The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 6 การใช้โปรแกรมตารางทำการเพื่อการคำนวนในงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wijittra.khu, 2021-09-24 00:03:48

วิชา คอมพิวเตอร์และสารสนเทศเพื่องานอาชีพ

บทที่ 6 การใช้โปรแกรมตารางทำการเพื่อการคำนวนในงาน

การประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2010 สามารถใช้ไดก้ ับงานหลายประเภท การศึกษาการ
ใชส้ ตู รและฟังกช์ นั ใหม้ คี วามเข้าใจตั้งแต่ข้นั พ้ืนฐานจงึ มคี วามจาเปน็ การสร้างงานดว้ ยเครื่องมือ คาส่ัง สตู รและ

ฟงั ก์ชนั จะช่วยใหเ้ กดิ ทกั ษะจนสามารถพฒั นาไปประยุกตใ์ ชก้ บั งานตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพและมปี ระโยชน์

ประเภทของสตู ร

การใชส้ ตู รและฟังกช์ นั ของโปรแกรม จะตอ้ งมคี วามเขา้ ใจพน้ื ฐานของการใชง้ านสตู รและฟังก์ชนั

โดยโปรแกรมจดั หมวดหมเู่ พอ่ื ใหม้ คี วามเขา้ ใจและใชง้ านไดง้ า่ ยดงั น้ี
โปรแกรม Excel แบง่ ชนิดของสตู รออกเป็น 4 ประเภทคอื
1. สตู รในการคานวณทางคณิตศาสตร์ (Arithmetic Formula)

ประเภทของสตู ร

2. สตู รในการเปรียบเทียบ (Comparision Formula)

3. เคร่ืองหมายในการเชื่อมขอ้ ความสองข้อความหรือมากกวา่ นัน้ (Text Formula)

ประเภทของสูตร

4. สตู รในการอ้างอิง (Text Formula)

ลาดบั ข้อมูลในสตู ร

ประเภทของสูตร

หมายเหตุ : ในกรณีทส่ี ตู รมเี ครอ่ื งหมายมากกวา่ หน่ึงการคานวณจะอาศยั การเรยี งลาดบั ในการ
คานวณก่อนหลงั ดงั ตอ่ ไปน้ี เอกซโ์ พเนนเชยี ลการคณู และการหาร การบวกและการลบแต่ถา้ ตอ้ งการเปลย่ี นลาดบั
การคานวณใหใ้ สว่ งเลบ็ ครอบสว่ นทต่ี อ้ งการคานวณกอ่ นเชน่

»2*2+2-2 มคี า่ เทา่ กบั 4
»2*(2+2)-2 มคี า่ เทา่ กบั 6 เพราะตอ้ งเอา 2 บวกกบั 2 กอ่ นซง่ึ ไดค้ า่ เทา่ กบั 4 แลว้ จงึ นาคา่ 4 ไปคณู
กบั 2 จะได้ 8 แลว้ จงึ นา 2 ไปลบออกจะไดค้ า่ 6

วิธีการปอ้ นข้อมลู

เราสามารถคานวณคา่ ตวั เลขโดยวธิ กี ารสรา้ งสตู รทาไดโ้ ดยการเลอื กเซลลท์ ต่ี อ้ งการใหผ้ ลลพั ธป์ รากฏ
ในเซลลน์ นั้ แลว้ ป้อนเครอ่ื งหมายเทา่ กบั (=) แลว้ ตามดว้ ยตวั เลขทใ่ี ชใ้ นการคานวณหรอื ตาแหน่งของเซลลท์ เ่ี กบ็

คา่ ของขอ้ มลู ทเ่ี ป็นตวั เลขทใ่ี ชใ้ นการคานวณและเคร่อื งหมายทางคณติ ศาสตรเ์ ชน่

การคานวณโดยใช้สตู ร

การคานวณใน Microsoft Excel 2010 มขี นั้ ตอนดงั น้ี
1.พมิ พเ์ คร่อื งหมาย =
2.อา้ งองิ เซลล์
3.พมิ พเ์ คร่อื งหมายในการคานวณ

การคานวณโดยใชส้ ตู ร

ประเภทของฟังก์ชันและฟังกช์ ันท่ใี ช้งานบอ่ ย

ฟังกช์ นั ในการคานวณทใ่ี ชง้ านสามารถแบง่ ประเภทไดด้ งั น้ี

1.ฟังกช์ นั ทางคณติ ศาสตร์ 2.ฟังกช์ นั ทางตรรกศาสตร์

3.ฟังกช์ นั ทเ่ี กย่ี วกบั วนั ท่ี 4.ฟังกช์ นั ทเ่ี กย่ี วกบั เวลา

5.ฟังกช์ นั ทเ่ี กย่ี วกบั การเงนิ 6.ฟังกช์ นั ทเ่ี กย่ี วกบั ตวั อกั ษร

7.ฟังกช์ นั ทางสถติ ิ 8.ฟังกช์ นั ในการคน้ หาขอ้ มลู

9.ฟังกช์ นั ทางดา้ นวศิ วกรรม 10.ฟังกช์ นั ในการจดั การฐานขอ้ มลู

ประเภทของฟงั กช์ ันและฟังก์ชันท่ใี ชง้ านบ่อย

ฟงั ก์ชนั ทใ่ี ช้งานบ่อย

ในโปรแกรม Microsoft Excel 2010 จะมฟี ังกช์ นั มากมายและสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชง้ านในดา้ น
ต่างๆ รวมทงั้ งานทส่ี ลบั ซบั ซอ้ นไดเ้ ป็นอยา่ งดี การใชง้ านจะทาไดอ้ ยา่ งสะดวกและรวดเรว็ ในท่ีน้ีจะอธบิ ายเฉพาะ

ฟังกช์ นั ทใ่ี ชง้ านบอ่ ยๆ ดงั น้ี
1.SUM (การหาผลรวมของข้อมลู ) รปู แบบ

»=SUM(Number 1,Number 2,…)
Number เป็นกลุ่มของขอ้ มลู ทต่ี อ้ งการหาผลรวมซง่ึ สามารถจะใสไ่ ดม้ ากกวา่ 1 กลุ่มโดย

ใชเ้ ครอ่ื งหมาย,คนั่ กลางระหวา่ งแตล่ ะกล่มุ ขอ้ มลู เชน่ ใหห้ าผลรวมตงั้ แตเ่ ซลล์ A1 ถงึ เซลล์ A10

»=SUM(A1, A2, ....., A10)

แต่ถา้ ขอ้ มลู อยตู่ ดิ กนั จะนิยมใช้ »=SUM(A1:A10)

ประเภทของฟงั กช์ ันและฟงั กช์ นั ทีใ่ ช้งานบ่อย

2. SUMIF (การหาผลรวมแบบมเี งอื่ นไข) รปู แบบ

»=SUMIF(Range,Criteria,Sum_range)

Range ขอบเขตของข้อมูลท่ตี อ้ งการตรวจสอบตามเง่ือนไข

Criteria เงื่อนไขทก่ี าหนดให้คานวณหาผลรวม
Sum_range ช่วงของเซลลท์ ี่ตรวจสอบตามเงื่อนไขเพอื่ นามาคานวณ เชน่ ให้หาผลรวมเฉพาะพนกั งานบัญชโี ดยเซลล์ที่อา้ งคอื เซลล์ B1 ถงึ

เซลล์ B12 และใหอ้ า้ งเซลลร์ าคาของเสือ้ สีฟา้ ท่ีเซลล์ C1 ถงึ เซลล์ C12 »=SUMIF(B1:B12,“พนกั งานบัญชี”,C1:C12)

3.MIN (การหาค่าตา่ สุดของจานวน) รูปแบบ

» =MIN(Number1,Number2,…)

Number เป็นกลมุ่ ของขอ้ มูลทีต่ อ้ งการหาค่าต่าสุด เช่น ใหห้ าคา่ ต่าสดุ ของเซลล์ B3 ถงึ เซลล์ B12

» =MIN(B3:B12)

ประเภทของฟงั กช์ นั และฟังกช์ ันที่ใชง้ านบอ่ ย

5.AVERAGE (การหาคา่ เฉลย่ี ของขอ้ มลู )
รปู แบบ

» =AVERAGE(Number1,Number2,..)
Number เปน็ กลุม่ ของข้อมลู ท่ตี อ้ งการหาค่าเฉลี่ย เช่น ให้หาค่าเฉลย่ี ของเซลล์ F1 ถึงเซลล์ F8
» =AVERAGE(F1:F8)
6.COUNT (การนบั จานวนขอ้ มลู ทีเ่ ปน็ เฉพาะตวั เลข)
รปู แบบ
» =COUNT(Value1,Value2,…)
Value ช่วงของกลุ่มเซลล์ทน่ี ามาใช้ในการนบั จานวนเฉพาะตวั เลข เชน่ ให้นับจานวนผู้เรียนท่มี คี ะแนนว่ามีก่ีคนจะไม่นบั
นกั เรียนที่ ขส. หรือ มส. โดยอา้ งที่เซลล์ C2 ถึงเซลล์ C10
» =COUNT(C2:C10)

ประเภทของฟงั กช์ นั และฟังกช์ ันทใ่ี ชง้ านบ่อย

7.COUNTA (การนบั จานวนข้อมูลท่เี ป็นทั้งขอ้ ความและตัวเลขปนกนั )
รูปแบบ

» =COUNTA(Value1,Value2,…)
Value ช่วงของกลุ่มเซลล์ท่นี ามาใช้ในการนับจานวน เช่น ให้นบั จานวนผูเ้ รยี นที่มีคะแนนว่ามกี ่คี นรวมผ้เู รยี นท่ี ขส. หรือ มส.
โดยอา้ งท่ีเซลล์ C2 ถงึ เซลล์ C10
» =COUNTA(C2:C10)
8.COUNTIF (การนับจานวนขอ้ มลู แบบมเี ง่อื นไข)
รูปแบบ
» =COUNTIF(Range,Criteria)
Range ช่วงของเซลลท์ ่ีต้องการนับตามเง่ือนไข
Criteria เง่ือนไขที่ใชต้ รวจสอบและนบั จานวนของเซลล์ตามเงอ่ื นไข เช่น ให้นบั เฉพาะผเู้ รยี น
ท่สี อบผา่ นโดยอ้างองิ ทเี่ ซลล์ D2 ถึงเซลล์ D10
»=COUNTIF(D2:D10,“ผา่ น”)

ประเภทของฟงั กช์ นั และฟงั ก์ชันท่ีใช้งานบอ่ ย

9. IF (การหาค่าจริงหรือเทจ็ จากเง่อื นไขท่ีระบุ)
รปู แบบ

» =IF(Logical,Value_if_true,Value_if_false)

Logical เง่อื นไขทใ่ี ชใ้ นการเปรยี บเทยี บหรอื ตรวจสอบขอ้ มลู

Value_if_true คา่ ของเงอ่ื นไขทถ่ี ูกตอ้ ง (จรงิ )

Value_if_false คา่ ของเง่อื นไขทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง (เทจ็ ) เชน่ ถา้ ทเ่ี ซลล์ B2

มากกวา่ หรอื เทา่ กบั 60 ใหแ้ สดงผา่ นถา้ ทเ่ี ซลล์ B2 น้อยกวา่ 60 ใหแ้ สดงไมผ่ า่ น

» =IF(B2>=60,“ผา่ น”,“ไมผ่ า่ น”)
10. NOW (การหาวนั ที่และเวลาปัจจุบนั )

รปู แบบ

» =NOW()

ประเภทของฟังก์ชนั และฟงั กช์ นั ทใ่ี ช้งานบอ่ ย

11.TODAY (การหาวันท่ปี จั จุบัน)
รูปแบบ

» =TODAY()
เชน่ =Today() ผลลพั ธค์ ือ 15/4/2013
12.VLOOKUP (การคน้ หาและแสดงข้อมลู )
รูปแบบ
» =VLOOKUP(Lookup_value,Table_array,Col_index_num, Range_lookup)
Lookup_value ค่าทใ่ี ช้ในการคน้ หา
Table_array ตารางข้อมูลที่ใช้สาหรบั แสดงผลและคน้ หาข้อมูล
Col_index_num คอลมั น์ทใ่ี ห้แสดงข้อมลู ออกมาโดยคอลมั นแ์ รกมคี า่ เปน็ 1 และคอลมั น์ต่อไปจะเปน็ 2,3,... ตามลาดบั
Range_lookup คา่ ทางตรรกะทีก่ าหนดในการคน้ หามี 2 รปู แบบ
False ใชค้ ้นหาคา่ ที่ตรงกับคา่ ท่ีใชใ้ นการค้นหา
True ใชค้ น้ หาค่าท่ีมคี า่ น้อยกว่าหรอื เทา่ กับค่าท่ีใชใ้ นการค้นหา เชน่ ท่ีเซลล์ E4 ถึง E10 คอื ต้องการใหแ้ สดงรายชื่อหนงั สือ
โดยอัตโนมัติเม่อื ไดม้ ีการปอ้ นรหัสหนงั สอื ลงไปในเซลล์ D4 ถึง D10

การอ้างอิงเซลล์

ในการคานวณในโปรแกรม Microsoft Excel 2010 จะตอ้ งมกี ารคดั ลอกสตู รหรอื ฟังกช์ นั โดยการอา้ งองิ เซลลซ์ ่ึงจะมี
วธิ กี ารอา้ งองิ เซลล์ 2 แบบ คอื การอา้ งองิ แบบสมั พทั ธ์ (Relative reference)และการอา้ งองิ แบบสมั บูรณ์ (Absolute reference)

โดยมวี ธิ กี ารปฏบิ ตั ดิ งั น้ี

การอ้างอิงแบบสมั พทั ธ์ (Relative reference)

เป็นการคดั ลอกสตู รทเ่ี กดิ ขน้ึ ใหมต่ ามตาแหน่งของเซลลโ์ ดยอตั โนมตั ผิ ลลพั ธท์ ไี่ ดจ้ ะเปลยี่ นไปตามตาแหน่งของแถว
และคอลมั น์ เช่น เมอ่ื ผใู้ ชม้ กี ารใชส้ ตู รในการคานวณแบบสมั พทั ธโ์ ดยท่ี D3 ใหท้ าการใสส่ ตู รคอื =B2*C2 เมอ่ื ทาการคดั ลอกสตู รน้ี
ไปท่ี D2 สตู รกจ็ ะเปลย่ี นเป็น =B3*C3 ใหโ้ ดยอตั โนมตั กิ ารคดั ลอกสตู รนนั้ สามารถทาไดท้ งั้ ตามแนวตงั้ (Column) และตาม

แนวนอน (Row)

การอ้างองิ เซลล์

การอา้ งอิงแบบสมั บรู ณ์ (Absolute reference)

เป็นการอา้ งองิ ถงึ เซลลใ์ ดเซลลห์ น่ึงเป็นหลกั หรอื กลุม่ ใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะซงึ่ จะใชเ้ ครอ่ื งหมาย ($)
ในการกาหนด โดยจะใสน่ าหน้าตวั อกั ษรกากบั คอลมั น์หรอื เลขกากบั แถวการอา้ งองิ แบบน้ีจะเป็นการอา้ งองิ เซลลเ์ ดมิ
ไมว่ า่ จะยา้ ยการทางานไปทเี่ ซลลใ์ ดกต็ ามเชน่ =$D$2 (หากตอ้ งการใสเ่ ครอ่ื งหมาย $ ใหอ้ ตั โนมตั ใิ หก้ ดป่มุ F4)

ทเ่ี ซลล์ D2 ใสส่ ตู ร =B2*C2 จากนัน้ ใหก้ ดป่มุ ฟังชนั ก์ F4 จะเป็นการตรงึ คา่ เซลล์ C2 จากนัน้ ใหท้ าการคดั ลอกสตู ร
เซลล์ B2 จะเปลย่ี นแปลงไปเป็น B3 และ B4 สว่ นเซลล์ C2 จะคงทไี่ มไ่ ดเ้ ปลย่ี นแปลงไปเมอ่ื ทาการคดั ลอกสตู ร

การอา้ งองิ เซลล์

หมายเหตุ :
»กด F4 จานวน 1 ครงั้ จะไดผ้ ลดงั น้ี =$C$2
»กด F4 จานวน 2 ครงั้ จะไดผ้ ลดงั น้ี =C$2
»กด F4 จานวน 3 ครงั้ จะไดผ้ ลดงั น้ี =$C2
»กด F4 จานวน 4 ครงั้ จะไดผ้ ลดงั น้ี =C2 (จะกลบั มาเป็นเหมอื นเดมิ )

การคานวณโดยใชฟ้ งั กช์ นั

การกาหนดฟงั กช์ นั ด้วยตนเอง

เป็นการพมิ พ์สตู รในการคานวณลงไปเองในเซลลโ์ ดยมวี ธิ กี ารปฏบิ ัติดังนี้
1.คลกิ เลอื กเซลลท์ ่ตี อ้ งการจะใส่สตู รและพมิ พเ์ ครื่องหมาย = และตามดว้ ยฟังกช์ นั ที่ตอ้ งการคานวณเชน่
=SUM (ช่วงของกลุ่มเซลลท์ ีต่ อ้ งการคานวณ) กดปมุ่ Enter
2.คดั ลอกสูตรแนวนอนตง้ั แตเ่ ซลล์ D2:D6
3.พมิ พ์สูตรผลรวมแนวตงั้ =SUM (D2:D6) ท่เี ซลล์ D7

การคานวณโดยใชฟ้ งั กช์ ัน

การเขียนฟงั ก์ชันโดยใช้แท็บ Formulas (สตู ร) เลือกป่มุ คาสง่ั

ฟังก์ชันนน้ั บ่อยๆ โดยมวี ิธีการปฏบิ ตั ิดังนี้
1.คลกิ เลอื กเซลล์ทีต่ ้องการใส่ฟังก์ชัน
2.คลิกท่ปี ุม่ คาส่ัง Insert Function (แทรกฟังก์ชนั ) หรือกด Shift+F3 จะปรากฏ Dialog Box โดยมรี ายละเอียดดงั นี้

»Search for a function :เลือกฟงั ก์ชันโดยการคน้ หาจากคาทต่ี อ้ งการ
»Or select a category : หรือเลือกประเภทของฟงั กช์ นั
»Select a function : เลอื กรูปแบบฟงั ก์ชนั ท่ตี ้องการคานวณ
3.คลิกทปี่ มุ่ OK
4.ท่ีชอ่ ง Number1 ในโปรแกรม Microsoft Excel 2010 จะใสช่ ่ือของเซลลม์ าใหโ้ ดยอตั โนมตั ิถ้าไม่ตรง
หรือไมถ่ ูกต้องตามทีต่ ้องการใหใ้ ชเ้ มาส์คลิกเลือกเซลลท์ ่ีจะนามาคานวณหรือพิมพ์ด้วยตนเอง

การคานวณโดยใช้ฟงั ก์ชนั

5.หากยังมีการคานวณอีกก็ใหใ้ ส่ในช่องถดั ไปอาจจะใชว้ ธิ ีการพิมพช์ ือ่ เซลล์หรือการใชเ้ มาสค์ ลกิ เลือกเซลล์
เองกไ็ ด้

6.คลกิ ทีป่ ุ่ม OK

การคานวณโดยใชฟ้ งั กช์ ัน

ผลลพั ธท์ ี่ได้

ขอ้ ผดิ พลาดท่ีอาจเกดิ ขึน้ ในการกาหนดฟังก์ชนั และสตู ร

ความผดิ พลาดของสตู รคานวณ (Error Message) เมอ่ื มกี ารทางานเกย่ี วกบั สตู รหรอื ฟังกช์ นั ถา้ ป้อน
คา่ ไมถ่ กู ตอ้ งโปรแกรมจะแสดงขอ้ ความแสดงความผดิ พลาด เพ่อื ใหแ้ กไ้ ขใหถ้ ูกตอ้ ง

สรปุ

การใช้สูตรและฟงั ก์ชันของโปรแกรม Microsoft Excel 2010 ในงานประเภทตา่ งๆ ต้องมีความเข้าใจคาส่ัง
เครือ่ งมือ สูตรและฟังก์ชัน เพื่อนาไปประยุกต์ใช้ในงานให้เกิดประสิทธิภาพ โปรแกรมแบ่งประเภทของสูตรเป็นสูตรใน
การคานวณทางคณิตศาสตร์ สูตรในการเปรียบเทียบ สูตรในการเชื่อมข้อความและสูตรในการอ้างอิง
และโปรแกรมยังเตรียมฟังก์ชันท่ีเปรียบเสมือนสูตรสาเร็จที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว โดยแบ่งตามการใช้งาน
เช่น ฟังก์ชันทางสถิติ ฟังก์ชันทางตรรกะ ฟังก์ชันที่ใช้ในการค้นหาและอ้างอิง เป็นต้น ในการคานวณโดยใช้สูตร
และฟังก์ชันจะต้องเลือกเซลล์ และป้อนเครื่องหมาย = ตามด้วยสูตรหรือฟังก์ชันในการคานวณ เมื่อมีการป้อนสูตร
หรือฟังก์ชันไม่ถูกต้องโปรแกรมจะแจ้งข้อผิดพลาดในการใช้งานเพ่ือจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง โปรแกรม
มีความสามารถและมีความยืดหยุ่นที่ให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสูตรการคานวณต่างๆ ได้ให้ตรงกับความต้องการ
จึงมีการนาไปประยุกต์ใช้งานทางด้านธุรกิจมากมาย เช่น งานด้านการตลาด งานด้านบัญชี รวมถึงงานด้านการศึกษา

เชน่ การนาไปใช้ในการประเมนิ ผลการเรยี นการสอน


Click to View FlipBook Version