เฟื้ อ หริพิทักษ์ : ครูใหญ่แห่ง
วงการศิลปะ
เฟื้ อ หริพิทักษ์ (พ.ศ. 2453 - 2536) เป็นศิลปินระดับแนว
หน้าคนสำคัญในยุคเบิกเบิกงานศิลปะสมัยใหม่ไทย ผู้เป็น
ทั้งศิลปินชั้นเยี่ยมและอาจารย์สอนศิลปะ ต้นธารแห่งแรง
บันดาลใจในการบุกเบิกสร้างสรรค์งานศิลปกรรมสมัยใหม่
แก่คนรุ่นหลัง จนได้รับการยกย่องในฐานะ “ครูใหญ่แห่ง
วงการศิลปะ”
นายเฟื้ อ หริพิทักษ์ เกิดเมื่อ ๒๒ เม.ย.๒๔๕๓ ที่จังหวัดธนบุรี ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้เข้ารับ
การศึกษาระดับประถมศึกษาที่วัดสุทัศน์ และระดับมัธยมที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร
และวัดเบญจมบพิตร เข้าทำงานที่วิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร จากนั้น พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้
เดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิศวะ – ภารติ ที่ประเทศอินเดีย รับราชการเป็นอาจารย์
สอนศิลปะรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอิตาลี เมื่อ
พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมจนได้รับการยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมสาขา
จิตรกรรม
นายเฟื้ อ หริพิทักษ์ เป็นผู้สนใจศึกษาศิลปะอย่างมุ่งมั่นลึกซึ้ง ด้วยการค้นหาแนวทาง
สร้างสรรค์ให้เหมาะกับการแสดงออกทางด้านจิตรกรรม ที่มีลักษณะเฉพาะตนโดยการ
ถ่ายทอดสภาพแวดล้อม บรรยากาศ แสงเงา ประกอบกับความคิดคำนึงเรื่องสีสันที่เป็น
ลักษณะตามสายสกุลศิลปะยุโรป (อิตาลี) ใช้ฝีแปรงที่ฉับพลัน ดังปรากฏในผลงาน
จิตรกรรมมากมาย อาทิ จิตรกรรมทิวทัศน์เมืองเวนิชที่อิตาลี ทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ภาพ
เหมือนคุณยายของฉัน ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ฯลฯ
นอกจากนี้ นายเฟื้ อ หริพิทักษ์ ยังทำการสำรวจโดยคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังตามวัดสำคัญ
ที่เป็นโบราณสถานเก็บไว้เป็นหลักฐานมรดกทางประวัติศาสตร์ศิลปะของชาติ มีผลงาน
ซ่อมแซมภาพจิตรกรรมสำคัญในวัดทั่วประเทศไทยทั้งสิ้น ๒๓,๐๐๐ วัด ผลงานที่สำคัญชิ้น
หนึ่ง คือการบูรณะปฏิสังขรณ์หอไตรปิฎก วัดระฆังโฆสิตาราม
นายเฟื้ อ หริพิทักษ์ เคยกล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าทำศิลปะด้วยใจรัก เลื่อมใสและจริงใจ มิได้ทำ
ไปเพราะอามิส ข้าพเจ้าทำศิลปะเพื่อศึกษาค้นคว้าหาความจริงในความงามอันเร้นลับอยู่
ภายใต้สภาวะธรรมฯ ผลงานอันเกิดจากกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังใจของข้าพเจ้า
ขอน้ อมอุทิศให้ท่านอาจารย์ทั้งหลายของข้าพเจ้า
ชีวิตสมรส : สมรสกับหม่อมราชวงศ์ ถนอมศักดิ์ กฤดากร มีบุตร ๑ คน คือ นายทำนุ หริพิทักษ์
เกียรติยศ
ศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาจิตรกรรม ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ.
๒๕๒๘
การศึกษา
– เข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่วัดสุทัศน์ – ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรและ
โรงเรียนวัดราชบพิธ ๒๔๗๔ – ศึกษาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง ๒๔๗๙ – ศึกษาศิลปะที่โรงเรียน
ประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร ๒๔๘๓ – ศึกษาศิลปะที่มหาวิทยาลัยวิศวะภารติ ณ สันตินิเกตัน
ประเทศอินเดีย โดยทุนของ ม.ร.ว. ถนอมศักดิ์ กฤดากร ๒๔๙๗–๙๙ – ได้รับทุนจากรัฐบาลอิตาลีไป
ศึกษาและดูงานที่ประเทศอิตาลี ๒๕๐๓ – ไปร่วมประชุม ไอ.พี.เอ. ที่เวียนนาและไปดูงานต่อที่
ลอนดอน ปารีส อินเดีย
การแสดงงาน
๒๔๘๙ – การประกวดของคณะศิลปินแห่งค่ายกักกัน อินเดีย ๒๔๙๑ – แสดงภาพคัดลอกภาพเขียน
โบราณ ณ สถานทูตไทย ลอนดอน ๒๔๙๒ – การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑ หอศิลป กรม
ศิลปากร ๒๔๙๓ – การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒ หอศิลป กรมศิลปากร ๒๔๙๕ – การแสดง
ภาพคัดลอกภาพเขียนสีโบราณ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๔๙๖ – การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่
๔ หอศิลป กรมศิลปากร ๒๕๐๐ – การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๘ หอศิลป กรมศิลปากร
๒๕๐๒ – แสดงงานร่วมกับการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๐ หอศิลป กรมศิลปากร ๒๕๑๐
– แสดงงานเดี่ยว หอขวัญ กรุงเทพฯ รางวัลเกียรติยศ : ๒๔๘๙ – รางวัลที่ ๑ และรางวัลที่ ๒ การ
ประกวดของคณะศิลปินแห่งชาติ ค่ายกักกัน อินเดีย ๒๔๙๒ – รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญ
ทอง ประเภทจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑ ๒๔๙๓ – รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๑
เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒ ๒๔๙๖ – รางวัลเกียรตินิยม
อันดับ ๓ เหรียญทองแดง ประเภทจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๔ ๒๕๐๐ – รางวัล
เกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๘ – ได้รับ
เกียรติยกย่องให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม ประเภทจิตรกรรม ๒๕๒๓ – ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎี
บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตกรรม ๒๕๒๖ – ได้รับรางวัลแม็กไซไซ สาขาบริการชุมชน จากมูลนิธิแม็ก
ไซไซ ประเทศฟิลิปปินส์
การทำงาน
๒๔๙๐–๒๕๑๒ – เป็นอาจารย์สอนวิชาจิตรกรรมที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร – เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์
คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ หัวหน้ าภาควิชาจิตรกรรม – เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลป
ไทย ทำการซ่อมอนุรักษ์และคัดลอกภาพเขียนโบราณที่ อยุธยา เพชรบุรี สุโขทัย และจังหวัดภาค
เหนือ ๒๕๒๒ – เป็นกรรมการคัดเลือกงานศิลปะ เพื่อส่งไปแสดงในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ของ
ศิลปินแห่งเอเซีย ปี ๒๕๒๓ ณ ประเทศญี่ปุ่น ๒๕๒๘ – ร่วมวิจัยกับโครงการวิจัยของสถาบันไทยคดี
ศึกษา เรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์คุณค่าภาพจิตรกรรมฝาผนังไทย” จนเสร็จสมบูรณ์ – เป็นนักวิจัย
อาวุโสด้านศิลปกรรมไทย ของสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผลงานของเฟื้ อ หริพิทักษ์
ภาพเหมือนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (พ.ศ.2478) ผลงานภาพเหมือนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
ชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานจิตรกรรมชิ้นเด่นระยะแรกๆ ของอาจารย์เฟื้ อ คาดว่าเป็นผลงานที่อาจารย์เฟื้ อ
วาดขึ้นขณะศึกษาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง ก่อนจะย้ายมาเรียนศิลปะกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่
โรงเรียนประณีตศิลปกรรมในระยะเวลาต่อมา แม้จะเป็นผลงานภาพเหมือนขนาดเล็ก แต่ก็แสดงให้
เห็นถึงทักษะชั้นเยี่ยมในการใช้สีชอล์คของอาจารย์เฟื้ อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างพื้นผิวและการจัด
องค์ประกอบแสงซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นอย่างสวยงามลงตัว อาจารย์เฟื้ อใช้เทคนิคการปาดสีชอล์คสร้างพื้น
ผิวภาพบุคคลอย่างฉับไว ในสไตล์ทีแปรง (Painterly Style) ของศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ แว่นตาทรง
กลม ถูกวาดขึ้นด้วยลายเส้นที่หนาและหนักจนเป็นลักษณะเด่นของพื้นผิวภาพบริเวณดังกล่าวที่แลดู
นูน-ลอย ใบหน้ าของอาจารย์ศิลป์ ถูกเน้ นย้ำให้เด่นชัดขึ้นจากการจัดแสงบนใบหน้ า ตั้งแต่หน้ าผากจรด
ส่วนคาง ซึ่งระบายด้วยสีในโทนเหลือง-ส้ม
ภาพเหมือนหญิงสาวสวมเสื้อคอกลมสีแดง นั่งเอี้ยวตัวแบบ “คอนทราโพส
โต้” (Contrapposto) เป็นหนึ่งในงานภาพเหมือนบุคคลชิ้นเด่นของอาจารย์เฟื้ อ
หริพิทักษ์ ซึ่งชนะรางวัลเหรียญทองจากการประกวดการแสดงศิลปกรรมแห่ง
ชาติ ครั้งที่ 8 ใน พ.ศ. 2500 เป็นผลให้อาจารย์เฟื้ อ ได้รับการยกย่องเป็น
“ศิลปินชั้นเยี่ยม” จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งดังกล่าว เนื่องมาจาก
การคว้ารางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ รวมกันทั้งสิ้น 3 ครั้ง
(ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2492 / ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2493 และครั้งที่ 8 พ.ศ.2500) ความ
เจนจัดในการปาดชั้นสีด้วยฝีแปรงที่ฉับพลัน ยังคงเป็นลักษณะเด่นในงาน
จิตรกรรมของอาจารย์เฟื้ อ แม้กระทั่งงานในระยะหลัง ภาพ “เสือแดง” หรือใน
อีกชื่อหนึ่ง “สาวอีตาเลียน” เป็นภาพเหมือนบุคคลที่แลดูเรียบง่าย ทว่าสะท้อน
ความสันทัดในการสร้างดุลยภาพของสี ที่สอดรับกันเป็นอย่างดีกับการถ่ายทอด
น้ำหนักของแสงตลอดทั้งภาพ เทคนิคทางศิลปะของสำนักคิดบาศก์นิยม หรือ
คิวบิสม์ (Cubism) พอจะปรากฏให้เห็นประปรายในงานชิ้นนี้ ผ่านการจงใจตัด
องค์ประกอบภาพบุคคลบางส่วนออกจากเฟรมภาพ เพื่อสร้างผลทางความรู้สึก
อาทิ ส่วนศีรษะด้านบน และปลายเท้า
องค์ประกอบ (พ.ศ. 2500) แสดงภาพหญิงเปลือยนั่งบนเก้าอี้ แขนข้าง
หนึ่งท้าวอยู่บนพนักผิงด้านหลัง ช่วงล่างของภาพ ศิลปินจงใจที่จะเน้ นย้ำ
ภาพพื้นผิวภาพ 2 มิติ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากด้านข้าง โดยการสร้าง
ภาพจากการซ้อนทับกันของระนาบพื้นผิวสีรูปทรงเรขาคณิต การใช้ฝีแปรง
และแสงเงาในภาพเป็นไปเพื่อเน้ นย้ำความสำคัญเชิงองค์ประกอบ ส่วน
ศีรษะและเท้าบางส่วนของนางแบบถูกจงใจตัดออกบริเวณขอบเฟรม พื้น
ผิวเนื้อและเสื้อผ้าของนางแบบที่สวมไว้อย่างหลวมๆ มีลักษณะเป็นระนาบ
พื้นผิวที่แตก ซึ่งเป็นเทคนิคเด่นในการเขียนภาพแบบคิวบิสม์ (Cubism)
น้ำเงิน-เขียว (พ.ศ. 2501) ผลงานจิตรกรรมชิ้น master piece ของอาจารย์
เฟื้ อ หริพิทักษ์ ในยุคที่ท่านเขียนภาพในแนวทางคิวบิสม์ แสดงภาพเปลือย
ของสตรีเกล้าผมมวย นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ การถ่ายทอดรูปลักษณ์ของสตรียัง
คงเป็นประเด็นความสนใจและแนวทางการแสดงออกที่สำคัญของอาจารย์เฟื้ อ
โครงร่างของสตรีในภาพถูกสร้างขึ้นจากการบิดของรูปทรงเรขาคณิต จังหวะ
ความอ่อน-แก่ของสีหลัก คือ สีน้ำเงิน เขียวและเหลือง นอกจากช่วยผลัก
ระยะความตื้น-ลึก ยังช่วยสร้างจังหวะทางสายตาจากการผันแปรของรูปทรง
เรขาคณิตที่ประกอบเป็ นภาพสตรี
การสร้างภาพบุคคลจากการบิดรูปทรงเรขาคณิต จนส่วนขอบมีลักษณะ
คล้ายสันคมของใบมีด (Knife edge) นั้นอาจารย์เฟื้ อ อาจได้รับแรงบันดาล
ใจมาจากภาพสตรี ในงานจิตรกรรมของปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินผู้นำแนวคิด
แบบคิวบิสม์ อาทิ ผลงานชิ้นเด่นที่มีชื่อว่า “หญิงสาวแห่งอาวีญง” (Les
Demoiselles d’Avignon)
ส่วนการตั้งชื่อภาพ “น้ำเงิน-เขียว” นอกจากโทนสีหลักของภาพแล้ว
อาจารย์เฟื้ อ อาจตั้งชื่อภาพให้มีความเชื่อมโยงไปถึงยุคสีน้ำเงิน (Blue
period) และยุคสีกุหลาบ (Rose period) ในงานของปิกัสโซด้วย
จัดทำโดย
นายโภคิน เงินคำคง เลขที่12 ม.5/8
นายจักรภัทร ศรีแสง เลขที่5 ม.5/8