51
ลาดบั ข้ันตอนการปฏิบตั ิ
1. การเตรียมโฟมปกั ดอกไมส้ ด
1.1 ตดั โฟมปักดอกไม้สด ขนาด 1/3 กอ้ น นากอ้ นโฟมปกั ดอกไม้สดไปแช่นา้ ใหน้ า้ ซึม
เขา้ กอ้ นโฟมปกั ดอกไมส้ ดจนกว่าจะอิ่มตวั ทง้ิ ไว้ในนา้ ประมาณ 20 นาที แลว้ เอาข้ึนพักไว้
1.2 ตัดกอ้ นโฟมปักดอกไม้สดตามรูปแจกนั ใหส้ งู กวา่ ปากแจกันประมาณ 1½ นว้ิ
2. การเตรยี มดอกไม้ใบไม้
2.1 ดอกสเปรย์คาร์เนช่ันแยกเป็นกงิ่ เลก็ เดด็ ใบตดั ก้านแชน่ ้าไว้
2.2 ดอกแคสเปยี ตัดก้านแชน่ ้า
2.3 ดอกสแตติสตดั ก้านแชน่ ้าไว้
2.4 ดอกกุหลาบเด็ดใบและหนามตดั ก้านแช่นา้
2.5 โปร่งฟ้ าแกะออกจากมดั แลว้ ห่อด้วยผ้าขาวบางชุดน้าพอหมาด
3. การปกั ดอกไม้ใบไม้
3.1 ปักดอกแคสเปี ยเพ่ือขึ้นกรอบของงาน โดยเริ่มจากด้านบนและด้านล่างให้ต้ัง
กรอบรปู ทรงตวั S
3.2 ปกั ใบโปร่งฟา้ ตามกรอบรปู ทรงทีป่ กั ดอกแคสเปียไว้
3.3 เริ่มปักดอกสแตติสโดยให้อยู่ในกรอบ ปักจุดต่าง ๆ โดยเริ่มจากด้านบนสุดและ
ดา้ นลา่ งสดุ ก่อน
3.4 ปักดอกสเปรยค์ าร์เนชน่ั ไปตามรปู ทรง โดยเร่มิ จากด้านบนก่อน
3.5 ปักดอกกหุ ลาบ จานวน 15 ดอก เริ่มจากดา้ นบนปกั ไล่ลงมาด้านล่างท้ังด้านหน้า
และด้านหลงั
4. การปกั ใบไมแ้ ละดอกไม้แซม
4.1 ใบโปรง่ ฟ้าและดอกแคสเปียแซมใหท้ ัว่ แจกนั ตกแต่งใหส้ วยงาม
4.2 เกบ็ ความเรยี บรอ้ ยอีกครัง้
เทคนคิ การปฏบิ ัติ
กอ่ นการจดั ดอกไมร้ ูปทรงตวั S
ใหก้ าหนดรปู ทรงไว้เสยี ก่อนโดยการร่างแบบ
ขอ้ เสนอแนะ
การขึ้นรูปทรงการจัดดอกไม้รูปทรงตัว S น้ัน ถ้าไม่มีดอกแคสเปียอาจใชด้ อกไม้ ใบไม้ชนิดอื่น
แทนได้ ถ้าก้านดอกไม้ไม่โค้งตามต้องการก็ให้ใช้ลวดเบอร์ 30 พันก้านดอกไม้เสียก่อนจะทาให้ดัดก้าน
โคง้ งอได้
52
สรุปการจดั ดอกไมร้ ูปทรงตวั เอส ( S ) นน้ั เหมาะสาหรบั การตัง้ ในพน้ื ท่แี คบและสงู เชน่ มมุ
หอ้ ง หรือตามหลังตทู้ ี่มพี ืน้ ทจ่ี ากดั ในทางสงู เปน็ ตน้
ลาดับขน้ั การปฏิบัตงิ าน การจดั ดอกไมร้ ปู ทรงตัวเอส ( S )
3.8 การจัดดอกไมร้ ูปทรงพระจนั ทรเ์ สี้ยว
การจัดดอกไม้รูปทรงพระจันทร์เสี้ยว เป็ นรูปทรงท่ีแสดงให้เห็นถึงความอ่อนช้อย
ของศิลปะในการจัดดอกไม้ ซ่ึงสามารถกาหนดรูปทรงได้ตามจินตนาการเป็นพ้ืนฐานในการออกแบบ
การจดั ดอกไม้ในขั้นตอ่ ๆ ไป สามารถจดั ไดท้ ้ังพระจนั ทรเ์ สี้ยวหงายและพระจนั ทร์เส้ยี วแบบคว่า
วสั ดแุ ละอปุ กรณ์
1. กอ้ นโฟมปักดอกไม้สด 1/2 ก้อน 2. ดอกกุหลาบ 20 ดอก
3. ดอกสแตตสิ 3 กง่ิ 4. ดอกแคสเปยี 2 กง่ิ
5. ใบโปรง่ ฟ้า 13 ใบ 6. ผา้ เช็ดมือ 1 ผนื
7. กรรไกรตดั กิง่ ไม้ 1 เลม่ 8. มดี บาง 1 เล่ม
9. . ถงั พักดอกไม้ 1 ใบ 10. ที่ฉีดนา้ 1 อัน
11. ผ้าขาวบาง 1 ผืน
12. แจกันทรงแนวนอนหรือกลมเตย้ี 1 ใบ
53
ลาดับขนั้ ตอนการปฏิบตั ิ
1. การเตรยี มกอ้ นโฟมปกั ดอกไม้สด
1.1 นาก้อนโฟมปักดอกไม้สด ½กอ้ น แช่ลงในกระป๋ องน้าเพอื่ ให้กอ้ นโฟมปักดอกไม้
สดดูดซมึ น้าเข้าก้อนโฟมปักดอกไมส้ ดไดเ้ ต็มที่รอจนกวา่ ก้อนโฟมปักดอกไมส้ ดจะจม ประมาณ 20
นาที
1.2 นาก้อนโฟมปักดอกไม้สดมาเฉอื นตามรปู ทรงของแจกัน แล้วใส่ลงในแจกนั ให้
สงู กว่าปากแจกนั ประมาณ 1 นว้ิ
2. การเตรียมดอกไมแ้ ละใบไม้
2.1 ดอกสแตติส แยกเปน็ กงิ่ ๆ ตดั กา้ นเลก็ น้อย แช่น้าเตรยี มไว้
2.2 ดอกแคสเปียตัดกา้ นออกแยกเปน็ กง่ิ ๆ แช่นา้ ไว้
2.3 โปรง่ ฟ้ า แกะออกจากกาใชผ้ ้าขาวบางชุบน้าหมาด ๆ หอ่ ไว้
2.4 ดอกกุหลาบ เด็ดใบ ริดหนาม ตัดกา้ นเลก็ น้อยแช่น้าไว้
1. การปักดอกไมใ้ บไม้
3.1 ปกั ดอกแคสเปียข้นึ รูปใหเ้ ป็นพระจนั ทรเ์ สยี้ ว
3.2 ปักใบโปร่งฟ้ าในกรอบที่ขึ้นรูปไว้
3.3 ปักดอกสแตตสิ เป็นรปู ทรงโคง้ ตามรูปทรงของแจกัน โดยเรมิ่ จากโค้งดา้ นบนตรง
สว่ นแหลมทัง้ 2 ดา้ น โดยปกั ใหไ้ ล่ลงมาทงั้ 2 ด้าน
3.4 ปักดอกกหุ ลาบตามรปู ทรงพระจันทร์เส้ยี ว โดยเรมิ่ จากมุมแหลมด้านบนกอ่ น
ท้งั ด้านหนา้ และหลงั รวม 20 ดอก
4. การปกั ใบไม้
เก็บรายละเอียดอีกครั้งเพ่อื ความเรียบร้อยและสวยงามทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาจ
เพ่ิมเตมิ ใบโปร่งฟา้ อีกไดต้ ามความเหมาะสม
เทคนิคปฏิบตั ิ
การกาหนดจุดปกั ดอกไมร้ ปู ทรงพระจนั ทรเ์ สย้ี วต้องออกแบบลักษณะรปู ทรงไวก้ อ่ น
ขอ้ เสนอแนะ
การใช้ดอกไม้ในการขึ้นรูปทรงพระจันทร์เส้ียว อาจใช้ดอกไม้ชนิดอื่นที่มีตามฤดูกาลและ
ดอกไม้ในท้องถ่ินได้ตามความเหมาะสม ถ้าก้านดอกไม้โค้งตามรูปท่ีต้องการควรใช้ลวดเล็กพันก้าน
เสียก่อน จะทาให้ดัดก้านไปตามรูปท่ีต้องการได้ง่ายข้ึน และในการออกแบบอาจเปลี่ยนแปลงมุมของ
พระจันทร์ได้ตามความเหมาะสม เช่น พระจันทร์หงายเหมือนตัวอย่าง หรือจะเป็นพระจันทร์คว่า
พระจนั ทรเ์ อียงซ้าย หรือเอยี งขวา เปน็ ตน้
54
สรุปการจัดดอกไมร้ ูปทรงพระจันทรเ์ สย้ี ว สามารถนาไปใชใ้ นการจดั ดอกไมท้ ีโ่ พรเดยี มดอกไม้
กรอบรูป หรือดัดแปลงในการจัดพวงหรดี รวมทั้งการจดั แสดงในงานนิทรรศการต่าง ๆกเ็ ปน็ ทน่ี ิยมอีก
แบบหนง่ึ
ใบความรูท้ ี่ 4 หนว่ ยที่ 4
หลกั สูตร ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ สอนครั้งที.่ ..11-15
รหัสวชิ า 2701-2120 ชอ่ื วชิ า การจดั ดอกไม้ เวลา.....20.......ชม
ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ การจดั ดอกไม้ตกแตง่ สถานที่ในโอกาสตา่ ง ๆ
1. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1.1 จดุ ประสงค์ทว่ั ไป
มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเก่ียวกบั รปู แบบการจัดดอกไม้แบบสากล หลักการจัดดอกไม้ใน
งานแต่งงาน การจัดช่อบูเก้กุหลาบ ตวั อย่างการจัดดอกไมใ้ นงานศพ
1.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
อธบิ ายเกย่ี วกับรปู แบบการจดั ดอกไม้แบบสากล หลักการจัดดอกไม้ในงานแตง่ งาน
การจดั ชอ่ บเู ก้กหุ ลาบ ตวั อยา่ งการจดั ดอกไมใ้ นงานศพ
2. สมรรถนะ
55
จดั ดอกไม้ตกแต่งสถานที่ในโอกาสตา่ ง ๆ
3. เน้ือหาสาระ(อาจมรี ปู ภาพประกอบ)
การจดั ดอกไม้ตกแต่งสถานท่ใี นโอกาสตา่ ง ๆ
1. รูปแบบการจัดดอกไม้แบบสากล
การจดั ดอกไมแ้ บบสากล คือ ถอื เป็นศาสตร์อยา่ งหนึ่งทีจ่ าเป็นตอ้ งอาศยั ทักษะ ประสบการณ์
เพราะจะต้องใช้ดอกไม้ท่ีแตกต่างกันในหลากหลายสี การไล่โทนสี การนาเอาดอกไม้หรือใบไม้
ตลอดจนวัสดุต่าง ๆ มาจัดให้อยู่ในองค์ประกอบทางศิลปะ ซ่ึงต้องมีความสัมพันธ์กัน และทาให้เกิด
มุมมองท่ีสวยงาม นับได้ว่าเป็นศิลปะและวิวัฒนาการท่ีสืบทอดกันมาช้านาน การจัดดอกไม้โดยส่วน
ใหญ่นิยมจัดเลียนแบบดอกไมส้ ดธรรมชาติ
ดอกไม้สไตล์ Topiary
โทปอิ าร่ี (Topiary) เป็นศิลปะการตกแต่งไมพ้ ุ่มให้เปน็ รูปทรงตา่ งๆ โดยเฉพาะรูปทรงเรขาคณิต
เช่น รูปทรงกลม รูปสามเหล่ียม หรือรูปสี่เหล่ียม รวมท้ังการตกแต่งให้เป็นรูปคน สัตว์ หรือส่ิงของ
ต่างๆ ซ่ึงศิลปการตกแต่งดังกล่าวน้ีเป็นที่นิยมต้ังแต่ยุคโบราณจนกระท่ังถึงปัจจุบันนี้และต่อมานักจัด
ดอกไม้ก็ได้นาศิลปะการจัดโทปิอาร่ีมาใช้ในการจัดดอกไม้ด้วย โดยโทปิอารี่ที่จัดง่ายที่สุดคือรูปทรง
กลม และดอกไมท้ จ่ี ัดโทปิอาร่ไี ดส้ วยทสี่ ดุ กค็ อื ดอกกหุ ลาบน่นั เอง
การจดั ดอกไมร้ วม
56
การจัดดอกไม้รวมให้ออกมาดี คือ ดอกไม้แต่ละแบบตอ้ งส่งเสริมซ่ึงกันและกัน และการส่งเสริม
กนั น้ี จะทาให้ความงามของดอกไมส้ มบูรณ์ย่ิงข้นึ
การจดั ดอกไม้สโี ทนร้อน
สีโทนร้อนไดแ้ ก่ สีแดง สีส้มหรือสีแสด สีเหลือง สีม่วง เป็นตน้ สีโทนร้อนเป็นสีท่ีแสดงถึงพลัง
ความบา้ คลั่ง ความตน่ื เต้นเร้าใจ การเย้ายวน ความกระฉับกระเฉง และไม่พา่ ยแพ้ง่าย ๆ ถ้าคุณจะจัด
ดอกไม้โทนร้อนในบา้ น ควรเลือกมมุ ท่ีแสงแดดส่องถงึ การจัดลาดับสีโทนร้อนมคี วามหลากหลาย ที่จะ
ทาใหค้ ณุ มคี วามคิดสร้างสรรค์แบบไม่จากัด
การจัดดอกไม้สีโทนอ่อน
สโี ทนออ่ นเป็นสีเย็นตา เช่น สขี าว มกั ใชใ้ นโอกาศสาคญั เกย่ี วกับทางศาสนา เช่น งานแต่ง
ดอกไม้สขี าวเปน็ ทางเลอื กคลาสสคิ ความงามตามธรรมชาติของดอกไม้สีอ่อน ทาใหด้ ดู ขี ึน้ ไดด้ ้วยการ
เลือกใบอย่างชาญฉลาด ภาชนะทใี่ ส่ถ้าเป็นดอกสขี าว ภาชนะอาจจะเลือกให้อยใู่ นโทนเดียวกนั ก็ได้ จะ
ให้ความงามทสี่ บายตา และดูมรี สนยิ ม
การจัดดอกไม้ขนาดใหญ่
57
การจัดดอกไม้ขนาดใหญ่ ต้องการภาชนะที่ใหญ่และหนัก ภาชนะที่ใช้อาจจะเป็นแจกันขนาด
ใหญ่ โอ่งขนาดเล็กหรือกลาง หรือง่าย ๆ ถังสีที่คุณใช้แล้ว ทาความสะอาดสักหน่อย ก็จะให้ความสวย
ท่ีไม่แพ้กับแจกันราคาแพง ย่ิงเป็นการจัดดอกไม้ใหญ่เท่าไร ความสาคัญของภาชนะก็ยิ่งเพ่ิมมากขึ้น
เนือ่ งจากเป็นจุดสนใจดว้ ย
การจดั ดอกไมส้ มัยใหม่
การจดั ดอกไม้แบบสมัยใหม่ ดเู หมอื นจะได้รบั อทิ ธิพลมาจากญปี่ ุน่ เป็นอันมาก โดยมีอิทธพิ ลของ
จิตรกรเป็นส่วนประกอบด้วย เพราะลักษณะรปู แบบในการจัดดอกไม้ตามแบบสมัยใหม่ มที ีท่าสอ่ ไปใน
รูปแบบท่ีคานึงถึงความง่าย ความสะดวก เช่นเดียวกับการจัดดอกไม้แบบญ่ีปุ่น ไม่พิถีพิถันในการ
เลือกสรรวัสดุการจัดและอุปกรณ์แต่อย่างได หากแต่ว่าได้เน้นหนักไปในทางที่จะต้องทาให้ได้ส่วน
สัมพันธ์และรับกันกับแบบของเคร่ืองเรือนหรือลักษณะและรูปแบบของห้องที่นามันไปประดับเป็น
ส่วนประกอบมากกวา่ อ่ืนใดทัง้ หมด
ความสวยงามละลานตาตามคติเก่าๆ ในการจัดดอกไม้ แทบจะไร้ความหมาย สาหรับการจัด
ดอกไม้ตามแบบสมัยใหม่นี้ เหตุน้ีเอง หลักสาคัญในการจัดดอกไม้แบบน้ีจึงข้ึนอยู่กับแนวหรือเส้นของ
รูปพรรณ อันเปน็ ผลทาใหไ้ มแ้ ละใบไม้ได้เข้ามามีบทบาทสาคัญยิ่งกวา่ ดอกไม้เสยี ด้วยซา้
การคานึงในเร่ืองของสีได้เป็นสิ่งที่พึงระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษทีเดียว เพราะรสนิยมของคนใน
สมัยใหม่น้ัน ส่วนมากมักไม่ใคร่ชอบสีที่ตัดกันอย่างแท้จริง หากแต่ชอบสีท่ีกลมกลืนคล้ายคลึงกัน
มากกว่า เช่น ห้องสีแดง ก็มักจะจัดดอกไม้สีแดงแก่หรืออ่อน หรือสีชมพู หรือสีส้ม อย่างใดอย่างหน่ึง
หรือทั้งสองสามอย่างควบคู่กัน ทั้งนี้ตอ้ งแลว้ แต่รสนิยมของแต่ละบุคคล ย่ิงไปกวา่ น้ัน แม้การเลือกสจี ะ
เป็นสีที่มีโทนเดียวกัน แต่ก็ยังต้องคานึงถึงน้าหนักของสีอีกด้วย กล่าวคือ มักจะไม่นิยมใช้สีที่สดกว่า
หรือแก่กว่ากันจนเกินไป ถ้าสมมุติว่า ห้องน้ันเป็นสีอ่อนหรือสีจางๆ ก็มักจะต้องใช้ดอกไม้สีอ่อนหรือ
จางด้วย จะเขม้ กว่าหรอื จางกว่ากเ็ พยี งเลก็ นอ้ ย ไม่แตกต่างกันจนเกินไปนกั
58
การจดั ดอกไมแ้ บบสมัยใหมน่ นั้
เราอาจจะแบง่ ออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. แบบโมเดิรน์ หรือแบบทนั สมัย
2. แบบแอ๊บสแตร็ค หรือแบบคานึงถงึ สัญลกั ษณม์ ากกว่าความสมจริง
3. แบบแฟนซี หรอื แบบที่ดูแปลกๆ พสิ ดาร
ลักษณะ วธิ กี าร และรปู แบบ การจัดดอกไม้แบบสมยั ใหม่ทัง้ 3 ประการนั้น ส่วนใหญม่ ิได้
แตกต่างกันมากนัก เพราะหลักการสาคญั ทย่ี ึดถืออยกู่ ค็ ือ เสน้ หรือแนวนนั้ เอง จนอาจจะกลา่ วได้วา่
เปน็ การจัดแบบเดยี วกนั แต่ทแี่ ยกประเภทเอาไวน้ ้ัน กเ็ พอื่ ทีจ่ ะใหเ้ ปน็ ทเี่ ห็นได้ชัดเจนขน้ึ และเปน็ การ
สะดวกทีจ่ ะทาความเข้าใจกันในโอการตอ่ ไปเทา่ นั้น
งานศลิ ปะนั้น ไม่วา่ จะเป็นศิลปะประเภทใด ต่างก็ตอ้ งการรูปแบบท่สี รา้ งสรรค์ เปน็ ตัวของ
ตวั เอง ไม่ลอกเลียนแบบใคร ทั้งนี้หากเราสร้างสรรคง์ านศิลปะได้แตเ่ พยี งวธิ ีที่ต้องลอกเลียนแบบเสีย
แลว้ งานก็ย่อมไม่ก้าวหน้า ความสามารถก็จะมอี ย่ใู นขอบเขตทจ่ี ากดั ถา้ เปรยี บเทยี บ กจ็ ะเหมอื นกับ
นกแก้วหรือนกขนุ ทองทพ่ี ูดไดก้ เ็ ฉพาะถอ้ ยคาทเี่ จ้าของสอนเอาไวใ้ ห้พูดเท่านั้น จะคิดหรอื พูดคาอน่ื ๆ
ไมไ่ ด้ ซ่ึงมันไมผ่ ดิ อะไรกับเครื่องจกั ร ดังเชน่ วิทยุ โทรทัศน์ ทีจ่ ะเกดิ ภาพหรือมเี สยี งก็แตเ่ ฉพาะที่คนจดั
รายการสง่ ออกอากาศเทา่ น้นั คนทีร่ ับฟังหรือชมอยู่ แม้จะอยากชมส่งิ แปลก ก็ไมส่ ามารถฟงั หรือชมได้
ดังใจปรารถนา ค่าของมนั ก็ลดนอ้ ยลง คราวน้ถี ้าเรามาลองสมมุติกันดูวา่ หากเรามโี ทรศัพทท์ ี่สามารถ
จะให้ภาพใหเ้ สยี งได้ตามท่ใี จเราตอ้ งการจะไดเ้ ห็นไดย้ นิ หรือมวี ิทยุท่ีสามารถสง่ เสียงเพลงทีเ่ ราตอ้ งการ
ฟังไดท้ กุ ขณะทกุ เวลา วิทยหุ รือโทรทศั น์เคร่อื งนน้ั ๆ จะกลายเปน็ ของที่มีคา่ เลอเลศิ เพยี งใดเห็นจะไม่
จาเป็นต้องพูดถึงกนั อีก
การจดั ดอกไมแ้ บบญี่ป่นุ หรอื อิเคะบะนะ
การจดั ดอกไม้ อิเคะบะนะ เป็นศลิ ปะการจัดดอกไมด้ ัง้ เดิมแบบญปี่ ุ่นซ่งึ เปน็ การจัดดอกไม้ ก่งิ ไม้หรือ
หญา้ ธรรมชาติไว้ในแจกัน โดยมเี ทคนิคการจดั แบบต่างๆเพ่ือไว้ชม
59
ความเปน็ มาของอิเคะบะนะ
การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น มีประวัตคิ วามเป็นมายาวนานกว่า 500 ปี เร่ิมข้ึนในสมัยของมูโรมา
ชิ ที่วัดร็อกกะกุโด ในเมืองเกียวโต วัดน้ีได้ถูกค้นพบโดยเจ้าฟ้าชายโชโตกุ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสาคัญใน
ประวตั ิศาสตร์ของญี่ปุน่ พระองค์ ได้พระราชทานชอ่ื “อเิ คโนโบ” แก่นักบวชผู้หนึง่ และนักบวชผู้นเี้ อง
ไดเ้ ปน็ ผู้วางรากฐานและสร้างคอนเซปต์ของศิลปะการจัดดอกไม้แนวใหม่ และสืบทอดให้อาจารย์ใหญ่
ทา่ นต่อๆมาไดส้ านตอ่ ศลิ ปะเก่าแกอ่ นั งดงามของแดนอาทติ ย์ อุทัยจนถงึ ปัจจบุ นั
สาเหตทุ ที่ าใหเ้ กิด อเิ คะบานะอาจยอ้ นกลบั ไปถึงการบูชาดว้ ยดอกไมต้ ามพิธีกรรมในวัดทาง
ศาสนาพทุ ธ ซง่ึ เรม่ิ ในศตวรรษท่ี 6 ในการจดั ดอกไม้อยา่ งหยาบๆ
โครงสร้างพ้นื ฐานของอเิ คะบะนะ
ใชก้ ่ิงสาคญั 3 กงิ่ เปน็ แกน แสดงความสอดคล้องของธรรมชาติและมนษุ ย์ ได้แก่
1. เทง็ หมายถงึ สวรรค์ จดั ก่งิ ไวส้ ูงสุด
2. ชิ หมายถึง โลก จัดกง่ิ ไวต้ า่ สดุ
3. จิ้น หมายถึง มนุษย์ จดั อยู่ระหว่างสวรรคก์ ับโลก
การจดั อเิ คะบานะ มที ง้ั หมด 3 แบบ
60
1. อิเคะบะนะแบบด้ังเดิม (การจัดในแนวตั้ง) หรือ ริกะ Rikka : ปรากฎข้ึนในศตวรรษที่ 15
การจัด การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น แบบริกกะซ่ึงมุ่งสะท้อนถึงความย่ิงใหญ่ของธรรมชาติ ได้กาหนด
เง่ือนไขไว้ว่าควรจัดดอกไม้เพ่ือบรรยายภาพภูเขาพระสุเมรุ ซึ่งถือเป็นภูเขาในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ทาง
พทุ ธศาสนาและเปน็ สญั ลกั ษณแ์ หง่ จกั รวาลดว้ ย
2. อิเคบานะแบบสมยั ใหม่ ใน ค.ศ.1890 หลังจากยุคปฏิรปู เมจิท่ีนายคุ สมัยใหมแ่ ละความเปน็
ตะวันตกมาสปู่ ระเทศญีป่ ุน่ มกี ารพฒั นารปู แบบใหม่ของอเิ คบานะเรยี กว่าโมริบานะ
(Moribana : กองดอกไม)้ การจดั ดอกไม้แบบญ่ปี นุ่ รูปแบบโมริบานะสอดคลอ้ งกบั การนา
ดอกไม้ตะวันตกมา รูปแบบโมรบิ านะเปน็ การรเิ ร่ิมความมอี ิสระในการจดั ดอกไมด้ ว้ ยการ
ยอ่ ส่วนของภูมิทัศนห์ รอื ทศั นยี ภาพของสวน การจดั ดอกไม้แบบญี่ปุ่น การจัดดอกไมแ้ บบนใี้ ห้
ความเจรญิ ตาไมว่ า่ จะตง้ั อยู่ ณ ท่ีใดและสามารถดดัดแปลงใหห้ มาะสมกบั ทงั้ สถานการณ์ที่เป็น
ทางการและไมเ่ ป็นทางการ
3.
อิเคะบะนะขนาดเล็ก (นะเงะอิเระ) เกดิ ขึ้นเมือ่ ปลายศตวรรษที่ 16 มีขนาดเล็กรปู แบบการจัด
ดอกไมท้ ่ีมีวนิ ัยจดั แตเ่ รียบงา่ ย เกดิ ขึน้ ในฐานะเปน็ สว่ นหนง่ึ ในพิธชี งชา การจดั ดอกไม้ตามรูปแบบนี้
ควรจดั ดอกไมใ้ สใ่ นแจกนั ใหด้ ูเป็นธรรมชาติมากทีส่ ุดไมว่ ่าวสั ดุทใี่ ชจ้ ะเป็นอะไรก็ตาม
61
หลกั ในการจดั ดอกไมใ้ นงานเเตง่ งาน
ดอกไม้ในงานแต่งงาน เปรียบได้กับเครื่องประดับช้ินสวยของงาน ท่ีเจ้าภาพจัดเตรียมไว้
ต้อนรับสร้างความประทับใจให้กับแขกเหร่ือ และยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยทาให้ความทรงจาที่เก็บ
ไว้ในภาพถ่ายงดงาม
นักจัดดอกไม้ได้เห็นพ้องต้องกันว่า การจัดดอกไม้ในงานแต่งงานไม่ได้ยึดถือเร่ืองเทรนด์เป็น
สาคัญ ขึ้นอยู่กับฤดูกาลของดอกไม้และความชอบของคู่บ่าว-สาวมากกว่า ดังนั้นก่อนจะไปพบนักจัด
ดอกไม้ คุณควรทาการบ้านโดยการพดู คยุ ตกลงกันวา่ ด้วยประเดน็ ต่างๆดังตอ่ ไปน้ี
ต้องมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนในใจ ว่าจะจัดงานแต่งงานแบบไหน ชอบดอกไม้โทนสีอะไร สไตล์ไหน
ทุกวันน้ีคนนิยมจัดดอกไม้โทนสีขาว-เขียว เพราะเป็นสีที่ปลอดภัยหายห่วง ดูเรียบร้อยและโก้หรู แต่
เวลาถา่ ยรปู ออกมาสีอาจจืดชืดไป ถ้าคณุ ชอบสีสันสดใส แนะนาใหล้ องจัดธมี สแี ดง-ชมพู หรือสีเหลอื ง-
สม้ โทนสเี หลา่ น้มี ีดอกไม้ใหเ้ ลือกใชไ้ ดม้ ากมายหลายชนิด
เม่ือเห็นพ้องต้องกันแล้ว อย่าลืมถามความเห็นชอบของครอบครัวด้วย โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ที่
ช่วยซพั พอร์ทงบประมาณการจดั งานแตง่ งานให้คณุ หากขดั แยง้ กนั ควรพูดคุยใหเ้ ข้าใจ ดีกวา่ ตอ้ งมาร้ือ
หนา้ งาน เพราะจะเป็นเรือ่ งว่นุ วายมาก
หาสถานท่ีจัดงานให้เรียบร้อยเสียก่อน คอนเซ็ปต์ของดอกไม้ที่คุณคิดไว้ควรไปกันได้กับสไตล์
ของห้องท่ีจะจัดงาน เช่น ถ้าห้องหรูหรา ใหญ่โต แต่อยากจัดดอกไม้สไตล์มินิมัลลิสม์คงไม่เหมาะ
เพราะดอกไมจ้ ะจมหายไปทนั ที
งบประมาณ ข้นึ อยู่กับวา่ เจา้ บ่าวเจ้าสาวให้ความสาคัญกับดอกไม้ในงานแต่งงานมากแค่ไหน นกั
จัดดอกไม้ส่วนใหญ่ชอบให้ลูกค้าบอกงบประมาณในใจมาก่อน เพราะจะทางานไดง้ ่ายข้ึน รู้วา่ ควรจะค
รีเอทมากแค่ไหน เพราะถ้าให้คิดไปก่อนโดยไม่บอกงบประมาณ บางคนอาจมีไอเดียบรรเจิด อยาก
62
สร้างสรรค์งานของคุณให้สวยที่สุด แต่สุดท้ายก็ทาไม่ได้ เพราะติดเร่ืองงบประมาณ ทาให้เสียเวลากัน
ทง้ั สองฝ่าย
เมื่อทราบงบประมาณคร่าวๆ นักจัดดอกไม้จะดีไซน์การจัดดอกไม้เลือกชนิดของดอกไม้ท่ีจะใช้
แล้วกลับมาคุยกันอีกครั้ง หากคุณชอบใจและตกลงราคากันได้ จะต้องเตรียมสตางค์ไวเ้ ป็นค่าใชจ้ า่ ยใน
การดาเนนิ งานล่วงหนา้ ด้วย จานวนเงินจะมากหรือน้อยขน้ึ อยูก่ บั เง่อื นไขท่จี ะตกลงกนั
ควรมีเวลาเตรียมงานล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน เพราะนักจัดดอกไม้จะต้องไปดูขนาดห้องท่ี
จะจัดงานเพ่ือออกแบบและคิดคานวนว่าจะต้องใช้ดอกไม้มากน้อยแค่ไหนถึงกาลังสวย แล้วจึงส่ัง
ดอกไม้ ดอกไม้บางชนิดต้องนาเข้าจากต่างประเทศ แล้วยังต้องเตรียมงานโครงสร้างต่างๆ เช่น โครง
เหลก็ ซมุ้ ประตู ทา backdrop หรือฉากหลงั ไว้สาหรบั ถา่ ยรูป
ในงานแตง่ งาน "ดอกไม"้ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ภายในงานดูสดช่ืนและหวานขน้ึ โดยเฉพาะ
กับซุ้มดอกไม้ หรือฉากพื้นหลังที่ใชส้ าหรับยืนตอ้ นรับแขกและร่วมถ่ายภาพความประทับใจ ก็คงหนีไม่
พ้นฉากแต่งงานก็เป็นส่วนสาคัญในการแต่งงาน เพราะเปรียบเหมือนจุดที่รวมทุกคนที่มาร่วมงาน แต่
จะจัดฉากแต่งงานดว้ ยดอกไมส้ ดอย่างไรให้ดูสวย สดชื่น รวมถึงไมแ่ ยง่ ซนี กนั จนเกนิ ไป
ส่วนใหญแ่ ลว้ ฉากแต่งงานท่ีจัดดอกไม้ด้วยดอกไม้สดนนั้ จะไม่ใช้ดอกไมใ้ นการจัดบรเิ วณด้าน
ฉากหลัง เหมือนการจัดดอกไม้แบบสามมิติ แตจ่ ะจัดบริเวณด้านบนสุดและด้านขา้ งเท่านนั้ ท้ังนี้ ก็เพื่อ
ไม่ให้สิ้นเปลอื งจนเกินไป โดยฉากหลังจะเน้นใช้ผา้ หรือใบไม้สเี ขียว อาทิ ใบตอง, ใบบัว, ต้นกก และใบ
เฟริ ์น เปน็ ตน้
ขณะท่ีดอกไม้ยอดนิยมที่นามาจัด ก็คือ ดอกกุหลาบ, กล้วยไม้, เยอบีร่า, ดอกเบญจมาศ และ
ดอกลิลล่ี ฯลฯ และสีของดอกไม้จะไม่นิยมจัดดอกไม้สีเดียวกันเหมือนกัน แต่จะเป็นการสลับดอกไม้สี
ใกล้เคียงกัน โดยจะเลือกดอกไม้ท่ีเป็นโทนสีที่ต้องการมาเป็นสีหลัก และเลือกดอกไม้สีอ่อนมาจัดเป็น
ดอกไมโ้ ทนสพี น้ื เพ่อื ให้มีความโดดเดน่ และหลากหลายมากยิ่งขึ้น เชน่ ...
ธีมงานแตง่ งานเป็นสีสดใส : ดอกไมส้ สี ้มและสีแดง แซมด้วยดอกไมส้ ีขาวและสีเหลอื งเปน็ พ้นื
จะทาให้ดอกไมส้ เี ข้มอยา่ งสีแดงและสีสม้ ดโู ดดเดน่ ขนึ้ อีกท้งั ยงั ปรบั ให้โทนสีดอกไมด้ ไู มแ่ รงจนเกนิ ไป
63
ธีมงานแตง่ งานเปน็ โทนสหี วาน : ดอกไม้สีบานเย็นและสีชมพู ควรจดั แซมด้วยดอกไม้สีชมพู
อ่อน ดอกไม้สขี าว และดอกไมส้ มี ว่ งออ่ น โดยดอกไม้โทนสอี ่อนจะชว่ ยให้ดอกไม้สีชมพูดูโดดเดน่ ขนึ้
ธมี งานแตง่ งานโทนขาวบรสิ ทุ ธิ์ : ดอกไม้สขี าวควรจัดแซมด้วยดอกไม้สเี ขียว เพอ่ื ให้สีเขียว
เป็นพื้นให้ดอกไมส้ ขี าวดโู ดดเดน่ มากย่งิ ขน้ึ
การจดั ชอ่ บเู ก้กหุ ลาบ
นอกจากเคร่อื งประดบั ต่าง ๆ แล้ว ดูเหมอื นวา่ ช่อบเู กเ้ จา้ สาว จะเปน็ อกี หน่งึ แอคเซสเซอรี่ที่
สาคัญไมน่ ้อย เพราะนอกจากจะใชถ้ ือเข้าร่วมพิธีแลว้ ยงั ใช้โยนใหก้ บั บรรดาสาวโสดตามธรรมเนียม
ประเพณกี ารโยนช่อดอกไมข้ องเจ้าสาว กบั ความเช่อื ที่ว่า หากสาวโสดสามารถรบั ชอ่ บูเกเ้ จา้ สาวไดจ้ ะ
กลายเปน็ เจา้ สาวคนตอ่ ไปด้วย ถึงแมว้ า่ จะเป็นพธิ แี ต่งงานของชาวตะวนั ตก แต่เจา้ สาวชาวไทยกลับ
นิยมชมชอบไม่นอ้ ย เพราะฉะน้นั ชอ่ บูเกเ้ จา้ สาว จึงต้องคัดสรรกันซะน้อย ซ่ึงอันดับแรกตอ้ งเลอื กให้
เข้ากันดีกบั ชดุ เจ้าสาว และควรคานึงถงึ ธมี ของงานแต่งงานด้วย ทางที่ดีเลือกช่อท่ีมสี สี ันสดใส
พอประมาณจะดีกว่า และหากชุดเจา้ สาวมีรายละเอียดมากพอแลว้ ก็ให้เลือกช่อดอกไมส้ เี รยี บ ๆ แต่
ถ้าเปน็ ชดุ เจา้ สาวเรียบ ๆ ก็สามารถเลือกชอ่ บูเก้ดไี ซน์แจม่ ๆ ไดเ้ ลย
64
การจดั ชอ่ บเู กก้ หุ ลาบ
ดว้ ยจดุ ประสงค์ที่จะสอนจัดดอกไมฟ้ รใี หก้ บั ผูส้ นใจในweb :กุหลาบม่วง com. กม็ ีผเู้ ข้ามาชม
เยอะทเี ดยี ว ขอบคณุ ค่ะ และถา้ จะเขา้ มาพูดคยุ หรือซกั ถามข้อสงสัยดฉิ ันกย็ ินดี วนั นจ้ี ะสอนจัดดอกไม้
ฟรีคือช่อบูเก้กุหลาบแบบง่ายๆ ทาไดด้ ว้ ยตวั เองง่ายๆ และใช้ในโอกาสรบั ปริญญา วันเกดิ เลอ่ื น
ตาแหน่ง
อปุ กรณ์
1. ช่อกหุ ลาบขาว 1ชอ่ ทีร่ ้านจะเรียกชอ่ บทู๊ ประกอบด้วยกุหลาบ ดอกแซมและใบ
2. กระดาษสามว้ นสีแดงมารูน(แดงเขม้ )
3. รบิ บิน้ สแี ดงสเี ขียว เสน้ มกุ (ทาเปน็ ชอ่ โบว์ สอนวิธีทาคร้งั ทีแ่ ลว้ )
4. กระดาษฟอย
5. สก็อตเทป กรรไกร ปนื กาวและกาวเทยี น
6. ไมต้ ะเกียบ2อนั
วธิ จี ดั
1. นาชอ่ กุหลาบ ไม้ตะเกียบมามัดติดกนั ดว้ ยลวดหรอื สก็อตเทปใหแ้ นน่ เพอ่ื ตอ่ กา้ นใหย้ าว
2. ตดั กระดาษสายาว 37 ซม. กวา้ ง 50 ซม. จานวน 4 แผน่ ในแตล่ ะแผน่ พบั ครึง่ ลงมาจะได้
ขนาด 25×37 ซม. จับจีบแบบพดั ใชส้ กอ็ ตเทปพนั ให้แน่น จากนนั้ พับขอบกระดาษด้านข้างเขา้ ไปข้าง
ในทั้ง 2 ข้าง แลว้ ตรงใกล้รอยจบี ดนั กระดาษให้เปน็ กระพุ่ม ทาทงั้ 4อนั
3. นากระดาษช้ินแรกมาตดิ เขา้ ไปในช่อ พันสก็อตเทปใหแ้ น่น
4. นากระดาษชนิ้ ท่ี 2 มาซ้อนลงให้เหล่อื มพอประมาณกบั ชนิ้ ท่ี 1 นาชน้ิ ทิ่ 3และ 4 วาง
เหลอ่ื มกันจนพนั รอบช่อดอกไม้
5. นากระดาษฟอยมาปิดรอยกระดาษสาและตะเกยี บ พันสก็อตเทปให้แน่น
6. ตัดกระดาษสายาว25ซม. พับลงมาให้เหล่อื มตามภาพ นามาหอ่ ปดิ กระดาษฟอยอกี ที ใช้
ปืนกาวปิดรอยต่อใหแ้ นน่
7. นาดอกโบว์ท่ีทาเรียบร้อยแล้วมามดั ท่ีโคนชอ่ ดอกไมใ้ ห้แนน่
เป็นไงคะเปน็ วธิ ีการจัดแบบงา่ ย ๆ ลองทาดูนะคะ. และเพ่มิ ความเรียบรอ้ ยรดั กุมอีกทีโดยใช้ปืนกาวยิง
ทกี่ ระดาษสาทห่ี อ่ ห้มุ ชอ่ ใหต้ ิดแนน่ หรือใช้ Max ตดิ กไ็ ด้ จบคะ่ สอนจดั ดอกไมฟ้ รี จดั ดอกไม้ฟรี และ
จัดดอกไมฟ้ รดี ้วยและเพอื่ ให้ทันสมยั กบั ยุคของแพง ครง้ั หนา้ งดสอนดอกไม้ฟรกี อ่ น เปลี่ยนมาเปน็ สอน
65
การเพาะถวั่ งอกไว้กนิ เองท่ีบ้านแบบงา่ ยๆ พรอ้ มแถมสูตรกว๊ ยเตีย๋ วผัดไทย แสนอรอ่ ยจากสูตรครัวไทย
สู่ครวั โลก โปรดตดิ ตามนะคะ
ตวั อย่างการจดั ดอกไม้ในงานศพ
เมอ่ื พูดถึงการจัดดอกไม้งานศพหลายคนคงไมค่ อ่ ยอยากดู แต่จรงิ ๆ มันมอี ะไรมากกว่าที่คิด
มาดูกนั เลยดีกวา่ การจัดดอกไมห้ น้าศพมีหลายแบบ วันนจี้ ะมาจัดแบบทีว่ างดอกไม้บนโลง และ
ด้านหนา้ ค่ะ
66
67
68
69
ใบความรู้ที่ 5 หนว่ ยท่ี 5
หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สอนคร้งั ท่ี...16
รหัสวชิ า 2701-2120 ชื่อวิชา การจัดดอกไม้ เวลา....4......ชม
ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ การคานวณตน้ ทุนและการกาหนดราคาขาย
1. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.1 จุดประสงคท์ ว่ั ไป
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคานวณต้นทนุ และการกาหนดราคาขาย
1.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
อธิบายเกี่ยวกบั ต้นทนุ สนิ ค้า ต้นทุนในการทาธรุ กิจ การคานวณตน้ ทุน วธิ กี าร
กาหนดราคาขาย ปัจจยั ในการต้งั ราคาขาย
2. สมรรถนะ
แสดงความรเู้ กี่ยวกับการคานวณตน้ ทุนและการกาหนดราคาขาย
3. เนือ้ หาสาระ(อาจมรี ปู ภาพประกอบ)
การคานวณต้นทนุ และการกาหนดราคาในการจัดดอกไม้
การคานวณตน้ ทนุ
1. ต้นทุนสนิ ค้า
ต้นทุนการผลิตสินค้าน้ันประกอบไปด้วย วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่าย
การผลิต ในเรื่องระบบการคานวณต้นทุนผลิตภัณฑ์น้ี จะกล่าวถึงตัวเลขหรือข้อมูลจากต้นทุนทั้ง 3
ชนิดน้ี ที่จะนามาใช้ในการคานวณต้นทุนของผลติ ภัณฑ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระบบคอื
1.1. ระบบตน้ ทนุ จรงิ (Actual cost system)
ระบบต้นทุนจริง คือ ระบบการคิดต้นทุนท่ีคานวณต้นทุนการผลิตสินค้าจากข้อมูลจริง
กล่าวคือ ไม่วา่ จะเป็น วตั ถุดิบทางตรงกค็ ิดจากทใ่ี ช้จริง ค่าแรงงานท่จี ่ายจริง และสุดทา้ ยค่าใชจ้ ่ายการ
ผลิตก็ต้องเป็นที่จ่ายไปจริงๆ สาหรับการผลิตน้ัน ๆ สาหรับระบบนี้ในทางปฏิบัติจริงอาจจะมีความ
ยุ่งยาก เพราะการเก็บข้อมูลจริงน้ันอาจต้องใช้เวลานาน ในทางปฏิบัติแล้ววัตถุดิบทางตรง และ
ค่าแรงงานทางตรง อาจสามารถทราบได้ แต่ค่าใช้จ่ายการผลิตอาจตอ้ งรอเก็บข้อมูลการจ่ายค่าใชจ้ ่าย
70
จริง ๆ ท่เี กิดขน้ึ ท้ังหมด เชน่ คา่ น้า – ค่าไฟ ต้องรอสิน้ เดือน คา่ โทรศัพทต์ อ้ งรอบลิ เรียกเก็บ หรือแม้แต่
ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร เป็นต้น ดังน้ัน ถึงแม้ว่าระบบนี้จะให้ข้อมูลท่ีถูกต้อง เที่ยงตรง แต่ก็อาจไม่
ทนั ท่วงทตี ่อการนาข้อมูลไปใช้
1.2. ระบบตน้ ทนุ ปกติ (Normal cost system)
ระบบต้นทุนปกติ เป็นระบบบัญชีท่ีพัฒนามาจากระบบต้นทุนจริง กล่าวคือ จากระบบต้นทุน
จริง เกิดปัญหาข้ึนในส่วนของการเก็บข้อมูลจริงของค่าใช้จ่ายการผลิต ดังนั้น ระบบต้นทุนปกติจึง
คานวณต้นทุนผลิต โดยใช้ข้อมูลค่าใช้จ่ายการผลิตจากการประมาณการข้ึนมาโดยเรียกว่า “ค่าใช้จ่าย
การผลิตจัดสรร” หรือ “ค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน” แต่ในส่วนของข้อมูลวัตถุดิบทางตรง และ
ค่าแรงงานทางตรง ยังคงใชข้ ้อมูลจริงในการคานวณ เช่นเดิม ระบบน้ีจะช่วยให้กิจการไม่ตอ้ งรอทราบ
ถึงค่าใช้จ่ายท่ีเกิดข้ึน ทาให้กิจการสามารถคานวณต้นทุนการผลิตสินค้าได้ ณ วันท่ีผลิตเสร็จ ถึงแม้จะ
ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นจริง แต่ก็อาศัยหลักการประมาณการท่ีมีเหตุผล เชื่อถือได้ และทันท่วงทีต่อการนา
ขอ้ มูลไปใช้ในการตัดสนิ ใจต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการต้งั ราคา การวเิ คราะห์จดุ ค้มุ ทุน ดงั นั้น วธิ ีนจี้ งึ เป็น
ที่นยิ มของธรุ กิจสว่ นใหญ่
1.3. ระบบตน้ ทนุ มาตรฐาน (Standard cost system)
ระบบต้นทุนมาตรฐาน หมายถึง ระบบการคานวณต้นทุนที่ใช้ข้อมูลจากการประมาณการ
ท้ังส้ิน ท้ังในส่วนของวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต กล่าวคือ กิจการจะมี
การกาหนดต้นทุนค่าวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิตไว้ล่วงหน้า ว่าถ้าการผลิต
เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพแล้วตน้ ทุนเหล่านี้จะมีจานวนเท่าใด ซ่ึงระบบต้นทุนแบบน้ี เหมาะสาหรับใช้
ในการวางแผน และควบคุมการปฏิบัติงาน แตก่ ิจการต้องมีความระมัดระวังในการกาหนดต้นทุนไม่ให้
สงู หรอื ตา่ จนเกินไป และควรมกี ารปรบั ปรุงอยูเ่ สมอ ในเรอื่ งระบบต้นทนุ มาตรฐานน้ี
การจาแนกวิธกี ารคานวณต้นทนุ ผลิตภัณฑน์ ้ี จาแนกโดยใช้แนวคดิ ในเชงิ พฤติกรรมของตน้ ทนุ
กล่าวคือ โดยทั่วไปแล้วต้นทุนการผลิตของสินค้าหรือบริการ จะประกอบไปด้วย วัตถุดิบทางตรง
ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต แต่การจาแนกโดยใช้แนวคิดเชิงพฤติกรรมนั้น จะทาการ
วเิ คราะหต์ อ่ วา่ ต้นทนุ แตล่ ะชนิดนนั้ เป็นตน้ ทนุ ผนั แปร ตน้ ทนุ คงที่ หรือวา่ ต้นทนุ ผสม จากการจาแนก
ในเชงิ พฤติกรรมนี้ จึงสามารถแบ่ง
วธิ ีการคานวณตน้ ทนุ ผลิตภัณฑ์ ออกได้เป็น 2 รปู แบบดว้ ยกนั คือ
1. ระบบตน้ ทนุ ทางตรง หรอื ตน้ ทุนผันแปร (Direct or Variable costing)
ระบบต้นทุนทางตรงหรือต้นทุนผันแปร คือ การคานวณต้นทุนที่นาเอาเฉพาะต้นทุน
ที่ถือเป็นต้นทุนผันแปรเท่านั้นมาคานวณเป็นต้นทุนของสินค้าที่ผลิต ส่วนต้นทุนคงที่จะถือเป็น
71
ค่าใช้จ่ายประจางวดของงวดบัญชีนั้น ๆ กล่าวคือ จะรวมเฉพาะส่วนของ วัตถุดิบ ค่าแรงงาน และ
ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร เท่านั้น การคานวณต้นทุนในลักษณะน้ีมีแนวคิดที่ว่า ต้นทุนผันแปรจะ
เกดิ ขึน้ กต็ ่อเมอ่ื มกี ารผลติ สินค้า หากไมม่ ีการผลิตสินค้าตน้ ทนุ ผนั แปรก็ไม่เกิดข้ึน แตส่ าหรับตน้ ทนุ คงท่ี
นั้น ไม่ว่ากิจการจะผลิตหรือไม่ผลิตสินค้าก็ตาม ต้นทุนคงท่ีก็ยังคงเกิดข้ึน ระบบต้นทุนทางตรงหรือ
ต้นทุนผันแปรน้ีสามารถใช้ประโยชน์ในแง่การบริหารงานได้อย่างเต็มท่ี โดยมากจะใช้ภายในกิจการ
อาจเป็นการนาเสนอขอ้ มลู ต่อผบู้ ริหาร หรอื ตอ่ ฝ่ายวางแผน กไ็ ด้
2. ระบบตน้ ทุนรวม หรือต้นทุนเต็ม (Full or Absorption costing)
ระบบต้นทุนรวม หรือต้นทุนเต็ม คือ การคานวณต้นทุนทีร่ วมต้นทนุ การผลติ ทุกชนดิ
เข้าเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีการแยกว่าเป็นต้นทุนคงที่หรือผันแปร ตามแนวคิดน้ีถือว่า ไม่ว่าจะ
เป็นต้นทุนคงท่ี หรือต้นทุนผันแปร ก็เกิดข้ึนจากการผลิตสินค้าทั้งสิ้น เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการคานวณ
ต้นทุนสินค้าคงเหลือเพ่ือการจัดทางบการเงินของกิจการ ตามหลักการบัญชีท่ีรับรองโดยทั่วไป และ
เป็นวิธีการคานวณต้นทุนที่ใช้เพื่อการรายงานข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าต่อบุคคลภายนอก เพื่อ
ประโยชน์ในการใช้ข้อมูลด้านตน้ ทุน ธรุ กิจที่ทาการผลติ สินค้าจาเปน็ อย่างยิ่งต้องวางระบบบญั ชตี น้ ทุน
ให้รัดกุมและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับกระบวนการผลิต และจากที่ได้กล่าวไปข้างต้น
จะเห็นได้ว่ามีแนวปฏิบัติทางการบัญชีต้นทุนให้เลือกใช้มากมาย ไม่ว่าจะเร่ิมต้ังแต่ ระบบบัญชีท่ี
เหมาะสมกับลักษณะสินค้าหรือกระบวนการผลิตท่ีมีทั้ง ระบบบัญชีต้นทุนงานสั่งทา และระบบบัญชี
ต้นทุนช่วง วิธีการบันทึกบัญชี ซึ่งก็ประกอบไปด้วย การบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่องกับการบันทึกบัญชี
เม่ือสิ้นงวด ระบบการคิดต้นทุน อาจคดิ โดยใช้ต้นทนุ จรงิ ตน้ ทนุ ปกติ หรอื อาจเป็นต้นทนุ มาตรฐานก็ได้
หรือแม้แต่หน้าที่สุดท้ายอย่างไรเร่ืองของการนาเสนอรายงาน ก็มีรูปแบบของรายงานให้เลือกใช้อีก
เช่นกนั ดังนน้ั จงึ ทาใหร้ ะบบบัญชีของแตล่ ะกิจการมคี วามแตกต่างกนั ออกไป
บางกจิ การใชร้ ะบบบัญชีต้นทุนงานสั่งทา เพราะผลิตตามคาส่ังลกู ค้า แต่เนื่องจากเป็นกจิ การ
ท่ีไม่ใหญ่มากนัก วัตถุดิบและสินค้าคงเหลือมีน้อย จึงเลือกใช้การบันทึกบัญชีแบบสิ้นงวด ส่วนการ
คานวณต้นทุนก็เลือกใช้ต้นทุนจริง เพราะส่วนใหญ่จะนัดลูกค้ามารับงานช่วงส้ินงวด หรือบางกิจการ
อาจใช้ระบบต้นทุนงานสั่งทาเช่นกัน แต่เป็นกิจการขนาดใหญ่ วัตถุดิบมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ดงั นน้ั จึงเลือกใช้การบนั ทึกบญั ชแี บบตอ่ เนอ่ื ง และเลอื กคดิ ต้นทุนแบบตน้ ทุนปกติ ก็ได
อย่างไรก็ตาม ในการวางระบบบัญชถี ึงแมข้ ้อมูลทางการบัญชี จะมีความสาคัญต่อการบริหาร
แตก่ เ็ ปน็ เพยี งสว่ นหน่ึงของข้อมลู ทีฝ่ า่ ยบรหิ ารต้องการเท่านน้ั มิใช่ท้งั หมด คือใชเ้ พื่อใช้ประกอบให้การ
บริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเท่าน้ันเอง ข้อมูลประเภทอื่นๆ และข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลขก็มี
ความสาคัญท่ีผู้วางระบบควรคานึงถึงเช่นกัน อีกท้ัง หากการวางระบบบัญชี ก่อให้เกิดข้อมูลท่ีมี
ประโยชน์กับกิจการแต่ต้องแลกกับการสูญเสียทรัพยากร (เวลา กาลังคน เงิน ฯลฯ) เป็นจานวนมาก
72
ซ่ึงพิจารณาแล้วไม่คุ้มค่า ก็ไม่จาเปน็ ต้องลงทุนเพื่อให้ได้ข้อมูลนั้น ๆ มา การทาธุรกิจทุกประเภท ผู้ทา
ธรุ กจิ สว่ นตัว หรอื ธุรกิจ SME ตา่ งกต็ ้องการทจี่ ะมกี าไรทั้งน้ัน
ซึง่ กาไร จะไดม้ าจาก กาไร = รายได้ – ตน้ ทนุ
ดังนน้ั นอกจากเราจะคานึงถึงการเพมิ่ รายได้ เพ่ิมกาไรแล้ว อีกส่ิงหนึ่งทผี่ ้ทู าธรุ กิจสว่ นตวั ควร
ให้ความสาคัญก็คอื ตน้ ทนุ ในการดาเนินธรุ กิจ
2. ตน้ ทนุ ในการทาธรุ กจิ หลกั ๆ แลว้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1 ต้นทุนคงที่ ( Fixed cost) ต้นทุนคงท่ีคือต้นทุนท่ีผู้ประกอบการจะต้องจ่าย ไม่ว่าจะขาย
ได้มาก หรือขายได้น้อย เช่น ร้านขายก๋วยเต๋ียว คุณจะมีต้นทุนคงท่ีคือ ค่าเช่าท่ีร้าน เงินเดือน
ลูกจ้าง เป็นตน้
2 ตน้ ทนุ ผันแปร ( Vaiable cost) ต้นทุนผันแปร คอื ต้นทนุ ที่จะแปรผนั ไปตามยอดขาย เชน่
ร้านก๋วยเต๋ียว จะมีค่าใช้จ่ายพวกวัตถุดิบในการทาก๋วยเตี๋ยว เส้นบะหม่ี เน้ือหมู เป็นต้นทุนผันแปร
เพราะยิง่ คุณขายดเี ท่าไหร่ คณุ กต็ ้องจ่ายต้นทนุ ผนั แปรมากขน้ึ เชน่ กัน
3. ตวั อยา่ งการคานวณต้นทุนของร้านกว๋ ยเต๋ยี วนะครบั
ถา้ ร้านก๋วยเต๊ียว ตอ้ งเสยี ค่าเช่าร้าน เสียคา่ เช่าทเ่ี ดอื นละ 10,000 บาท
เสียคา่ จา้ งเด็กในร้านก๋วยเตีย๊ ว เพอื่ ชว่ ยบรกิ ารในรา้ น ชว่ ยลา้ งจาน เดือนละ 9,000 บาท
ดังน้ันรา้ นก๋วยเตีย๊ วจะมีต้นทุนคงท่ี 19,000 บาท
สว่ นตน้ ทนุ ผนั แปร สมมตุ วิ ่าเจา้ ของรา้ นก๋วยเตี๊ยวไปจา่ ยตลาด
ซื้อเส้นก๊วยเตีย๋ ว ลกู ช้นิ ผกั ต่างๆ รวมแลว้ 1,200 บาท
จะผลิตกว๋ ยเตยี๊ วได้ 100 ชาม
ดงั นน้ั 1,200 หาร 100 = 12 บาท ดงั น้นั ตน้ ทุนผันแปร เทา่ กับ 12 บาท ตอ่ ชาม
ถา้ ร้านกว๋ ยเตี๊ยวขายก๋วยเตย๋ี วได้ 100 ชามตอ่ วัน ขายได้ชามละ 30 บาท
เดือนหน่งึ จะขายไดป้ ระมาณ 3000 ชาม ขายได้เงิน 90,000 บาท
ซึ่งจากสูตร กาไร = รายได้ - ต้นทุน( เกิดจาก ตน้ ทุนคงท่ี + ตน้ ทุนผนั แปร)
คานวณคร่าวๆ จะไดด้ งั นี้ = 90,000 - (19,000 + (12*3,000))
= 90,000 - (19,000 + 36,000)
ดังนั้น รา้ นก๋วยเต๊ียว จะมีกาไรประมาณ 35,000 ต่อเดือน
(คดิ คร่าวๆแบบยงั ไม่รวมเงนิ เดือนของผ้ปู ระกอบการเอง)
73
ผ้ทู ีต่ อ้ งการจะเปดิ รา้ น หรือเปลยี่ นสถานที่เปิดร้าน ควรที่จะใช้สตู รนใี้ นการคานวณ รายได้
กาไร ตน้ ทนุ ต่างๆ ครับ
เพอื่ ประโยชนใ์ นการพิจารณาวา่ ทาแลว้ ธุรกจิ สว่ นตวั หรือธุรกิจ SME ของคณุ จะไดก้ าไร
ประมาณเทา่ ไหรต่ ่อเดอื น
ในกรณที ่ีคุณอยากจะย้ายทาเลคา้ ขายของคณุ ไปยงั สถานท่ีใหม่ คุณกส็ ามารถใช้สูตรน้ชี ว่ ย
พจิ ารณาวา่ จะย้ายทาเลดหี รือไม่
เช่น มตี กึ แถววา่ ง ทาเลดีมากๆ ใกล้ตลาดทมี่ ีคนพลุกพล่าน เจา้ ของตึกคดิ คา่ เชา่ เดือนละ
20,000 บาท ซึง่ แพงกวา่ ทปี จั จบุ นั รา้ นก๋วยเตย๋ี วมคี ่าเช่าท่ี 10,000 บาท
ถา้ เจ้าของร้านกว๋ ยเตย๋ี วคาดคะเนว่าถา้ ยา้ ยรา้ นไปทีใ่ กลต้ ลาด จะขายได้ประมาณวันละ 150 ชาม
หนึง่ เดือนจะขายได้ประมาณ 4500 ชาม ราคาขายชามละ 30 บาท รายได้ตอ่ เดือนประมาณ
135,000 บาท
ดงั นัน้ ลองคานวณกาไร ในกรณถี า้ ยา้ ยร้านไปทต่ี ึกว่างใกลต้ ลาด
สตู ร กาไร = รายได้ - ค่าใช้จา่ ย(ต้นทุนคงท่ี +ต้นทุนผันแปร)
คานวณครา่ วๆ จะไดด้ งั น้ี = 135,000 - ((20,000+9,000) + (12*4,500))
= 135,000 - (29,000 + 54,000)
= 135,000 - 83,000 = 52,000
ดงั นั้นถงึ แมว้ า่ ทาเลใหมค่ า่ เช่าตกึ แถว จะแพงกวา่ ค่าเช่าเดมิ เทา่ ตวั (จาก 10,000 เปน็
20,000) แต่เจา้ ของร้านกว๋ ยเตีย๋ ว กค็ วรท่จี ะย้ายร้านไปท่ีตัง้ ใหม่ครับ เพราะวา่ จะมกี าไรทีม่ ากกวา่
(กาไรถา้ เช่าท่เี ดมิ 35,000 แตถ่ า้ เช่าทใ่ี หม่ จะกาไร 52,000 บาท )
และถ้าจะเจา้ ของร้านก๋วยเต๊ียวตอ้ งการหาวา่ จะต้องขายก๋วยเตีย๋ วอย่างน้อยได้เดือนละ กีช่ าม
ถงึ จะถึงจดุ คุม้ ทนุ ให้ใช้สตู รคานวณจุดค้มุ ทุนตามนีค้ รบั
จดุ คมุ้ ทุน = ต้นทนุ คงท่ีรวม / (ราคาขายตอ่ หนว่ ย - ตน้ ทนุ ผนั แปรตอ่ หนว่ ย)
จากตัวอยา่ งร้านก๋วยเตย๊ี วนกี้ ค็ ือ จุดค้มุ ทุน = 19,000 / ( 30 - 12 )
ดงั นนั้ จดุ คมุ้ ทุนของรา้ นก๋วยเตี๋ยวกค็ ือ 1,055 ชาม น่ันเอง
ถา้ ร้านก๋วยเต๋ียวขายก๋วยเตย๋ี ว หนึ่งเดือน ไดน้ อ้ ยกวา่ 1,055 ชาม ก็คอื รา้ นกว๋ ยเต๋ยี วจะ
ขาดทนุ ครับแต่ถา้ ขายไดต้ ั้งแต่ 1,055 ชาม เป็นต้นไปก็จะเร่มิ ไดก้ าไร
นอกจากนีถ้ ้าคุณมีพื้นที่เปน็ ของตัวเอง เช่น คณุ มีตกึ แถว และคณุ ใชต้ ึกแถวน้ันทาธรุ กิจ
ส่วนตวั ถึงคณุ จะไมต่ ้องเสยี คา่ เช่า
74
ดงั นน้ั เพอ่ื การคานวณกาไรอยา่ งละเอียดจงึ ควรใสค่ า่ เช่ารา้ นเปน็ ตน้ ทุนดว้ ย (ถึงแมว้ ่าคุณไม่
ต้องจา่ ยค่าเชา่ ก็ตาม)
4. แนะนาวิธตี ั้งราคาใหก้ ับสินคา้
การตัง้ ราคาสนิ ค้านน้ั มาจากสมการคณติ ศาสตร์งา่ ยๆดังน้ี ราคาสินคา้ = ต้นทนุ + กาไรที่
ต้องการ แตท่ ้ังนี้ท้งั นน้ั ใชว่ า่ อยากจะได้กาไรเท่าไรก็บวกเขา้ ไปจากราคาตน้ ทุน เพราะในความเปน็ จริง
ผทู้ ี่ขายกอ็ ยากได้กาไรมาก ส่วนผ้ทู ซ่ี ือ้ กอ็ ยากซ้อื ในราคาทถี่ กู เมื่อความต้องการสวนทางกนั แบบนเ้ี รา
จงึ ต้องหาจุดท่ลี งตวั ของทั้งผู้ขายและผซู้ ้ือ
ตน้ ทุนของสินค้ามที ม่ี ามากมาย เชน่ ตน้ ทนุ ของตวั สนิ ค้า ต้นทนุ จากค่าแรงงาน ต้นทุนจากคา่
เครื่องมอื และ อุปกรณท์ ีใ่ ชง้ าน ต้นทุนจากการขนสง่ ตน้ ทุนแฝง เปน็ ตน้ แต่สาหรบั สนิ คา้ ท่ีนามาขาย
ในอนิ เทอรเน็ต ตน้ ทุนก็คือ คา่ ใชจ้ ่ายทงั้ หมดทน่ี าสนิ คา้ มาจาหน่ายบนรา้ นค้าออนไลนแ์ บง่ ออกเป็น
สองสว่ นดงั นี้
ตน้ ทุนสินค้า
ตน้ ทุนสนิ ค้าคอื จานวนเงินที่เราไปจับจ่ายใชส้ อยซ้อื สนิ คา้ มา หากเป็นสนิ ค้าทเ่ี หมามาใน
ราคาสง่ ก็มีวธิ ีคานวณงา่ ยๆ คือจับหารตามจานวนช้นิ ก็จะได้ราคาตอ่ ชิ้นออกมา แต่ยงั ไมใ่ ชต่ น้ ทนุ ตอ่
ชน้ิ ท่แี ทจ้ ริง ยังตอ้ งรวมกับต้นทนุ แฝงด้วย
ตน้ ทนุ แฝง
ตน้ ทนุ แฝงคอื คา่ ใช้จา่ ยในการเดินทาง ตวั อย่างเชน่ ถ้าเดินทางไปด้วยรถยนตส์ ่วนตวั ก็จะมี
ค่านา้ มัน คา่ ทีจ่ อดรถ คา่ จ้างแรงงานขนสนิ ค้า บางทา่ นอาจจะรวมคา่ ใช้จ่ายจุกจกิ อย่างคา่ อาหาร ค่า
บารงุ รกั ษารถเขา้ ไปดว้ ย เปน็ ตน้ สรุปก็คือค่าใช้จา่ ยทุกอย่างทใ่ี ชไ้ ปเพอ่ื นาสินคา้ มาขายในรา้ นคา้
ออนไลน์น่นั เอง ขอ้ ดีของร้านคา้ ออนไลนก์ ็คอื จะไมม่ ีตน้ ทุนแฝงอยา่ งอน่ื อีกเหมอื นสินค้าที่ต้งั บนรา้ นค้า
จริง เชน่ ค่าเชา่ ค่าน้า ค่าไฟ คา่ จา้ งพนักงาน เปน็ ต้น
วธิ ีคานวณหาต้นทนุ ตอ่ ช้ิน
1. นาราคาท่เี หมามาทั้งหมดจบั หารกนั
สมมุตสิ นิ ค้า A มี 10 ชน้ิ จา่ ยไป 1,000 บาท ก็จะตกช้ินละ 100 บาท, สนิ ค้า B มี 20 ชิ้นจา่ ย
ไป 4,000 บาท กต็ กชน้ิ ละ 200 บาท สินคา้ มกี ีป่ ระเภทก็จบั หารกนั ให้หมด
2. หาค่าต้นทุนแฝงท้ังหมดแล้วเอามารวมกัน สมมุติรวมได้ 500 บาท แล้วนาจานวนช้ินของ
สนิ ค้าท้ังหมดมาหาร
ตัวอย่าง
75
สินคา้ ทงั้ หมดมี 30 ชิ้น (สนิ คา้ A + สินคา้ B) เอามาหาร 500 บาท กจ็ ะตกชิน้ ละ 16.6 บาท
3. สุดท้ายนาราคาตน้ ทุนกับทุนแฝงมารวมกัน สินคา้ A ราคาตน้ ทุนกจ็ ะเท่ากับ 116.6 บาท
และ สินคา้ B ราคาตน้ ทนุ ก็จะเท่ากับ 216.6 บาท
วธิ ีควณหากาไรตอ่ ชน้ิ
กาไรที่ต้องการน้ันมีวิธีการคิดหลายวิธี บางท่านอาจจะนาต้นทุนทั้งหมดแล้วบวกกาไรที่
ต้องการลงไปเลย ว่าต้องการกาไรต่อช้ินเท่าไร ส่วนมากจะกาหนดกาไรเป็นเปอร์เซ็นต์ เพราะสะดวก
ตอ่ การคานวณส่วนลดทีจ่ ะตามมาในกรณีท่ตี อ้ งการระบายสนิ ค้าหรือโปรโมชั่น
สตู รคานวณ
(ต้นทนุ ตอ่ ชน้ิ x กาไรทีต่ อ้ งการเป็นเปอรเ์ ซน็ ต์) / 100 = กาไร
ตวั อยา่ ง
สนิ คา้ A ต้องการกาไร 25% ก็เอา (116.6 x 25) / 100 = 29.15 บาท
สินค้า B ตอ้ งการกาไร 20% กเ็ อา (216.6 x 20) / 100 = 43.32 บาท
ฉะนน้ั ราคาทจ่ี ะต้องต้ังขายก็คอื สินคา้ A ราคา 145.75 บาท และ สินคา้ B ราคา 259.92 บาท
การกาหนดราคาคา่ บรกิ าร
7. ปจั จยั ในการตั้งราคา ประกอบดว้ ย
ต้นทุน คือ ต้นทุนแปรผัน และคงที่ เช่าค่าเช่าสถานท่ี ค่าตู้แช่ หรือถังน้าแข็ง ค่า
วสั ดุและอปุ กรณ์ คา่ ผักและผลไม้ ค่าตกแต่งร้าน คา่ เงนิ เดือนพนกั งาน
ทาเลที่ตั้ง คือ ควรเลือกทาเลในย่านชุมชน การคมนาคมสะดวก มีบริเวณท่ีจอดรถ
สาหรับลูกค้า หรือหากต้องการลดต้นทุนค่าเช่าร้าน อาจจะทาท่ีบ้านตนเองเพราะเป็นอาชีพที่ทาตาม
ความตอ้ งการของลูกค้าไมจ่ าเป็นตอ้ งจัดแสดงหน้ารา้ นกไ็ ด้
ค่าบรกิ าร คือ ใหค้ ดิ จากเวลาในการทางาน ความยากง่ายของแบบ ฝีมือประณตี มาก
น้อยแค่ไหน และการลงทุนค่าวัสดอุ ุปกรณ์ การให้บริการลูกค้าท่ีอยู่ต่างจังหวัด ผู้ประกอบการควรคิด
คา่ บริการเพม่ิ ข้ึนในอัตราที่เหมาะสม
8. วธิ ีการข้ันพืน้ ฐานในการตั้งราคา (Basic Methods of Setting Price)
นยิ มกันอยู่ทัว่ ไป 3 วธิ ีคือ วธิ ีการตั้งราคาโดยยึดต้นทนุ เป็นเกณฑ,์ วธิ กี ารตง้ั ราคาโดยยึดความ
ต้องการของตลาดเปน็ เกณฑ์ และ วธิ ีการต้ังราคาโดยยดึ การแข่งขนั เป็นเกณฑ์
1. วิธีการตง้ั ราคาโดยยดึ ตน้ ทุนเปน็ เกณฑ์ วิธีปฏิบัติมี 2 แบบคือ
1.1 ตัง้ ราคาโดยคดิ ต้นทุนบวกกาไร
76
ราคาขายต่อหนว่ ย = ตน้ ทุนทั้งหมด + กาไรท่ตี อ้ งการ
จานวนการผลติ วิธีน้ีจะใช้ได้ต้องแน่ใจว่าจานวนผลติ ตอ้ งเท่ากบั จานวนจาหน่าย
ผู้ขายจึงจะมกี าไรตามที่ต้องการ
สาหรบั พ่อคา้ คนกลาง อาจจะบวกกาไรกับต้นทุนได้หลายลกั ษณะ เชน่
(กาไร) - ราคาขายต่อหน่วย = ต้นทุนต่อหนว่ ย + 10% ของราคาขาย
(กาไร) - ราคาขายตอ่ หน่วย = ตน้ ทนุ ตอ่ หน่วย + 10% ของราคาทนุ
1.2 วธิ กี ารวเิ คราะหจ์ ดุ คุม้ ทุน
จุดค้มุ ทุน (Break-Even Point) เป็นจดุ ท่ีแสดงวา่ ปรมิ าณ ณ จดุ ของการผลติ หรอื
การจาหนา่ ย รายไดร้ วมจะเทา่ กบั ต้นทุนรวมพอดี
สตู ร จุดคมุ้ ทนุ = ตน้ ทุนคงทที่ ง้ั หมด
ราคาขายต่อหน่วย ต้นทนุ ผนั แปรต่อหนว่ ย
2. วธิ ีการตง้ั ราคาโดยยึดความตอ้ งการของตลาดเป็นเกณฑ์การพิจารณาตง้ั ราคา
โดยยึดความตอ้ งการของตลาดเปน็ เกณฑ์นั้น สามารถจาแนกไดเ้ ปน็ ลักษณะยอ่ ย ๆ ดงั นี้
2.1 การต้ังราคาในตลาดผูกขาด
2.2 การตงั้ ราคาในตลาดทีม่ กี ารแขง่ ขันอย่างสมบูรณ์
2.3การตง้ั ราคาในตลาดทมี่ กี ารแข่งขนั นอ้ ยรายระดบั ราคาท่เี หมาะสมของสินคา้
ในตลาดทั้ง 3 ประเภทอาศยั แนวความคิดเดยี วกัน คือ ผู้ผลติ ต้องพยายามผลติ และขายใน
ปริมาณท่ที าใหเ้ กิดกาไรสงู สดุ โดยสรปุ ไดว้ ่า ระดับราคาท่ีเหมาะสม อยทู่ ีป่ ริมาณการผลิตทท่ี าให้
ต้นทุนเพ่ิมเท่ากับรายได้สว่ นเพม่ิ แตร่ าคาจะต่างกัน ตามลกั ษณะเส้นอปุ สงค์ของตลาดแต่ละประเภท
2.4 การตัง้ ราคาในตลาดที่มคี วามแตกตา่ งกนั ในดา้ นความต้องการ ซึ่งระดบั ราคาจะแตกตา่ ง
ตามกรณี เช่น
- ลูกคา้ มีมากกว่า 1 กลมุ่ และแตล่ ะกลุ่มมีความตอ้ งการสินค้าแตกตา่ งกัน กล่มุ ใด มี
ความต้องการและความจาเป็นมาก ราคาจะสงู กวา่ กลุ่มอื่น
- ลูกคา้ แตล่ ะกล่มุ อยหู่ า่ งไกลกันทาใหต้ ้นทนุ คา่ ใช้จ่ายต่าง ๆ สาหรบั แตล่ ะ
กลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันไปดว้ ย
- ช่วงเวลาทขี่ ายสินค้าแตกตา่ งกัน ระดับราคาสินคา้ ทีจ่ าหน่ายในแตล่ ะชว่ ง เวลาจะ
ไมเ่ ท่ากนั เชน่ รถรับ-ส่งสองแถว เปน็ ตน้
3. วธิ ีการตงั้ ราคาโดยยดึ การแขง่ ขันเป็นเกณฑ์
การตง้ั ราคาโดยม่งุ พจิ ารณาท่กี ารแขง่ ขนั เปน็ วธิ กี ารท่นี กั การตลาดเห็น ความสาคัญของคู่
แข่งขันมากกวา่ ความสาคญั ของความต้องการของตลาดและต้นทนุ
77
ลกั ษณะ ราคาเชน่ น้ีอาจเกดิ ขน้ึ ในชว่ งเวลาใดเวลาหนึง่ เพ่อื เอาชนะคแู่ ขง่ ขนั ระดับราคา ไม่
จาเป็นตอ้ งเท่าเทียมกับค่แู ขง่ ขัน อาจสูงกวา่ หรือตา่ กวา่ ก็ได้ ตัวอยา่ งท่เี ห็นชัดเจนถึงการตั้งราคาใน
ลกั ษณะนไ้ี ด้แก่
3.1 การกาหนดราคาตามคแู่ ขง่ ขัน
3.2 การกาหนดราคาโดยย่นื ซองประมลู
คาส่งั จงตอบคาถามต่อไปน้ใี หส้ มบูรณ์ทสี่ ุด
1. ตน้ ทนุ จรงิ คอื
2. ระบบต้นทนุ มาตรฐาน หมายถงึ
3. ราคาขายต่อหนว่ ยได้มาจากอะไร
4. ผูผ้ ลิตผู้ขายมักเลอื กใช้วธิ กี ารกาหนดราคาขาย เพือ่ ถือโอกาสตักตวงกาไรในระยะเริ่มแรก
ไดน้ ้ัน เพราะเหตุใด
5. วธิ ีการข้นั พืน้ ฐานในการตง้ั ราคามี 3 แบบคอื ?
6. Break-Even Point คือ
2. การกาหนดราคาของผู้ผลิตสินค้า
ในกิจการผู้ผลิตสินค้า ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าจะประกอบด้วยต้นทุนจาก
วัตถุดิบ ค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการผลิต ค่าใช้จ่ายบางรายการจะจ่ายเป็นจานวนรวม บาง
รายการจ่ายเป็นราคาต่อหน่วย กิจการผลิตจึงไม่อาจจะคานวณราคาขายไดท้ ันที จะต้องแยกลักษณะ
ของตน้ ทุนที่เกิดข้ึนเสียก่อน หาต้นทุนต่อหน่วยไดแ้ ล้ว จึงจะตั้งราคาสินค้าได้ ดังน้ัน การกาหนดราคา
อาจใช้วิธีส่วนบวกเพ่ิมอย่างง่าย (Simplified cost – plus method) วิธีนี้จะใช้หลักเกณฑ์แบบ
เดียวกับการกาหนดราคาโดยกิจกรรมร้านค้าขาย สาหรับในการกาหนดราคางานประดิษฐ์ใบตองทา
เ พื่ อ ข า ย ส่ ว น ใ ห ญ่ จ ะ นิ ย ม ก า ห น ด ร า ค า จ า ห น่ า ย เ ป็ น เ ป อ ร์ เ ซ็ น ต์ จ า ก ร า ค า ข า ย
เช่น 35% 40% 45% 50% หรือ มากกว่านี้ ของราคาขาย ซึ่งในงานประดิษฐ์ผู้ผลิตจะคานวณ
จากต้นทนุ จากวตั ถุดบิ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการผลติ ด้วย.
78
การกาหนดราคาขายมมี ากมายหลายแบบ
1. การกาหนดราคาขายเพื่อถอื โอกาสตักตวงกาไรในระยะเร่มิ แรก (Skim
the cream pricing)
ซง่ึ เป็นวธิ กี ารท่จี ะทากาไรให้ได้มาก วธิ กี ารกาหนดราคาดังกล่าว กระทาได้ในสภาพท่ีความ
ต้องการของตลาด มีความต้องการค่อนข้างสงู ชว่ งระยะเวลาอาจจะส้ันหรือยาวกไ็ ด้ สินคา้ ใหม่สว่ น
ใหญท่ ่ีเข้าสตู่ ลาดมักจะใช้วธิ ีการกาหนดราคาแบบนี้ แต่ว่าวธิ นี ี้ไม่ได้จากดั เฉพาะสินค้าใหม่
เท่านัน้ การทผี่ ผู้ ลิตผขู้ ายมักเลอื กใชว้ ธิ กี ารกาหนดราคาขาย เพือ่ ถือโอกาสตักตวงกาไรในระยะ
เรม่ิ แรกไดน้ ้นั ก็เพราะ
1) ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อ่ืนๆ ดังน้ัน
ราคาที่สงู ข้ึน จงึ ไมม่ ผี ลทาให้อุปสงค์ของตลาดแปรเปล่ยี น
2) ราคาข้ึนสูงน้ี จะทาให้สามารถแบ่งตลาดไดเ้ ปน็ สว่ นย่อยๆ กล่าวคือ เม่ือขายสินค้าให้
ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายท่ีมีรายได้ระดับใดระดับหนึ่งไปแล้วต่อมายังสามารถลดราคาลง เพ่ือขยายไปสู่
ลกู คา้ กลมุ่ เปา้ หมายทีก่ ว้างขวางกวา่ เดิม
3) เพราะคานึงถงึ ว่า “ การลดราคาสนิ ค้าเป็นเร่อื งงา่ ยแต่การขนึ้ ราคาสนิ ค้าเป็นเรื่องยาก
“ ดงั น้ันจงึ ตอ้ งกาหนดราคาสนิ ค้าให้สูงไว้กอ่ น
4) การกาหนดราคาสนิ ค้าให้สงู จะทาให้สามารถเรยี กเงนิ ทนุ กลับคืนไดเ้ รว็ แลว้ นาเงนิ
สว่ นนไี้ ปใช้ทางดา้ นการวจิ ัย และการพัฒนาสินค้าน้ันๆ ตอ่ ไป บรษิ ัททผี่ ลติ สนิ คา้ ไฮเทคและเวชภัณฑ์
มักจะใชว้ ธิ ีการกาหนดราคาขายแบบดังกล่าว
5) เน่ืองจากความสามารถในการผลิตสินคา้ ใหม่ๆ มีจากดั ดงั นน้ั ในระยะแรกหากจากัด
อุปสงค์ของตลาดใหค้ อ่ นขา้ งต่าเข้าไว้ จะเปน็ ผลดกี วา่
2. วิธกี ารกาหนดราคาขายเพื่อเจาะตลาด (Penetration pricing)
ตรงกนั ข้ามกับการกาหนดราคาขายเพอื่ ถอื โอกาสตักตวงในระยะเร่มิ แรก การกาหนดราคา
ขายเพ่ือเจาะตลาด จะกาหนดราคาสินค้าค่อนข้างต่า เพื่อหวังให้สินค้าขยายแทรกซึมเข้าไปในตลาด
อย่างท่ัวถึง วิธีการกาหนดราคา (Price Determinations) วิธีการกาหนดราคาที่นิยมใช้กันคือ การ
กาหนดราคาจากต้นทุน (Cost - oriented pricing) เป็นวิธีการท่ีสอดคล้องกับการคานวณผลการ
ดาเนนิ งานตามระบบบญั ชี การคานวณผลการดาเนินงานกาไร จะไดจ้ ากผลต่างระหว่างยอดขาย หรอื
ยอดรายรับกับต้นทุนท้ังสิ้น อย่างไรก็ดีความบกพร่องของวธิ ีการกาหนดราคาตามต้นทุน อยู่ท่ีตน้ ทุน
79
ต่อหน่วยต้องไม่เปล่ียนแปลง ราคาสินค้าจึงจะให้ผลกาไรเท่าเดิม ในสภาพข้อเท็จจริงการผลิตสินค้า
ตน้ ทนุ จะผนั แปรตามราคาวัตถดุ บิ คา่ แรงงาน ค่าใช้จา่ ยอ่นื ๆ และจานวนหน่วยท่ผี ลติ ปรมิ าณการ
ขาย การผลติ ของแต่ละกิจการ จะได้รับผลกระทบด้วย การตงั้ ราคาสินค้าสาหรับกจิ การผู้ผลิต จงึ ตอ้ ง
สนใจกาหนดราคา โดยม่งุ ทีอ่ ุปสงค์ของสนิ ค้า (Demand – oriented pricing) เปน็ หลัก
3. การกาหนดราคาขายโดยมุ่งทีต่ น้ ทนุ มขี อ้ แตกต่างเลก็ น้อย ระหวา่ งกิจการรา้ นค้าขาย และ
กจิ การผูผ้ ลติ สินค้า
1. การกาหนดราคาของรา้ นค้าขายส่ง
กจิ การรา้ นค้าขายสินค้า จะใช้ตน้ ทุนตอ่ หน่วยของสินค้า หรือบริการทซี่ ื้อมาเป็นฐาน
ในการกาหนดราคาขายเรียกวา่ การกาหนดราคา โดยสว่ นบวกเพ่ิม คือ ตน้ ทนุ ต่อหนว่ ย + กาไร
(ส่วนเพิ่ม) = ราคาขาย
การกาหนดส่วนบวกเพิ่ม (Mark up) กาหนดไว้ 3 แบบ คือ
- กาหนดเป็นจานวนท่ีแนน่ อน เช่น 3 บาท 10 บาท 25 บาท เป็นจานวน
กาไรทีต่ อ้ งการตอ่ หน่วย
- กาหนดเปน็ เปอร์เซ็นต์จากต้นทนุ ของสินคา้
(Percentage markup on cost) เชน่ 15% 20% 25% ของตน้ ทนุ ต่อหน่วย
- กาหนดเปน็ เปอรเ์ ซ็นต์จากราคาขายของยอดขาย (Percentage mark up on
selling price or sales) เช่น 33% 35% 40% ของราคาขาย
ตวั อยา่ ง ร้านคา้ ซือ้ ผ้าห่มขนหนูมาจาหนา่ ย ในราคาผืนละ 100 บาท การต้ังราคาขาย
ควรจะเปน็ เทา่ ไร ถา้
ก. ตอ้ งการกาไรผนื ละ 20 บาท
ข. ต้องการกาไร 20% ของต้นทนุ
ค. ตอ้ งการกาไร 20% ของราคาขาย
วิธีการ ข้อ ก. ต้องการกาไรผืนละ 20 บาท
ราคาขาย = ตน้ ทุนตอ่ หนว่ ย + กาไร
= 100 + 20
= 120 บาท
ข้อ ข. ต้องการกาไร 20% ของตน้ ทุน
สว่ นบวกเพ่ิม 20% ของตน้ ทุน = 20
ราคาขาย = 100 + 20
= 120 บาท
80
ข้อ ค. ต้องกาไร 20% ของราคาขาย
ส่วนบวกเพม่ิ 20% ของราคาขาย
จากสมการ ราคาขาย = ตน้ ทุน + สว่ นบวกเพม่ิ
ดังน้ัน 100% = 80% + 20%
ใชว้ ธิ ีเทยี บบัญญตั ไิ ตรยางค์ ได้ผลดังนี้
80% = 100 บาท
100% = (100 x 100) / 80
= 125 บาท
หรอื 20% = (100 x 20) / 80
= 25 บาท
ดงั นน้ั ราคาขาย = 100 + 25
= 125 บาท