The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวบรวมข้อมูลดนตรีพื้นบ้าน ๔ ภาค โดยครูพรปวีณ์ เย็นละม่อม จัดทำเพื่อให้นักเรียนสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ องค์ประกอบดนตรี ลักษณะดนตรีพื้นบ้าน เครื่องดนตรีพื้นบ้าน รวมทั้งเพลงพื้นบ้าน เพื่อทำงานกลุ่มหรือใบงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พรปวีณ์ เย็นละม่อม, 2020-04-19 08:13:06

หนังสือดนตรีพื้นบ้าน ๔ ภาค

รวบรวมข้อมูลดนตรีพื้นบ้าน ๔ ภาค โดยครูพรปวีณ์ เย็นละม่อม จัดทำเพื่อให้นักเรียนสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ องค์ประกอบดนตรี ลักษณะดนตรีพื้นบ้าน เครื่องดนตรีพื้นบ้าน รวมทั้งเพลงพื้นบ้าน เพื่อทำงานกลุ่มหรือใบงาน

ใบความรู
เรือ่ ง ดนตรพี นื้ บา นไทย 4 ภาค

โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง จงั หวดั ระยอง ครูผสู้ อน ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม

ดนตรีพ้นื บานไทย
ประวตั ิดนตรพี ืน้ บา นไทย

ดนตรพี ้ืนบาน เปนดนตรีทอ่ี ยูคูกับทองถ่ินมานาน ตน กําเนิดของดนตรีพนื้ บา นอาจมาจากความเชือ่
เรื่องประเพณี วฒั นธรรม ท่ตี องใชอ ปุ กรณห รือเคร่ืองดนตรีประกอบการทาํ พธิ ตี า ง ๆ นอกจากนใี้ นบางทองถิ่น
อาจไดรับอิทธิพลวัฒนธรรมทางดนตรจี ากประเทศเพื่อนบา น มาปรับปรุงแกไขจนกลายเปนดนตรเี ฉพาะ
ทองถ่นิ ของตน และการทีล่ ักษณะดนตรขี องแตล ะทองถน่ิ แตกตา งกนั ทาํ ใหเ คร่ืองดนตรีท่ีใชประกอบการเลน
แตกตางกันไปดว ยตามลกั ษณะของดนตรีพื้นบา นในทองถ่นิ น้นั

ภาคเหนอื

วัฒนธรรมและประเพณี ความเชอ่ื ของภาคเหนือ
ภาคเหนือมีพื้นทค่ี รอบคลุม จังหวดั เชียงใหม จงั หวดั เชียงราย จังหวัดแมฮ อ งสอน จังหวัดแพร จังหวัด

นาน จังหวัดลําปาง จังหวัดลําพูน จังหวัดพะเยา จังหวัดสุโขทัย จังหวัดตาก จังหวัดกําแพงเพชร จังหวัด
นครสวรรค และจังหวัดอุตรดิตถ ภาคเหนือเปนภาคท่ีมีชาวไทยหลายเช้ือชาติ และมีอาณาเขตติดตอกับ
ประเทศเมียนมาและลาว จึงทําใหเกิดการผสมผสานกันระหวางวัฒนธรรมท้ังวิถีชีวิต ความเปนอยูมีลักษณะ
เปนเทือกเขา สลับกับที่ราบ ผูคนจะกระจายตัวอยูเปนกลุม มีวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมเปนของตนเอง
วัฒนธรรมของภาคเหนือหรือ เรียกวา “กลุมวัฒนธรรมลานนา” ซ่ึงเปนวัฒนธรรมเกาแกและมีเอกลักษณ
เฉพาะตวั คนภาคเหนือมีอุปนิสัยออ นโยน สุภาพ พดู จาไพเราะ รักสงบ ทําใหลักษณะทางดนตรมี ีความไพเราะ
ออ นหวาน นุมนวล การขบั รอง ฟอนราํ หรือการจัด งานฉลองสถานที่สําคัญที่มีแตโ บราณ เชน พระธาตุดอยสุ
เทพ วดั เจดยี หลวง เปน ตน

วฒั นธรรมที่เก่ียวกับศาสนา ความเช่ือของภาคเหนอื
ความเชื่อเก่ียวกบั การนับถอื ผี ชาวเหนอื ทีเ่ รียกวา “ชาวลานนา” มีความเช่ือในเรอ่ื งการนับถือผตี ้ังแต

เดิม โดยเช่ือวาสถานท่ีแทบทุกแหง มีผีใหความคุมครองรักษาอยู ความเช่ือน้ีมีอิทธิพลตอการดําเนิน
ชวี ติ ประจาํ วัน จากขนบธรรมเนียม ประเพณี และพิธีกรรมตา งๆของชาวเหนอื ผที ่ีมีความสําคัญตอวถิ ีชวี ิตของ
ชาวลานนา เชน

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

- ผีบรรพบุรุษ มีหนาที่คุมครองเครือญาติและครอบครัว
- ผีอารกั ษ หรือผีเจาที่เจา ทาง มหี นาที่คมุ ครองบา นเมืองและชมุ ชน
- ผขี ุนนาํ้ มหี นา ทค่ี ุมครองนํ้าแกไ รนา
- ผีฝาย มหี นาท่คี มุ ครองเมอื งฝาย
- ผสี บน้ํา หรือ ผีปากนา้ํ มหี นาท่คี มุ ครองบรเิ วณทแ่ี มนํ้าสองสายมาบรรจบกนั
- ผีวญิ ญาณประจําขาว เรอ่ื กวา เจา แมโพสพ
- ผีวญิ ญาณประจําแผน ดิน เรยี กวา เจา แมธรณี
ความเปน มาดนตรีพ้นื บานภาคเหนอื
ดนตรีพืน้ บา นเปนดนตรีชาวบานสรา งสรรคข ึน้ ดวยการรอง หรือการบรรเลงโดยชาวบา น ดนตรพี ืน้ บานมี
ลกั ษณะดงั น้ี
๑. เปน ดนตรขี องชาวบา น สวนมากเกดิ ข้นึ และพัฒนาในสังคมเกษตรกรรม มีลกั ษณะทไ่ี มม ีระบบ

กฏเกณฑชดั เจนตายตัว ประกอบกบั ใชวธิ ีถายทอดดว ยปากและการจดจาํ จงึ เปนเหตใุ หไมมใี ครเอาใจ
ใสศ กึ ษาหรือจดบันทึกไวเปน หลักฐานเชน ดนตรีสากล
๒. เปนดนตรีที่มเี อกลกั ษณเฉพาะถิน่ แตละทองถน่ิ จะมดี นตรีท่ีมีสําเนียง ทํานอง และจังหวะลีลาของ
ตนเอง ดนตรีพ้ืนบา นสว นใหญม ที าํ นองทีป่ ระดษิ ฐดัดแปลงมาจากทาํ นองของเสียงธรรมชาติ
ตวั อยางเชน ซอของดนตรีภาคเหนือ คือ เพลงจะปุ มที ํานองออนหวานตามสําเนียงพดู ของคนไทย
ชาวเมอื งจะปุในแควน สบิ สองปนนาหรอื ซอลองนาน ของจังหวดั นา นมที ํานองเหมือนกระแสนํ้าไหล
มขี อสงั เกตวา เครื่องดนตรีพื้นบานผลิตดวยฝม ือชางชาวบาน รูปแบบเคร่อื งดนตรี เครื่องดนตรที ีท่ าํ เพ่ือไว
ตคี นทุกคนไหนปะเทศไทย
เพลงพื้นบานภาคเหนือ
วัฒนธรรมเพลงพื้นบานทองถิ่นในของภาคเหนือ เนน ความเพลงท่มี ีความสนุกสนาน สามารถใชร อ ง
เลน ไดทุกโอกาส ไมจ าํ กัดฤดู ไมจาํ กัดเทศกาล สวนใหญนยิ มใชร อ งเพลงเพื่อผอ นคลายอารมณ และการ
พกั ผอ นหยอนใจ โดยลักษณะการขับรองและทว งทํานองจะ ออนโยน ฟง ดเู นิบนาบนุมนวล สอดคลองเคร่ือง
ดนตรหี ลกั ไดแก ป ซึง สะลอ เปน ตน นอกจากน้ยี งั สามารถจดั ประเภทของเพลงพน้ื บา นของภาคเหนือได 4
ประเภท ดังน้ี
 เพลงซอ คือการรองเพลงรองโตต อบกนั ระหวางชายหญิง เพื่อเก้ยี วพาราสีกัน โดยมีการบรรเลงป สะ
ลอ และซงึ เคลา คลอไปดวย
 เพลงคาว ซ่งึ เปนบทขบั รอ งที่มีทํานองสงู ต่ํา ไพเราะ
 เพลงจอ ย คลายการขบั ลํานํา โดยมีผรู องหลายคน เปน การนาํ บทประพันธของภาคเหนือ นํามาขับ
รอ งเปนทํานองส้นั ๆ โดยเนอ้ื หาเปนการระบายความในใจ แสดงอารมณความรัก ความเงยี บเหงา
ท้ังนี้ มผี ูข บั รอ งเพียงคน เดียว โดยจะใชด นตรบี รรเลงหรือไมก ไ็ ด ยกตัวอยางเชน จอ ยใหกบั คนรักรู
คนในใจ จอยประชนั กนั ระหวา งเพ่ือนฝูง และจอยเพ่ืออวยพรในโอกาสตา ง ๆ
 เพลงเดก็ มีลกั ษณะคลา ยกับเพลงเด็กของภาคอืน่ ๆ คือ เพลงกลอมเด็ก เพลงปลอบเด็ก และเพลงที่
เดก็ ใชรอ งเลน กันไดแก เพลงกลอมลกู หรือเพลงฮ่ือลกู และเพลงสิกจุง-จา

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

เครอ่ื งดนตรีและวงดนตรีของภาคเหนือ
วงดนตรพี ื้นบา นภาคเหนือ มีอยูห ลายวง เชน วงดนตรีพนื้ บานลานนา โดยมีชอื่ เรียกแตกตางกัน เชน

วงสะลอ ซอซงึ หรือวงสะลอซึง วงสะลอขลุย เปน ตน
เครอื่ งดนตรภี าคเหนอื

ลกั ษณะเดนของเคร่ืองดนตรีภาคเหนอื คือ มกี ารนาํ เครื่องดนตรปี ระเภท ดีด สี ตี เปา มาผสมผสาน
กันใหม คี วามสมบูรณและไพเราะ โดยเฉพาะในดานสําเนียงและทาํ นองท่ีพลิว้ ไหวตามบรรยากาศ ความ
นมุ นวลออ นละมุนของธรรมชาติ
เครือ่ งดนตรีภาคเหนอื ประเภทดีด เชน ซงึ พณิ เพ้ยี ะ

เครอ่ื งดนตรีภาคเหนือประเภทสี เชน สะลอ

เคร่ืองดนตรีภาคเหนือประเภทเปา เชน ปจ มุ ปแ น

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

เคร่ืองดนตรภี าคเหนือประเภทตี เชน กลองตะหลดปด กลองสะบดั ชัยโบราณ กลองเตงถึ้ง

จังหวะ
สวนใหญดนตรภี าคเหนอื จะมีลักษณะเนบิ ชา ออนหวาน แตใ นบางครัง้ กม็ ีจงั หวะคึกคกั ฮกึ เหมิ เชน

การบรรเลงวงกลองแอวประกอบการแสดงฟอนเล็บมจี งั หวะชา การบรรเลงวงมองเซิงประกอบการแสดงฟอน
ดาบจะมีจังหวะคกึ คัก
ทํานอง

ดนตรีพนื้ บา นภาคเหนือมีลักษณะการบรรเลงไปเรอ่ื ยๆ ทําใหผ ฟู ง รูสกึ ผอนคลาย มีความสน้ั -ยาวของ
เสียงสมา่ํ เสมอ เม่ือใกลจบเพลงจะมกี ารเรงจงั หวะใหเร็วข้ึน และคอยๆทอดเสียงใหช าลงจนจบเพลง
การประสานเสยี ง

มกี ารประสานเสยี งท่เี หมาะสมทั้งเสียงของดนตรีและเสยี งของการขับรองท่ีเปนภาษาเหนือ
เนื้อดนตรี

บทเพลงภาคเหนือมีความไพเราะ ออนหวาน นุมนวล เปน เอกลกั ษณท างดนตรีของภาคเหนอื

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

เกรด็ ความรู
วงมองเซงิ ใชบ รรเลงตามงานบญุ ขบวนแหครวั ทาน ประกอบการฟอนและใชบรรเลงประกอบแหล กู แกว
ในประเพณีปอยสา งลอง หรือประเพณีบวชลูกแกว
กลองสะบัดชยั กลองสะบัดชัยโบราณ เปนกลองที่ มีมานานแลวนับหลายศตวรรษ ในสมัยกอนใช ตียาม
ออก ศึกสงคราม เพื่อเปนสิริมงคล และเปน ขวัญกําลังใจใหแกเหลาทหารหาญในการตอ สูใหไดชัย
ชนะ ทํานองท่ีใชใ นการตี กลองสะบดั ชัยโบราณมี ๓ ทํานอง คือ ชัยเภรี, ชยั ดถิ ี และชนะมาร
สิก จงุ -จา หมายถงึ เลน ชงิ ชา

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ภาคกลาง

วฒั นธรรมและประเพณี ความเชอื่ ของภาคกลาง
ภาคกลางมีพื้นท่ีครอบคลุม จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัด

ชัยนาท จังหวัดลพบุรี จังหวัดอางทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแกว
จังหวัดนนทบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัด
สมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดปทุมธานี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดนครปฐม ภาคกลางเปน
ดินแดนทมี่ ีพืน้ ที่กวางใหญ พืน้ ทสี่ วนใหญเปน ทรี่ าบลมุ มีแมนาํ้ ลําคลองเปน จํานวนมาก จึงเปน พ้นื ที่ตัง้ ถ่ินฐาน
ของผูคนมากมายหลายกลุม ประกอบดวยเปนเขตที่อยูใกลเมืองหลวง เขตความเจริญทางเทคโนโลยี และ
วทิ ยาการทีก่ าวหนา เปน อยางมาก จึงทาํ ใหดนตรแี บบแผน มีอทิ ธิพลตอดนตรพี ้ืนบานดวย
วฒั นธรรมทเ่ี ก่ียวกับศาสนา ความเชอื่ ของภาคกลาง

คนในภาคกลางมีวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากการทําเกษตรกรรมมากมาย ทั้งวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับคน
เชน การลงแขกทํานา การละเลนเพลงพื้นบาน และวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับศาสนา ส่ิงศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ
เชน การบชู าแมโพสพ

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ความเชือ่ เร่ืองแมโ พสพ
คนไทยมคี วามเชื่อดงั้ เดิมเร่ืองผีสางเทวดา ชีวิตประจําวันท่ผี ูกพนั อยูกับอาชีพชาวนา ชาวนาจึงเชอ่ื วา
ในขาวมีวิญญาณแมโพสพ ซง่ึ มีบุญคุณตอชาวนาสิงอยู จึงมีการ ปฏิบัติพิธกี รรมเพ่ือระลึกถึงแมโพสพ เชนการ
สรางศาลเพียงตาใน ทุงนา เรียกวา “เรือนแมโพสพ” มีการทําขวัญขาวเม่ือขาวเร่ิมออก รวง หรือที่เรียกวา”
ขาวตั้งทอง” และนําขาวออนไปทําบุญถวายพระ ในประเพณีสารทเดือนสิบ ซึ่งมีการกวนขาวทิพยหรือขาว
มธุปายาส เมื่อมีการเก็บเกี่ยวขาวแลว กอนจะนําขาวเก็บยุงฉาง จะมีพิธีบอก กลาวแมโพสพ นอกจากน้ียังมี
ความเชื่อวาขาวเปนสิ่งท่ีมีบุญคณุ ตอ ชีวิตมนุษย จึงไดรับการยกยอ งโดยมคี ําเรียกชวงเวลาในสมัยโบราณ เม่ือ
ขา วตั้งทองวา “ตะวันออมขาว” แสดงใหเห็นความสําคัญของ ขาววา เมอื่ ตั้งทองแมแตพระอาทิตยยงั ตอ งออม
ขาว เหมอื นทก่ี าร ปฏิบตั ิกันจนทุกวันนี้ คือ ไมเหยยี บขา ว ไมทง้ิ ขาว เพราะถอื วา เปน บาปกรรม
พิธีกรรมตางๆ ท่ีเกี่ยวกับขาว ก็จะเปนเรื่องราวท่ีเกี่ยวกับความเชื่อเร่ืองแมโพสพ ซึ่งเชื่อวาเปนเทพีท่ี
คอยดูแลรักษาพืชพันธุธัญญาหารตางๆ ใหอุดมสมบูรณ แมโพสพก็เหมือนกับ มนุษยท่ีตองการความเอาใจใส
เหมอื นบุคคลทั่วๆ ไป มนุษยตองคอยดูแลแมโพสพ เหมือนดูแลตัวเอง ตองมีความกตญั ู ตอ งเคารพนับถอื มี
กิริยาที่สุภาพเรียบรอย จะพูดจาหยาบคายหรือพูดเสียงดังไมได แมโพสพเปนคนขวัญออน เพราะถาเกิด ไม
พอใจจะหนีไปเลย และตามประวตั ิเคยหนีไปหลายคร้ัง ดวยความนอยใจเวลามี คนพดู เสียงดงั พอหนีไปทีก็อด
อยากกันเปนพันป เพราะฉะน้ันอันน้ีเปนสิ่งที่ตอง ระมัดระวังมาก เวลาติดตอกับแมโพสพควรใชความสุภาพ
ออนโยน และความกตัญูกตเวทอี ยางสงู ที่สดุ
พิธีกรรมเกี่ยวกับแมโพสพก็มีข้ันตอนตางๆ พิธีในภาคกลางจะเห็นวา จะดํานาจะ ไถอะไรก็ตองเชิญ
แมโพสพมากอน ต้ังแตขาวเร่ิมตง้ั ทองก็ตองไปเอาอกเอาใจหา อาหารเปรี้ยวหวานมันเค็มไปบชู าแมโพสพ หรือ
วาเมื่อเสร็จแลวจะนวดจะเอาขาวเขายุง ทุกอยางน้ีจะตองมี พิธีกรรมเขาไปประกอบ เพ่ือกอใหเกิดความอุดม
สมบูรณ หรือความม่ันใจวาปนมี้ ขี าว และปหนา ตองมนี ะ หรือวา พันธขุ าวท่ีมตี องเกบ็ ไวและทาํ อยางไร? ใหเก็บ
ไดด ี ไมเ สียไมห าย เพ่อื ท่ีจะใชเ ปนพันธใุ นปตอ ไป ลักษณะของพิธกี รรมเรื่องขา ว สวนใหญก็จะเกยี่ วขอ งกับการ
ท่จี ะพยายามเอาอกเอาใจขวญั ของขา ว โดยมี แมโพสพเปนตวั แทน
การทําพิธีกรรมเก่ียวกับขาว นอกจากในสังคมท่ีเปนบานเปนเมือง อยางสังคมไทย แลวจะเห็นวาใน
สังคมอื่นๆ ท่ียังไมไดพัฒนาเปน บาน เปนเมือง การทําไร ทํานา ก็มีพิธีกรรมเหมือนกัน ในการที่จะดู แลขาว
ของตัวเอง อยางเชนในกลุมชาวเขาก็มีพิธีกรรมเวลาปลูก ขาวไร เขาจะมีวันไหนที่จะไปเผาไรได วันไหนเผา
ไมได เวลาขาว ต้งั ทอง ตองรูวาจะทําอยางไร เขาถือวาชวงขาวต้ังทอง หรือชวงขาวเกีย้ วพาราสี เขาจะบอกวา
หามไปไรในชวงนั้น เพราะวาขาวกําลัง เกี้ยวพาราสีกัน หรือเวลาขาวต้ังทอง ก็จะตองหาเงินไปผูกเอาไว ตอง
ผูกเตี้ยๆ ดวย เพราะวาแมขาวเขาตัวเต้ีย จะไดเก็บเงินไปได ถา เกิดไมเอาเงินหรือเอากระดาษไป ผูกเปนรูป
เงินใหแลวอาจจะไมดลบันดาลใหขาวอุดมสมบูรณก็ได ฉะนั้น ในกลุมทุกกลุม หรือแมแตพวกขิ่นก็มีความเชื่อ
เรอื่ งการปลกู ขา วเหมอื นกัน กอนการปลูกขาวกม็ ีการสรางตูบ ผเี อาไวเชิญผี ซ่งึ เคยอยูที่ทอ งนาข้ึนมาอยบู นตูบ
เวลาจะไถจะไดไมรงั ควานผี มกี ารเซนไหว เวลาจะหยอด ขา วกต็ องเร่ียไรเงินมาซือ้ หมู ฆาหมูมาเซนผี มาเอาใจ
ผีอีก เพราะวาถาผีไมพอใจ ปลูกขาวแลวจะมีผลเสีย หรือถาหากวาจะทําสูขวัญขาวก็ตองทําพิธีเล้ียงผีอีก ก็
ตอ งไปซอ้ื สตั วเรีย่ ไรกันเอาเงนิ มาฆา เอาสัตวม า สงั เวยและจะปดตาเหลวเอาไว
“ตาเหลว” เปน สัญลักษณของการปองกนั และบอกขอบเขตไมใหสัตว ปา ตา งๆ มาทําลายขา วในไร จะ
เห็นวามีกฎหมายลงโทษคนที่ไปทํามิดี มิราย ไปข้ีไปเยี่ยว ชาง มา วัว ควาย ไปละเมิดทําใหไรนาขาวปลาเสีย
หาย มีกฎหมายบัญญตั ิไวว า ใหท าํ บตั รพลดี ไี หว หรือวา ตอ งเซน ไหว เพราะไมใชเพียงแตวาเปน การลงโทษ คนท่ี
ละเมิดทําขาวเสียหายเทา นั้น แตวาเปนลักษณะของความอุบาทวหรอื สิ่งท่ีทางเหนือ อาจเรยี กวา ”ขึด” คือถา
เผ่ือวาทําแลว มนั เสียหายแกท อ งนาแกขา ว แลว ไมใ ชเ พียงแตว าคนคนน้ันหรอื เจา ของนาจะเดือดรอ น แตวา จะ

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

กอใหเกิดความอุบาทว หรือวิปริตไปท้ังหมดได เพราะฉะนั้นเพ่ือกันความเสียหายของ ชุมชน จะตองทําการ
บตั รพลีดไี หว อันนี้เปน กฎหมายตราไวเลย
ความเปนมาดนตรพี นื้ บานภาคกลาง

เปนรอยกรองที่นํามาจัดจังหวะของคํา และใสทํานองเพื่อขับรองในทองถิ่นสืบทอดตอกันมาดวยวิธี
จดจํา ท่ีมาของเพลงพื้นบาน เกิดจากนิสัยชอบบทกลอน หรือท่ีเรียกวา “ความเปนเจาบทเจากลอน” ของคน
ไทย ในทองถิ่นตางๆ ที่เรียงรอยถอยคํามีสัมผัสคลองจอง และประดิษฐทํานองที่รองงายแลวนํามารองเลนใน
ยาม วาง หรอื ระหวางทาํ งานรวมกัน เชน ลงแขกเกี่ยวขา ว นวดขาว เพื่อผอนคลายความเหน็ดเหน่ือยจากการ
ทาํ งาน เพ่ือความสนุกสนาน และเพื่อความสามัคคีในกลุมชน การใชถอยคําในเพลงพื้นบานนั้นมีลักษณะตรง
ไปตรงมา นิยมใชภาษาพูดมากกวาภาษาเขียน บางครั้งก็แฝงนัยใหคดิ ในเชิงสองแงส องงาม บางเพลงก็ รองซ้ํา
ไปมาชวนใหขบั ขัน
เพลงพื้นบา นภาคกลาง

เพลงพ้ืนบา นของแตละภาคน้ัน เกดิ จากการที่ชาวบานเปน ผูสรา งบทเพลงดังกลา ว และขบั รอ งสืบ
ทอดตอกันมากปากตอปาก โดยสวนมากเพลงพนื้ บานจะเปนเพลงที่มีคาํ รองงาย ๆ เปน เรื่องราวท่เี กิดขึ้นใน
ทองถนิ่ นน้ั ๆ สว นในภาคกลาง เพลงพน้ื บานก็จะแตง มาจากอิทธิพลของสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ โดยแยก
เปน ประเภท ไดดังน้ี

- เพลงที่รองเลน ในฤดูนา้ํ มาก ไดแก เพลงเรอื เพลงรอ ยพรรษา เพลงราํ ภาขา วสาร เพลงหนา ใย
เพลงครึง่ ทอ น เปนตน

- เพลงทร่ี องเลน ในฤดูเกยี่ วขาวและนวดขาว ไดแ ก เพลงเกยี่ วขาว เพลงเตน ราํ กาํ เคียว เพลงจาก ซง่ึ
ใชร องเลนระหวางเกยี่ วขาว สําหรบั เพลงสงฟาง เพลงพานฟาง เพลงโอก เพลงสงคอลําพวน เพลงเตะขา ว
และเพลงชกั กระดานใชร องเลน ระหวา งนวดขา ว

- เพลงท่ีรองเลนในชวงตรุษสงกรานต ไดแก เพลงสงกรานต เพลงหยอย เพลงระบําบานไร เพลงชา
เจาหงส เพลงพวงมาลยั เพลงสันนษิ ฐาน เพลงคลอ งชา ง เพลงใจหวงั เพลงฮนิ เลเล เพลงกรนุ เพลงยั่ว เพลง
ชักเยอ เพลงเขาทรงตา ง ๆ เปน ตน

- เพลงทร่ี องเลนไดทุกโอกาส เพ่ือความเพลิดเพลิน สนกุ สนาน และเกิดความสามคั คีในหมคู ณะ
มักจะรองเลน กันในโอกาสทาํ งานรวมกัน หรอื มีงานบญุ และงานรน่ื เรงิ ตา ง ๆ โดยเปน เพลงในลกั ษณะพอ เพลง
แมเพลงอาชพี ที่ใชโตต อบกัน ไดแ ก เพลงเทพทอง เพลงปรบไก เพลงอีแซว เพลงฉอย เพลงลาํ ตดั เพลง
ทรงเคร่ือง เปนตน
เคร่ืองดนตรแี ละวงดนตรขี องภาคกลาง

วงดนตรพี ้ืนบา นภาคกลาง มีอยูห ลายวง เชน วงดนตรีพน้ื บา นลา นนา โดยมีชอื่ เรยี กแตกตา งกัน เชน
วงสะลอซอซึง หรือวงสะลอซึง วงสะลอ ขลยุ เปน ตน
เคร่อื งดนตรีภาคกลาง

เครื่องดนตรพี ้ืนบา นภาคกลาง จะประกอบไปดวยเครอ่ื งดนตรีไทยแบบแผน โดยนิยมเลนในงาน หรือ
พิธีกรรมตางๆ ของชาวบาน เครื่องดนตรีท่ีใชบรรเลงในวงดนตรีพ้ืนบานภาคกลาง เชน ป ขลุย ระนาด ฆอง

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ตะโพน กลองทัด กลองแขก กลองมลายู กลองยาว อังกะลุง เปนตน เคร่อื งดนตรีในวงแตรวง เชน ทรอมโบน
แซกโซโฟน คลาริเนต็ กลองชุด ฉาบ เปนตน
เครื่องดนตรภี าคกลางประเภทดดี เชน จะเข

เครือ่ งดนตรภี าคกลางประเภทสี เชน ซอดว ง ซอสามสาย ซออู

เครือ่ งดนตรภี าคกลางประเภทเปา เชน ขลยุ ป

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

เครื่องดนตรภี าคกลางประเภทตี เชน ระนาดเอก ระนาดทุม ฆอ งวงใหญ ฆอ งวงเล็ก โทน รํามะนา กลองแขก
กลองสองหนา

จังหวะ
มจี งั หวะสนุกสนาน ใหความรูสึกผอนคลาย ร่นื เริง และบางคร้ังก็อาจมจี ังหวะชา เชน การบรรเลงวง

กลองยาว มจี ังหวะเร็ว สนกุ สนาน การบรรเลงปพ าทยนางหงสใ นงานศพ มีจงั หวะชา โศกเศรา
ทํานอง

มที ํานองที่หลากหลาย เพราะเปนการผสมผสานกับวัฒนธรรมของราษฎรแ ละวฒั นธรรมของหลวง
การประสานเสยี ง

มีการขบั รองทเี่ หมาะสมกลมกลนื ทัง้ การขบั รอ งและการบรรเลงดนตรี เชน การขบั รอ งเพลงไทยในวง
ดนตรีไทย
เน้ือดนตรี

มีการเอ้อื นสูง เสียงต่าํ การสัมผัสคําระหวางวรรคของบทรองอยางชัดเจน ไพเราะ ดนตรีพน้ื บา นภาค
กลางมคี วามหลากหลายทําใหผฟู งมีความสุข สนุกสนาน เมื่อไดร ับฟง และรบั ชม

เกรด็ ความรู
วัฒนธรรมราษฎร หมายถึง วิถีชีวิต ความเปน อยู ความเปนไปที่กอใหเกิดแบบแผนปฏบิ ัติหรือวัฒนธรรมไทย
นัน้ เร่ิมตนท่ีหนว ยเล็กที่สดุ ในสงั คม คอื ปจ เจกบคุ คลไปถงึ กลมุ คน และส่ิงแวดลอมรอบตวั คน ชาวบานทว่ั ไป
วฒั นธรรมหลวง หมายถึง วฒั นธรรมที่พระมหากษตั ริยโ ปรดเกลาฯ ใหกระทาํ ประพฤติปฏบิ ตั ิตาม

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอสี าน)

วัฒนธรรมและประเพณี ความเช่อื ของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ(ภาคอสี าน)
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (ภาคอีสาน) มีพื้นท่ีครอบคลมุ จงั หวดั หนองคาย จงั หวัดบึงกาฬ จงั หวัดเลย

จังหวัดหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดขอนแกน จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม
จงั หวดั กาฬสนิ ธุ จังหวัดชัยภูมิ จังหวดั รอ ยเอ็ด จังหวดั มหาสารคาม จังหวัดยโสธร จงั หวดั อํานาจเจรญิ จังหวัด
อุบลราชธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย จังหวัดสุรินทร และจังหวัดศรีสะเกษ ภ าค
ตะวันออกเฉียงเหนือเปนภูมิภาคหนึ่งของประเทศไทยที่มีพ้ืนที่กวาง พ้ืนท่ีสวนใหญเปนที่ราบสูง บางพื้นท่ีมี
เทือกเขาสูงสลับซบั ซอ น การที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สง ผลใหวฒั นธรรม
ดนตรีพ้ืนบานมีความแตกตางไปดวย เปนภาคท่ีมีกลุมวัฒนธรรมท่ีหลากหลาย เพราะมีอาณาเขตติดตอกับ
ประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทําใหไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบานมาดวย แบง
วฒั นธรรมดนตรีออกเปน ๓ กลมุ คอื กลุม วฒั นธรรมโคราช กลมุ วฒั นธรรมกันตรมึ และกลมุ วัฒนธรรมหมอลํา

วัฒนธรรมท่เี กี่ยวกับศาสนา ความเช่ือของภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (ภาคอสี าน)
ความเช่ือของสังคมชาวบา น สวนใหญเ ปนความเชื่อท่ีผสมผสาน ระหวางผีบรรพบุรุษ และความเชื่อที่เก่ียวกับ
สิ่งศักดิ์สิทธ์ิ เปนความเช่ือที่เกี่ยวเนื่องตอกันมา เช่ือวาผีบรรพบุรุษเปนผูคุมครอง ลูกหลาน ในครอบครวั ใหอยู
เย็ น เป น สุ ข จ า ก ค ว า ม เ ช่ื อ ข อ ง ก ลุ ม ค น ทํ า ใ ห เกิ ด พิ ธี ก ร ร ม ข้ึ น ห ล า ย อ ย า ง เช น
- ความเช่ือเกี่ยวกับผีพระยาแถน พระยาแถนถือวาเปนผูสรางโลก จากความเชื่อดังกลาวทําใหเกิดพิธีกรรม
การแหบั้งไฟ เพื่อใหพระยาแถนสงฝนลงมาใหพิธีกรรมเกี่ยวกับการลําผีฟา ผีแถน (เพ่ือรักษาโรค เช่ือวา
สามารถรกั ษาโรคท่เี กดิ จากการกระทําของภตู ผิ ไี ด)
- ความเช่ือเร่ืองวิญญาณบรรพบรุ ุษประจําหมบู า น หรือเรยี กวา ผีปตู า ในหมูบ านจะมีการตั้งศาลที่เรยี กวา
"ศาลปตู า" เช่ือวา เปนผคู มุ ครองลูกบา น และบนบานศาลกลา ว ขอในสง่ิ ทตี่ วั เองตองการได
- ความเชื่อ พอเช้ือ แมเช้ือ ผปี ระจาํ ตระกลู หรือเรียกวา ผีพอ ผแี ม ท่อี ยปู ระจาํ บาน เมื่อลูกหลานแยก
ครอบครวั ไปสรา งบาน ครวั ใหมแลวก็ตอ งกลับมากราบ ไหว จนเกิดพธิ กี รรมบวงสรวง หรือ บชู า บานทเี่ ปน
ตน ตระกูลจะมหี ง้ิ บูชาพอ เช้ือ แมเ ชือ้ หรือ "ผีพอ ผแี ม"

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ความเปนมาดนตรพี นื้ บานภาคตะวันออกเฉียงเหนอื (ภาคอสี าน)
ภาคอีสานมีอากาศท่ีรอนและแหงแลง เม่ือถึงเวลาหนาฝนชาวอีสานตองรีบทํามาหากินเพ่ือเล้ียงปาก

เล้ียงทอง จนไมมีเวลาที่จะสนุกสนาน มากนัก เครื่องดนตรีจึงไมสวยงาม ประดิษฐข้ึนอยางงาย ๆ และใชวสั ดุ
อุปกรณท่ีหาไดใ นทองถิ่น การบรรเลงก็รวดเร็วคกึ คัก กระชับและสนุกสนาน แสดงถึงความเรงรบี

ดนตรีพื้นบานอีสานจะมีเอกลักษณโดดเดนเฉพาะตัวโดย เกิดจากภูมิปญญาของชนชาวอีสาน โดย
ลักษณะของเคร่ืองดนตรีจะเกิดข้ึนกับแตละทองถ่ินไมเหมือนกันและไดมีการนํามารวมวงกันเกิดขึ้น ซ่ึงเปน
ขอบเขตท่ีช้ีลงไปอีกวาสภาพภูมิประเทศภูมิอากาศแหงแลงหรืออุดมสมบรูณ โดยจะสังเกตเห็นไดจากการ
กําเนิดของเครื่องดนตรีแตละประเภท ตัวอยางเชน โหวด กาํ เนิดข้ึนท่ีจงั หวัดรอยเอ็ด ชใ้ี หเหน็ ถงึ ความแหงแลง
เพราะเสียงของโหวดเม่ือไดฟงแลวจะรูสึกถึงความรันทด หดหูใจ และสอดคลองกับสภาพของดินฟาอากาศที่
จังหวัดรอยเอ็ด ซ่ึงฝนไมตกตองตามฤดูกาล สภาพดินแตกระแหงแหงแลง อากาศมีความรอนสูง ยากแกการ
เพาะปลูก เปนเหตุท่ีทําใหเครื่องดนตรีมีเชนนี้ คือ การเขาไปหาอาหารในปา หรือ การลาสัตวจึงนําเอาไมไผ
ชนิดบาง ๆ มาตัดมีความส้ันยาวที่แตกตางกัน ทําใหเกิดเสียงสูงเสียงตํ่า และนํามาเลนในยามท่ีวางจากงาน
หรือยามทีไ่ มไดเกบ็ เกีย่ วอะไร ดนตรีพนื้ บา นอีสาน ซงึ่ ประกอบดวย เคร่ืองดีด สี ตี เปา
เพลงพ้นื บา นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื (ภาคอสี าน)

สาํ หรับเพลงพนื้ บานของภาคอสี านนั้น จะมีทวงทํานองแตกตา งกนั ตามแตละพนื้ ท่ี โดยจะแบงเปนพืน้ ท่ี
ใหญ ๆ ไดแก อีสานเหนือ และอสี านใต ซึ่งเพลงพื้นบานของภาคอีสาน มักสอดแทรกแงค ิด เก่ยี วกับวถิ ชี ีวิต
และความเปนอยูข องคนในพื้นทีไ่ วอยา งชัดเจน และสามารถแบง ประเภทของเพลงพืน้ บาน ไดด งั น้ี
1. เพลงพิธกี รรม

ตัวอยางเพลงพิธีกรรมของกลมุ อสี านเหนอื ไดแก การลาํ พระเวส หรือการเทศนมหาชาติ การแหลตา ง
ๆ การลําผฟี ารักษาคนปวย การสวดสรภัญญะ และการบายศรีสูข วญั ในโอกาสตา ง ๆ ฯลฯ

สว นตวั อยางเพลงพิธกี รรมของกลมุ อีสานใต ไดแ ก เรอื มมม็วต เปนพิธกี รรมอยา งหนึ่งของชาวสรุ นิ ทร
ซง่ึ มคี วามเช่ือมาแตโ บราณวา "เรอื มมม็วต" จะชว ยใหคนท่ีกําลังเจ็บไขไดปวยมีอาการทุเลาลงได ผูเลน ไมจํากดั
จาํ นวน แตจ ะตองมหี วั หนาหรอื ครมู มว็ ตอาวโุ สทําหนาทีเ่ ปนผนู ําพิธตี า ง ๆ และเปน ผรู ําดาบไลฟ นผหี รือ
เสนยี ดจญั ไรท้งั ปวง
2. เพลงรองเพื่อความสนกุ สนาน

กลุมอสี านเหนือ ไดแ ก หมอลํา ซึ่งแบง ได 5 ชนดิ คอื หมอลําพนื้ หมอลาํ กลอน หมอลาํ หมู หมอลาํ
เพลิน หมอลาํ ผีฟา

กลมุ อีสานใต ไดแก กนั ตรึม เจรยี ง เพลงโคราช
เครื่องดนตรแี ละวงดนตรีของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื (ภาคอสี าน)

เคร่ืองดนตรีพ้ืนบานภาคตะวันออเฉียงเหนือ เชน กลองกันตรึม หลองตุม กลองหาง หมากก๊ับแกบ
แคน ฆองนอย ฆองหุย ซอบั้ง ตรัวอู ตรัวเอก โดยนํามาผสมผสานเปนวงดนตรีพ้ืนบานภาคะวันออกเฉียง
เหนือ สาํ หรบั วงดนตรี เชน วงกนั ตรมึ วงแคนพณิ โหวด วงโปงลาง วงตุม โมง เปน ตน

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

เคร่อื งดนตรภี าคกลางประเภทดีด เชน พณิ อีสาน

เคร่อื งดนตรภี าคกลางประเภทเปา เชน แคน โหวด
เครอื่ งดนตรีภาคกลางประเภทตี เชน โปงลาง

จงั หวะ
ดนตรมี ีจงั หวะท่รี วดเรว็ คกึ คัก สนุกสนาน ทาํ ใหร สู ึกเพลิดเพลนิ มคี วามสุข

ทาํ นอง
มที าํ นองเรียบงา ย ไมซับซอน แตกตางกนั ไปตามแตล ะวัฒนธรรม

การประสานเสยี ง
มีการประสานเสยี งระหวางผูขบั รองและผบู รรเลงท่ีไพเราะ

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

เนอ้ื ดนตรี
ดนตรีมจี ังหวะและทํานองรวดเรว็ สนกุ สนาน สะทอนถึงวฒั นธรรมของชาวอีสานที่มีความเปนอยูที่

เรยี บงาย ใชภ าษาทอ งถ่นิ หรือภาษาไทยถิ่นอสี าน อาจมสี าํ เนียงภาษาเขมร

เกรด็ ความรู
วัฒนธรรมโคราช จะมีเฉพาะดนตรปี ระเภทขับรองทเี่ รียกวา “เพลงโคราช” ไมมีเครือ่ งดนตรบี รรเลง
วัฒนธรรมกันตรึม เปนดนตรขี องชาวจังหวัดสุรนิ ทร บุรีรมั ย และศรีสะเกษ มีดนตรปี ระเภทขับรองท่ีเรียกวา
“จเรียง” เชน วงกันตรมึ
วัฒนธรรมหมอลํา เปนกลุมวัฒนธรรมท่ีใหญที่สุดของภาคอีสาน มีการขับรองท่ีเรียกวา “ลํา” และเครื่อง
ดนตรที ี่นยิ มคอื แคน พิณ และโปงลาง

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวณี ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ภาคใต

วฒั นธรรมและประเพณี ความเช่ือของภาคใต
ภูมิประเทศของภาคใตมีเอกลักษณเฉพาะ คือมีชายฝงประกบเทือกเขาสูงที่อยูตรงกลาง ซ่ึงไมมี

ภูมิภาค อื่นๆ ภูมิประเทศเปนหลักจึงเปนเทือกเขาและชายฝง เปนที่ราบจะมีอยูเปนแนวแคบๆ แถบชายฝง
ทะเล และสองฝงลําน้ํา การต้ังถิ่นฐานจะอยูบริเวณชายฝงทะเลท้ังดานตะวันออกและตะวันตก จากลักษณะ
ทาง ภูมศิ าสตรของภาคใต ทาํ ใหมคี นท่ตี างภาษาตางวฒั นธรรมอยา งหลากหลายเดินทางเขา มาภาคใตม ีท้ังชาว
พุทธ ชาวมุสลิม ตางเชื้อชาติกัน เชน คนไทย คนจีน และผูที่มีเช้ือสายมาเลย รวมท้ัง ชาวเมือง เชน ชาวเล
อาศัยอยูกัน วัฒนธรรมภาคใตจึงมีรูปแบบอันเปนเอกลักษณท่ีแตกตางกันในแตละพ้ืนที่ ดังน้ันภาคใตจึง เปน
สถานทที่ องเที่ยวท่ีนา สนใจเพราะมีภูมศิ าสตรที่งดงาม มชี ายฝงทะเลและมีวัฒนธรรมหรือการดํารงชวี ิต ที่เปน
เอกลกั ษณ

ภาคใต เปนดนิ แดนแหงหมเู กาะและทอ งทะเลอนั งดงาม อีกทั้งยงั มีความอุดมสมบูรณข อง
ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย นอกจากนี้ ศิลปวฒั นธรรมและวิถีชวี ิตของชาวใตยงั โดดเดน มเี อกลักษณแ ละ
เปยมเสนหช วนใหเขา ไปสมั ผัสและเรียนรอู ยางใกลชดิ จึงไมน าแปลกใจวา ในแตละปภ าคใตจ ดั เปนอกี ภาคท่ีมี
นกั ทอ งเท่ียวท้ังไทยและตา งชาติมาเทย่ี วชมมากมาย
สาํ หรบั จงั หวัดในภาคใต จากการแบง พน้ื ท่ีตามราชบณั ฑิตยสถาน มที ง้ั สิ้น 14 จังหวัด ดงั น้ี

1. กระบี่
2. ชมุ พร
3. ตรงั
4. นครศรีธรรมราช
5. นราธิวาส
6. ปต ตานี
7. พงั งา
8. พัทลงุ

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

9. ภูเก็ต
10. ยะลา
11. ระนอง
12. สงขลา
13. สตูล
14. สรุ าษฎรธานี

วฒั นธรรมท่เี กี่ยวกับศาสนา ความเชื่อของภาคใต
ประชากรทางใตประกอบดวยชุมชนชาวไทย-พทุ ธ และ ชุมชนชาวไทย-มุสลิม โดยพน้ื ท่ตี อนบน นบั

จากชมุ พรไปถึง พัทลุง สว นใหญจะเปน ชาวไทยนับถอื พุทธศาสนา สวนทางพื้นท่ีตอนลา งสว นใหญเ ปนชาวไทย
เชื้อสายมลายู (ไทย-มุสลมิ )

1) เชื้อชาติ ในดนิ แดนภาคใตของไทยนีเ้ ปน ทอี่ ยูอาศัยของชาวไทย ซึ่งจาํ แนกตามลกั ษณะเดนได
ดังนี้

- ชาวไทยพทุ ธ คนไทยในภาคใตต อนบนเปน คนไทยพุทธ ซึ่งมีขนบธรรมเนยี มประเพณที าง
พระพุทธศาสนา เชน เดยี วกบั คนไทยสว นใหญของประเทศ ประเพณีท่มี ีช่ือเสียง ไดแ ก ประเพณชี ิงเปรตและ
ประเพณชี ักพระ ของ จ.สุราษฎรธ านี เปน ตน
สว นคนไทยเช้ือสายจนี มปี ระเพณีบางอยา งทแ่ี ตกตา งออกไป เชน มเี ทศกาลถือศีลกนิ เจ ที่ จ.ภูเก็ต เปน ตน

- ชาวไทยมุสลิม ในประเทศไทยมจี ํานวนประมาณแสนคน ในจํานวนน้สี วนใหญอ าศัยอยูใ นเขตจงั หวัด
ชาย แดนภาคใต ชาวไทยมสุ ลิมใชภ าษาพืน้ เมืองเรียกวาภาษายาวี แตส ามารถพูดไทยได เพราะปจจุบันมี
โรงเรยี นของเอกชน และศูนยการศึกษานอกโรงเรียนเปดสอนวิชาสามัญและวิชาศาสนา ซ่งึ แตเ ดมิ ผปู กครอง
นักเรยี นไทยมสุ ลิม ตอ งสง เด็ก ไปเรยี นหาความรทู างศาสนากบั โตะ ครูในปอเนาะ ปจจุบันชาวไทยมุสลิมได
ดาํ รงตําแหนง ทางราชการที่สําคญั หลายตําแหนง เชน พฒั นากร นายอาํ เภอ ครูใหญ เปนตน โดยท่ัวไปชาว
ไทยมสุ ลมิ มนี ิสัยรักสงบ เคารพผปู กครองบานเมอื ง รกั ประเทศ ชาตแิ ละมีความเอื้อเฟอเผอ่ื แผเหมือนกับคน
ไทยทวั่ ไป

- ไทยใหมห รือชาวเล บรเิ วณชายฝง และเกาะบางเกาะของภาคใตท างดานทะเลอนั ดามันมีชาว
พน้ื เมืองท่ีเรียก วา ชาวเล หรอื ชาวน้ํา จํานวนเปน หมื่นคน กลุมชาวเลมสี ังคมภาษาพูดและขนบธรรมเนยี มที่
เปนลกั ษณะของกลมุ โดยเฉพาะ สนั นิษฐานวาชาวเลเหลา น้ีเปนเผา พนั ธเุ มลาเซยี นทเ่ี รรอนทางทะเลมาจากหมู
เกาะเมลาเซยี น ซ่ึงความจริงแลว ชาวเลนาจะ อาศยั อยูทางฝงตะวนั ออกของภาคใตเพราะอยูใกลห มเู กาะเมลา
เซยี นมากกวา แตชาวเลกลับไปอาศยั อยมู ากทางชายฝง ดานตะวนั ตก ซ่ึงยงั ไมทราบสาเหตทุ ่ีชดั เจนของการ
เลือกถน่ิ ฐานดังกลา ว ชุมชนชาวเลทีใ่ หญท ีส่ ดุ อยูทเ่ี กาะหลเี ปะ ใน หมเู กาะอาดัง หาดราไวย จ.ภูเก็ต เกาะ
สุรินทร จ.พังงา ปจจุบันชาวเลทต่ี งั้ ถ่ินฐานอยูอยางถาวรมีหลายแหง จึงตอ งมี การทาํ สํามะโนครัวและมกี ารตงั้
นามสกลุ ให เชน ทะเลลกึ ชางนํ้า หาญทะเล เปน ตน และไดเ ปลยี่ นชือ่ เรียกชาวเลเสียใหม วา ชาวไทยใหม

- เงาะหรือชนเผา ซาไก ชนเผาน้ีเปน ชนกลุมนอ ย มีรปู รางเตย้ี แคระ ผมหยกิ หยอง ยงั มอี ยูบางใน อ.
บัน นังสตา อ.ธารโต จ.ยะลาและในปา จ.ตรงั ยึดถือประเพณขี องชาวปา เชน เมือ่ มคี นตายจะยา ยที่ละทง้ิ
หมูบ า นไปอยทู ่ี ใหมทัง้ หมด เปน ตน

2) ศาสนา
ประชากรในภาคใตส ว นใหญเปน ชาวไทยนบั ถือพระพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณเี หมือนคน
ไทย โดยทัว่ ไป นอกจากนี้มพี ิธีการปลกี ยอ ยบางอยา งที่แตกตา งกันบาง นอกจากไทยพุทธแลว บริเวณทางตอน

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ใตของภาค โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดน ประชาชนในจงั หวัดเหลา นเ้ี กอื บรอยละ ๖๐ นับถือศาสนา
อิสลาม เมอื่ มีประชากรนบั ถือศาสนาอิสลามเปนจํานวนมากรองไปจากพระพุทธศาสนา ทางราชการจงึ ออก
กฎหมายรับรอง และไดว างระเบยี บ ตา ง ๆ เพ่ือใหเกิดประโยชนแกผนู บั ถือศาสนาอสิ ลามดวย เชน มกี ฎหมาย
วาดวยการทะเบียนมัสยดิ และไดมกี ารต้งั คณะ กรรมการกลางอิสลามแหง ประเทศไทย และคณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จังหวัดทมี่ ีผูนับถอื ศาสนาอิสลามจํานวนมาก เพ่ือใหคาํ ปรกึ ษาแกทางราชการเกยี่ วกับกจิ กรรม
ตาง ๆ ของศาสนาอสิ ลาม พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั ทางเปน ศาสนูปถัมภกของศาสนาอิสลามดว ย
นอกจากนีร้ ัฐบาลไดเ หน็ ความสาํ คัญของการประกอบพิธีการทางศาสนาของชาวไทย มุสลมิ อยา งมาก จงึ ได
สรางมสั ยดิ ที่มีขนาดใหญทส่ี ดุ ในประเทศไทยใหแกชาวไทยมุสลิมตง้ั อยูที่ จ.ปต ตานี

3) ภาษา
ชาวไทยในภาคใตไดอพยพยา ยถิ่นมาตั้งถ่ินฐานอยางถาวรอยูต ามจังหวดั ตาง ๆ เปนเวลานาน รวมทง้ั ได
ผสมกบั ชนพน้ื เมือง จึงทําใหมีผิวพรรณตางไปจากคนภาคอ่ืนบาง รวมท้ังภาษาพดู และมีทะเลที่ตั้งหางไกลจาก
เมือง หลวง การคมนาคมไมส ะดวก แยกกันมาหลายรอยป ภาษาจึงเปลี่ยนแปลงไปจากภาษาเดมิ ซึ่งความจรงิ
เพีย้ นไปตาม ทองถ่นิ แตยังเปนภาษาไทยอยู มสี าํ เนียง เสียงหว น และพดู เร็วกวาภาษาทางภาคเหนือ แต
จังหวดั ทม่ี ีประชากรพดู ตา ง กันไปคนละภาษาเลยก็คือในจังหวดั ชายแดนภาคใต ประชากรสว นใหญเปนชาว
ไทยมุสลิมนยิ มใชภ าษามลายู เม่อื พดู กนั นานเขา ก็ไมส ารมารถพูดและฟงภาษาไทยใหเ ขาใจได โดยเฉพาะผูท่ี
อยใู นชนบทหางไกลและไมไ ดเขาโรงเรยี นสอนภาษา ไทย ในการติดตอกบั ทางราชการจงึ ตองใชลามแปล

ความเปน มาดนตรีพน้ื บานภาคใต
คนในกลมุ ของภาคใตของไทย มีหลายเผา พันธุแ ละมีหลายกลมุ ในอดีตมีการตดิ ตอคาขาย มี

ความสัมพนั ธกับอนิ เดีย จนี ชวา - มลายู ตลอดจนติดตอกับคนไทยในภาคกลาง ทีเ่ ดินทางไปคา ขายติดตอกนั
ดว ย ในชนบทความเจรญิ ยังเขา ไปไมถ ึง ลักษณะของ ดนตรีพ้ืนบา น จงึ เปน ลกั ษณะเรียบงาย ประดษิ ฐอยาง
งา ย ๆ จากวัสดใุ กลต วั มีการรกั ษาเอกลกั ษณ และยอมใหม ีการพัฒนาไดน อยมาก ดนตรพี ้ืนบา นดง้ั เดิม นา จะ
มาจากเผาพนั ธุ เงาะซาไก ประเภทเครื่องตี โดยใชไ มไผลาํ ขนาดตาง ๆ กนั ตัดออกเปน ทอน สน้ั บางยาวบา ง
ตดั ปากของกระบอกไมไผ ตรงหรือเฉียง บา งกห็ มุ ดวยใบไม กาบของตนพืช ใชบรรเลง (ตี) ประกอบการขบั รอง
และเตน รํา เครื่องดนตรี คอย ๆ พฒั นามาเปน แตร กรับ ซึ่งลว นแลว แตม ีมาแตเดิมท้ังส้ิน

ในระยะตอมาหลงั จากมีการติดตอ การคาขายกับอินเดียและจีน การถายโยงวฒั นธรรมยอมเกิดขึ้น
สงั เกตไดอยางชดั เจนจาก ทบั (กลอง) ทใ่ี ชประกอบการเลนโนรา มีรองรอยอิทธิพลของอินเดยี อยา งชัดเจน
และการมอี าณาเขตตดิ ตอ กับชวา - มลายู ภาษาและวฒั นธรรมทางดนตรี จึงถูกถา ยโยงกันมาดวย เชน แถบ
จงั หวัดภาคใตท่ีตดิ เขตแดน อาจกลา วไดวาดนตรีพ้นื บาน ของภาคใตมอี ิทธพิ ลแบบชวา มลายูกย็ งั ไมผิด เชน
รํามะนา (กลองหนา เดียว)

ในชว งสมยั กรงุ ธนบุรี (พระเจาตากสินมหาราช) เมืองนครศรีธรรมราช มีความสัมพนั ธก ับภาคกลาง
อยางแนบแนน และเปน ศนู ยกลางความเจริญ ทางศิลปวัฒนธรรมดา นการแสดง และดนตรี จนมีชือ่ วา “เมอื ง
ละคอน” ในสมัยกรุงธนบรุ พี ระเจาตากสินมหาราช โปรดใหนาํ ละครจากเมืองนครศรีธรรมราช ไปฝกละครให
นกั แสดงในสมัยนน้ั จึงเปน การถายโยงวฒั นธรรม ดา นดนตรีกลบั ไปสู เมอื งนครศรีธรรมราชดวย เชน ปน อก
ซออู และซอดว ง

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ดนตรีพื้นบานภาคใตไ ดัรบั ใชส ังคมของชาวใต พอสรปุ ไดด ังน้ี
1. บรรเลงเพ่ือความรืน่ เรงิ คลายความเหนด็ เหนอื่ ย จากการทํางาน ซึง่ จะบรรเลงควบคูกันไป กบั การละเลน
และการแสดงเสมอ เพราะดนตรีพ้ืนบา นภาคใตน ั้น จะไมน ิยมบรรเลงลว น ๆ เพ่ือฟงโดยตรง แตจะนยิ ม
บรรเลงประกอบการแสดง
2. บรรเลงประกอบพิธีกรรม เพ่อื บวงสรวง หรอื ตดิ ตอ กบั สง่ิ ล้ีลบั เพราะในอดตี สังคมสวนใหญ ติดอยูกบั ความ
เชื่อเรือ่ งผี วิญญาณ เชน มะตือรี ของชาวไทยมุสสลิม โตะครึม ของชาวไทยพุทธ ที่ใชเ พื่อบรรเลงในงานศพ
โดยมีความเชอ่ื วา เปนการนําวิญญาณสสู คุ ติ การบรรเลงกาหลอ ในงานศพบทเพลงสวนหนึ่ง เปนการบรรเลง
เพือ่ ออนวอนเทพเจา ดนตรีชนดิ นีจ้ งึ มงุ ใหเหน็ ความศักดส์ิ ทิ ธิ์ มีอานุภาพใหเกดิ ความขลัง ยาํ เกรง
3. ใชบ รรเลงเพ่อื การสือ่ สาร บอกขา ว เชน การประโคมปด และประโคมโพน เปนสญั ญาณบอกขาววาท่ีวดั มี
การทาํ เรือพระ (ในเทศกาลชักพระ) จะไดเตรยี มขา วของไวทําบุญ และไปชว ยตกแตง เรือพระ หรอื การไดย ิน
เสียงบรรเลงกาหลอ กองไปตามสายลมก็บอกใหร วู า มีงานศพ ชาวบานก็จะไปชว ยทําบญุ งานศพกันทีว่ ดั น้นั ๆ
โดยจะสบื ถามวาเปน ใคร ก็จะไปเคารพศพ โดยไมต องพมิ พบัตรเชญิ เหมอื นปจจุบนั น้ี
4. ใชบ รรเลงเพอ่ื เสริมสรา งความสามัคคีในหมูคณะ เชน การบรรเลงกรือโตะ หรือบานอโดยชาวบาน จะ
ชว ยกันสรา งดนตรีชนดิ นขี้ ้ึนมา ประจําหมบู า นของตน และจะใชตแี ขงขันกับหมบู านอนื่ ๆ เพอื่ เปน การ
สนกุ สนาน และแสดงพลงั ความสามัคคี เพราะขณะท่จี ะมีการประกวดจะตองชวยกนั ทํา ถาแพกถ็ ือวา เปน การ
ปราชัยของคนทัง้ หมบู าน ซ่ึงถือวาเปนเรื่องธรรมดาของการแขงขนั ในโอกาสตอไปกจ็ ะตองชวยกนั ทาํ ใหม ให
ดีกวา เกา
เพลงพ้ืนบา นประจําภาคใต

ดนตรีพ้ืนบานภาคใต มีลักษณะเรียบงาย มีการประดิษฐเครื่องดนตรีจากวัสดุใกลตัวซึ่งสันนิษฐานวา
ดนตรีพ้ืนบานด้ังเดิมของภาคใตนาจะมาจากพวกเงาะซาไก ที่ใชไมไผลําขนาดตาง ๆ กัน ตัดออกมาเปนทอน
สั้นบางยาวบาง แลวตัดปากของกระบอกไมไผใหตรงหรือเฉียงพรอมกับหุมดวยใบไมหรือกาบของตนพืช ใชตี
ประกอบการขับรองและเตน รํา

จากนั้นก็ไดมีการพัฒนาเปนเคร่ืองดนตรีแตร กรับ กลองชนิดตาง ๆ เชน รํามะนา ที่ไดรับอิทธิพลมา
จากชาวมลายู กลองชาตรีหรือกลองตุกที่ใชบรรเลงประกอบการแสดงมโนราห ซ่ึงไดรบั อิทธิพลมาจากอินเดีย
ตลอดจนเครื่องเปา เชน ปนอกและเคร่ืองสี เชน ซอดวง ซออู รวมท้ังความเจริญทางศิลปะ การแสดง และ
ดนตรีของเมืองนครศรธี รรมราช จนไดชอื่ วาละคร

นอกจากน้ียังมีการบรรเลงดนตรีพื้นบานภาคใตประกอบการละเลนแสดงตาง ๆ เชน ดนตรีโนรา
ดนตรีหนังตะลุง ท่ีมีเครื่องดนตรีหลักคือ กลอง โหมง ฉิ่ง และเคร่ืองดนตรีประกอบผสมอื่น ๆ ดนตรีลิเกปาท่ี
ใชเคร่ืองดนตรีรํามะนา โหมง ฉิ่ง กรับ ป และดนตรีรองเง็ง ที่ไดรับแบบอยางมาจากการเตนรําของชาวสเปน
หรือโปรตุเกสมาตงั้ แตสมัยอยุธยา โดยมีการบรรเลงดนตรีท่ีประกอบดวย ไวโอลิน ราํ มะนา ฆอ ง หรือบางคณะ
ก็เพ่ิมกีตารเขาไปดวย ซ่ึงดนตรีรองเง็งน้ีเปนท่ีนิยมในหมูชาวไทยมุสลิมตามจังหวัดชายแดนไทย-มาเลเซีย
ดังน้ัน อาจกลาวไดวาลักษณะเดนของดนตรีพ้ืนบานภาคใตจะไดรับอิทธิพลมาจากดินแดนใกลเคียงหลายเช้ือ
ชาติ จนเกิดการผสมผสานเปนเอกลกั ษณเฉพาะทแี่ ตกตางจากภาคอนื่ ๆ โดยเฉพาะในเร่ืองการเนนจงั หวะและ
ลีลาที่เรง เรา หนักแนน และคึกคกั เปน ตน เพลงพนื้ บานเกดิ จากชาวบานเปน ผสู รา งบทเพลงและสืบทอดกันมา

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เย็นละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

แบบปากตอปากโดยการจดจําบทเพลงเปนคํารองงาย ๆ ที่เปนเร่ืองราวใกลตัวในทองถิ่นน้ัน ๆ จึงทําใหเพลง
พ้นื บานของไทยในภาคตาง ๆ มีความแตกตา งกันออกไป
เครอ่ื งดนตรีและวงดนตรขี องภาคใต
เครื่องดนตรภี าคใตป ระเภทดีด ในภาคใตไมมเี ครื่องดนตรีประเภทนี้ จะมีแตของพวกเงาะซาไก ที่ใชไมไผ 1
ปลองมากรีดเอาผิวของไมไผให เปน ร้ิว ๆ ทาํ หมอนรองรว้ิ ผิวไมไ ผห ลาย ๆ ร้วิ แลวใชนิ้วดดี หากพบการบรรเลง
ดว ยจะเข หรอื พณิ เปนเครอื่ งดนตรีของภาคอ่ืน ทีเ่ ขาไปในระยะหลัง ซ่ึงไมน บั เปนดนตรีพน้ื บาน ของภาคใต
เครือ่ งดนตรีภาคใตป ระเภทตี มีหลายชนดิ ไดแก
- ทับ เปน กลองทําดว ยไมเนื้อแข็งเอวคอดปากบาน ทายเรียวบานออกเลก็ นอย ขึงดวยหนังสัตวหนาเดยี ว ขึง
หนงั ดวยหวายรดั ดึงใหต งึ มหี ลายขนาดต้ังแตเ สน ผา ศูนยกลาง ดา นหนา 5 นว้ิ ใชบ รรเลงประกอบ การแสดง
หนังตะลุง เรียกวา ทับหนัง ขนาด 8 นวิ้ ใชบรรเลงประกอบ การเลนโนราเรียกวา ทบั โนรา ขนาดใหญ 12
นิว้ ใชบรรเลงในการเลนโตะครมึ เรยี กวา ทบั โตะ ครึม
- โหมง คือ ฆองคทู ําดว ยโลหะ ใบเล็ก 1 ใบ ใบใหญ 1 ใบ ประกอบอยูในกลองไมใ หเ กดิ เสียงกอ ง เวลาบรรเลง
มีไมต หี ุมยางหรือผา ไมใ หเ สยี งแตกและมีไมเ น้ือแข็ง 4 เหลย่ี ม 1 อัน เอาไวส มั ผสั กับหนาโหมง ใหห ยุดเสียง ใช
บรรเลงประกอบการเลนหนงั ตะลงุ โนรา และลเิ กปา แตเดิมใชไ มทําโหมง เรยี กวา โหมง ฟาก ตอมาได
ววิ ฒั นาการมาเปนหลอดว ยเหล็ก และทองเหลือง มาโดยลาํ ดับ เรียกวา โหมงเหล็กและโหมงหลอ

จังหวะ
เนนจังหวะทส่ี นุกสนาน คึกคัก ใหความรูส ึกฮึกเหิม ตน่ื เตน เรา ใจ โดยจะเนน เคร่อื งดนตรีประเภท

เครอ่ื งตเี ปน หลัก

ใบความรู้ เรอ่ื ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง

ทาํ นอง
มีความสูง-ตา่ํ ของเสยี งดนตรี ทําใหผ ฟู ง และผชู มเพลิดเพลิน สนกุ สนาน ดนตรีมคี วามกระชับและหนกั

แนน
การประสานเสียง

มีการขับรองทเี่ หมาะสมกลมกลนื กับเสยี งดนตรที ี่มีความเฉียบขาดและรุกเรา
เนื้อดนตรี

ดนตรีพนื้ บานภาคใตเ นนจังหวะมากกวาทาํ นอง ใหความรูสึกทห่ี นักแนน เขม แข็ง คึกคกั สนุกสนาน
ใชภาษาถนิ่ ในการขับรอง ในบางครงั้ กจ็ ะขบั รองโดยการใชภาษามลายูรว มดวย

เกรด็ ความรู มีเคร่อื งดนตรปี ระมาณ ๖ อยา ง ไดแก ปช วา ๑ เลา
วงดนตรหี นังตะลุง กลองชาตรี ๑ ใบ ทบั ๑ คู
กรบั หรอื แตระ ๑ คู
โหมง ๑ คู
ฉ่งิ ๑ คู

ใบความรู้ เรอื่ ง ดนตรพี ืน้ บา้ น 4 ภาค ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑
รวบรวมขอ้ มลู โดย : ครูพรปวีณ์ เยน็ ละมอ่ ม โรงเรยี นมธั ยมตากสนิ ระยอง


Click to View FlipBook Version