เอกสารสรปุ ผลการฝกึ อบรม
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ก
คานา
กรมการพัฒนาชุมชน โดยสถาบันการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชน
อุดรธานี เป็นหน่วยดาเนินการโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 1 สรา้ งและพัฒนากลไก
ขับเคล่ือนในระดับพ้ืนท่ี กิจกรรมท่ี 1.1 อบรมแกนนาขับเคล่ือนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้เกิดผู้นาพัฒนา (Change Leader) ท่ีอยู่ในชุมชนและนาการพัฒนาให้สอดคล้องกับบรบิ ทชุมชน และ
นาไปสู่ส่ิงทชี่ ุมชนต้องการ รวมทัง้ ฟ้ ืนฟเู ศรษฐกิจทอ้ งถิ่นและชุมชน ผา่ นการสรา้ งงานสรา้ งรายได้ให้แก่เกษตรกร
แรงงานและบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานท่ีอพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน ท่ีได้รบั ผลกระทบจากสถานการณ์
ในชว่ งวกิ ฤตการณ์ แพรร่ ะบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID – 19) กลุม่ เป้าหมาย ประกอบด้วย
จงั หวัดเลย จานวน 32 คน จงั หวัดอุดรธานี จานวน 174 คน จงั หวัดหนองบัวลาภู จานวน 88 คน รวมทั้งสิ้น
จานวน 294 คน ดาเนินการระหว่างวนั ท่ี 6 - 10 ธนั วาคม 2564 สถานทฝี่ กึ อบรม ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชน
อุดรธานี
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ได้จดั ทาเอกสารสรุปผลการฝึกอบรม โครงการพัฒนา
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 1 สรา้ งและพัฒนากลไกขับเคล่ือนในระดับพ้ืนท่ี กิจกรรมท่ี 1.1 อบรม
แกนนาขับเคล่ือนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง แบบออนไลน์ รุน่ ที่ 1 จงั หวัดหนองคาย บึงกาฬ และกาฬสินธุ์
รวมท้ังประเมินผลโครงการ เพ่ือทราบผลสัมฤทธิ์ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการนาไปปรบั ใช้ใน
การดาเนินงานครงั้ ต่อไป
ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนอดุ รธานี
ธนั วาคม 2564
ข
สารบัญ
หน้า
คานา ก
สารบญั ข
บทสรุปผ้บู รหิ าร ง
ส่วนท่ี 1 บทนา 1
ความเป็นมา 1
วัตถุประสงค์ 2
กลมุ่ เป้าหมาย 3
ขัน้ ตอนและวธิ กี ารดาเนินงาน 3
งบประมาณดาเนินการ 3
ระยะเวลาดาเนนิ การ 3
ขอบเขตเน้อื หาหลักสูตร 3
ผลทคี่ าดว่าจะได้รบั 4
ตัวชว้ี ดั โครงการ 4
ส่วนท่ี 2 สรุปเนอื้ หาวชิ าการ กิจกรรมและผลการดาเนินกิจกรรม 5
วชิ าที่ 1 การขับเคล่ือนโครงการพัฒนาพ้นื ทตี่ ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ 6
วชิ าที่ 2 หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง และทฤษฎีใหม่ 10
วชิ าท่ี 3 ถอดรหัส “พระมหาชนก” 37
วชิ าท่ี 4 ถอดบทเรยี นผ่านสื่อแผ่นดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต” 40
วชิ าท่ี 5 สุขภาพพ่งึ ตน พฒั นา ๓ ขมุ พลงั “พลงั กาย พลังใจ พลงั ปญั ญา” 42
วชิ าที่ 6 ทฤษฎีบันได 9 ขน้ั สู่ความพอเพยี ง 43
วชิ าท่ี 7 หลักกสิกรรมธรรมชาติ 45
วชิ าที่ 8 ถอดบทเรยี นผา่ นสื่อ “วถิ ีภมู ิปัญญาไทยกับการพ่งึ ตนเอง ในภาวะวกิ ฤต” 63
วชิ าท่ี 9 หลกั การออกแบบเชงิ ภูมสิ ังคมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบ้อื งต้น 67
วชิ าที่ 10 Work shop การจดั การพ้นื ทีต่ ามหลักทฤษฎีใหมป่ ระยุกต์สู่ “โคก หนอง นาโมเดล” 70
วชิ าที่ 11 เรยี นรู้ 9 ฐานการเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพียง 75
วชิ าที่ 12 กิจกรรมจติ อาสา เอามือ้ สามัคคีและสรปุ บทเรยี น 85
วชิ าที่ 13 ยุทธศาสตรก์ ารขับเคล่อื นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 88
วชิ าที่ 14 จดั ทาแผนและนาเสนอการขับเคลือ่ นปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งสู่การปฏิบตั ิ 93
วชิ าท่ี 15 กิจกรรมในหลวงในดวงใจ 95
ค
สารบัญ (ต่อ) หน้า
96
ส่วนท่ี 3 การประเมินผลโครงการ 96
รปู แบบและวธิ กี ารประเมนิ 97
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 98
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 98
เกณฑ์การประเมนิ 98
ผลการประเมนิ โครงการ 105
105
ส่วนที่ 4 ข้อสรุปจากการถอดบทเรยี นโครงการ 106
ข้อคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะ 107
ขอ้ สรุปจากการถอดบทเรยี นโครงการ 108
115
ภาคผนวก 116
ภาพกิจกรรมประกอบรายวชิ า 117
รายชอื่ ผผู้ า่ นการฝึกอบรม
รายชอ่ื วทิ ยากร ครูพาทา เครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนอุดรธานี
ตารางฝกึ อบรม
ง
บทสรปุ สาหรบั ผูบ้ รหิ าร
เอกสารสรปุ ผลการฝึกอบรม โครงการพฒั นาหมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพยี ง กิจกรรมที่ 1 สรา้ งและพัฒนา
กลไกขับเคลื่อนในระดับพน้ื ที่ กิจกรรมที่ 1.1 อบรมแกนนาขบั เคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง แบบออนไลน์
กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้แทนครวั เรอื นพัฒนาพ้ืนท่ีเรยี นรู้ “โคก หนอง นา” ผู้นาชุมชนของครวั เรอื น
พัฒนาพื้นทเี่ รยี นรู้ “โคก หนอง นา” แกนนาชุมชนของครวั เรอื นพัฒนาพ้นื ทเ่ี รยี นรู้ “โคก หนอง นา” เจา้ หนา้ ท่ี
พัฒนาชุมชนอาเภอเป้าหมาย แบ่งการฝึกอบรมออกเป็น 2 รุน่ จานวนท้ังสิ้น 598 คน สาหรบั รุน่ นี้เป็นการ
ฝกึ อบรม รนุ่ นเี้ ปน็ รนุ่ ท่ี 2 ประกอบด้วย จงั หวดั เลย จานวน 32 คน จงั หวัดอุดรธานี จานวน 174 คน จงั หวัด
หนองบัวลาภู จานวน 88 คน รวมท้ังสิ้น จานวน 294 คน ดาเนินการระหว่างวันท่ี 6 - 10 ธนั วาคม 2564
สถานที่ฝึกอบรม ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี โดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือให้เกิดผู้นาพัฒนา (Change
Leader) ท่ีอยู่ในชุมชนและนาการพัฒนาให้สอดคล้องกับบรบิ ทชุมชน และนาไปสู่สิ่งท่ีชุมชนต้องการ รวมท้ัง
ฟ้ ืนฟูเศรษฐกิจท้องถ่ินและชุมชน และฝึกอบรมและพฒั นาบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนให้มีความรู้
ความเข้าใจในการประยกุ ต์ใชศ้ าสตรพ์ ระราชาในการแก้ไขปญั หาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อมแก่
ชุมชนในพ้ืนที่ และเพื่อเชอื่ มโยงเครอื ข่ายในพื้นท่ี ทั้ง 7 ภาคี ด้วยการบูรณาการการทางานแบบมีส่วนรว่ ม
โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ขอบเขตเนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย
1.1 การขับเคล่ือนโครงการพฒั นาพืน้ ท่ีต้นแบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
1.2 หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่
1.3 ถอดรหัส “พระมหาชนก”
1.4 ถอดบทเรยี นผ่านส่ือแผน่ ดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต”
1.5 สุขภาพพึ่งตน พฒั นา ๓ ขมุ พลัง “พลังกาย พลงั ใจ พลังปัญญา”
1.6 ทฤษฎีบันได 9 ขัน้ สู่ความพอเพยี ง
1.7 หลกั กสิกรรมธรรมชาติ
1.8 ถอดบทเรยี นผา่ นสื่อ “วถิ ีภมู ปิ ัญญาไทยกับการพง่ึ ตนเองในภาวะวกิ ฤติ”
1.9 หลักการออกแบบเชงิ ภูมสิ ังคมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบอื้ งต้น
1.10 Work shop การจดั การพ้ืนที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นาโมเดล”
และสรุปบทเรยี นการออกแบบพ้ืนที่ โคก หนอง นา โมเดล
1.11 เรยี นรู้ 9 ฐานการเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพียง
1.12 กิจกรรมจติ อาสา เอามอื้ สามัคคี และสรุปบทเรยี น
1.13 ยุทธศาสตรก์ ารขับเคลื่อนปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1.14 จดั ทาแผนและนาเสนอแผนยุทธศาสตรก์ ารขับเคลอ่ื นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
สู่การปฏิบตั ิ
1.15 กิจกรรมในหลวงในดวงใจ
๒. รูปแบบวธิ กี ารฝึกอบรม
2.1. การแบ่งกล่มุ ระดมสมอง
2.2. การบรรยายประกอบส่ือ วดี ีทัศน์, Power point
จ
2.3. การฝกึ ปฏิบัติ
๓. ข้อมูลทั่วไปของผู้เข้ารบั การฝึกอบรม กลุ่มเป้าหมาย ผู้แทนครวั เรอื นพัฒนาพ้ืนที่เรยี นรู้ “โคก
หนอง นา” ผู้นาชุมชนของครวั เรอื นพัฒนาพ้ืนท่ีเรยี นรู้ “โคก หนอง นา” แกนนาชุมชนของครวั เรอื นพัฒนา
พื้นท่ีเรยี นรู้ “โคก หนอง นา” เจา้ หนา้ ทพ่ี ฒั นาชุมชนอาเภอเปา้ หมาย จานวน 294 คน
๔. ผลการประเมินการฝึกอบรม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นรอ้ ยละ
40.2 และเป็นเพศชาย คิดเป็นรอ้ ยละ 59.8 ตามลาดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีตาแหน่งเป็นผู้แทน
ครวั เรอื นพฒั นาพืน้ ทเี่ รยี นรู้ คิดเป็นรอ้ ยละ 39.2 และผู้นาชุมชนของครวั เรอื นพฒั นาพืน้ ที่เรยี นรู้ คิดเป็นรอ้ ย
ละ 25.6 ตามลาดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษา คิดเป็นรอ้ ยละ 42.7
รองลงมา คือ ปรญิ ญาตร ี คิดเป็นรอ้ ยละ 30.8 และ ระดับ ปวช./ปวส. คิดเป็นรอ้ ยละ 12.0 ตามลาดับ และ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี คิดเป็นรอ้ ยละ 42.7 รองลงมา คือ อายุ ระหว่าง
51 – 60 ปขี น้ึ ไป คิดเปน็ รอ้ ยละ 33.3 ตามลาดับ
โดยผลประเมนิ ด้านความรแู้ ละทักษะผเู้ ขา้ อบรม สรปุ ได้ดังน้ี
1) ก่อนอบรม พบว่าผู้เข้ารบั การอบรม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความรูแ้ ละทักษะ
ของผู้เข้าอบรม ก่อนการฝึกอบรม อยู่ในระดับ มากท่ีสุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 โดยเรยี งลาดับวชิ าที่มีผ้เู ขา้ รบั
การฝึกอบรมมีความรูแ้ ละทักษะมากท่ีสุดคือวชิ าหลักกสิกรรมธรรมชาติ อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉล่ียเท่ากับ
4.64 และวชิ าที่มีผู้เข้าอบรมมีความรูแ้ ละทักษะน้อยท่ีสุดคือวชิ า Work Shop การจัดการพ้ืนที่ตามหลัก
ทฤษฎีใหม่ ประยกุ ต์สู่ โคก หนอง นา อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 4.49
2) หลังอบรม พบว่าผู้เข้ารบั การอบรม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความรูแ้ ละทักษะ
ของผู้เข้าอบรม หลังการฝึกอบรม อยู่ในระดับ มากท่ีสุด ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.59 โดยเรยี งลาดับวชิ าท่ีมีผู้เข้ารบั
การฝึกอบรมมีความรูแ้ ละทักษะมากที่สุดคือ วชิ าหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ อยู่ใน
ระดับมากที่สุด ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.67 และวชิ าท่ีมีผู้เข้าอบรมมีความรูแ้ ละทักษะน้อยที่สุดคือวชิ า การ
ขบั เคลือ่ นโครงการพฒั นาพน้ื ทตี่ ้นแบบฯ อยใู่ นระดับมากทสี่ ุด ค่าเฉลยี่ เทา่ กับ 4.51
โดยผลประเมนิ ความพึงพอใจต่อการดาเนินโครงการ สรปุ ได้ดังนี้
4.1 ด้านกระบวนการ ข้ันตอนการให้บรกิ าร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจ
ด้านกระบวนการ ขัน้ ตอนการให้บรกิ าร อย่ใู นระดับ มาก ค่าเฉลย่ี เท่ากับ 4.46
4.2 ด้านวทิ ยากร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจด้านวทิ ยากร อยู่ในระดับ
มากทส่ี ุด ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.58
4.3 ด้านเจา้ หน้าท่ีผู้ให้บรกิ าร ผู้ประสานงาน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึง
พอใจด้านเจา้ หนา้ ที่ผู้ให้บรกิ าร/ผู้ประสานงานอยู่ในระดับ มากท่ีสุด ค่าเฉลยี่ เท่ากับ 4.66
4.4 ด้านการอานวยความสะดวก พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจด้านการ
อานวยความสะดวก อยใู่ นระดับ มากท่สี ุด ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.64
4.5 ด้านการให้บรกิ าร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจด้านคุณภาพการ
ให้บรกิ าร อยูใ่ นระดับ มากทีส่ ุด ค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 4.63
4.6 ด้านความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมต่อภาพรวมของโครงการ พบว่า ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพงึ พอใจต่อภาพรวมโครงการ อยู่ในระดับ มากทีส่ ุด ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.63
ฉ
5. ข้อเสนอแนะ
5.1 ส่ิงท่ีท่านพึงพอใจในการรว่ มโครงการ/กิจกรรมครง้ั น้ี
(1) ความรเู้ พ่ิมเติมในการดาเนนิ กิจกรรมดาเนินโครงการพฒั นาหมบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง
(2) สามารถนาความรทู้ ไี่ ด้ไปปรบั ใชใ้ นพนื้ ทีแ่ ละงานทีร่ บั ผดิ ชอบได้
(3) ความสามคั คีในการทางานเปน็ ทีม
(4) นาไปปรบั ใชใ้ นพนื้ ท่ขี องตนเองให้เกิดประโยชน์มากท่สี ุด
(5) มีโอกาสได้รบั ความรทู้ ฤษฎีใหม่ๆในการทาการเกษตร
(6) ได้ความรเู้ กี่ยวกับการทาปยุ๋ หมัก
5.2 ส่ิงท่ีควรเสนอแนะนาไปพัฒนาการจดั โครงการ/กิจกรรมครง้ั ต่อไป
(1) อยากให้ปรบั ปรงุ ระบบอินเตอรเ์ นต็ เนื่องจากบางชว่ งสัญญาณขาดหาย
(2) อยากให้จดั ทาเอกสารเป็นรปู เล่ม
(3) อยากให้จดั อบรม 9 ฐานเรยี นรู้ บนฐานเรยี นรจู้ รงิ ๆ
(4) อยากให้มกี ารลงมอื ปฏิบตั ิจรงิ ให้มากกวา่ นี้เพราะเรยี นทฤษฎีไม่ค่อยเขา้ ใจเทา่ ไร
(5) ควรมีกิจกรรมนันทนาการให้มากกวา่ น้ี
(6) กิจกรรมอบรมเลกิ ชา้ เกินไปทาให้มดื ค่าไมส่ ะดวกในการเดินทาง
(7) ควรจะมีการอบรมออฟไลน์
(8) เนื้อหาวชิ าการควรจะเขม้ ขน้ มากกวา่ น้ี
6. ปัญหา/อุปสรรคที่ส่งผลต่อการดาเนินงาน
1. หลกั สูตรนเี้ ป็นหลกั สูตรอบรมออนไลน์ จงึ ทาให้ระบบการสื่อสารไมเ่ สถียรเพราะสัญญาณ
อนิ เตอรเ์ นต็ ไม่ดี
2. ในวนั เอามื้อสามคั คีฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจจงึ ทาให้การลงเอาม้อื ไมป่ ระสบความสาเรจ็ ตามทต่ี ั้งไว้
3. เน้ือหาวชิ าตามหลักสูตรนี้ ภาคเช้าฟังบรรยายทฤษฎี ภาคกลางวันฝึกปฏิบัติภาคสนาม
และภาคบ่ายสรุปบทเรยี น ทาให้กระทบต่อผู้เข้าอบรมที่ต้องเดินทางกลับไม่ตรงเวลา แต่ทางผู้จัดโครงการ
ได้มกี ารชแี้ จงหลกั การและแนวทางการดาเนนิ การฝึกอบรมให้ผเู้ ขา้ อบรมทราบ และรบั รไู้ ปในทศิ ทางเดียวกัน
7. ความสาเรจ็ /ความล้มเหลวของการดาเนินโครงการ
1. ผู้เข้าอบรมอยู่ในพื้นท่ีซ่ึงไม่ต้อง มีส่วนที่กระทบต่อการดาเนินกิจกรรมภาคสนาม เช่น
การฝึกปฏิบัติฐานการเรยี นรู้ กิจกรรมเอามื้อสามัคคี แต่ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มีจติ ใจ ท่ีเข้มแข็ง อดทน ทาให้ผลงาน
การดาเนินกิจกรรมดังกลา่ วประสบผลสาเรจ็ และได้รบั คาชมเชยจากทีมวทิ ยากรเครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
2. ผู้เข้าอบรมเกิดความสัมพันธท์ ี่ดีต่อกัน และทาให้มีการสรา้ งเครอื ข่ายการทางานรว่ มกับ
ทีมวทิ ยากรครูพาทาของเครอื ขา่ ยกสิกรรมธรรมชาติ
3. มีเครอื ข่ายภาคีการทางานรว่ มกันเพิ่มมากขึ้น ระหว่างภาคราชการกับภาคประชาชน
และสรา้ งภาคีการทางานกับทมี เครอื ขา่ ยกสิกรรมธรรมชาติลมุ่ นา้ โขง และเครอื ขา่ ยกสิกรรมธรรมชาติกาสินธุ์
8. การคาดการณ์ปญั หาทจ่ี ะเกิดข้ึนในอนาคต
ปัญหาท่ีอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดแนวทาง
การดาเนินงานโครงการ และความเข้าใจที่ถูกต้อง ชดั เจนของผู้เข้าอบรมที่จะกลับไปดาเนินกิจกรรมต่อไป
เนื่องจากบางคนยังไม่เข้าใจหน้าที่หรอื สิ่งที่จะต้องนากลับไปทาในกิจกรรมที่ 2-7 ตามแนวทางของโครงการ
ช
ซึ่งวทิ ยากรได้มีการช้ีแจง อธบิ าย หน้าที่ภารกิจของครวั เรอื นเป้าหมาย และลูกจ้างโครงการ เพ่ือซักซ้อมทาความเข้าใจ
แต่ในบางครงั้ ก็ไม่สามารถสื่อสารไปอยา่ งทวั่ ถึง
9. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
9.1 โครงการน้ีสรา้ งให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมเกิดความสัมพันธท์ ี่ดีต่อกัน และทาให้มีการสรา้ ง
เครอื ข่ายการทางานรว่ มกับทีมวทิ ยากรครูพาทาของเครอื ขา่ ยกสิกรรมธรรมชาติ
9.2 การดาเนินโครงการฯ ทาให้เกิดการทางานแบบบูรณาการระหว่างภาคีภาคราชการ
ภาคประชาชน ภาควชิ าการ และเครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติเพ่ิมมากข้ึน เกิดการแลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ว่ มกัน
ส่งผลให้การขบั เคลอ่ื นโครงการฯ บรรลเุ ปา้ หมายได้
9.3 การคัดเลือกผู้เข้ารบั การฝึกอบรมควรมีความพรอ้ มด้านสุขภาพ ด้านรา่ งกาย เน่ืองจาก
การดาเนินกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการฝึกปฏิบัติอยู่ในภาคสนาม เช่น การฝึกปฏิบัติฐานการเรยี นรู้ จติ อาสา
พฒั นาชุมชน และกิจกรรมเอามอ้ื สามคั คี แต่จากการดาเนนิ งานทผี่ า่ นมา พบวา่ ผเู้ ข้ารบั การฝกึ อบรมส่วนใหญ่
มจี ติ ใจท่ีเขม้ แขง็ อดทน ทาให้ผลงานการดาเนนิ กิจกรรมดังกล่าวประสบผลสาเรจ็ และได้รบั คาชมเชยจากทีม
วทิ ยากรเครอื ขา่ ยกสิกรรมธรรมชาติ
๑
ส่วนท่ี ๑
บทนา
ความเป็นมาของโครงการ
สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชญิ กับผลกระทบจากวกิ ฤตการแพรร่ ะบาดของ
โ ร ค ติ ด เ ช้ื อ ไ ว รัส โ ค โ ร น่ า 2019 ( COVID- 19) ซึ่ ง ส่ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ไ ป ถึ ง ว ิก ฤ ต ท า ง ด้ า น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ด้านการสาธารณสุขด้านการคมนาคมและอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดวกิ ฤตทางสังคมขนาดหนักไปทั่วทั้งโลก จากการ
ร า ย ง า น ข อ ง McKinsey & Company ( March 26, 2020) จ ะ ส่ ง ผ ล ใ ห้ โ ล ก มี ผ ล ผ ลิ ต ( Productivity)
ลดลงถึง 30% นั่นหมายถึง โลกจะขาดอาหารและเศรษฐกิจจะมีการเติบโตลดลง -1.5% ของ World
GDP อี ก ทั้ ง ว ิก ฤ ต ด้ า น ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ส ภ า พ ภู มิ อ า ก า ศ ท้ั ง เ ร่อื ง ภั ย แ ล้ ง แ ล ะ น้ า ท่ ว ม ที่ ค า ด ว่ า
จะมีความรุนแรงข้ึนทั้งในเชิงความผันผวน ความถี่และขอบเขตที่กว้างมากขึ้น ซึ่งจะสรา้ งความเสียหาย
ต่อชีวติ และโครงสรา้ งพื้นฐานท่ีจาเป็นทาให้เศรษฐกิจฐานราก (Local economy) ของประเทศเกิดความ
เสียหาย เพ่ิมปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้าทางสังคม ตลอดจนระบบการผลิตทางการเกษตร
ที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับความมั่นคงด้านอาหารและน้า ขณะท่ีระบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้มเสื่อม
โทรมลง และมีแนวโน้มท่ีจะสูญเสียความสามารถในการรองรบั ความต้องการมนุษยชาติ อย่างมีประสิทธภิ าพ
ทางออกของประเทศไทยในการรอดพ้นวกิ ฤตและเกิดการพัฒนาที่ย่ังยืน ได้ถูกกาหนดไว้ใน
ยุทธศาสตรช์ าติ พ.ศ. 2561 – 2580 และนโยบายรฐั บาลท่ีจะสืบสาน รกั ษา ต่อยอด และพัฒนาประเทศ ตาม
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถ
บพิตร กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา
เ ป็ น ห ลั ก ใ น ก า ร ส่ ง เ ส ร มิ ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ร ยี น รู้แ ล ะ ก า ร มี ส่ ว น ร่ว ม ข อ ง ป ร ะ ช า ช น เ น้ น ป ร ะ ช า ช น
เป็นศูนย์กลาง โดยการพัฒนาคนให้พ่ึงตนเอง มีความเป็นเจ้าของและบรหิ ารจัดการโดยชุมชนพัฒนาหมู่บ้าน
หรอิ ชุมชนให้มีวถิ ีชวี ติ เศรษฐกิจพอเพียง และเป็นสังคม“อยู่เย็น เป็นสุข” ทั้งน้ี กรมการพัฒนาชุมชน รว่ มกับ
มูลนิธกิ สิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจา้ คุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครอื ข่ายภาคส่วน
ต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี ได้น้อมนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ตามกลไก
การขับเคล่ือนสืบสานศาสตรพ์ ระราชาเพ่ือการปฏิรูปประเทศ โดยใช้หมู่บ้านเป็นฐานของการพัฒนา มุ่ งสรา้ ง
ภูมิคุ้มกันให้ทุกครวั เรอื น และพัฒนาคนให้มีความรูแ้ ละปรบั ตัวให้สามารถดาเนินชวี ติ อย่างมีความสุข มีอาชพี
สร้างรายได้ท่ามกลางวกิ ฤตโลกท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดทา โครงการที่ประยุกต์
ก ารใ ช้ศาสตร์พระ ราชาแ ล ะ น้อมนา เอ าแ นว คิ ดแ ละ ทฤษ ฎี กา รพัฒ นา อันเ นื่อง มา จากพ ระ รา ช ด า ร ิ
กว่า 40 ทฤษฎี ท่ีทรงพระราชทานไว้ให้ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์
กับแนวคิดการพัฒนาพื้นท่ีและการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพ่ือการพ่ึงตนเอง และรองรับภัยพิบัติ
ในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”สรา้ งการพัฒนาคุณภาพชีวติ ให้เหมาะสมกับหมู่บ้านในภูมิสังคม ต่าง ๆ
ผ่านการทางานในรูปแบบการจา้ งงานและการรว่ มกันลงแรงด้วยการสนับสนุนวัสดุพื้นฐานและงบประมาณและ
บรู ณาการการทางานจากภาคีภาคส่วนต่าง ๆ เพ่อื สรา้ งงานสรา้ งรายได้ให้กับครวั เรอื นและชุมชน
ดังนั้นกรมการพัฒนาชุมชนโดยสถาบันการพัฒนาชุมชน จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
อุดรธานี เป็นหน่วยดาเนินการโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 1 สรา้ งและพัฒนากลไก
ขบั เคล่ือนในระดับพ้ืนที่ กิจกรรมท่ี 1.1 อบรมแกนนาขบั เคลอื่ นหมบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง ออนไลน์
๒
วัตถุประสงค์
เพื่อให้เกิดผู้นาพัฒนา (Change Leader) ที่อยู่ในชุมชนและนาการพัฒนาให้สอดคล้องกับ
บรบิ ทชุมชน และนาไปสู่สิ่งที่ชุมชนต้องการ รวมทง้ั ฟ้ ืนฟเู ศรษฐกิจท้องถ่ินและชุมชน
กลุ่มเป้าหมาย
- ประกอบด้วย จังหวัดเลย จานวน 32 คน จังหวัดอุดรธานี จานวน 174 คน จังหวัด
หนองบัวลาภู จานวน 88 คน รวมทั้งสิ้น จานวน 294 คน
ขั้นตอนและวธิ ดี าเนินงาน
1. ศึกษาแนวทางการดาเนินงานตามโครงการจากส่วนกลาง
2. ประชุมทีมเจา้ หน้าท่ีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานีเพื่อเตรยี มความพรอ้ มบุคลากร
สถานท่ี ฐานการเรยี นรแู้ ละแปลงสาหรบั การฝึกปฏิบตั ิ
3. ประสานวทิ ยากร ทีมครพู าทาจากเครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
4. เสนอโครงการขออนุมตั ิดาเนินงานตามโครงการ
5. จดั ทาคาสั่งแต่งต้ังคณะทางาน แบ่งหนา้ ท่คี วามรบั ผิดชอบให้ชดั เจน
6. จดั เตรยี มสถานที่/ฐานการเรยี นร/ู้ ห้องฝกึ อบรม//วัสดุอุปกรณ์/โสตทศั นูปกรณ์/เครอ่ ื งเสียง
7. ดาเนินงานฝกึ อบรมตามโครงการ
8. ประเมินผล/สรุปผลการดาเนนิ งาน/รายงานผลต่อผู้บรหิ ารกรมการพฒั นาชุมชน
งบประมาณดาเนินการ
งบประมาณดาเนนิ การ จานวน 1 รนุ่ ผเู้ ขา้ อบรม จานวน 294 คน รวมเป็นเงนิ จานวนท้ังส้ิน
45,500 บาท (สห่ี มื่นห้าพันห้ารอ้ ยบาทถ้วน)
ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนินการ 5 วัน ระหวา่ งวนั ท่ี 6 -10 ธนั วาคม 2564 ณ จุดดาเนนิ การในพน้ื ที่ และศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชุมชนอดุ รธานี
ขอบเขตเน้ือหาหลักสูตร
1. การขับเคล่ือนโครงการพฒั นาพ้นื ทต่ี ้นแบบการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
2. หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่
3. ถอดรหัส “พระมหาชนก”
4. ถอดบทเรยี นผา่ นสื่อแผ่นดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต”
5. สุขภาพพึง่ ตน พฒั นา ๓ ขุมพลัง “พลังกาย พลังใจ พลังปัญญา”
6. ทฤษฎีบันได 9 ขนั้ สู่ความพอเพียง
7. หลักกสิกรรมธรรมชาติ
8. ถอดบทเรยี นผา่ นสื่อ “วถิ ีภมู ปิ ัญญาไทยกับการพ่งึ ตนเอง”
9. หลกั การออกแบบเชงิ ภมู สิ ังคมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบอื้ งต้น
10. Work shop การจดั การพ้ืนท่ีตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”และ
สรปุ บทเรยี นการออกแบบพนื้ ท่ี โคก หนอง นา โมเดล
๓
สู่การปฏิบตั ิ 11. เรยี นรู้ 9 ฐานการเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพยี ง
12. กิจกรรมจติ อาสา เอามื้อสามัคคี
13. ยทุ ธศาสตรก์ ารขับเคล่อื นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
14. จดั ทาแผนและนาเสนอแผนยุทธศาสตรก์ ารขบั เคลือ่ นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
15. กิจกรรมในหลวงในดวงใจ
ผลท่ีคาดว่าจะได้รบั
ครวั เรอื นพัฒนาพ้นื ทเ่ี รยี นรู้ “โคก หนอง นา” มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ หลักการแนวทางการพัฒนา
หมู่บ้านตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถเปน็ แกนนาในการขับเคลอ่ื นการน้อมนาหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การปฏิบตั ิในรปู แบบ “โคก หนอง นา” ในพื้นท่ีเปา้ หมายได้
ตัวชวี้ ัดกิจกรรม
กลุ่มเป้าหมายซงึ่ ประกอบด้วย ผู้แทนครวั เรอื นพัฒนาพ้ืนท่ีเรยี นรู้ “โคก หนอง นา” ผู้นาชุมชน
ของครวั เรอื นพัฒนาพ้ืนที่เรยี นรู้ “โคก หนอง นา” แกนนาชุมชนของ ครวั เรอื นพัฒนาพ้ืนท่ีเรยี นรู้ “โคก หนอง
นา” เจา้ หนา้ ท่พี ัฒนาชุมชนอาเภอเป้าหมาย รวมทงั้ ส้ิน 304 คน ได้รบั การพฒั นามคี วามรูค้ วามเข้าใจการน้อมนา
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่การปฏิบตั ิ ในรปู แบบ “โคก หนอง นา”
๔
ส่วนที่ 2
สรปุ เน้ือหาวชิ าการ กิจกรรมและผลการดาเนินกิจกรรม
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ดาเนินโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 1
สรา้ งและพัฒนากลไกขับเคล่อื นในระดับพืน้ ที่ กิจกรรมที่ 1.1 อบรมแกนนาขับเคลอ่ื นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง
ดาเนินการฝึกอบรมจานวน 1 รุน่ กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย จังหวัดเลย จานวน 32 คน จังหวัดอุดรธานี
จานวน 174 คน จังหวัดหนองบัวลาภู จานวน 88 คน รวมท้ังส้ิน จานวน 294 คน ดาเนินการระหว่างวันท่ี
6 - 10 ธันวาคม 2564 สถานที่ฝึกอบรม ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี โดยได้กาหนดเนื้อหาไว้ใน
หลกั สูตร 15 หัวขอ้ วชิ า ดังนี้
เน้ือหาหลกั สูตร
วชิ าท่ี 1 ขับเคล่ือนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล
วชิ าท่ี 2 หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่
วชิ าที่ 3 ถอดรหัส “พระมหาชนก”
วชิ าที่ 4 ถอดบทเรยี นผา่ นส่ือแผ่นดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต”
วชิ าท่ี 5 สุขภาพพ่ึงตน พฒั นา ๓ ขมุ พลัง “พลังกาย พลังใจ พลงั ปญั ญา”
วชิ าที่ 6 ทฤษฎีบนั ได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง
วชิ าที่ 7 หลกั กสิกรรมธรรมชาติ
วชิ าที่ 8 ถอดบทเรยี นผ่านส่ือ “วถิ ีภูมปิ ัญญาไทยกับการพ่ึงตนเอง”
วชิ าท่ี 9 หลกั การออกแบบเชงิ ภมู สิ ังคมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบอื้ งต้น
วชิ าท่ี 10 Work shop การจัดการพ้ืนที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นาโมเดล”
และสรุปบทเรยี นการออกแบบพ้นื ที่ โคก หนอง นา โมเดล
วชิ าท่ี 11 เรยี นรู้ 9 ฐานการเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพียง
วชิ าท่ี 12 กิจกรรมจติ อาสา เอามอื้ สามคั คี
วชิ าที่ 13 ยทุ ธศาสตรก์ ารขับเคล่ือนปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
วชิ าท่ี 14 จดั ทาแผนและนาเสนอแผนยทุ ธศาสตรก์ ารขับเคลอื่ นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สู่การปฏิบัติ
วชิ าที่ 15 กิจกรรมในหลวงในดวงใจ
เวลา 08.00 – 09.00 น. ผู้เข้าอบรมลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ Zoom และเจา้ หน้าที่โครงการ
ปฐมนิเทศ กระบวนการฝึกอบรม ฯ ยึดหลัก คล่องแคลว่ ครน้ ื เครง คึกคัก และการใส่รหัสปรบมือ 3 3 7 สาหรบั
การจดั กิจกรรมการฝึกอบรมตามหลักสูตรนี้ ในระยะเวลา 5 วัน มีการเรม่ ิ กระบวนการฝกึ อบรมตั้งแต่ เวลา 08.
00 น. – 17.00 น. ของทุกวัน ภายใต้หลักการฝึกอบรมของมูลนิธกิ สิกรรมธรรมชาติ เรยี กว่า “เชา้ ฟังบรรยาย
สายบา่ ยลงมือทา คา่ สรปุ บทเรยี น”
๕
“เชา้ ฟังบรรยาย สายบ่ายลงมือทา เย็นสรุปบทเรยี น”
4.26
รวมทั้งได้มีกาหนดการพิธีเปิดในเวลา 09.๐๐ – 10.00 น. โดยท่านกนกกร สุทธิอาจ
ผู้อานวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม พรอ้ มท้ัง
บรรยายพิเศษ หัวข้อ การขับเคล่ือนโครงการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยกุ ต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล
หลังจากนั้น เข้าสู่กระบวนการฝึกอบรมตามตารางการฝึกอบรม ซึ่งผู้รบั ผิดชอบโครงการ
สามารถสรปุ เน้ือหาวชิ าการ กิจกรรมและผลการดาเนนิ กิจกรรม ดังน้ี
วชิ าที่ 1 บรรยายพิเศษ “ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
วทิ ยากร : นางกนกกร สุทธอิ าจ ผ้อู านวยการศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนอดุ รธานี
วัตถุประสงค์
เพ่ือให้ผู้เข้าอบรมมีความรูแ้ ละเข้าใจถึงแนวทางการขับเคล่ือนโครงการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
ขอบเขตของเนื้อหา
1. ความเปน็ มาของโครงการ
2. การขับเคล่ือนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
3. ตัวอยา่ งความสาเรจ็ ของการขบั เคลือ่ นงาน โคก หนอง นา โมเดล
4. หลกั เกณฑ์ วธิ กี ารทางาน และกระบวนการทางาน 7 กิจกรรม
ระยะเวลา 1 ชวั่ โมง
๖
ขั้นตอน/วธิ กี าร
วทิ ยากร ใช้ PowerPoint ประกอบการบรรยาย โดยสรปุ ดังน้ี
1. ความเป็นมาของโครงการ
2. การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
3. ตัวอยา่ งความสาเรจ็ ของการขบั เคลือ่ นงาน โคก หนอง นา โมเดล
4. หลกั เกณฑ์ วธิ กี ารทางาน และกระบวนการทางาน 7 กจิ กรรม
สรุปผลการเรยี นรู้
วทิ ยากรกล่าวถึง กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีการดาเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” จานวน 7 กิจกรรม ดังนี้
กิจกรรมท่ี 1 ฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะส้ันการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ
โคก หนอง นา โมเดล ดาเนินการฝึกอบรม จานวน 5 วนั ดังน้ี
วันที่ 1 เพ่ือสรา้ งความสัมพันธร์ ะหวา่ งผเู้ ขา้ ฝกึ อบรมและเสรมิ สรา้ งทักษะความรเู้ บ้ืองต้น
วันท่ี 2 เพื่อสรา้ งความรู้ ความเข้าใจหลกั กสิกรรมธรรมชาติ และฝกึ ปฏิบัติฐานเรยี นรู้ ให้เขา้ ถึง
การน้อมนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
วันท่ี 3 เพื่อสรา้ งความรู้ ความเข้าใจให้เข้าถึงการน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สู่การปฏิบัติจนเป็นวถิ ีชีวติ เสรมิ สรา้ งความรู้ ความเข้าใจ สรา้ งทักษะการเป็นครูกระบวนการ ครูประจาฐาน
เรยี นรู้ ครพู าทา
วันท่ี 4 เพื่อสรา้ งความตระหนักกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์ ตลอดจนการใช้
ชีวติ บนพื้นฐานของความเป็นไทย เรยี นรู้การแลกเปล่ียนองค์ความรู้ในรูปแบบการแลกเปล่ียนแรงงาน
การเอามื้อสามคั คี และการดารงตนในภาวะวกิ ฤต
วันที่ 5 เพ่ือเรยี นรู้การออกแบบพื้นที่เชิงภูมิสังคม โคก หนอง นา โมเดล และสามารถ
นาความรไู้ ปใชใ้ นการออกแบบพื้นทโี่ คก หนอง นา โมเดลของตนเองได้อยา่ งเหมาะสม
กิจกรรมที่ 2 สรา้ งพ้ืนที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ (Community Lab Model for
quality of life : CLM) ระดับตาบล และพัฒนาพ้ืนที่ครวั เรอื นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ (Household
Lab Model for quality of life : HLM) ระดับครวั เรอื น
กิจกรรมที่ 2.1 สรา้ งพ้ืนท่ีเรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ (Community Lab
Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล
กิจกรรมที่ 2.2 พัฒนาพ้ืนท่ีครวั เรอื นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ( Household Lab
Model for quality of life : HLM) ระดับครวั เรอื น
กิจกรรมที่ 3 สรา้ งงานสรา้ งรายได้รายเดือน ให้แก่ เกษตรกร บณั ฑิตจบใหม่ กลุม่ แรงงานทีอ่ พยพกลบั
ท้องถ่ินและชุมชน กลุ่มเป้าหมาย : เกษตรกร บัณฑิตจบใหม่ ผู้ว่างงาน กลุ่มแรงงานท่ีอพยพกลับท้องถ่ินและ
ชุมชนทีไ่ ด้รบั ผลกระทบจากสถานการณ์ในชว่ งวกิ ฤตการแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID
- 19) จานวน 9,188 คน แยกการจา้ งงานเป็น ดังนี้
กิจกรรมท่ี 3.1 จ้างงานในพ้ืนที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ (Community
Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล จานวน 337 ตาบล ๆ ละ 10 คน รวม 3,370 คน
กิจกรรมท่ี 3.2 จา้ งงานในพ้ืนท่ีครวั เรอื นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ (Household Lab
Model for quality of life : HLM) ระดับครวั เรอื น จานวน 2,909 ตาบล ๆ ละ 2 คน รวม 5,818 คน
๗
กิจกรรมที่ 4 กระตุ้นการบรโิ ภคภาคครวั เรอื นและเอกชน ผ่านกิจกรรมการพัฒนาและสนับสนุนพื้นที่
ครัวเรอื นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ (Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดับ
ครวั เรอื น
วธิ กี าร/ขัน้ ตอนการดาเนินงาน :
1. สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอจัดซ้ือวัสดุอุ ปกรณ์ ท่ีไม่ใช่ครุภัณฑ์ สาหรับฝึกปฏิบัติ
แลกเปลี่ยนเรยี นรรู้ ว่ มกันในแปลงของครวั เรอื น เชน่ ปุย๋ ฟางขา้ ว แกลบ จอบ เสียม กล้าไม้ พนั ธไุ์ ม้ เปน็ ต้น
2. สานั ก ง านพัฒนาชุมชนอาเภอ ร่วมกั บครัวเรอื นต้ นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ
(Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดับครวั เรอื น ผู้เข้ารว่ มการจา้ งงานสรา้ งรายได้ และ
ประชาชนในพื้นที่และพ้ืนที่ใกล้เคียงพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ จดั กิจกรรมรวมกลุ่มกันพัฒนาพ้ืนท่ี
แลกเปล่ียนองค์ความรูใ้ นรูปแบบการแลกเปลี่ยนแรงงาน การเอาม้ือสามัคคี รว่ มกันในแปลงของครวั เรอื นพ้ืนที่
ละ 3 ครงั้ ๆ ละไมน่ อ้ ยกว่า 20 คน โดยมกี ารสนับสนุนวัสดุอปุ กรณ์ ทไ่ี ม่ใชค่ รภุ ัณฑ์ สาหรบั ฝึกปฏิบัติแลกเปลีย่ น
เรยี นรรู้ ว่ มกันในแปลงของครวั เรอื น เชน่ ปุ๋ย ฟางข้าว แกลบ จอบ เสียม กลา้ ไม้ พันธไุ์ ม้ เปน็ ต้น
กิจกรรมที่ 5 บูรณาการรว่ มพฒั นาพ้นื ทรี่ ะดับตาบล
วธิ กี าร/ขนั้ ตอนการดาเนินงาน
1. สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ แต่งต้ังคณะทางานประสาน 7 ภาคีระดับตาบล ประกอบด้วย
ภาครฐั ภาคเอกชน ภาควชิ าการ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคศาสนา และภาคส่ือมวลชน เพ่ือเป็น
คณะทางานสนับสนุน และประเมินความพร้อมของพ้ืนท่ีเรยี นรู้ชุมชนต้นแบบการ พัฒนาคุณภาพชีวติ
(Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล
2. สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ สนับสนุนให้ครวั เรอื นพ้ืนที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชีวติ ผู้เข้ารว่ มการจ้างงานสรา้ งรายได้ และแรงงานจติ อาสาชุมชน สรา้ งฐานเรยี นรู้ เพ่ือการพึ่งตนเอง
จานวน 9 ฐานเรยี นรู้ ประกอบด้วย ฐานกสิกรรมธรรมชาติ ฐานคนรกั ษ์น้า ฐานคนรกั ษ์แม่ธรณี ฐานคนรกั ษ์แม่โพสพ
ฐานคนติดดิน ฐานคนมีไฟ ฐานคนเอาถ่าน ฐานหัวคันนาทองคา ฐานคนหัวเห็ด ดังนี้
กิจกรรมที่ 1 ฝึกบรู ณาการความรว่ มมอื ในการพัฒนาพน้ื ทร่ี ะดับตาบล
กิจกรรมที่ 2 สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์สาธติ สาหรบั ประจาฐานเพอ่ื การเรยี นรู้
3. สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ สนับสนุนผูเ้ ขา้ รว่ มการจา้ งงานสรา้ งรายได้ ดาเนนิ การ ดังน้ี
3.1 ทางานตามหลักกสิกรรมธรรมชาติในพ้ืนท่เี รยี นรชู้ ุมชนต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ติ
3.2 พฒั นาฐานการเรยี นรเู้ พือ่ การพึ่งตนเอง และจดั ทาส่ือเรยี นรปู้ ระจาฐาน
3.3 เป็นวทิ ยากรประจาฐานการเรยี นรูเ้ พ่อื การพึ่งตนเอง ให้ความรูแ้ ก่ผสู้ นใจ ส่งเสรมิ
การเรยี นรู้ พาทา ปฏิบัติจรงิ จดั กิจกรรมการเรยี นรรู้ ว่ มกันบนสถานการณ์จรงิ
3.4 สนับสนุนองค์ความรู้ แนะนา ส่งเสรมิ ครัวเรอื นพ้ืนท่ีเรยี นรู้ชุมชนต้นแบบ
การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ในการพฒั นาพืน้ ที่แปลงต้นแบบ และเปน็ วทิ ยากรฐานเรยี นรู้ ครูพาทา
4. กรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนครุภัณฑ์ เพื่อพัฒนายกระดั บการแปรรูปผลผลิต
ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมกับการพฒั นาเพ่ือสรา้ งมาตรฐานให้ผลผลติ ในพื้นท่ี เชอื่ มโยงพ้ืนท่ีเรยี นรชู้ ุมชน
ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ (Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล กับพื้นท่ี
ครัวเรอื นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ( Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดับ
ครวั เรอื น ทอี่ ยโู่ ดยรอบเพ่ือเป็นฐานการเรยี นรู้ ฐานการผลิตวัสดุพนื้ ฐานท่ีต้องการใชใ้ นการพัฒนาพน้ื ท่ี
กิจกรรมที่ 6 พฒั นาการสรา้ งมาตรฐานผลผลติ การแปรรูปและการตลาดตามมาตรฐานอินทรยี ์วถิ ีไทย
กลุ่มเป้าหมาย : ครวั เรอื นพื้นที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ จานวน 337 ครวั เรอื น
ครวั เรอื นละ 2 คน รวมจานวน 674 คน
สถานทด่ี าเนินการ : ศูนยก์ ารเรยี นรอู้ นิ ทรยี ว์ ถิ ีไทย และศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย
๘
1. ศูนยเ์ รยี นรอู้ นิ ทรยี ว์ ถิ ีไทยสวนเพชร ตาบลท่าไม้รวก อาเภอท่ายาง จงั หวัดเพชรบรุ ี
2. ศูนย์การเรยี นรู้ Earth Safe อินทรยี ์วถิ ีไทยสวนสายธาร ตาบลหนองหมู อาเภอวหิ ารแดง
จงั หวัดสระบุร ี
3. ศูนย์การเรยี นรูก้ สิกรรมธรรมชาติเพ่ือขับเคลื่อนปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตาบลหนองปลาไหล
อาเภอวงั ทรายพูน จงั หวัดพิจติ ร และศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนพษิ ณุโลก
4. ศูนย์พัฒนาคุณธรรมวัดปา่ นาคา บ้านโคกกลาง ตาบลจุมจงั อาเภอกุฉินารายณ์ จงั หวดั กาฬสินธุ์
- จัดฝึกอบรมเป็นรุน่ ๆ ละ 3 วัน ในหลักสูตรการสร้างมาตรฐานผลผลิต การแปรรูป
และการตลาดตามมาตรฐานอนิ ทรยี ์วถิ ีไทย ดังนี้
วันที่ 1 เพื่อสรา้ งความรู้ ความเข้าใจมาตรฐานแห่งการใช้ศาสตรพ์ ระราชา โครงสรา้ ง
และคุณสมบัติของมาตรฐานอินทรยี ์วถิ ีไทย และฝึกปฏิบัตินวัตกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในสาระสาคั ญ
ดังนี้
- มาตรฐาน Earth Safe อินทรยี ว์ ถิ ีไทยมาตรฐานแห่งการใชศ้ าสตรพ์ ระราชา
- การอนรุ กั ษ์ดินและนา้ การผลติ ปยุ๋ สารชวี ภัณฑ์ ปัจจยั การผลิตทดแทนสารเคมีทกุ ชนิด
- ฝึกปฏิบัติการผลิตพืชและเลี้ยงปศุสัตว์ด้วยรูปแบบและนวัตกรรมท่ีเหมาะสม
(หลมุ พอเพียง การปลกู พืชผกั การผลติ อาหารสัตว์)
วันท่ี 2 เพ่ือสร้างความรู้ ความเข้าใจ และฝึกทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ด้านพลังงาน งานช่าง พลังงาน Solar cell การเป็นเกษตรกรรุน่ ใหม่ และวธิ กี ารจัดการน้าและจดั การแปลง
ฝึกปฏิบัติการแปรรปู ผลผลติ การเกษตรในสาระสาคัญ ดังนี้
- การบรรยายและฝึกปฏิบตั ิ การพฒั นาเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมด้านพลงั งาน งานชา่ ง
พลังงาน Solar cell Smart Farm การจดั การน้าและการจดั การแปลง
- การบรรยายและฝึกปฏิบตั ิ การแปรรูปผลผลติ ทางการเกษตรและการสรา้ งงานสรา้ งอาชพี
วันท่ี 3 เพ่ือสร้างความรู้ ความเข้าใจและฝึกทักษะการสรา้ งและพัฒนาแบรนด์สินค้า
เชอื่ มโยงการตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การส่งเสรมิ การขาย และการนาความรไู้ ปประยุกต์ใชใ้ นสาระสาคัญ ดังน้ี
- การสรา้ งแบรนด์ การรวมกลมุ่ เครอื ขา่ ย
- การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การส่งเสรมิ การขายและกลยทุ ธท์ างการตลาด
- การนาองค์ความรแู้ ละนวตั กรรม แนวคิดการพฒั นาเทคโนโลยีไปใชพ้ ฒั นา
กิจกรรมที่ 7 สรา้ งระบบโปรแกรมและระบบฐานข้อมลู พัฒนาระบบ Digital รองรบั Local Economy
วธิ กี าร/ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน
1. การจัดหาอุปกรณ์ และเครอ่ ื งมือสาหรบั การดาเนินโครงการ ได้แก่ ระบบจัดเก็บ
และประมวลผลข้อมลู ทางภูมิสารสนเทศ รองรบั การเชอื่ มโยงฐานขอ้ มูลและให้บรกิ ารแผนท่อี อนไลน์
2. การสารวจเก็บข้อมูลและจดั ทาแผนท่ีภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ
ด้วยอากาศยานไรค้ นขับ
2.1 วางแผนการบินสารวจเก็บข้อมูลด้วยอากาศยานไรค้ นขับ สาหรบั การสารวจ
และ บนิ สารวจถ่ายภาพในแต่ละแปลงท่ีเข้ารว่ มโครงการฯ ระดับตาบล จานวน 337 แปลง
2.2 การสารวจรงั วัดทาจุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดิน โดยใช้ตาแหน่งสถานีฐาน
ของกรมแผนที่ทหาร ในการรบั ค่าปรบั แก้ความถูกต้องในพื้นที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ
(Community Lab Model for quality of life: CLM) ระดับตาบล จานวน 337 พ้ืนท่ี
2.3 การประมวลผลภาพถ่ายจากอากาศยานไรค้ นขับ ด้วยโปรแกรมเพื่อจดั ทาแผน
ที่ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลเส้นชั้นความสูงภูมิประเทศ และข้อมูลความสูงเชิงเลขสาหรบั เป็น Base map
ในการประมวลผลในการตรวจสอบครง้ั ต่อไป
๙
2.4 จดั หาถ่ายภาพดาวเทียมรายละเอียดสูง (2 เมตร) ครอบคลุมพ้ืนท่ีผู้เข้ารว่ ม
โครงการพฒั นาพน้ื ท่ตี ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
3. พัฒนา Platform เทคโนโลยีภูมสิ ารสนเทศ เพ่ือวัดผลสัมฤทธคิ์ ุณภาพชวี ติ ในบรบิ ท
โคก หนอง นา โมเดล ฐานข้อมูลเกษตรกร การศึ กษา และวเิ คราะห์ ปัจจัยข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม
และสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินคุณค่าในเชิงรายได้และคุณภาพชีวติ ที่ดีข้ึนของผู้เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ
การขยายตัวเศรษฐกิจของชุมชน/วสิ าหกิจชุมชน/โอทอประดับหมู่บ้าน/ตาบล รายได้ครัวเรอื น สุขภาพ
ของเกษตรกรท่ีเข้ารว่ มโครงการฯ และการมสี ่วนรว่ มของคนในครอบครวั และชุมชน สามารถแสดงผลและจดั ทา
แผนทอี่ งค์ประกอบสาหรบั การออกแบบการปรบั พื้นที่ตาม โคก หนอง นาโมเดล
วทิ ยากร เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ซักถามเกี่ยวกับแนวทางการดาเนินโครงการ และเน้นย้า
ให้ทุกคนทราบว่าเป็นโครงการท่ีมีความสาคั ญ โดยน้อมนาศาสตร์พระราชา ทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่
การขบั เคลือ่ น ในรปู แบบ โคก หนอง นา โมเดล
วชิ าที่ 2 หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่
วทิ ยากร :
นายธติ ิพนั ธ์ พลสิงห์ นักทรพั ยากรบคุ คลชานาญการ
นางสาวนภัทร โชติเกษม นักทรพั ยากรบุคคลชานาญการ
นายณัฐวฒุ ิ เหมากระโทก นักทรพั ยากรบุคคล
วัตถุประสงค์
เพื่อสรา้ งความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้เข้าอบรมถึงความสาคัญของ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
และทฤษฎีใหม”่ ตามลาดับอยา่ งเป็นขนั้ เปน็ ตอน
ขอบเขตของเนื้อหา
๑. ส.ค.ส. 2547 วกิ ฤตระเบดิ สี่ลูก
๒. ปรชั ญา 3 ระบบ
๓. แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมศาสตรพ์ ระราชา ว่าด้วยเรอ่ ื งดิน นา้ ป่า คน
๔. ทฤษฎีใหม่ ประยกุ ต์สู่โคก หนอง นาโมเดล
5. วธิ ปี ฏิบตั ิอย่างเป็นข้ันเปน็ ตอน
ระยะเวลา 4 ชว่ั โมง
ข้ันตอน/วธิ กี าร
วทิ ยากร ใช้ PowerPoint หรอื คลิปสื่อ ประกอบการบรรยาย โดยสรุป ดังน้ี
๑. ปรชั ญา 3 ระบบ
๒. แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมศาสตรพ์ ระราชา ว่าด้วยเรอ่ ื งดิน น้า ป่า คน
๓. ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาโมเดล
๔. ตัวอย่างความสาเรจ็ โคก หนอง นา โมเดลวทิ ยากร เปิดวดี ีทัศน์มหกรรมคืนชวี ติ ให้แผน่ ดิน
ครั้งที่ 6 ให้ผู้เข้าอบรมรับชมความเป็นมาและจุดก่อกาเนิดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้น
ใช้ PowerPoint ประกอบการบรรยาย โดยสรปุ ดังนี้
1.1 ส.ค.ส. 2547 วกิ ฤตระเบิดส่ีลูก
บรบิ ทการเปล่ียนแปลงของโลกท่ีคนไทยได้เผชิญมาแล้ว และจะรุนแรงขึ้นในทศวรรษหน้า ด้วยระเบิด ๔ ลูก
ทจี่ ุดชนวนทว่ั โลก
๑๐
ลูกท่ี ๑ วกิ ฤตเศรษฐกิจ (Economic Crisis) วกิ ฤตเศรษฐกิจ พลังงาน น้ามัน การเงนิ ขาดแคลนปัจจัยสี่
และนา้ ด่ืมนา้ ใช้
ลูกที่ ๒ วกิ ฤตสิ่งแวดล้อม (Environmental Crisis) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เช่น โลกรอ้ น
น้าแขง็ ละลาย แผน่ ดินไหว อทุ กภัย วาตภัย และภัยแล้ง การสูญพนั ธุข์ องส่ิงมชี วี ติ
ลูกท่ี ๓ วกิ ฤตสังคม (Social Crisis) วกิ ฤตการณ์สังคม และ โรคระบาดใหม่ ๆ
ลูกท่ี ๔ วกิ ฤตการเมือง(Political Crisis) ความขัดแย้งใน ลัทธิ ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม สีผิว การเมือง
ต่อสู้แยง่ ชงิ ทรพั ยากร นาสู่สงคราม
ฉะนั้นแล้ว ถึงจะเกิดวกิ ฤตอะไร เกิดขึ้นอย่างไร
“ความสามัคคีจึงเป็นพลังค้าจุนแผ่นดินไทย” ได้
เป็นอย่างดี ด้วยการใช้หลักการทรงงาน “เข้าใจ
เข้าถึง พฒั นา”
1. เข้าใจ : เข้าใจศาสตรพ์ ระราชา
(ส่ิงที่พ่อคิด)
: เ ข้ า ใ จ ชี ว ิต ( เ ข้ า ใ จ
ตนเอง)
: เข้าใจโลก (ปัญหา)
: บ ร ิบ ท ข อ ง ชุ ม ช น
(รากเหงา้ )
2. เข้าถึง : ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
(ความร)ู้
: หลกั การทรงงาน
: กิจทีพ่ ่อทา
: ปัญหา
3. พัฒนา : มนษุ ย์ในระบบเศรษฐกิจพอเพียง
: ลงมอื ทา (ทาเปน็ ขน้ั เปน็ ตอน) ทาแบบคนจน
: ปรบั ใช้ : ต่อยอด
๑๑
1.2 ปรชั ญา ๓ ระบบ
เป็นปรัชญาเบื้องหลังของการก่อเกิดและเป็นแรงผลักดันของการสถาปนาปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง เพือ่ เปน็ มรรควธิ ี และวถิ ีในการดาเนนิ ชวี ติ ใหม่ของมวลมนษุ ยชาติ เพอื่ การพ้นทุกข์
เพ่อื ให้เห็นความหมายของทฤษฎีหลักของโลก 2 ทฤษฎี ท่ีต่อสู้กันมาตลอด และเศรษฐกิจพอเพยี ง เป็น
ทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซ่ึงอาจจะมีผู้สอบถามว่า ทาไมจงึ ไม่นาพอเพียงไว้ด้านบน
อธบิ ายได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นฐานก่อนทาการค้า หรอื กระจายรายได้เท่าเทียม เราต้องทาให้พอเพยี งก่อน
เป็นขน้ึ พน้ื ฐาน หากจะทาการค้าในข้ันก้าวหนา้ ก็ต้องแบง่ ปันสังคม ทาบญุ ทาทานก่อน จงึ จะม่ันคงได้
สาหรบั ระบบเศรษฐกิจหลักของโลก 2 ระบบ 1) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) 2) ระบบ
เศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) ลักษณะระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นิยม เรยี กอีกอย่างหนึ่ง
ว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเสรนี ิยม มีเสรภี าพในการตัดสินใจว่า จะผลิตอะไร ( What) ผลิตอย่างไร (How)
ผลิตเพื่อใคร (Who) เอกชนสามารถเลือกใชท้ รพั ย์สินทาการผลิตในสิ่งที่ตนถนัดท่ีสุด และเห็นว่าจะนาผลกาไร
มาให้มากท่ีสุด รฐั บาลไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องหรอื ถ้ามีก็น้อยมาก โดยอยู่ในรูปของการบรกิ ารให้ความสะดวก
แก่ผผู้ ลติ การดาเนนิ การผลติ ข้ึนอย่กู ับ กลไกราคา
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมนิยม (Socialism) รฐั จะเข้าควบคุมและโอนกิจการธนาคารทง้ั หมด มาเปน็ ของรฐั
การดาเนินกิจกรรมขนาดใหญจ่ ะถกู ควบคุมโดยรฐั เชน่ กิจการสาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า ประปา รถไฟโทรศัพท์
และโทรคมนาคม รวมถึงอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เชน่ อุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรม
น้ามันและพลังงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้เอกชนมีทรพั ย์สินส่วนตัวสาหรบั ดาเนินธุรกิจขนาดย่อม มีอิสระในการ
ประกอบอาชีพ และมีเสรภี าพในการเลือกซอื้ สินค้าและบรกิ าร และมีกรรมสิทธิใ์ นที่อยู่อาศัย รฐั จะเข้าไปจดั
สวสั ดิการให้กับประชาชน เชน่ กัน การประกันการวา่ งงาน การกาหนดค่าแรงข้ันตา่ การเลี้ยงดูคนชรา
ระบบเศรษฐกิจ : ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง การรวมตัวกันเป็นกลุ่มของหน่วยเศรษฐกิจ ซง่ึ ประกอบด้วยบุคคล หรอื
สถาบันท่ีทาหน้าที่เฉพาะอย่างในทางเศรษฐกิจ ใชห้ ลักการแบ่งงานกันทาตามความถนัด มีการปฏิบัติภายใต้ระเบียบ
กฎเกณฑ์ นโยบาย และ แนวทางการปฏิบัติท่ีคล้ายคลึงกัน หน่วยเศรษฐกิจ คือ หนว่ ยงานทมี่ อี ยใู่ นระบบเศรษฐกิจ จะ
ทาหน้าท่ีเก่ียวกับกิจกรรมท่ีสาคัญทางด้านเศรษฐกิจอันได้แก่การผลิต การบรโิ ภค และ การแจกจ่ายสินค้า และ
บรกิ าร
๑๒
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจท่ีเปิดโอกาสให้บุคคลท่ัวไปเลือกตัดสินใจดาเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจตามความสามารถและโอกาสของตนโดยอาศัยตลาดและราคาในการเลอื ก โดยรฐั หรอื เจา้ หน้าท่ี
จากส่วนกลางมีบทบาทเก่ียวข้องนอ้ ยมาก
ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม : ทรพั ย์สินและปัจจยั การผลิตเป็นของเอกชน เอกชนเป็นผู้ดาเนินการ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยผ่านกลไกราคา และ มีกาไรเป็นแรงจูงใจ มีการแข่งขันเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจ
รฐั ไม่เข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ มีบทบาทเพียงการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ความยุติธรรม ประชาชนสามารถใช้
ความรูค้ วามสามารถ โอกาส ความคิดรเิ รม่ ิ ของตนในการผลิตและบรโิ ภคเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนได้อย่าง
เต็มท่ี
ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม : เนื่องจากความสามารถ และ โอกาสของบุคคลที่แตกต่างกัน
ทาให้มีระดับรายได้แตกต่างกัน นาไปสู่ปัญหาการกระจายรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน การผลิตในระบบ
ทุนนิยมเป็นท่ีมาของการแข่งขันกันผลิต นาไปสู่การทาลายทรพั ยากร และ ส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติจน
กลายเป็นปญั หาของโลกในปจั จุบนั
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นระบบเศรษฐกิจท่ีรฐั เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต วางแผน
และควบคุมการผลิตบางประเภท โดยเฉพาะการผลิตที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชน เช่น
การสาธารณูปโภค ต่าง ๆ สถาบันการเงนิ ป่าไม้ เอกชนถูกจากัดเสรภี าพในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ
ส่วนท่ีเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ดาเนินการได้เพียงอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมขนาดย่อม ท้ังน้ีเพ่ือแก้ไข
ปัญหาความแตกต่างด้านฐานะระหว่างคนรวยและคนจน
ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม : รฐั ควบคุมการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีการวางแผน
จากส่วนกลาง ความเสมอภาคด้านฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคลในสังคม ประชาชนได้รบั สวัสดิการจากรฐั บาล
กลางโดยเทา่ เทียมกันและสามารถกาหนดนโยบายเป้าหมายตามที่รฐั บาลกลางต้องการได้
ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม : ประชาชนขาดแรงจูงใจในการทางาน เศรษฐกิจของประเทศ
อาจเผชญิ วกิ ฤติหากรฐั กาหนดความต้องการผดิ พลาด การไม่มีระบบแขง่ ขันแบบทนุ นยิ มทาให้ไมม่ กี ารพฒั นา
สินค้า และ บรกิ ารใหมๆ่
ระบบเศรษฐกิจตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นระบบเศรษฐกิจท่ีมุ่งต่อศักยภาพของประเทศที่มี
ความสมดุลเป็นพ้ืนฐาน โดยให้ความสาคัญกับการผลิตเพื่ออุปโภค บรโิ ภค สารอง และแบ่งปัน หลังจากนั้นจงึ
ผลิตเพอ่ื การค้า ซงึ่ ประกอบด้วย 3 คณุ ลักษณะทเ่ี ป็นห่วงสอดรอ้ ยประสานกันเพอื่ นาไปสู่การปฏิบัติ ได้แก่ ความ
พอประมาณ (ความพอดี ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เชน่ การผลิตและ
การบรโิ ภคทอี่ ยใู่ นระดับพอประมาณ) ความมเี หตุผล
(การตัดสินใจเก่ียวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่
เกี่ยวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลท่ีคาดว่าจะเกิดข้ึนจากการกระทานั้น ๆ อย่างรอบคอบ) การมีภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัว
(การเตรยี มตัวให้พรอ้ มรบั ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่าง ๆ ท่ีจะเกิดข้ึนโดยคานงึ ถึงความเปน็ ไปได้
ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดวา่ จะเกิดข้นึ ในอนาคตท้ังใกล้และไกล) นอกจากคุณลักษณะ 3 ห่วงดังกล่าวแลว้ ส่ิง
สาคัญอีกอย่างหน่ึงคือการกาหนดเง่อื นไขไว้ 2 ประการ เพื่อการตัดสินใจและดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ใน
ระดับพอเพยี งนั้นต้องอาศัยทงั้ ความรแู้ ละคุณธรรมเป็นพ้ืนฐาน นัน่ คือ เง่อื นไขความรู้ ซง่ึ ประกอบด้วยความรอบ
รูเ้ กี่ยวกับวชิ าการต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านความรอบคอบท่ีจะนาความรูเ้ หล่านั้นมาพิจารณาให้เชอ่ื มโยง
กันเพ่ือประกอบ การวางแผนและความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ และเง่อื นไขคุณธรรม ที่จะต้องเสรมิ สรา้ ง
ประกอบ ด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซอ่ื สัตย์สุจรติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส้ ติปัญญาใน
การดาเนินชวี ติ
๑๓
คาพ่อสอน "Our loss is our gain" ขาดทนุ คือ กาไร
หลักการ "ขาดทุน" คือ "กาไร" (Our loss is our gain) คือ การดาเนินงานที่ยึดผลสาเรจ็ แห่งความ
"ค้มุ ค่า" มากกว่า "ค้มุ ทุน" คานึงถึงผลประโยชนข์ องคนส่วนรวมมากกว่าผลสาเรจ็ ทเ่ี ป็นตัวเลขอันเป็นผลประโยชน์
ของกลุ่มคนส่วนน้อย เล็งเห็นผลที่ได้จากการลงทุนเพื่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ อันได้แก่ ความอยู่ดีมีสุขของ
ประชาชนซ่ึงตีค่าเป็นตัวเงนิ ไม่ได้ ซ่งึ ถ้าหากพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตรแ์ ล้ว อาจจะถือว่าเป็นการลงทุนที่
ขาดทุนหรอื ไมค่ ้มุ ทนุ
1.3 แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรม ศาสตรพ์ ระราชาวา่ ด้วย ดิน นา้ ปา่ คน
ศาสตรพ์ ระราชา หมายถึง พระราชดาร ิ (King Initiate) พระราชดารสั พระบรมราโชวาท ท่ีได้
มีการนาไปปฏิบัติ โดย มีการประยุกต์ร่วมกับวชิ าการด้านต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะเป็นองค์รวมนามาใช้ร่วมกับ
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ( บรรพบุรุษท่านทาไว้ดีแล้ว) และ ได้นาไปสู่การทดลองปฏิบัติหลายครงั้ จนได้รบั ความ
ผลสาเรจ็ ตามพระราชประสงค์ สามารถนาไปใชแ้ ก้ไขปญั หาด้านต่าง ๆ ได้ เชน่ โครงการพระราชดาร ิ และสรปุ ขนึ้
เป็นหลักการกรอบในการปฏิบัติงาน ( หลักการทรงงาน ) และ ทฤษฎีใหม่ด้าน ต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการ
พัฒนาที่เกิดเป็นรูปธรรมจนเป็นท่ีประจกั ษ์แก่สาธารณะ ท้ังนี้ จากการศึกษาในเบ้ืองต้นพบว่า ศาสตรพ์ ระราชามี
อยดู่ ้วยกัน ๓ ด้าน ด้านการพัฒนามนษุ ย์ ด้านการพฒั นาและบรหิ าร ด้านการอนรุ กั ษ์และฟ้ ืนฟู
๑) ศาสตรด์ ้านการพัฒนามนุษย์ เป็นด้านทีม่ คี วามสาคัญเปน็ อันดับแรก โดยเรม่ ิ ด้วยการพฒั นาคน
ให้มีคุณธรรม แล้วให้มีทาหน้าท่ีในการสรา้ ง ให้เกิดความสมดุล ระหว่างการ อนุรกั ษ์ฟ้ ืนฟู และการพัฒนาบรหิ าร
โดยมีคณุ ธรรมความเพยี รเป็นพื้นฐาน
๒) ศาสตรด์ ้านการพัฒนาบรหิ าร เป็นทฤษฎีใหม่ด้านต่าง ๆ ได้แก่ ทฤษฎีด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
ใ ห ม่ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง “ Sufficiency Economy” ท ฤ ษ ฎี ใ ห ม่ ด้ า น ก า ร เ ก ษ ต ร แ ล ะ ท ฤ ษ ฎี ใ ห ม่
ด้านอ่ืน ๆ ที่เก่ียวข้อง ภูมิสังคม การออกแบบภูมิสังคมโคก หนอง นา โมเดล กสิกรรมธรรมชาติ การพัฒนา
ชุมชนแนวใหม่ การบรหิ ารจดั การแนวใหม่ การจดั การลมุ่ นา้ แบบมีส่วนรว่ ม มาตรฐานอตุ สาหกรรมพอเพียง ฯลฯ
๓)ศาสตรด์ ้านการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟู มีทฤษฎีใหม่ด้านการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ดิน น้า ป่า
ความหลากหลายทางชีวภาพรวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ภูมิปัญญา
ท่ีแตกต่างกันไปตาม ภูมิ-สังคม เชน่ การแก้ปัญหาเรอ่ ื งดิน ใชก้ ารห่มดิน แกล้งดิน ปลูกแฝก อนุรกั ษ์ดินและนา้
ป่า เก็บนา้ ไวใ้ นดิน แก้ลิง ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก บา้ นเลก็ ในปา่ ใหญ่ คนอยูป่ า่ ยงั อนุรกั ษ์พนั ธุกรรมพืช ชา่ งสิบหมู่ ฯลฯ
เศรษฐกิจพอเพียง “Sufficiency Economy” เป็นทฤษฎีใหม่ด้านการพัฒนาและบรหิ าร ที่มี
คุณธรรมเป็นพ้ืนฐาน มีสถานะเป็นลัทธิเศรษฐกิจใหม่ของโลก “มีปรชั ญา (พอ) แนวคิด เป็นการพัฒนาท่ี
พึ่งตนเอง พ่ึงกันเองและแบ่งปัน เป็นลัทธเิ ศรษฐกิจใหม่ ท่ีอยู่ระหว่างท่ามกลางลัทธแิ ละทฤษฎีเศรษฐศาสตร์
แบบเก่าทั้งสามลัทธิ ได้แก่ เศรษฐกิจแบบหลังเขา ลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และลัทธิเศรษฐกิจเสร ี
(ทุนนยิ ม) ซงึ่ เศรษฐกิจพอเพียงมี สองข้นั คือ ข้ันพนื้ ฐาน และ ขั้นก้าวหนา้
เกษตรทฤษฎีใหม่ หรอื ทฤษฎีใหม่ในการพัฒนาการเกษตร เป็นการนาเสนอทั้งแนวคิดใหม่
การพัฒนาท่ีมีระดับการพัฒนาที่เป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบการผลิตเกษตรแบบผสมผสานรูปแบบหนึ่ง
มีลักษณะเป็นเกษตรกรรมทางเลอื กที่มีความยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและส่ิงแวดลอ้ ม แต่มีลกั ษณะ
พิเศษทแ่ี ตกต่างกับระบบเกษตรกรรมย่ังยืนอ่นื ๆ และจดั อยู่ใน ทฤษฎีใหมข่ ้ันที่ ๑
สาหรบั เครอ่ ื งมือที่ใชใ้ นการเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น มีทฤษฎีใหม่ท่ีเกี่ยวขอ้ งเป็นจานวนมาก เชน่ ทฤษฎี
ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้า ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ (ที่รวมถึงความหลากหลาย
ทางวฒั นธรรม ชาติพันธ์ ลัทธคิ วามเชอื่ ศาสนา) องค์ความรภู้ มู ิปญั ญาทอ้ งถ่ิน เปน็ ต้น
ทฤษฎีใหม่ด้านการอนุรกั ษ์และการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติ เช่น ทฤษฎีการอนุรกั ษ์ ดิน น้า ป่า
ความหลากหลายทางชวี ภาพ รวมทั้งทฤษฎีการบรหิ ารจดั การแนวใหมด่ ้านต่าง ๆ ซง่ึ เป็นศาสตรข์ องพระราชาภูมิ
ปัญญาของแผ่นดิน
๑๔
ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับอนุรกั ษ์ดิน
วชิ ชาท่ีว่าด้วยการ“คืนชวี ติ ให้แผ่นดิน” เชน่ หลักกสิกรรมธรรมชาติ (หยุดฆ่า ไม่ปอกเปลอื กเปลือยดิน
ให้ห่มดิน ใชจ้ ุลนิ ทรยี ์ คืนชวี ติ ให้แผ่นดิน จดั การแมลงด้วยระบบนเิ วศน์ ใชส้ มุนไพรในการจดั การแมลงและเป็น
ฮอร์โมน ใช้ปุ๋ยอินทรยี ์ชีวภาพ ฯลฯ ความอุดมสมบูรณ์ ของดินวัดกันที่ ฮิวมัส (ซากพืชซากสัตว์) และ
อินทรยี วัตถุ ท่ีถูกย่อยสลายโดยจุลินทรยี ์ แทนการใช้ปัจจยั การผลิตจากภายนอก เชน่ ปุ๋ยเคมี สารเคมีกาจดั
ศัตรูพืช ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับดิน เชน่ การแกลง้ ดิน และ การห่มดิน เป็นต้น
พระราชดารเิ รอ่ ื ง "ดิน"
"มีความเดือดรอ้ นอย่างยิ่งว่าประชาชนในเมืองไทยจะไรท้ ี่ดิน และถ้าไรท้ ่ีดินแลว้ ก็จะทางานเป็นทาสเขา
ซง่ึ เราไมป่ รารถนาท่ีจะให้ประชาชนเปน็ ทาสคนอ่นื แต่ถ้าเราสามารถท่จี ะขจดั ปัญหานี้ โดยเอาที่ดินจาแนกจดั สรร
อย่างยุติธรรม อย่างมีการจดั ตั้งจะเรยี กว่านิคม หรอื จะเรยี กว่าหมู่หรอื กลุ่ม หรอื สหกรณ์ก็ตาม ก็จะทาให้คนท่มี ี
ชวี ติ แรน้ แค้นสามารถทจี่ ะพัฒนาตัวเองขึน้ มาได้" พระราชดารสั ไว้ ณ สานักงาน กปร. ในปี พ.ศ. 2531
จากจุดเรม่ ิ ต้นของพระเมตตา ท่ีจะเห็นประชาชนมที ีด่ ินทากิน มีผลผลิตเป็นอาหารเพียงพอต่อการดารงชพี
ก่อให้เกิดโครงการพระราชดารติ ่าง ๆ เพอื่ แก้ไขปญั หาในมติ ิ "ดิน" ดังน้ี
1. การแก้ปัญหาขาดแคลนท่ีดินทากินของเกษตรกร
ปญั หาการขาดแคลนทด่ี ินทากินของเกษตรกร เปน็ ปัญหาสาคัญยง่ิ ในชว่ ง 4 ทศวรรษที่ผา่ นมา งานจดั
และพัฒนาที่ดินเป็นงานแรกๆ ท่ีพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงให้ความสาคัญ ทรงเรม่ ิ โครงการพัฒนาที่ดิน
หุบกะพง ตามพระราชประสงค์ เมือ่ ปี พ.ศ 2511 โดยมงุ่ แก้ไขปญั หาการไม่มีท่ดี ินทากินของเกษตรกรเป็นสาคัญ
พระราชดารแิ นวทางหน่ึงในการแก้ไขปัญหาเรอ่ ื งดิน คือ ทรงนาเอาวธิ กี ารปฏิรูปที่ดินมาใชใ้ นการจัด
และพฒั นาที่ดินทเ่ี ป็นปา่ เส่ือมโทรม รกรา้ ง ว่างเปลา่ นามาจดั สรรให้เกษตรกรทไ่ี รท้ ่ที ากินได้ประกอบอาชพี ในรูป
ของหมู่บ้านสหกรณ์ และโครงการจัดและพัฒนาที่ดินในรูปแบบอ่ืน ๆ ทั้งน้ีโดยให้สิทธทิ ากินชั่วลูกชั่วหลาน
แต่ไม่ให้กรรมสิทธใ์ิ นการถือครอง พรอ้ มกับจดั บรกิ ารพน้ื ฐานให้ตามความเหมาะสม นอกจากน้ียังมีการจดั พ้นื ท่ี
ทากินให้ราษฎรชาวไทยภูเขา สามารถดารงชพี อยไู่ ด้เปน็ หลกั แหลง่ โดยไม่ต้องทาลายปา่ อีกต่อไป
2. การอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูดิน
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัวทรงสนพระทัยและให้ความสาคัญมากข้ึนในงานอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูดิน ทีม่ ี
สภาพธรรมชาติ และปัญหาท่ีแตกต่ างกันไปในแต่ ละภูมิภาค โดยเขียนไว้ในเอกสารพระราชทานว่า
“ดินท่ีเหมาะสมสาหรบั การเกษตรกรรม ต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้ มีแรธ่ าตุที่เรยี กว่า ปุ๋ย ส่วนประกอบสาคัญ
คือ 1) N(nitrogen) ในรูป nitrate 2) P(phosphorus) ในรูป phosphate 3) K (potassium) และแรธ่ าตุ
อื่น ๆ O H Mg Fe มีระดับ เปรย้ ี ว ด่าง ใกล้เป็นกลาง (pH 7) มีความเค็มต่า มีจุลินทรยี ์ มีความช้ืนพอเหมาะ
(ไมแ่ ห้ง ไม่แฉะ) มคี วามโปรง่ พอเหมาะ (ไม่แข็ง)” จงึ มีพระราชดารใิ นการแก้ไขปัญหาทด่ี ินท่ีเนน้ เฉพาะเรอ่ ื งมาก
ข้ึน เชน่ การศึกษาวจิ ยั เพ่ือแก้ไขปัญหาดินเค็ม ดินเปรย้ ี ว ดินทราย ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปัญหาดินพรุในภาคใต้ และท่ีดินชายฝ่ ังทะเล รวมถึงการแก้ไขปรบั ปรุงและฟ้ ืนฟูดินที่เสื่อมโทรมพังทลายจาก
การชะล้างหน้าดิน ตลอดจนการทาแปลงสาธติ การพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในพื้นท่ีท่ีมีปัญหาดินเส่ือม
โทรม เพือ่ ให้พื้นทท่ี ีม่ ปี ญั หาเรอ่ ื งดินจากหลายๆ สาเหตุ กลบั มาใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตรได้อีก
ดังนัน้ โครงการต่าง ๆ ในระยะหลัง จงึ เปน็ การรวบรวมความรทู้ ั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจากหลากหลาย
สาขา มาใช้รว่ มกันในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ และที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเ จนก็คือ แนวคิดและ
ตัวอย่างการจดั การทรพั ยากรดินในศูนยศ์ ึกษาการพัฒนาอันเน่ืองมาจากพระราชดาร ิ 6 แห่ง ท่ที รงมีพระราชดาร ิ
ให้จัดตั้งข้ึนเพ่ือทาการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการอนุรกั ษ์ดินและน้า เป็นตัวอย่างในการป้องกันการชะล้าง
พังทลายของดิน การขยายพันธุพ์ ืชเพื่ออนุรกั ษ์ดินและบารุงดิน และสนับสนุนให้เกษตรกรเรยี นรูเ้ ข้าใจวธิ กี าร
อนุรกั ษ์ดินและน้า การปรบั ปรุงบารุงดิน สามารถนาไปปฏิบัติได้เอง ทรงมีพระราชดารวิ ่า “การปรบั ปรุงที่ดินนัน้
๑๕
ต้องอนุรกั ษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ไว้ไม่ให้ไถ หรอื ลอกหน้าดินท้ิงไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะ
รกั ษาความชุม่ ชน่ื ของผนื ดิน”
แนวพระราชดารใิ นด้านการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูดิน ท่ีสาคัญแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1) แบบจาลอง
การพัฒนาพื้นที่ท่ีมีสภาพขาดความสมบูรณ์ ดินปนทราย และปัญหาการชะล้างพังทลาย 2) การแก้ปัญหาดิน
เปรย้ ี ว โดยทฤษฎีแกล้งดิน 3) การอนุรกั ษ์ดินโดยหญ้าแฝก 4) การห่มดิน
2.1 แบบจาลองการฟ้ ืนฟูบารุงดินที่มีสภาพขาดความสมบูรณ์ ดินปนทราย และปัญหาการชะล้าง
พงั ทลาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดต้ัง ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาร ิ 6 แห่งทวั่ ประเทศ รวมทง้ั พระราชทานโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดาร ิ เพื่อเปน็
แหล่งศึกษาวจิ ยั การแก้ไขปัญหาและพฒั นาพืน้ ที่ ที่มีสภาพปญั หาต่างกันตามภูมสิ ังคม ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษา
ดูงานและนาความรไู้ ปปรบั ใชต้ ามสภาพปัญหาพืน้ ท่ี
2.2 การแก้ปญั หาดินเปรย้ ี วด้วย “ทฤษฎีแกล้งดิน”
ดินเปร้ยี วหรอื ดินพรุ เป็นสภาพธรรมชาติของดินที่เกิดจากอินทรยี วัตถุสะสมจานวนมาก
เป็นเวลานานจนแปรสภาพเป็นดินอินทรยี ์ที่มีความเป็นกรดกามะถันสูง เมื่อดินแห้งกรดกามะถันจะทาปฏิกิรยิ า
กับอากาศ ทาให้แปรสภาพเป็นดินเปรย้ ี วจัด ทาการเกษตรได้ผลน้อยไม่คุ้มทุน พบมากในภาคตะวันออกและ
ภาคใต้ และบรเิ วณท่ีราบลุ่มชายฝ่ ังทะเล ในการแก้ปัญหาดินเปรย้ ี ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
พระราชทานแนวพระราชดาร ิ “แกล้งดิน” โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ดาเนินการสนองพระราชดาร ิ
โครงการแกล้งดิน เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน เรม่ ิ จากวธิ กี ารแกล้งดินให้เปรย้ ี ว ด้วยการ
ทาให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพ่ือเรง่ ปฏิกิรยิ าทางเคมีของดิน ซ่งึ จะไปกระตุ้นให้สารไพไรต์ (Pyrite หรอื
FeS2) ทาปฏิกิรยิ ากับออกซเิ จน (O2) ในอากาศ ปลดปล่อยกรดกามะถัน (sulphuric Acid) ออกมา ทาให้ดิน
เป็นกรดจดั จนถึงขั้น “แกล้งดินให้เปรย้ ี วสุดขีด” จนกระทั่งถึงจุดท่ีพืชไม่สามารถเจรญิ งอกงามได้ จากนั้นจงึ หา
วธิ กี ารปรบั ปรงุ ดินดังกล่าวให้สามารถปลกู พชื ได้
วธิ กี ารแก้ไขปญั หาดินเปรย้ ี วจดั ตามแนวพระราชดาร ิ
1. ควบคมุ ระดับนา้ ใต้ดิน เพื่อปอ้ งกันการเกิดกรดกามะถัน จงึ ต้องควบคมุ นา้ ใต้ดินให้อยูเ่ หนอื ชนั้ ดินเลน
ทม่ี ีสารไพไรต์อยู่ เพือ่ ไมใ่ ห้สารไพไรต์ทาปฏิกิรยิ ากับออกซเิ จนหรอื ถกู ออกซไิ ดซ์ (Oxidization)
2. การปรบั ปรงุ ดินมี 3 วธิ กี าร ตามสภาพของดินและความเหมาะสม ได้แก่
- ใชน้ ้าชะล้างความเป็นกรด ดินจะเปรย้ ี วจดั ในชว่ งดินแห้งหรอื ในฤดูแห้ง ดังนั้นการชะล้างควรเรม่ ิ ในฤดู
ฝนเพ่ือลดปรมิ าณการใช้น้าชลประทาน การใช้น้าชะล้างความเป็นกรดต้องกระทาต่อเน่ืองและต้องหวังผล
ในระยะยาว มิใชก่ ระทาเพียง 1 หรอื 2 ครงั้ เท่านัน้ วธิ นี เี้ ป็นวธิ ที ง่ี า่ ยท่ีสุด แต่จาเปน็ ต้องมีนา้ มากพอที่จะใชช้ ะลา้ ง
ดินควบคู่ไปกับการควบคุมระดับน้าใต้ดิน ให้อยู่เหนือชั้นดินเลนท่ีมีสารประกอบไพไรต์มาก เมื่อดิ นคลาย
ความเปรย้ ี วลงแล้วจะมีค่า pH เพ่ิมข้ึน อีกท้ังสารละลายเหล็กและอลูมินัมที่เป็นพิษก็เจือจางลงจนทาให้พืช
สามารถ เจรญิ เติบโตได้ดี ถ้าหากใชป้ ุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตชว่ ย ก็สามารถเจรญิ เติบโตได้ดี ถ้าหากใชป้ ุ๋ย
ในโตรเจนและฟอสเฟตชว่ ยก็สามารถทาการเกษตรได้
- ใชป้ ูนผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน ปูนที่หาได้ง่ายในท้องท่ี เชน่ ใชป้ ูนมารล์ (mar) สาหรบั ภาคกลาง หรอื
ปูนฝุ่น ( lime dust ) สาหรบั ภาคใต้ หว่านให้ทั่ว 1-4 ตันต่อไรแ่ ล้วไถแปรหรอื พลิกกลบคืน ข้อควรจาคือ ไม่มี
สูตรตายตัว โดยปรมิ าณของปนู ท่ใี ชข้ ึน้ อยกู่ ับ
- การใชป้ ูนควบคู่ไปกับการใชน้ ้าชะล้างและควบคุมระดับน้าใต้ดิน เป็นวธิ กี ารที่สมบูรณ์ท่ีสุดและใชไ้ ด้ผล
มา ในพ้ืนท่ีซ่ึงดินเป็นกรดจดั รุนแรงและถูกปล่อยทิ้งเป็นเวลานาน โดยเรม่ ิ จากหว่านปูนให้ท่ัวพ้ืนที่ ใช้ปูน 1-2 ตัน
ต่อไร่ แล้วไถกลบ จากนั้นใชน้ ้าชะลา้ งความเป็นกรดออกจากหน้าดิน และควบคุมน้าใต้ดินให้อยูเ่ หนือชนั้ ดินเลน
ทม่ี สี ารประกอบไพไรต์มากเพอ่ื ป้องกันไมใ่ ห้ทาปฏิกิรยิ ากับออกซเิ จน เพราะจะทาดินกลายเปน็ กรด
๑๖
3. การปรบั สภาพพื้นท่ีมอี ยู่ 2 วธิ ี ได้แก่
- การปรบั ผิวหน้าดิน โดยการทาให้ผิวหน้าดินลาดเอียงเพื่อให้น้าไหลออกไปสู่คลองระบายน้าได้หรอื
ถ้าเป็นการทานาก็จดั ตกแต่งแปลงนาและคันนา ให้สามารถเก็บกักนา้ และสามารถระบายน้าออกได้ถ้าต้องการ
- การยกรอ่ งปลูกพืช วธิ นี ้ีใชส้ าหรบั พ้ืนที่ที่จะทาการปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ผลหรอื ไม้ยืนต้น แต่วธิ นี ี้จาเป็น
จะต้องมีแหล่งน้าชลประทาน เพราะจะต้องขังน้าไว้ในรอ่ งเพอื่ ใชถ้ ่ายเทเปลีย่ น เม่ือน้าในรอ่ งเป็นกรดจดั ในการ
ขุดรอ่ งน้ี เกษตรกรจะต้องทราบว่าในพื้นที่นั้นมดี ินชนั้ เลนซงึ่ เป็นดินที่มสี ารประกอบไพไรต์มากอยู่ลกึ ในระดับใด
เพราะเมื่อขดุ รอ่ งจะให้ลึกเพยี งระดับดินเลนนัน้ โดยทวั่ ไปจะลึกไม่เกิน 100 เซนติเมตร
3. การอนุรกั ษ์ดินด้วยหญ้าแฝก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดารเิ กี่ยวกับการพัฒนาและรณรงค์การใช้
หญ้าแฝก ครง้ั แรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2534 ทรงตรสั ว่าหญ้าแฝกเป็นหญ้าของไทยสามารถใชอ้ นุรกั ษ์ดิน
และน้าได้ดี ปอ้ งกันการชะลา้ งพงั ทลายของดิน ในขณะนั้นยงั ไม่มใี ครรจู้ ักหญ้าแฝก สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรม
ราชชนนี เป็นพระองค์แรกท่ีทาการทดลองเล้ียงและปลูกหญ้าแฝกเป็นจานวน 1 ล้านถุงแรกที่ดอยตุง
หลายหน่วยงานพยายามค้นหาหญ้าแฝกตามสถานท่ีต่าง ๆ แต่ก็ล้มเหลว จนต้องเชิญ ดร.เต็ม สมิตินันท์
ปรมาจารย์ทางด้านพฤกษศาสตร์ ท่านก็ไปชว่ ยหาหญ้าแฝกท่ัวประเทศ
ในท่ีสุดก็เจอหญา้ แฝกที่เพชรบุร ีเป็นหญ้าแฝกท่ีมีกอใหญ่มาก จากนั้นก็เรม่ ิ รวบรวมหญ้าแฝก กรมพัฒนาท่ีดิน
เป็นหน่วยงานแรกท่ีทาการรวบรวมหญา้ แฝก โดยรวบรวมมาจากหลายจงั หวัด ขณะน้ีสามารถรวบรวมสายพันธุ์
ของหญ้าแฝกได้กว่า 100 สายพันธุ์ ถ้าพบที่สงขลาเรยี กว่าสายพันธุส์ งขลา พบที่กาแพงเพชรเรยี กว่าสายพันธุ์
กาแพงเพชร พบที่อุดรก็เรยี ดว่าสายพันธุอ์ ุดร จากการสารวจพบว่ามีกระจายอยู่ทั่วประเทศ กรมพัฒนาท่ีดินได้
นาเอาหญา้ แฝกมาป้องกันการชะลา้ งพงั ทลายหนา้ ดินตามลาคลอง อา่ งเก็บน้า หญ้าแฝกชว่ ยกรองทาให้น้าใส
ที่มา :จากการบรรยาย ดร.วรี ะชัย ณ นคร 27 สิงหาคม 2553 ในการเสวนา “เกษตรย่ังยืน ฟ้ ืนฟูภูมิ
ปัญญา พัฒนาสู่สากล” ในงาน ทักษิณวชิ าการ-เกษตรแฟร์ ครงั้ ที่ 6 และงานนิทรรศการปิดทองหลังพระฯ)
4. การห่มดิน
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวพระราชดารใิ นการดูแลและรกั ษาดินอีกทาง
หนึ่ง นั่นคือ “การห่มดิน” เพอ่ื ให้ดินมีความชุม่ ชนื้ จุลนิ ทรยี ท์ างานได้ดี อันจะส่งผลให้ดินบรเิ วณนัน้ ทาการเกษตร
ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ป้องกันการชะลา้ งพงั ทลายของดินและพัฒนาทรพั ยากรดินให้เกิดแรธ่ าตุ ทั้งนกี้ ารห่มดิน
มีอยู่ด้วยกันหลายวธิ กี าร เชน่ ใชฟ้ างและเศษใบไม้มาห่มดินหรอื วัสดุอ่ืนตามท่ีหาได้ตามสภาพทั่วไปของพื้นที่
การใชพ้ รมใยปาลม์ (wee drop) ซง่ึ ทามาจากปาลม์ ทผ่ี า่ นการรดี น้ามันแล้ว เรม่ ิ จากการนาทะลายปาล์มมาตะกุย
ให้เป็นเส้น ๆ ก่อนจะเอาไปอัดให้เป็นแผ่นเป็นผ้าห่มดิน นอกจากประโยชน์ที่กล่าวไปแล้ว การห่มดินยังจะชว่ ย
คลุมหน้าดินไม่ให้วชั พืชขึน้ รบกวนต้นไม/้ พชื หลกั อีกด้วย
๑๗
ทฤษฎีการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูทรพั ยากรนา้
๑) ศาสตรด์ ้านการจดั การความแห้งแลง้
ด้วยการทาฝนเทียม ซง่ึ ไมเ่ คยมมี าก่อน ในโลก
๒) เก็บรักษาน้า ตามภูมิปัญญาของ
แผ่นดิน
๒.๑) ด้วยการสร้างฝาย เพื่อสร้าง
ความชุม่ ชนื้ เพื่ออนุรกั ษ์ ดิน น้า ป่า เป็นลักษณะฝาย
ขนาดเล็ก กักน้าและความช้นื ให้กระจายตัวในผืนดิน
สรา้ งความชุม่ ชน้ื แก่ปา่ มีความแตกต่างจากทฤษฎีการ
จดั การน้าในอดีตซง่ึ ใชก้ ารกั้นเข่ือนขนาดใหญ่ อ่างน้า
แหลง่ น้าชุมชน เป็นหลัก
๒.๒) ด้วยการทาแก้มลิง เพ่ือกัก
เก็บน้าในขณะท่ีมีน้ามากป้องกันน้าท่วมและเก็บน้าใน
ฤดูแลง้
๒.๓) การปลูกแฝก เก็บน้าไว้ในดิน
อนุรกั ษ์ ดิน น้า และ ป่า และความหลากหลายทาง
ชีวภาพไปพรอ้ มกันสนับสนุนการทาการเกษตร เพื่อ
ปอ้ งกันการพังทลายของดิน ฯลฯ
๒.๔) เก็บน้าไว้ในดิน ระบบนิเวศป่า
ไม้เม่ือมีป่าที่สมบูรณ์ รากต้นไม้ทาหน้าท่ีคล้ายฟองน้า
จะกักเก็บน้าที่ซึมผ่านไว้ในดินและจะค่อยๆ ไหล
ออกมาใชไ้ ด้ตลอดปี หรอื ซมึ ลงไปเก็บไวใ้ นแหลง่ นา้ ใต้
ดิน
การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที”
๑๘
- ฝนหลวง เกิ ดขึ้ นเมื่ อคราวท่ี พระบาทสมเด็ จพระเจ้าอยู่ หั ว รัชกาลท่ี 9
เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเย่ียมราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงสังเกต
ว่ามีเมฆปรมิ าณมากแต่ไม่สามารถรวมตัวก่อเป็นฝนได้เป็นสาเหตุของฝนทิ้งช่วงจน
เกิดความแห้งแล้งจงึ ได้พระราชทานแนวคิดในการทาฝนหลวงและทรงทุ่มเทใช้ เวลาถึง 14ปี
ในการค้นคว้า วจิ ัย และทดลอง จนเกิดความสาเรจ็ ในปี 2512 ช่วยให้ประเทศชาติ
รอดพน้ วกิ ฤติภัยแลง้ มาได้จนถึงปัจจุบนั
• แ น ว พ ร ะ ร า ช ด า ร ิด้ า น ป่ า ไ ม้
- ปลูกป่าโดยไม่ ต้ องปลู ก
ปล่อยพ้ืนที่ป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไป
ทาอะไร ป่าจะเจรญิ เติ บโตเป็นป่า
สมบรู ณ์โดยไม่ต้องปลกู
- ปลูกป่าในที่สูง ใชไ้ ม้จาพวก
ท่ีมีเมล็ดขึ้นไปปลูกบนยอดสูง เม่ือโต
แล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอยตกลง
มาแล้วงอกเองในท่ีต่าต่อไปเป็นการ
ขยายพันธโุ์ ดยธรรมชาติ
- การปลูกป่าทดแทน จะต้องทาอย่างมีแผนโดยการดาเนินการไปพรอ้ มกับการพัฒนาชาวเขา โดยเจา้ หน้าที่
ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตร ต้องร่วมมือกันวางแผนปรับปรุงต้นน้าและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง
- ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกป่า 3 อย่าง คือ ป่าไม้ใช้สอย ได้แก่ ไม้โตเรว็ สาหรบั ใชใ้ นครวั เรอื น
ป่าไม้กินได้ คือไม้ผล และป่าไม้เศรษฐกิจ คือไม้ที่ปลูกไว้ขาย และได้ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ ชว่ ยอนุรกั ษ์ดินและน้า
- ป่าเปียก ทฤษฎีการฟ้ ืนฟูป่าไม้โดยสรา้ งแนวส่งน้าหรอื แนวพืชอุ้มน้าเพื่อให้ดินเกิดความชุม่ ชน้ื ให้ป่าเขียว
สดจงึ ชว่ ยลดปญั หาไฟปา่
- ภูเขาป่า ทฤษฎีการฟ้ ืนฟูป่าโดยการส่งน้าขึ้นไปยังจุดท่ีสูงที่สุดและกระจายน้าให้หล่อเล้ียงกล้าไม้อ่อน
ทป่ี ลูกทดแทนไว้ให้เติบโตเปน็ ภเู ขาป่าทสี่ มบูรณ์
• ฝาย ในหลวง รชั กาลท่ี 9 ได้พระราชทานพระราชดารใิ นปี พ.ศ.
2521 โดยสร้างฝายจากวัสดุท่ีหาง่ายในท้องถ่ิน เช่น หิน
กรวด ไม้ไผ่ ขวางก้ันลาธารหรอื ทางเดินของน้าที่เป็นต้นน้า
หรอื มีความลาดชันสูง จะช่วยชะลอการไหลของน้าให้ช้าลง
เป็นหนทางแห่งการฟ้ ืนฟูป่า หยุดไฟป่า สรา้ งความสมดุล
ให้ระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้าสาหรบั การอุปโภคบรโิ ภค
รวมถึงการเกษตร ถือเป็นวธิ ที ดี่ ีง่ายและเหมาะสมในการดูแล
และฟ้ ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติ
๑๙
• เข่ือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงให้ ความสนพระราชหฤทั ยในการชลประทาน
หรอื การพัฒนาแหล่งน้าเป็นอย่างมาก เพราะทรง
ตระหนักดีว่า “น้าคือชีวติ ”การสร้างเข่ือนในพ้ืนที่ท่ี
เหมาะสม ไม่เพียงแต่จะชว่ ยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนา้
ซง่ึ อานวยประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก ยงั สามารถบรรเทา
อุทกภัยหรอื ปัญหานา้ ทว่ มได้อกี ด้วย
• อ่างเก็บน้า อ่างเก็บน้า เป็นแหล่งน้าผิวดินประเภทหน่ึง
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทาน
พระราชดารเิ พื่อแก้ ปัญหาการขาดแคลนน้าในท้ องถ่ิ น
ทุรกันดารและแห้งแล้ง ให้ราษฎรได้มนี า้ สาหรบั อุปโภค บรโิ ภค
และเพ่ือใชใ้ นการเกษตร ซง่ึ อ่างเก็บน้าสามารถเก็บรกั ษานา้ ทม่ี ี
ตามธรรมชาติในฤดูฝนไวใ้ ห้เพยี งพอใชไ้ ด้ตลอดทั้งปี
•แฝก ในปี 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รชั กาลที่ 9 ทรงมีพระราชดารเิ ป็นครง้ั แรกให้หน่วยงานต่าง ๆ
ทาการศึกษา ทดลอง และดาเนินการปลูกหญ้าแฝก ซงึ่ เป็นประโยชน์อย่างย่ิงแก่การอนุรกั ษ์ดินและน้า เพราะมีราก
ท่ีหย่ังลึกแผ่กระจายลงไปตรง ๆ ทาให้อุ้มน้าและยึดเหน่ียวดินได้ม่ันคง ลดการพังทลายของ ดิน อีกทั้งมีลาต้น
ชดิ ติดกันแน่นหนาจงึ ชว่ ยดักตะกอนดินและรกั ษาหน้าดินได้เป็นอยา่ งดี
• แก้ มลิง แนวพระราชดารขิ องในหลวง รัชกาลท่ี 9 ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของน้าท่วมท่ีเกิดขึ้นใน
กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 โดยให้จดั หาสถานท่ีเก็บกักน้าตามจุดต่าง ๆ เพื่อรองรบั น้าฝนไว้ชว่ั คราว เม่ือถึง
เวลาท่ีคลองพอจะระบายน้าได้จงึ ค่อยระบายน้าจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป จงึ สามารถชว่ ยลดปัญหาน้าท่วม โดยทรง
ได้แนวคิดจากการทีล่ ิงอมกลว้ ยไวใ้ นกระพงุ้ แก้มคราวละมาก ๆ จากนั้นจะค่อย ๆ นาออกมาเคี้ยวและกลนื กินภายหลงั
๒๐
• กังหันนา้ ชยั พัฒนา ส่ิงประดิษฐข์ องในหลวง รชั กาลที่ 9 เพื่อบาบดั นา้ เสียด้วยการเติมออกซเิ จนลงไปในน้า สามารถ
แก้ไข ความเสื่อมโทรมของสภาพน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย
ของพระมหากษัตรยิ ์พระองค์แรกของไทยและครงั้ แรกของโลก ปัจจุบันกังหันน้าชยั พัฒนาได้มีการติดต้ัง ไม่เฉพาะ
ในประเทศไทยเทา่ นัน้ แต่ได้มีการขอนาไปใชง้ านในประเทศเบลเยียม อนิ เดีย และอังกฤษด้วย
• น้าดีไล่นา้ เสีย ตามแนวพระราชดารขิ องพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี 9 ในการใช้น้าคุณภาพดีมาช่วย
บรรเทาน้า เน่าเสีย โดยให้น้าดีผลักดันน้าเน่าเสียออกไป
และช่วยให้น้าเน่าเสียมีสภาพเจอื จางลง โดยใชห้ ลักการ
ตามธรรมชาติ แห่งแรงโน้มถ่วงโลก (Gravity Flow)
ควบคู่กับการบรหิ ารจัดการ ทั้งน้ีโดยรบั น้าจากแม่น้า
เจา้ พระยาหรอื จากแหล่งน้าภายนอกส่งไปตามคลองต่าง ๆ
ซึ่งกระแสน้าจะไหลแผ่กระจายขยายไป ตามคลองซอย
ที่เชื่อมกับแม่น้าเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่ง เมื่อน้าสามารถ
ไหลเวยี นไปตามลาคลองได้ตลอด ย่อมสามารถเจอื จางน้าเน่าเสียและชกั พาสิ่งโสโครกออกไป เปน็ วธิ กี ารชว่ ยบรรเทา
น้าเนา่ เสียในคลอง ต่าง ๆ ในชว่ งฤดูแลง้ ได้เป็นอยา่ งดี
• แกล้งดิน แนวพระราชดารขิ องในหลวง
รชั กาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานในปี 2527
ณ ศู น ย์ ศึ ก ษ า ก า ร พั ฒ น า พิ กุ ล ท อ ง
อันเนื่องมาจากพระราชดาร ิจงั หวัดนราธวิ าส
เพ่ือแก้ไขปัญหาดินเปรย้ ี วหรอื ดินเป็น
กรด อันเกิดจากการ ตกตะกอนของน้า
ทะเลหรอื ตะกอนน้ากรอ่ ย ท่ีมีสารประกอบ
ของก ามะถั นซ่ึ งจะถู กเปลี่ ยนเป็ นกรด
กามะถันตามกระบวนการธรรมชาติและ
สะสมในช้ันหน้าดิน โดยดินที่มีความเป็นกรดสูง ความอุดม สมบูรณ์จะต่า ขาดธาตุอาหารที่จาเป็นต่อการ
เจรญิ เติบโตของพืชอย่างรุนแรง โดยวธิ กี ารแก้ไขคือ ให้ขังน้า ไว้ในพื้นที่ที่มีปัญหา จนกระทั่งเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
ทาให้ดินเปรย้ ี วจดั จนถึงทีส่ ุดจงึ ระบายน้าออกและปรบั สภาพฟ้ ืนฟูดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งดินมีสภาพดีพอทจ่ี ะ
ใชใ้ นการเพาะปลกู ได้
๒๑
• ทฤษฎีใหม่ การทาการเกษตรในพื้นท่ีขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย
นาข้าว 30% สระนา้ 30% พืชไรพ่ ชื สวน 30% อกี 10% สาหรบั สรา้ งบ้าน-เล้ียงสัตว์ ซงึ่ หากดาเนินการ ดังน้ี เกษตรกร
จะสามารถเล้ียงตัวเองได้ และมีน้าใชเ้ พ่ือการเพาะปลูกตลอดท้ังปี โดยพระบาทสมเด็จพระ เจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี 9
ทรงศึกษาและทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ ณ โครงการพัฒนาพ้ืนที่บรเิ วณวัดมงคล ชัยพัฒนาอันเน่ืองมาจาก
พระราชดาร ิ จงั หวัดสระบรุ ีซง่ึ ถือเป็นสถานท่ีเรยี นรดู้ ้าน “ทฤษฎีใหม”่ แห่งแรก ของประเทศไทย
• แหลมผักเบ้ีย พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี 9 ได้พระราชทานพระราชดารใิ นการแก้ไขปัญหาน้าเน่าเสีย
ของชุมชนเมือง โดยทรงให้ศึกษาทดลองด้วยวธิ ธี รรมชาติ ณ โครงการศึกษาวจิ ยั และพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย
อันเนื่องมาจากพระราชดาร ิ จังหวัดเพชรบุร ี โดยดาเนินการทั้งการแก้ปัญหาน้าเน่าเสียและการกาจัดขยะ
ด้วย 4 ระบบ คือ ระบบบ่อบาบัดน้าเสีย ระบบพืชและหญ้ากรองน้าเสีย ระบบพื้นที่ชุ่มน้าเทียม และระบบแปลง
พืชป่าชายเลน ซง่ึ เป็นการแก้ไขปัญหาด้วยวธิ ธี รรมชาติชว่ ยธรรมชาติ สรา้ งสมดุลให้เกิดแก่ระบบนิเวศ มีการเพ่ิมข้ึน
ของพ้ืนทปี่ ่าชายเลน สัตวน์ ้า และนกนานาชนดิ
•ป่าชายเลน ที่ผ่านมาป่าชายเลนได้ถูกทาลายไปเป็นจานวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 9
ได้พระราชทานพระราชดารใิ ห้หาวธิ อี นุรกั ษ์และขยายพันธุโ์ ดยเฉพาะต้นโกงกางเพ่ือเพ่ิมปรมิ าณพ้ืนท่ีป่าชายเลนให้
มากขึ้น เนื่องจากป่าชายเลนมีความสาคัญต่อระบบนิเวศบรเิ วณชายฝ่ ัง ถือเป็นถ่ินกาเนิดและเป็นท่ีเจรญิ เติบโตของ
พันธุพ์ ืชและสัตว์น้านานาชนิดปัจจุบันหลายหน่วยงานได้รว่ มมือกันเพ่ือสรา้ งพื้นท่ีป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์
ตามแนวพระราชดารเิ พื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
๒๒
เม่ือต้องสรุปพระราชกรณียกิจของ ในหลวง ร.9 ให้ได้ในหน่ึงหน้ากระดาษ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธกิ าร
มูลนิธิชัยพัฒนา เลือกใช้ประโยคข้างต้นน้ี แทนใจความท้ังมวล ชายข้าราชบรพิ ารผู้รบั ใช้เบ้ืองพระยุคลบาท
อยา่ งใกลช้ ดิ มานาน 35 ปี กลา่ วในงานปฐกถา งานหนง่ึ ว่า
“...งานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรม่ ิ ต้นบนท้องฟ้า ผ่านภูเขาลงที่ราบ ออกสู่ทะเลขณะท่ี
เราทกุ คนเห็นเป็นก้อนเมฆ พระองค์ท่านเห็นเป็นนา้ จะทาอยา่ งไรให้ก้อนเมฆที่เป็นน้าอยูใ่ นลกั ษณะไอลงมาเป็นหยด
น้า เกิดเป็นฝนหลวง ต่อด้วยการปลูกป่าอนุรกั ษ์เสรจ็ แล้วมาพักอยู่กลางภูเขา พระองค์ท่านรบั ส่ังทาฝายชะลอน้า
สรา้ งอ่างเก็บน้า น้าถูกส่งไปยังพื้นสวน ไร่ นา ถ่ายเป็นของเสีย พระองค์ท่านใชพ้ ืชชนิดฟองน้า ส่งผ่านป่าโกงกาง
สู่วงจรทค่ี รบครนั ผมสรุปงานพระเจา้ อยูห่ ัวฯ ในกระดาษแผ่นเดียวใชห้ ัวขอ้ ชอื่ ว่า จากนภา ผา่ นภูผา สู่มหานที...”
ข้ อความจากชายผู้ เคยได้ เห็ นแม้ นหยาดเสโทของพระบาทสมเด็ จพระปรมิ นทรมหาภู มิ พลอดุ ลยเดช
อยา่ งใกล้ชดิ ผนู้ ย้ี อ่ มเปน็ ส่ิงยนื ยนั แก่พสกนิกรชาวไทยได้อย่างดี ว่าส่ิงท่ีพระองค์ทรงให้ความสาคัญยง่ิ บนผืนแผ่นดินนี้
คือ น้า ดังพระราชดารสั ที่เคยตรสั ไว้ เมื่อ 17 มีนาคม 2529 ความวา่
“… หลักสาคัญว่าต้องมีน้าบรโิ ภค น้าใช้ น้าเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชวี ติ อยู่ที่นั่น ถ้ามีน้าคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้าคนอยู่
ไม่ได้ ไม่มไี ฟฟ้าคนอย่ไู ด้ แต่ถ้ามไี ฟฟ้า ไมม่ ีน้าคนอยูไ่ มไ่ ด้ …”
และไม่เพยี งแต่พระราชดารสั ของพระองค์ หรอื ภาพประกอบ จาก ดร.สุเมธ ในงานปฐกถาใด
แต่ส่ิงทอ่ี ธบิ ายได้ดีทีส่ ุดคือ “ภาพในหัวใจคนไทย” ทีพ่ ระองค์ทรงฝากไว้ ตลอด 70 ปี
ทฤษฎีการปลูกป่าแนวใหม่ โดยเรม่ ิ ท่ีจะปลูกป่าในใจคน ทั้งเจา้ หน้าท่ีและชาวบ้านให้รกั ป่า และปล่อยให้ป่าเขาขึ้น
เอง อย่างไปรบกวนคือ “การปลูกปา่ โดยไม่ต้องปลูก” ในเวลาเดียวกันต้อง “รู้ รกั สามัคคี” คนสามารถอยู่กับปา่ ได้ถ้ามี
จติ สานกึ และรคู้ ณุ ค่าของป่า “คนอยูป่ ่ายัง” และอย่แู บบไมก่ ระทบป่าโดยใชห้ ลักการ “บา้ นเลก็ ในป่าใหญ”่ เปน็ ต้น
๒๓
ทฤษฎีการทางานใหม่ เช่น การบูรณาการ อะลุ่มอล่วย ปรกึ ษาหารอื การมีส่วนร่วม “เบญจภาคี” (ภาครัฐ
ภาควชิ าการ ภาคประชาชน ( บวร บ้านชุมชน วัด โรงเรยี น) ฯลฯ ซง่ึ เป็น “ประชารฐั ” ท่ีแท้จรงิ ไม่ใชส่ มรูร้ ว่ มคิด
อย่างท่ีรฐั บาลทาอยู่
ตัวอย่างทฤษฎีใหม่ด้านการพฒั นาและบรหิ ารด้าน อนื่ ๆ เชน่
๑) ต้นแบบการบรหิ ารธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (“พอ” ไม่โลภไม่เบียดเบียน แบ่งปัน ที่นาไปใชก้ ับ
การจดั การธุรกิจโรงแรมเช่น ชุมพรคาบาน่ารสี อรท์ อนัตตารสี อรท์ เชยี งใหม่ ที่ได้นาการพ่ึงพาตนเอง และศาสตร์
ของพระราชาท่ีเกี่ยวข้อง ไปใชจ้ นประสบผลสาเรจ็ สามารถลดหนี้สินท่ีเกิดจากระบบเศรษฐกิจตาโตในอดีตได้อย่างมี
นัยสาคัญ มีประสิทธภิ าพ)
๒) นาไปใช้กับองค์กรภาคอุตสาหกรรม การจัดการองค์กรขนาดใหญ่จาเป็นต้องอบรมพนักงานให้เข้าใจ
พ้ืนฐาน การมีคุณธรรม เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาคนให้สานึกในคุณธรรมในทุกระดับขององค์กร ด้านอุตสาหกรรม
ก็ต้องเรม่ ิ ต้นที่การพัฒนาพนักงานโดยใช้กระบวนการสรา้ งมาตรฐานพอเพียงด้านอุตสาหกรรม เป็นกุศโลบาย
ในการดึงภาคอุตสาหกรรมเข้ามารว่ มผลักดันขบวนการเศรษฐกิจพอเพียง โดยการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม
พอเพียง มอก.๙๙๙๙ ขึ้นใช้เป็นเครอ่ ื งมือในการสรา้ งทุนใหญ่ท่ีมีหัวใจพอเพียง รูจ้ ักพอ ไม่โลภ ไม่เบียดเบียน
รจู้ กั แบ่งปนั ให้เข้ามามสี ่วนในการพัฒนาชุมชนในทฤษฎีใหมข่ นั้ ที่สาม
๓) ทฤษฎีการศึกษาใหม่ โดยสถาปนา “สถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสรจ็ หรอื ปูทะเลย์มหาวชิ าลัย
หรอื โพธยิ าลัยมหาวชิ ชาลัย ท่ีจาเป็นต้องมีการปรบั ระบบการศึกษากันใหม่ให้เป็นระบบการศึกษาท่ีมี “ศีลเด่น
(วนิ ัย) เป็นงาน ชาญวชิ ชา” การจดั ทาหลักสูตรที่เหมาะสมกับพื้นท่ี นาองค์ความรู้ภูมิปัญญาท่ีมีอยู่กลับนามาใช้
ในการพัฒนาท้องถิ่น และหลกั สูตรการศึกษาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การนาศาสตรพ์ ระราชาด้านต่าง ๆ อนรุ กั ษ์
พัฒนามนุษย์ พัฒนาและบรหิ าร ที่ควรจัดทาเป็นหลักสูตรใช้สอนกันในทุกระดับการศึกษา เช่น เศรษฐกิจพอเพียง
ที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เกษตรทฤษฎีใหม่ และ เทคนิคการเกษตรท่ีเหมาะสม คือ“กสิกรรมธรรมชาติ”
ท่ใี ชใ้ นการการส่งเสรมิ เกษตรกรให้พ่งึ ตนเอง ธรรมชาติชว่ ยธรรมชาติ ภูมิ-สถาปัตย์ เปน็ ต้น
๔) การวจิ ยั แนวใหม่ ที่ชุมชนหรอื ผู้ที่เป็นเจา้ ของปัญหา เป็นคนกาหนดหัวข้อวจิ ยั เพื่อตอบปัญหาของชุมชน
โดยใช้ศาสตรพ์ ระราชาที่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องผ่านระบบงานวจิ ัยแบบเก่า ที่นักวจิ ัยทาไป
เพื่อตอบสนองวชิ าการที่ร่าเรยี นมา เมื่องานวจิ ัยเสรจ็ นักส่งเสรมิ เป็นผู้นาไปเผยแพรซ่ ่ึงไปไม่ค่อยถึงชาวบ้าน
เพราะอธิบายเป็นวชิ าการชาวบ้านไม่เข้าใจ หากชาวบ้านทางานวจิ ัยโดยมีภาคราชการและนักวชิ าการเป็นพี่เลี้ยง
หรอื การนาผลการวจิ ัยของชาวบ้านนามาสนับสนุนเชิงวชิ าการ กาหนดเป็นนโยบาย น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแนวพระราชดารแิ ละทรงทา
เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความผูกพันเกื้อกูลของดิน น้า ป่าและคน มาอย่างต่อเนื่องจนเป็นท่ีประจักษ์และเป็น
แนวทางให้พสกนิกรดาเนนิ รอยตาม เม่ือท้งั วงจรได้รบั การดูแลรกั ษา ย่อมเกิดการพัฒนาที่ยง่ั ยนื อกี นานเท่านาน
๒๔
1.4 ทฤษฎีใหม่
“ทฤษฎีใหม”่ คือแนวพระราชดารใิ นพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวรชั กาลที่ ๙ ท่ีทรง
พระราชทานให้กับพสกนิกรของพระองค์ท่านเพือ่ ให้ใชเ้ ป็นกรอบแนวคิด และแนวทางการปฏิบัติใน
การดารงชีวติ อยู่อย่างพอเพียง แนวทางดาเนินการดั งกล่าวนาไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง
ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน บนพื้นฐานของความพอเพียง ปรชั ญาของคาว่า “พอ” มีพ้ืนฐานจากธรรมะ
ทีเ่ รยี กวา่ ”สันโดษ”
ทฤษฎีใหม่ แบ่งการพัฒนาออกเป็น ๓ ระดับ
ทฤษฎีใหมข่ ้ันท่ี ๑ พ่ึงตนเองอยา่ งนอ้ ยหน่ึงในส่ขี องการปฏิบัติ
ทฤษฎีใหมข่ ้ันท่ี ๒ รวมกลมุ่ กนั พ่งึ กันเอง
ทฤษฎีใหมข่ ้ันที่ ๓ ทนุ ที่มคี ณุ ธรรม สนับสนนุ ชุมชนและเครอื ขา่ ย ค้าขายกันโดยตรงไมผ่ า่ นคนกลาง
แบบเก่า
“ทฤษฎีใหม่”เป็นระบบความคิดเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาท่ีไม่เคยมีผู้ใดคิดมาก่อนและแตกต่าง
จากแนวคิดทฤษฎีและวธิ กี ารท่ีเคยมีมาก่อนทั้งสิ้น จงึ ได้เรยี กว่าเป็นทฤษฎีใหม่ ซง่ึ ได้มีการพัฒนาขึ้นใชใ้ นการ
แก้ไขปญั หาด้านการเกษตร และด้านอ่นื ๆ มากกวา่ ๕๐ ทฤษฎี
๑) เศรษฐกิจพอเพียง เองก็เป็นหนึ่งใน ทฤษฎีใหม่ เป็นทฤษฎีการพัฒนาประเทศท่ีมี ความยั่งยืน
เป็นเป้าหมายการพัฒนา ที่ให้ความสาคัญกับความสมดุล ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อมและวัฒนธรรม โดย
เน้นไปท่ีการพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง ตัดคนกลางแบบเก่าออก ไม่ได้มุ่งเป้าการผลิตเพ่ือการค้าขาย (ซงึ่ ไม่ใช่
ไม่สามารถค้าขายได้ แต่ค้าขายในที่ไม่ไกลก่อน ค้าขายกันในกลุ่ม ชุมชน เครอื ข่ายให้ได้เสียก่อน แล้วจงึ ค่อย
ค้าขายในโลกเสร ีเมอ่ื มคี วามพรอ้ มแล้วเท่านั้น ซงึ่ ควรจะค้าขายในระบบตลาดทม่ี ีคณุ ธรรม (Fair Trade) )
๒) มีนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆเกิดขึ้นจากแนวทฤษฎีใหม่นี้เช่น ทฤษฎีใหม่ในการพัฒนาชุมชน
เข้มแขง็ ท่ีเรยี กว่า “บวร” (บ้าน ชุมชน วัด โรงเรยี น ราชการ) เพื่อการจดั การตนเอง หรอื “ชุมชนจดั การตนเอง ”
(One Stop Service)“สถานอบรมส่ังสอนให้เบ็ดเสรจ็ ” (จากพระราชนิพนธพ์ ระมหาชนก)
๓) กระบวนการจดั ทาแผนพัฒนาชุมชน ตามหลกั เศรษฐกิจพอเพียง ทม่ี ีการนาหลกั การทรงงาน ไป
ประยุกต์ใช้ เช่น “ระเบิดจากข้างใน” สู่กระบวนการ พัฒนาชนบทโดย “การบูรณาการเชงิ พ้ืนท่ี” ของมูลนิธปิ ิด
ทองหลงั พระ เป็นต้น
เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปธรรม หรอื ภาคปฏิบัติของเศรษฐกิจพอเพียงข้ันพน้ื ฐาน เพ่อื ให้เกษตรกร
มีภูมิคุ้มกัน จากความเส่ียงที่ต้องเผชิญจากการเปล่ียนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ การกระบวนการผลิต
๒๕
การตลาด นโยบายทางการเกษตร อาทิ เชน่ ความผันแปรของ ธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ ความเส่ียงด้านราคา
ปัจจัยการผลิตท่ีมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วง ฤดูกาลผลิต และ ราคาผลผลิตท่ีมีความผันผวนลดลงอยู่ตลอดเวลา
การเปล่ียนแปลง นโยบายการเมือง โดยพระองค์ท่านได้ทรงพระราชทา นพระราชดารแิ ละสรา้ งต้นแบบ
และตัวอย่าง ของ การทาเกษตรแนวใหม่ ที่ให้ความสาคัญ และ เคารพต่อธรรมชาติและสภาพแวดลอ้ ม เพื่อให้
เอ้ือต่อการทาเกษตรกรรมให้ยงั่ ยืน ทไ่ี ม่ใชส้ ารเคมสี ังเคราะห์ในกระบวนการผลติ ท้ังนี้ เพอ่ื ให้เกษตรกรรายย่อย
ที่มีที่ดินไม่มากได้ใชเ้ ป็นแนวทางใหม่ที่กลับมาพึ่งพาตนเองและระบบนิเวศท่ีสมดุล ให้สามารถมีวถิ ีชวี ติ ท่ีเรยี บ
ง่ายเพื่อเป้าหมายของทฤษฎีใหม่ คือ ความพออยู่ พอกิน พอใช้ พอ รม่ เย็น ให้ได้เสียก่อน เพื่อท่ีจะได้พัฒนา
ในระดับท่ีสูงขึ้นต่อไป
เกษตรทฤษฎีใหม่ ในความหมายที่นาเสนอต่อไปน้ี หมายถึงทฤษฎีใหม่ด้านการเกษตรท่ีเน้น
การบรหิ ารจดั การ น้า ท่ีดินและแรงงานจานวนไม่มากนัก(น้อย) ซง่ึ เป็นหนึ่งในพระราชดารขิ องพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ โดยมีเป้าหมายเพอื่ การอยู่อาศัยและการดาเนินชวี ติ อย่างมนั่ คง ย่ังยืน ซงึ่ เปน็
การคิดบนหลักการใหม่ ท่แี ตกต่างจาก แนวทางการทาการเกษตรเพื่อการค้าและอตุ สาหกรรม ที่มุ่งผลิตผลผลติ
ในปรมิ าณมากเพ่ือการค้าขายเปน็ หลกั
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ทรงให้ความสาคัญกับการพฒั นาการเกษตรเป็นอย่างย่ิง ในชว่ งแรก
ของการพัฒนาทฤษฎีใหม่นั้น พระองค์ทรงใช้พ้ืนท่ีบรเิ วณวังสวนจิตรลดารโหฐานเป็นสถานที่ทาการศึกษา
ค้นคว้า ทดลอง จากนั้นได้ขยายไปยังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดารติ ามจงั หวัดต่าง ๆ ปัจจุบันมีโครงการ
พระราชดารแิ ละโครงการตามแนวพระราชดารมิ ากกว่า ๔,๕๐๐ โครงการ โดยโครงการพระราชดารสิ าคัญ
โครงการหน่ึงต้ังอยู่ ณ วัดมงคลชยั พัฒนา ตาบลห้วยบง อาเภอเฉลิมพระเกียรติในจงั หวัดสระบุร ี ซ่งึ ถือเป็น
พื้นที่แรกท่ีได้นา “ทฤษฎีใหม่” ด้านการเกษตรสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจนประสบความสาเรจ็ เป็นต้นแบบ
ของการทาเกษตรทฤษฎีใหม่ทั่วประเทศ
หัวใจสาคัญของทฤษฎีใหม่ “ทฤษฎีใหม่นั้นยืดหยุ่นได้ และต้องยืดหยุ่น เหมือนชีวติ ของเรา
ทกุ คนต้องมียืดหย่นุ …”
พระราชดารสั ในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ณ สวนสมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
จงั หวดั เพชรบุร ีเม่อื วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๑
แนวพระราชดารเิ ม่ือวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชีใ้ ห้เห็นว่า
อาชีพของคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ การเกษตรกรรมโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเกษตรกรรายย่อย มีสมาชิก
ครอบครวั เฉลยี่ ประมาณครอบครวั ละ ๔-๖ คน ส่วนใหญม่ ฐี านะค่อนขา้ งยากจน มที ด่ี ินทากินน้อย หรอื บางรายไม่
มที ดี่ ินทากินเลย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา โดย
ประยุกต์ใชห้ ลักการของเศรษฐกิจพอเพียง รูจ้ กั พอ ไม่โลภ ไม่เบียดเบียน พ่ึงตนเอง พ่ึงกันเอง เข้ากับการทา
การเกษตรแนวใหมอ่ ยา่ งเปน็ รูปธรรม
โดยเรม่ ิ จากการศึกษาขอ้ มลู จนพบว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญม่ พี น้ื ที่เฉล่ียอยู่ประมาณครอบครวั ละ
๑๐-๑๕ ไร่ ( ค่าเฉล่ียของการถือครองที่ดินในขณะนั้น) จงึ ทรงคิดคานวณ จาแนกการใชพ้ ื้นทีดินเพื่อการดาเนิน
ชวี ติ โดย มเี ปา้ หมายหลัก คือ ทาอยา่ งไรให้ มขี า้ ว ปลา อาหาร เพยี งพอและปลอดภัยตลอดปี จากผืนดินจานวน
น้อยท่ีมีอยู่ เพ่ือท่ีจะได้ประหยัดค่าใชจ้ า่ ยท่ีต้องจ่ายไปกับค่าอาหาร และ ของกินของใช้ต่าง ๆ เพ่ือให้มีรายได้
เหลือพอสาหรบั จบั จา่ ยใชส้ อยในส่ิงที่จาเป็นสาหรบั ชวี ติ นอกจากนั้นยัง มีความมั่นคงในท่ีอยู่อาศัย เม่ือมีความ
มน่ั คงในชวี ติ ก็ดาเนนิ ชวี ติ ด้วยความรกั ความสามคั คี และเออื้ อาทรกันในระดับทส่ี ูงขึ้นไปคือระดับชุมชน
๒๖
สรุปแนวคิด ข้ันตอนการดาเนินงาน
พระองค์ท่านทรงพระราชทานดารใิ ห้ทดลอง “ทฤษฎีใหม่” ขึ้นครงั้ แรกท่ีวัดมงคลชยั พัฒนา เม่ือ ปี
พ.ศ.๒๕๓๒ โดยพระราชทานทุนทรพั ย์ส่วนพระองค์ ( เพ่ือซื้อที่ดินจานวน ๑๕ ไร่ ใกล้วัดมงคลชยั พัฒนาทดลอง
ทาทฤษฎีใหม่จากนั้นขยายโครงการไปยังท่ีอ่ืน ๆ อีก เช่น ท่ีอาเภอเขาวง จงั หวัดกาฬสินธุ์ และภายหลังได้ทรง
สรปุ แนวคิดเปน็ วธิ กี าร ดาเนนิ งาน “ทฤษฎีใหม่” ๓ ข้ันตอน ดังนี้
ขั้นตอนท่ี๑ การผลิตเพื่อพออยู่ พอกิน และพึง่ ตนเองได้ (Self Sufficiency of Economy)
คาถาม ทาอยา่ งไรให้ พออยู่ พอกิน พึง่ ตนเองได้ ? (ทาไมต้อง พงึ่ ตนเอง?
คาตอบ คือ ทาให้ผืนดินท่ีมีอยู่ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มท่ี เพื่อการพออยู่ (ท่ี อยู่อาศัย) พอกิน
(อาหาร) พ่ึงตนเองได้ (อาชพี ท่ีม่ันคง) จงึ ต้องมีการแบ่งพื้นท่ีออกเป็นส่วนๆ (การวางแผน) และใชพ้ ้ืนที่ให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด โดยแบ่งพนื้ ทอ่ี อกเป็นส่วนๆ อยา่ งครา่ ว ๆ (Tentative) ดังน้ี
ส่วนท่ี ๑ พนื้ ท่ีรอ้ ยละ ๓๐ ขุดบ่อนา้ ปลูกพชื นา้ เชน่ ผกั บ้งุ ผักกระเฉด ทา เล้าสัตว์บน ขอบสระนา้
ส่วนที่ ๒ พืน้ ทีร่ อ้ ยละ ๓๐ ทานา
ส่วนที่ ๓ พ้ืนที่ร้อยละ ๓๐ ปลูกพืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย(ป่า 3อย่าง ประโยชน์4อย่าง)
ส่วนท่ี ๔ พื้นทร่ี อ้ ยละ ๑๐ ปลูกบา้ นพกั โรงเรอื น โรงเพาะเห็ด ผักสวนครวั ไมป้ ระดับ กองฟาง กอง
ปุ๋ยหมัก ถนนหนทาง ที่จอดรถ ท่ีต้องพึ่งตนเอง เพราะทฤษฎีเก่าส่งเสรมิ ให้เกษตรกรพึ่งภายนอก จึงทาให้
เกษตรกรยากจน
ข้ันตอนที่ ๒ การรวมพลัง หรอื รว่ มแรงกันในรูปกลุ่ม หรอื สหกรณ์
คาถาม ทาอยา่ งไรให้กลุ่มและสหกรณ์ รวมท้ัง ชุมชนเขม้ แข็งและมคี วามยง่ั ยืน
คาตอบ คือ การรวมกลุ่มกัน (พึ่งพากันเอง) เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งโดยแปรพลัง
เกษตรกร สู่การสรา้ งความเขม้ แขง็ และย่งั ยนื ให้กับชุมชน ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
๑.การผลิต : การวางแผนการผลิต (แผนผังฟารม์) การเตรยี มดิน (เทคนิคกสิกรรมธรรมชาติ)
การจดั การแหล่งน้า เตรยี มปัจจยั การผลิต พันธุพ์ ืช ตัวอ่อนสัตว์ และประมง ปุ๋ย (ฮิวมัส) สมุนไพร ยาพืชสัตว์
คน และ ปัจจยั การผลิตอ่ืน ๆ
๒.การตลาด : การเตรยี มลานตากข้าว การจดั หายุ้งฉางเอาไว้เก็บผลผลิต เครอ่ ื งสีข้าวแปรรูป
ผลผลิตเพ่ือสรา้ งมูลค่าเพ่ิม การรวมกลุ่มกันขายให้ขายในที่ไม่ไกลก่อน เพ่ือลดค่าใชจ้ า่ ยในการขนส่งผลิตผล
ทางการเกษตร และเพ่ือความม่นั คงของจานวนผลผลติ และคุณภาพผลผลติ มีผลผลติ ทปี่ ลอดภัยและมปี รมิ าณไม่
มากนัก ทาให้มอี านาจต่อรองจนถึงกาหนดราคา ในห่วงโซอ่ ุปทาน
๓.การเป็นอยู่ : การดูแลชวี ติ ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนรว่ มกัน เชน่ อาหาร เครอ่ ื งนุ่งห่ม ยา
รกั ษาโรค ด้วยการเผ่อื แผ่ แบง่ ปัน ระหวา่ งคนในชุมชนหรอื การตั้งรา้ นค้าสหกรณ์ชุมชน เพื่อลดค่าใชจ้ า่ ยในการ
เดินทาง และลดต้นทุนจากการซอื้ เป็นจานวนมาก ๆ
๔.ธนาคารเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือสวัสดิการ : การจดั การด้านสาธารณสุขของชุมชน (ปลอดภัย)
ด้วยการรว่ มมือกันจดั หาบรกิ ารสวัสดิการสังคมพนื้ ฐานสาหรบั ชุมชน เชน่ สถานบรกิ ารสาธารณสุขชุมชน บรกิ าร
ด้านสุขอนามัย หรอื การต้ังกองทุนกู้ยืมเพ่ือการทากิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน เชน่ สัจจะออมทรพั ย์ ธนาคารข้าว
ธนาคารโคกระบอื ธนาคารต้นไม้ ฯลฯ
๕.การศึกษา : การให้ความรูข้ องชุมชน รวมตัวกันสรา้ งความเข้มแข็งด้านการศึกษา โดยมี
บทบาทด้านการส่งเสรมิ การศึกษาชุมชน การสิบทอดภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น ศูนยฝ์ กึ อบรมส่ังสอนแบบเบด็ เสรจ็
๖.สังคมและศาสนา : มีการสืบทอดทางวัฒนธรรม การส่งต่อประเพณีและการสืบทอดศาสนา การ
ปลกู ฝงั คุณธรรมจรยิ ธรรมให้กับคนในชุมชน (กาหนดเป็นตัวชว้ี ัดชุมชนเข้มแข็ง ด้านคุณธรรม)
ข้ันตอนท่ี ๓ การติดต่อประสานเพอ่ื หาแหล่งทนุ หรอื แหล่งเงนิ
คาถาม ทาอยา่ งไรให้กลมุ่ / ชุมชนมีความเขม้ แขง็ และย่งั ยืน
๒๗
คาตอบ คือ การประสานความรว่ มมือไปยังบรษิ ัทเอกชน แหล่งทุน และบรษิ ัทด้านพลังงาน เพื่อ
ก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๓ ของการพ่ึงตนเอง พ่ึงกันเองโดยการขอรบั การสนับสนุนด้านเงนิ ทุนจาก ธนาคาร บรษิ ัท ห้าง
รา้ น หรอื หน่วยงานเอกชน ให้ความสาคัญกับการได้ประโยชน์รว่ มกันทั้งสองฝ่าย เชน่ บรษิ ัทห้างรา้ น ได้ซอื้ ข้าว
และผลผลิตทางการเกษตรราคาถูกจากเกษตรกรโดยตรง แลกเปลี่ยนกับการให้พื้นที่ในการจาหน่ายสินค้า
บรษิ ัทได้ทากิจกรรมท่ีรบั ผดิ ชอบต่อสังคม (CSR)
โดยรายละเอยี ดของแต่ละข้ันตอน เมื่อนาไปปฏิบัติจรงิ จะทาได้อยา่ งไรจะได้กล่าวถึงต่อไป เหตุผล
ทเ่ี รยี กวา่ ทฤษฎีใหม่ :
คาถาม ทาไมถึงเรยี กว่าใหม่
คาตอบ เพราะว่า
• มีการบรหิ ารและจดั แบ่งที่ดินเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชดั เจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร
ซงึ่ ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ตัวอย่าง การประยุกต์ของปราชญ์ชาวบ้านอีสาน “เกษตรประณีต ๑
ไร่ “ แบง่ พน้ื ที๑่ ไรเ่ ท่ากับ ๑,๖๐๐ ตารางเมตร เปน็ ต้น
• มีการคานวณโดยหลกั วชิ าการ เกี่ยวกับการออกแบบพ้ืนท่ีกักเก็บน้าตามปรมิ าณน้าฝน ที่จะกัก
เก็บให้เพียงพอ ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปีอย่างครา่ วๆ (Tentative) ท่ีได้
คานวณปรมิ าณการระเหยของน้าไว้ด้วย) ต้องมีแหล่งน้าของตนเองที่สามาถนามาใชใ้ นการทา
การเกษตรตลอดปี
• มกี ารวางแผนท่ีสมบูรณ์แบบ สาหรบั เกษตรกรรายย่อยโดยมถี ึง 3 ขัน้ ตอน
ระบบการผลิตที่ตอบสนองความต้องการด้านอาหาร ปัจจยั การผลิต การแปรรูป การรวมกลุ่ม
จดั การวางแผนด้านการตลาดผลผลิต รวมตัวกันเป็นเครอื ข่ายความรว่ มมือและทาธุรกิจกับทนุ
ใหญ่ ตัดคนกลาง
• มีการกาหนดมาตรฐานระบบการตรวจสอบรบั รอง ขายสินค้าท่ีต้องแปรรูปก่อนไม่ขายเป็น
วัตถุดิบ กาหนดราคา เป็นราคาท่ียุติธรรม และขายในท่ีไม่ไกลก่อน เพ่ือพรอ้ มสามารถค้าขาย
แข่งขันได้
ความแตกต่างของทฤษฎีเก่า กับทฤษฎีใหม่
ทฤษฎีใหมใ่ นพระราชดารขิ องพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว นอกจากจะเปน็ การบรหิ ารจดั การพ้ืนท่ี
จานวนน้อยแลว้ ความสาคัญที่ยิง่ กว่านัน้ คือ“เปน็ แนวทางในการดาเนนิ ชวี ติ ” เพอ่ื นาไปสู่การพง่ึ ตนเองได้ ซงึ่ เป็น
ความแตกต่างทสี่ าคัญของทฤษฎีใหม่ นอกจากนั้นยงั มคี วามแตกต่างในการจดั การด้านต่าง ๆ ดังน้ี
ทฤษฎีเก่า ทฤษฎีใหม่
การจดั การพน้ื ท่ี เกษตรเชงิ เด่ียว ปลกู พชื ชนิดเดียว แบง่ พ้ืนที่ 30 : 30 : 30 : 10 เปน็ ระบบเกษตรผสมผสาน
เต็มพน้ื ที่
การเตรยี มดิน ปอกเปลือก ใชป้ ุย๋ เคมี ปูนขาว ทานาแบบขัน้ บนั ได ลดการชะลา้ งหน้าดิน
ปยุ๋ คอก ปุ๋ยพชื สด ปลกู แฝกยึดหนา้ ดิน ลดการพังทลายของดิน
ปลกู แฝกรอบโคนต้นไม้ชว่ ยกักเก็บน้าในดิน
การจดั การนา้ ระบบเขือ่ นกกั เกบ็ นา้ และปลอ่ ยนา้ ขุดสระโดยการคานวณปรมิ าณนา้
ตามระบบชลประทาน มขี อ้ จากัด ให้เพยี งพอต่อการทานา ทาสวน จดั หา
ทาได้เพียง ๓๐% ของพื้นทเ่ี กษตร แหลง่ นา้ เสรมิ โดยการใชท้ ฤษฎีอา่ งใหญ่
เติมอา่ งสารอง และบอ่ เกษตรกร
อาหาร ขายผลผลิตเพยี งไมก่ ี่ชนดิ เพอ่ื นาเงนิ ปลกู ทกุ อย่างท่ตี ้องกิน ปลกู ขา้ ว พอกิน
ไปซอื้ อาหารและค่าใชจ้ า่ ยในครวั เรอื น ในครวั เรอื น ปลกู ผกั สวนครวั พืชนา้ ปลูกผลไม้
ตลอดทงั้ ปี เลยี้ งปลา เลีย้ งไก่พงึ่ ตนเองได้ด้านอาหาร
๒๘
ที่อยู่อาศัย ขายผลผลิตเพือ่ นาเงนิ ไปสรา้ งบ้าน ทาบา้ นดิน ปลกู ไมเ้ พือ่ สรา้ งบา้ น
เวลาทง้ั ชวี ติ ทง้ั ชวี ติ ในการหาเงนิ ทาเฟอรน์ ิเจอร์ และเครอ่ ื งเรอื น
ลดค่าใชจ้ า่ ยด้านอาหาร พอมเี หลอื
เสื้อผ้า/ ขายผลผลิตเพ่อื นาเงนิ ไปซอื้ เสื้อผา้
เครอ่ ื งน่งุ ห่ม เพ่ือจบั จา่ ยใชส้ อยในสิ่งทจี่ าเปน็
ข้าวของ ขัดสน เม่ือราคาผลผลติ ตก หรอื พง่ึ ตนเองได้แม้มภี ัยธรรมชาติ
ได้รบั ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
สุขภาพ เจบ็ ป่วยจากเกษตรเชงิ เดี่ยว พงึ่ ตนเอง ด้วยปุย๋ ชวี ภาพ ลดการใชเ้ คมี
จากการใชย้ าฆ่าแมลง และสารเคมี ใชธ้ รรมชาติชว่ ยธรรมชาติ สมนุ ไพรบาบดั
ต้องหาเงนิ มารกั ษา ภมู ิปัญญาชาวบา้ นใชส้ มนุ ไพรต้านโรค
พงึ่ พาราคาตลาด พง่ึ พา ขั้นที่ 1 พอกิน พออยู่
พ่อค้าคนกลางแลก ปลูกของที่กิน กินของท่ปี ลกู
ผลติ ผลเป็นเงนิ เพอ่ื ซอื้ พงึ่ ตนเองได้
สินค้า/อาหาร
ขายท่ีดินทากิน ข้ันที่ 2 รวมกลุม่ ในรูปสหกรณ์
ท้งิ แผ่นดินเกิด เดิน รว่ มมอื กันด้านการผลติ การตลาด
ทางเข้าทางานในเมอื ง
ดูแลชความเป็นอยู่ การศึกษา
ปญั หาครอบครวั ปญั หาคุณภาพชวี ติ ความยากจน สาธารณสุข สังคม ศาสนา
ปัญหาสังคม วกิ ฤตการณ์ความขัดแยง้
ข้ันที่ 3 ประสานแหล่งทุน
ชุมชนแออัด ทรพั ยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ก้าวสู่ขน้ั พฒั นา รว่ มกลุม่
การค้า พฒั นาอาชพี และ
คุณภาพชวี ติ
ครอบครวั อย่รู ว่ มกัน สรา้ งงาน สรา้ งรายได้ มีอาชพี เสรมิ
แก้ปญั หาความยากจน อยูอ่ ยา่ งพอเพียง
ฟ้ ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติ ดิน น้า ป่า
สืบทอดภมู ปิ ญั ญาและวฒั นธรรม ชุมชนเขม้ แขง็ ยัง่ ยืน
๒๙
จากทฤษฎีใหม่สู่การปฏิบตั ิ
ทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายขั้นต้น เพื่อการพ่ึงตนเองให้ได้และพรอ้ มที่จะก้าวสู่ความเข้มแข็งด้วยการ
รวมกล่มุ ชุมชน สรา้ งความรว่ มมือในรปู แบบของสหกรณ์ เพื่อดูแลกันและกันในชุมชน สืบทอดภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน
โดยมีศาสนาเป็นศูนย์กลาง ก่อนขยายสู่ขั้นท่ีสาม คือ การต่อยอดความยั่งยืนในรูปของการเชอื่ มโยงแหล่งทุน
ภายนอกและบรษิ ัทพลังงานเพอ่ื ขยายรูปแบบการผลิตสู่วสิ าหกิจชุมชนด้วยการสนับสนุนของธนาคาร และบรษิ ัท
ห้างรา้ น หนว่ ยงานต่าง ๆ ในพ้นื ท่ี เป็นการสรา้ งความยั่งยนื ในระยะยาวได้
จากทฤษฎี ดังท่ี ได้กล่าวไว้ข้างต้น ดูเหมือนว่าสามารถดาเนินการได้เป็นข้ันเป็นตอนและน่าจะสาเรจ็ ได้
โดยง่าย แต่การจะนา ๓ ข้ันตอนของทฤษฎีใหม่ ไปปฏิบัติให้สาเรจ็ นั้นมีส่ิงท่ีต้องคานึงถึงหลายประการและที่
สาคัญต้องไม่ลืมเรอ่ ื งของ “ความยืดหยุ่น” ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงกล่าวไว้บ่อยครงั้ ว่า “อย่าติด
ตารา”เหตุเพราะว่าตาราท่ีเราใช้กันอยู่ยังไม่มีตาราเล่มใดที่จะมีแนวทางการแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้ จึงได้ทรง
พระราชดารนิ ั้นเป็น“ทฤษฎีใหม่”ย่อมยังไม่มีในตาราใด ๆ และได้ทดลองปฏิบัติจนได้ผลจรงิ แล้วจงึ เขียนเป็น
ทฤษฎีใหม่น้ีข้ึน ส่ิงต่าง ๆ ท่ีทรงกาหนดข้ึนก็เป็นเพียงการคานวณอย่างครา่ วๆ หรอื สูตรครา่ วๆ (Tentative
Formula) เม่ือนาไปปฏิบัติจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคานึงถึงความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และปัจจัยอ่ืน ๆ
ทีแ่ ตกต่างกันไปตามแต่ละครอบครวั ซง่ึ มีความแตกต่างกันไป ตาม “ภูมสิ ังคม”
ขั้นตอนท่ี ๑ การผลิตเพ่ือพออยู่ พอกินและพึ่งตนเองได้
ข้นั ท่ี ๑ ของทฤษฎีใหมม่ ีหลกั สาคัญ คือ การผลติ เพอ่ื พออยู่ พอกินและพง่ึ ตนเอง พออยู่ พอกิน
ได้ ด้วยการจดั การ ๓ อยา่ ง คอื พ่ึงตนเองได้
๑. การจดั การท่ดี ินขนาดเลก็ เพื่อให้ได้ประโยชนส์ ูงสุดตามทฤษฎีใหม่
๒. การจดั การบรหิ ารแหลง่ นา้ ให้มนี า้ ใชไ้ ด้ตลอดปี
๓. การจดั การด้านการเกษตร เพ่ือการ พออยู่ พอกิน พง่ึ ตนเองได้
การจดั การท่ีดินขนาดเล็กเพ่อื ให้ได้ประโยชน์สูงสุดตามทฤษฎีใหม่
ส่วนที่ ๑ พน้ื ที่รอ้ ยละ ๓๐ ขุดบ่อนา้ ปลกู พชื นา้ เชน่ ผกั บงุ้ ผกั กระเฉด ทาเลา้ สัตวบ์ นสระน้า
ส่วนท่ี ๒ พื้นทีร่ อ้ ยละ ๓๐ ทานา
ส่วนที่ ๓ พนื้ ท่ีรอ้ ยละ ๓๐ ปลกู พชื ไร่ พชื สวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไมใ้ ชส้ อย
ส่วนที่ ๔ พนื้ ท่ีรอ้ ยละ ๑๐ บ้านพัก โรงเรอื น โรงเพาะเห็ด ผกั สวนครวั ไม้ประดับ กองฟาง
กองปยุ๋ หมกั
จากหลักการน้ีลองแบ่งที่ดินตามสัดส่วนดังท่ี กาหนดไว้ซ่ึงต้องไม่ลืมว่าหลักการน้ีเป็นแต่เพียง
“สูตรครา่ วๆ”เทา่ นัน้ ดังนั้นสามารถปรบั เปลย่ี นได้ตามสภาพพ้ืนท่ี โดยมีสิ่งทตี่ ้องคานงึ ถึงท่ีสาคัญ คือ
๑.ผืนท่ีนา ต้องผลิตข้าวได้เพียงพอเล้ียงสมาชกิ ในครอบครวั ( เหลือแล้วจงึ ขาย ) แต่ต้องผ่านข้ันตอน
การทาบญุ ทาทาน แบง่ ปนั แปรรปู เก็บรกั ษา แลว้ จงึ ให้ขายได้ ขายในทไี่ ม่ไกล
๒.บ่อน้า ต้องสามารถกักเก็บน้าไว้ได้เพียงพอใชต้ ลอดท้ังปี ทั้งสาหรบั ที่นา ท่ีไร่ สวน ผักสวนครวั และน้ากิน
น้าใชใ้ นครวั เรอื น (หากขดุ สระได้ปรมิ าณน้าไมพ่ อใชท้ ั้งปี ต้องรว่ มมือ กันบรหิ ารจดั การแหล่งน้า โดยใชร้ ะบบอ่างใหญ่
เติมอ่างเล็ก อ่างเลก็ เติมสระน้า)
๓.การจดั การด้านการเกษตร ( การวางผังฟารม์ ) เพ่ือการพออยู่ พอกิน มีเป้าหมายเพอ่ื ให้พึ่งตนเองได้
โดยเลอื กให้เหมาะสมกับสภาพพืน้ ที่ ปรมิ าณนา้ ความชานาญ และ รูปแบบของการใชช้ วี ติ
๔.ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางการดาเนินชีวติ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง(เศรษฐกิจการเกษตรแบบ
พอเพียง) มีเปา้ หมายเพอ่ื ให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับท่ีประหยดั ก่อน โดยอาศัยความรว่ มมือรว่ ม
ใจ และความสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือกันและกัน เพื่อ “ลดรายจ่าย” ให้ได้มากที่สุด ซ่ึงจะนาไปสู่
การพงึ่ ตนเองได้แบบ พออยู่ พอกิน พอใช้ (พอรม่ เยน็ )
๓๐
ตัวอย่างการแบ่งพ้ืนท่ี สาหรบั ท่ีดินจานวน ๑๕ ไร่
บา้ น นายแสนยา พ้ืนที่ ๑๕ ไร่ จ.น่าน มฝี นตกปานกลาง ห่างไกลระบบชลประทาน
ทานา พ้นื ทเ่ี ฉลีย่ ประมาณ ๕ ไร่ ขุดสระนา้ พน้ื ทเี่ ฉลี่ยประมาณ ๔ ไร่
ผลิตข้าวให้เพียงพอท้ังครอบครวั ทั้งปี
เหลือจงึ ขายโดยการรวมกลมุ่ สหกรณ์ ขดุ สระลกึ ๔ เมตร หรอื พจิ ารณาตาม
ลกั ษณะพ้นื ที่ เพ่ือให้มนี า้ ในปรมิ าณ
พ้ืนท่สี วน ๔ ไร่ ปลกู ผลไม้ ปลกู ไม้ยนื ต้น เพยี งพอต่อการใชท้ ง้ั ปี จากนั้นเล้ยี ง
ไมใ้ ชส้ อย สมุนไพร ปลกู ปา่ ๓ อย่าง ปลา ปลูกผกั บงุ้ ผกั กระเฉด เพอ่ื ใช้
ประโยชน์ ๔ อย่าง เพ่ือทาฟืน สรา้ งบ้าน เป็นอาหาร
บนพ้นื ท่ตี ามคันนา พ้ืนท่ีที่เหลอื และ
บรเิวณโดยรอบทดี่ ิน พ้นื ท่ี ๒ ไร่ สรา้ งบ้าน
โรงเรอื น โรงเห็ด ผักสวนครวั
ไมด้ อก ไม้ประดับ สรา้ ง
รายได้เสรมิ
ตัวอย่างการแบง่ พ้นื ที่ สาหรบั ทด่ี ินจานวน 15 ไร่ (พนื้ ทม่ี ฝี นตกบ่อย)
บ้าน นายเหมือง พืน้ ท่ี 15 ไร่ จ.ชุมพร มฝี นตกตลอดปี
ทานา พื้นท่ี ๕ ไร่ ขุดสระนา้ พ้นื ที่ ๓ ไร่
ผลติ ข้าวพอกินท้งั ครอบครวั ท้งั ปี ขุดสระลกึ ๔ เมตร
มีน้าในปรมิ าณเพียงพอต่อการใช้
พ้ืนทส่ี วน ๕ ไร่ ปลกู ผลไม้ ปลกู ไมย้ ืน ตลอดทง้ั ปี
ต้น ไม้ใชส้ อย สมนุ ไพร ปลกู ป่า ๓ อย่าง
ประโยชน์ ๔ อยา่ ง เพ่อื ทาฟืน สรา้ งบา้ น พน้ื ที่ ๒ ไร่ สรา้ งบา้ น
บนพนื้ ทต่ี ามคันนา พ้ืนท่ีทเี่ หลอื และ โรงเรอื น โรงเห็ด ผกั
บรเิวณโดยรอบท่ดี ิน สวนครวั ไมด้ อก ไม้
ประดับ สรา้ งรายได้เสรมิ
๓๑
เกษตรทฤษฎีใหม่: ศาสตรพ์ ระราชาสู่โคก หนอง นา โมเดล
เทคนิคการสรา้ งหลุมขนมครกในไร่ คือการนาศาสตร์
พระราชา รว่ มกับภูมิปัญญาท้องถิ่น นามาสู่การออกแบบพ้ืนที่ 1
พ้ืนที่ จานวนกี่ไรก่ ็ได้ ให้สามารถเก็บน้าฝนในพื้นท่ีนั้น ๆ ไว้ให้ได้
ท้ัง 100% โดยต้องมีการคานวณปรมิ าณน้าฝนท่ีตกลงมา น้า
สาหรบั การบรโิ ภค และปลูกขา้ วซงึ่ เป็นหลกั การสาคัญของเกษตร
ทฤษฎีใหม่ นอกจากนั้นยงั นาศาสตรพ์ ระราชาด้านการจดั การ ดิน
น้า ปา่ มาใชเ้ พอื่ ฟ้ ืนฟรู ะบบนเิ วศในภาพรวม ทัง้ การกั้นฝายชะลอ
น้า ฝายชุ่มชน้ื การบาบัดน้าเสีย การปลูกแฝก และป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนภูมิปัญญาท้องถ่ินนั้นได้แก่ การนาดินที่
ขุดจากหนอง มาทาโคก การขุดหนองคดโค้งเพื่อเพ่ิมพื้นท่ีรอบ
หนอง และเพ่อื ให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลา การขุดคลองไส้ไก่ เพ่อื
เพมิ่ ความชุม่ ชน้ื ในพน้ื ที่ การยกหัวคันนาสูงเพอ่ื กักเก็บนา้ ฝน การ
ทานานา้ ลกึ โดยใชร้ ะดับน้าในทอ้ งนาควบคมุ วัชพชื และศัตรูพชื
หลุมขนมครก เมื่อนามาปฏิบัติ จะแตกต่างตามพื้นที่ลุ่ม
และพื้นที่สูง แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือในพ้ืนท่ีลุ่มใช้รูปแบบ“โคก
หนอง นา โมเดล” ในพืน้ ทส่ี ูง ใชก้ าร“เปลี่ยนเขาหัวโลน้ เป็นเขาหัวจุก” เชน่
1. พื้นท่ีลุ่ม : โคกหนองนา โมเดล คือ รูปธรรมของหลุมขนมครก ซง่ึ เรยี กให้ง่ายต่อการจดจา
– โคก การนาดินท่ีได้จากการขดุ หนอง นามาถมเป็นโคกเพือ่ สรา้ งท่ีอยู่อาศัย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ รวมทั้ง
ปลูกต้นไม้ตามแนวทางศาสตรพ์ ระราชา คือ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ได้แก่ ไม้เพื่อบรโิ ภค (พอกิน)
เพ่ือใช้สอยในครวั เรอื น (พอใช้) และเพื่อสรา้ งที่อยู่อาศัย (พออยู่) ป่าทั้ง 3 อย่าง ให้ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ
ชว่ ยสรา้ งสมดุลระบบนเิ วศ (พอรม่ เย็น) ปลูกเป็นปา่ 5 ระดับคือ สูง กลาง เต้ีย เรย่ ี ดิน และพชื หัว ใบไมท้ ร่ี ว่ งหลน่
ชว่ ยปกคลุมหน้าดินเพ่ิมความชุม่ ช้นื * น้าใต้ดินที่สะสมไว้ใต้โคก เมื่อฝนตกลงมาบนโคกที่มีต้นไม้จานวนมาก
น้าจะค่อยๆ ไหลซมึ ลงมาเก็บไว้ใต้โคก รากต้นไม้ซง่ึ ต่างระดับกันจะช่วยรกั ษาหน้าดิน และกักเก็บน้าไว้ใต้ดิน
กลายเป็นแหลง่ กักเก็บนา้ ใต้ดิน ชว่ ยสรา้ งความชุม่ ชน้ื เพิ่มความอดุ มสมบูรณ์ให้กับพืน้ ดิน
– หนอง ขุดหนองให้ขอบมีความคดโค้ง เพ่ือให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของปลา ปรบั พื้นหนองให้มี
ความลึกหลายระดับ ส่วนที่แสงแดดส่องถึง ปลาจะสามารถวางไข่ได้ดี * คลองไส้ไก่ ชว่ ยกระจายน้ารอบพนื้ ที่ขุด
ให้มีลักษณะคดเค้ียว เพื่อให้น้าไหลผ่านทั่วพื้นท่ี เพิ่มความชุ่มชน้ื ให้กับผืนดิน ส่งผลดีต่อการทาเกษตรและการปลูก
พืชผล ฝายชะลอน้า รบั และชะลอน้าที่ไหลมาจากแม่น้าหรอื พื้นที่ข้างเคียง ช่วยดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงมา
สะสมในหนอง คลอง บงึ และเขื่อน นอกจากนั้นยงั เป็นการเพิม่ แหล่งกักเก็บนา้ ในพื้นท่ี
– นา ยกหัวคันนา เพ่ือเพิ่มพ้ืนที่กักเก็บน้าไว้ในนา โดยให้มีความสูงประมาณ 1 เมตร และป้ ันหัวคันนา
ให้มีความกว้างเพือ่ ปลกู “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” และปลกู แฝก เพื่อป้องกันการพงั ทลายของคันนา คันนาจะใช้
เป็นเครอ่ ื งมือในการปรบั ระดับน้าเขา้ นาตามความสูงของต้นขา้ ว เกิดเป็นนาน้าลกึ ใชน้ ้าในการควบคุมวชั พืชและ
แมลงตามภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่น
๓๒
2. พื้นที่สูง : เปล่ียน “เขาหัวโล้น” เป็น “เขาหัวจุก”
เมื่อประยุกต์ใช้ โคกหนองนา โมเดล ให้เข้ากับภูมิสังคม พ้ืนที่ภูเขา คือโคกตามธรรมชาติ จึง
ไม่จาเปน็ ต้องสรา้ งโคกอีก ส่วนหนองนัน้ เปลย่ี นเป็นการก้ันฝายในพน้ื ท่ีรอ่ งเขาเพือ่ เก็บน้าไว้ ทานาขั้นบันได โดย
ยกหัวคันนาสูงและกว้าง เพ่ือเก็บน้าฝนท่ีตกลงมาบนภูเขาให้ได้มากที่สุด สรา้ งบ่อเก็บน้าจากวัสดุในพื้นท่ีไว้
ด้านบน เพื่อปล่อยนา้ ผา่ นคลองไส้ไก่ หรอื ท่ีเรยี กวา่ ลาเหมือง กระจายให้ทั่วพ้ืนท่ี และปลูกแฝกเพื่อป้องกันการ
พังทลายของดิน ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อพอกิน พออยู่ พอใช้ และคืนความรม่ เย็นให้ระบบนเิ วศ
รูปแบบนี้จะใชพ้ ้ืนที่เพียง 10 ไร่ สามารถให้ผลผลิต มากกว่าการปลกู ขา้ วโพดทั้งภเู ขา
– โคก พื้นที่สูงในลักษณะภูเขาเป็นโคกโดยธรรมชาติ จงึ เน้นการปลูก “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”
เพื่อชว่ ยสรา้ งสมดุลระบบนิเวศ แต่เนื่องจากพ้ืนท่ีขาดความชุม่ ชนื้ จงึ ต้องเพ่ิมความชุม่ ชน้ื ให้กลับคืนมาด้วยการ
สูบน้าจากรอ่ งเขามาท่ีบอ่ เก็บนา้ และกระจายผ่านลาเหมืองให้ทัว่ พ้ืนท่ี “เขาหัวจุก”
– หนอง เกิดจากการกักน้าไว้ในรอ่ งเขาให้เพ่ิมระดับสูงข้ึนด้วยการทาฝายชะลอน้า บ่อเก็บน้า สรา้ งบ่อ
เก็บน้าไว้บนท่ีสูง โดยใชว้ ัสดุท่ีหาได้ง่ายในพื้นท่ี เชน่ ไม้ไผ่ ทาบ่อโครงไม้ไผ่ฉาบปูน สูบน้าจากฝายขึ้นบ่อด้วย
พลังงานทดแทน เม่ือน้าเกินปรมิ าณกักเก็บของบ่อ ปล่อยน้าไหลลงคลองไส้ไก่ หรอื “ลาเหมือง” ซง่ึ ขุดไล่ตาม
ระดับชน้ั ความสูงของพนื้ ท่ี เพ่อื กระจายความชุม่ ชน้ื
๓๓
– นา ทานาข้ันบันได ยกหัวคันนาสูงและกว้าง เพื่อกักเก็บน้าฝนท่ีตกลงมาไว้ในท้องนา และปลูกแฝก
ชะลอการพังทลายของดิน ทานาน้าลึกเป็นนาอินทรยี ์โดยการใชน้ ้าควบคุมวัชพืช และเรง่ ระดับความสูงของต้น
ขา้ ว เพ่มิ ผลผลติ
1.5 วธิ ปี ฏิบัติอย่างเป็นระบบ เป็นขนั้ เปน็ ตอน มนุษยใ์ นระบบเศรษฐกิจพอเพียง : ต้องลงมอื ทา หรอื
ททท. ทัน-ทัน-ที (ทาตามลาดับ เป็นขน้ั เป็นตอน)
ทาตามลาดับขน้ั
ในการทรงงาน พระองค์จะทรงเร่มิ ต้นจากส่ิงท่ี
จาเป็นของ ประชาชนท่ีสุดก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อ
มี ร่า ง ก าย สมบู ร ณ์ แ ข็ง แ รง แ ล้ว ก็ จ ะ ส ามา รถทา
ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ จากนั้นจะเป็นเร่อื ง
สาธารณูปโภคขน้ั พ้ืนฐาน และส่ิงจาเปน็ ในการประกอบ
อาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้าเพ่ือการเกษตร การอุปโภค
บรโิ ภค ที่เอ้ือประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ทาลาย
ทรพั ยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรูท้ างวชิ าการ
และ เทคโนโลยีที่เรยี บง่าย เน้นการปรบั ใชภ้ ูมิปัญญา
ท้องถ่ินท่ีราษฎรสามารถ นาไปปฏิบัติได้และเกิด
ประโยชน์สูงสุด ดังพระบรมราโชวาทเมื่อวันท่ี ๑๘
กรกฎาคม ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “…...การพัฒนา
ประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับขั้น ต้องสรา้ ง พื้นฐาน คือ มีความพอมีพอกิน พอใชข้ องประชาชนส่วนใหญ่เปน็
เบอื้ งต้น ก่อน ใชว้ ธิ กี ารและอุปกรณ์ทีป่ ระหยัด แต่ถกู ต้องตามหลักวชิ าการ
เม่ือได้พ้ืนฐานที่ม่ันคงพรอ้ มพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จงึ ค่อยสรา้ งค่อย เสรมิ ความเจรญิ และฐานะเศรษฐกิจ
ขัน้ ทส่ี ูงขึน้ โดยลาดับต่อไป หากมุ่ง แต่จะทมุ่ เทสรา้ งความเจรญิ ยกเศรษฐกิจให้รวดเรว็ แต่ประการเดียว โดยไมใ่ ห้
แผนปฏิบัติการสัมพันธก์ ับสภาวะของประเทศและของ ประชาชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลใน
เรอ่ ื งต่าง ๆ ข้ึน ซ่งึ อาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในท่ีสุด ดังเห็นได้ที่ อารยประเทศกาลังประสบปัญหา
ทางเศรษฐกิจอยา่ งรุนแรงในเวลาน้ี การชว่ ยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชพี และตั้ง ตัวให้มีความ
พอกิน พอใช้ก่อนอื่นเป็นพ้ืนฐานนั้น เป็นส่ิงสาคัญอย่างย่ิง ยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอท่ีจะ
พึ่งตนเอง ย่อมสามารถ สรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าระดับที่สูงได้ต่อไปโดยแน่นอน ส่วนการถือ หลักท่ีจะส่งเสรมิ
ความเจรญิ ให้ค่อยเปน็ ไปตามลาดับ ด้วยความ รอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพ่ือปอ้ งกันความผดิ พลาด
ลม้ เหลว และเพ่ือให้บรรลุผลสาเรจ็ ได้แนน่ อนบรบิ รู ณ์............”
๓๔
ในการทรงงานพระองค์ จะทรงเรม่ ิ ต้นจากสิ่งที่
จาเป็นของประชาชนท่ีสุดก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อมี
รา่ งกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถทาประโยชน์
ด้านอนื่ ๆ ต่อไปได้จากนัน้ จะเปน็ เรอ่ ื งสาธารณูปโภค ขั้น
พื้นฐานและสิ่งจาเป็นในการ ประกอบอาชีพ อาทิ ถนน
แหล่งน้า เพื่อการเกษตร การอุปโภคบรโิ ภค ที่เอ้ือ
ประโยชน์ต่อประชาชนโดยไมท่ าลายทรพั ยากรธรรมชาติ
รวมถึงการให้ความรูท้ างวชิ าการและเทคโนโลยีท่ีเรยี บ
ง่าย เน้นการปรบั ใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีราษฎรสามารถ
นาไปปฏิบัติได้และเกิด ประโยชน์สูงสุด
ดังพระบรมราโชวาท เม่ือวันท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ความตอนหนงึ่ ว่า "………..การพัฒนาประเทศจาเป็น ต้อง
ทาตามลาดับข้ัน ต้องสรา้ งพื้นฐานคือความพอมีพอกิน พอใชข้ องประชาชนส่วนใหญเ่ ป็นเบ้ืองต้นก่อน ใชว้ ธิ กี าร
และอุปกรณ์ท่ีประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวชิ าการ เม่ือได้พ้ืนฐานท่ีมั่นคงพรอ้ มพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จงึ
ค่อยสรา้ งค่อยเสรมิ ความเจรญิ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงข้ึนโดยลาดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มสรา้ งความเจรญิ
ยกเศรษฐกิจให้รวดเรว็ แต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเ ทศและของ
ประชาชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรอ่ ื งต่าง ๆ ข้ึน ซงึ่ อาจกลายเปน็ ความยุ่งยากลม้ เหลวได้
ในทสี่ ุด ดังเห็นได้ท่อี ารยประเทศกาลงั ประสบปญั หาทางเศรษฐกิจอยา่ งรุนแรงในเวลาน้ี การชว่ ยเหลอื สนับสนุน
ประชาชน ในการประกอบอาชีพและต้ังตัว ให้มีความพอกิน พอใช้ก่อนอื่นเป็นพ้ืนฐานนั้น เป็นส่ิงสาคัญอย่าง
ย่ิงยวด เพราะผู้ที่มีอาชพี แลฐานะเพียงพอที่จะพ่ึงตนเอง ย่อมสามารถสรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าระดับที่สูงได้
ต่อไปโดยแนน่ อน ส่วนการถือหลกั ท่จี ะส่งเสรมิ ความเจรญิ ให้ค่อยเปน็ ไปตามลาดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง
และประหยัดนั้น ก็เพือ่ ปอ้ งกันความผิดพลาดลม้ เหลวและเพอื่ ให้บรรลุผลสาเรจ็ ได้แน่ นอนบรบิ รู ณ์........."
ข้ันตอนการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เป็นข้ันเป็นตอนอย่างละเอียดก่อนทุกครง้ั ในการจัด
วางแผนโครงการใดโครงการหน่ึง ก่อนจะมพี ระราชดารนิ ัน้ ขัน้ ตอนต่าง ๆ พอจะกลา่ วได้ดังต่อไปน้ี
๑. การศึกษาข้อมูล
ก่อนจะเสด็จพระราชดาเนินยังพ้ืนท่ีใด ๆ นั้น จะทรงศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแผนท่ีต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพ่ือให้
ทราบถึงสภาพในท้องถ่ินนั้น ๆ อย่างละเอียดก่อนเสมอ
๒. การหาข้อมูลในพื้นที่
เมอ่ื เสด็จฯ ถึงพื้นที่นั้น ๆ จะทรงหาขอ้ มลู รายละเอยี ด เพ่มิ เติมอีกครงั้ หนง่ึ เพอ่ื ให้ได้ขอ้ เท็จจรงิ และขอ้ มลู
ล่าสุด อาทเิ ชน่
๑. ทรงสารวจพ้ืนท่ี เสด็จพระราชดาเนนิ ทอดพระเนตรพ้ืนท่จี รงิ ท่คี าดว่าควรจะดาเนินการพัฒนาได้
๒. ทรงสอบถามเจา้ หน้าที่ เม่ือทรงศึกษาจากขอ้ มลู
เอกสาร และทรงได้ข้อมูลจากพ้ืนท่ีจรงิ แล้วจะทรง
ปรกึ ษากับเจา้ หน้าที่ฝ่ายต่างๆถึงความเหมาะสมความเปน็ ไปได้
อีกครงั้ หนึ่ง พรอ้ มท้ังคานวณวเิ คราะห์ทันที ด้วยว่าเม่ือ
ดาเนินการแล้วจะได้ประโยชน์ อย่างไรและค้มุ ค่ากับการ
ลงทุน หรอื ไม่เพียงใด อย่างไรแล้ว จึงพระราชทาน
พระราชดารใิ ห้เจ้าหน้าที่ท่ี เกี่ยวข้องไปพิจารณาในขั้น
รายละเอียดตามขน้ั ตอนต่อไป
๓๕
๓. การศึกษาข้อมูลและการจดั ทาโครงการ
เมื่อเจา้ หน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้รบั พระราชทานพระราชดารแิ ล้ว จะไปศึกษาข้อมลู รายละเอียดต่าง ๆ อีกครงั้ หน่งึ
เพื่อประกอบการจัดทาโครงการให้เป็นไปตามแนวทางพระราชดารทิ ี่ได้พระราชทานไว้ อย่างไรก็ตาม
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวได้มีพระราชดารอิ ยู่เสมอวา่ พระราชดารขิ องพระองค์เป็นเพยี งขอ้ เสนอแนะเท่านั้น
เมื่อรฐั บาลได้ทราบแล้ว ควรไปพิจารณาวเิ คราะห์กล่ันกรองตามหลักวชิ าการก่อน เมื่อมีความเป็นไปได้และมี
ประโยชนค์ ้มุ ค่า และเห็นควรทา เป็นเรอ่ ื งทจ่ี ะต้องพิจารณาตัดสินใจเอง และในกรณีทวี่ เิ คราะห์พจิ ารณาแล้วเหน็
ว่าไมเ่ หมาะสมสามารถล้มเลกิ ได้
๔. การดาเนินงานตามโครงการ
เม่ือจดั ทาโครงการเสรจ็ เรยี บรอ้ ย และผ่านการพิจารณาจากหน่วยเหนือตามลาดับขั้นตอน จนถึงการอนุมัติ
โครงการและงบประมาณแล้ว หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องจะดาเนินการปฏิบัติงานในทันที โดยมีสานักงาน
คณะกรรมการพเิ ศษเพอ่ื ประสานงานโครงการ อนั เน่ืองมาจากพระราชดาร ิ(สานักงาน กปร.) เป็นหน่วยงานกลาง
ในการประสานงานและประสานแผนต่าง ๆ ให้แต่ละหน่วยงานได้ดาเนินการสนับสนุนสอดคล้องกัน และ/หรอื
อาจจดั ต้ังองค์กรกลางที่ประกอบด้วยแต่ละฝ่ายท่ีเก่ียวขอ้ ง เป็นผู้ควบคุมดูแลให้การดาเนินการต่างเป็นไปด้วย
ความเรยี บรอ้ ย มีประสิทธภิ าพ
๕. การติดตามผลงาน
ในการติดตามผลงานการดาเนินงานนั้น แต่ละหน่วยงาน รวมทั้งสานักงานค ณะกรรมการพิเศษเพ่ือ
ป ร ะสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาร ิ จะได้ มีการติ ดตามประเมินผลเป็นระยะ ๆ แต่ ท่ีสาคั ญ
คือ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว จะเสด็จฯกลับไปยังโครงการนั้นด้วยทุกครงั้ เมื่อมีโอกาส เพ่ือทอดพระเนตร
ความก้าวหน้าและติดตามผลงานต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรยี บรอ้ ย ในกรณีท่ีเกิดมีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ
จะทรงชแี้ นะแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น ให้สาเรจ็ ลลุ ่วงไป
ความประทบั ใจ
หลกั การทรงงานนเ้ี ปน็ หลกั การทรงงานที่ดีและยงั สาคัญกับการทางานเน่อื งจากเราควรที่จะวางแผนอยา่ งเปน็
ระบบ เพอื่ ทจ่ี ะให้งานออกมาดีเป็นระบบระเบยี บ
สรุป
การแปลงปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีเป็นนามธรรม สู่การปฏิบัติ แบบเป็นข้ัน เป็นตอน ด้วยศาสตร์
พระราชการ 5 ระดับ คือ
1. ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2. แนวคิดทฤษฎี วา่ ด้วยเรอ่ ื ง ดิน นา้ ป่า คน และทฤษฎีใหม่
3. วธิ ปี ฏิบตั ิอย่างเปน็ ขั้นเปน็ ตอน
4. เทคนิค นวัตกรรม เคล็ดวชิ า บทเรยี นจานวนมาก
5. การบรหิ ารแบบคนจน
๓๖
วชิ าท่ี 3 ถอดรหัส “พระมหาชนก”
วทิ ยากร : นายปิยวัฒน์ รตั นวงษ์ นักวชิ าการพฒั นาชุมชนปฏิบตั ิการ
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ สรา้ งความรู้ ความเข้าใจแก่ผเู้ ขา้ อบรมถึงความสาคัญของ หลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
2. เพอื่ ให้ผูเ้ ข้าอบรมเห็นความสาคัญของการพฒั นาและฟ้ นื ฟปู ระเทศ
ขอบเขตของเนื้อหา
1. พระมหาชนกตอนท่ี 35 แนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะมว่ ง
2. แนวทางการตีความตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ผ่านแนวทาง
การฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง
3. วเิ คราะห์ ถอดรหัส และนาเสนอหน้าชน้ั เรยี น
ระยะเวลา 1 ชวั่ โมง
ขั้นตอน/วธิ กี าร
1. รบั ชมวดิ ีทัศน์ พระมหาชนกตอนท่ี 35 แนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง เพ่ือศึกษาเรยี นรูว้ ธิ คี ิด
มุมมองอะไรบา้ ง และจะทาอะไรต่อไป
2. วเิ คราะห์ ถอดบทเรยี น และนาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น
สรุปผลการเรยี นรู้
วทิ ยากรกล่าวทักทายผู้เข้าอบรม ด้ วยความเป็นกันเอง และเกร่นิ นาถึงส่ือ ถอดรหัส
“พระมหาชนก” จากมุมมองด้านการพัฒนามนุษย์และองค์การอัจฉรยิ ภาพอันสรา้ งสรรค์ของพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อย่หู ัว คติธรรมการพฒั นามนษุ ย์ตามแนวทาง “การฟ้ ืนฟตู ้นมะมว่ ง” ภาวะผู้นาท่ดี ีย่อมแตกต่างจากปถุ ชุ น
ธรรมดาทั่วไปทั้งหลาย เมื่อเห็นภัยพาล คืบคลานเข้ามาหรอื เห็นปัญหาเกิดขึ้น ปุถุชนมักจะต่ืนตระหนก ร่ารอ้ ง
โวยวาย กล่าวโทษใส่รา้ ยกัน คนเหล่าน้ีมัก “พลิกวกิ ฤติให้กลายเป็นหายนะ” ในทางตรงข้ามผู้ที่มีภาวะผู้นาคือ
ผู้ท่ีตั้งอยู่ในสติสัมปชญั ญะ ใช้ปัญญา เรยี กระดมผู้รูม้ าช่วยกันขบคิดเพื่อแสวงหาทางออกและฟ้ ืนฟูกู้ปัญหา
เหล่านัน้ พระมหาชนกคือแบบอยา่ งแห่งภาวะผนู้ า เมอื่ เห็นปัญหา แมต้ นเองจะมคี วามทกุ ข์ใจหนักหนากับปญั หา
ที่เกิดข้ึน แต่ก็ต้ังสติเรยี กระดมปราชญ์ราชบัณฑิต แล้วเตือนสติว่าแทนท่ีจะมานั่งพร่าบ่นเสียอกเสียใจ แต่
ควรจะมาช่วยกันคิดและดาเนินการ “พลิกวกิ ฤตให้กลายเป็นโอกาส” มากกว่า ในตอนนี้ พระอัจฉรยิ ภาพ
ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวได้ปรากฏให้เห็นเด่นชดั อกี ครง้ั เม่ือทรงนาเสนอ “แนวทางการฟ้ ืนฟตู ้นมะมว่ ง”
อย่างเป็นระบบถูกต้องตามหลักวชิ าถึง 9 วธิ ีการ ดังที่ปรากฏในตอนท่ี 35 ต่อจากนั้นก็เปิดส่ือวดิ ีทัศน์
พระมหาชนกตอนท่ี 35 แนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง เม่ือดูวดิ ีทัศน์จบหลังจากนั้นก็ให้ผู้เข้าอบรมแบ่งกลุ่มกัน
ถอดรหัส แล้วมานาเสนอแลกเปลย่ี นเรยี นรหู้ น้าชนั้ เรยี น เนือ้ หาสรุปได้วา่
๓๗
(ตอนที่ 35) อุทิจจพราหมณ์มหาศาลรบี มาเฝ้าพระราชา พรอ้ มด้วยลูกศิษย์สองคน คือ จารุเตโช
พราหมณ์และคเชนทรสิงหบัณฑิตสองคนน้ี คนแรกชานาญการปลูก คนที่สองชานาญการถอน ทันใดท่ีมาถึง
คเชนทรสิงหบัณฑิตก็ทรุดลงแทบพระบาทของพระราชาแล้วทูลว่า “ข้าพระองค์ผิดไปเอง เม่ือเหล่าอมาตย์
ขอให้ข้าพระองค์ช่วยเก็บมะม่วงถวายพระอุปราช ข้าพระบาทจึงนาเอา “ยันตกลเก็บเกี่ยว ” มาใช้ มิได้คิดว่า
จะทาให้ต้นมะม่วงถอนรากโค่นลงมา พระพทุ ธเจา้ ขา้ ขอรบั ”
พระราชตรสั ว่า: “อย่าโทมนัสไปเลย อาจารย์ผู้ดาร ิ การต้นมะม่วงโค่นไปแล้ว ณ บัดน้ีปัญหาคือ ฟ้ ืนฟู
ต้นมะมว่ งได้อย่างไร เรามวี ธิ เี ก้าอย่างที่อาจใชไ้ ด้
หนึ่ง เพาะเม็ดมะม่วง สอง ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกใหม่ สาม ปักชากิ่งที่เหมาะแก่การปักชา
สี่ เอากิ่งดีมาเสียบยอดกิ่งของต้นที่ไม่มีผลให้มีผล ห้า เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น หก เอาก่ิงมาทาบก่ิง
เจด็ ตอนก่ิงให้ออกราก แปด รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล เก้า ทา”ชวี าณูสงเคราะห์” ท่านพราหมณ์มหาศาล
จงให้พราหมณ์อันเตวาสิกไปพจิ ารณา” อุทิจจพราหมณ์รบั สนองพระราชโองการ ว่า: ข้าพระองค์ผู้ทรงภมู ิปญั ญา
จะให้คเชนทรสิงหบัณฑิตนาเครอ่ ื ง ‘ยันตกล’ ไปยกต้นมะม่วงให้ตั้งตรงทันที และจะให้จารุเตโชพราหมณ์
เก็บเมด็ และก่ิง ไปดาเนินการตามพระราชดาร”ิ พระราชโปรดให้สองคนนัน้ รบี ไป แต่ขอให้พราหมณ์มหาศาลคอย
รบั พระราชดารติ ่อไป
มีประเด็นที่น่าสนใจและเห็นว่าเป็นประเด็นที่สาคัญเป็นอยา่ งยงิ่ ในตอนท่ี 35 นี้ก็คือ
วธิ ี 9 อยา่ งในการฟ้ ืนฟตู ้นมะม่วง ผ้เู ขียนได้เคยสอบถามความคิดเห็นจากนักวชิ าการด้านการเกษตรบาง
ท่าน พบว่า แนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงท้ัง 9 วธิ กี ารนั้น ถือเป็นภูมิปญั ญาท่สี าคัญและล้าลกึ อยา่ งยง่ิ ในวชิ าการ
ทางเกษตรศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประพันธ์ “พระมหาชนก” ได้ศึกษาค้นคว้าศาสตรท์ างด้านน้ีมาอย่างลึกซ้งึ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความนี้มิได้เป็นนักวชิ าการท่ีมีความรูค้ วามเข้าใจทางการเกษตร แต่ผู้เขียน – ในฐานะ
ของนักวชิ าการด้านการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ – ใครข่ อตั้งข้อสังเกตในที่นี้ว่านี่คือ “รหัสนัย
ท่ีลกึ ซงึ้ ” ยิ่งนักและนา่ จะเปน็ รหัสนัยท่ีนักวชิ าการด้านการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การพึงขบคิดตีประเด็น
ให้แตกว่าจะถอดรหัสแนวทางการ “ฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง” ท้ัง 9 วธิ กี ารให้ออกมาเป็นแนวทางท่ีเหมาะสมกับการ
“ฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนษุ ยใ์ นองค์การ” ได้อย่างไร?
เนื่องด้วยภูมิปัญญาอันมีขอบเขตจากัดของผู้เขียนเอง ในที่น้ีผู้เขียนจึงใครข่ อนาเสนอแนวทางการ
ถอดรหัสการฟ้ ืนฟทู รพั ยากรมนษุ ย์ตามแนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงท้งั 9 วธิ ี โดยเป็นการนาเสนอในลกั ษณะของ
การยกรา่ งเป็น “ประเด็นตั้งต้น” (Proposition) เพ่ือท่ีจะเชอื้ ชวนให้บุคคลทั่วไป รวมทั้งปราชญ์ ผู้รู้ นักวชิ าการ
และผู้ปฏิบัติงานท่ีเชย่ี วชาญและท่ีสนใจในด้านการบรหิ ารจดั การและพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การจะได้
เขา้ มารว่ มกันขบคิดถกแถลงแสวงหาทางออกรว่ มกันว่า “แนวทางการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ” แต่ละ
ข้อของ “การฟ้ ืนฟตู ้นมะม่วง” ทง้ั 9 ขอ้ แทท้ ่ีจรงิ แล้วคืออะไร มนี ัยยะความหมายอะไร และมเี ครอ่ ื งมอื ทเี่ หมาะสม
ด้านการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การอะไรที่จะใช้เพ่ือการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์และองค์การได้อย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ใคร่ขอให้ผู้อ่านจินตนาการถึงบรบิ ทองค์การท่ีกาลังเผชิญกับปัญหาคุณภาพของบุคลากรตกต่า
แม้บางองค์การจะเป็นองค์กรท่ีมีศักยภาพดี แต่บุคลากรบางกลุ่มกลับไรผ้ ลงาน คนดีคนเก่งถูกทาลายเสียขวญั
กาลังใจจนหมดพลังในการทางาน คาถามคือ เราจะฟ้ ืนฟูคนและองค์การเหลา่ นี้ – โดยใชแ้ นวทางการฟ้ ืนฟตู ้นมะม่วง 9 ข้อ
– อย่างไร ในการน้ี ผู้เขียนขอนาเสนอแนวทางการตีความตามหลกั การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การเปน็
การต้ังต้น ดังนี้
1. เพาะเม็ดมะม่วง (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนิพนธเ์ ป็นภาษาอังกฤษว่า Culturing the
seeds) ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ว่าการ “เพาะเม็ดมะม่วง” น่าจะหมายถึง
“การบม่ เพาะบุคลากรรนุ่ ใหม”่ หรอื “การพัฒนาบุคลากรพนั ธใุ์ หม่” ขึน้ มา
2. ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกใหม่ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธเ์ ป็นภาษาอังกฤษว่า Nursing
the roots so they grow again) ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยนใี้ นเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละองค์การว่า
๓๘
“ราก” หมายถึง องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ขีดความสามารถด้ังเดิม (Competence) ท่ีองค์กรมีอยู่ เพียงแต่ที่ผ่าน
มาอาจจะขาดการเอาใจใส่ดูแลและพัฒนาสิ่งเหล่าน้ีขึ้นมาเท่านั้น (คล้ายๆกับ การท่ีสังคมไทยเคยมีภูมิปัญญา
ด้ั ง เ ดิ ม แ ต่ ข า ด ก า ร เ หลีย วแ ล เ พ ร า ะ มั ว แ ต่ หลง ไ หลไ ด้ ปลื้ มไ ป กั บ ภู มิปั ญ ญ า ต ะ วัน ต ก จ น ใ น ที่ สุ ด
ภมู ปิ ัญญาด้ังเดิมทเ่ี ป็น “รากเหง้า” ทแ่ี ทจ้ รงิ ถูกละเลย หรอื ถูกทาลายสูญหายไปอยา่ งนา่ เสียดาย)
3. ปักชาก่ิงที่เหมาะแก่การปักชา. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ป็นภาษาอังกฤษว่า
Culturing (cutting) the branches) การปักชากิ่งคือการตัด/นากิ่งท่ีเหมาะสมไปปักลงในวัสดุชาเพ่ือให้เกิดรากข้ึนมา
เป็นวธิ กี ารท่ีง่าย ได้ผลเรว็ และต้นทุนต่า จุดสาคัญจุดหน่ึงในท่ีน้ีคือ การได้มาซ่ึง “ก่ิงที่เหมาะ” แก่การปักชา
หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ ก็อาจตีความได้ว่า “ก่ิงท่ีเหมาะ” ก็คือ กลุ่มคน
ทเ่ี ป็นกลุ่ม “คนดีคนเก่ง”
4. เอาก่ิงดีมาเสียบยอดกิ่งของต้นท่ีไม่มีผลให้มีผล. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ป็น
ภาษาอังกฤษว่า Grafting on the other tree.) การเสียบยอดคือการนาเอาก่ิงของยอดพันธุท์ ี่ดีไปเสียบทาบ
กับยอดของต้นที่ไม่มีผล โดยมีเป้าประสงค์หลักเพื่อให้ได้ผลผลิตจากต้นเดิมท่ีเรว็ กว่าการเรม่ ิ ปลูกใหม่ หากจะ
ถอดรหัสนัยน้ใี นเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละองค์การ ก็อาจตีความได้วา่ “กิ่งดี” คือกลมุ่ คนท่ีเป็นกลุ่ม “คน
ดีคนเก่ง” ซงึ่ หมายถึงกลุ่ม “ดาวดวงเด่น” และ “กล่มุ มา้ งาน” อนั เป็นกลุม่ ทีเ่ หมาะแก่การขยายพนั ธุ์
5. เอาตามาต่อก่ิงของอีกต้น. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า
Bud-grafting on the other tree.) การต่อก่ิงเป็นวธิ กี ารขยายพันธุพ์ ืชอีกแบบหน่ึง โดยเอาตาของต้นไม้ต้น
หน่ึงท่ีมีคุณภาพดีไปติดท่ีต้นหรอื กิ่งของอีกต้นหนึ่งซงึ่ เป็นชนิดเดียวกันเพื่อหวังให้เกิดต้นตอหรอื กิ่งทีม่ ีคณุ ภาพ
ดีในต้นไม้นั้น หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ ก็อาจตีความได้ว่า “ตา”
หมายถึงแงค่ ิด มมุ มอง คุณลกั ษณะทดี่ ีของบุคลากรกลุม่ ทีม่ ีคุณภาพ
6. เอากิ่งมาทาบก่ิง. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า splicing
(approach grafting) the branches.) การทาบกิ่ง เป็นวธิ กี ารขยายพันธทุ์ ี่ให้ได้ต้นพนั ธดุ์ ีซง่ึ มลี ักษณะทางสาย
พันธุเ์ หมือนต้นแม่วธิ หี นึ่ง โดยก่ิงพันธุด์ ีจะทาหน้าที่เป็นลาต้นของต้นพืชใหม่ ส่วนต้นตอที่นามาทาบติดกับกิ่ง
ของต้นพันธุด์ ีจะทาหน้าที่เป็นระบบราก เพื่อหาอาหารให้กับต้นพันธุด์ ี หากจะถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนา
ทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละองค์การ ผเู้ ขียนมคี วามเห็นว่าสามารถตีความได้หลายประการ
> การระดมกลุ่มคนดีคนเก่งให้มาทางานรว่ มกันในลักษณะ Talent Project Team หรอื Talent
Taskforce
> การพัฒนาบคุ ลากรกลมุ่ คนดีคนเก่งท่ีมีคุณภาพให้เปน็ “วทิ ยากรต้นแบบ”
> การเอาความรู้ เทคนิค ประสบการณ์ของบุคลากรมาแลกเปล่ียนเรยี นรูแ้ บ่งปันรว่ มกัน (Knowledge
sharing)
7. ตอนก่ิงให้ออกราก. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนพิ นธเ์ ป็นภาษาองั กฤษว่า layering the
branches.) การตอนกิ่งคือการทาให้ก่ิงหรอื ต้นพชื เกิดรากขณะที่ติดอยกู่ ับต้นแม่ ทาให้ได้ต้นพืชใหม่ท่มี ลี ักษณะ
ทางสายพันธุ์เหมือนกับต้นแม่ทุกประการ เม่ือถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ
ผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถตีความได้ว่า การ “ตอนกิ่งให้ออกราก” คือการท่ีองค์กรเสรมิ สรา้ ง “กลุ่มคนดีคน
เก่ง” ท่ีเคย “ถูกบ่ันทอนจนสูญเสียขวัญ เสียกาลังใจและความม่ันใจ” ให้กลับมามีพลัง มีความเข้มแข็ง
มีความมนั่ ใจทจี่ ะกลับมาสรา้ งสรรค์ผลงานทด่ี ีได้อีกครงั้ หน่ึง
8. รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ป็นภาษาอังกฤษว่า
Smoking the fruitless tree, so that it bears fruit..) การรมควันเป็นภูมิปัญญาโบราณ ท่ีกระทาในช่วง
ท่ีใบมะม่วงสะสมอาหารไว้เต็มท่ีแล้ว การรมควันจะเรง่ ให้ใบแก่ของมะม่วงหลุดรว่ งก่อนเวลาปรกติ ก่อนท่ีใบจะ
รว่ ง อาหารท่ีสะสมท่ีใบจะเคล่ือนย้ายกลับไปสะสมที่ปลายย อด ทาให้มีสภาพเหมาะสมแก่การผลิตดอก
๓๙
นอกจากนย้ี ังพบว่า ในควันไฟมแี ก๊สเอทลิ นี (ethylene) ซงึ่ เปน็ สารตัวการสาคัญที่กระตุ้นให้มะม่วงออกดอกอีก
ด้วย ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การว่าหมายถึง “การบาบัดฟ้ ืนฟูคนที่มีแวว
มศี ักยภาพได้ฉายแววหรอื เปลง่ ศักยภาพของตนขึ้นมาอีกครงั้ ”
9. ทา ‘ชวี าณูสงเคราะห์’ (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ป็นภาษาอังกฤษว่า Culturing
the cells in a container.) ชีวาณูสงเคราะห์ บ้างก็ว่าหมายถึงการนาเอาเซลล์ของเน้ือเยื่อออกมาเพาะใหม่
บ้างก็ว่าคือการปลกู เน้ือเยื่อ บ้างก็หมายถึงการเพาะพันธุใ์ นหลอดแก้ว สรุปโดยรวม น่าจะหมายถึงการการเพาะ
เซลล์ท่ีจะได้มาซง่ึ พันธุไ์ ม้ใหม่ท่ีมีความแกรง่ กล้าและให้ดอกออกผลได้ดีกว่าเดิม ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนั ยน้ี
ในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การว่าหมายถึงการท่ีองค์กรรเิ รม่ ิ โครงการบ่มเพาะสรา้ งสรรค์ค่านิยม
วัฒนธรรมองค์การใหม่ อนั เป็นค่านยิ มวัฒนธรรมทเี่ หมาะกับยุคสมัย และจะชว่ ยสรา้ งเสรมิ ความแขง็ แกรง่ ให้กับ
องค์การอย่างยัง่ ยนื ในอนาคต
หลักการฟ้ ืนฟตู ้นมะมว่ งด้วย 9 วธิ กี าร สะทอ้ นให้เห็นถึงหลกั คิดแบบ “มนษุ ย์นิยม” (Humanism) และ
“มนุษยธรรมนิยม” (Humanitarianism) ที่ให้ความเอาใจใส่ดูแลบุคลากรครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม
คนที่มีผลงานดีหรอื ยังไม่มีผลงานชดั เจนก็ตาม ด้วยหลักความคิดพื้นฐานในแง่บวกท่ีเช่อื ว่าคงไม่มีมนุษย์คนใด
ท่ีอยากเป็นคนไม่เก่งไม่ดี มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากเป็นคนดีคนเก่ง และมนุษย์ทุกคนย่อมสามารถพัฒนา
ฟ้ ืนฟูได้ องค์กรท่ีดีจงึ ควรมีความมุ่งมั่นท่ีชัดเจนในการเปิดโอกาสและพัฒนาบุคลากรเพ่ือดึงเอาความสามารถ
และความดีงามของบคุ ลากรออกมา
วชิ าที่ 4 ถอดบทเรยี นผ่านสื่อแผ่นดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต”
วทิ ยากร : นางสาวปัฐมาภรณ์ ฆังคะโร นักทรพั ยากรบคุ คล
วัตถปุ ระสงค์
1. เพอื่ ให้ผ้เู ขา้ อบรมได้ชมสื่อเพ่ือสรา้ งแรงบันดาลใจ
2. เพ่อื สรา้ งแรงบนั ดาลใจและตระหนกั ในการทาหลกั กสิกรรมธรรมชาติ
ขอบเขตของเนื้อหา
๑. ภาวะวกิ ฤตสังคมโลก สังคมไทย
๒. ถ้าเขา้ สู่ภาวะวกิ ฤตจะเอาตัวรอดอย่างไร
๓. ทางออกวกิ ฤต ดิน น้า ป่า คน ด้วย โคก หนอง นาโมเดล
ระยะเวลา 1 ชวั่ โมง
๔๐
ขั้นตอน/วธิ กี าร
1. รบั ชมวดี ีทัศน์ ส่ือชุด “แผ่นดินไทย ตอนแผ่นดินวกิ ฤต เพ่ือศึกษาเรยี นรู้วธิ ีคิดมุมมอง
อะไรบ้าง และจะทาอะไรต่อไป
2. วเิ คราะห์ ถอดบทเรยี น และนาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น
สรุปผลการเรยี นรู้
วทิ ยากรเปิดวดี ีทัศน์ ส่ือชุด แผ่นดินไทย ตอนท่ี 1 แผ่นดินวกิ ฤต เพ่ือศึกษาเรยี นรูแ้ ละสรา้ ง
แรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าอบรม มารว่ มน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใชใ้ ห้เป็นวถิ ีชวี ติ
มสี าระสาคัญ ดังน้ี
เมื่อทุนนิยมเติบโตอย่างไรข้ อบเขต ความโลภครอบงาโลกไปทุกหัวระแหง มนุษย์ตักตวงเอา
ความร่ารวยจากโลกเกินพอดี จงึ เกิดภาวะวกิ ฤติขึน้ ท่ัวแผ่นดินโลก รวมถึงแผ่นดินไทย ทป่ี ระสบภัยพบิ ตั ิทเ่ี กิดขึ้น
ส่งผลให้เกิดวกิ ฤติทางด้านส่ิงแวดล้อม วกิ ฤติด้านสังคม วกิ ฤติด้านเศรษฐกิจ และวกิ ฤติด้านการเมอื ง หนทางใด
ทจ่ี ะแก้วกิ ฤติแผ่นดิน
ภัยพิบัติของธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นจากสภาพดิน ฟ้า อากาศ การทาการเกษตรขาดทุน ขาดแคลน
น้า พ้ืนทแี่ ห้งแลง้ ไมม่ ีทท่ี ากิน และภาวะขาดแคลนส่งผลให้แรงงานจากชนบท เดินทางสู่เมืองหลวงเพ่อื หางานทา
แย่งชิงการทางาน อาหารเพื่อความอยู่รอด แรงงานจากชนบทเป็นเพียงเป็นแรงงานรบั จ้าง ทุนมนุษย์ของ
นายจ้าง แรงงานชนบทไรภ้ ูมิคุ้มกันของสังคม ขาดความม่ันคงในชีวติ จนกลายเป็นภาวะของความยากจนท่ี
แท้จรงิ
วกิ ฤติด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้โรงงานขนาดใหญ่ ท่ีมีแรงงานกว่า 4,000 คน ต้องปิดโรงงาน
แรงงานกวา่ 4,000 คน ต้องตกงาน แรงงานผู้หญงิ ทส่ี ูงอายไุ ม่สามารถไปหางานทาทอ่ี ื่นได้ แรงงานไม่ได้รบั เงนิ
ชดเชยรายได้ ขาดความมนั่ คงในชวี ติ
วทิ ยากรสรุปหนทางทจ่ี ะแก้วกิ ฤติแผ่นดิน คือ ยึดการดาเนินชวี ติ ตามแนวหลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
สรุปจากการถอดบทเรยี นผ่านส่ือ แผ่นดินไทย ตอนที่ 1 แผ่นดินวกิ ฤต
๔๑
วชิ าที่ 5 สุขภาพพึ่งตน พัฒนา 3 ขุมพลัง “พลังกาย พลังใจ พลังปัญญา”
วทิ ยากร : วทิ ยากรศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชมุ ชนอุดรธานี
วตั ถปุ ระสงค์
๑. เพอื่ ให้ผเู้ ข้ารบั การฝกึ อบรมได้ยดื เส้นยืดสาย ออกกาลังกาย ก่อนการฝกึ อบรม
๒. เพื่อพฒั นาพลงั กาย พลงั ใจ และพลังปญั ญา
๓. เพือ่ ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีวา่ ด้วยการสรา้ งคุณค่าในการดาเนินชวี ติ
ขอบเขตของเนื้อหา
๑. การพฒั นาพลงั กาย การพัฒนาพลังใจ การพัฒนาพลังปญั ญา
๒. แนวคิดการพัฒนาเพอื่ พง่ึ ตนเองของเกษตรกร
๓. การปรบั เปล่ียนชวี ติ ตามสถานการณ์
ระยะเวลา 1 ชว่ั โมงใน 1 วัน
ขั้นตอน/วธิ กี าร
1. วทิ ยากรเปิดส่ือวดิ ีทัศนใ์ ห้ผูเ้ ข้าอบรมยดื เส้นยืดสาย ออกกาลงั กาย ก่อนการฝึกอบรม
2. วทิ ยากรอธบิ ายถึงการพฒั นาพลังกาย พลังใจ และพลงั ปญั ญา
สรุปผลการเรยี นรู้
วทิ ยากรเปิดสื่อวดิ ีทัศน์ให้ผู้เข้าอบรมยืดเส้นยืดสาย ออกกาลังกาย ก่อนการฝึกอบรม จากนั้น
วทิ ยากรอธิบายถึงการพัฒนาพลังกาย พลังใจ และพลังปัญญา เป็นส่ิงสาคัญของการใช้ชีวติ ประจาวัน
ของชาวกสิกรรมธรรมชาติ โดยใชธ้ รรมชาติบาบัด สรา้ งความแข็งแรงให้กับรา่ งกาย ก่อนท่ีจะลงแปลงปฏิบัติงาน
ต่าง ๆ
จากปัญหาที่พบ ตามวดี ีทัศน์ และเสนอมุมมอง เป็นประโยชน์มากต่อการนาไปใช้ การพัฒนา
กสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง กอปรกับการพัฒนาของกรมการพัฒนาชุมชน ให้สอดคล้อง
กับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศท่ีเหมาะสม ตามระบบโครงการทางสังคมในมิติ ต่ าง ๆ ทุกระบบ
และสรา้ งฐานความรูใ้ ห้เป็นภูมคิ ุ้มกันต่อการเปล่ยี นแปลงอย่างรูเ้ ท่าทัน ควบคู่ไปกับการกระจายความเจรญิ และ
การพฒั นาประเทศอยา่ งสมดุลระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมอื ง ตามปรากฏการณ์และสถานการณ์ ของสังคม
อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงโดยใช้ฐานความรูข้ องคน ชุมชน ในการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายที่จะนาพาชวี ติ
เขา้ สู่แนวทางตามวถิ ีชวี ติ เศรษฐกิจพอเพยี ง (โคก หนอง นา โมเดล)
สิ่งเดียวที่จะพาคนไทยกลับบ้านได้ คือ ต้องน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวฯ รชั กาลท่ี 9 มาเป็นแนวทางในการดาเนนิ ชวี ติ
การพฒั นา 3 ขมุ พลงั “จติ อาสา” การพัฒนาพลงั สมาธิ พลังจติ ใจ พลงั กาย โดยเรม่ ิ จากการปลกุ
สมองให้พรอ้ มสาหรบั การรบั รูเ้ รอ่ ื งราวใหม่ ๆ ท่ีจะได้รบั วทิ ยากรให้นั่งสมาธพิ รอ้ มกับมีเสียงดนตร ี เบา ๆ ให้
จติ ใจสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ต่อด้วยการออกกาลังกายเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นรา่ งกาย โดยใช้วธิ ขี องการออกกาลังกาย
10 ทา่ พญายม หลงั จากนั้นวทิ ยากรได้นาเล่นกิจกรรมเพือ่ เรยี กความพรอ้ ม
ภาพกิจกรรมระหว่างการอบรม
๔๒
วชิ าที่ 6 ทฤษฎี บนั ได 9 ขนั้ สู่ความพอเพียง
วทิ ยากร : อาจารยป์ ระหยัด ภมู ินทร์ เครอื ข่ายกสกิ รรมกาสินธุ์
วตั ถุประสงค์
เพื่อให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจหลักคิดปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่
การบรหิ ารจดั การตามขั้นตอนเศรษฐกิจพอเพียงมาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน และสามารถนาไปปฏิบตั ิจนเป็นวถิ ีชวี ติ
ขอบเขตของเน้ือหา
๑. หลักคิด “ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
๒. การประยกุ ต์ใชห้ ลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบคุ คล กล่มุ องค์กร ชุมชน และสังคม
๓. พระราชดาร ิ“ทฤษฎีใหม่” การบรหิ ารจดั การตามขน้ั ตอน
ทฤษฎีใหม่ขนั้ ทีห่ นงึ่ : อย่รู อด แบ่งสัดส่วนพืน้ ที่ สรา้ งผลผลิต ครวั เรอื นสามารถพึ่งตนเองได้
ทฤษฎีขัน้ ที่สอง : พอเพยี ง ชุมชนรวมกลุ่มพ่งึ ตนเอง
ทฤษฎีข้นั ที่สาม : ยง่ั ยนื การบรหิ ารจดั การ สรา้ งมลู ค่าเพม่ิ พฒั นาการตลาด
๔. เศรษฐกิจพอเพยี งความเขม้ แขง็ ทเ่ี ปน็ รูปธรรมตามวถิ ีวฒั นธรรม ภมู ปิ ญั ญา และภมู สิ ังคม
5. ทฤษฎีบันได้ 9 ขัน้ สู่ความพอเพียง
ระยะเวลา 2 ชว่ั โมง
ข้ันตอน/วธิ กี าร
วทิ ยากรนาเสนอและบรรยายในแต่ละประเด็นเน้ือหา ดังนี้
๑. หลักคิด “ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง”
๒. การประยกุ ต์ใชห้ ลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบคุ คล กลุ่ม องค์กร ชุมชน และสังคม
3. พระราชดาร ิ“ทฤษฎีใหม”่ การบรหิ ารจดั การตามขนั้ ตอน
๔. เศรษฐกิจพอเพยี งความเขม้ แขง็ ท่ีเป็นรูปธรรมตามวถิ ีวฒั นธรรม ภูมิปญั ญา และภูมสิ งั คม
๕. ทฤษฎีบันได้ 9 ขัน้ สู่ความพอเพยี ง
สรุปผลการเรยี นรู้
วทิ ยากรพูดถึง "ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรชั ญาท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทร-
มหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงชี้ถึงแนวทางการดาเนินชีวติ ของประชาชนในทุกระดับ ท้ังในระดับ
ครอบครัว ชุมชน หรอื ระดั บประเทศ ในการปฏิบัติ งานหรอื บรหิ ารพัฒนา ประเทศให้ดาเนินไปด้ วย
ความไม่ประมาท พระองค์ทรงทาตัวอย่างให้คนไทยได้เห็นผ่านโครงการพ ระราชดารทิ ่ีประสบความสาเรจ็
กว่า 4,741 โครงการ มากกว่า 47,000 บทเรยี น ทาให้ทั่วโลกให้การยอมรบั และมอบรางวัลให้พระองค์ อาทิ
รางวัลนักวทิ ยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม ( IUSS Humanitarian Soil Scientist Award) และรางวัล
ความสาเรจ็ สูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award)
เป็นต้น
วทิ ยากร พูดถึง บันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง การไปสู่ความพอเพียง ตามแนวทางศาสตร์
พระราชา เนน้ การเรม่ ิ ต้นทก่ี ารทาเพื่อพอกิน พอใช้ พออยู่ และพอรม่ เยน็ โดยเรม่ ิ ทตี่ ัวเราเอง "พอ" ก่อน ต่อเมื่อ
มีเหลือแล้วจึงขยายต่อไป แบ่งเป็น ขั้นพื้นฐาน 4 ขั้น และข้ันก้าว หน้าอีก 5 ขั้น รวมเป็นบันได 9 ขั้น
สู่ความพอเพยี งทีย่ งั่ ยนื โดยอธบิ าย ได้ดังน้ี