The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สิราวรรณ หนูเพิ่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศิริวิมล ยมรัตน์, 2023-02-15 07:27:56

กฎหมาย

สิราวรรณ หนูเพิ่ม

รวมามตรา รวมามตรา รวมามตรา กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายพาณิชย์ นางสาวสิราวรรณ หนูเพิ่ม ลข.1/1 016


บทที่1 บุคคล


• ¹มาตรา15 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิ์ต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่ รอดเป็นทารก • ²มาตรา16 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนับอายุของบุคคล ให้นับตั้งแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่าเกิดในเดือนใดแต่ไม่รู้ วันเกิดให้นับวันที่ 1 แห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิดแต่ถ้าคุณวิสัยที่หยั่งรู้เดือนและ วันเกิดของบุคคลใด ให้นับวันเกิดผมดูคุณนั้นตั้งแต่วันต้นปีของปฏิทินซึ่ง เป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด • ³มาตรา15 วรรคแรกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การตายคือการตายของคนธรรมดาหรือการตายที่บุคคลนั้นไม่มีสัญญาณ ชีพดังที่กฎหมายบัญญัติและศึกษามาว่า"สภาพบุคคลย่อมเริ่มตั้งแต่เมื่อ คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย •มาตรา 62 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจมีการตายของบุคคลธรรมดาที่ ตายพร้อมกันหลายคนในเหตุภยันไปรายร่วมกันเช่นเรืออับปางเครื่องบินตกไม่อยาก ทราบได้ว่าคนไหนตายก่อนหลังและเวลาใดกฎหมายวางหลักว่าในกรณีบุคคลหลาย คนตายในเหตุไปร่วมกันถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนใดตายก่อนหลังให้ ถือว่าตายพร้อมกัน •มาตรา 17 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สาบสูญคือตายตามข้อ สันนิษฐานของกฎหมายดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าบุคคลซึ่งศาลได้มีคำ สั่งให้ เป็นคนสาบสูญให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำ หนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ ในกฎหมายมาตรา 61


•เมื่อมาตรา 1564 และมาตรา 21 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อเป็นบุคคลย่อม มีสิทธิมีหน้าที่ตามกฎหมายแต่สิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันหรือ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ประกอบเป็นสภาพบุคคลทำ ให้ทราบว่าเป็นใครชื่ออะไร สัญชาติอะไรมีถิ่นที่อยู่ที่ใดสถานะตามกฎหมายดำ รงอยู่ในสังคมเป็นอย่างไรเป็นบุคคล ที่มีความสามารถเพียงใดเช่นกฎหมายกำ หนดให้บิดามารดาจำ ต้องอุปการะเลี้ยงดูและ ให้การศึกษาทางสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์หรือกรณีผู้เยาวชนได้รับความ ยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน •มาตรา 48 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ผู้ไม่อยู่หมายถึงเวลาที่บุคคลนั้น ได้หาไปจากภูมิลำ เนาหรือดินที่อยู่โดยไม่มีใครรู้กล่าวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่และการ หายไปก็ไม่ได้ได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำ นาจไว้ยังถือว่าผู้ไม่อยู่ยังมีชีวิตและยังไม่ ตายการจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ต้องให้ศาลสั่งให้ทำ การอย่างหนึ่งอย่างใด ไปบ้างก่อนแต่ถ้าระยะเวลาผ่านไปเกิน 1 ปีแล้วการจะสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สิน ของผู้ไม่อยู่ขึ้นก็ได้ •มาตรา 61 และมาตรา 62 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จนปรากฏว่า ระยะเวลาที่ผู้นั้นจากภูมิลำ เนาหรือถิ่นที่อยู่แล้วไม่มีใครรู้ว่าเป็นตายร้ายดี อย่างไรเป็นระยะเวลา 5 ปีในกรณีธรรมดาหรือระยะเวลา 2 ปีนับแต่ เหตุการณ์พิเศษที่ถูกลงได้แก่การรบหรือสงครามยานพาหนะอับปางถูก ทำ ลายหรือสูญหายรวมทั้งเหตุอันตรายแก่ชีวิตในเหตุการณ์ที่กล่าวมา ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลและศาล ให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้


•มาตรา 19 และมาตรา 21 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ผู้เยาว์คือบุคคลที่ ยังไม่บรรลุนิติภาวะคือมีอายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์หรือยังไม่สมดุลตามที่ กฎหมายกำ หนดกฎหมายถือว่าความรู้ความยึดสติปัญญาความชำ นาญและ ไวพจน์ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้สิทธิปฏิบัติหน้าที่ได้ดูตามลำ พังอาจจะเสีย เปรียบจึงต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ทำ แทนตามที่กฎหมายวางหลักไว้ ว่าผู้เยาว์จะกระทำ นิติกรรมใดๆต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบ ธรรมก่อนการใดๆที่ผู้เยาว์ได้ทำ ลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็น โมฆียะเว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น •มาตรา 22 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กฎหมายได้บัญญัติให้ผู้ เยาว์สามารถทำ นิติกรรมด้วยตนเองได้เป็นข้อยกเว้นไว้มีด้วยกันอุปการ คือกอกระทำ ไปเพื่อให้ได้สิทธิอันใดอันหนึ่งหรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจาก หน้าที่อันใดอันหนึ่ง •มาตรา 23 และมาตรา 1547 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การกระทำ ใดๆที่ต้องทำ เองเป็นการเฉพาะตัว •มาตรา 24 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การกระทำ อันเป็นการส่งแก่ ฐานานุรูปแห่งตนและเป็นการอันจำ เป็นในการดำ รงชีพตามสมควร


•มาตรา 32 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คุณเสมือนไร้ความสามารถ คนเสมือนด้วยความสามารถคือบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกายหรือ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือมีความประพฤติสุร่ายเสรีหรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นทำ นองเดียวกันนั้นจนไม่สามารถจัดการงานหรือทำ งานด้วย ตนเองได้เมื่อบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับผู้มีเหตุบกพร่องได้แก่สามีภรรยาบุพการี ผู้สืบสันดานผู้ปกครองหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลศาลสั่งให้บุคคล นั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้เมื่อตกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วต้องจัดให้อยู่ในความพิทักษ์หรือให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ดูแลคำ สั่งนี้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา •มาตรา 1476 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คู่สมรสคือสามีภรรยา สามารถจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ทุกอย่างทั่วไปเว้นแต่การจัดการ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสต้องอาศัยการจัดการร่วมกันหรือได้รับ ความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการอสังหาริมทรัพย์ และนิติกรรมบางอย่างตามที่กฎหมายกำ หนดไว้ •มาตรา 65 และมาตรา 66 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นิติบุคคลเป็นบุคคล ประเภท 1 เกิดขึ้นโดยอาศัยอำ นาจบทบัญญัติแห่งกฎหมายสมมติขึ้นรับรองให้มีสิทธิ และหน้าที่ดังเช่นบุคคลธรรมดาไปในกรอบวัตถุประสงค์ตามข้อบังคับของตราสารจัด ตั้งเว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้นดัง นั้นนิติบุคคลคือบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นให้เป็นบุคคลมีสิทธิและหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำ หนดไว้เช่นเดียวกันบุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่นิติบุคคลพึงมีพึงเป็นได้ ดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังนี้นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำ นาจแห่งกฎหมายนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นนิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอเพลงอำ นาจหน้าที่หรือ วัตถุประสงค์ยังได้บัญญัติหรือกำ หนดไว้ในกฎหมายข้อบังคับหรือการศาลจัดตั้ง


•มาตรา 83 112 และมาตรา 1015นิติบุคคลที่ก่อตั้งโดยประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ได้แก่บุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลได้รวมตัวกันตามจำ นวนที่ กฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำ หนดไว้ทำ การก่อตั้งแนวนำ ไปจดทะเบียนต่อรายทะเบียนเช่นสมาคมมูลนิธิห้างหุ้นส่วนบริษัทเมื่อจด ทะเบียนแล้วก็เป็นนิติบุคคลเรียกว่าสมาคมมูลนิธิห้างหุ้นส่วนสามัญจด ทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำ กัดหรือบริษัทจำ กัดเป็นต้น •มาตรา 66 และมาตรา 67 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นิติบุคคล เป็นบุคคลที่ถูกสมมติขึ้นโดยกฎหมายดังนั้นนิติบุคคลจึงมีสิทธิหน้าที่ เสมือนกับบุคคลธรรมดาแต่นิติบุคคลไม่มีชีวิตไม่มีจิตใจสิทธิและหน้าที่ จริงไม่เหมือนกับบุคคลธรรมดาเพราะสิทธิบางประการได้ถูกจำ กัดโดย กฎหมายและวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั่นเองซึ่งกฎหมายวางหลักไว้ว่า นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎแห่งประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในของอำ นาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดัง ได้บัญญัติหรือกำ หนดไว้ในกฎหมายข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งภายใต้ บังคับกฎหมายนี้มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับ บุคคลธรรมดาเว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพจากพึงมีพุงเป็นได้แก่ บุคคลธรรมดาเท่านั้น •มาตรา 68 และมาตรา 69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลักกฎหมาย บัญญัติไว้ว่าภูมิลำ เนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำ นักงานใหญ่หรือ ถิ่นที่ได้เลือกถูกเลือกเอาภูมิลำ เนาเฉพาะการตามข้อบังคับเกิดตราสารจัดตั้ง ในกรณีนิติบุคคลมีที่ตั้งทำ การหลายแห่งหรือมีสำ นักงานสาขาให้ถือว่าเป็นถิ่น อันเป็นที่ตั้งของที่ทำ การหรือของสำ นักงานสาขาเป็นภูมิลำ เนาในส่วนกิจการ อันได้กระทำ ณที่นั้นด้วย


•มาตรา 70 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคน หนึ่งหรือหลายคนทั้งนี้ตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งจะได้ กำ หนดไว้ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของ นิติบุคคล มาตรา 71 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อำ นาจของผู้แทนนิติบุคคลซึ่ง จะกำ หนดไว้ในข้อบังคับหรือในตราสารจัดตั้งกองนิติบุคคลนั้นกรณีมีผู้แทน นิติบุคคลหลายคนดำ เนินการของนิติบุคคลให้เป็นไปตามเสียงข้างมากเว้น แต่มีข้อกำ หนดไว้เป็นประการอื่นในกฎหมายข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง มาตรา 76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความรับผิดชอบของผู้แทนนิติบุคคลถ้าความเสียหายแก่บุคคลอื่นเกิดจาก การกระทำ ที่ไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์หรืออำ นาจหน้าที่ของนิติบุคคลผู้แทน นิติบุคคลและบรรดาผู้ให้ความเห็นชอบในการกระทำ นั้นต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายนั้น


บทที่2 นิติกรรม


•มาตรา 149 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันกระทำ ลงโดยชอบด้วยกฎหมายและ ด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรง แสดงเจตนาเพราะสำ คัญ ต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ •มาตรา 193/14 และ 193/15 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สงวนสิทธิ เช่น หนี้ใกล้จะขาดอายุความ เจ้าหนี้จึงให้ลูกหนี้ทำ หนังสือรับ สภาพหนี้ไว้ ทำ ให้ อายุความสะดุดหยุดลงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ จึง เป็นการสงวนสิทธิมิให้ขาดอายุความ หรือขอใช้สิทธินั้นต่อไป โดยไม่ยอมสละ สิทธิ •มาตรา 175,176,340 และมาตรา 386 ระงับสิทธิ เช่น การบอกล้างโมฆยกรรม การปลดหนี้ให้ลูกหนี้ การบอกเลิก สัญญา การถอนคำ ร้องทุกข์ในคดีอาญาความผิดอันยอมความกันได้ ทำ ให้ หนี้นั้นหรือคดีนั้นสิ้นสุดลง อันเป็นการระงับสิทธิ เป็นต้น •มาตรา 21 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้เยาว์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น บิดา มารดา เว้น แต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น •มาตรา 28 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คนไร้ความสามารถ ต้องให้ผู้อนุบาลทำ นิติกรรมเเทน •มาตรา 32 และมาตรา 34 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ ในกรณี กระทำ นิติกรรมตาม ที่กฎหมายบัญญัติไว้


•มาตรา 1476 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สมรสในเรื่องการจัดการสินสมรสบางประการตามที่กฏหมายกำ หนดไว้ สา มรภรรยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย หนึ่ง” •มาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดย กฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การ นั้นเป็นโมฆะ •มาตรา 154 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น • มาตรา 155 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจตนาลวง หลักกฎหมายกำ หนดว่า การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณี อีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำ การโดย สุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ •มาตรา 155 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติกรรมอำ พราง หลักกฎหมายกำ หนดไว้ว่า ถ้าการแสดงเจตนาลวงตาม วรรคหนึ่ง ทำ ขึ้นเพื่ออำ พรางนิติกรรมอื่น ให้นำ บทบัญญัติของกฎหมายอัน เกี่ยวกับนิติกรรมอำ พรางมาใช้บังคับ •มาตรา 156 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำ คัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำ คัญเเห่งนิติกรรม หลักกฏหมายกำ หนดว่าการ แสดงเจตนาโดยสำ คัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำ คัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ ได้แก่ ความสำ คัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำ คัญผิดในตัวบุคคลซึ่ง เป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม และความสำ คัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่ง นิติกรรม ดังนี้


• มาตรา 157 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำ คัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน หลักกฎหมายกำ หนดว่า การแสดงเจตนา โดยสำ คัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็น โมยะ •มาตรา 159 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล มีผลทำ ให้นิติกรรมตกเป็นโมฆยะ •มาตรา 164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ หลักกฏหมายกำ หนดว่า การแสดงเจตนา เพราะถูกข่มขู่เป็นโมมียะ การข่มขู่ที่จะทำ ให้การใดตกเป็นโมฆยะนั้น จะต้อง เป็นการข่มขู่ที่จะทำ ให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและ ร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว •มาตรา 172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โมฆะ โมฆกรรม) หมายถึงความเสียเปล่า ใช้บังคับกันไม่ได้ กฎหมายไม่ ยอมรับรอง การกระทำ การใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีความผูกพันใด ๆ ในทาง กฎหมาย และไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้เลย •มาตรา 175 มาตรา 176 และมาตรา 177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เเต่ถ้านิติกรรมอันเป็นโมฆยะได้มีการ ให้สัตยาบันแล้ว นิติกรรมที่สมบูรณ์ อยู่แล้วก็จะสมบูรณ์ ตลอดไปนับตั้งแต่เริ่มแรกเช่นกัน ผู้มีสิทธิบอกล้าง (ยกเลิก) หรือให้สัตยาบัน (ยืนยันความสมบูรณ์) นิติกรรมอันเป็นโมฆยะ ได้แก่ ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ และ ผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถ


•มาตรา 198/9 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อายุความ หมายถึง ระยะเวลาที่กฎหมายกำ หนดไว้ให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ทางศาลภายในกำ หนดเวลา ที่กฎหมายกำ หนดไว้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็น เวลานานจนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำ หนดแล้วจะนำ มาฟ้องร้อง ให้ ศาลบังคับคดีหาได้ไม่ เรียกว่า คดีขาดอายุความ ดังที่หลักกฎหมาย บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่ กฎหมายกำ หนดสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ" •มาตรา 193/10 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ในการที่จะปฏิเสธชำ ระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ เช่น นักเรียนให้เพื่อน กู้ยืมเงิน 1 แสนบาท ครบกำ หนดชำ ระวันที่ 1 ธันวาคม 2550 ซึ่งตามกฎหมายอายุความตามสัญญากู้ยืมเงิน มี กำ หนดอายุความทั่วไป 10 ปีเมื่อครบกำ หนดเวลาตามที่กฎหมาย กำ หนด เรียกว่าขาดอายุความ นักเรียน ในฐานะเจ้าหนี้จะใช้สิทธิทาง ศาลเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ในทางกลับกันเพื่อนนักเรียนที่เป็นลูก หนี้ สามารถปฏิเสธไม่ชำ ระหนี้ได้ •มาตรา 193/29 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลจะยกคำ ฟ้อง หากคู่ความอีกฝ่ายยกเอาเรื่องอายุความขึ้นเป็นข้อ ต่อสู้


บทที่3 สัญญา


•มาตรา 355 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำ เสนออยู่ห่างโดยระยะทาง อาจกระทำ ได้ด้วยการส่งคำ เสนอไปยังต่าง จังหวัด หรือต่างสำ นักงาน คำ เสนอต้องใช้เวลาเดินทาง เช่น ส่งคำ เสนอไป ทางไปรษณีย์ ผู้เสนอต้องกำ หนดระยะ เวลาพอสมควรในการที่จะให้ผู้รับคำ เสนอตอบรับเป็นคำ สนองกลับมา •มาตรา 357 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำ เสนอที่กระทำ ต่อบุคคลอยู่เฉพาะหน้าและมิได้กำ หนดระยะเวลา •มาตรา 354 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำ เสนอที่กำ หนดระยะเวลา เมื่อกำ หนดระยะเวลาไว้ให้ผู้รับคำ เสนอทำ คำ สนองผู้เสนอจะต้องผูกพันต่อคำ เสนอนั้นจนกว่าจะหมดระยะเวลา จะถอนคำ เสนอก่อนหมดระยะเวลาไม่ได้ เช่น นายปราโมทย์เสนอขายรถยนต์ให้นาย ปรีดาว่า ถ้าสนใจก็ให้ตอบมาภายใน 7 วัน (กำ หนดระยะเวลาไว้แน่นอน) ดังนี้ ค่าบน 1 นายปราโมทย์จะต้องคงมีอยู่ตลอด 7 วัน จะถอน เสนอ ก็ต่อเมื่อครบ 7 วันแล้ว เสนาหนดระยะเวลาให้ตอบคำ สนองนี้ หากใช้กับผู้อยู่ห่าง โดยระยะ ทาง ผู้เสนอต้องกำ หนดระยะเวลาให้ตอบคำ สนองยาวมากขึ้นเป็น 15 วัน หรือ 30 วัน ส่วนหลักการ คงยึดหลักเดียวกันว่ากำ หนดระยะเวลาไว้แล้วจะถอนคำ เสนอก่อนกำ หนดไม่ได้ เมื่อครบกำ หนดระยะเวลา แล้วไม่มีคำ เสนอกลับมา คำ เสนอ สิ้นผลผูกพัน •มาตรา 355 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำ เสนอที่เสนอไปยังผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง แต่มิได้กำ หนดระยะเวลาไว้ ผู้ให้คำ เสนอ จะต้องให้ระยะเวลาพอสมควร กล่าวคือ จะถอนคำ เสนอของตนเสีย ภายในเวลาก่อนคาดหมายว่าจะได้รับ คำ บอกกล่าวตอบสนองนั้นไม่ได้ เช่น นายปราโมทย์เสนอขายรถยนต์ให้นายสินค้าซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ราคา สอง


แสนบาท โดยมิได้กำ หนดระยะเวลาให้ตอบคำ สนองกลับ นายปราโมทย์ต้อง พึ่งคาดหมายไว้ว่า ตนได้ส่งคำ เสนอไปจะใช้เวลาเดินทางกี่วัน เช่น 5 วัน เมื่อ นายอินครับคำ เสนอแล้ว คงต้องใช้เวลาคิด พิจารณาตัดสินใจอีก 5 วัน แล้วจึง ทำ คำ สนองตอบกลับส่งทางไปรษณีย์ ใช้เวลาเดินทางอีก 5 วัน รวมเป็น 15 วัน ระยะเวลาอันจึงคาดหมายว่าจะได้รับ บอกกล่าวตอบสนองนั้น ฉะนั้นภายใน ระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันส่งคำ เสนอ นายปราโมทย์จะถอนคำ เสนอไม่ได้ แต่ ถ้าตามระยะเวลาอันพึงคาดหมายว่า จะได้รับคำ ตอบสนองผ่านพ้นไปแล้วคำ เสนอนั้นก็สิ้นผลผูกพัน •มาตรา 360 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้เสนอตายหรือไร้ความสามารถก่อนมีคำ สนองตอบ ตอบสนองได้ทราบเเล้ว ว่าผู้ให้คำ เสนอได้ถึงแก่ความตาย หรือกลายเป็นผู้ไร้ความสามารถ (วิกลจริต คนเสมือนไร้ความสามารถ คนไร้ความสามารถ) เสียแล้ว คำ เสนอนั้นก็สิ้นผล ผูกพัน แม้มีคำ สนองกลับมาภายในระยะเวลาที่กำ หนด สัญญาก็ไม่เกิดขึ้น •มาตรา 359 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำ สนอง คือ การแสดงเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่งตอบมายังผู้เสนอ เรียกว่า คำ สนอง ถ้าคำ สนองตรงกับคำ เสนอ สัญญาเกิดขึ้นและมีผลในทางกฎหมายเมื่อ ได้ทำ ถูกต้องตามแบบ แต่ถ้าคำ สนอง ส่งกลับมายังผู้เสนอแล้ว ปรากฏว่าคำ สนองนั้นไม่ตรงกับคำ เสนอ หรือตรงกับคำ เสนอแต่มาถึงล่วงเวลาที่ กำ หนดมี ผลตามกฎหมาย ดังนี้ •มาตรา 193/10 และมาตรา 193/30 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายจนมีสิทธิตามกฎหมายที่จะปฏิเสธการชำ ระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้ •มาตรา 193/27 มาตรา 744(1) มาตรา 745 และมาตรา 769 ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ อนึ่ง สัญญาจำ นอง สัญญาจำ นำ ต่างก็เป็นสัญญาอุปกรณ์ ซึ่งจะต้องมีสัญญา ประธานเกิดขึ้นก่อน เช่น สัญญากู้ยืมเงินด้วยการนำ ที่ดินมาจดทะเบียน จำ นอง


ค้ำ ประกันเงินกู้ หรือนำ สร้อยคอทองคำ มาจำ นำ เป็นประกันเงินกู้ เป็นต้น เมื่อ สัญญาประธานระงับสิ้นไป สัญญาจำ นอง สัญญาจำ นำ ก็ระงับไปด้วย แต่มีข้อ กฎหมายยกเว้นไว้เกี่ยวกับเรื่อง อายุความ ว่าผู้รับจำ นอง ผู้รับจำ นำ ซึ่งเป็น บุริมสิทธิยังคงมีสิทธิ บังคับชำ ระหนี้เอาจากทรัพย์สินที่จำ นอง จำ นำ แม้ว่าสิทธิ เรียกร้องจากสัญญาประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ย ย้อนหลังเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ •มาตรา 386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเลิกสัญญาเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว ดังนั้นหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายมี สิทธิขอเลิก สัญญา ได้แสดงเจตนาทำ การบอกเลิกสัญญาต่ออีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ย่อมมีผลให้สัญญานั้นระงับลง สิทธิในการบอกเลิกสัญญา มี 2 ประการ คือ สิทธิบอกเลิกสัญญาตามที่ได้มีข้อตกลงกันไว้ในสัญญา และ สิทธิบอกเลิก สัญญาโดยบทบัญญัติของกฎหมาย อนึ่ง เมื่อได้มีการแสดงเจตนาบอกเลิก สัญญาแล้วจะถอนคืน ไม่ได้ การบอกเลิกสัญญามีรายละเอียดดัง •มาตรา 387,388 และมาตรา 389 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บอกเลิกโดยบทบัญญัติของกฎหมาย สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติของ กฎหมาย • มาตรา 218 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีบัญญัติไว้ใน ปพพ. ลักษณะต่าง ๆ กัน ได้แก่ ลักษณะหนี้ •มาตรา 466 วรรคหนึ่ง ลักษณะซื้อขาย •มาตรา 548,554,556,560 วรรคหนึ่ง เเละมาตรา 568 ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ลักษณะเช่าทรัพย์


•มาตรา 574 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะเช่าซื้อ •มาตรา 577 และมาตรา 578 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน •มาตรา 378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเลิกสัญญาเพราะลูกหนี้ไม่ชำ ระหนี้ ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำ ระหนี้อีก ฝ่ายหนึ่งจะ พระบาทสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำ ระหนี้ภายในระยะ เวลานั้นก็ได้ และถ้าฝ่ายนั้น ไม่มีการระยะเวลาที่กำ หนด อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิก สัญญาเสียก็ได้ •มาตรา 388 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเลิกสัญญาเพราะกำ หนดเวลาไว้และเวลาเป็นวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญา ถ้าวัตถุประสงค์แห่งสัญญานั้นว่าโดยสภาพ หรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาได้ แสดงไว้ จะเป็นผลสำ เร็จได้ก็แต่ด้วยการ ข้าระหนี้ เวลาที่กำ หนด หรือภายใน ระยะเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งกำ หนดไว้ ถ้ากำ หนดเวลาหรือระยะเวลา นั้นได้ล่วง พ้นไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ชำ ระหนี้ อีกฝ่ายจะเลิกสัญญาเสียก็ได้ โดยไม่ ต้องบอกกล่าว •มาตรา 389 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเลิกสัญญาเพราะการชำ ระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ถ้าการชำ ระหนี้ทั้งหมด หรือแต่ บางส่วนกลายเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูก หนี้ได้ เจ้าหนี้จะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ •มาตรา 150,151 และมาตรา 153 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1.2 ทราบถึงวัตถุประสงค์แห่งสัญญาหรือวัตถุประสงค์แห่งหนี้ว่าคืออะไร เช่น ให้กระทำ การใด หรือให้งดเว้นการกระทำ อันใด หรือให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ส่ง มอบทรัพย์สินมีจำ นวนปริมาณมากน้อยเพียงใดวัตถุประสงค์นั้นเป็นการ


ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัด ต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ •มาตรา 152 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ข้อตกลงในสัญญานั้นมีผลบังคับได้ตามกฏหมาย เช่น ต้องทำ ตามแบบที่กฏหมายกำ หนดไว้ เป็นต้น •มาตรา 55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเขียนสัญญา สัญญามีไว้ก็ด้วยวัตถุประสงค์หลักคือ เป็นกรอบ และเป็นแนวทางให้คู่สัญญาปฏิบัติตามที่ทำ สัญญาหรือแสดงเจตนา กันไว้ หากไม่ปฏิบัติตาม ฝ่ายที่เสียหายก็สามารถนำ สัญญานั้นเป็น หลักฐานในการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลต่อไปได้ หลักกฎหมาย กำ หนดไว้ว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับ สิทธิหรือหน้าที่ของ บุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอ คดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำ นาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้


บทที่4 หนี้


•มาตรา 194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำ ว่า หนี้ กฎหมายกำ หนดว่าต้องมี มูลหนี้ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเจ้าหนี้กับ ลูกหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิจะ หน้าที่ต้องชำ ระหนี้ อันสามาร เรียกให้ลูกหนี้ ชำ ระหนี้ได้ •มาตรา 395 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จัดการงานนอกสั่ง คือการที่บุคคลหนึ่งได้เข้าไปทำ งานแทนบุคคลอีก ฝ่ายหนึ่ง โดยที่เขาไม่ได้ ก เพียงคนเดียว ชานวานใช้ให้ทำ หรือโดยที่ตน ไม่มีหน้าที่จะทำ การงานนั้นแทนผู้อื่น แต่ได้เข้าไปทำ การงานนั้น หากได้ จัดการงานไปในทางที่สมประโยชน์แก่บุคคลนั้น หรือเจ้าของกิจการนั้น ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าใช้จ่าย ที่ตนได้เสียไปคืนมา คือมีสิทธิเป็น เจ้าหนี้ได้และเจ้าของกิจการหรือฝ่ายนั้นก็จะมีฐานะเป็นลูกหนี้ ต้องใช้ค่า ใช้จ่ายคืนให้เจ้าหนี้ คือ ผู้จัดการงานให้ •มาตรา 406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลาภมิควรได้ การที่บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีก คนหนึ่งกระทำ เพื่อ ชำ ระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดย ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคล อีกคนหนึ่งนั้น เสียเปรียบ ท่านว่า บุคคลนั้นจำ ต้องคืนทรัพย์สินให้แก่เขา •มาตรา 73 รัฐธรรมนูญแห่งการอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 “บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร ช่วยเหลือในการป้องกันและบรรเทา ภัยพิบัติสาธารณะ เสียภาษีอากรช่วยเหลือราชการ... ” •มาตรา 39 มาตรา 49 และมาตรา 65 ประมวลรัฐฏาการ ประมวลรัษฎากร กำ หนดให้นิติบุคคลต่างๆ และบุคคลธรรมดาจะต้อง เสียภาษีนิติบุคคล และ อีกคนหนึ่งกระทำ ภาษีบุคคลธรรมดาให้กับรัฐ ทุกสิ้นปี


•มาตรา 213 วรรคแรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยปกติเมื่อบุคคลมีหนี้ ก็พึงจะต้องชำ ระหนี้ มองในมุมลูกหนี้ ลูกหนี้ต้อง ชำ ระหนี้แก่เจ้าหนี้ ในขณะเดียวกันมองในมุมเจ้าหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ ลูกหนี้ชำ ระหนี้ หากปรากฏว่าลูกหนี้ไม่ยอม ชำ ระหนี้ หรือยอมชำ ระแต่ชำ ระ ล่าช้าล่วงเลยเวลาที่กำ หนดไว้ หรือชำ ระผิดวัตถุประสงค์แห่งหนี้ เจ้าหนี้ มี สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำ ระหนี้ได้ด้วยใช้สิทธิทางศาล สั่งให้ลูกหนี้ หรือ บังคับให้ลูกหนี้ชำ ระหนี้นั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ ไม่เปิดช่องให้ทำ เช่นนั้นได้ •มาตรา 203 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หนี้ถึงกำ หนดชำ ระ หลักกฎหมายกำ หนดไว้ว่า “ถ้าเวลาอันจะพึงชำ ระหนี้ มิได้กำ หนดไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ เจ้าหนี้ย่อมจะ เรียกให้ชำ ระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ ย่อมจะชำ ระหนี้ของตนได้โดย พลันดุจกัน แต่ถ้ากำ หนดเวลากันไว้ เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้ชำ ระหนี้ ก่อนถึง กำ หนดเวลานั้นไม่ได้ แต่ฝ่ายลูกหนี้ จะชำ ระหนี้นั้นก่อนกำ หนดก็ได้” •มาตรา 206 และมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผิดนัดเพราะทำ ละเมิด การกระทำ ละเมิด คือ การกระทำ โดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อ ทำ ให้บุคคลอื่นเสียหายโดยผิดกฎหมายผู้ทำ ละเมิดต้อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นให้แก่ผู้เสียหาย และหนี้อันเกิดจากมูล ละเมิดนี้กฎหมายถือว่า ลูกหนี้ได้ชื่อว่า เป็นผู้ผิดนัดมาตั้งแต่เวลาที่ทำ ละเมิด •มาตรา 215 ถึงมาตรา 225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การฟ้องร้องต่อศาลบังคับลูกหนี้ให้ชำ ระหนี้ ผลแห่งการผิดนัดของลูกหนี้ ลูกหนี้จะต้อง ชำ ระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ หากไม่ชำ ระ เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้ ศาลบังคับให้ลูกหนี้ชำ ระหนี้ก็ได้ แต่ก่อน ที่จะร้องขอต่อศาล ลูกหนี้ต้องได้ ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนแล้ว ในขั้นผิดนัดนี้กฎหมายกำ หนดให้ลูกหนี้ ต้อง รับผิดต่อเจ้าหนี้รวม 5 ประการ ดังนี้


•มาตรา 314 ถึงมาตรา 316 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การชำ ระหนี้ เมื่อลูกหนี้ชำ ระหนี้ให้เจ้าหนี้ แล้ว หนี้นั้นก็ระงับหมดสิ้นไป ข้อ สำ คัญการชำ ระหนี้นั้น จะต้องชำ ระแก่ตัวเจ้าหนี้ หรือแก่ตัวบุคคลผู้มี อำ นาจรับ ชำ ระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำ ระหนี้อาจเป็นสิ่งของที่ตกลง กัน หรือเป็นเงิน หรือเป็นสิ่งของอย่างอื่นแทนการชำ ระ หนี้ตามที่ตกลงกัน หนี้ ก็ระงับ •มาตรา 340 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปลดหนี้ ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้นั้นก็เป็นอัน ระงับไป (ด้วยการ จะอุบัติ ยกหนี้ให้ลูกหนี้นั่นเอง) ถ้าหนี้มีหลักฐานเป็น หนังสือ การปลดหนี้ก็ต้องทำ เป็นหนังสือด้วย หรือเวนคืนเอกสาร เวลา กำ หนด อันเป็นหลักฐานหนังสือนั้นให้ลูกหนี้ หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย • มาตรา 341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หักกลบลบหนี้ ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้ อันมีวัตถุเป็น อย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองนั้น ถึงกำ หนดชำ ระแล้ว ลูกหนี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมหลุดพ้นจากหนี้ของตน ด้วยการหักกลบลบหนี้กันได้ เพียงเท่าจำ นวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่าย หนึ่ง จะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ •มาตรา 353 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หนี้เกลื่อนกลืนกัน หลักกฎหมายกำ หนดว่า ถ้าสิทธิและความรับผิดในหนี้ รายใดตกอยู่แก่บุคคล คนเดียวกัน ท่านว่าหนี้นั้นระงับสิ้นไป


บทที่5 ซื้อขาย


•มาตรา 453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซื้อขาย เป็นสัญญาที่บุคคลตกลงซื้อขายทรัพย์สินกัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็น ผู้ขาย จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ แห่งทรัพย์สินของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ซื้อ ซึ่งผู้ซื้อก็มีหน้าที่จะต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ ผู้ขาย กล่าวคือ ต้องมีคู่สัญญา เรียกว่า ผู้ซื้อและผู้ขายอันเป็นสัญญาต่าง ตอบแทนซึ่งกันและกัน •มาตรา 143 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์นอกพาณิชย์ เป็นทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้และไม่อาจนำ มาทำ เป็น ทรัพย์สิน โอนให้แก่กันได้ เพราะเป็นการพ้นวิสัยที่บุคคลจะนำ มายึดถือ เป็นทรัพย์ หรือทรัพย์สินได้ เช่น ดวงอาทิตย์ หรือดวงดาว เป็นต้น •มาตรา 1305 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิด ของแผ่นดิน ซึ่งมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วม กัน เช่น ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ ที่ธรณีสงฆ์ จะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่จะอาศัย อำ นาจของ กฎหมายหรือออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อประโยชน์ของ ส่วนรวม •มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยปกติสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ ลำ พังเพียงแค่คำ เสนอ ต้องตรงกับคำ สนองสัญญา ซื้อขายก็เกิดขึ้น แต่ทั้งนี้กฎหมายได้กำ หนด หลักเกณฑ์การซื้อขายบางประการ ที่ต้องทำ ตามแบบหรือมี เอกสาร หลักฐานบางประการเพื่อใช้ในการฟ้องร้องบังคับคดี ดังนี้


•มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน บ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างอย่างอื่นอันติดอยู่กับ ที่ดิน เป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับที่ดิน รวมทั้งทรัพย สิทธิในทรัพย์นั้น ๆ ด้วย ส่วน สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ คือ สังหาริมทรัพย์ที่ สามารถเคลื่อนที่ได้ จะเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเองหรือ ถูกแรงภายนอกมากระ ทำ ให้เคลื่อนที่ก็ได้ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษนี้ต้องเป็นชนิดที่กฎหมายกำ หนด ไว้ 3 ประการ ได้แก่ เรือมีระวางบรรทุกตั้งแต่ห้าต้นขึ้นไป แพ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งเรียกว่า เรือนแพ และ สัตว์พาหนะ ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ขึ้นทะเบียนไว้ (จดทะเบียนรูปพรรณ) •มาตรา 456 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจะซื้อหรือจะขาย หรือคำ มั่นจะซื้อจะขาย ยังไม่ใช่การซื้อขายเสร็จเด็ด ขาด คู่สัญญาจะต้องมีการปฏิบัติต่อกันและกันอีกต่อไปในอนาคต และหาก ปรากฏว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติติดอยู่กับที่ดิน ตามสัญญา หรือ ตามที่ตกลงกันไว้ หากจะนำ มาฟ้องร้องต่อศาล คู่สัญญาฝ่ายที่นำ คดีมาฟ้อง จะต้องมี หลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้มาแสดงต่อศาล มิฉะนั้นศาลจะไม่ รับบังคับคดีให้ หลักฐานนั้นจะต้องมี อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ •มาตรา 456 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ทรัพย์สินทั่ว ๆ ไป ที่เคลื่อนย้ายได้ (ยกเว้นสังหาริมทรัพย์ ชนิดพิเศษ) ที่ตกลงซื้อขายกัน เป็นราคาสองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปให้นำ หลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิด การ วางมัดจำ (ประจำ ) หรือได้ชำ ระหนี้บางส่วนมาแสดงต่อศาล ถ้าไม่มี หลักฐาน ดังกล่าวศาลจะไม่รับฟ้อง


•มาตรา 454 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีการบอกกล่าวความจำ นงจะซื้อหรือจะขายได้กำ หนดเวลาไว้โดย แน่นอนถ้าอีกฝ่ายหนึ่ง โต้ตอบสนองมาภายในกำ หนดตรงกับคำ มั่น สัญญาซื้อขายก็เกิดขึ้น และถ้าคำ มั่นมิได้กำ หนดเวลาไว้ให้บอก กล่าว คำ มันประเภทนี้จะมีผลผูกพันตลอด ต่อผู้ให้คำ มั่น กฎหมายจึงให้โอกาสผู้ ให้คำ มั่นมีสิทธิที่จะกำ หนด เวลาพอสมควรให้อีกฝ่ายบอกกล่าวตอบมา ถ้าไม่บอกกล่าวตอบมาภายในเวลาที่กำ หนด คำ มั่นนั้นก็ไร้ผล •มาตรา 460 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการชื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กาหนดลง ไว้แน่นอน กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำ โดยวิธีอื่น เพื่อให้บ่งหรือระบุตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นการแน่นอน แล้ว •มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ •มาตรา 370 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่กฎหมายกำ หนดเรื่องกรรมสิทธิ์โอนไปเมื่อใดนี้ก็เพื่อผลในเรื่อง ความรับผิด ถ้าทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้นเกิดเสียหาย หรือสูญหาย ฝ่ายใด จะเป็นผู้รับผิด และตามหลักกฎหมายยังกำ หนดไว้ว่า “ถ้าการ ชำ ระหนี้ กลายเป็นพ้นวิสัยภายหลังก่อหนี้ และลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้ เป็นอันหลุดพ้นจากการ ชำ ระหนี้นั้น” และถ้าตามสัญญากำ หนดไว้ว่า “สัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุประสงค์ก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิ ใน ทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นได้สูญหายหรือเสียหายไปอันจะโทษลูกหนี้ มิได้แล้ว การสูญหายหรือ เสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้"


•มาตรา 461 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำ หนดเวลาที่ส่งมอบ ถ้าในสัญญาซื้อขายกำ หนดให้มีการส่งมอบวันเวลาใด ก็คงเป็นไปตามกำ หนดในสัญญา แต่ถ้าไม่มีกำ หนดไว้ หรือไม่อาจคาดคะเน จากพฤติการณ์อื่น ๆ ได้ ผู้ขายต้องส่งมอบทันที •มาตรา 463 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สถานที่ส่งมอบ ถ้าทรัพย์สินที่ซื้อระบุไว้โดยแน่ชัด เช่น ซื้อรถยนต์หมายเลข ทะเบียนกำ หนดไว้ โดยแน่นอน ก็ต้องส่งมอบกัน ณ ที่รถยนต์อยู่ขณะทำ การ ซื้อขาย ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ยังไม่ได้กำ หนด หรือ ระบุตัวทรัพย์สินที่ขาย แน่นอน เช่น ซื้อลิ้นจี่ 500 กิโลกรัม ซึ่งลิ้นจี่ยังสุกอยู่คาต้น กำ หนดส่งอาทิตย์ หน้าเช่นนี้ ผู้ขายต้องส่งลิ้นจี่ 500 กิโลกรัมนั้น ไปยังภูมิลำ เนาของผู้ซื้อ หรือ ที่ผู้ซื้อกำ หนดไว้ให้ และการส่งมอบ ย่อมเป็นผลสำ เร็จเมื่อได้ส่งมอบลิ้นจี่นั้น ให้แก่ผู้ขนส่ง •มาตรา 464 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ค่าใช้จ่ายในการส่งมอบ ถ้าไม่ได้ระบุในสัญญาว่าฝ่ายใดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ผู้ขายต้องเป็น ผู้ออกค่าขนส่ง เว้นแต่ว่ามีการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อผิดไป จากสถานที่ตามที่ตกลงในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อต้อง เป็นผู้ออกค่าขนส่ง •มาตรา 473 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความรับผิดในความชำ รุดบกพร่อง ถ้าทรัพย์สินที่ขายชำ รุดเสียหายจนเป็น เหตุให้ เสื่อมราคาหรือเสียประโยชน์ในการใช้ตามปกติวิสัยของการใช้ทรัพย์ หรือตามข้อกำ หนดในสัญญา ความบกพร่องดังกล่าวนี้ ผู้ขายจะรู้หรือไม่รู้ ก็ตาม ผู้ขายจะต้องรับผิดในความชำ รุดบกพร่องต่อผู้ซื้อ หรือผู้ซื้อมีสิทธิที่ จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำ ระไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน แต่มีข้อยกเว้นให้ผู้ ขายไม่ต้องรับผิด ในความชำ รุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขาย


•มาตรา 483 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ชายจะไม่ต้องรับผิดในความชำ รุดบกพร่อง หรือการรอนสิทธิ •มาตรา 475 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความรับผิดในการรอนสิทธิ การรอนสิทธิคือ การที่ผู้ซื้อทรัพย์สินถูก บุคคลภายนอกมารบกวน การใช้สิทธิของผู้ซื้อ เพราะบุคคล ภายนอกมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ซื้อนั้นหรือเป็นเพราะความผิดของผู้ ขาย ก็ดี ผู้ชายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อ •มาตรา 476 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ซื้อมีสิทธิที่จะหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำ ระหนี้หรือชำ ระไว้บางส่วน ได้ •มาตรา 489 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขายว่า ทรัพย์สินนั้นมีการรอนสิทธิจากบุคคล ภายนอก •มาตรา 480 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินที่ขายเป็นอสังหาริมทรัพย์ และถูกศาลพิพากษาให้อยู่ใน ภาระจำ ยอมเว้นแต่ผู้ชายจะสัญญาต่อผู้ซื้อว่าทรัพย์สินนั้นปลอด จากภาระจำ ยอม ผู้ชายจึงต้องรับผิด •มาตรา 483 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ชายไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ 22 มาตรา 482 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อต้องสูญเสียทรัพย์สินไปเพราะความผิดของผู้ซื้อเองมี 3 กรณี ดังนี้


•มาตรา 486 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหน้าที่รับมอบทรัพย์สินและใช้ราคา กล่าวคือ ผู้ซื้อจะต้องรับมอบทรัพย์สิน ที่ตนได้ซื้อและ ต้องใช้ราคาตามสัญญาซื้อขาย •มาตรา 490 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อสันนิษฐานของกฎหมาย กำ หนดไว้ว่า ผู้ซื้อจะต้องชำ ระหรือใช้ราคา ทรัพย์สินที่ซื้อในเวลา เดียวกันกับการที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ขายนั้น •มาตรา 490 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นสัญญาซื้อขายชนิดหนึ่ง ซึ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายตกไปยังผู้ซื้อ นับตั้งแต่ทำ สัญญาขายฝากกัน โดยมีข้อตกลงกันว่าให้ผู้ชายอาจไถ่คืน ทรัพย์สินที่ขายฝากได้ภายในเวลาที่กำ หนด สันทนะสำ คัญของสัญญาขาย ฝาก สรุปได้ดังนี้ •มาตรา 499 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สินไถ่ คือเงินที่จะไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืนให้ไถ่ตามราคาที่กำ หนดไว้ ถ้าไม่ ได้กำ หนด ราคาสินได้ไว้ก็ให้ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก ถ้าปรากฏว่าสินไถ่สูง กว่าราคาขายฝากที่แท้จริง เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีให้ไถ่ตามราคาขาย ฝากที่แท้จริง รวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี •มาตรา 503 ถึงมาตรา 508 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขายตามตัวอย่าง ขายตามคำ พรรณนา และขายเผื่อชอบ •มาตรา 509 ถึงมาตรา 517 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขายทอดตลาด


•มาตรา 474 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อฟ้องผู้ขายให้รับผิดเพราะผู้ขายส่งสินค้าชำ รุดบกพร่อง ให้ฟ้อง ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันและเวลาได้พบเห็นความชำ รุดบกพร่อง •มาตรา 504 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อฟ้องผู้ขายให้รับผิดเพราะผู้ขายส่งของไม่ตรงตามตัวอย่างหรือคำ พรรณนา ให้ฟ้องภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันและเวลาส่งมอบของ •มาตรา 193/34(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อายุความ 2 ปี ได้แก่ ผู้ประกอบการ (พ่อค้า) ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการหัตถกรรม และผู้ประกอบการศิลป อุตสาหกรรม หรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ส่งมอบให้ นับแต่วันและ เวลาส่งมอบ


บทที่6 เช่าซื้อ


•มาตรา 573 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากราคาของทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อรวมยอดเต็ม ของราคาแล้วจะเป็นยอดเงิน ราคา ทรัพย์สินที่ขายบวก ด้วยค่าเช่ารายเดือนอยู่ในตัว ฉะนั้นระหว่างสัญญาเช่า ซื้อยังมีผลบังคับอยู่นั้น ผู้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อใน เวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยการนำ ทรัพย์สินที่เช่าซื้อนั้นส่ง คืนให้เจ้าของ สัญญา เช่าซื้อก็ระงับตามหลักกฎหมายที่ กำ หนดว่า “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็ได้ด้วยส่งมอบ ทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสีย ค่าใช้จ่ายของตนเอง” •มาตรา 574 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อนึ่งกรณีผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินซึ่งเป็นคราว ที่สุดนั้นท่านว่าเจ้าของทรัพย์ชอบที่จะรีบ บรรดาเงินที่ได้ ใช้มาก่อนแล้ว และกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินนั้นได้ต่อ เมื่อระยะเวลาใช้เงินได้พ้นกำ หนด ไปอีกงวดหนึ่ง”


บทที่7 จ้างทำ ของ


•มาตรา 590 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิเอาสัมภาระที่เหลือจากการทำ งานคืน การว่าจ้างทำ ของ สัมภาระที่ใช้ในการ ทำ งาน คู่สัญญาตกลงกันได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ จัดหา ถ้าให้ผู้ว่าจ้างจัดหาให้ เมื่อเสร็จงานและมีสัมภาระเหลือ ต้อง นำ ส่งคืนให้ผู้ว่าจ้าง •มาตรา 592 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิตรวจตราการงานได้ตลอดเวลาที่ทำ อยู่ระหว่างสัญญาที่มีการ รับจ้างทำ ของ ยังดำ เนินการอยู่และยังไม่มีการส่งมอบของ ผู้ว่าจ้างมี สิทธิตรวจตราการงานที่ว่าจ้างได้ตลอดเวลาว่าผู้รับจ้าง ปฏิบัติตาม สัญญาหรือไม่ การตรวจนี้เป็นเพียงดูว่าผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญา หรือคาดว่าจะเสร็จทันตาม กำ หนดในสัญญาหรือไม่ หากเห็นว่าน่าจะ มีปัญหาอาจให้คำ แนะนำ ให้ผู้รับจ้างแก้ไขสิ่งบกพร่องให้คืนดีได้ แต่ไม่ อาจเข้าไปก้าวก่ายบังคับบัญชาสั่งการหรือก้าวล่วงเข้าไปในด้าน บริหารงานของผู้รับจ้างแต่อย่างใด •มาตรา 593 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีสัญญาว่าจ้างทำ ของกันแล้ว ผู้รับจ้างไม่เริ่มทำ งานหรือทำ งาน ชักช้าฝ่าฝืนข้อกำ หนดของสัญญา ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาได้ •มาตรา 596 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สาระสำ คัญอยู่ที่เวลาผู้รับจ้างส่งมอบของที่ทำ หรืองานที่ทำ ไม่ทัน ตามกำ หนดเวลา •มาตรา 605 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ งานที่จ้างยังทำ ไม่แล้วเสร็จ แต่ผู้ว่าจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญาก็ ย่อมบอกเลิก ได้ด้วยการเสียค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายให้ ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญา


•มาตรา 594 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิเอางานให้บุคคลภายนอกทำ หากเป็นที่คาดการณ์ได้แน่นอนว่างานที่ ให้ทำ จะสำ เร็จอย่างบกพร่องหรือไม่เป็นไปตามสัญญา ผู้ว่าจ้างต้องบอก กล่าวให้ผู้รับจ้างแก้ไข หากไม่แก้ไขผู้ว่าจ้า ชอบที่จะเอางานนั้นให้บุคคล ภายนอกทำ แทน โดยผู้รับจ้างจะต้องเสี่ยงความเสียหายและออกค่าใช้จ่าย เอง •มาตรา 596 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิลดสินจ้าง ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้าไม่ทันเวลาที่กำ หนดไว้ในสัญญา ชำ รุดบกพร่อง ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ •มาตรา 599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบงานเนิ่นช้า หรืองานที่ทำ ชำ รุดบกพร่อง ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ •มาตรา 603 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิไม่ให้สินจ้างถ้าผู้รับจ้างจัดหาสัมภาระเอง และการที่จ้างทำ นั้นพัง ทลาย ก่อนส่งมอบงานโดยมิใช่เป็นเพราะการกระทำ ของผู้ว่าจ้าง ความ วินาศนั้นย่อมเป็นพับแก่ผู้รับจ้าง และ ผู้ว่าจ้างก็ไม่ต้องให้สินจ้าง •มาตรา 607 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิห้ามมีผู้รับจ้างช่วง ถ้าสาระสำ คัญแห่งสัญญาอยู่ที่ความรู้ความ สามารถของ ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างมีสิทธิห้ามมิให้เอางานที่จ้างนั้นไปให้ผู้รับจ้าง ช่วงทำ อีกทอดหนึ่งก็ได้ •มาตรา 591 และมาตรา 604 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหน้าที่รับผิดในความเสียหาย ความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อขึ้นเพราะได้ ปฏิบัติไปตามคำ สั่งของผู้ว่าจ้าง หรือเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระที่ผู้ว่า จ้างจัดให้


เช่น จัดหาเหล็กเส้นไม่ได้ขนาดให้ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เป็นเหตุให้ โครงสร้างอาคารรับน้ำ หนักไม่ไหว พังทลายลงมา ผู้ว่าจ้างต้องรับ ผิดและต้องให้สินค้าจ้างแก่ผู้รับจ้างด้วย • มาตรา 597 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผุ้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่จ้างให้ทำ โดยมิได้อิดเอื้อน ต้องรับในผล งานนั้น แม้ว่าผู้รับจ้างจะส่งมอบเนิ่นช้าก็ตาม •มาตรา 602 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหน้าที่ต้องจ่ายสินจ้าง ซึ่งอาจจ่ายเป็น 2 ลักษณะ คือ จ่ายสินจ้าง เมื่อรับมอบการงานที่จ้างให้ทำ หรือจ่ายตามข้อตกลงในสัญญาที่ กำ หนดว่าจะส่งรับกันเป็นส่วน ๆ สินจ้างก็ต้องจ่ายเมื่อรับเอางาน เป็นส่วน ๆ นั้น •มาตรา 591 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิดในความชำ รุดบกพร่องหรือความล่าช้าของงาน ถ้าผู้ว่า จ้างจัดหาสัมภาระในการก่อสร้างให้ล่าช้า สัมภาระไม่ดีหรือไม่เหมาะ สม หรือต้องปฏิบัติตามคำ สั่งของผู้ว่าจ้างเพราะโดยปกติการจ้างทำ ของ ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิมาสั่งงานหรือบังคับบัญชาผู้รับจ้าง •มาตรา 604 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิด ถ้าผู้ว่าจ้างจัดหาสัมภาระในการทำ งานให้ และงานนั้น พังทลาย บุบสลาย ก่อนส่งมอบโดยมิใช่ความผิดของผู้รับจ้าง ความ พินาศนั้นย่อมตกเป็นพับแก่ผู้ว่าจ้าง • มาตรา 597 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิดในการส่งมอบงานที่ล่าช้า หากผู้ว่าจ้างยอมรับงานที่ มอบโดยมิได้อิดเอื้อน


เช่น จัดหาเหล็กเส้นไม่ได้ขนาดให้ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เป็นเหตุให้ โครงสร้างอาคารรับน้ำ หนักไม่ไหว พังทลายลงมา ผู้ว่าจ้างต้องรับ ผิดและต้องให้สินค้าจ้างแก่ผู้รับจ้างด้วย • มาตรา 597 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผุ้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่จ้างให้ทำ โดยมิได้อิดเอื้อน ต้องรับในผล งานนั้น แม้ว่าผู้รับจ้างจะส่งมอบเนิ่นช้าก็ตาม •มาตรา 602 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหน้าที่ต้องจ่ายสินจ้าง ซึ่งอาจจ่ายเป็น 2 ลักษณะ คือ จ่ายสินจ้าง เมื่อรับมอบการงานที่จ้างให้ทำ หรือจ่ายตามข้อตกลงในสัญญาที่ กำ หนดว่าจะส่งรับกันเป็นส่วน ๆ สินจ้างก็ต้องจ่ายเมื่อรับเอางาน เป็นส่วน ๆ นั้น •มาตรา 591 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิดในความชำ รุดบกพร่องหรือความล่าช้าของงาน ถ้าผู้ว่า จ้างจัดหาสัมภาระในการก่อสร้างให้ล่าช้า สัมภาระไม่ดีหรือไม่เหมาะ สม หรือต้องปฏิบัติตามคำ สั่งของผู้ว่าจ้างเพราะโดยปกติการจ้างทำ ของ ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิมาสั่งงานหรือบังคับบัญชาผู้รับจ้าง •มาตรา 604 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิด ถ้าผู้ว่าจ้างจัดหาสัมภาระในการทำ งานให้ และงานนั้น พังทลาย บุบสลาย ก่อนส่งมอบโดยมิใช่ความผิดของผู้รับจ้าง ความ พินาศนั้นย่อมตกเป็นพับแก่ผู้ว่าจ้าง • มาตรา 597 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิดในการส่งมอบงานที่ล่าช้า หากผู้ว่าจ้างยอมรับงานที่ มอบโดยมิได้อิดเอื้อน


•มาตรา 598 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ต้องรับผิดในการส่งมอบงานที่ชำ รุดบกพร่อง หากผู้ว่าจ้างยอมรับงานที่ มอบโดย มิได้อิดเอื้อน เว้นแต่ความชำ รุดนั้นจะไม่สามารถมองเห็นขณะส่ง มอบ หรือผู้รับจ้างปิดบังไว้จึงต้องรับผิด •มาตรา 602 และมาตรา 604 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิได้รับสินจ้างจากงานที่ทำ เมื่อส่งมอบงานนั้น หรือตามที่ตกลงกันใน สัญญา และถ้างานนั้นพังทลายก่อนส่งมอบเพราะความผิดของผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างก็มีสิทธิได้รับสินจ้างด้วย •มาตรา 607 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิให้บุคคลภายนอกรับช่วงทำ งานอีกทอดหนึ่งได้เว้นแต่จะมีข้อห้ามไว้ • มาตรา 587 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหน้าที่ต้องทำ งานที่ว่าจ้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา •มาตรา 588 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหน้าที่ต้องจัดหาเครื่องมือต่าง ๆ สำ หรับใช้ทำ การงานให้เสร็จตามสัญญา • มาตรา 589 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากมีข้อตกลงให้ผู้รับจ้างจัดหาสัมภาระในการทำ งานที่จ้าง ผู้รับจ้างต้อง จัดหาสัมภาระชนิดที่ดี •มาตรา 590 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าผู้ว่าจ้างจัดหาสัมภาระในการทำ งานให้ ผู้รับจ้างจะต้องใช้สัมภาระนั้น ด้วยความ ระมัดระวัง และประหยัด และถ้าเสร็จงานแล้วยังมีเหลืออีกต้องนำ ส่งให้ผู้ว่าจ้าง


•มาตรา 592 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนของผู้ว่าจ้างตรวจตราการงานที่ทำ ได้ ตลอดเวลาขณะเวลาทำ งาน •มาตรา 600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้ามิได้กำ หนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในความชำ รุด บกพร่อง ต่องานที่ทำ หากปรากฏขึ้นภายใน 1 ปีนับแต่วันส่งมอบ หรือ ภายใน 5 ปี สำ หรับสิ่งปลูกสร้างที่ติดกับ พื้นดินนับแต่วันส่งมอบ ยกเว้น เรือนโรงที่ทำ ด้วยไม้ •มาตรา 604 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระในการทำ งาน ปรากฏว่างานนั้นพังทลาย หรือบุบสลายลง ก่อนส่งมอบ เพราะความผิดของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างมีหน้าที่ ต้องรับผิดในความวินาศนั้น •มาตรา 594 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้แก้ไขก่อนส่งมอบ ถ้าในระหว่างเวลาที่ทำ การอยู่นั้น พอจะคาดหมายล่วง หน้าได้แน่นอนว่า การงานที่จ้างให้ทำ จะสำ เร็จอย่างไม่สมบูรณ์ หรือไม่ถูก ต้องตามสัญญาเพราะความผิดของผู้รับจ้างแล้ว ผู้ว่าจ้างอาจบอกกล่าวให้ ผู้รับจ้างแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้คืนดี หรือทำ การให้เป็นไปตามสัญญาภายใน เวลา อันสมควรที่ผู้ว่าจ้างกำ หนดให้ในคำ บอกกล่าวนั้น เมื่อบอกกล่าวแล้ว หรือปฏิบัติไม่ตรงตามที่กำ หนด ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเอาการงานนั้นให้บุคคล ภายนอกทำ หรือซ่อมแซมต่อไปได้ ผู้รับจ้างคนเดิมจะต้องเสี่ยง ความเสีย หายและออกค่าใช้จ่ายงานที่ทำ ไปบ้างแล้วทั้งสิ้น •มาตรา 600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าไม่มีข้อตกลงในสัญญา ก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนี้


• มาตรา 601 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อายุความฟ้องร้อง มิให้ฟ้องผู้รับจ้างเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันการชำ รุดบกพร่อง ได้ปรากฏขึ้น เช่น นายคำ ว่าจ้างนายแดงก่อสร้างบ้านพักซึ่งเป็นเรือนไม้ เมื่อส่ง มอบงานกันแล้วอยู่มาได้ 6 เดือน ปรากฏว่า เสาบ้านมุมหนึ่งของบ้านทรุดทำ ให้ บ้านเอียงลงเช่นนี้ หากนายด่าได้ติดต่อกับนายแดงให้มาซ่อมและแก้ไข แล้ว นาย แดงก็ไม่ดำ เนินการให้ จึงจำ เป็นต้องนำ คดีมาฟ้องร้องต่อศาล นายดำ จะต้อง ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้พบเห็นอาการทรุดตัวของเสานั้น •มาตรา 606 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สาระสำ คัญแห่งสัญญาจ้างอยู่ที่ความรู้ความสามารถของผู้รับจ้าง หากผู้รับ จ้างตาย หรือ ตกเป็นผู้ไม่สามารถทำ การงานที่จ้างนั้นได้ อันมิใช่ความผิดของ ผู้รับจ้าง สัญญาจ้างก็ระงับ เช่น นาย จ้างนายแดงซึ่งเป็นจิตรกรวาดรูปของตน ปรากฏว่าวาดรูปยังไม่ทันเสร็จนายแดงตายเสียก่อน เช่นนี้ สัญญาจ้างวาดรูป ย่อมระงับ และถ้าภาพที่ได้วาดไว้บ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่นายดำ นายดำ ต้อง รับเอาไว้ และให้ค่าจ้างแก่ญาติของนายแดงผู้ตายตามสมควร •มาตรา 593 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้รับจ้างไม่เริ่มทำ การงานที่จ้างในเวลาอันสมควร หรือทำ ชักช้าฝ่าฝืนข้อกำ หนด ในสัญญา หรือทำ การชักช้าปราศจากความรับผิด จนอาจคาดหมายได้ว่างาน นั้นจะไม่สำ เร็จ ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาได้ •มาตรา 596 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สาระสำ คัญของสัญญาจ้างอยู่ที่เวลา ว่าการนั้นจะต้องเสร็จภายในเวลาที่ กำ หนดในสัญญา แต่ผู้รับจ้างส่งมอบไม่ทันเวลา ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาได้ •มาตรา 605 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตราบใดที่งานยังทำ ไม่เสร็จ และผู้รับจ้างก็ไม่ได้ผิดสัญญาแต่อย่างใด แต่ กฎหมายบัญญัติ ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยยอมจ่ายค่าสินไหม


ทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้าง กลางคันให้แก่ผู้รับ จ้างแล้วสัญญาจ้างก็ระงับ • มาตรา 33 และมาตรา 34 พ.ร.บ ประกันสังคม พ.ศ.2533 ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • นายจ้างรับผิดชอบและคุ้มครอง หรือแล้วแต่จะตกลงกัน ที่ทำ ละเมิด ต่อบุคคลภายนอก หากลูกจ้างได้ทำ ไปในทางการ ที่จ้าง ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม


บทที่8รับขน:รับของ ของ/สินค้า


•มาตรา 608 และมาตรา 609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นเอกเทศสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะรับขนได้ระบุไว้มีภารกิจ 2 ประการ คือ •มาตรา 610 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะการรับขนของ •มาตรา 611 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การรับขนของมิได้ทำ ให้เปล่า หากแต่ผู้ขนส่งจะได้รับค่าตอบแทน เป็นทางการค้าปกติของตนในการขนของนั้น ๆ เรียกว่า ค่าระวาง พาหนะ และคำ ว่า ค่าตอบแทนทางการค้าปกติหมายความว่า ค่า ตอบแทนที่เรียกว่าค่าระวางพาหนะโดยคิดจากสิ่งของที่ส่ง จะมี กำ หนดไว้แล้วแน่นอนโดยอาจใช้มาตรฐาน น้ำ หนักของวัสดุสิ่งของ ที่ส่งหรือปริมาตรสิ่งของที่ส่งเป็นเกณฑ์คิดตั้งราคาไว้เป็นปกติอยู่ แล้ว •มาตรา 612 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าผู้ขนส่งเรียกเอาใบกำ กับของ ผู้ส่งต้องทำ ให้ ถ้าผู้ขนส่งไม่ขอผู้ ส่งไม่ต้องทำ ก็ได้ ใบกำ กับของต้องเเสดงรายการดังต่อไปนี้ •มาตรา 613 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ออกใบตราส่ง ถ้าผู้ส่งเรียกเอาใบตราส่ง ผู้ขนส่งต้องทำ ใบตราส่ง ให้กับผู้ส่ง ถ้าผู้ส่งไม่ขอผู้ขนส่งไม่ทำ ให้ก็ได้ •มาตรา 622 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับตราส่ง เมื่อของที่ส่งไปถึงปลายทางผู้ส่ง ต้องบอกกล่าว ผู้รับตราส่ง คือ ผู้รับของอยู่ปลายทางจะเป็นผู้รับ ของหลังจากได้รับการติดต่อจากผู้ขนส่งแล้ว


•มาตรา 616 มาตรา 213 และมาตรา 222 ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ หน้าที่ต้องประกันความสูญหายและบุบสลายที่อาจเกิดขึ้นแก่ของที่รับ ขนนั้น ผู้ขนส่ง รับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ของที่ตนรับ ขนดังกล่าวมาแล้ว การที่กฎหมายกำ หนด ผู้ขนส่งต้องรับผิดแก่ของที่ รับชนเช่นนี้เพราะผู้ขนส่งมีอาชีพในด้านนี้จำ เป็นต้องมีความระมัดระวัง เป็นพิเศษ การที่สาธารณชนนำ ของมาให้ผู้ขนส่งจัดการส่งให้ย่อมต้อง หวังถึงความปลอดภัยกับของที่ส่ง โดยมั่นใจว่าผู้ขนส่งมีหน้าที่และความ ชำ นาญในการขนส่งโดยเฉพาะ ผู้ขนส่งจะต้องรับประกันในความ สูญหายและบุบสลายแก่ของที่รับจนดังนี้ •มาตรา 623 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กล่าวถึงความรับผิดของผู้ขนส่งที่มีต่อผู้ส่ง หรือผู้ตราส่งมาแล้ว กฎหมายกำ หนดให้ความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงดังนี้ •มาตรา 624 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อายุความฟ้องร้องความรับผิดของผู้ขนส่งเพื่อความสูญหายหรือบุบ สลายที่เกิดแก่ของที่รับขน รวมทั้งส่งของล่าช้า มีอายุความ 1 ปีนับแต่วัน ส่งมอบของ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต


Click to View FlipBook Version