การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 Achievement comparison Visual arts course: watercolor Using learning management according to the concept of Active LearningFor Mathayom 3 students นายวรเมธ อุทัยศรี1 WORAMET AUTHAISRI บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชา ทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระ ปลา จังหวัดอุดรธานี ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจ จำนวน 30ข้อ 3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ สรุปผลการใช้แผนได้ดังนี้ 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิด Active Learning จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ย 1 นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี; Master Student of Program in Visual Arts, Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University, Thailand
2 จากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนได้ 24.07 สูงกว่าคะแนน เฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนก่อนเรียนที่ได้ 17.86 อย่างมี นัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .01 และเป็นไปตามสมมติฐาน 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ทั้ง 4 ด้าน คือ 1. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 2. ด้านบรรยากาศการจัดการเรียน การสอน 3. ด้านการใช้สื่อสารการเรียนการสอน 4. ด้านการวัดผลและประเมินผล ผล การวิเคราะห์อยู่ในระดับความพึงพอใจต่อรายวิชาทัศนศิลป์ในระดับที่มากที่สุด ABSTRACT The purpose of this report is to study and compare achievements. Visual arts course: Watercolor painting of Mathayom 3 students learning through learning activities using learning management according to the Active Learning concept between before and after class. The target group is Mathayom 3 students at Ban Tong Nong Sa Pla School. Udon Thani Province Obtained from a group random sampling of 29 people. The tools used in the research were: 1) Visual Arts lesson plans, 5 learning plans, 2) A test to measure learning achievement in the area of knowledge and understanding, 30 questions. 3) Questionnaire to measure student satisfaction Data analysis used mean, percentage, standard deviation. and independent t-tests. The results of using the plan can be summarized as follows: 1) Results of comparing the academic achievement of Mathayom 3 students at Ban Tong Nong Sa Pla School. About water coloring By organizing learning according to the concept of Active Learning, from the pre-study and post-study tests, it was found that the average score from taking the test measure achievement The academic score after studying
3 was 24.07, higher than the average score from the test. Measurement of pre-study achievement was 17.86, with statistical significance at the .01 level and in line with the hypothesis. 2) Student satisfaction with learning management according to the Active Learning concept in all 4 areas: 1. Process aspect. Organizing learning 2. Teaching and learning atmosphere 3. Using teaching and learning communications 4. Measurement and evaluation The results of the analysis were at the highest level of satisfaction with the visual arts course. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านต่าง ๆ ของโลกยุคปัจจุบัน ทำให้ทุก ประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายต่อการเร่งรัดพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับทิศทาง ความก้าวหน้าของโลก คนหรือมนุษย์นั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการ ขับเคลื่อนประเทศ ให้พัฒนาไปในทิศทางที่ต้องการ เพราะคนหรือมนุษย์นั้น เป็นผู้สร้าง สรรพสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งกลายเป็นผลผลิต หรือบริการที่จะนำพาองค์การหรือ ประเทศชาติไปสู่ความสำเร็จ (พยอม วงศ์สารศรี, 2545: 2 อ้างอิงจาก วีระยุทธ พรพจน์ ธนมาศ, 2550: 1) ดังนั้นการพัฒนาคน ให้มีคุณภาพจึงถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่ง วิธีการหนึ่งที่ใช้ในการพัฒนาคนนั่นก็คือการให้การศึกษา เพราะการศึกษาเป็น กระบวนการพัฒนาบุคคลทั้งทาง ด้านสติปัญญา จิตใจ นิสัย และคุณสมบัติอย่างอื่น (ภิญโญ สาธร, 2521 อ้างอิงจาก พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์, นุชนาถ สุนทรพันธุ์ และ นวลลออ แสงสุข, 2544: 57) จะเห็นได้ว่าการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการ พัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ เพราะการศึกษาคือพื้นฐานของ ความสำเร็จที่เปรียบเสมือนเป็นขั้นบันไดที่เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของชีวิต เพราะเมื่อเรา ได้รับการศึกษาที่ดีและเหมาะสม ย่อมส่งผลให้ตัวเรานั้นสามารถใช้ความรู้ และ ความสามารถที่เรียนมาเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองและประเทศชาติ โรงเรียนถือเป็นองค์การทางการศึกษาประเภท หนึ่งที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีหน้าที่หลักในการให้การศึกษาในลักษณะเฉพาะเจาะจงและต้องมีวิธีการเฉพาะ
4 เช่น การสอนให้อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือเป็น คิดคำนวณเลขได้ (ไพฑูรย์ สินลา รัตน์, 2552: 20) โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาผู้เรียน คือ ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ซึ่งคำว่ามีคุณภาพนั้น นักการศึกษาต่างเข้าใจ ตรงกันว่า หมายถึง เป็นผู้เรียนที่มีทั้ง ความดี ความเก่ง และมีความสุข หากผู้เรียนเป็นคนที่มีคุณภาพได้แล้ว ย่อมคาดหวังได้ ว่าประเทศจะมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ (วีระยุทธ พรพจน์ธนมาศ, 2558 : 49) แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการเรียนการสอนแบบที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กระบวนการเรียนการสอนน้อย ในภาคทฤษฎีผู้สอนมักทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บรรยายตาม เนื้อหาวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ส่วนในภาคปฏิบัติผู้สอนก็มักจะทำหน้าที่ในการสาธิต การทดลองต่าง ๆ ให้นักเรียนดูแล้วจึงให้นักเรียนไปปฏิบัติงานตามใบงานที่กำหนดไว้ ผู้สอนบางท่านใช้วิธีการซักถามนักเรียนบ้างในบางครั้ง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ หรือ เพื่อควบคุมชั้นเรียนให้นักเรียนหันมาใส่ใจกับการเรียน แต่ก็ยังมีเป็นส่วนน้อย ทั้งนี้อาจ เป็นเพราะว่าปริมาณเนื้อหาที่ต้องสอนมีเป็นจำนวนมาก ถ้าใช้เวลาในการซักถามนาน เกินไป จะทำให้การสอนไม่ทันตามแผนการสอนที่กำหนดไว้หรือรายละเอียดของ คำอธิบายรายวิชาที่กำหนดไว้ในที่สุด (ชุมพล สุวิเชียร และคณะ, 2561 : 1) ดังนั้นการ จัดการศึกษาในปัจจุบันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนจากการ ท่องจำ เน้นการบรรยาย เป็นแบบการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ เพื่อที่จะทำให้มีความ สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ทำให้ เป็นคนไทยที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถพัฒนา ผู้เรียนได้ เพราะ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและ ได้ใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป (ฺBonwell and James. 1993 อ้างอิงจาก กมล โพธิเย็น, 2564 :13) ผู้เรียนเริ่มจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับ ความรู้(receive) ไปเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างความรู้(co-creator) จึงเห็นได้ว่า รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มีแนวทางที่ สามารถตอบโจทย์ของการจัดการศึกษาเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในการก้าวเข้าสู่ ยุคศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นการลดบทบาทของผู้สอน แต่เพิ่มบทบาทของ ผู้เรียนให้มากยิ่งขึ้น เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและได้คิดในสิ่งที่ทำ
5 ลงไปเพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน โดยผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ กับเพื่อนและครูด้วยการลงมือทำกิจกรรมร่วมกันทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน จากนั้นก็สร้างองค์ความรู้ขึ้นจากสิ่งที่ได้ลงมือทำนั้นผ่านการฟัง การพูด การอ่าน การ เขียน การอภิปรายและการสะท้อนคิดเพื่อสร้างความหมายกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวาดภาพสีน้ำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะในการวาดภาพและ เกี่ยวกับการเรียนรู้สีน้ำ ขาดทักษะการคิดสร้างสรรค์ ส่งผลทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึก ไม่มั่นใจในการสร้างสรรค์งาน และมี ความรู้สึกไม่สนใจในการเรียน ส่งผลทำให้นักเรียน หลายคนเกิดความท้อแท้ในการเรียนวาดภาพสีน้ำ แต่อย่างไรก็ตามการแสวงหาความรู้ ของนักเรียนยังต้องอาศัยครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางใน การเรียนการสอน จึงต้องหาวิธีการ สอนที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ดีขึ้น ผู้วิจัยเห็นความสำคัญของปัญหาการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชา ศิลปะ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงนำการจัดการ เรียนรู้ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้และทักษะ เรื่อง การระบายสีน้ำ เพื่อ เป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะอันจะเป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาการเรียนการสอนวิชาศิลปะต่อไปในอนาคต วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัด กิจกรรม 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด ActiveLearning รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สมมุติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning มีผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องสีน้ำ สูงกว่าก่อนการทดลอง
6 2. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดแนวคิด Active Learning รายวิชา ทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 3 จำนวน 29 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling) 3. ตัวแปรที่ศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning 3.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการระบายสีน้ำ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชา ทัศนศิลป์ เรื่องการระบายสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning จำนวน 5 แผน มีรายละเอียดดังนี้ 4.1 การเรียนรู้เกี่ยวกับสี อุกรณ์ และกระบวนการพื้นฐานของสีน้ำ 1 ชั่วโมง 4.2 การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการใช้สี 1 ชั่วโมง 4.3 การไล่น้ำหนักเฉดสี 1 ชั่วโมง 4.4 การวาดภาพท้องฟ้า 1 ชั่วโมง 4.5 การวาดภาพผลไม้ 1 ชั่วโมง
7 วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 3 จำนวน 29 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 5 ชั่วโมง ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การเรียนรู้เกี่ยวกับสี อุปกรณ์ และ กระบวนการพื้นฐานของสีน้ำ จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2เรื่อง การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการใช้สี จำนวน 1ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การไล่น้ำหนักเฉดสี จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การวาดภาพท้องฟ้า จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การวาดภาพผลไม้ จำนวน 1 ชั่วโมง 2. แบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ
8 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มตัวอย่าง ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ และทำแบบทดสอบ ย่อยประจำแต่ละแผนตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 2. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมไป ทดสอบนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง 3. ให้นักเรียนทำแบบวัดความพึงพอใจต่อวิชาวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ การวิเคราะห์ข้อมูล 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Active Learning เรื่องการระบายสีน้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานและสถิติ 2 สอบถามเจตคติความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แนวคิด Active Learning เรื่อง การระบายสีน้ำ สาระการเรียนรู้ศิลปะที่ส่งผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ร้อยละค่าเฉลี่ยค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา
9 ตาราง 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน ต้องหนองสระปลา เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning โดยใช้สถิติ T-Test แบบ Dependent Sample *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 จากตาราง 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉล ี่ ยจากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( ̅ = 24.07, S.D.= 5.79 ) ส ู ง ก ว ่ า ค ะ แ น น เ ฉ ล ี ่ ย จ า ก ก า ร ท ำแ บ บ ท ด ส อ บ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน( ̅ = 17.86, S.D.= 6.18 ) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .01 และเป็นไปตามสมมติฐาน ข้อที่ 1 การทดสอบ ̅ S.D. t p-value ก่อนเรียน 17.86 6.18 18.36* <0.001 หลังเรียน 24.07 5.79
10 สรุปผลการวิจัย การปฏิบัติการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดําเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning จากนั้นดําเนินการสร้าง แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิด Active Learning ตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยผ่าน การตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยในชั้นเรียนและผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 3 ท่าน ก่อนที่จะนําไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย มีการวางแผน ปฏิบัติสังเกต และสะท้อนผล ที่ได้เพื่อนํามาปรับปรุง และพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป ทําให้ได้ขั้นตอน และวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning ที่เหมาะสมกับ นักเรียนซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1) ขั้นกระตุ้นให้นักเรียนคิดแก้ปัญหา โดยการนำเข้าสู่บทเรียนด้วยสถานการณ์ ที่ชวนสงสัย การใช้สื่อ และเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความสนใจให้แก่นักเรียน และครูได้มีโอกาสตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนด้วย 2) ขั้นลงมือกระทำทางด้านความคิดและการปฏิบัตินักเรียนทุกคนร่วมกันทำ กิจกรรมที่จัดทำขึ้นเป็นกลุ่ม และรายบุคคล เพื่อให้เกิดทักษะและสามารถจำเนื้อหาได้ ยาวนาน 3) ขั้นสรุปความรู้ และสะท้อนความคิด โดยนักเรียนมีโอกาสได้แสดงออกใน ลักษณะของผลงาน การนำเสนอหน้าห้องเรียน การอภิปราย เป็นต้น 4) ขั้นขยายความรู้เป็นการนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึง กับสถานการณ์เดิมใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการ
11 จัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ซึ่งคะแนนที่ได้จากการทําแบบทดสอบ เรื่อง การระบายสีน้ำ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สรุปได้ดังนี้ 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning เรื่อง การระบายสีน้ำ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนอยู่ที่ ̅ = 17.86, S.D.= 6.18 และ คะแนนหลังเรียนอยู่ที่ ̅ = 24.07, S.D.= 5.79 ซึ่งเมื่อนำ คะแนนก่อนและหลังมาเปรียบเทียบ กัน พบว่า มีค่า t เท่ากับ 18.36* แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับ สมมติฐาน ข้อที่ 1 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning อยู่ในระดับมาก ̅ = 4.59, S.D.= 0.63 และสอดคล้องกับ สมมติฐาน ข้อที่ 2 การอภิปรายผล 1.ผลการจัดการเรียนการสอน เรื่องเทคนิคการระบายสีน้ำ โดยการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิด Active Learning ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning มาประยุกต์ใช้กับเนื้อหาสาระ เรื่อง การระบายสีน้ำ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียน อยู่ที่ ̅ = 17.86, S.D.= 6.18 และ คะแนน หลังเรียนอยู่ที่ ̅ = 24.07, S.D.= 5.79 มีค่า t เท่ากับ 18.36 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดการ
12 เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิด Active Learning ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย มีกระบวนการ จัดเรียนรู้ ที่เป็นระบบ มีการให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการขั้นตอนในการระบายสีน้ำ ผนวกกับสาธิตการระบายสีน้ำเทคนิคต่างๆ ให้นักเรียนได้เห็นกระบวนการและขั้นตอน การระบายสีน้ำที่ชัดเจน และให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองในการวาดภาพ ระบายสีน้ำ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใน การเรียนรู้ มากยิ่งขึ้นนักเรียนเกิดความสนุกสนาน เพลินเพลิดในการวาดภาพระบายสีมีความรู้สึกผ่อนคลาย ได้ฝึกคิด จินตนาการสร้างสรรค์ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ทำให้ผู้เรียน มีความ กระตือรือร้น เกิดความรับผิดชอบ และทุ่มเทในการสร้างสรรค์ แสดงว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ช่วยให้นักเรียนมีผลการเรียนที่พัฒนาขึ้น แตกต่างจากก่อนเรียน ซึ่ง เป็นไปตาม มาตรฐานที่ตั้งไว้ 3.ผลจากการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ลงเรียน รายวิชาศิลปะ(ทัศนศิลป์ ) เรื่อง การระบายสีน้ำ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning พบว่า จากการเก็บแบบทดสอบความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชา ศิลปะ(ทัศนศิลป์ ) พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจมากต่อการเรียนรายวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์ ) โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning โดยมีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 4.59 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.63
13 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยมี ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ดังนี้ 1. ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ผู้วิจัยควรหารูปแบบการสอนที่แปลกใหม่ และหลากหลายมากกว่านี้ เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. จากการทดลองของผู้วิจัย พบว่า ควรเพิ่มเวลาในการจัดการเรียนการสอน ให้มากกว่านี้เนื่องจากเวลาในการสอน แต่ละคาบเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้ นักเรียนมีเวลาใน การปฏิบัติค่อนข้างน้อย จึงควรเพิ่มเวลาให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ มีเวลาในการฝึกทักษะการ วาดภาพเทคนิคการระบายสีน้ำเพิ่มมากขึ้น 3. ควรมีอุปกรณ์ที่พร้อมและเพียงพอในการจัดการเรียนการสอนหลากหลาย รูปแบบ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ในการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจึยขอเสนอแนะประเด็นที่ควรนำมาศึกษาดังนี้ 1. ควรมีการพัฒนาสื่อช่วยสอนเทคนิคการระบายสีน้ำที่มีหลากหลาย เทคนิคเพื่อให้ นักเรียน เกิดความสนใจในการเรียนรู้ 2. ควรมีการพัฒนาและสร้างเกมการศึกษา เรื่องเทคนิคการระบายสีน้ำ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่สนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมกับการฝึกทักษะการวาด ภาพ และให้ง่ายต่อ การศึกษาเนื่อหาประวัติความเป็นมาของสีน้ำ และศิลปินที่เกี่ยวข้อง 3. ควรทำการศึกษาสังเกตพัฒนาการของนักเรียน เพื่อนำแนวคิดทฤษฎี การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสุนทรียภาพนี้ไปพิสูจน์ต่อในการสร้างสุนทรีภาพในลำดับที่สูงขึ้น กว่างานวิจัยเล่มนี้
14 4. ควรทำการเปรียเทียบผลสัมฤทธิ์เรื่อง การระบายสีน้ำ ระหว่างกลุ่มที่ได้ เรียนโดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning กับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการ สอนตามปกติ 5. ควรนำการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ไปทดลองกับ นักเรียนในระดับ ชั้นอื่น เพื่อเป็นการเผยแพร่ ปรับปรุงพัฒนาการสอนให้ดีและมี คุณภาพยิ่งขึ้น
15 เอกสารอ้างอิง กมล โพธิเย็น. (2564). Active Learning : การจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การจัด การศึกษาในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 19(1) น. 11 – 28. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว โกศล พิณกุล. (2541). เทคนิคการระบายสีน้ำ. กรุงเทพฯ: ดีแอลเอส. ชรินทร ชะเอมเทส. (2561). การใช้รูปแบบการสอน Active Learning เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวิชาการบัญชีบริหาร สำหรับผู้เรียนระดับ ปวส. 2 สาขาการบัญชี. รายงานการวิจัยชั้นเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ใน พระอุปถัมภ์ฯ. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ. ชุมพล สุวิเชียร และคณะ. (2561). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้รูปแบบ SANO Model สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนหนองโสนพิทยาคม. รายงานวิจัยในโครงการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมแลกเป้าของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ก ร ุ ง เ ท พ ฯ : ส ำ น ั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ศ ึ ก ษ า ข ั ้ น พ ื ้ น ฐา น กระทรวงศึกษาธิการ. โชติก ศรชัยชนะ. (2551). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการวาดภาพสีน้ำและความพึง พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธีการสอนของอารี สุทธิ พันธุ์. ปริญญานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ศิลปศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2526). การทดสอบแบบอิงเกณฑ์:แนวคิดและวิธีการ. กรุงเทพฯ:ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ.
16 พิมพันธ์ เดชะคุปต์.(2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ.กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมนเนจเม้นท์. พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์, นุชนาถ สุนทรพันธุ์ และนวลลออ แสงสุข. (2544). ความรู้ เบื้องต้นด้านการศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. พีรพัฒน์ คำเกิด. (2557). ผลการจัดการเรียนแบบใฝ่รู้ด้วยเทคนิคการคิดเดี่ยวคิดคู่ ร่วมกันคิดเทคนิคแบบต่อภาพและการใช้แผนผังทางปัญญาที่มีต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาฟิสิกส์ วิศวกรรม 1 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 6(6) น. 38 – 44. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2552). ปรัชญาการศึกษาเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพบูลย์ เปานิล. (2546). เอกสารประกอบการอบรม การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏจันทรเกษม. วีระยุทธ พรพจน์ธนมาศ. (2550). ความคาดหวังของนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสน ศาสตร์ในกรุงเทพมหานครต่อมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ ปริญญา มหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์. _________. (2558). ปัญหาการศึกษาไทย : การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ, 15(2) น. 48 - 55 ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2536). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ. ลัดดาวัลย์ สาระภัย. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการ เรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์แสง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น (Active Learning). วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรและการเรียนการสอน). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
17 ศักดา ไชกิจภิญโญ. (2548). สอนอย่างไรให้ Active Learning. วารสารนวัตกรรมการ เรียนการสอน 2(2), น. 12-15. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.(2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579.กระทรวงศึกษาธิการ. อารี สุทธิพันธ์. (2535). การระบายสีน้ำ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อุษณีย์ เทพวรชัย. (2543). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ เชิงรุกทางการศึกษา พยาบาลในระดับปริญญาตรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Fink, L. D. (1999). Active learning. Retrieved from: http://honolulu.hawaii.edu/intranet/committees/FacDev/quidebk/t eachtip/active.htm.