลท่ีไดค้ ือ ไอน้ากบั ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(CO2) หากมีการใช้ เช้ือเพลิงปริมาณมาก จะมี CO2 ปล่อยออกสู่บรรยากาศมาก ซ่ึงเป็นสาเหตุ
สาคญั ของภาวะโลกร้อน แต่หากเครื่องยนตเ์ ก่า ชารุด ทาให้การเผาไหมไ้ ม่สมบูรณ์ จะเกิดก๊าซ
คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ซ่ึงเป็ นก๊าซพิษโดยมีผลไปยบั ย้งั การจบั ตวั ของโมเลกุลของก๊าซ
ออกซิเจนกบั โมเลกุลฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทาให้เม็ดเลือดแดงจบั กบั โมเลกุลออกซิเจน
ไดน้ อ้ ยลง ผทู้ ่ีหายใจสูดเอาอากาศท่ีมี CO ปนในปริมาณมาก ๆ อาจทาใหว้ ิงเวียน ถา้ หายในเอา
CO เขา้ ไปมาก ๆ เป็ นเวลานาน ๆ อาจทาให้หมดสติ หรือถึงข้นั เสียชีวิตได้ นอกจากน้ีการเผา
ไหมท้ ี่ไม่สมบูรณ์มาก ๆอาจก่อให้เกิดเขม่า (C) ซ่ึงเป็ นมลพิษทางอากาศ เป็ นพิษต่อปอดและ
ระบบการหายใจ
2. กรณีน้ามนั เช้ือเพลิงน้นั มีธาตุกามะถนั ปน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีจุดเดือดสูง เช่น น้ามนั
ดีเซลน้ามนั เตา การเผาไหมเ้ ช้ือเพลิงกลุ่มน้ี จะเกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซ
7 ซลั เฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3) ซ่ึงเป็ นสาเหตุของฝนกรดดงั ท่ีไดก้ ล่าวไวแ้ ลว้ ในเรื่องปฏิกิริยาเคมี
ในชีวติ ประจาวนั รวมท้งั ในเคร่ืองยนตท์ ี่มีรอบเคร่ืองยนตส์ ู.ไนโตรเจนจากอากาศอาจเปล่ียนเป็น
ออกไซดข์ องไนโตรเจน(NxOy) เช่น NO , N2O ซ่ึงเป็นสาเหตุของฝนกรดไดเ้ ช่นกนั
3. ไอระเหยของไฮโดรคาร์บอน โดยเฉพาะขณะขนถ่ายน้ามนั เช้ือเพลิง หรือขณะเติม
น้ามนั ในสถานีบริการน้ามนั เช้ือเพลิง เป็นมลพษิ ทางอากาศโดยตรง
มลพษิ ทางนา้
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใช้เป็ นน้ ามันหล่อล่ืน เช่น
น้ามนั เครื่องรถยนต์ท่ีใช้แล้ว หากผ่านการกาจัดที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทิ้งลงแหล่งน้า เน่ืองจาก
น้ามนั เคร่ืองเป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ไม่ละลายน้า เม่ือทิ้งลงแหล่งน้า น้ามนั เครื่องจะ
แผ่เป็ นแผ่นบาง ๆเรียกว่าแผ่นฟิ ล์มบนผิวน้าทาให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนระหว่าง
ออกซิเจนในอากาศกบั ออกซิเจนในน้า เกิดข้ึนไม่ได้ ในที่สุดออกซิเจนในน้าจะค่อย ๆ ลดลง จน
ในท่ีสุดแหล่งน้าน้นั ขาดออกซิเจนเป็ นเหตุให้ส่ิงมีชีวิตในน้าตายและเป็ นสาเหตุของน้าเน่าเสีย
ในที่สุดปรากฏการณ์น้ีเป็ นเหตุการณ์ทานองเดียวกบั เหตุการณ์น้ามนั ดิบปริมาณมากไหลลงสู่
ทะเลบริเวณเกาะเสมด็ จงั หวดั ระยอง เนื่องจากท่อส่งน้ามนั ดิบรั่ว
แบบทดสอบหลงั เรียน
1. วธิ ีแยกน้ามนั ดิบออกเป็นส่วน ๆ คือวิธีการท่ีเรียกวา่ อะไร
ก. การกลนั่ ไอน้า
ข. การกลน่ั ลาดบั ส่วน
ค. การกลน่ั แบบคาตาลิติก แครกก่ิง
ง. การกลน่ั แลลโพลิเมอไรเซชนั่
2. การกลน่ั น้ามนั ดิบ ที่อุณหภูมิสูงจะไดผ้ ลิตภณั ฑจ์ าพวกใด
ก. ไข
ข. น้ามนั เตา
ค. น้ามนั ดีเซล
ง. ยางมะตอย
3. การกลนั่ น้ามนั ดิบที่อุณหภูมิ สูงท่ีสุด จะไดผ้ ลิตภณั ฑอ์ ะไร
8 ก. ไข
ข. น้ามนั เตา
ค. น้ามนั ดีเซล
ง. แก๊สปิ โตเลียม
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
1. วธิ ีแยกนา้ มันดบิ ออกเป็ นส่วน ๆ คือวธิ ีการทเ่ี รียกว่าอะไร
ก. (ผดิ ) การกลนั่ ไอน้า แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียมควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ข. ✓(ถูกตอ้ ง) การกลน่ั ลาดบั ส่วน แสดงวา่ ผเู้ รียนเขา้ ใจเร่ืองปิ โตเลียม
ค. (ผดิ ) การกลนั่ แบบคาตาลิติก แครกกิ่ง แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเร่ือง ปิ โตเลียม
ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ง. (ผดิ ) การกลน่ั แลลโพลิเมอไรเซชนั่ แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียม
ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
2. การกลน่ั นา้ มนั ดบิ ทีอ่ ุณหภูมสิ ูงจะได้ผลติ ภัณฑ์จาพวกใด
9
ก. (ผดิ ) ไข แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียม ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ข. (ผดิ ) น้ามนั เตา แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียม ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ค. (ผดิ ) น้ามนั ดีเซล แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียม ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ง. ✓(ถูกตอ้ ง) ยางมะตอย แสดงวา่ ผเู้ รียนเขา้ ใจเรื่องปิ โตเลียม
3. การกลนั่ นา้ มันดบิ ท่อี ณุ หภูมิ สูงทีส่ ุด จะได้ผลติ ภณั ฑ์อะไร
ก. (ผดิ ) ไข แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียม ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ข. (ผดิ ) น้ามนั เตา แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียม ควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
ค. ✓(ถูกตอ้ ง) น้ามนั ดีเซล แสดงวา่ ผเู้ รียนเขา้ ใจเร่ืองปิ โตเลียม
ง. (ผดิ ) แกส๊ ปิ โตเลียม แสดงวา่ ผเู้ รียนยงั ไม่เขา้ ใจเรื่อง ปิ โตเลียมควรศึกษาซ้าอีกคร้ัง
มอบหมายกจิ กรรม
ขอให้ผู้เรียนทากจิ กรรมแล้วเขยี นลงบนกระดาษ A4
ถ่ายรูปส่งให้ครูผ่านทาง กลุ่ม LINE
ให้นักเรียนทุกคนทาแบบประเมิน เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนรู้
ตามลงิ้ ค์
https://forms.gle/qLJjCeZWHQUoNr4J9
10
คณะผู้จัดทา
ทป่ี รึกษา ผอู้ านวยการสานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
ศึกษานิเทศก์ สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
นายวรรณวจิ กั ษณ์ กศุ ล
นายสุธี วรประดิษฐ ครูผชู้ ่วย กศน.อาเภอคลองใหญ่
ครูอาสาสมคั ร กศน.อาเภอบ่อไร่
คณะดาเนนิ งาน ครูอาสาสมคั ร กศน.อาเภอเกาะกูด
ครู กศน.ตาบล กศน.อาเภอเขาสมิง
นางสาวสุธีรา แกลว้ เกษตรกรณ์
นางสาวกรกช พลสงคราม ศึกษานิเทศก์ สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
นางสาวกาญจนา สงั ขผ์ าด หวั หนา้ กลุ่มส่งเสริมการศึกษาตามอธั ยาศยั
นางจุฑารัตน์ ปลอ้ งเงิน สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
นกั วิชาการศึกษา สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
คณะบรรณาธิการ พนกั งานขบั รถหอ้ งสมุดเคลื่อนที่
สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
นายสุธี วรประดิษฐ
นางสาวสุประวีณ์ กลีบสมุทร พนกั งานขบั รถหอ้ งสมุดเคลื่อนท่ี
11 ศึกษานิเทศก์ สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
หวั หนา้ กลุ่มส่งเสริมการศึกษาตามอธั ยาศยั
นางสาววรรณภสั สร ศรีสวา่ งวรกลุ สานกั งาน กศน.จงั หวดั ตราด
นายอคั รพล เรียเตม็
ผู้ออกแบบปก
นายอคั รพล เรียเตม็
ผู้ควบคุมการดาเนินงาน
นายสุธี วรประดิษฐ
นางสาวสุประวณี ์ กลีบสมุทร
12