231 มุกกิต ดู มุตกิด มุตคาด, มุตฆาต, มุตตฆาต น. โรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปรกติของน้ำปัสสาวะ เกิดจากการก ระทบกระทั่ง เช่น จากอุบัติเหตุเพศสัมพันธ์ผู้ป่วยมีอาการปวดมากเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะกระปริบกระปรอย ปวดขัดบริเวณสีข้าง จุกเสียดบริเวณหน้าอก อาเจียนเป็น ลมเปล่า เบื่ออาหาร เป็นต้น ยา ๑. น. สิ่งที่ใช้ป้องกันโรคหรือบำรุงร่างกาย ในทางการแพทย์แผนไทยมักหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสมุนไพรตั้งแต่ ๒ สิ่งขึ้นไป ผสมปรุงแต่งตามตำรับ ๒. น. วัตถุที่ รับรองไว้ในตำรับยาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศ วัตถุที่มุ่งหมาย สำหรับการใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วย ของมนุษย์หรือสัตว์ วัตถุที่เป็นเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือวัตถุ ที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ใดๆ ของ ร่างกายมนุษย์หรือสัตว์๓. ก. ทำให้หายโรค รักษาให้หาย ในคำว่า เยียวยา ยาประจุ น. ยาแผนโบราณประเภทหนึ่ง ใช้ขับพิษ ถ่ายพิษ ล้างพิษ หรือฟอกพิษ ยาประจุโลหิต น. ยาฟอกเลือด ยาขับโลหิตระดูที่เน่าเสียออกจากร่างกาย ยาผาย น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้ขับหรือระบายลม เลือดและธาตุ ให้เดินเป็น ปรกติเช่น ยาผายลมช่วยให้ลมระบายออกทางทวารหนัก ยาผายเลือดเป็นยาสำหรับ ฟอดเลือดหรือระดูให้เป็นปรกติยาผายธาตุช่วยให้ถ่ายอุจจาระเป็นปรกติ ร้อนใน น. อาการร้อนภายในช่องท้องถึงภายในปาก ผู้ป่วยมักมีอาการปากแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำ มีแผลที่เยื่อบุภายในช่องปาก ท้องผูก เป็นต้น มักใช้คู่กับ กระหายน้ำ เป็นร้อนในกระหายน้ำ ร้อนในกระหายน้ำ ดูใน ร้อนใน ระดู น. เลือดประจำเดือนที่ถูกขับถ่ายจากมดลูกออกมาทางช่องคลอด ระดูขัด น. เลือดประจำเดือนไม่มา มาน้อย หรือมาไม่ปกติมากะปริบกะปรอย มักมีอาการ ปวดท้องร่วมด้วย ระดูทับไข้ น. การมีระดูออกมาระหว่างเป็นไข้ อาการอาจจะรุนแรงน้อยกว่าไข้ทับระดู แต่อาจ รุนแรงถึงตายได้ ระบาย ก. ถ่ายออก เช่น ระบายท้อง ระบายพิษไข้ ก. ถ่ายอาการผิดปรกติที่เกิดขึ้นจากไข้ ระส่ำระสาย ก. อาการกระวนกระวาย, กระสับกระส่าย รำหัด ก. แทรก, เจือ, ใส่, โรยตัวยาปริมาณเล็กน้อย โดยใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จีบ เข้าหากัน ริดสีดวงมหากาฬ น. ๑. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในลำคอ อก ลำไส้และทวารหนัก เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วย มีเม็ดขนาดเท่าถั่วเขียวขึ้นเป็นกลุ่ม ๙-๑๐ เม็ด เมื่อสุกจะแตกออกเป็นหนองปนเลือด แล้วเปื่อยลามเป็นปื้น มีหนองปนเลือดไหลซึมตลอดเวลา ปากคอเปื่อย กินอาหารเผ็ด ร้อนไม่ได้๒. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ริดสีดวง กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
232 เรือนไฟ น. สถานที่สำหรับมารดาหลังคลอดบุตรใช้อยู่ไฟ ลมกรรมมัชวาต น. ลมที่เกิดในหญิงกำลังจะคลอดบุตร มดลูกจะหดตัว ตำแหน่งของทารกอยู่ต่ำมาก พร้อมจะคลอดออกมา, ลมกัมมัชชวาต, ลมกัมมัชวาต หรือลมแบ่ง ก็เรียก ลมกองละเอียด น. ลมที่ทำให้มีอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียน อ่อนเพลีย สวิงสวาย ใจสั่น เป็นต้น, สุขุมวาตะ หรือ สุขุมวาตา ก็เรียก ลมกองหยาบ น. ลมที่ทำให้มีอาการจุกเสียดแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น, โอฬาริกวาตะ หรือ โอฬาริกวาตา ก็เรียก, เขียนว่า ลมทราง ก็มี ลมกัมมัชชาต, ลมกัมมัชวาต ดู ลมกรรมมัชวาต ลมก�ำเนิด ดู ลมซาง ลมกุมภัณฑ์ยักษ์ น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการชัก มือกำเท้างอ หมดสติโบราณว่าถ้ารักษา ไม่ได้ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแก่ความตาย ลมขึ้น, ลมขึ้นสูง น. โรคชนิดหนึ่งหรือความผิดปรกติอันเกิดจากธาตุลม ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย สวิงสวาย หน้ามืด หูอื้อ เป็นต้น, ลมตีขึ้นเบื้องสูง ก็เรียก ลมซาง น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึง ๕ ขวบ ผู้ป่วยมีอาการ แตกต่างกันไปตามวันเกิด, ลมกำเนิด ก็เรียก, เขียนว่า ลมทราง ก็มี ลมตีขึ้นเบื้องสูง ดู ลมขึ้นสูง ลมทราง ดู ลมซาง ลมบาดทะจิต, ลมบาตทะจิตต์ น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้สูง เพ้อ ชัก เป็นต้น โบราณว่า ถ้ารักษาไม่ได้ภายใน ๑๐ วัน อาจถึงแก่ความตาย, บาทจิตร ก็เรียก ลมบ้าหมู น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการชัก น้ำลายฟูมปากเป็นฟอง มือเท้ากำ ไม่รู้สึกตัว ลมเบ่ง ดู ลมกรรมมัชวาต ลมปลายไข้ น. ความผิดปรกติเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไม่สบายตัว วิงเวียน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ท้องอืดเฟ้อ มักเกิดขึ้นหลังฟื้นไข้หรือหายจากความเจ็บป่วยบางอย่าง ลมปัตฆาต, ลมปัตฆาฏ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้นปัตฆาต เคลื่อนไหว ไม่สะดวก ลมมหาสดมภ์ น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการหาวนอนมาก จิตใจสับสน หมดสติ ลมราทยักษ์ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการเป็นไข้ตัวร้อน ชัก มือเท้ากำงอ ลิ้นกระด้าง คางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เป็นต้น ลมวาระยักขวาโย น. โรคลมที่เกิดจากการบริโภคอาหารแสลง อาหารคาวหวาน เนื้อปลา ปู หอย เมื่อบริโภคเข้าไปทำให้เสียดชายโครงทั้ง ๒ ข้าง และให้จุกอก แล้วแล่นลงมาจับเอา องคชาติ กระทำให้มือเท้าตายและหิวโหยหาแรงมิได้ ลมจำพวกนี้ถ้าบังเกิดขึ้นกับ บุคคลใดถึง ๑ ปีจะให้มือเท้าทั้ง ๒ นั้นตาย ลมวิงเวียน น. ลมกองละเอียดประเภทหนึ่ง ทำให้หน้ามืด ตาลาย วิงเวียน อ่อนเพลีย สวิงสวาย ใจสั่น กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
233 ลมสะอึก ดู สะอึก ลมสุนทรวาต น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันพุธ เด็กเริ่มมีอาการปวดท้อง ท้องขึ้น ตามด้วยอาการท้องเสีย ชัก มือกำเท้างอ ท้องและหน้าเขียว เป็นต้น ลมหทัยวาตะ น. ลมในหัวใจ อันทำให้หัวใจทำงานเป็นปรกติ ลมหัศคินนี, ลมหัศคินี, ลมหัสดี น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี เด็กมีอาการชัก มือกำเท้างอ หลังแข็ง เหงื่อออก ท้องอืด เป็นต้น เด็กที่เป็นโรคนี้ห้ามอาบนำ้เย็น และ ไม่ใช้ยาที่ผสมกับเหล้า ลมอริต น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันศุกร์เด็กมีอาการคอเขียว ชัก มือกำเท้างอ นัยน์ตากลอกไปมา น้ำลายฟูมปาก ลิ้นกระด้างคางแข็ง บางที่ชักข้างซ้ายแต่เกร็ง ข้าวขวา เป็นต้น ลมอุทธังคมาวาตา น. ลมพัดตั้งแต่ปลายเท้าถึงศีรษะ บางตำราว่าพัดตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอแล้ว ออกทางปาก เช่น ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม ลมอุทรวาต น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เกิดวันอังคาร เด็กจะร้องไห้ในเวลาเย็นทุกวันตั้งแต่ อยู่ในเรือนไฟจนถึง ๓ เดือน แต่จะหายไปเองหรือเลิกร้องไห้ชาวบ้านเรียก “ร้องไห้ ๓ เดือน” เมื่อมีอาการจะทำให้ท้องขึ้น ขนลุกชัน เชื่อมมัว หอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแล้วยังรักษาไม่หาย จะมีอาการซูบผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด เป็นต้น ในที่สุดจะชัก มือกำเท้างอ ตาช้อนสูง ละออง น. โรคเด็กชนิดหนึ่ง เกิดกับทารกแรกเกิดถึงอายุไม่เกิน ๕ ขวบ ๖ เดือน ผู้ป่วย จะมีฝ้าบาง ๆ เกิดขึ้นในปาก ลำคอ กระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น ฝ้าบาง ๆ นี้อาจ มีสีต่าง ๆ กัน ทำให้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังมีเจ้าเรือนและชื่อเรียก แตกต่างกันไปตามวันเกิดของผู้ป่วยด้วย ละอองในคอ น. อาการแสดงของโรคละอองประเภทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณลำคอของผู้ป่วย ละอองในปาก น. อาการแสดงของโรคละอองประเภทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณปาก กระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น ละอองเปลวไฟฟ้า น. ละอองที่เป็นกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันเสาร์มีซางโจรเป็นเจ้าเรือน และทารกหรือ เด็กที่เกิดวันอาทิตย์มีซางเพลิงเป็นเจ้าเรือน ผู้ป่วยมักมีเม็ดยอดสีแดงคล้ายสีขาดหรือ สียอดทับทิมผุดขึ้นมาตามฝ้าบาง ๆ ที่เกิดขึ้นในปาก ลำคอ กระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น เมื่อรุนแรงมักมีอาการลิ้นกระด้างคางแข็ง ตาค้าง ชัก เท้ากำมือกำ ตัวร้อนจัด ละอองพระบาท น. ละอองที่อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นถึงตายได้เช่น ละอองมหาเมฆ ละอองเปลว ไฟฟ้า ละอองแก้ววิเชียร ละอองมหาเมฆ น. ละอองที่เกิดกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันพฤหัสบดีมีซางโคเป็นเจ้าเรือน ผู้ป่วยมัก มียอดสีม่วงคล้ำขึ้นในปาก เมื่อรุนแรงขึ้นจะมีอาการหน้าเขียว ชัก เท้ากำมือกำ ตาช้อนสูง อุจจาระปัสสาวะไม่ออก กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
234 เลือดงาม ดู โลหิตงาม เลือดตีขึ้น ดู โลหิตตีขึ้น โลหิต น. น้ำเลือดที่ขังอยู่และไหลเวียนไปทั่วกาย เป็นธาตุน้ำประเภทหนึ่งในร่างกาย โลหิตงาม, เลือดงาม น. สภาวะปรกติของเลือด ๓ ประการ ๑) ปริมาณเลือด ๒) คุณภาพเลือด ๓) การไหลเวียนของเลือด, เลือดงาม ก็เรียก โลหิตตีขึ้น น. สตรีหลังคลอดบุตร, เลือดตีขึ้น ก็เรียก โลหิตเน่า น. โลหิตทุจริตโทษประเภทหนึ่ง เกิดจากโลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้อง พิฆาต และโลหิตตกหมกช้ำ ที่ปล่อยทิ้งให้เรื้อรังจนเน่า ทำให้เกิดอาการต่างๆ แทรกซ้อนขึ้น เช่น เกิดจ้ำเลือดตามผิวหนังเป็นสีดำ แดง เขียว หรือขาว หรือเป็น ตุ่มขนาดเล็ก ทำให้มีอาการคันมาก, โลหิตเน่าร้าย ก็เรียก โลหิตเน่าร้าย ดู โลหิตเน่า โลหิตระดูพิการ น. เลือดประจำเดือนที่มาไม่เป็นปรกติ สมุฏฐาน น. ที่เกิด ที่ตั้งเหตุ สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด บางออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในทวารหนัก) สวิงสวาย ก. อาการที่รู้สึกใจหวิว วิงเวียน คลื่นไส้ตาพร่าจะเป็นลม สะอึก ก. อาการที่หายใจชะงักเป็นระยะ เนื่องจากกะบังลมหดตัวและช่องสายเสียงปิดตาม ทันทีทันใดในเวลาเดียวกัน, ลมสะอึก ก็เรียก สุม ก. ๑. วางทับซ้อนๆ กันลงไปจนสูงเป็นกอง มักใช้กับคำว่า กระหม่อม เป็น สุมกระหม่อม ๒. นำตัวยามาผสมรวมกันใส่ในหม้อดิน เผาให้เป็นถ่าน ยกลงจากเตา ทิ้งไว้จนเย็น (โดยไม่เปิดฝาหม้อ หากเปิดฝาหม้อตัวยาภายในจะเป็นเถ้า มักใช้ร่วม กับคำว่า ยา เป็น สุมยา) สุมกระหม่อม ดูใน สุม เส้น น. สิ่งที่มีลักษณะเป็นแนว ไม่กำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับ ต้องได้ เช่น เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาน ในแนวเหล่านี้อาจเป็นทางขับเคลื่อน ของธาตุน้ำ ธาตุไฟ หรือธาตุลม, เอ็น หรือ เส้นเอ็น ก็เรียก เสียด ก. อาการที่รู้สึกอึดอัดหรือแทงยอกในท้องหรืออกเนื่องจากมีลมอยู ่ ในคำว่า เสียดท้อง เสียดอก จุกเสียด ไส้ลาม น. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ป่วยมีเม็ดฝี ขึ้นที่ภายในอวัยวะเพศและลามออกมาภายนอก ไปที่ท้องน้อย ทวารหนัก ทวารเบา เมื่อเม็ดฝีแตกออกหนองจะไหลออกมา อาจมีอาการปวดมวนท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด แน่นหน้าอก อาเจียน กินอาหารไม่ได้หรือเป็นลมบ่อยๆ ร่วมด้วย กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
235 ไส้เลื่อน น. โรคที่ลำไส้ออกไปจากช่องท้อง ได้แก่ ลงมาที่ถุงอัณฑะ (ในผู้ชาย) ที่แคมใหญ่ (ในผู้หญิง) หรือเลื่อนลงมาทางหน้าขา หรือเลื่อนออกไปทางหน้าท้อง สะดือ หรือ เลื่อนผ่านกระบังลมเข้าไปในช่องอก หทัยวาต น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการมึนตึง ไม่ค่อยพูดคุย ใจลอยบ่อยๆ ชอบอยู่ คนเดียว ใจน้อย โกรธง่าย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งร้องไห้ ถ้าจะรักษา ให้รักษาเมื่อเริ่มมีอาการ หากทิ้งไว้นานจะรักษายาก หัด น. ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีไข้เรียกว่า ไข้ออกหัด อาการมักเริ่มจากผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว ปวดศีรษะ หลังจากนั้นจะมีเม็ดคล้ายเม็ดทราย ยอดแหลมผุดขึ้นทั่วตัว หากไม่มีเม็ดยอดผุดขึ้นมาโบราณเรียกว่า หัดหลบ หรือไข้หัด หลบใน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย อยู่ไฟ ๑. ก. นอนหรือนั่งผิงไฟ ใช้กับสตรีหลังคลอด โบราณมักใช้ไฟจากไม้ที่ติดไฟง่าย ให้ความร้อนดีและนาน ไมแตกปะทุ เช่น ไม้สะแกนา ไม้มะขาม ๒. น. กระบวนการดูแลสุขภาพของมารดาหลังคลอดในระยะแรก ซึ่งครอบคลุมการ นอนหรือนั่งผิงไฟ การเข้ากระโจม การอาบสมุนไพร การนั่งถ่าน การทับหม้อเกลือ การนวด การประคบ การกินยา การกินอาหาร เป็นต้น โบราณเชื่อว่าความร้อนจะ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยให้เลือดลมของสตรีหลังคลอด ไหลเวียนดีขึ้น ลดการเกร็งและปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ ช่วยให้แผลฝีเย็บหายเร็วขึ้น ลดอาการเจ็บปวด อันเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกและจากเต้านมคัด ช่วยให้ความ อบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นต้น, ในเรือนไฟ ก็เรียก อัมพฤกษ์ น. ๑. เส้นเหนือสะดือที่ต่อเนื่องจากเส้นสุมนา การทำงานและความผิดปรกติของ เส้นนี้จะสัมพันธ์กับเส้นสุมนา ๒. ลมที่พัดจากปลายเท้าขึ้นไปทั่วตัว ทำให้อวัยวะต่างๆ อ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่สะดวก อัมพาต น. ๑. ลมพัดจากปลายเท้าขึ้นไปทั่วตัว ทำให้อวัยวะบางส่วน เช่น แขนขาตาย ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ๒. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของอวัยวะบางส่วน เช่น แขนขาตาย ไม่มีความรู้สึก อาเจียน ก. สำรอกออกมาทางปาก, รากออกมา, อ้วกออกมา อีสุกอีใส น. ไข้กาฬชนิดหนี่ง ผู้ป่วยจะมีไข้ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ปวดศีรษะ เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในช่วง ๑-๒ วันแรก จากนั้นจะเกิดผื่นเป็นจุดแดง ๆ ตามร่างกาย ทั้งใบหน้า หน้าอก หลัง ปาก เปลือกตา ผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มพอง ขนาดเล็ก มีน้ำใส ๆ ภายในตุ่ม ในอีก ๒-๔ วันก่อนจะตกสะเก็ด ในสัปดาห์ต่อมา ก มักมีอาการคันบริเวณที่เกิดผื่นหรือตุ่มพอง รมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
236 อุจจาระธาตุพิการ น. อาการที่ธาตุทั้ง ๔ ของร่างกายกำเริบ หย่อน หรือพิการ ทำให้เกิดความผิดปรกติ ทางอุจจาระ คือ มีสีเขียว สีขาว สีดำ หรือสีแดง มีกลิ่นหญ้าเน่า กลิ่นข้าวบูด กลิ่นปลาเน ่า หรือกลิ่นซากศพ และมีลักษณะเป็นเมือก เป็นมัน เป็นเปลว หรือเป็นไต นอกจากนี้อาจถ่ายอุจจาระบ่อย เอ็น ดู เส้น โอฬาริกวาตะ, โอฬาริกวาตา ดู ลมกองหยาบ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
237 กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
238 กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
239 กลุ่มโรคโลหิตระดูสตรี ทฤษฎีการแพทย์แผนไทยได้กล ่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการรักษาโรคของสตรีไว้ในพระคัมภีร์ มหาโชตรัต โดยเริ่มตั้งแต่การแยกลักษณะของหญิงที่ต่างจากชาย การมีประจำเดือน หรือ รอบเดือน หรือ ระดูของสตรี โดยการเจ็บป่วยอันเกิดจากการมีระดูของสตรีมีการแยกประเภทเป็นโลหิตปกติโทษ, โลหิต ทุจริตโทษ, โลหิตอันเกิดแต่กองธาตุ ลักษณะวิเศษโลหิต ซึ่งมีอาการและขั้นตอนการรักษาเป็นเอกลักษณ์ ของพระคัมภีร์มหาโชตรัตนี้แตกต่างกันไป แต่โดยภาพรวมในการพิจารณาคัดเลือกตำรับยาแผนไทย แห่งชาติในกลุ่มโรคโลหิตระดูสตรีนี้ในเบื้องต้นได้คัดเลือกตามข้อบ่งใช้ได้แก่ ยาบำรุงเลือด หมายถึง ตำรับยาที่ทำให้เลือดมากขึ้นหรือดีขึ้น โดยจะใช้ยารสประธานรสสุขุมติด ไปทางร้อน ยาประจุโลหิต หมายถึง ตำรับยาที่ขับโลหิตระดูเน่าเสียออกจากร่างกาย โดยจะใช้ยารสประธาน รสร้อน ยาฟอกเลือด หรือฟอกโลหิตประจำเดือน หมายถึง ตำรับยาที่ทำให้ประจำเดือนเป็นปรกติหรือ กระทำให้โลหิตไม่เป็นลิ่ม เป็นก้อน ใสขึ้น ขับออกมาสะดวก โดยจะใช้ยารสประธานรสร้อน ยาแก้ปวดประจำเดือน หมายถึง ตำรับยาที่ใช้ในสตรีที่มีอาการปวดหน่วงท้องน้อยระหว่างมีประจำ เดือน ซึ่งสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยอันเกิดจากการมีระดูของสตรีอย่างใดข้างต้นก็ได้ ยาจะมีลักษณะ การละลายและขับเสมหะและลมสิ่งที่คั่งค้างในมดลูกให้ออกมา โดยจะใช้ยารสประธานรสร้อน ยาแก้ไข้ทับระดูระดูทับไข้หมายถึง ตำรับยาที่ใช้ในสตรีที่มีอาการไข้ขณะที่กำลังมีระดูหรือระดู พึ่งหยุด อาการอาจมากน้อย บางครั้งรุนแรงอาจถึงตายได้โดยจะใช้ยารสประธานรสสุขุม ยาบำรุงครรภ์ (ครรภ์รักษา) หมายถึง ตำรับยาที่ใช้ดูแล พยาบาล สตรีตั้งครรภ์ให้เป็นปรกติ โดยจะใช้ยารสประธานรสสุขุม ยาเพิ่มลมเบ่ง หมายถึง ตำรับยาที่ใช้ในสตรีตั้งครรภ์กำลังจะคลอด เป็นยาที่เข้าไปเพิ่มกำลังของ ลมกัมมัชวาต เพื่อให้คลอดบุตรง่ายตามวาระครรภ์ประสูติ โดยจะใช้ยารสประธานรสร้อน ซึ่งแพทย์ต้อง เป็นผู้พิจารณาในการใช้รักษาหรือสั่งจ่ายยาให้เนื่องจากมีสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยาขับ ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเกิดอันตรายต่อสตรีมีครรภ์ ยาขับน้ำคาวปลา หมายถึง ตำรับยาที่ใช้ในสตรีหลังคลอดใช้ขับโลหิตและเสมหะเน่าเสีย เช่น น้ำคาวปลาออกจากร่างกายสตรีหลังคลอด โดยจะใช้ยารสประธานรสร้อน ยาบำรุงน้ำนม หมายถึง ตำรับยาที่ใช้ในสตรีหลังคลอด และให้นมบุตรในกรณีมีน้ำนมน้อย หรือ มีภาวะน้ำนมเป็นพิษในเรื่องน้ำนมดีน้ำนมชั่ว โดยจะใช้ยารสประธานรสร้อน รวมทั้งสิ้น ๒๘ ตำรับ ดังนี้ ๑. กลุ่มยาบำรุงเลือด ตัวยาหลักที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด เช่น ดอกคำไทย คำฝอย เลือดแรด ฝางเสน ครั่ง กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
240 ๒. ตัวยาที่มีรสสุขุม สรรพคุณแก้ไข้ทำดวงจิตให้ชุ่มชื่น บำรุงหัวใจ เช่น โกฐ เกสรบัว กฤษณา กะลำพัก ชะลูด ขอนดอก เกสรทั้ง ๕ ๓. ตัวยาที่มีสรรพคุณขับลมที่มีรสร้อน เช่น เทียน ตรีกฏุก เบญจกูล เทียนทั้ง ๕ ลูกจันทน์ดอกจันทน์กระวาน กานพลู ๔. ตัวยาที่มีสรรพคุณระบายเสมหะขับโลหิตเน่าร้าย หรือน้ำเหลืองเสีย เช่น แสมสาร แสมทะเล มะกรูด สมอไทย สมอเทศ สมอพิเภก เถามวกขาว เถามวกแดง ตำรับยาบำรุงเลือดที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยากำลังราชสีห์สูตร ๑ ๒. ยากำลังราชสีห์สูตร ๒ ๓. ยาบำรุงเลือด สูตร ๑ ๔. ยาบำรุงเลือด สูตร ๒ ๕. ยานนทเสน ๖. ยาบำรุงโลหิต ๒. ยาแก้ประจำเดือนไม่ปกติ ๒.๑ ยาประจุโลหิต ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีรสร้อน สรรพคุณขับโลหิต ขับลม เช่น ดีปลีช้าพลูสะค้าน เจตมูลเพลิง ๒. ตัวยาที่มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย เช่น ยางสลัดได มหาหิงคุ์ยาดำ รงทอง ตำรับยาประจุโลหิตที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ยาพรหมพักตร์ ๒.๒ ยาฟอกเลือด ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีรสเปรี้ยว เช่น ผลมะกรูด สารส้ม ใบมะขาม ใบส้มเสี้ยว ใบส้มป่อย ๒. ตัวยาที่มีฤทธิ์ถ่ายหรือระบาย ขับโลหิตเน่าร้าย เช่น แก่นแสมทะเล แก่น แสมสาร ยาดำ ดีเกลือ ใบมะกา สมอทะเล ตำรับยาฟอกโลหิตที่คัดเลือกเป็นตำรับยาไทยแห่งชาติ ๑. ยาผายโลหิต ๒. ยาแก้หญิงไม่มีระดู ๓. ยาแก้ระดูขัด ๓. ยาแก้ปวดประจำเดือน ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีรสร้อน ขับเลือด ขับลม เช่น พริกไทย ขิง ดีปลีไพล กะทือ ๒. ตัวยาที่มีสรรพคุณระบาย เช่น ดีเกลือ มหาหิงคุ์ยาดำ เกลือสินเธาว์ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
241 ตำรับยาแก้ปวดประจำเดือนที่คัดเลือกเป็นตำรับยาไทยแห่งชาติ ๑. ยาประสะไพล ๒. ยาประสะผิวมะกรูด ๓. ยาเลือดงาม ๔. ยาแก้ไข้ทับระดูหรือระดูทับไข้ ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีรสสุขุม แก้ไข้เช่น เปลือกสันพร้านางแอ กระพังโหม ๒. ตัวยาที่มีรสเย็น แก้ไข้เช่น พิกัดบัวน้ำ จันทน์ทั้งสอง ๓. ตัวยาที่มีรสฝาด บำรุงธาตุ เช่น ผลมะตูมอ่อน ๔. ตัวยาที่มีรสร้อน ขับลม เช่น ลูกจันทน์ดอกจันทน์กระวาน กานพลู ตำรับยาแก้ไข้ทับระดู/ระดูทับไข้ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาไทยแห่งชาติ ๑. ยาแก้ไข้ทับระดูหรือระดูทับไข้สูตร ๑ ๒. ยาแก้ไข้ทับระดูหรือระดูทับไข้สูตร ๒ ๕. ยาบำรุงครรภ์ ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ตัวยาที่มีรสสุขุม บำรุงหัวใจ เช่น โกฐทั้ง ๕ พิกัดเกสร พิกัดบัวน้ำ ตำรับยาบำรุงครรภ์ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาไทยแห่งชาติ ๑. ยาสุวรรณเกษรา ๒. ยาครรภ์รักษา ๖. ยาเพิ่มลมเบ่ง ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีรสร้อน เช่น กระวาน กานพลูสารส้ม ๒. ตัวยาที่มีรสสุขุม เช่น ผักชีลูกจันทน์ดอกจันทน์เทียนดำ เทียนขาว เทียนแดง ตำรับยาเพิ่มลมเบ่งที่คัดเลือกเป็นตำรับยาไทยแห่งชาติ ยาศุภมิตร ๗. ยาขับน้ำคาวปลา ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่มีรสร้อน เช่น ไพล เจตมูลเพลิง เทียนดำ แสมทะเล พริกไทย ดีปลีขิง ๒. ตัวยาที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น ยาดำ มหาหิงคุ์ใบมะกา ส้มป่อย ตำรับยาขับน้ำคาวปลาที่คัดเลือกเป็นตำรับยาไทยแห่งชาติ ๑. ยาประสะว่านนางคำ ๒. ยาไฟประลัยกัลป์ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
242 ๓. ยาไฟห้ากอง ๔. ยาสตรีหลังคลอด ๕. ยากินเมื่อคลอดลูก ๖. ยาแก้อยู่ไฟไม่ได้ ๗. ยาประสะไพล ๘. ยาบ�ารุงน�้านม ตัวยาที่จ�าเป็นต้องมี ๑. ตัวยาที่ท�ำให้น�้ำนมมาก เช่น กะทือ โคกกระออม ระย่อม แห้วหมูพญารากขาว ๒. ตัวยาที่มีรสร้อน เช่น ขิง ดีปลีพริกไทย อบเชย เร่ว กระวาน ต�ำรับยาบ�ำรุงน�้ำนมที่คัดเลือกเป็นต�ำรับยาไทยแห่งชาติ ๑. ยาปลูกไฟธาตุ ๒. ยาประสะน�้านม ๓. ยาช�ำระโลหิตน�้ำนม ๔. ยาสตรีหลังคลอด ๕. ยากินเมื่อคลอดลูก ๖. ยาแก้อยู่ไฟไม่ได้ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
243 กลุ่มโรคเด็ก กลุ่มโรคเด็ก กล่าวถึงโรคและอาการที่เกิดขึ้นในเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๔-๑๕ ปีเป็นช่วงสิ้น กำหนดโรคซางและตานขโมย ๑. ซาง โรคซางเกิดกับเด็กทารก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๕-๖ ขวบ เกิดเม็ดซางขึ้นตามร่างกาย จำนวนหลายเม็ด มีสีต่างกัน เช่น สีแดง สีม่วง สีเหลือง เป็นต้น บริวารซางขึ้นล้อมรอบแม่ซางในลักษณะ ต่างๆ เรียกว่า “ดวงซาง” เม็ดซางสามารถเลื่อนไปตามอวัยวะต่าง ๆ ได้ ซางแต่ละชนิดจะมีจุดกำเนิด และการเคลื่อนที่ต่างกัน เรียกว่า “แผนซาง” ตำแหน่งที่เกิดเม็ดซางเกิดขึ้นได้ทั้งอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ในปาก คอ ลิ้น ทรวงอก ปอด ในท้อง กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะ ปัสสาวะ ทวารหนัก อวัยวะภายนอก เช่น แขน ขา หน้าแข้ง สันหลัง สีข้าง และตามผิวหนัง ซางแต่ละชนิดมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น เป็นไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ ไอ กินข้าวกินนมไม ่ได้ ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ท้องผูก จนถึงอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นมูก เป็นเลือด เป็นหนอง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง ตับโต ม้ามโต แต่ซางที่ขึ้นตามอวัยวะต่าง ๆ จะมีอาการเหมือนกัน เช่น ซางขึ้นคอ ทำให้เจ็บคอ ไอ อาเจียน ปากแห้ง คอแห้ง กินข้าวกินนมมิได้ ซางขึ้นกระเพาะ ทำให้เบื่ออาหาร อาเจียน ซางขึ้นลำไส้อ่อน ทำให้ถ่ายอุจจาระสีเขียวดังใบไม้ ซางขึ้นลำไส้แก่ ทำให้ถ่ายอุจจาระสีเหมือนน้ำส่าเหล้า ซางขึ้นในท้อง ทำให้ท้องเสียปวดท้อง ท้องขึ้น ซางขึ้นหัวเหน่า ทำให้เป็นบิดปวดมวน ขัดอุจจาระ ซางขึ้นกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะขัด ซางขึ้นตับ ทำให้ถ่ายเป็นมูก เป็นเลือด เป็นหนอง ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับโต ม้ามโต ซางขึ้นตา ทำให้ตาแฉะ ตาฟาง ตาเป็นเกล็ดกระดี่ ตาบอด ซางขึ้นหูทำให้หูเน่า (มีหนอง) ซางขึ้นปาก ทำให้ปากแดง การวิเคราะห์เพื่อวางแผนการรักษา โรคซางนั้นอาการค่อย ๆ ดำเนินไปจากอาการน้อยจนถึงอาการหนัก จากพระคัมภีร์ที่กล่าวไว้ว่า “ลักษณะซาง(บางชนิด) ถึงร้ายก็จริง แต่ว่า(เม็ด) ซางนั้นขึ้นทีละยอด ถ้าแพทย์ประกอบยาที่ถูกกับ โรคซางนั้นก็จะหายไป” ถ้าแพทย์ให้การรักษาที่ถูกต้อง และรักษาในระยะเริ่มแรกซึ่งอาการยังน้อยอยู่ ก็สามารถหายได้ ไม่ทำให้โรคลุกลามรุนแรงขึ้น แต่ถ้าแพทย์วางยาไม่ถูกต้องกับโรคและอาการแล้ว หรือ รักษาในระยะที่โรคลุกลามรุนแรง ก็ยากที่จะรักษาให้หายได้ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
244 ดังนั้นจึงต้องพิจารณา ๑. ระยะเวลาที่เกิดโรค เช่น ถ้าเพิ่งเริ่มเป็น จะรักษาได้ง่ายกว่าเป็นเรื้อรัง ๒. ความรุนแรงของโรค เช่น ถ่ายเป็นน้ำคาวปลา ถ่ายเป็นมูก เป็นเลือด เป็นหนอง ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับโต ม้ามโต ถ้ามีอาการเรื้อรังและรุนแรง ควรส่งต่อให้แพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญทำการรักษา อาการที่ไม่รุนแรงที่สามารถรักษาได้ คือ เป็นไข้ ตัวร้อน (ไม่เกิน ๓๙ องศาเซลเซียล) ไอ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ท้องผูก เป็นเม็ดในปากในคอที่ลิ้น เป็นผื่นขึ้นตามผิวหนัง หลักในการรักษา ๑. ยาที่ใช้ในเด็ก โดยทั่วไปไม่ควรใช้ตำรับยาที่มีรสร้อนจัด หรือตำรับยาที่มีรสเย็นจัด ๒. ควรใช้ตำรับยาที่มีรสสุขุม ปานกลาง ๓. ไม่ควรใช้กระสายยาที่มีฤทธิ์แรง ๔. ควรใช้กระสายยาให้เหมาะกับอาการของเด็ก ๒. หละ ละออง (กลุ่มโรคในปากในคอเด็ก) โรคหละและละออง เกิดกับเด็กทารก ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ ๕-๖ ขวบ เกิดเฉพาะ ในปากในคอเด็ก ลักษณะเป็นเม็ดโตขนาดเท่าหัวสิว มีสีต่างๆ เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีดำ เกิดขึ้นที่ โคนขากรรไกรซ้ายหรือขวา มีอาการ ท้องเสีย บางชนิดมีอาการชัก บางชนิดมีอาการเป็นอัมพาต ละออง ลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีแดง สีม่วง หรือเป็นจุดขาว ๆ เป็นเมือกใสหนา ๆ ที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม เพดานปาก มีอาการท้องเสีย ไข้สูง ชัก บางคนมีอาการชักโดยไม่มีไข้ ๓. ลมซาง โรคลมที่เกิดขึ้นในเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึง ๕-๖ ขวบ มีอาการต่าง ๆ เช่น ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเสีย บางชนิดมีอาการชัก ตาเหลือก หลังแข็ง หน้าเขียว ๔. ตานขโมย เกิดในเด็กอายุตั้งแต่ ๕-๑๒ ขวบ เกิดจากการกินอาหารอันทำให้เกิดพยาธิในร่างกาย มีอาการ เช่น ท้องเสีย อุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาวจัด บางครั้งถ่ายเป็นมูกเลือด บางครั้งอุจจาระสีขาวซีด ถ้าเป็นเรื้อรัง ทำให้เด็กซูบซีด ผอม ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติในกลุ่มโรคเด็กนี้ ได้คัดเลือกตำรับยาที่มีศักยภาพและพิจารณา จำแนกประเภทของกลุ่มโรค/อาการต่าง ๆ ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นรวมทั้งสิ้น ๓๗ ตำรับ ดังนี้ ๑. กลุ่มยาแก้ซาง หละ ละออง รสประธานของยา เย็น –สุขุมเย็น ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยารสสุขุม เช่น โกฐ เทียน ขอนดอก ชะลูด กระลำพัก กฤษณา สมุลแว้ง ๒. ตัวยาที่มีฤทธิ์เย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้เช่น ลูกขี้กาแดง เนระพูสีมหาสดำ พิษนาศน์ จันทน์ทั้งสอง กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
245 ๓. ตัวยารสร้อนและกระจายลม เช่น หอมแดง พริกไทย กระเทียม ขิงแห้ง ผักแพวแดง สะค้าน กานพลูดอกจันทน์ผลจันทน์เปราะหอม ๓. ตัวยาที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น ตรีผลา ชุมเห็ดไทย เกลือสินเธาว์โกฐน�้ำเต้า เป็นต้น ๔. ตัวยาที่มีฤทธิ์ฝาด (กรณีที่มีอาการท้องเสีย) เช่น ลูกเบญกานี สีเสียดเทศ ๕. ตัวยาที่มีฤทธิ์แก้ลิ้นเป็นฝ้า หละ ละออง เช่น น�้ำประสานทอง ลูกเบญกานี ต�ำรับยาในกลุ่มยาแก้ซาง หละ ละออง ที่คัดเลือกเป็นต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาหอมน้อย ๒. ยาแก้ตานซาง ๓. ยาแก้ซางเพลิง ๔. ยาแผ้วฟ้า ๕. ยาแก้ไอผสมตรีผลา ๖. ยาสมมิทกุมารน้อย ๘. ยาแก้ละอองพระบาท ๙. ยาแสงหมึก ๒. กลุ่มยาแก้ไข้หัด สุกใส แก้ร้อนใน กระหายน�้ำ รสประธานของยา เย็น–สุขุมเย็น ตัวยาที่จ�ำเป็นต้องมี ๑. ตัวยารสสุขุม เช่น โกฐ เทียน ขอนดอก ชะลูด กระล�ำพัก กฤษณา จันทน์ชะมด สมุลแว้ง ๒. ตัวยารสเย็น เช่น จันทน์แดง จันทน์ขาว ใบพิมเสน ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ๓. ตัวยาที่มีฤทธิ์กระจายลม เช่น เมล็ดผักชี เมล็ดพรรณผักกาด หัวเปราะหอม ลูกจันทน์ ดอกจันทน์กระวาน กานพลูกระชาย ต�ำรับยาในกลุ่มยาแก้ไข้ หัด สุกใส แก้ร้อนในกระหายน�้ำ ที่คัดเลือกเป็นต�ำรับยา แผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาเขียวหอม ๒. ยามหานิลแท่งทอง ๓. ยาประสะเปราะใหญ่ ๔. ยาคันธารส ๓. กลุ่มยาแก้ลมซาง (ท้องเสีย ท้องขึ้น) รสประธานของยา ร้อน – สุขุมร้อน ตัวยาที่จ�ำเป็นต้องมี ๑. ตัวยารสร้อนและกระจายลม เช่น พริกไทย ขิง ดีปลีกระเทียม มหาหิงคุ์ว่านน�้ำ ใบหนาด ไพล เจตพังคีขมิ้นอ้อย ข่า คนทีสอ หอมแดง ผลจันทน์เปราะหอม กะเพราทั้งสอง กระพังโหม ๒. ตัวยาที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น เกลือ ฝักราชพฤกษ์ มะขามเปียก ยาด�ำ โกฐน�้ำเต้า กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
246 ตำรับยาในกลุ่มยาแก้ลมซาง ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาตรีหอม ๒. ยาประสะกะเพรา ๓. ยามหาจักรใหญ่ ๔. ยาทาท้อง สูตร ๑ ๕. ยาทาท้อง สูตร ๒ ๖. ยาทาท้อง สูตร ๓ ๗. ยาทาท้อง สูตร ๔ ๘. ยาประสะแก้ลม ๙. ยาแก้ลมสุนทรวาต ๑๐. ยาประสะกะเพราน้อย ๑๑. ยาแก้ท้องเสียในเด็กอ่อน ๑๒. ยาเขียวน้อย ๑๓. ยาแก้ปวดท้องผสมคนทีสอ ๑๔. ยามหาอำมฤต ๑๕. ยามหากะเพรา ๑๖. ยาแก้ท้องขึ้น ๔. กลุ่มยาแก้ตานขโมย (ถ่ายพยาธิ ระบาย ช่วยให้เจริญอาหาร) รสประธานของยา ร้อน-สุขุมร้อน ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยารสร้อนและกระจายลม เช่น ขิง ดีปลีว่านน้ำ ใบหนาด ไพล ขมิ้นอ้อย ข่า การบูร ผิวมะกรูด หอมแดง แห้วหมูผักเสี้ยนผีลูกจันทน์ดอกจันทน์โหระพา ลูกผักชีกระชาย เจตพังคี ๒. ตัวยาที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น สมอไทย สมอเทศ สมอพิเภก ฝักราชพฤกษ์ยาดำ รากตองแตก ใบมะขามแขก ตำรับยาในกลุ่มยาแก้ตานขโมย ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาแก้ตาน ๒. ยาทองเนื้องาม ๓. ยาถ่ายพยาธิ ๔. ยาแก้ตานขโมย ๕. ยาถ่ายพยาธิพรหมกิจ ๖. ยาทองพันชั่ง ๗. ยาชักดากให้หดเข้า กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
247 ๕. ยาแก้ตับทรุด (ตับโตในเด็ก) รสประธานของยา ขม-ขมเย็น ตัวยาที่จำเป็นต้องมี ๑. ตัวยารสขม หอมเย็น เช่น ดอกสารภีดอกบุนนาค ดอกขจร ๒. ตัวยาที่มีสรรพคุณ แก้ตับทรุด ตับย้อย เช่น หัวเต่านา หัวเต่าเกียด เถาลิ้นเสือ ตำรับยาในกลุ่มยาแก้ตับทรุด ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาแก้ตับทรุด กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
248 กลุ่มโรคลม กลุ่มอาการโรคที่เกิดจากสภาวะติดขัดของตรีสมุฏฐาน ปิตตะ วาตะ เสมหะ ในกองธาตุ สภาวะ ติดขัดดังกล่าว ทำให้เกิดพิษขึ้นมากระทำโทษ และแสดงอาการวิปริต แปรปรวนต่าง ๆ ออกมา เช่น เส้นอัษฏากาศ หากมีสภาพเส้นตีบ ขัดข้อง ติดขัด เกิดเม็ดหรืออุดตันขึ้นในเส้น ถูกความร้อนความเย็น เกินประมาณ ทำให้เลือดเดินไม่สะดวก เกิดพิษขึ้น พิษกลับเข้าไปทำให้หัวใจพิการ เป็นโรคร้ายแรง ต่าง ๆ เช่น ลม ๖ ประการ คือ ลมชิวหาสดมภ์ลมมหาสดมภ์ลมทักขิณโรธ ลมตะนิยาวิโรธ กาฬสิงคลี และลมนางงุ้ม เส้นสุมนา หากมีสภาพเส้นตีบ ขัดข้อง ติดขัด หรือมีเม็ดขึ้นในเส้น หรือถูกเส้นอิทาหรือ เส้นปิงคลาเบียดหรือทับ ทำให้เลือดเดินไม่สะดวก จึงเกิดพิการขึ้น เกิดพิษ พิษนั้นกลับเข้าทำให้หัวใจพิการ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น ลม ๖ ประการ คือ ลมราทยักษ์ ลมกุมภัณฑยักษ์ ลมบาดทะจิต ลมพุทธยักษ์ลมอัคมุขีและลมอินธนู(ดูรายละเอียดในคัมภีร์ชวดาร) เมื่อแก้หายแล้ว บางครั้งกลายเป็น อัมพาต พิษที่กระทำโทษ มี๒ สภาวะคือ ๑. สภาวะไหว ๒. สภาวะตึง โรคลมบางครั้งเรียกว่า เกิดลม หรือ ลม ก็เรียก และมักเรียกร่วมกับเลือด เรียกว่า เลือดลม ธรรมชาติของลม ที่เป็นปกติ เป็นหนึ่งในกองธาตุ ๔ ที่สงเคราะห์เรียกว่า “ธาตุลม” หรือ วาโยธาตุ หรือ วาโยรูป เป็นรูปปรมัตถ์ซึ่งมีลักษณะไหวหรือเคร่งตึง มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้ ๑. มีความเคร่งตึงเป็นลักษณะ ๒. มีการไหวเป็นกิจ ๓. มีการเคลื่อนย้ายเป็นผล ๔. มีธาตุทั้ง ๓ ที่เหลือเป็นเหตุใกล้ ธรรมชาติที่ทรงภาวการณ์เคร่งตึงก็ดีการไหวก็ดีที่มีอยู่ในกายนั้น เรียกว่า วาโยธาตุ ธาตุลมภายใน หมายถึง ธาตุลมอันเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ ๖ อย่าง ได้แก่ ๑. ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน เช่น การเรอ การหาว การไอ การจาม ๒. ลมที่พัดลงสู่เบื้องต่ำ เช่น การผายลม การเบ่ง (ลมเบ่ง) ๓. ลมที่อยู่ในช่องท้อง ทำให้ปวดท้อง เสียดท้อง ๔. ลมที่อยู่ในลำไส้เช่น ท้องลั่น ท้องร้อง ๕. ลมที่พัดอยู่ทั่วร่างกาย ทำให้ไหวร่างกายได้ ๖. ลมหายใจเข้า ออก โรคลม มีมูลแห่งเหตุที่สำคัญมาจาก อาหาร อารมณ์ การกินอาหารผิดเวลา มักเกิดขึ้น ในทวัตติงสาการ หรืออาการ ๓๒ เช่น เกิดในเนื้อ หนัง เส้น เอ็น กระดูก เลือด หัวใจ โรคลม เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือเรื้อรังก็ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักมีอาการรุนแรง รักษาค่อน ข้างลำบาก พลาดพลั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
249 โรคลม อาการที่แสดงออกที่ไม่รุนแรงเป็นอาการทั่ว ๆ ไป เช่น อาการจุกเสียด แน่นเฟ้อ ปวดท้อง ปวดเมื่อย สวิงสวาย วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ไปจนถึงอาการ ที่รุนแรง เช่น หน้ามืด เป็นลมนอนแน่นิ่ง ลมพิษ ชักมือกำเท้างอ ลิ้นกระด้างคางแข็ง ละเมอเพ้อพก อัมพฤกษ์อัมพาต ฯลฯ การพิจารณารักษาโรคลม ต้องพิจารณาว่าเกิดที่ใด ในอาการ ๓๒ ประการ ตามคัมภีร์ชวดาร แนะนำไว้ดังนี้ “โรคลมนั้นเกิดได้ ในเส้น ในเนื้อ ในโลหิต ในกระดูก ในผิวหนัง ในหัวใจ เป็นต้น พึงพิจารณาลมนั้นก่อน แล้วจึงพิจารณายาที่จะซาบไปในที่นั้น ให้ควรแก่โรค เช่น ถ้าโรคลมบังเกิดขึ้น ในเส้น ควรนวดและยาประคบ กินยาแก้ลมในเส้น จึงหาย ถ้าโรคลมจ�ำพวกใดบังเกิดในโลหิต ให้ปล่อย หมอน้อยกอกศีรษะ กินยาในทางลมโลหิต จึงหาย ถ้าโรคลมจ�ำพวกใดบังเกิดในผิวหนัง ชอบทายา และ รมยา และกอกลม กินยาในทางลม และรักษาผิวหนังให้บริบูรณ์จึงหาย ต�ำรับยาที่ใช้มักเป็น ต�ำรับยาหอม ต�ำรับยาลม ควบคู่กับต�ำรับยาถ่าย ต�ำรับยาระบาย” กลุ่มเครื่องยาแก้โรคลม ๑. กลุ่มเครื่องยารสร้อน ขิง พริกไทย ปลีพริกหอม หัสคุณไทย หัสคุณเทศ มหาหิงคุ์ว่านน้ำ มะกรูด กะเพรา เปลือกต้นมะรุม เปลือกอบเชยเทศ เปลือกกุ ่มทั้ง ๒ เถาสะค้าน หัวแห้วหมู ลูกจันทน์ดอกจันทน์กระวาน กานพลูลูกผักชีล้อม ลูกผักชีลา เทพทาโร เจตพังคี ข่า ๒. กลุ่มเครื่องยารสสุขุม กลุ่มโกฐ กลุ่มเทียน กระลำพัก จันทน์ชะมด สมุลแว้ง รากแฝกหอม ชะลูด ขอนดอก กำยาน จันทน์เทศ ๓. กลุ่มเครื่องยารสเย็น พิมเสน ชะมดเชียง ชะมดเช็ด มะลิ ดอกบุนนาค ดอกสารภี ขอนดอก ลำเจียก ลำดวน ดอกกระทิง แก่นจันทนา ๔. กลุ่มเครื่องยาที่มีฤทธิ์ระบาย ตองแตก สลัดได ยาดำ รงทอง สมอไทย สลอด ตำรับยาในกลุ่มโรคลมที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาแก้ลมปัตฆาต ๒. ยาวาตาประสิทธิ ๓. ยาแก้วาโยกำเริบ ๔. ยาแก้ลมอุทธังคมาวาตา ๕. ยามหาวาโย ๖. ยาชิรนัคคีจร ๗. ยามหาสดมภ์ ๘. ยามหาวาตาธิคุณ ๙. ยาแก้ลมวาระยักขะวาโย ๑๐. ยาแก้ลมอัควารันตวาโย กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
250 ๑๑. ยาแก้ลมหทัยวาตะกำเริบ สูตร ๑ ๑๒. ยาแก้ลมหทัยวาตะกำเริบ สูตร ๒ ๑๓. ยาอินทร์ประสิทธิ์ ๑๔. ยาทวิวาตาธิคุณ ๑๕. ยาหอมทิพโอสถ ๑๖. ยาหอมเทพจิตร ๑๗. ยาหอมนวโกฐ ๑๘. ยาหอมอินทจักร์ ๑๙. ยาหอมแก้ลมวิงเวียน ๒๐. ยาแก้ลมปะกัง กลุ่มโรคในระบบทางเดินอาหาร โรคหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารในทางการแพทย์แผนไทยนั้น มีด้วยกันหลาก หลายอาการ เช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องผูก รวมถึง ริดสีดวง เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการร่วมอยู่ในกลุ่มอาการของโรคหลาย ๆ โรคในพระคัมภีร์แพทย์แผนไทย โดยอาการต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มบ่งบอกว่าธาตุสมุฏฐานในร่างกายเริ่มแปรเปลี่ยนไป ซึ่งพระคัมภีร์แพทย์แผนไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยว เนื่องกับโรคหรืออาการ ที่เกิดจากการแปรเปลี่ยนของธาตุในระบบทางเดินอาหารโดยหลัก ๆ นั้น ได้แก่ พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ (กล่าวถึงโรคเกี่ยวกับอุจจาระ และมหาภูตรูป อันทำให้อุจจาระ มีลักษณะ สีและ กลิ่น ผิดปกติ) พระคัมภีร์จะละนะสังคหะ (กล่าวถึงลักษณะอุจจาระธาตุ๔ ประการ) พระคัมภีร์ธาตุอภิญญา ณ (กล่าวถึงลักษณะของโรคที่เกิดกับธาตุทั้ง ๔ อันทำให้อุจจาระมีสีต่างๆ) พระคัมภีร์อติสาร (กล่าวถึง โรคอุจจาระร่วง) พระคัมภีร์อุทรโรค (กล่าวถึงโรคมาน ท้องโต) โดยมีสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหรืออาการใน ระบบทางเดินอาหาร เช่น ไฟปริณามัคคีพิการ หรือธาตุไฟหย่อน กินอาหารเกินกำลังธาตุ กินอาหารที่มี ฤทธิ์เย็น ขม ฝาด เป็นประจำ หรือแม้กระทั่งการมีภาวะเครียด ซึ่งในการพิจารณาคัดเลือกตำรับยาแผน ไทยแห่งชาติ ในระบบทางเดินอาหารได้คัดเลือกตำรับยาตามข้อบ่งใช้ เช่น กลุ่มยาบรรเทาอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ควรมีรสประธานของตำรับยาเป็นรสร้อน เพื่อบำรุงไฟธาตุและช่วยในการขับลมออก กลุ่มยาบรรเทาอาการท้องเสีย ควรมีรสยาหลักเป็นรสฝาดและมีสมุนไพรที่มีสรรพคุณรู้ถ่ายรู้ปิด เพื่อช่วยใน การหยุดอาการท้องเสีย กลุ่มยาบรรเทาอาการริดสีดวง ควรมียารสสุขมเป็นรสประธานหลักของยาและ มีสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยาระบายเพื่อช่วยในการขับถ่าย โดยตำรับยาที่ได้คัดเลือกมีทั้งสิ้น ๑๐ ตำรับ ก ดังนี้ รมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
251 ๑. กลุ่มยาบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ตัวยาที่ควรมี ๑. ตัวยาที่มีสรรพคุณขับลม เช่น ขิง ข่า พริกไทย ดีปลี เทียนดำ สะค้าน ช้าพลู เจตพังคีลูกจันทน์ดอกจันทน์กระวาน การพลูอบเชย ๒. ตัวยาที่มีสรรพคุณบำรุงไฟธาตุ เช่น เจตมูลเพลิง ว่านน้ำ ขิง ดีปลีช้าพลูสะค้าน ตำรับยาบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาประสะกานพลู ๒. ยาประสะเจตพังคี ๓. ยามันทธาตุ ๔. ยาวิสัมพยาใหญ่ ๕. ยาอภัยสาลี ๖. ยาธาตุอบเชย ๒. ยาบรรเทาอาการท้องเสีย ตัวยาที่ควรมี ๑. ตัวยาที่มีรสฝาด เช่น ใบทับทิม เปลือกทับทิม ใบฝรั่ง เปลือกแค เปลือกมังคุด ครั่ง เบญกานีขมิ้นชัน ๒. ตัวยาที่มีสรรพคุณกระจายลม เช่น ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนแดง ขิง เปราะหอม ๓. ในยาไทยบางตำรับ อาจะมีตัวยาที่มีสรรพคุณรู้ถ่ายรู้ปิด เช่น สมอไทย สมอเทศ โกฐน้ำเต้า ตำรับยาบรรเทาอาการท้องเสีย ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาธาตุบรรจบ ๒. ยาเหลืองปิดสมุทร ๓. ยาบรรเทาอาการริดสีดวง ตัวยาที่ควรมี ๑. ตัวยาที่มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เช่น พลูแก ยาดำ เนื้อในฝักคูณ เพชรสังฆาต ผักแพวแดง เปลือกข่อย ขลู่ ๒. ตัวยาที่มีรสสุขุม เช่น พิกัดโกฐทั้ง ๕ พิกัดเทียนทั้ง ๕ ตำรับยาบรรเทาอาการริดสีดวง ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ยาริดสีดวงมหากาฬ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
252 กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มอาการของโรคที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ เช่น โรคไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่ มีรายละเอียดอยู่ในพระคัมภีร์ตักกศิลา โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นอาการของโรคที่มีความสัมพันธ์กับโรคที่มีอยู่ในพระคัมภีร์บางคัมภีร์ เช่น พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ที่กล่าวถึง อาโปธาตุสมุฏฐาน ศอเสมหะ น้ำเสลดในคอ พิการ ให้ไอ เจ็บคอ คอแห้ง เป็นหืด เขโฬ น้ำลายที่อยู่ในปาก พิการ ให้เจ็บคอ เป็นเม็ดในคอและที่โคนลิ้น สังฆานิกา (น้ำมูก) เป็นน้ำใสออกทางจมูก พิการ ให้ปวดในสมอง ตามัว น้ำมูกไหล เป็นต้น กลุ ่มอาการระบบทางเดินหายใจนั้น พบได้ในหลาย โรคของพระคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ มูลเหตุของโรคที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บจากพระคัมภีร์เวชศึกษาและพระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ เช่น ฤดูที่แปร เปลี่ยนไป อาหารให้โทษ อากาศร้อนและเย็น อดนอน อดน้ำ กินอิ่มจนเกินควร ทำงานเกินกำลัง ในพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์กล่าวถึงความไม่สมดุลของธาตุ มีผลให้เกิดความเจ็บป่วย การพิจารณาคัดเลือกตำรับยาแผนไทยแห่งชาติในกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ ได้คัดเลือก ตามข้อบ่งใช้และสรรพคุณที่สามารถบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ คอแห้ง ขับเสมหะ น้ำลายเหนียว อาการ หวัดหรือแพ้อากาศ ที่ไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย จำนวน ๓ ตำรับ ดังนี้ ๑) กลุ่มยาบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ตัวยาที่จำเป็นต้องมีคือ ๑.๑) ตัวยาที่มีสรรพคุณแก้ไอ เช่น เนื้อผลมะขามป้อม ผลมะแว้งต้น ผลมะแว้งเครือ ๑.๒) ตัวยาที่มีสรรพคุณขับเสมหะ เช่น ใบกะเพรา เนื้อผลสมอพิเภก เทียนขาว ๑.๓) ตัวยาที่ทำให้ชุ่มคอ เช่น รากชะเอมเทศ ใบมะกล่ำเครือ (แก้เจ็บคอ กระตุ้นน้ำลาย) ๑.๔) น้ำกระสายยา เช่น น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำส้มซ่า ตำรับยาบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ที่คัดเลือกเป็น ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑) ยาประสะมะแว้ง ๒) ยาอำมฤควาที ๒) กลุ่มยาบรรเทาอาการหวัดหรือแพ้อากาศ (ซึ่งไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย) ตัวยาที่จำเป็นต้องมีคือ ๒.๑) ตัวยาที่มีรสร้อน เช่น พริกไทยดำ หัสคุณเทศ ดอกกานพลู เหง้าขิง รากเจต มูลเพลิงแดง ๒.๒) ตัวยาที่มีรสสุขุม เช่น เหงือกปลาหมอ (ทั้งต้น) โกฐสอ โกฐเขมา เทียนดำ เทียนแดง ตำรับยาบรรเทาอาการหวัดหรือแพ้อากาศที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ยาปราปชมพูทวีป กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
253 กลุ่มไข้ เมื่อเจ็บป่วยร่างกายมักแสดงอาการที่ผิดปรกติต่าง ๆ ออกมา อาการที่ผิดปรกติอย่างหนึ่ง คือ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น อาการผิดปรกตินี้เรียกว่า ไข้หรือ เป็นไข้เจ็บไข้จับไข้มีไข้ได้ไข้ ไข้ เป็นสัญญาณที่บอกว่าร่างกายกำลังเกิดโรค อาการที่พบ มักมีอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ บางครั้งมีน้ำมูก และอาจมีรอยโรคตามผิวกาย เช่น ออกเม็ด ออกผื่น เป็นจ้ำเลือด บางครั้งมีอาการ ความรู้สึก อารมณ์ เช่น ไม่สบายตัว เชื่อมมัว เชื่อมมึน คลั่งเพ้อ ระส่ำระสาย เรียกได้ว่าเป็นไปต่าง ๆ นานา แล้วแต่พิษของไข้จะกระทำโทษถึง ไข้ เป็นสภาวะที่แสดงออกหรือสื่อให้รู้ว่า ร่างกายมีสภาวะผิดปกติ หรือสื่อให้รู้ว่าโรคร้าย กำลังเข้าจู่โจม ไข้กล่าวตามหลักเวชกรรมไทยได้ว่า เป็นสภาวะของการขาดความสมดุลของ สมุฏฐาน ปิตตะ วาตะ เสมหะ ในกองธาตุทั้ง ๔ อาการที่แสดงออกคือ ความผิดปรกติของสภาวะร้อน เย็น ความผิดปรกติของชีพจร ความผิดปรกติของกองธาตุทั้ง ๔ ไข้มีชื่อเรียกและประเภทต่าง ๆ มากมาย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่ ไข้สามฤดู ไข้กำเดา ไข้พิษ ไข้กาฬ มีการแบ่งประเภทลักษณะไข้ที่เกิดตามกำลังของตรีสมุฏฐาน ปิตตะ วาตะ เสมหะ ได้แก่ ไข้เอกโทษ ไข้ทุวันโทษ ไข้ตรีโทษ ไข้สันนิบาต ไข้มีการเรียกชื่อตามระยะเวลา จำนวนวันที่มีไข้ เช่น ไข้ตติยะชวร ไข้ดรุณชวร ไข้มัธยมชวร ไข้โบราณชวร ไข้สำประชวร (ไข้เรื้อรังที่แสดงความผิดปรกติของสีดวงตา) ไข้เป็นสภาวะที่วินิจฉัยยากและรักษายาก หากหมอประมาทไข้ นำไปสู่การรักษาที่ผิดพลาด คนไข้อาจเสียชีวิตได้ การรักษาไข้มีขั้นตอนวิธีการเริ่มตั้งแต่การแก้ไข้ การกระทุ้งพิษไข้ การแปรไข้ ท้ายสุด คือ การครอบไข้ การรักษาไข้มักมีข้อห้ามต่าง ๆ มากมาย เช่น ห้ามมิให้วางยารสเผ็ด รสร้อน รสเปรี้ยว มิให้ประคบ ห้ามนวด มิให้ปล่อยปลิง ห้ามเอาโลหิตออก ไม่ให้ถูกน้ำมัน ห้ามสุรา ห้ามดื่มน้ำร้อน อาบน้ำร้อน ห้ามกินส้ม ห้ามกินกะทิ น้ำมัน ฯลฯ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
254 กลุ่มเครื่องยาบรรเทาอาการไข้ บอระเพ็ด กระดอม ชิงช้าชาลี รากชิงชี่ รากเท้ายายม่อม รากคนทา รากมะเดื่ออุทุมพร รากย่านาง ลูกใต้ใบ รากปลาไหลเผือก รากเหมือดคน จันทน์แดง รากมะกรูด รากมะนาวหวาน รากมะปรางหวาน จันทน์แดง จันทน์ขาว โกฐสอ มะลิพิกุล สารภีเนระพูสี มหาสดำ พญามือเหล็ก ก้างปลาทั้ง ๒ ระงับพิษ โกฐจุฬาลัมพา กอมขม ใบระงับ ราชดัด ตำรับยาบรรเทาอาการไข้ ที่คัดเลือกเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ๑. ยาจันทน์ลีลา ๒. ยาประสะจันทน์แดง ๓. ยาห้าราก กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
255 กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
256 คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรรมการ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการสำ นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้อำ นวยการสำ นักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ นายภูมิพัฒน์เวชพฤกษ์ษ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย นางลัดดาวัลย์ครูปัญญามาตย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ นายกำ ปั้น อ่อนชาวนา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มหมอพื้นบ้านภาคเหนือ นายบริบูรณ์ธัชแก้วกรพินธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มหมอพื้นบ้านภาคกลาง นายนิคม เบ้าทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มหมอพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายมนูญ แก้วดำ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มหมอพื้นบ้านภาคใต้ นายกร พงษ์เถื่อน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มองค์การเอกชนพัฒนาด้านการแพทย์แผนไทย นางสาวสมใจ โจ๊ะประโคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มนักวิชาการ นายประจวบ จันทร์เพ็ญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มผู้ผลิตหรือจำ หน่ายยาแผนไทย นายณัฐ โฆษิวากาญจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มผู้ปลูกหรือแปรรูปสมุนไพร กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
257 คณะอนุกรรมการจัดท�ำต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ประธานอนุกรรมการ นายแพทย์สุเทพ วัชรปิยานันทน์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๐) นายแพทย์เกียรติภูมิวงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๖๐-ปัจจุบัน) อนุกรรมการ นายแพทย์ปราโมทย์เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย นางพรทิพย์เติมวิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกองทุน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ศาสตราจารย์ชยันต์พิเชียรสุนทร ประธานคณะทำงานกลั่นกรองตำรับยาแผนไทย แห่งชาติชุดที่ ๑ นางเสาวณีย์กุลสมบูรณ์ ประธานคณะทำงานกลั่นกรองตำรับยาแผนไทย แห่งชาติชุดที่ ๒ นางสาวอัญชลีจูฑะพุทธิ ประธานคณะทำงานกลั่นกรองตำรับยาแผนไทย แห่งชาติชุดที่ ๓ นายกสภาการแพทย์แผนไทย ผู้อำนวยการสำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้อำนวยการสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ ผู้แทนสมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมแพทย์แผนโบราณวัดมหาธาตุ นายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ นายประจวบ จันทร์เพ็ญ นายสันติสุข โสภณสิริ นางมาลา สร้อยสำโรง นายปิยะพงษ์พุกะนัดด์ นายนันทศักดิ์โชติชนะเดชาวงศ์ นางสาวสุวิมล สุมลตรี นางสาวกัญญ์วรา ทวิชศรี นางสาวกมลทิพย์สุวรรณเดช กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
258 คณะท�ำงานกลั่นกรองต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ จ�ำนวน ๓ ชุด ที่ปรึกษา นายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๕๙) นายแพทย์สุเทพ วัชรปิยานันทน์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๐) นายแพทย์เกียรติภูมิวงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๖๐-ปัจจุบัน) นายแพทย์ปราโมทย์เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คณะท�ำงานกลั่นกรองต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ (ชุดที่ ๑) ประธานคณะทำงาน ศาสตราจารย์ชยันต์พิเชียรสุนทร คณะทำงาน นายชาตรีเจตนธรรมจักร นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา นายสุวัตร์ตั้งจิตรเจริญ นางสาวสุภาวดีตรีรัตนถวัลย์ นายประโยชน์ใจเพชร นายศราวุธ กำกัดวงษ์ นางเนตรดาว ยวงศรี นายทรัพย์สิน ทองนพคุณ นายประจวบ จันทร์เพ็ญ นายสมชาย ช้างแก้วมณี นายนิติกร พรหมพิทักษ์ นางเสาวณีย์กุลสมบูรณ์ นายนันทศักดิ์โชติชนะเดชาวงศ์ นายปิยะพงษ์พุกะนัดด์ นางสาวสุวิมล สุมลตรี นายธนดล มางาม นางสาวคัญฑมารา สิทธิไกรพงษ์ หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมและผดุงครรภ์แผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการเภสัชกรรมแผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย หัวหน้ากลุ่มงานสนับสนุนการขึ้นทะเบียนยาแผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
259 คณะท�ำงานกลั่นกรองต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ (ชุดที่ ๒) ประธานคณะทำงาน นางเสาวณีย์กุลสมบูรณ์ คณะทำงาน นางสาวเพ็ญศรี สงวนทรัพย์ นายไกรสีห์ ลิ้มประเสริฐ นายอินสม สิทธิตัน นางสาวกิ่งกาญจน์ บันลือพืช นายองอาจ พงษ์โนรี นายประภาส มาสขาว นางมนัชยา มรรคอนันตโชติ นายสัมฤทธิ์ วิชัยดิษฐ นางจันทร์ฉาย เขตต์สิทธิ์ นายไพวัลย์ โคศรีสุทธิ์ นายวรายุทธ อุทังโค นายสิทธิโชค ปราสาร รองศาสตราจารย์พาณี ศิริสะอาด นายบุญเลิศ สำราญบำรุง นายอาจิน สว่างชีพ นายกัมพล มะลาพิมพ์ นายธีระกุล อุทะกัง นางสาวนุชวิภา จงรักษ์ นางจิรัชยา ประมวล นางสาวจรัสศรี บุญคงทอง นางสาวจิราภรณ์บุญมาก นางสาวกมลทิพย์สุวรรณเดช นางสาวภัทร วาศนา นายชัยพร กาญจนอักษร นางสาวพัชศศิร์ ดุจจานุทัศน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการเภสัชกรรมแผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
260 คณะท�ำงานกลั่นกรองต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ (ชุดที่ ๓) ประธานคณะทำงาน นางสาวอัญชลีจูฑะพุทธิ คณะทำงาน นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ นางพรทิพย์ เติมวิเศษ นางวรวรรณ กอปรกิจงาม นายพินิต ชินสร้อย นางสาวดลิชา ชั่งสิริพร นางสาวสุภาภรณ์ ปิติพร นางพนารัตน์ ดีทอง นายชัยพร กลิ่นจันทร์ ผู้แทนสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นางสาวอรทัย สารกุล นายณรงค์ ตาบทิพย์วัฒนา นางสาวสุภัททรา รังสิมาการ นางสาวอังสนาภรณ์ พาณิชอนุเคราะห์กุล นางสาวกมลวรรณ บานชื่น นางมาลา สร้อยสำโรง นางสาวกัญญ์วรา ทวิชศรี นายศุภจิต แพจุ้ย นางสาวเย็นภัทร์ คำแดงยอดไตย กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
261 คณะท�ำงานด้านเลขานุการ ประธานคณะทำงาน นางสาวอัญชลีจูฑะพุทธิ คณะทำงาน ศาสตราจารย์ชยันต์พิเชียรสุนทร นางเสาวณีย์กุลสมบูรณ์ นางสาวคัญฑมารา สิทธิไกรพงษ์ นายศุภจิต แพจุ้ย นางสาวภัทร วาศนา นายชัยพร กาญจนอักษร นางสาวเย็นภัทร์ คำแดงยอดไตย นายนันทศักดิ์ โชติชนะเดชาวงศ์ นางสาวสุวิมล สุมลตรี นายปิยะพงษ์พุกะนัดด์ นายธนดล มางาม นางสาวกมลทิพย์สุวรรณเดช นางสาวกัญญ์วรา ทวิชศรี กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
262 คณะท�ำงานจัดท�ำรูปเล่มบัญชีรายการต�ำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่ปรึกษา นายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๕๙) นายแพทย์สุเทพ วัชรปิยานันทน์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๐) นายแพทย์เกียรติภูมิวงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๖๐-ปัจจุบัน) นายแพทย์ปราโมทย์เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ประธานคณะทำงาน ศาสตราจารย์ชยันต์พิเชียรสุนทร รองประธานคณะทำงาน นางเสาวณีย์ กุลสมบูรณ์ นางสาวอัญชลี จูฑะพุทธิ คณะทำงาน นางนัยนา วราอัศวปติ นางสาวกรวิกา จารุพันธ์ นางสาวรุจิรา หวังธีระประเสริฐ นายนิติกร พรหมพิทักษ์ นางมาลา สร้อยสำโรง นายนันทศักดิ์ โชติชนะเดชาวงศ์ นางสาวสุวิมล สุมลตรี นางสาวกมลทิพย์สุวรรณเดช นายธนดล มางาม นางสาวกัญญ์วรา ทวิชศรี กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
263 ดัชนี กระจับ ๑๖๒ กระแจะตะนาว ๑๘๔ กระชาย ๒๔ ๕๑ ๙๔ ๑๔๔ ๑๖๒ กระดอม ๑๐ ๕๓ ๘๖ ๑๓๔ ๑๖๘ ๑๗๓ กระดอม ๑๗๐ กระดังงา ๓ ๕ ๖๖ ๑๓๒ ๑๖๒ ๑๗๓ กระเทียม ๑๙ ๒๑ ๒๔ ๒๙ ๓๑ ๔๐ ๔๓ ๕๖ ๕๘ ๗๒ ๗๔ ๘๖ ๙๐ ๙๒ ๑๐๔ ๑๐๕ ๑๑๐ ๑๒๓ ๑๒๖ ๑๒๘ ๑๔๐ ๑๔๔ ๑๗๘ กระพังโหม ๘ ๔๔ ๑๒๘ กระลำพัก ๓ ๕ ๓๗ ๑๓๖ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๓ ๑๘๔ กระวาน ๔ ๑๐ ๓๔ ๓๕ ๖๖ ๗๙ ๘๒ ๘๘ ๙๔ ๙๙ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๘ ๑๓๒ ๑๓๔ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๔ ๑๕๘ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๓ ๑๘๐ กรุงเขมา ๙๔ ๙๙ กฤษณา ๓ ๕ ๓๙ ๘๔ ๘๘ ๑๓๖ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๒ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๓ ๑๘๔ กล้วยตีบ ๑๗๘ กะทือ ๑๙ ๔๙ ๑๐๔ ๑๒๓ ๑๓๔ ๑๔๔ กะเพรา ๒๔ ๓๑ ๔๔ ๖๓ ๙๒ ๑๐๘ ๑๒๖ ๑๔๔ ๑๕๘ กะเพราแดง ๙๐ กะเม็ง ๔๕ กะเม็งแดง ๕๕ กัญชา ๒๙ ๓๗ ๑๔๖ กัญชาเทศ ๑๑๓ กานพลู ๔ ๖ ๑๐ ๒๙ ๓๕ ๓๗ ๕๖ ๖๓ ๗๙ ๘๒ ๘๘ ๙๔ ๙๙ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๘ ๑๓๒ ๑๓๔ ๑๔๔ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๔ ๑๕๘ ๑๖๐ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๓ ๑๘๐ การบูร ๖ ๒๙ ๓๑ ๓๗ ๔๐ ๖๓ ๖๖ ๖๘ ๗๙ ๘๒ ๙๔ ๙๙ ๑๐๕ ๑๑๐ ๑๑๒ ๑๑๓ ๑๒๑ ๑๒๓ ๑๓๒ ๑๓๔ ๑๓๖ ๑๔๐ ๑๔๔ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๘๔ กำแพงเจ็ดชั้น ๑๕๑ กำมะถันเหลือง ๙๔ กำยาน ๑๓๖ ๑๕๓ ๑๗๓ เกล็ดสะระแหน่ ๘๒ เกลือ ๔๓ ๗๒ เกลือ ๑๘๒ เกลือสินเธาว์ ๖๘ ๙๐ ๙๙ ๑๐๕ ๑๑๙ ๑๓๔ แกแล ๑๕๑ โกฐกระดูก ๘ ๑๐ ๙๔ ๑๒๘ ๑๕๓ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๓ โกฐกักกรา ๑๔๒ ๑๗๓ โกฐก้านพร้าว ๕ ๘ ๑๐ ๓๕ ๗๙ ๑๒๘ ๑๔๒ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๓ โกฐเขมา ๔ ๘ ๑๐ ๒๙ ๓๕ ๓๗ ๔๙ ๕๓ ๗๙ ๘๘ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๘ ๑๓๒ ๑๔๐ ๑๔๘ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๓ ๑๘๐ ๑๘๔ โกฐจุฬาลัมพา ๔ ๘ ๑๐ ๒๙ ๔๙ ๕๓ ๖๖ ๘๘ ๑๐๒ ๑๓๒ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๔ ๑๔๘ ๑๕๔ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๑ ๑๗๓ ๑๘๔ โกฐชฎามังสี ๘ ๑๐ ๑๕๔ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
264 โกฐเชียง ๔ ๕ ๘ ๑๐ ๔๙ ๗๙ ๘๘ ๑๐๒ ๑๓๒ ๑๔๐ ๑๔๘ ๑๕๑ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๓ ๑๘๔ โกฐน้ำเต้า ๓๕ ๕๙ ๑๓๘ ๑๔๖ ๑๗๓ โกฐพุงปลา ๕ ๘ ๑๐ ๓๕ ๗๙ ๑๒๘ ๑๓๔ ๑๔๒ ๑๔๖ ๑๕๔ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๑ ๑๗๓ ๑๘๒ โกฐสอ ๔ ๘ ๑๐ ๓๕ ๔๙ ๕๓ ๕๙ ๖๖ ๗๙ ๘๘ ๙๔ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๘ ๑๓๒ ๑๓๔ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๖ ๑๔๘ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๗๑ ๑๗๓ ๑๘๐ ๑๘๔ โกฐสอเทศ ๕ โกฐหัวบัว ๔ ๘ ๑๐ ๓๕ ๓๗ ๔๙ ๘๘ ๙๗ ๑๐๒ ๑๓๒ ๑๔๐ ๑๔๘ ๑๕๔ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๘ ๑๘๔ ขนุน ๘๗ ๑๕๑ ขมิ้นเครือ ๘๘ ขมิ้นชัน ๙๔ ๑๗๘ ขมิ้นอ้อย ๑๕ ๑๗ ๑๙ ๒๑ ๒๔ ๔๐ ๔๕ ๕๕ ๖๘ ๗๐ ๗๖ ๑๐๕ ๑๐๘ ๑๒๓ ๑๒๘ ๑๓๔ ๑๗๘ ขอนดอก ๓ ๕ ๔๙ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๔ ๑๘๔ ขอบชะนางขาว ๑๙ ๑๔๒ ขอบชะนางแดง ๑๙ ๕๕ ๑๔๒ ข่า ๕๖ ๗๐ ๗๘ ๙๙ ๑๐๔ ๑๒๓ ข่าต้น ๑๖๒ ข้าวสาร ๙๔ ขิง ๕ ๗ ๒๑ ๒๓ ๒๖ ๒๗ ๓๔ ๓๕ ๔๒ ๔๕ ๕๖ ๗๐ ๗๒ ๗๔ ๗๙ ๘๖ ๙๕ ๑๐๔ ๑๐๕ ๑๑๐ ๑๑๓ ๑๑๙ ๑๒๓ ๑๒๕ ๑๒๖ ๑๓๔ ๑๓๖ ๑๓๘ ๑๔๒ ๑๔๔ ๑๖๙ ๑๗๔ ขิงแครง ๑๑๙ ขิงแห้ง ๓ ๑๙ ๒๙ ๓๑ ๔๐ ๖๖ ๙๐ ๑๐๑ ๑๑๒ ๑๑๕ ๑๓๒ ๑๔๐ ๑๔๖ ๑๔๘ ขี้กาขาว ๑๖ ๖๑ ๖๕ ๗๐ ขี้กาแดง ๑๖ ๑๙ ๖๑ ๖๕ ๗๐ ๑๑๗ ขี้เหล็ก ๖๑ ๑๑๗ ขี้อ้าย ๙๔ คนทา ๑๗๖ คนทีสอ ๗ ๒๔ ๓๓ ๔๐ ๑๐๔ ครั่ง ๘๘ ๑๗๘ คัดเค้า ๑๑๗ คำไทย ๓ ๕ ๘๔ ๘๗ ๘๘ ๑๖๒ ๑๗๔ คำฝอย ๑๕๑ คูน ๖๑ ๘๖ จันทน์ขาว ๓ ๘ ๑๐ ๓๓ ๓๙ ๔๗ ๔๙ ๕๓ ๘๔ ๑๓๒ ๑๕๖ ๑๖๒ ๑๖๖ จันทน์ชะมด ๓๗ ๕๑ ๑๕๔ ๑๕๘ จันทน์แดง ๓ ๘ ๑๐ ๓๓ ๓๙ ๔๗ ๔๙ ๕๓ ๘๔ ๘๘ ๙๗ ๑๐๒ ๑๓๐ ๑๓๒ ๑๔๐ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๔ ๑๘๔ จันทน์เทศ ๑๐ ๓๔ ๙๗ ๑๐๒ ๑๓๐ ๑๓๖ ๑๔๐ ๑๕๘ ๑๖๐ ๑๖๒ ๑๖๘ ๑๗๔ ๑๘๐ ๑๘๔ จันทนา ๕๑ ๘๔ จำปา ๓ ๕ ๗ ๑๖๒ ๑๗๔ จุกโรหินี ๑๐ เจตพังคี ๒๑ ๗๔ ๙๙ เจตมูลเพลิง ๓ ๗๔ ๘๖ ๑๓๔ ๑๓๖ เจตมูลเพลิงแดง ๒๗ ๘๘ ๙๕ ๑๑๓ ๑๒๓ ๑๒๕ ๑๔๐ ๑๔๔ ๑๕๑ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๐ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
265 แจง ๙๔ ชะพลู ๓ ๘๖ ๘๘ ๙๕ ๑๑๕ ๑๓๔ ๑๔๐ ๑๔๔ ๑๕๑ ๑๖๙ ๑๗๔ ชะมดเช็ด ๖๖ ชะมดเชียง ๑๓๖ ๑๕๔ ๑๘๔ ชะลูด ๓ ๔๙ ๘๔ ๘๙ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๒ ๑๖๖ ๑๖๘ ๑๗๔ ๑๘๔ ชะเอมเทศ ๓ ๑๒ ๓๔ ๕๑ ๕๙ ๘๒ ๘๔ ๙๐ ๑๒๘ ๑๔๔ ๑๔๖ ๑๖๐ ๑๖๒ ๑๖๙ ๑๗๑ ๑๘๒ ๑๘๔ ชะเอมไทย ๑๒ ชันย้อย ๑๗๘ ชิงชี่ ๑๗๖ ชุมเห็ด ๑๙ ซิก ๙๔ ดอกจันทน์ ๔ ๖ ๑๐ ๓๗ ๕๖ ๖๓ ๖๖ ๗๙ ๘๙ ๙๙ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๑ ๑๒๘ ๑๓๒ ๑๔๒ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๔ ๑๕๘ ๑๖๒ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๐ ดองดึง ๒๙ ๑๓๖ ๑๔๖ ดินประสิว ๕๖ ๑๑๒ ดีเกลือ ๑๑๗ ดีเกลือฝรั่ง ๖๑ ดีงูต้น ๘๕ ดีปลี ๓ ๕ ๗ ๒๑ ๒๓ ๒๔ ๒๗ ๒๙ ๓๑ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ๓๗ ๔๐ ๔๒ ๔๕ ๕๖ ๕๘ ๖๖ ๗๙ ๘๖ ๙๐ ๙๒ ๙๕ ๑๐๔ ๑๐๕ ๑๑๒ ๑๑๓ ๑๑๕ ๑๑๙ ๑๒๓ ๑๒๖ ๑๓๒ ๑๓๔ ๑๓๖ ๑๓๘ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๔ ๑๔๖ ๑๔๘ ๑๕๑ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๗๘ ตองแตก ๒๗ ๕๖ ๖๑ ๖๕ ๑๓๘ ตะไคร้ ๑๗ ๑๔๔ ตานขโมย ๑๕ ๗๐ ตานด�า ๑๕ ๗๐ ตานเสี้ยน ๑๕ ๗๐ ตานหม่อน ๑๕ ๑๗ ๑๙ ๒๔ ๗๐ ๑๐๘ ตาลโตนด ๑๕ ๑๗ ๗๐ เต่าเกียด ๑๔ เต่านา ๑๔ ถั่วพู ๗๒ ๘๕ เถาวัลย์เปรียง ๕ ๖๑ ทนดี ๗๘ ๑๓๔ ทองหลางน�้า ๓๙ ทองหลางใบมน ๗ ทับทิม ๒๓ ๑๗๘ เทพทาโร ๒๙ ๓๓ ๑๕๖ เทียนกิ่ง ๑๗๘ เทียนเกล็ดหอย ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ เทียนแกลบ ๑๑๓ เทียนขาว ๔ ๕ ๑๐ ๔๙ ๕๖ ๖๘ ๗๙ ๘๙ ๙๔ ๑๐๒ ๑๒๖ ๑๒๘ ๑๓๒ ๑๓๘ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๕๐ ๑๕๓ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๐ ๑๘๒ เทียนข้าวเปลือก ๔ ๕ ๑๑ ๓๓ ๔๙ ๕๖ ๖๘ ๘๙ ๑๐๒ ๑๒๖ ๑๒๘ ๑๓๓ ๑๓๘ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๕๓ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๐ เทียนด�า ๔ ๕ ๙ ๑๑ ๑๒ ๒๕ ๒๗ ๓๕ ๔๒ ๔๙ ๕๖ ๖๘ ๗๙ ๘๙ ๙๔ ๑๐๒ ๑๐๕ ๑๑๒ ๑๑๓ ๑๒๖ ๑๒๘ ๑๓๓ ๑๓๖ ๑๓๘ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๕๐ ๑๕๓ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ ๑๗๔ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
266 เทียนแดง ๔ ๕ ๑๑ ๑๒ ๓๕ ๔๙ ๕๖ ๖๘ ๗๙ ๘๙ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๖ ๑๒๘ ๑๓๓ ๑๓๘ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๕๐ ๑๕๓ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๐ เทียนต้น ๘๗ เทียนตากบ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ เทียนตาตั๊กแตน ๔ ๑๑ ๓๓ ๓๕ ๔๙ ๕๖ ๖๘ ๘๙ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๖ ๑๓๓ ๑๓๘ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๕๓ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ ๑๘๐ เทียนเยาวพาณี ๕ ๙ ๑๑ ๓๕ ๗๐ ๗๙ ๑๒๘ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๑ ๑๗๔ เทียนสัตตบุษย์ ๑๑ ๗๙ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๖๙ น�้ากะทือ ๑๗๒ น�้ากานพลู ๑๘๒ น�้าแก่นสน ๑๕๕ น�้าขมิ้นอ้อย ๑๗๒ น�้าขันทศกร ๑๕๕ น�้าขิง ๑๗๕ น�้ำจันทน์แดง ๑๕๕ น�้ำใจใคร่ ๓๔ น�้าชะเอม ๑๕๕ น�้าดอกมะลิ ๑๗๕ น�้าดอกไม้ ๑๗๒ น�้าตาลกรวด ๑๘๒ น�้าตาลทรายแดง ๓๔ น�้าเต้า ๑๙ ๔๕ น�้ำนมราชสีห์ ๕๕ น�้าใบกะเพรา ๑๕๙ น�้าประสานทอง ๒๙ ๗๖ ๑๓๔ ๑๖๐ ๑๗๑ น�้าปูนใส ๑๗๒ น�้าปูนใส ๑๗๙ น�้าเปลือกทับทิม ๑๗๙ น�้าเปลือกมะรุม ๑๕๕ น�้ำมะกล�่ำเครือ ๑๗๒ น�้ามะขามเปียก ๑๘๒ น�้ามะนาว ๑๘๒ น�้ำมะแว้งเครือ ๑๘๒ น�้ามันงา ๘๕ น�้าลูกชีลา ๑๗๕ น�้าลูกเบญกานี ๑๕๙ น�้ำลูกมะแว้งเครือ ๑๕๙ น�้าลูกมะแว้งต้น ๑๕๙ น�้าส้มซ่า ๑๘๒ น�้าสมอไทย ๑๗๒ น�้าสุก ๑๗๕ ๑๗๙ เนระพูสี ๑๒ ๔๗ เนื้อไม้ ๙๔ บอระเพ็ด ๑๑ ๔๐ ๕๓ ๗๐ ๘๖ ๙๙ ๑๔๘ ๑๖๙ ๑๗๔ บอระเพ็ด ๑๗๐ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
267 บอระเพ็ด ๑๗๐ บัว ๘๗ บัวขม ๕ ๑๖๖ บัวขาว ๖ บัวจงกลนี ๘ ๔๙ ๑๕๖ ๑๖๒ บัวแดง ๖ บัวนิลุบล ๘ ๔๙ ๑๕๖ บัวเผื่อน ๖ ๑๖๖ บัวลินจง ๘ ๔๙ ๑๕๖ บัวสัตตบรรณ ๘ ๔๙ ๑๕๖ บัวสัตตบุษย์ ๘ ๔๙ ๑๕๖ บัวหลวง ๓ ๖ ๓๔ ๔๗ ๘๘ ๙๗ ๑๐๒ ๑๕๑ ๑๖๐ ๑๖๒ ๑๖๖ ๑๖๙ บุกรอ ๑๑๓ ๑๘๐ บุนนาค ๓ ๖ ๑๔ ๓๔ ๔๗ ๘๗ ๘๘ ๙๗ ๑๐๒ ๑๕๑ ๑๖๐ ๑๖๒ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๔ เบญกานี ๓๙ ๘๕ ๑๔๐ เบี้ยจั่น ๑๓๐ ใบกระวาน ๙๔ ๙๙ ๑๑๙ ประดู่ ๘๗ ปลาไหลเผือก ๕๓ ปูนขาว ๑๔ เปราะหอม ๔๗ ๕๘ ๗๙ ๙๔ ๙๗ ๑๐๒ ๑๑๒ ๑๖๒ ๑๖๖ ๑๖๙ เปล้าน้อย ๒๗ ๒๙ เปล้าใหญ่ ๒๗ เปลือกแค ๑๗๒ ผักกระโฉม ๔๗ ผักแพวแดง ๑๑๕ ๑๑๙ ๑๔๖ ผักเสี้ยนผี ๑๕ ๑๐๔ ผักหวาน ๔๔ ไผ่ป่า ๗ ๑๔ ๖๑ ฝาง ๘๔ ๘๗ ๘๘ ๑๖๒ ฝางเสน ๓ ๖ ๙๗ ๑๕๑ ๑๗๔ ฝิ่นต้น ๘๕ แฝกหอม ๑๑ ๔๗ ๔๙ ๕๘ ๘๔ ๙๕ ๑๖๐ ๑๖๖ ๑๖๙ พญารากขาว ๑๔๘ พริกไทย ๖ ๗ ๑๙ ๒๑ ๒๔ ๒๗ ๒๙ ๓๔ ๓๕ ๓๗ ๔๐ ๔๒ ๔๓ ๔๕ ๕๖ ๕๘ ๗๒ ๗๔ ๙๒ ๑๐๔ ๑๑๐ ๑๑๒ ๑๑๙ ๑๒๖ ๑๓๔ ๑๓๘ ๑๔๖ ๑๘๔ พริกไทยดำ ๑๑๓ พริกไทยล่อน ๙๐ ๙๕ ๙๙ ๑๐๕ ๑๑๕ ๑๒๓ ๑๒๕ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๔ ๑๕๑ ๑๘๐ พริกล่อน ๓๕ พริกหอม ๓๗ ๑๒๑ พลูแก ๗๔ พิกุล ๓ ๔๗ ๘๗ ๘๘ ๑๐๒ ๑๕๑ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๔ พิมเสน ๕๓ ๖๓ ๖๖ ๑๑๐ ๑๓๖ ๑๔๔ ๑๕๔ ๑๕๘ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๔ พิมเสนต้น ๔๗ ๗๙ ๑๓๐ ๑๕๘ พิลังกาสา ๓๗ ๑๑๓ ๑๑๕ ๑๘๐ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
268 พิษนาศน์ ๔๗ พุงดอ ๓๙ เพกา ๙๕ ๑๔๔ ๑๗๘ ไพล ๑๕ ๑๙ ๒๑ ๓๑ ๔๐ ๔๒ ๔๓ ๕๑ ๕๖ ๖๘ ๗๔ ๗๖ ๙๕ ๑๐๕ ๑๑๒ ๑๒๓ ๑๔๔ มดยอบ ๑๔๒ มวกขาว ๖ ๑๗๔ มวกแดง ๖ ๘๘ ๑๖๐ ๑๗๔ มหาสดำ ๔๗ มหาหิงคุ์ ๒๑ ๒๙ ๓๑ ๓๗ ๖๘ ๗๒ ๗๔ ๗๖ ๗๘ ๙๐ ๑๒๑ ๑๒๖ ๑๓๔ ๑๓๘ ๑๔๖ มะกรูด ๑๖ ๒๑ ๒๖ ๒๙ ๓๑ ๔๒ ๖๘ ๘๔ ๙๐ ๑๐๔ ๑๐๕ ๑๑๐ ๑๑๒ ๑๑๕ ๑๒๓ ๑๓๘ ๑๔๔ ๑๖๖ ๑๘๔ มะกล่ำเครือ ๑๒ ๓๙ ๔๔ มะกอก ๑๓๐ มะกา ๖๑ ๑๑๗ มะเกลือ ๗๐ มะขาม ๖๑ ๖๕ ๑๑๗ มะขามป้อม ๑๑ ๒๙ ๔๔ ๕๙ ๖๕ ๗๐ ๑๒๘ ๑๖๙ ๑๗๑ ๑๘๒ มะขามเปียก ๗๖ มะเขือขื่น ๗๐ ๑๑๙ มะคำดีควาย ๑๓๐ มะงั่ว ๑๖๖ ๑๘๔ มะเดื่ออุทุมพร ๑๗๖ มะเดื่ออุทุมพร ๑๗๒ มะตูม ๘ ๑๑ ๒๓ ๔๐ ๘๔ ๑๓๘ มะนาว ๙๗ ๑๔๔ ๑๖๖ ๑๘๔ มะปรางหวาน ๙๗ มะรุม ๑๒๓ มะลิ ๘๗ ๙๗ ๑๕๑ ๑๖๓ ๑๖๕ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๔ มะแว้งเครือ ๑๑ ๓๔ ๗๐ ๑๐๘ ๑๑๙ มะแว้งต้น ๑๑ ๗๐ ๑๐๘ ๑๑๙ มะอึก ๑๑๙ เมล็ดพรรณผักกาด ๒๕ ๔๓ ๕๑ โมกมัน ๑๔๐ ไม้เท้ายายม่อม ๑๗๖ ยาดำ ๑๕ ๒๕ ๓๑ ๕๖ ๖๑ ๖๘ ๗๐ ๗๖ ๗๘ ๙๒ ๑๑๗ ๑๒๘ ๑๓๔ ๑๓๘ ๑๔๖ ย่านาง ๖ ๕๑ ๖๖ ๑๓๐ ๑๓๒ ๑๗๔๑๗๖ รงทอง ๗๔ ๗๖ ๗๘ ระงับ ๑๙ ระงับพิษ ๔๕ ระย่อม ๙๙ ราชดัด ๑๖๙ ราชพฤกษ์ ๑๖ ๖๕ ๗๖ เร่วหอม ๑๔๔ ลำพัน ๖๖ ลำพันแดง ๑๓๓ ๑๗๔ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
269 ลำพันหางหมู ๑๑๓ ลิ้นเสือ ๑๔ ลูกจันทน์ ๔ ๖ ๑๑ ๒๔ ๓๐ ๓๕ ๕๖ ๖๓ ๖๖ ๗๙ ๘๙ ๙๔ ๙๙ ๑๐๒ ๑๑๓ ๑๒๑ ๑๒๘ ๑๓๓ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๔ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๔ ๑๕๘ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๐ ลูกชีล้อม ๑๑๕ ๑๔๐ ลูกชีลา ๕๑ ๕๙ ๗๙ ๙๕ ๑๒๘ ๑๔๐ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๔ ๑๖๙ ๑๗๑ ๑๗๔ ๑๘๒ ลูกซัด ๕๙ ลูกเอ็น ๖๖ ๑๓๓ เล็บมือนาง ๗๐ วัว ๑๗๔ ว่านกีบแรด ๑๒ ๔๗ ว่านชักมดลูก ๑๕๑ ว่านนางคำ ๑๑๒ ว่านน้ำ ๒๑ ๓๑ ๔๐ ๔๓ ๕๘ ๖๘ ๗๔ ๙๒ ๙๕ ๑๐๕ ๑๑๒ ๑๑๕ ๑๓๔ ๑๓๘ ๑๔๖ ๑๔๘ ๑๖๓ ๑๘๐ ว่านร่อนทอง ๑๒ ๔๗ ว่านหางช้าง ๕๖ สน ๓๕ ๔๙ ๑๕๖ ๑๖๙ สนเทศ ๑๓๖ ๑๔๒ ๑๖๓ สนุ่น ๑๗ ส้มกุ้ง ๒๕ ส้มกุ้งน้อย ๒๙ ๑๑๙ ส้มกุ้งใหญ่ ๒๙ ๑๑๙ ส้มเขียวหวาน ๑๖๖ ส้มจีน ๑๖๖ ส้มซ่า ๑๖๕ ๑๘๔ ส้มตรังกานู ๑๖๖ ส้มป่อย ๒๕ ๖๑ ๖๕ ๑๑๗ ๑๑๙ ๑๒๕ สมอดีงู ๖๑ ๘๙ สมอทะเล ๒๕ ๖๘ ๙๙ สมอเทศ ๑๕ ๓๗ ๕๙ ๘๖ ๑๑๓ ๑๔๘ ๑๘๐ สมอไทย ๑๑ ๑๕ ๒๙ ๔๔ ๕๙ ๖๑ ๖๕ ๖๘ ๗๐ ๗๙ ๘๖ ๘๙ ๑๐๑ ๑๑๓ ๑๒๘ ๑๓๘ ๑๔๘ ๑๗๑ ๑๘๐ สมอพิเภก ๑๑ ๑๕ ๒๙ ๔๔ ๕๙ ๖๕ ๖๘ ๗๐ ๘๖ ๘๙ ๑๒๘ ๑๖๙ ๑๗๑ ๑๘๒ ส้มโอ ๑๖๖ สมุลแว้ง ๖ ๔๙ ๖๖ ๗๙ ๘๒ ๑๓๓ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๘ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๙ ๑๗๔ สรรพพิษ ๑๑ สลอด ๖๓ สลัดได ๒๗ ๑๒๑ สวาด ๖๓ ๑๐๘ สะค้าน ๓ ๘๖ ๘๘ ๙๕ ๑๑๕ ๑๑๙ ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๔๖ ๑๕๑ ๑๖๙ ๑๗๔ สะเดา ๑๐ ๒๔ ๔๐ ๑๓๔ สะเดา ๑๗๐ สะบ้า ๓๓ สะบ้ามอญ ๑๓๐ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข
270 สะระแหน่ ๑๔๔ สัก ๑๓๐ สักขี ๑๕๖ ๑๖๙ สังกรณี ๑๕๔ สันพร้านางแอ ๘ สันพร้าหอม ๔๗ ๑๕๘ สารพัดพิษ ๑๖๙ สารภี ๔ ๑๔ ๔๗ ๘๘ ๙๗ ๑๐๒ ๑๕๑ ๑๖๐ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๖๙ ๑๗๔ ๑๘๔ สารส้ม ๑๖ ๒๖ ๕๖ ๑๐๔ ๑๐๘ ๑๑๒ ๑๒๓ ๑๒๕ ๑๒๘ ๑๕๐ ๑๗๑ สำโรง ๑๕ สีเสียดเทศ ๓๙ ๑๗๘ สีเสียดไทย ๘๕ ๑๗๘ สุรามฤต ๑๖๓ เสนียด ๔๕ แสมทะเล ๗๔ ๘๙ ๑๑๒ ๑๒๓ ๑๔๖ แสมสาร ๘๙ ๑๑๒ หญ้าชันกาด ๔๐ หญ้าตีนนก ๑๔๖ ๑๖๙ หญ้าฝรั่น ๑๕๔ หญ้าแพรก ๒๖ หนาด ๒๓ ๔๕ ๗๔ ๑๐๔ ๑๑๐ หมากผู้ ๔๗ หมากเมีย ๔๗ หมึกหอม ๑๓๐ ๑๕๘ หว้า ๙๙ หวายตะค้า ๑๓๐ หอม ๖๕ ๗๒ ๑๐๔ ๑๐๕ หอมแดง ๑๕ ๑๙ ๒๔ ๔๓ ๕๖ หัสคุณเทศ ๒๗ ๕๖ ๗๔ ๑๑๓ ๑๘๐ หัสคุณไทย ๕๖ ๗๔ หางไหลแดง ๒๕ หิงคุ์ยางโพ ๙๒ เหงือกปลาหมอ ๑๑๓ เหมือดคน ๙๗ แห้วหมู ๑๑ ๑๕ ๔๐ ๕๘ ๗๐ ๘๖ ๑๐๑ ๑๑๕ ๑๓๔ ๑๖๙ ๑๗๘ โหระพา ๗๐ ๑๒๘ ๑๗๑ อบเชย ๖ ๑๓๓ ๑๔๘ ๑๕๔ ๑๕๖ ๑๖๓ ๑๖๖ ๑๗๔ อบเชยญวน ๑๖๐ ๑๖๙ อบเชยเทศ ๔ ๙ ๑๑ ๓๔ ๘๒ ๘๙ ๑๔๒ ๑๖๐ อบเชยไทย ๙ ๑๑ อังกาบ ๔๕ อำพันทอง ๑๕๔ อุตพิด ๑๔๖ กรมการแพทย ์ แผนไทยและการแพทยท ์ างเล ื อก กระทรวงสาธารณส ุ ข