ใบความรู
เรือ่ ง ดนตรพี นื้ บา นไทย 4 ภาค
โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง จงั หวดั ระยอง ครูผสู้ อน ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม
ดนตรีพ้นื บานไทย
ประวตั ิดนตรพี ืน้ บา นไทย
ดนตรพี ้ืนบาน เปนดนตรีทอ่ี ยูคูกับทองถ่ินมานาน ตน กําเนิดของดนตรีพนื้ บา นอาจมาจากความเชือ่
เรื่องประเพณี วฒั นธรรม ท่ตี องใชอ ปุ กรณห รือเคร่ืองดนตรีประกอบการทาํ พธิ ตี า ง ๆ นอกจากนใี้ นบางทองถิ่น
อาจไดรับอิทธิพลวัฒนธรรมทางดนตรจี ากประเทศเพื่อนบา น มาปรับปรุงแกไขจนกลายเปนดนตรเี ฉพาะ
ทองถ่นิ ของตน และการทีล่ ักษณะดนตรขี องแตล ะทองถน่ิ แตกตา งกนั ทาํ ใหเ คร่ืองดนตรีท่ีใชประกอบการเลน
แตกตางกันไปดว ยตามลกั ษณะของดนตรีพื้นบา นในทองถ่นิ น้นั
ภาคเหนอื
วัฒนธรรมและประเพณี ความเชอ่ื ของภาคเหนือ
ภาคเหนือมีพื้นทค่ี รอบคลุม จังหวดั เชียงใหม จงั หวดั เชียงราย จังหวัดแมฮ อ งสอน จังหวัดแพร จังหวัด
นาน จังหวัดลําปาง จังหวัดลําพูน จังหวัดพะเยา จังหวัดสุโขทัย จังหวัดตาก จังหวัดกําแพงเพชร จังหวัด
นครสวรรค และจังหวัดอุตรดิตถ ภาคเหนือเปนภาคท่ีมีชาวไทยหลายเช้ือชาติ และมีอาณาเขตติดตอกับ
ประเทศเมียนมาและลาว จึงทําใหเกิดการผสมผสานกันระหวางวัฒนธรรมท้ังวิถีชีวิต ความเปนอยูมีลักษณะ
เปนเทือกเขา สลับกับที่ราบ ผูคนจะกระจายตัวอยูเปนกลุม มีวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมเปนของตนเอง
วัฒนธรรมของภาคเหนือหรือ เรียกวา “กลุมวัฒนธรรมลานนา” ซ่ึงเปนวัฒนธรรมเกาแกและมีเอกลักษณ
เฉพาะตวั คนภาคเหนือมีอุปนิสัยออ นโยน สุภาพ พดู จาไพเราะ รักสงบ ทําใหลักษณะทางดนตรมี ีความไพเราะ
ออ นหวาน นุมนวล การขบั รอง ฟอนราํ หรือการจัด งานฉลองสถานที่สําคัญที่มีแตโ บราณ เชน พระธาตุดอยสุ
เทพ วดั เจดยี หลวง เปน ตน
วฒั นธรรมที่เก่ียวกับศาสนา ความเช่ือของภาคเหนอื
ความเชื่อเก่ียวกบั การนับถอื ผี ชาวเหนอื ทีเ่ รียกวา “ชาวลานนา” มีความเช่ือในเรอ่ื งการนับถือผตี ้ังแต
เดิม โดยเช่ือวาสถานท่ีแทบทุกแหง มีผีใหความคุมครองรักษาอยู ความเช่ือน้ีมีอิทธิพลตอการดําเนิน
ชวี ติ ประจาํ วัน จากขนบธรรมเนียม ประเพณี และพิธีกรรมตา งๆของชาวเหนอื ผที ่ีมีความสําคัญตอวถิ ีชวี ิตของ
ชาวลานนา เชน
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
- ผีบรรพบุรุษ มีหนาที่คุมครองเครือญาติและครอบครัว
- ผีอารกั ษ หรือผีเจาที่เจา ทาง มหี นาที่คมุ ครองบา นเมืองและชมุ ชน
- ผขี ุนนาํ้ มหี นา ทค่ี ุมครองนํ้าแกไ รนา
- ผีฝาย มหี นาท่คี มุ ครองเมอื งฝาย
- ผสี บน้ํา หรือ ผีปากนา้ํ มหี นาท่คี มุ ครองบรเิ วณทแ่ี มนํ้าสองสายมาบรรจบกนั
- ผีวญิ ญาณประจําขาว เรอ่ื กวา เจา แมโพสพ
- ผีวญิ ญาณประจําแผน ดิน เรยี กวา เจา แมธรณี
ความเปน มาดนตรีพ้นื บานภาคเหนอื
ดนตรีพืน้ บา นเปนดนตรีชาวบานสรา งสรรคข ึน้ ดวยการรอง หรือการบรรเลงโดยชาวบา น ดนตรพี ืน้ บานมี
ลกั ษณะดงั น้ี
๑. เปน ดนตรขี องชาวบา น สวนมากเกดิ ข้นึ และพัฒนาในสังคมเกษตรกรรม มีลกั ษณะทไ่ี มม ีระบบ
กฏเกณฑชดั เจนตายตัว ประกอบกบั ใชวธิ ีถายทอดดว ยปากและการจดจาํ จงึ เปนเหตใุ หไมมใี ครเอาใจ
ใสศ กึ ษาหรือจดบันทึกไวเปน หลักฐานเชน ดนตรีสากล
๒. เปนดนตรีที่มเี อกลกั ษณเฉพาะถิน่ แตละทองถน่ิ จะมดี นตรีท่ีมีสําเนียง ทํานอง และจังหวะลีลาของ
ตนเอง ดนตรีพ้ืนบา นสว นใหญม ที าํ นองทีป่ ระดษิ ฐดัดแปลงมาจากทาํ นองของเสียงธรรมชาติ
ตวั อยางเชน ซอของดนตรีภาคเหนือ คือ เพลงจะปุ มที ํานองออนหวานตามสําเนียงพดู ของคนไทย
ชาวเมอื งจะปุในแควน สบิ สองปนนาหรอื ซอลองนาน ของจังหวดั นา นมที ํานองเหมือนกระแสนํ้าไหล
มขี อสงั เกตวา เครื่องดนตรีพื้นบานผลิตดวยฝม ือชางชาวบาน รูปแบบเคร่อื งดนตรี เครื่องดนตรที ีท่ าํ เพ่ือไว
ตคี นทุกคนไหนปะเทศไทย
เพลงพื้นบานภาคเหนือ
วัฒนธรรมเพลงพื้นบานทองถิ่นในของภาคเหนือ เนน ความเพลงท่มี ีความสนุกสนาน สามารถใชร อ ง
เลน ไดทุกโอกาส ไมจ าํ กัดฤดู ไมจาํ กัดเทศกาล สวนใหญนยิ มใชร อ งเพลงเพื่อผอ นคลายอารมณ และการ
พกั ผอ นหยอนใจ โดยลักษณะการขับรองและทว งทํานองจะ ออนโยน ฟง ดเู นิบนาบนุมนวล สอดคลองเคร่ือง
ดนตรหี ลกั ไดแก ป ซึง สะลอ เปน ตน นอกจากน้ยี งั สามารถจดั ประเภทของเพลงพน้ื บา นของภาคเหนือได 4
ประเภท ดังน้ี
เพลงซอ คือการรองเพลงรองโตต อบกนั ระหวางชายหญิง เพื่อเก้ยี วพาราสีกัน โดยมีการบรรเลงป สะ
ลอ และซงึ เคลา คลอไปดวย
เพลงคาว ซ่งึ เปนบทขบั รอ งที่มีทํานองสงู ต่ํา ไพเราะ
เพลงจอ ย คลายการขบั ลํานํา โดยมีผรู องหลายคน เปน การนาํ บทประพันธของภาคเหนือ นํามาขับ
รอ งเปนทํานองส้นั ๆ โดยเนอ้ื หาเปนการระบายความในใจ แสดงอารมณความรัก ความเงยี บเหงา
ท้ังนี้ มผี ูข บั รอ งเพียงคน เดียว โดยจะใชด นตรบี รรเลงหรือไมก ไ็ ด ยกตัวอยางเชน จอ ยใหกบั คนรักรู
คนในใจ จอยประชนั กนั ระหวา งเพ่ือนฝูง และจอยเพ่ืออวยพรในโอกาสตา ง ๆ
เพลงเดก็ มีลกั ษณะคลา ยกับเพลงเด็กของภาคอืน่ ๆ คือ เพลงกลอมเด็ก เพลงปลอบเด็ก และเพลงที่
เดก็ ใชรอ งเลน กันไดแก เพลงกลอมลกู หรือเพลงฮ่ือลกู และเพลงสิกจุง-จา
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
เครอ่ื งดนตรีและวงดนตรีของภาคเหนือ
วงดนตรพี ื้นบา นภาคเหนือ มีอยูห ลายวง เชน วงดนตรีพนื้ บานลานนา โดยมีชอื่ เรียกแตกตางกัน เชน
วงสะลอ ซอซงึ หรือวงสะลอซึง วงสะลอขลุย เปน ตน
เครอื่ งดนตรภี าคเหนอื
ลกั ษณะเดนของเคร่ืองดนตรีภาคเหนอื คือ มกี ารนาํ เครื่องดนตรปี ระเภท ดีด สี ตี เปา มาผสมผสาน
กันใหม คี วามสมบูรณและไพเราะ โดยเฉพาะในดานสําเนียงและทาํ นองท่ีพลิว้ ไหวตามบรรยากาศ ความ
นมุ นวลออ นละมุนของธรรมชาติ
เครือ่ งดนตรีภาคเหนอื ประเภทดีด เชน ซงึ พณิ เพ้ยี ะ
เครอ่ื งดนตรีภาคเหนือประเภทสี เชน สะลอ
เคร่ืองดนตรีภาคเหนือประเภทเปา เชน ปจ มุ ปแ น
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
เคร่ืองดนตรภี าคเหนือประเภทตี เชน กลองตะหลดปด กลองสะบดั ชัยโบราณ กลองเตงถึ้ง
จังหวะ
สวนใหญดนตรภี าคเหนอื จะมีลักษณะเนบิ ชา ออนหวาน แตใ นบางครัง้ กม็ ีจงั หวะคึกคกั ฮกึ เหมิ เชน
การบรรเลงวงกลองแอวประกอบการแสดงฟอนเล็บมจี งั หวะชา การบรรเลงวงมองเซิงประกอบการแสดงฟอน
ดาบจะมีจังหวะคกึ คัก
ทํานอง
ดนตรีพนื้ บา นภาคเหนือมีลักษณะการบรรเลงไปเรอ่ื ยๆ ทําใหผ ฟู ง รูสกึ ผอนคลาย มีความสน้ั -ยาวของ
เสียงสมา่ํ เสมอ เม่ือใกลจบเพลงจะมกี ารเรงจงั หวะใหเร็วข้ึน และคอยๆทอดเสียงใหช าลงจนจบเพลง
การประสานเสยี ง
มกี ารประสานเสยี งท่เี หมาะสมทั้งเสียงของดนตรีและเสยี งของการขับรองท่ีเปนภาษาเหนือ
เนื้อดนตรี
บทเพลงภาคเหนือมีความไพเราะ ออนหวาน นุมนวล เปน เอกลกั ษณท างดนตรีของภาคเหนอื
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
เกรด็ ความรู
วงมองเซงิ ใชบ รรเลงตามงานบญุ ขบวนแหครวั ทาน ประกอบการฟอนและใชบรรเลงประกอบแหล กู แกว
ในประเพณีปอยสา งลอง หรือประเพณีบวชลูกแกว
กลองสะบัดชยั กลองสะบัดชัยโบราณ เปนกลองที่ มีมานานแลวนับหลายศตวรรษ ในสมัยกอนใช ตียาม
ออก ศึกสงคราม เพื่อเปนสิริมงคล และเปน ขวัญกําลังใจใหแกเหลาทหารหาญในการตอ สูใหไดชัย
ชนะ ทํานองท่ีใชใ นการตี กลองสะบดั ชัยโบราณมี ๓ ทํานอง คือ ชัยเภรี, ชยั ดถิ ี และชนะมาร
สิก จงุ -จา หมายถงึ เลน ชงิ ชา
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ภาคกลาง
วฒั นธรรมและประเพณี ความเชอื่ ของภาคกลาง
ภาคกลางมีพื้นท่ีครอบคลุม จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัด
ชัยนาท จังหวัดลพบุรี จังหวัดอางทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแกว
จังหวัดนนทบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัด
สมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดปทุมธานี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดนครปฐม ภาคกลางเปน
ดินแดนทมี่ ีพืน้ ที่กวางใหญ พืน้ ทสี่ วนใหญเปน ทรี่ าบลมุ มีแมนาํ้ ลําคลองเปน จํานวนมาก จึงเปน พ้นื ที่ตัง้ ถ่ินฐาน
ของผูคนมากมายหลายกลุม ประกอบดวยเปนเขตที่อยูใกลเมืองหลวง เขตความเจริญทางเทคโนโลยี และ
วทิ ยาการทีก่ าวหนา เปน อยางมาก จึงทาํ ใหดนตรแี บบแผน มีอทิ ธิพลตอดนตรพี ้ืนบานดวย
วฒั นธรรมทเ่ี ก่ียวกับศาสนา ความเชอื่ ของภาคกลาง
คนในภาคกลางมีวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากการทําเกษตรกรรมมากมาย ทั้งวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับคน
เชน การลงแขกทํานา การละเลนเพลงพื้นบาน และวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับศาสนา ส่ิงศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ
เชน การบชู าแมโพสพ
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ความเชือ่ เร่ืองแมโ พสพ
คนไทยมคี วามเชื่อดงั้ เดิมเร่ืองผีสางเทวดา ชีวิตประจําวันท่ผี ูกพนั อยูกับอาชีพชาวนา ชาวนาจึงเชอ่ื วา
ในขาวมีวิญญาณแมโพสพ ซง่ึ มีบุญคุณตอชาวนาสิงอยู จึงมีการ ปฏิบัติพิธกี รรมเพ่ือระลึกถึงแมโพสพ เชนการ
สรางศาลเพียงตาใน ทุงนา เรียกวา “เรือนแมโพสพ” มีการทําขวัญขาวเม่ือขาวเร่ิมออก รวง หรือที่เรียกวา”
ขาวตั้งทอง” และนําขาวออนไปทําบุญถวายพระ ในประเพณีสารทเดือนสิบ ซึ่งมีการกวนขาวทิพยหรือขาว
มธุปายาส เมื่อมีการเก็บเกี่ยวขาวแลว กอนจะนําขาวเก็บยุงฉาง จะมีพิธีบอก กลาวแมโพสพ นอกจากน้ียังมี
ความเชื่อวาขาวเปนสิ่งท่ีมีบุญคณุ ตอ ชีวิตมนุษย จึงไดรับการยกยอ งโดยมคี ําเรียกชวงเวลาในสมัยโบราณ เม่ือ
ขา วตั้งทองวา “ตะวันออมขาว” แสดงใหเห็นความสําคัญของ ขาววา เมอื่ ตั้งทองแมแตพระอาทิตยยงั ตอ งออม
ขาว เหมอื นทก่ี าร ปฏิบตั ิกันจนทุกวันนี้ คือ ไมเหยยี บขา ว ไมทง้ิ ขาว เพราะถอื วา เปน บาปกรรม
พิธีกรรมตางๆ ท่ีเกี่ยวกับขาว ก็จะเปนเรื่องราวท่ีเกี่ยวกับความเชื่อเร่ืองแมโพสพ ซึ่งเชื่อวาเปนเทพีท่ี
คอยดูแลรักษาพืชพันธุธัญญาหารตางๆ ใหอุดมสมบูรณ แมโพสพก็เหมือนกับ มนุษยท่ีตองการความเอาใจใส
เหมอื นบุคคลทั่วๆ ไป มนุษยตองคอยดูแลแมโพสพ เหมือนดูแลตัวเอง ตองมีความกตญั ู ตอ งเคารพนับถอื มี
กิริยาที่สุภาพเรียบรอย จะพูดจาหยาบคายหรือพูดเสียงดังไมได แมโพสพเปนคนขวัญออน เพราะถาเกิด ไม
พอใจจะหนีไปเลย และตามประวตั ิเคยหนีไปหลายคร้ัง ดวยความนอยใจเวลามี คนพดู เสียงดงั พอหนีไปทีก็อด
อยากกันเปนพันป เพราะฉะน้ันอันน้ีเปนสิ่งที่ตอง ระมัดระวังมาก เวลาติดตอกับแมโพสพควรใชความสุภาพ
ออนโยน และความกตัญูกตเวทอี ยางสงู ที่สดุ
พิธีกรรมเกี่ยวกับแมโพสพก็มีข้ันตอนตางๆ พิธีในภาคกลางจะเห็นวา จะดํานาจะ ไถอะไรก็ตองเชิญ
แมโพสพมากอน ต้ังแตขาวเร่ิมตง้ั ทองก็ตองไปเอาอกเอาใจหา อาหารเปรี้ยวหวานมันเค็มไปบชู าแมโพสพ หรือ
วาเมื่อเสร็จแลวจะนวดจะเอาขาวเขายุง ทุกอยางน้ีจะตองมี พิธีกรรมเขาไปประกอบ เพ่ือกอใหเกิดความอุดม
สมบูรณ หรือความม่ันใจวาปนมี้ ขี าว และปหนา ตองมนี ะ หรือวา พันธขุ าวท่ีมตี องเกบ็ ไวและทาํ อยางไร? ใหเก็บ
ไดด ี ไมเ สียไมห าย เพ่อื ท่ีจะใชเ ปนพันธใุ นปตอ ไป ลักษณะของพิธกี รรมเรื่องขา ว สวนใหญก็จะเกยี่ วขอ งกับการ
ท่จี ะพยายามเอาอกเอาใจขวญั ของขา ว โดยมี แมโพสพเปนตวั แทน
การทําพิธีกรรมเก่ียวกับขาว นอกจากในสังคมท่ีเปนบานเปนเมือง อยางสังคมไทย แลวจะเห็นวาใน
สังคมอื่นๆ ท่ียังไมไดพัฒนาเปน บาน เปนเมือง การทําไร ทํานา ก็มีพิธีกรรมเหมือนกัน ในการที่จะดู แลขาว
ของตัวเอง อยางเชนในกลุมชาวเขาก็มีพิธีกรรมเวลาปลูก ขาวไร เขาจะมีวันไหนที่จะไปเผาไรได วันไหนเผา
ไมได เวลาขาว ต้งั ทอง ตองรูวาจะทําอยางไร เขาถือวาชวงขาวต้ังทอง หรือชวงขาวเกีย้ วพาราสี เขาจะบอกวา
หามไปไรในชวงนั้น เพราะวาขาวกําลัง เกี้ยวพาราสีกัน หรือเวลาขาวต้ังทอง ก็จะตองหาเงินไปผูกเอาไว ตอง
ผูกเตี้ยๆ ดวย เพราะวาแมขาวเขาตัวเต้ีย จะไดเก็บเงินไปได ถา เกิดไมเอาเงินหรือเอากระดาษไป ผูกเปนรูป
เงินใหแลวอาจจะไมดลบันดาลใหขาวอุดมสมบูรณก็ได ฉะนั้น ในกลุมทุกกลุม หรือแมแตพวกขิ่นก็มีความเชื่อ
เรอื่ งการปลกู ขา วเหมอื นกัน กอนการปลูกขาวกม็ ีการสรางตูบ ผเี อาไวเชิญผี ซ่งึ เคยอยูที่ทอ งนาข้ึนมาอยบู นตูบ
เวลาจะไถจะไดไมรงั ควานผี มกี ารเซนไหว เวลาจะหยอด ขา วกต็ องเร่ียไรเงินมาซือ้ หมู ฆาหมูมาเซนผี มาเอาใจ
ผีอีก เพราะวาถาผีไมพอใจ ปลูกขาวแลวจะมีผลเสีย หรือถาหากวาจะทําสูขวัญขาวก็ตองทําพิธีเล้ียงผีอีก ก็
ตอ งไปซอ้ื สตั วเรีย่ ไรกันเอาเงนิ มาฆา เอาสัตวม า สงั เวยและจะปดตาเหลวเอาไว
“ตาเหลว” เปน สัญลักษณของการปองกนั และบอกขอบเขตไมใหสัตว ปา ตา งๆ มาทําลายขา วในไร จะ
เห็นวามีกฎหมายลงโทษคนที่ไปทํามิดี มิราย ไปข้ีไปเยี่ยว ชาง มา วัว ควาย ไปละเมิดทําใหไรนาขาวปลาเสีย
หาย มีกฎหมายบัญญตั ิไวว า ใหท าํ บตั รพลดี ไี หว หรือวา ตอ งเซน ไหว เพราะไมใชเพียงแตวาเปน การลงโทษ คนท่ี
ละเมิดทําขาวเสียหายเทา นั้น แตวาเปนลักษณะของความอุบาทวหรอื สิ่งท่ีทางเหนือ อาจเรยี กวา ”ขึด” คือถา
เผ่ือวาทําแลว มนั เสียหายแกท อ งนาแกขา ว แลว ไมใ ชเ พียงแตว าคนคนน้ันหรอื เจา ของนาจะเดือดรอ น แตวา จะ
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
กอใหเกิดความอุบาทว หรือวิปริตไปท้ังหมดได เพราะฉะนั้นเพ่ือกันความเสียหายของ ชุมชน จะตองทําการ
บตั รพลีดไี หว อันนี้เปน กฎหมายตราไวเลย
ความเปนมาดนตรพี นื้ บานภาคกลาง
เปนรอยกรองที่นํามาจัดจังหวะของคํา และใสทํานองเพื่อขับรองในทองถิ่นสืบทอดตอกันมาดวยวิธี
จดจํา ท่ีมาของเพลงพื้นบาน เกิดจากนิสัยชอบบทกลอน หรือท่ีเรียกวา “ความเปนเจาบทเจากลอน” ของคน
ไทย ในทองถิ่นตางๆ ที่เรียงรอยถอยคํามีสัมผัสคลองจอง และประดิษฐทํานองที่รองงายแลวนํามารองเลนใน
ยาม วาง หรอื ระหวางทาํ งานรวมกัน เชน ลงแขกเกี่ยวขา ว นวดขาว เพื่อผอนคลายความเหน็ดเหน่ือยจากการ
ทาํ งาน เพ่ือความสนุกสนาน และเพื่อความสามัคคีในกลุมชน การใชถอยคําในเพลงพื้นบานนั้นมีลักษณะตรง
ไปตรงมา นิยมใชภาษาพูดมากกวาภาษาเขียน บางครั้งก็แฝงนัยใหคดิ ในเชิงสองแงส องงาม บางเพลงก็ รองซ้ํา
ไปมาชวนใหขบั ขัน
เพลงพื้นบา นภาคกลาง
เพลงพ้ืนบา นของแตละภาคน้ัน เกดิ จากการที่ชาวบานเปน ผูสรา งบทเพลงดังกลา ว และขบั รอ งสืบ
ทอดตอกันมากปากตอปาก โดยสวนมากเพลงพนื้ บานจะเปนเพลงที่มีคาํ รองงาย ๆ เปน เรื่องราวท่เี กิดขึ้นใน
ทองถนิ่ นน้ั ๆ สว นในภาคกลาง เพลงพน้ื บานก็จะแตง มาจากอิทธิพลของสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ โดยแยก
เปน ประเภท ไดดังน้ี
- เพลงที่รองเลน ในฤดูนา้ํ มาก ไดแก เพลงเรอื เพลงรอ ยพรรษา เพลงราํ ภาขา วสาร เพลงหนา ใย
เพลงครึง่ ทอ น เปนตน
- เพลงทร่ี องเลน ในฤดูเกยี่ วขาวและนวดขาว ไดแ ก เพลงเกยี่ วขาว เพลงเตน ราํ กาํ เคียว เพลงจาก ซง่ึ
ใชร องเลนระหวางเกยี่ วขาว สําหรบั เพลงสงฟาง เพลงพานฟาง เพลงโอก เพลงสงคอลําพวน เพลงเตะขา ว
และเพลงชกั กระดานใชร องเลน ระหวา งนวดขา ว
- เพลงท่ีรองเลนในชวงตรุษสงกรานต ไดแก เพลงสงกรานต เพลงหยอย เพลงระบําบานไร เพลงชา
เจาหงส เพลงพวงมาลยั เพลงสันนษิ ฐาน เพลงคลอ งชา ง เพลงใจหวงั เพลงฮนิ เลเล เพลงกรนุ เพลงยั่ว เพลง
ชักเยอ เพลงเขาทรงตา ง ๆ เปน ตน
- เพลงทร่ี องเลนไดทุกโอกาส เพ่ือความเพลิดเพลิน สนกุ สนาน และเกิดความสามคั คีในหมคู ณะ
มักจะรองเลน กันในโอกาสทาํ งานรวมกัน หรอื มีงานบญุ และงานรน่ื เรงิ ตา ง ๆ โดยเปน เพลงในลกั ษณะพอ เพลง
แมเพลงอาชพี ที่ใชโตต อบกัน ไดแ ก เพลงเทพทอง เพลงปรบไก เพลงอีแซว เพลงฉอย เพลงลาํ ตดั เพลง
ทรงเคร่ือง เปนตน
เคร่ืองดนตรแี ละวงดนตรขี องภาคกลาง
วงดนตรพี ้ืนบา นภาคกลาง มีอยูห ลายวง เชน วงดนตรีพน้ื บา นลา นนา โดยมีชอื่ เรยี กแตกตา งกัน เชน
วงสะลอซอซึง หรือวงสะลอซึง วงสะลอ ขลยุ เปน ตน
เคร่อื งดนตรีภาคกลาง
เครื่องดนตรพี ้ืนบา นภาคกลาง จะประกอบไปดวยเครอ่ื งดนตรีไทยแบบแผน โดยนิยมเลนในงาน หรือ
พิธีกรรมตางๆ ของชาวบาน เครื่องดนตรีท่ีใชบรรเลงในวงดนตรีพ้ืนบานภาคกลาง เชน ป ขลุย ระนาด ฆอง
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ตะโพน กลองทัด กลองแขก กลองมลายู กลองยาว อังกะลุง เปนตน เคร่อื งดนตรีในวงแตรวง เชน ทรอมโบน
แซกโซโฟน คลาริเนต็ กลองชุด ฉาบ เปนตน
เครื่องดนตรภี าคกลางประเภทดดี เชน จะเข
เครือ่ งดนตรภี าคกลางประเภทสี เชน ซอดว ง ซอสามสาย ซออู
เครือ่ งดนตรภี าคกลางประเภทเปา เชน ขลยุ ป
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
เครื่องดนตรภี าคกลางประเภทตี เชน ระนาดเอก ระนาดทุม ฆอ งวงใหญ ฆอ งวงเล็ก โทน รํามะนา กลองแขก
กลองสองหนา
จังหวะ
มจี งั หวะสนุกสนาน ใหความรูสึกผอนคลาย ร่นื เริง และบางคร้ังก็อาจมจี ังหวะชา เชน การบรรเลงวง
กลองยาว มจี ังหวะเร็ว สนกุ สนาน การบรรเลงปพ าทยนางหงสใ นงานศพ มีจงั หวะชา โศกเศรา
ทํานอง
มที ํานองที่หลากหลาย เพราะเปนการผสมผสานกับวัฒนธรรมของราษฎรแ ละวฒั นธรรมของหลวง
การประสานเสยี ง
มีการขบั รองทเี่ หมาะสมกลมกลนื ทัง้ การขบั รอ งและการบรรเลงดนตรี เชน การขบั รอ งเพลงไทยในวง
ดนตรีไทย
เน้ือดนตรี
มีการเอ้อื นสูง เสียงต่าํ การสัมผัสคําระหวางวรรคของบทรองอยางชัดเจน ไพเราะ ดนตรีพน้ื บา นภาค
กลางมคี วามหลากหลายทําใหผฟู งมีความสุข สนุกสนาน เมื่อไดร ับฟง และรบั ชม
เกรด็ ความรู
วัฒนธรรมราษฎร หมายถึง วิถีชีวิต ความเปน อยู ความเปนไปที่กอใหเกิดแบบแผนปฏบิ ัติหรือวัฒนธรรมไทย
นัน้ เร่ิมตนท่ีหนว ยเล็กที่สดุ ในสงั คม คอื ปจ เจกบคุ คลไปถงึ กลมุ คน และส่ิงแวดลอมรอบตวั คน ชาวบานทว่ั ไป
วฒั นธรรมหลวง หมายถึง วฒั นธรรมที่พระมหากษตั ริยโ ปรดเกลาฯ ใหกระทาํ ประพฤติปฏบิ ตั ิตาม
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอสี าน)
วัฒนธรรมและประเพณี ความเช่อื ของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ(ภาคอสี าน)
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (ภาคอีสาน) มีพื้นท่ีครอบคลมุ จงั หวดั หนองคาย จงั หวัดบึงกาฬ จงั หวัดเลย
จังหวัดหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดขอนแกน จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม
จงั หวดั กาฬสนิ ธุ จังหวัดชัยภูมิ จังหวดั รอ ยเอ็ด จังหวดั มหาสารคาม จังหวัดยโสธร จงั หวดั อํานาจเจรญิ จังหวัด
อุบลราชธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย จังหวัดสุรินทร และจังหวัดศรีสะเกษ ภ าค
ตะวันออกเฉียงเหนือเปนภูมิภาคหนึ่งของประเทศไทยที่มีพ้ืนที่กวาง พ้ืนท่ีสวนใหญเปนที่ราบสูง บางพื้นท่ีมี
เทือกเขาสูงสลับซบั ซอ น การที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สง ผลใหวฒั นธรรม
ดนตรีพ้ืนบานมีความแตกตางไปดวย เปนภาคท่ีมีกลุมวัฒนธรรมท่ีหลากหลาย เพราะมีอาณาเขตติดตอกับ
ประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทําใหไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบานมาดวย แบง
วฒั นธรรมดนตรีออกเปน ๓ กลมุ คอื กลุม วฒั นธรรมโคราช กลมุ วฒั นธรรมกันตรมึ และกลมุ วัฒนธรรมหมอลํา
วัฒนธรรมท่เี กี่ยวกับศาสนา ความเช่ือของภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (ภาคอสี าน)
ความเช่ือของสังคมชาวบา น สวนใหญเ ปนความเชื่อท่ีผสมผสาน ระหวางผีบรรพบุรุษ และความเชื่อที่เก่ียวกับ
สิ่งศักดิ์สิทธ์ิ เปนความเช่ือที่เกี่ยวเนื่องตอกันมา เช่ือวาผีบรรพบุรุษเปนผูคุมครอง ลูกหลาน ในครอบครวั ใหอยู
เย็ น เป น สุ ข จ า ก ค ว า ม เ ช่ื อ ข อ ง ก ลุ ม ค น ทํ า ใ ห เกิ ด พิ ธี ก ร ร ม ข้ึ น ห ล า ย อ ย า ง เช น
- ความเช่ือเกี่ยวกับผีพระยาแถน พระยาแถนถือวาเปนผูสรางโลก จากความเชื่อดังกลาวทําใหเกิดพิธีกรรม
การแหบั้งไฟ เพื่อใหพระยาแถนสงฝนลงมาใหพิธีกรรมเกี่ยวกับการลําผีฟา ผีแถน (เพ่ือรักษาโรค เช่ือวา
สามารถรกั ษาโรคท่เี กดิ จากการกระทําของภตู ผิ ไี ด)
- ความเช่ือเร่ืองวิญญาณบรรพบรุ ุษประจําหมบู า น หรือเรยี กวา ผีปตู า ในหมูบ านจะมีการตั้งศาลที่เรยี กวา
"ศาลปตู า" เช่ือวา เปนผคู มุ ครองลูกบา น และบนบานศาลกลา ว ขอในสง่ิ ทตี่ วั เองตองการได
- ความเชื่อ พอเช้ือ แมเช้ือ ผปี ระจาํ ตระกลู หรือเรียกวา ผีพอ ผแี ม ท่อี ยปู ระจาํ บาน เมื่อลูกหลานแยก
ครอบครวั ไปสรา งบาน ครวั ใหมแลวก็ตอ งกลับมากราบ ไหว จนเกิดพธิ กี รรมบวงสรวง หรือ บชู า บานทเี่ ปน
ตน ตระกูลจะมหี ง้ิ บูชาพอ เช้ือ แมเ ชือ้ หรือ "ผีพอ ผแี ม"
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ความเปนมาดนตรพี นื้ บานภาคตะวันออกเฉียงเหนอื (ภาคอสี าน)
ภาคอีสานมีอากาศท่ีรอนและแหงแลง เม่ือถึงเวลาหนาฝนชาวอีสานตองรีบทํามาหากินเพ่ือเล้ียงปาก
เล้ียงทอง จนไมมีเวลาที่จะสนุกสนาน มากนัก เครื่องดนตรีจึงไมสวยงาม ประดิษฐข้ึนอยางงาย ๆ และใชวสั ดุ
อุปกรณท่ีหาไดใ นทองถิ่น การบรรเลงก็รวดเร็วคกึ คัก กระชับและสนุกสนาน แสดงถึงความเรงรบี
ดนตรีพื้นบานอีสานจะมีเอกลักษณโดดเดนเฉพาะตัวโดย เกิดจากภูมิปญญาของชนชาวอีสาน โดย
ลักษณะของเคร่ืองดนตรีจะเกิดข้ึนกับแตละทองถ่ินไมเหมือนกันและไดมีการนํามารวมวงกันเกิดขึ้น ซ่ึงเปน
ขอบเขตท่ีช้ีลงไปอีกวาสภาพภูมิประเทศภูมิอากาศแหงแลงหรืออุดมสมบรูณ โดยจะสังเกตเห็นไดจากการ
กําเนิดของเครื่องดนตรีแตละประเภท ตัวอยางเชน โหวด กาํ เนิดข้ึนท่ีจงั หวัดรอยเอ็ด ชใ้ี หเหน็ ถงึ ความแหงแลง
เพราะเสียงของโหวดเม่ือไดฟงแลวจะรูสึกถึงความรันทด หดหูใจ และสอดคลองกับสภาพของดินฟาอากาศที่
จังหวัดรอยเอ็ด ซ่ึงฝนไมตกตองตามฤดูกาล สภาพดินแตกระแหงแหงแลง อากาศมีความรอนสูง ยากแกการ
เพาะปลูก เปนเหตุท่ีทําใหเครื่องดนตรีมีเชนนี้ คือ การเขาไปหาอาหารในปา หรือ การลาสัตวจึงนําเอาไมไผ
ชนิดบาง ๆ มาตัดมีความส้ันยาวที่แตกตางกัน ทําใหเกิดเสียงสูงเสียงตํ่า และนํามาเลนในยามท่ีวางจากงาน
หรือยามทีไ่ มไดเกบ็ เกีย่ วอะไร ดนตรีพนื้ บา นอีสาน ซงึ่ ประกอบดวย เคร่ืองดีด สี ตี เปา
เพลงพ้นื บา นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื (ภาคอสี าน)
สาํ หรับเพลงพนื้ บานของภาคอสี านนั้น จะมีทวงทํานองแตกตา งกนั ตามแตละพนื้ ท่ี โดยจะแบงเปนพืน้ ท่ี
ใหญ ๆ ไดแก อีสานเหนือ และอสี านใต ซึ่งเพลงพื้นบานของภาคอีสาน มักสอดแทรกแงค ิด เก่ยี วกับวถิ ชี ีวิต
และความเปนอยูข องคนในพื้นทีไ่ วอยา งชัดเจน และสามารถแบง ประเภทของเพลงพืน้ บาน ไดด งั น้ี
1. เพลงพิธกี รรม
ตัวอยางเพลงพิธีกรรมของกลมุ อสี านเหนอื ไดแก การลาํ พระเวส หรือการเทศนมหาชาติ การแหลตา ง
ๆ การลําผฟี ารักษาคนปวย การสวดสรภัญญะ และการบายศรีสูข วญั ในโอกาสตา ง ๆ ฯลฯ
สว นตวั อยางเพลงพิธกี รรมของกลมุ อีสานใต ไดแ ก เรอื มมม็วต เปนพิธกี รรมอยา งหนึ่งของชาวสรุ นิ ทร
ซง่ึ มคี วามเช่ือมาแตโ บราณวา "เรอื มมม็วต" จะชว ยใหคนท่ีกําลังเจ็บไขไดปวยมีอาการทุเลาลงได ผูเลน ไมจํากดั
จาํ นวน แตจ ะตองมหี วั หนาหรอื ครมู มว็ ตอาวโุ สทําหนาทีเ่ ปนผนู ําพิธตี า ง ๆ และเปน ผรู ําดาบไลฟ นผหี รือ
เสนยี ดจญั ไรท้งั ปวง
2. เพลงรองเพื่อความสนกุ สนาน
กลุมอสี านเหนือ ไดแ ก หมอลํา ซึ่งแบง ได 5 ชนดิ คอื หมอลําพนื้ หมอลาํ กลอน หมอลาํ หมู หมอลาํ
เพลิน หมอลาํ ผีฟา
กลมุ อีสานใต ไดแก กนั ตรึม เจรยี ง เพลงโคราช
เครื่องดนตรแี ละวงดนตรีของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื (ภาคอสี าน)
เคร่ืองดนตรีพ้ืนบานภาคตะวันออเฉียงเหนือ เชน กลองกันตรึม หลองตุม กลองหาง หมากก๊ับแกบ
แคน ฆองนอย ฆองหุย ซอบั้ง ตรัวอู ตรัวเอก โดยนํามาผสมผสานเปนวงดนตรีพ้ืนบานภาคะวันออกเฉียง
เหนือ สาํ หรบั วงดนตรี เชน วงกนั ตรมึ วงแคนพณิ โหวด วงโปงลาง วงตุม โมง เปน ตน
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
เคร่อื งดนตรภี าคกลางประเภทดีด เชน พณิ อีสาน
เคร่อื งดนตรภี าคกลางประเภทเปา เชน แคน โหวด
เครอื่ งดนตรีภาคกลางประเภทตี เชน โปงลาง
จงั หวะ
ดนตรมี ีจงั หวะท่รี วดเรว็ คกึ คัก สนุกสนาน ทาํ ใหร สู ึกเพลิดเพลนิ มคี วามสุข
ทาํ นอง
มที าํ นองเรียบงา ย ไมซับซอน แตกตางกนั ไปตามแตล ะวัฒนธรรม
การประสานเสยี ง
มีการประสานเสยี งระหวางผูขบั รองและผบู รรเลงท่ีไพเราะ
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
เนอ้ื ดนตรี
ดนตรีมจี ังหวะและทํานองรวดเรว็ สนกุ สนาน สะทอนถึงวฒั นธรรมของชาวอีสานที่มีความเปนอยูที่
เรยี บงาย ใชภ าษาทอ งถ่นิ หรือภาษาไทยถิ่นอสี าน อาจมสี าํ เนียงภาษาเขมร
เกรด็ ความรู
วัฒนธรรมโคราช จะมีเฉพาะดนตรปี ระเภทขับรองทเี่ รียกวา “เพลงโคราช” ไมมีเครือ่ งดนตรบี รรเลง
วัฒนธรรมกันตรึม เปนดนตรขี องชาวจังหวัดสุรนิ ทร บุรีรมั ย และศรีสะเกษ มีดนตรปี ระเภทขับรองท่ีเรียกวา
“จเรียง” เชน วงกันตรมึ
วัฒนธรรมหมอลํา เปนกลุมวัฒนธรรมท่ีใหญที่สุดของภาคอีสาน มีการขับรองท่ีเรียกวา “ลํา” และเครื่อง
ดนตรที ี่นยิ มคอื แคน พิณ และโปงลาง
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ภาคใต
วฒั นธรรมและประเพณี ความเช่ือของภาคใต
ภูมิประเทศของภาคใตมีเอกลักษณเฉพาะ คือมีชายฝงประกบเทือกเขาสูงที่อยูตรงกลาง ซ่ึงไมมี
ภูมิภาค อื่นๆ ภูมิประเทศเปนหลักจึงเปนเทือกเขาและชายฝง เปนที่ราบจะมีอยูเปนแนวแคบๆ แถบชายฝง
ทะเล และสองฝงลําน้ํา การต้ังถิ่นฐานจะอยูบริเวณชายฝงทะเลท้ังดานตะวันออกและตะวันตก จากลักษณะ
ทาง ภูมศิ าสตรของภาคใต ทาํ ใหมคี นท่ตี างภาษาตางวฒั นธรรมอยา งหลากหลายเดินทางเขา มาภาคใตม ีท้ังชาว
พุทธ ชาวมุสลิม ตางเชื้อชาติกัน เชน คนไทย คนจีน และผูที่มีเช้ือสายมาเลย รวมท้ัง ชาวเมือง เชน ชาวเล
อาศัยอยูกัน วัฒนธรรมภาคใตจึงมีรูปแบบอันเปนเอกลักษณท่ีแตกตางกันในแตละพ้ืนที่ ดังน้ันภาคใตจึง เปน
สถานทที่ องเที่ยวท่ีนา สนใจเพราะมีภูมศิ าสตรที่งดงาม มชี ายฝงทะเลและมีวัฒนธรรมหรือการดํารงชวี ิต ที่เปน
เอกลกั ษณ
ภาคใต เปนดนิ แดนแหงหมเู กาะและทอ งทะเลอนั งดงาม อีกทั้งยงั มีความอุดมสมบูรณข อง
ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย นอกจากนี้ ศิลปวฒั นธรรมและวิถีชวี ิตของชาวใตยงั โดดเดน มเี อกลักษณแ ละ
เปยมเสนหช วนใหเขา ไปสมั ผัสและเรียนรอู ยางใกลชดิ จึงไมน าแปลกใจวา ในแตละปภ าคใตจ ดั เปนอกี ภาคท่ีมี
นกั ทอ งเท่ียวท้ังไทยและตา งชาติมาเทย่ี วชมมากมาย
สาํ หรบั จงั หวัดในภาคใต จากการแบง พน้ื ท่ีตามราชบณั ฑิตยสถาน มที ง้ั สิ้น 14 จังหวัด ดงั น้ี
1. กระบี่
2. ชมุ พร
3. ตรงั
4. นครศรีธรรมราช
5. นราธิวาส
6. ปต ตานี
7. พงั งา
8. พัทลงุ
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
9. ภูเก็ต
10. ยะลา
11. ระนอง
12. สงขลา
13. สตูล
14. สรุ าษฎรธานี
วฒั นธรรมท่เี กี่ยวกับศาสนา ความเชื่อของภาคใต
ประชากรทางใตประกอบดวยชุมชนชาวไทย-พทุ ธ และ ชุมชนชาวไทย-มุสลิม โดยพน้ื ท่ตี อนบน นบั
จากชมุ พรไปถึง พัทลุง สว นใหญจะเปน ชาวไทยนับถอื พุทธศาสนา สวนทางพื้นท่ีตอนลา งสว นใหญเ ปนชาวไทย
เชื้อสายมลายู (ไทย-มุสลมิ )
1) เชื้อชาติ ในดนิ แดนภาคใตของไทยนีเ้ ปน ทอี่ ยูอาศัยของชาวไทย ซึ่งจาํ แนกตามลกั ษณะเดนได
ดังนี้
- ชาวไทยพทุ ธ คนไทยในภาคใตต อนบนเปน คนไทยพุทธ ซึ่งมีขนบธรรมเนยี มประเพณที าง
พระพุทธศาสนา เชน เดยี วกบั คนไทยสว นใหญของประเทศ ประเพณีท่มี ีช่ือเสียง ไดแ ก ประเพณชี ิงเปรตและ
ประเพณชี ักพระ ของ จ.สุราษฎรธ านี เปน ตน
สว นคนไทยเช้ือสายจนี มปี ระเพณีบางอยา งทแ่ี ตกตา งออกไป เชน มเี ทศกาลถือศีลกนิ เจ ที่ จ.ภูเก็ต เปน ตน
- ชาวไทยมุสลิม ในประเทศไทยมจี ํานวนประมาณแสนคน ในจํานวนน้สี วนใหญอ าศัยอยูใ นเขตจงั หวัด
ชาย แดนภาคใต ชาวไทยมสุ ลิมใชภ าษาพืน้ เมืองเรียกวาภาษายาวี แตส ามารถพูดไทยได เพราะปจจุบันมี
โรงเรยี นของเอกชน และศูนยการศึกษานอกโรงเรียนเปดสอนวิชาสามัญและวิชาศาสนา ซ่งึ แตเ ดมิ ผปู กครอง
นักเรยี นไทยมสุ ลิม ตอ งสง เด็ก ไปเรยี นหาความรทู างศาสนากบั โตะ ครูในปอเนาะ ปจจุบันชาวไทยมุสลิมได
ดาํ รงตําแหนง ทางราชการที่สําคญั หลายตําแหนง เชน พฒั นากร นายอาํ เภอ ครูใหญ เปนตน โดยท่ัวไปชาว
ไทยมสุ ลมิ มนี ิสัยรักสงบ เคารพผปู กครองบานเมอื ง รกั ประเทศ ชาตแิ ละมีความเอื้อเฟอเผอ่ื แผเหมือนกับคน
ไทยทวั่ ไป
- ไทยใหมห รือชาวเล บรเิ วณชายฝง และเกาะบางเกาะของภาคใตท างดานทะเลอนั ดามันมีชาว
พน้ื เมืองท่ีเรียก วา ชาวเล หรอื ชาวน้ํา จํานวนเปน หมื่นคน กลุมชาวเลมสี ังคมภาษาพูดและขนบธรรมเนยี มที่
เปนลกั ษณะของกลมุ โดยเฉพาะ สนั นิษฐานวาชาวเลเหลา น้ีเปนเผา พนั ธเุ มลาเซยี นทเ่ี รรอนทางทะเลมาจากหมู
เกาะเมลาเซยี น ซ่ึงความจริงแลว ชาวเลนาจะ อาศยั อยูทางฝงตะวนั ออกของภาคใตเพราะอยูใกลห มเู กาะเมลา
เซยี นมากกวา แตชาวเลกลับไปอาศยั อยมู ากทางชายฝง ดานตะวนั ตก ซ่ึงยงั ไมทราบสาเหตทุ ่ีชดั เจนของการ
เลือกถน่ิ ฐานดังกลา ว ชุมชนชาวเลทีใ่ หญท ีส่ ดุ อยูทเ่ี กาะหลเี ปะ ใน หมเู กาะอาดัง หาดราไวย จ.ภูเก็ต เกาะ
สุรินทร จ.พังงา ปจจุบันชาวเลทต่ี งั้ ถ่ินฐานอยูอยางถาวรมีหลายแหง จึงตอ งมี การทาํ สํามะโนครัวและมกี ารตงั้
นามสกลุ ให เชน ทะเลลกึ ชางนํ้า หาญทะเล เปน ตน และไดเ ปลยี่ นชือ่ เรียกชาวเลเสียใหม วา ชาวไทยใหม
- เงาะหรือชนเผา ซาไก ชนเผาน้ีเปน ชนกลุมนอ ย มีรปู รางเตย้ี แคระ ผมหยกิ หยอง ยงั มอี ยูบางใน อ.
บัน นังสตา อ.ธารโต จ.ยะลาและในปา จ.ตรงั ยึดถือประเพณขี องชาวปา เชน เมือ่ มคี นตายจะยา ยที่ละทง้ิ
หมูบ า นไปอยทู ่ี ใหมทัง้ หมด เปน ตน
2) ศาสนา
ประชากรในภาคใตส ว นใหญเปน ชาวไทยนบั ถือพระพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณเี หมือนคน
ไทย โดยทัว่ ไป นอกจากนี้มพี ิธีการปลกี ยอ ยบางอยา งที่แตกตา งกันบาง นอกจากไทยพุทธแลว บริเวณทางตอน
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ใตของภาค โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดน ประชาชนในจงั หวัดเหลา นเ้ี กอื บรอยละ ๖๐ นับถือศาสนา
อิสลาม เมอื่ มีประชากรนบั ถือศาสนาอิสลามเปนจํานวนมากรองไปจากพระพุทธศาสนา ทางราชการจงึ ออก
กฎหมายรับรอง และไดว างระเบยี บ ตา ง ๆ เพ่ือใหเกิดประโยชนแกผนู บั ถือศาสนาอสิ ลามดวย เชน มกี ฎหมาย
วาดวยการทะเบียนมัสยดิ และไดมกี ารต้งั คณะ กรรมการกลางอิสลามแหง ประเทศไทย และคณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จังหวัดทมี่ ีผูนับถอื ศาสนาอิสลามจํานวนมาก เพ่ือใหคาํ ปรกึ ษาแกทางราชการเกยี่ วกับกจิ กรรม
ตาง ๆ ของศาสนาอสิ ลาม พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั ทางเปน ศาสนูปถัมภกของศาสนาอิสลามดว ย
นอกจากนีร้ ัฐบาลไดเ หน็ ความสาํ คัญของการประกอบพิธีการทางศาสนาของชาวไทย มุสลมิ อยา งมาก จงึ ได
สรางมสั ยดิ ที่มีขนาดใหญทส่ี ดุ ในประเทศไทยใหแกชาวไทยมุสลิมตง้ั อยูที่ จ.ปต ตานี
3) ภาษา
ชาวไทยในภาคใตไดอพยพยา ยถิ่นมาตั้งถ่ินฐานอยางถาวรอยูต ามจังหวดั ตาง ๆ เปนเวลานาน รวมทง้ั ได
ผสมกบั ชนพน้ื เมือง จึงทําใหมีผิวพรรณตางไปจากคนภาคอ่ืนบาง รวมท้ังภาษาพดู และมีทะเลที่ตั้งหางไกลจาก
เมือง หลวง การคมนาคมไมส ะดวก แยกกันมาหลายรอยป ภาษาจึงเปลี่ยนแปลงไปจากภาษาเดมิ ซึ่งความจรงิ
เพีย้ นไปตาม ทองถ่นิ แตยังเปนภาษาไทยอยู มสี าํ เนียง เสียงหว น และพดู เร็วกวาภาษาทางภาคเหนือ แต
จังหวดั ทม่ี ีประชากรพดู ตา ง กันไปคนละภาษาเลยก็คือในจังหวดั ชายแดนภาคใต ประชากรสว นใหญเปนชาว
ไทยมุสลิมนยิ มใชภ าษามลายู เม่อื พดู กนั นานเขา ก็ไมส ารมารถพูดและฟงภาษาไทยใหเ ขาใจได โดยเฉพาะผูท่ี
อยใู นชนบทหางไกลและไมไ ดเขาโรงเรยี นสอนภาษา ไทย ในการติดตอกบั ทางราชการจงึ ตองใชลามแปล
ความเปน มาดนตรีพน้ื บานภาคใต
คนในกลมุ ของภาคใตของไทย มีหลายเผา พันธุแ ละมีหลายกลมุ ในอดีตมีการตดิ ตอคาขาย มี
ความสัมพนั ธกับอนิ เดีย จนี ชวา - มลายู ตลอดจนติดตอกับคนไทยในภาคกลาง ทีเ่ ดินทางไปคา ขายติดตอกนั
ดว ย ในชนบทความเจรญิ ยังเขา ไปไมถ ึง ลักษณะของ ดนตรีพ้ืนบา น จงึ เปน ลกั ษณะเรียบงาย ประดษิ ฐอยาง
งา ย ๆ จากวัสดใุ กลต วั มีการรกั ษาเอกลกั ษณ และยอมใหม ีการพัฒนาไดน อยมาก ดนตรพี ้ืนบา นดง้ั เดิม นา จะ
มาจากเผาพนั ธุ เงาะซาไก ประเภทเครื่องตี โดยใชไ มไผลาํ ขนาดตาง ๆ กนั ตัดออกเปน ทอน สน้ั บางยาวบา ง
ตดั ปากของกระบอกไมไผ ตรงหรือเฉียง บา งกห็ มุ ดวยใบไม กาบของตนพืช ใชบรรเลง (ตี) ประกอบการขบั รอง
และเตน รํา เครื่องดนตรี คอย ๆ พฒั นามาเปน แตร กรับ ซึ่งลว นแลว แตม ีมาแตเดิมท้ังส้ิน
ในระยะตอมาหลงั จากมีการติดตอ การคาขายกับอินเดียและจีน การถายโยงวฒั นธรรมยอมเกิดขึ้น
สงั เกตไดอยางชดั เจนจาก ทบั (กลอง) ทใ่ี ชประกอบการเลนโนรา มีรองรอยอิทธิพลของอินเดยี อยา งชัดเจน
และการมอี าณาเขตตดิ ตอ กับชวา - มลายู ภาษาและวฒั นธรรมทางดนตรี จึงถูกถา ยโยงกันมาดวย เชน แถบ
จงั หวัดภาคใตท่ีตดิ เขตแดน อาจกลา วไดวาดนตรีพ้นื บาน ของภาคใตมอี ิทธพิ ลแบบชวา มลายูกย็ งั ไมผิด เชน
รํามะนา (กลองหนา เดียว)
ในชว งสมยั กรงุ ธนบุรี (พระเจาตากสินมหาราช) เมืองนครศรีธรรมราช มีความสัมพนั ธก ับภาคกลาง
อยางแนบแนน และเปน ศนู ยกลางความเจริญ ทางศิลปวัฒนธรรมดา นการแสดง และดนตรี จนมีชือ่ วา “เมอื ง
ละคอน” ในสมัยกรุงธนบรุ พี ระเจาตากสินมหาราช โปรดใหนาํ ละครจากเมืองนครศรีธรรมราช ไปฝกละครให
นกั แสดงในสมัยนน้ั จึงเปน การถายโยงวฒั นธรรม ดา นดนตรีกลบั ไปสู เมอื งนครศรีธรรมราชดวย เชน ปน อก
ซออู และซอดว ง
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ดนตรีพื้นบานภาคใตไ ดัรบั ใชส ังคมของชาวใต พอสรปุ ไดด ังน้ี
1. บรรเลงเพ่ือความรืน่ เรงิ คลายความเหนด็ เหนอื่ ย จากการทํางาน ซึง่ จะบรรเลงควบคูกันไป กบั การละเลน
และการแสดงเสมอ เพราะดนตรีพ้ืนบา นภาคใตน ั้น จะไมน ิยมบรรเลงลว น ๆ เพ่ือฟงโดยตรง แตจะนยิ ม
บรรเลงประกอบการแสดง
2. บรรเลงประกอบพิธีกรรม เพ่อื บวงสรวง หรอื ตดิ ตอ กบั สง่ิ ล้ีลบั เพราะในอดตี สังคมสวนใหญ ติดอยูกบั ความ
เชื่อเรือ่ งผี วิญญาณ เชน มะตือรี ของชาวไทยมุสสลิม โตะครึม ของชาวไทยพุทธ ที่ใชเ พื่อบรรเลงในงานศพ
โดยมีความเชอ่ื วา เปนการนําวิญญาณสสู คุ ติ การบรรเลงกาหลอ ในงานศพบทเพลงสวนหนึ่ง เปนการบรรเลง
เพือ่ ออนวอนเทพเจา ดนตรีชนดิ นีจ้ งึ มงุ ใหเหน็ ความศักดส์ิ ทิ ธิ์ มีอานุภาพใหเกดิ ความขลัง ยาํ เกรง
3. ใชบ รรเลงเพ่อื การสือ่ สาร บอกขา ว เชน การประโคมปด และประโคมโพน เปนสญั ญาณบอกขาววาท่ีวดั มี
การทาํ เรือพระ (ในเทศกาลชักพระ) จะไดเตรยี มขา วของไวทําบุญ และไปชว ยตกแตง เรือพระ หรอื การไดย ิน
เสียงบรรเลงกาหลอ กองไปตามสายลมก็บอกใหร วู า มีงานศพ ชาวบานก็จะไปชว ยทําบญุ งานศพกันทีว่ ดั น้นั ๆ
โดยจะสบื ถามวาเปน ใคร ก็จะไปเคารพศพ โดยไมต องพมิ พบัตรเชญิ เหมอื นปจจุบนั น้ี
4. ใชบ รรเลงเพอ่ื เสริมสรา งความสามัคคีในหมูคณะ เชน การบรรเลงกรือโตะ หรือบานอโดยชาวบาน จะ
ชว ยกันสรา งดนตรีชนดิ นขี้ ้ึนมา ประจําหมบู า นของตน และจะใชตแี ขงขันกับหมบู านอนื่ ๆ เพอื่ เปน การ
สนกุ สนาน และแสดงพลงั ความสามัคคี เพราะขณะท่จี ะมีการประกวดจะตองชวยกนั ทํา ถาแพกถ็ ือวา เปน การ
ปราชัยของคนทัง้ หมบู าน ซ่ึงถือวาเปนเรื่องธรรมดาของการแขงขนั ในโอกาสตอไปกจ็ ะตองชวยกนั ทาํ ใหม ให
ดีกวา เกา
เพลงพ้ืนบา นประจําภาคใต
ดนตรีพ้ืนบานภาคใต มีลักษณะเรียบงาย มีการประดิษฐเครื่องดนตรีจากวัสดุใกลตัวซึ่งสันนิษฐานวา
ดนตรีพ้ืนบานด้ังเดิมของภาคใตนาจะมาจากพวกเงาะซาไก ที่ใชไมไผลําขนาดตาง ๆ กัน ตัดออกมาเปนทอน
สั้นบางยาวบาง แลวตัดปากของกระบอกไมไผใหตรงหรือเฉียงพรอมกับหุมดวยใบไมหรือกาบของตนพืช ใชตี
ประกอบการขับรองและเตน รํา
จากนั้นก็ไดมีการพัฒนาเปนเคร่ืองดนตรีแตร กรับ กลองชนิดตาง ๆ เชน รํามะนา ที่ไดรับอิทธิพลมา
จากชาวมลายู กลองชาตรีหรือกลองตุกที่ใชบรรเลงประกอบการแสดงมโนราห ซ่ึงไดรบั อิทธิพลมาจากอินเดีย
ตลอดจนเครื่องเปา เชน ปนอกและเคร่ืองสี เชน ซอดวง ซออู รวมท้ังความเจริญทางศิลปะ การแสดง และ
ดนตรีของเมืองนครศรธี รรมราช จนไดชอื่ วาละคร
นอกจากน้ียังมีการบรรเลงดนตรีพื้นบานภาคใตประกอบการละเลนแสดงตาง ๆ เชน ดนตรีโนรา
ดนตรีหนังตะลุง ท่ีมีเครื่องดนตรีหลักคือ กลอง โหมง ฉิ่ง และเคร่ืองดนตรีประกอบผสมอื่น ๆ ดนตรีลิเกปาท่ี
ใชเคร่ืองดนตรีรํามะนา โหมง ฉิ่ง กรับ ป และดนตรีรองเง็ง ที่ไดรับแบบอยางมาจากการเตนรําของชาวสเปน
หรือโปรตุเกสมาตงั้ แตสมัยอยุธยา โดยมีการบรรเลงดนตรีท่ีประกอบดวย ไวโอลิน ราํ มะนา ฆอ ง หรือบางคณะ
ก็เพ่ิมกีตารเขาไปดวย ซ่ึงดนตรีรองเง็งน้ีเปนท่ีนิยมในหมูชาวไทยมุสลิมตามจังหวัดชายแดนไทย-มาเลเซีย
ดังน้ัน อาจกลาวไดวาลักษณะเดนของดนตรีพ้ืนบานภาคใตจะไดรับอิทธิพลมาจากดินแดนใกลเคียงหลายเช้ือ
ชาติ จนเกิดการผสมผสานเปนเอกลกั ษณเฉพาะทแี่ ตกตางจากภาคอนื่ ๆ โดยเฉพาะในเร่ืองการเนนจงั หวะและ
ลีลาที่เรง เรา หนักแนน และคึกคกั เปน ตน เพลงพนื้ บานเกดิ จากชาวบานเปน ผสู รา งบทเพลงและสืบทอดกันมา
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
แบบปากตอปากโดยการจดจําบทเพลงเปนคํารองงาย ๆ ที่เปนเร่ืองราวใกลตัวในทองถิ่นน้ัน ๆ จึงทําใหเพลง
พ้นื บานของไทยในภาคตาง ๆ มีความแตกตา งกันออกไป
เครอ่ื งดนตรีและวงดนตรขี องภาคใต
เครื่องดนตรภี าคใตป ระเภทดีด ในภาคใตไมมเี ครื่องดนตรีประเภทนี้ จะมีแตของพวกเงาะซาไก ที่ใชไมไผ 1
ปลองมากรีดเอาผิวของไมไผให เปน ร้ิว ๆ ทาํ หมอนรองรว้ิ ผิวไมไ ผห ลาย ๆ ร้วิ แลวใชนิ้วดดี หากพบการบรรเลง
ดว ยจะเข หรอื พณิ เปนเครอื่ งดนตรีของภาคอ่ืน ทีเ่ ขาไปในระยะหลัง ซ่ึงไมน บั เปนดนตรีพน้ื บาน ของภาคใต
เครือ่ งดนตรีภาคใตป ระเภทตี มีหลายชนดิ ไดแก
- ทับ เปน กลองทําดว ยไมเนื้อแข็งเอวคอดปากบาน ทายเรียวบานออกเลก็ นอย ขึงดวยหนังสัตวหนาเดยี ว ขึง
หนงั ดวยหวายรดั ดึงใหต งึ มหี ลายขนาดต้ังแตเ สน ผา ศูนยกลาง ดา นหนา 5 นว้ิ ใชบ รรเลงประกอบ การแสดง
หนังตะลุง เรียกวา ทับหนัง ขนาด 8 นวิ้ ใชบรรเลงประกอบ การเลนโนราเรียกวา ทบั โนรา ขนาดใหญ 12
นิว้ ใชบรรเลงในการเลนโตะครมึ เรยี กวา ทบั โตะ ครึม
- โหมง คือ ฆองคทู ําดว ยโลหะ ใบเล็ก 1 ใบ ใบใหญ 1 ใบ ประกอบอยูในกลองไมใ หเ กดิ เสียงกอ ง เวลาบรรเลง
มีไมต หี ุมยางหรือผา ไมใ หเ สยี งแตกและมีไมเ น้ือแข็ง 4 เหลย่ี ม 1 อัน เอาไวส มั ผสั กับหนาโหมง ใหห ยุดเสียง ใช
บรรเลงประกอบการเลนหนงั ตะลงุ โนรา และลเิ กปา แตเดิมใชไ มทําโหมง เรยี กวา โหมง ฟาก ตอมาได
ววิ ฒั นาการมาเปนหลอดว ยเหล็ก และทองเหลือง มาโดยลาํ ดับ เรียกวา โหมงเหล็กและโหมงหลอ
จังหวะ
เนนจังหวะทส่ี นุกสนาน คึกคัก ใหความรูส ึกฮึกเหิม ตน่ื เตน เรา ใจ โดยจะเนน เคร่อื งดนตรีประเภท
เครอ่ื งตเี ปน หลัก
ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง
ทาํ นอง
มีความสูง-ตา่ํ ของเสยี งดนตรี ทําใหผ ฟู ง และผชู มเพลิดเพลิน สนกุ สนาน ดนตรีมคี วามกระชับและหนกั
แนน
การประสานเสียง
มีการขับรองทเี่ หมาะสมกลมกลนื กับเสยี งดนตรที ี่มีความเฉียบขาดและรุกเรา
เนื้อดนตรี
ดนตรีพนื้ บานภาคใตเ นนจังหวะมากกวาทาํ นอง ใหความรูสึกทห่ี นักแนน เขม แข็ง คึกคกั สนุกสนาน
ใชภาษาถนิ่ ในการขับรอง ในบางครงั้ กจ็ ะขบั รองโดยการใชภาษามลายูรว มดวย
เกรด็ ความรู มีเคร่อื งดนตรปี ระมาณ ๖ อยา ง ไดแก ปช วา ๑ เลา
วงดนตรหี นังตะลุง กลองชาตรี ๑ ใบ ทบั ๑ คู
กรบั หรอื แตระ ๑ คู
โหมง ๑ คู
ฉ่งิ ๑ คู
ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง