The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wimonnut.k2563, 2021-05-22 05:10:51

ลีลาศ e-book

ลีลาศ e-book

Keywords: education

เอกสารประกอบการเรยี นรู้

รายวชิ าพลานามัย รหสั วชิ าพ33102
เรื่อง เทคนิคพ้ืนฐานการเรียนลีลาศ

ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6

รวบรวมโดย
นางวมิ ลณัฐ กันทะทำ
ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

โรงเรียนสรรพวิทยาคม อำเภอแมส่ อด จงั หวดั ตาก
สำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 38
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ

คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน

พ33102 พลานามยั 6 กลมุ่ สาระการเรียนรูส้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หน่วยกิต

ศึกษา และฝึกปฏิบัติ เกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกาย เกมนำไปสู่ทักษะการเล่นกีฬา การ

บริหารร่างกาย การเคลื่อนไหวพื้นฐาน การทดสอบสมรรถภาพทางกาย และทดสอบสมรรถภาพทางกลไก
การละเล่นพน้ื บ้าน การฝึกทักษะกฬี าลีลาศ และกิจกรรมเข้าจงั หวะ กฎ กติกา มารยาท การเปน็ ผเู้ ล่น

ผู้ดูทด่ี ี และการแข่งขัน
โดยใชท้ ักษะกระบวนการฝึกทกั ษะตามแบบนำไปส่กู ารคิดสร้างสรรค์ การออกแบบวิธกี ารออกกำลัง

กายที่เหมาะสมกับวัย และสภาพร่างกายของตนเอง การฝึกใหเ้ กิดทักษะตามแบบ การปฏิบัติกจิ กรรมกลุ่ม

การพัฒนาความสามารถของตนเอง การบันทึกความรู้ การทดสอบสมรรถภาพด้วยการปฏิบัติและใช้
กระบวนการคดิ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

เพ่อื ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ มีทักษะในการเคลอื่ นไหว สามารถเสริมสร้างสมรรถภาพทางรา่ งกาย
ใหม้ ีสุขภาพทดี่ ี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มที ักษะในการเล่นกีฬาไทย กีฬาลลี าศ และกจิ กรรม
เขา้ จงั หวะเหน็ คุณคา่ ของการออกกำลังกายดว้ ยการเล่นกีฬาลีลาศเปน็ ประจำ เพ่อื สขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิต

ท่ีดีและให้เปน็ ไปตามจุดเน้นในเขตเศรษฐกิจพเิ ศษเพ่อื ใหเ้ รยี นรู้แนวพรมแดนไทย – เมยี นมาร์ในเขตอำเภอ
แม่สอด

รหสั ตวั ชวี้ ดั
พ 3.1 ม.4-6/1, ม.4-6/2, ม.4-6/3, ม.4-6/4, ม.4-6/5

พ 3.2 ม.4-6/1, ม.4-6/2, ม.4-6/3, ม.4-6/4
พ 4.1 ม.4-6/7

รวมทงั้ หมด 10 ตวั ชีว้ ดั

การวางแผนการจัดการเรียนรู้ / หนว่ ยการเรยี นรู้

พ33102 พลานามยั 6 กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ุขศึกษาและพลศกึ ษา

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 20 ชัว่ โมง จำนวน 0.5 หนว่ ยกิต

ลำดบั มาตรฐาน ชื่อหนว่ ยการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรยี นรู้ คะแนน
การเรยี นรู้ / ( สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ) (ช่วั โมง) (100)
ตวั ชว้ี ัด พื้นฐานลีลาศ
5
1 พ 3.1 ม.4-6/1 - ความคิดรวบยอด เกี่ยวกับการ 2
เคลื่อนไหว 5
2 พ 3.1 ม.4-6/2 รูปแบบตา่ ง ๆ ในการเลน่ กฬี าลีลาศ 2
- การวิเคราะห์ความคิดรวบยอด 5 20
3 พ 3.1 ม.4-6/3 เก่ียวกับการ 2 10
4 พ 3.1 ม.4-6/4 เคลื่อนไหวรูปแบบต่าง ๆ ในการ 2 10
5 พ 3.1 ม.4-6/5 เลน่ กีฬา
ลีลาศและกจิ กรรมเขา้ จงั หวะ

การใช้ความสามารถของตน เพ่ือ
เพิ่มศักยภาพของการเต้นลีลาศ
และการทำกิจกรรมเข้าจังหวะ
ประเภทต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลท่ี
เกดิ ตอ่ ผูอ้ ่ืน และสังคม

- จังหวะบีกิน
- จงั หวะ ช่า ช่า ชา่
- จงั หวะวอลซ์

- การเคลื่อนไหวที่สร้างสรรค์
กิจกรรมเขา้ จังหวะ

การนำหลักการ แนวคิดของ
กิจกรรมนันทนาการไปปรับปรุง
และ พัฒนาคุณภาพชีวิตของตน
และสังคม
- กจิ กรรมจติ อาสา
- กิจกรรมเดนิ - ว่งิ เพือ่ สขุ ภาพ
- การเดินรณรงค์ในวันสำคัญ หรือ
กจิ กรรม
ทางสงั คม

ลำดับ มาตรฐาน ช่ือหนว่ ยการ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ / เรียนรู้ ( สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ) (ชัว่ โมง) คะแนน
(100)
ตัวช้ีวัด
10
6 พ 3.2 ม.4-6/1 เทคนคิ ลลี าศ การออกกำลังกายด้วยวธิ ีท่ีชอบ เช่น การฝึก 2
กายบริหารแบบต่าง ๆ การเต้นรำ การออก 10
7 พ 3.2 ม.4-6/2 กำลังกายนอกจากการทำงานใน 1
ชวี ติ ประจำวัน เช่นการเล่นโยคะ 5
9 พ 3.2 ม.4-6/3 - การใช้ความสามารถของตน เพื่อเพ่ิม 1
9 พ 3.2 ม.4-6/4 ศักยภาพในการเต้นลีลาศ การทำกิจกรรม 1 5
10 พ 4.1 ม.4-6/7 เข้าจังหวะ เปน็ ทมี เพอ่ื ประโยชน์ต่อสังคม 2 10
- การวางแผนกำหนดกิจกรรมการออกกำลัง 20 100
กาย ด้วยการเต้นลีลาศและการเคลื่อนไหว
ประกอบจงั หวะดนตรี

- สิทธิ กฎ กติกา การเต้นลีลาศ การ
ประกอบ

กจิ กรรมเขา้ จังหวะ
- กลวิธี หลักการเคลอ่ื นไหว การจดั ระเบยี บ

รา่ งกายอย่างสรา้ งสรรค์
- การนำประสบการณจ์ ากการเตน้ ลีลาศ
การเคล่อื นไหวประกอบดนตรี ไปใชใ้ น
ชีวิตประจำวนั

- มารยาทในการชมการเต้นลลี าศ และการ
เคล่อื นไหวประกอบดนตรี
- มารยาทในการเตน้ ลลี าศ และการ
เคลือ่ นไหวประกอบดนตรี
- ความมนี ำ้ ใจเปน็ นักกีฬา ในการเตน้ ลีลาศ
และการ เคลอ่ื นไหวประกอบดนตรี

- ประโยชน์ทไี่ ด้จากการเตน้ ลีลาศ และการ
เคลื่อนไหวประกอบดนตรี
- คุณค่าของการเต้นลีลาศและกิจกรรมเข้า
จังหวะ

การทดสอบสมรรถภาพทางกายและทาง
กลไก

รวม

คำนำ

การจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ33102
รายวิชาพลานามัย (ลีลาศ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 มุ่งเน้นผู้เรียนศกึ ษาเรียนรูด้ ้วยตนเองได้ตรงตามตัวชีวัด โดยตอบคําถามได้วา่ ผู้เรียนรู้อะไร ผู้เรียนทาํ
อะไร

เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ33102 รายวิชา
พลานามัย(ลีลาลาศ) ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ได้จัดทําขึ้นมรี ปู แบบการนำเสนอ 3 รูปแบบคือ 1) แบบรูปเล่ม
จำนวน 20 เล่ม 2)แบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point 3) แบบหนังสืออิเล็คทรอนิค E-Book
เพ่ือใช้เป็นสื่อการเรยี นการสอนควบคไู่ ปกับการจัดกิจกรรม และสรา้ งทางเลอื กที่หลากหลายตอบสนองความ
ต้องการของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างและพัฒนาพฤติกรรมทั้งทางด้านความรู้ เจตคติ คุณธรรม
ค่านยิ ม ควบคู่กนั ไปกับการพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนให้สงู ขึ้น

การจดั ทาํ คู่มือการใชเ้ อกสารประกอบการเรียนรู้เล่มนี้ ไดร้ บั ความอนุเคราะห์ ด้วยดี จากผอู้ าํ นวยการ
โรงเรียนสรรพวิทยาคม ผเู้ ชย่ี วชาญ คณะครูและผูเ้ กยี่ วข้องทุกทา่ น ทไ่ี ด้กรุณาให้คําชแ้ี นะ ทีม่ ีประโยชนใ์ นการ
จัดทําคู่มอื การใชเ้ อกสารประกอบการเรียนรู้ สาํ เรจ็ เรียบรอ้ ยอย่างสมบรู ณ์ จึงขอบคณุ ไว้ ณ ท่นี ด้ี ว้ ย

ผจู้ ดั ทําหวังเปน็ อย่างย่ิงวา่ เอกสารประกอบการเรียนรู้เล่มนี้ จะเปน็ ประโยชนต์ ่อ ครูผ้สู อน ตลอดจน
ผทู้ ส่ี นใจ ทจ่ี ะนําไปเป็นแนวทางในการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาต่อไป

วิมลณฐั กนั ทะทำ

คำชีแ้ จง

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ33102 ชีวิตและครอบครัว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ผู้เรียน
ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองว่าผู้เรียนรู้อะไร ผู้เรียนทําอะไรตรงตามตัวชี้วัดสอดคล้องกับหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 สาระที่ 3 : การเคลอื่ นไหว การออกกำลังกาย การ
เล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล โดยจัดทําเป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง เทคนิคลีลาศ
พืน้ ฐานการเรียนลลี าศ

เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ33102
รายวชิ า พลานามยั (ลีลาลาศ) ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6 ไดจ้ ัดทําขึน้ มีรปู แบบการนำเสนอ 3 รูปแบบ คือ
1) แบบรูปเล่ม จำนวน 20 เล่ม 2)แบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point 3) แบบหนังสือ
อิเล็คทรอนิค E-Book เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรม และสร้าง
ทางเลือกที่หลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างและพัฒนา
พฤตกิ รรมทงั้ ทางด้านความรู้ เจตคติ คณุ ธรรม คา่ นิยม ควบคูก่ นั ไปกับการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นให้สูงขนึ้

ซึ่งมีข้อปฏิบัติสำหรับการใช้เอกประกอบการเรียนรู้ รายวิชาพลานามัย (ลีลาศ) รหัสวิชา
พ33102 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รายละเอียดประกอบการใช้สำหรับครูผู้สอน
และผ้เู รยี นไดศ้ ึกษาและเรียนรไู้ ด้หลากหลายช่องทาง หวงั เป็นอย่างยง่ิ ว่าเอกสารประกอบการเรียนรู้
ทั้ง 3 รูปแบบช่องทางการเรียนรู้ จะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาและเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ
เพือ่ นำไปพฒั นาการศกึ ษาขอผ้เู รยี นตอ่ ไป

คำชแี้ จง สำหรับครู

การใช้เอกสารประกอบการเรยี นรู้ เรือ่ ง เทคนิคพ้ืนฐานการเรยี นลีลาศ กล่มุ สาระการเรียนร้สู ุขศกึ ษา
และพลศกึ ษา รหัสวิชา พ33102 รายวิชา พลานามยั (ลีลาลาศ) ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้จดั ทําขนึ้ มรี ูปแบบ
การนำเสนอ 3 รูปแบบ คือ 1) แบบรปู เล่ม จำนวน 20 เล่ม 2)แบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point 3)
แบบหนงั สอื อิเลค็ ทรอนิค E-Book ใช้ควบคสู่ ำหรับจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีหลากหลายและเป็น
ทางเลอื กตามความต้องการของผูเ้ รียน โดยรวบรวมเน้อื หาจากแหลง่ เรยี นรทู้ ่เี กี่ยวขอ้ งกับเนื้อหาเทคนคิ
พ้นื ฐานการเรียนลลี าศ โดยใช้ชัว่ โมงการเรยี นรู้ จำนวน 8 ช่วั โมง ครูมบี ทบาทสำคญั ในการวางแผนการ
จดั การเรยี นรูแ้ ละควรปฏบิ ัติ ดงั น้ี

1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลมุ่ สาระการเรียนรู้
สุขศึกษาและพลศึกษา คำอธิบายรายวชิ า โครงสร้าง หน่วยการเรียนรู้ เน้อื หาเทคนิค
พน้ื ฐานการเรียนลีลาศ

2. ศึกษาเอกสารการสร้างเอกสารประกอบการเรียนรู้จนเข้าใจและวางแผนสร้างเอกสาร
ประกอบการเรียนรูท้ ั้ง 3 รูปแบบ คอื
1.1 แบบรูปเลม่ จำนวน 20 เลม่
1.2. แบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point
1.3 แบบหนังสืออิเล็คทรอนคิ E-Book

3. ช้ีแจงวธิ ีการใช้เอกสารประกอบการเรยี นรแู้ ก่ผู้เรยี น
4. ดําเนินกิจกรรมตามลําดับขั้นตอนที่กําหนดไว้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญครูผู้สอนเป็น

เพยี งผู้อํานวยความสะดวกและให้คําแนะนาํ เพอ่ื เกดิ ปัญหา
5. กระตนุ้ ความสนใจของผ้เู รยี นในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการเรียนรู้ตามกจิ กรรมท่ีกําหนด
6. นําเอกสารประกอบการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติกิจกรรมตามลําดับ

ขน้ั ตอน ครผู สู้ อนคอยดูแลใหค้ าํ แนะนาํ อยา่ งใกล้ชิด เม่ือผเู้ รียนมีปญั หาตอ้ งใหค้ าํ แนะนํา
ทนั ที
7. สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรม

คำชแี้ จง สำหรบั ผเู้ รียน

เอกสารประกอบการเรียนรู้เล่มนี้เป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการเรียน เรื่อง เทคนิคพื้นฐานการเรียน
ลีลาศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีรูปแบบการเรียนรู้ 3
รูปแบบ คือ 1) แบบรูปเล่ม จำนวน 20 เล่ม 2)แบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point 3) แบบหนังสือ
อเิ ล็คทรอนิค E-Book ผ้เู รยี นสามารถเลือกช่องทางการเรียนรู้ไดต้ ามความต้องการของตนเองและสอดคล้อง
กับสถานการณ์ของการเรียนรู้ โดยศึกษาวธิ กี ารเรยี นรู้งและปฏิบตั ติ ามข้ันตอน ดงั นี้

1) ศกึ ษารายละเอยี ดและขอ้ ปฏิบตั กิ ารใชเ้ อกสารประกอบการเรียนรู้
2) ปฏิบตั ิตามขน้ั ตอนการใช้เอกสารประกอบการเรยี นรู้ให้ครบทกุ ขั้นตอน
3) หากผูเ้ รียนเกิดปญั หาการใชเ้ อกสารประกอบการเรียนรู้ให้แจง้ ครผู สู้ อนทันที
4) ผู้เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพอื่ ให้รวู้ ่านักเรียนมคี วามรู้พน้ื ฐานเกีย่ วกับ
เร่อื งทศ่ี กึ ษามากน้อยเพยี งใด
5) ผู้เรียนสามารถศึกษาและเรียนรู้เนื้อหาเทคนิคพื้นฐานการเรียนลีลาศได้ตาม
ตอ้ งการและสอดคลอ้ งกับสถานการณ์ของกิจกรรมการเรียนรู้ ซ่งึ สามมารถเรียนรู้แบบผสม
ได้ท้งั 3 รปู แบบควบคเู่ น้ือหาการเรียนรู้ ดงั น้ี

5.1 แบบรูปเล่ม จำนวน 20 เล่ม ผู้เรียนสามารถใช้เรียนรู้ภายใน
ห้องเรียนควบคู่กับการเรียนแบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point ตามเอกสาร
ประกอบการเรยี นรู้เร่ืองเทคนิคพน้ื ฐานการเรียนลีลาศ

5.2 แบบโปรแกรมนำเสนอ Power Point ผู้เรียนสามารถใช้เรียนภายใน
หอ้ งเรยี น ควบคู่แบบรูปเล่ม เพือ่ สรา้ งความสามารถในการเรียนรูเ้ พิม่ ขนึ้

5.3 แบบหนังสืออิเล็คทรอนิค E-Book ผู้เรียนสามารถใช้เรียนภายใน
ห้องเรียน ภายนอกห้องเรียน และสามารถเรียนได้ทุกที่ที่มีเครือข่ายสัญญา
อินเตอรเ์ นต โดยใช้ผ่านล้ิงค/์ คิวอารโ์ ค้ด
6) ผู้เรียนผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจอีกครั้งหน่ึง
แลว้ ตรวจคำตอบ

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลังเรียน

คาํ ช้ีแจง นักเรยี นทำเครือ่ งหมาย × ลอื กคําตอบท่ถี กู ต้องที่สุดเพยี งหนึ่งขอ้ ตอบลงในกระดาษคาํ ตอบ

1. กจิ กรรมลลี าศทจี่ ัดขน้ึ ในงามงคลตา่ งๆมีจุดประสงค์ 7. ใครเป็นผู้สอนใหพ้ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้า

เพ่อื อะไร เจ้าอยู่หวั ทรงเต้นลีลาศ

ก.เกดิ สนุ ทรียภาพ ก.เจ้านายในวงั

ข.เพ่อื ผ่อนคลายอารมณ์ ข.ขุนนางชนั้ ผู้ใหญ่

ค.สนกุ สนานรว่ มกัน ค.แหม่มแอนนา เคลือ่ นไหวตามธรรมชาติ

ง.เพอ่ื เชื่อมโยงงานนน้ั ๆ ให้ต่อเนือ่ ง ง.ศึกษาจากตําราด้วยพระองคเ์ อง

2. การลลี าศเพื่อนันทนาการ ม่งุ เนน้ ด้านใดเป็นสาํ คัญ 8. ใครเปน็ ผู้บญั ญัตศิ พั ท์คําว่าลีลาศขน้ึ แทนคำว่าเตน้ รํา

ก.มงุ่ เนน้ รูปแบบ ก.หมอ่ มเจา้ วรรณไวทยากร วรวรรณ กอารมณ์

ช.มุ่งเนน้ ความพงึ พอใจของคเู่ ต้น ข.ศาสตราจารย์ศภุ ชยั วานชิ วฒั นา

ค.มงุ่ เนน้ ลีลาศที่ถูกตอ้ งตามเทคนิควธิ ี ค.พลเรอื ตรเี ฉียบ แสงชโู ต

ง.มุ่งเนน้ ความสงา่ งามตามหลักการการ ง.หลวงประกอบนิติสาร

3. อะไรเป็นตัวกระตุ้นใหร้ า่ งกายเกิดการเคล่อื นไหว 9. ข้อใดไมใ่ ช่จดุ ประสงคใ์ นการกําหนดทิศทางการ

และความตอ้ งการดา้ นสัญชาตญาณ ก. ถือเป็นกฏและมารยาทของการลีลาศ

ก.อารมณ์ ข.ความรกั ข. เพ่ือความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย สวยงาม

ค.อารยธรรม ง.จงั หวะดนตรี ค. ป้องกนั ไม่ให้ดลู ีลาศชนกันกบั ค่เู ตน้ อนื่ ๆ

4. การเตน้ รําและบัลเลย์ เป็นการพฒั นาทม่ี ีแบบแผน ง. เพอ่ื สร้างลวดลายในการลีลาศ

มาจากอะไร 10. การเรียกช่ือตาํ แหน่งท่ียนื ในการลลี าศจึงเรยี กตาม

ก.ประเพณี ก.ทิศทางตามเขม็ นาฬกิ า

ข.วัฒนธรรม ข. ทศิ ทางทวนเข็มนาฬิกา

ค.ประเพณแี ละวัฒนธรรม ค.ทศิ ทางทห่ี ันหน้าไป

ง. ธรรมชาติและสญั ชาตญาณ ง.ทศิ ทางท่ีหนั หลงั ไป

5. การเตน้ ร้าแบบบอลรูมมีขน้ึ เป็นครั้งแรกท่ปี ระเทศ 11. การเดนิ ในการลลี าศแตกต่างจากการเดนิ ธรรมดา

โดทิศทาง อยา่ งไร อย่างไร

ก. โบฮเี มยี ข. โปแลนด์ ก.ภารก้าวเท้าไปขา้ งหนา้ หรือถอยหลงั ปลายเท้า

ค. อเมรกิ า ง. อังกฤษ ตอ้ งช้ีไปข้างหนา้ เสมอ

6. การเต้นราํ แบบจังหวะต่างๆท่ีจัดอยู่ในประเภทของ ข.การกา้ วเท้าไปข้างหนา้ หรอื ถอยหลัง ปลายเทา้

ลลี าศไดแ้ กจ่ งั หวะใด ชไ้ี ปทิศทางใดกไ็ ด้

ก.ร็อคแอนดโ์ รล ค.การก้าวเท้าไปขา้ งหนา้ หรือถอยหลงั ปลายเทา้

ข.แอโรบิคแดน็ ซ์ จะเฉียงเสมอ

ค.เบรกแดน็ ซ์ ง.การกา้ วเทา้ ไปข้างหนา้ หรอื ถอยหลงั ปลายเท้า

ง.ดสิ โก้ จะขนานกันเสมอ

12. การจัดทรวดทรงในการเตน้ ราํ ของผูห้ ญงิ ที่จะทําให้ 17. การนาํ ในการเคล่ือนท่ไี ปขา้ งหนา้ ควรปฏิบัติ
ดูสงา่ งาม ควรปฏิบตั ิอยา่ งไร
อย่างไร
ก.ยนื ตวั ตรงเขา่ ตรง
ข.ยืนนา้ํ หนกั ตวั อยู่บนเทา้ ทั้งสองข้าง ก.ใช้มือขวากดแล้วดันมาขา้ งหน้า

ค.ขน้ึ วางลําตวั ให้เอนไปข้างหลงั เล็กน้อย ข.กดปลายน้ิวมอื ขวาทง้ั สี่ ยกเวน้ นวิ้ หวั แม่มือ
ง.ยืนอยา่ งไรก็ไดท้ ่ีพรอ้ มจะก้าวไปข้างหน้า
13. การเคลอื่ นไหวร่างกายไปทิศทางตรงกันขา้ มนน้ั ควร ค.ให้กดสนั มอื ขวาดงึ มาทางขวา

ฝกึ อยา่ งไร ง.เคลอ่ื นไหลแ่ ละหน้าอกพรอ้ มกับยกแขนขวา
ก.ขณะหมุนตัวไปข้างหน้า ควรก้าวเท้าซา้ ยไปกอ่ น
เลก็ น้อย
ข.ขณะหมนุ ตัวไปขา้ งหน้า ควรกา้ วเทา้ ขวาไปกอ่ น
ค.ขณะหมุนตวั ไปข้างหน้า ควรเคล่ือนจากสะโพกไป 18. ในการออกลลี าศ ควรปฏิบัติตามมารยาททาง

กอ่ น สงั คม ในการลีลาศอย่างไร

ง.ขณะหมุนตัวไปขา้ งหนา้ ควรเคล่ือนจากไหล่ไปก่อน ก.ผ้หู ญงิ ควรสวมกระโปรงอะไรก็ได้
14. ทา่ เร่ิมต้นของการจบั คู่ลีลาศแทบทกุ จงั หวะ จะจับคู่
ข.ผูห้ ญงิ ถา้ ปฏเิ สธในการออกลลี าศแลว้ ไมส่ ามารถ
แบบใด
ก.แบบบอลรมู เปิด ออกลีลาศไดอ้ ีก
ข.แบบพรอมบอ่ หนาด
ค.ไม่ควรเชญิ สุภาพสตรีออกลีลาศถา้ ดม่ื สุราจนมึน
ค.เเบบบอลรมู ปดิ
ง.การจับคู่ปกติในการเตน้ ไจฟว์ เมา

15. การจับคเู่ ตน้ รําของผชู้ ายมอื ขวาควรวางแตะบรเิ วณ ง. ในการนาํ คู่ลีลาศไปทีฟ่ ลอรเ์ ตน้ ราํ สภุ าพสตรีควร
ใดของผู้หญงิ
ก.ใต้ไหล่ขวาของผหู้ ญงิ เดนิ นาํ หนา้

ข.ใต้ไหลซ่ า้ ยของผ้หู ญงิ 19. จังหวะท่จี ดั อย่ใู นประเภทการเตน้ ราํ แบบ
ค.บรเิ วณเอวของผ้หู ญงิ
สแตนดาร์ด
ง.บรเิ วณสะโพก
16. ข้อความใด กล่าวไดถ้ ูกตอ้ ง ก.ชา ชา ช่า ข.ควิกสเตป

ก.ผูช้ ายมหี น้าที่ในการนําการลีลาศ ค.คิวมนั รมั บ้า ง.เร็อคแอนโรลส์

ข.ผ้หู ญงิ มีหน้าทใ่ี นการนาํ การลีลาศ 20. ลีลาศเป็นกิจกรรมการออกกําลงั กายแบบใด
ค.ชายและหญงิ ผลัดกนั นําการลลี าศ
ก.เบบแอโรบิก
ง.ชายและหญงิ ใครจะนําก็ได้
ข.แบบมอเตอร์ สกิลล์

ค.แบบสร้างสรรค์

ง.การเคลอ่ื นไหท่ีคล่องแคล่ว

บทท่ี 1
บทนาํ

คําว่า “ลีลาศ” หรือ “เต้นรํา” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525
ได้ใหค้ วามหมายไวเ้ หมอื นกัน ดังนี้ “ลีลาศ” เป็นคาํ นามแปลวา่ “ท่าทางอนั งาม การเย้ืองกราย” เปน็ คาํ กริยา
แปลว่า “เยอ้ื งกราย เดินนวยนาด” ส่วนคําว่า “เต้นรํา” เปน็ คํากรยิ าแปลว่า “เคลอื่ นท่ไี ปโดยมี ระยะก้าวตาม
กาํ หนดให้เขา้ กับจังหวะดนตรี ซึ่งเรยี กว่า ลลี าศ โดยปกติเต้นเปน็ คู่ชายหญงิ รําเท้ากว็ ่า”

คําว่า ลีลาศ ตรงกับคําในภาษาอังกฤษว่า “บอลรูม ดํานซ์ซิง” (Ballroom Dancing) หมายถึง การ
เต้นรําของคู่ชายหญิง ตามจังหวะดนตรที ีม่ ีแบบอย่างและลวดลายการเต้น (Figure) เฉพาะตัว โดยมีระเบียบ
การชุมนุม ณ สถานที่ที่จัดไวใ้ นงานสงั คม ใช้ในงานราตรี สโมสรต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นการเต้นรําเพื่อแสดงใหค้ นดู
ยังมีคําในภาษาองั กฤษอีกคาํ หนง่ึ ท่เี รา มกั นาํ มาใช้ในความหมายและความเขา้ ใจเกย่ี วกับคาํ วา่ “บอลรมู ด้านซ์
ซิง่ ” น่นั คือคําวา่ “โซเชยี ล ด้านซ์” (Social Dance) ซง่ึ ในสหรฐั อเมรกิ าคาํ ว่า “โซเชยี ล ดํานซ์” หมายถึง การ
เตน้ ราํ ทกุ ประเภทท่ีจัดขึน้ โดยมีความมงุ่ หมายเพอื่ ให้คนมาอยูร่ ่วมกนั และมีส่วนรว่ มใน กิจกรรมเต้นรําเป็นหมู่
คณะ เพื่อให้ไดค้ วามสนุกสนานเพลิดเพลินร่วมกัน ในความหมายนี้ จึงกล่าวไดว้ ่า บอลรูม ด้านซ์ซึ่ง เป็นส่วน
หนึง่ ของ โซเชยี ล ดํานซ์

ลลี าศ จัดได้วา่ เป็นกจิ กรรมเข้าจงั หวะประเภทหนง่ึ ทแ่ี สดงออกโดยเน้นการใช้เท้า เปน็ หลัก ร่างกาย
สว่ นอน่ื เปน็ รอง เคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะดนตรี เป็นกิจกรรมทางสงั คม ทนี่ อกจากจะเปน็ การออกกําลังกาย
แลว้ ยังใหค้ วามสนกุ สนานเพลิดเพลนิ ชว่ ยผอ่ นคลาย ความเครียดทัง้ ทางรา่ งกายและจติ ใจได้เปน็ อยา่ งดี ท้ังนี้
เพราะลีลาศเป็นทัง้ ศาสตร์และ ศิลป์ที่ประกอบดว้ ยเทคนคิ และลีลาอันชวนให้เพลิดเพลิน มีชีวิตชีวา มีความ
ละเอียดอ่อน และมีสุนทรียภาพ จะเห็นได้ว่าในงานร่ืนเริงสังสรรค์ หรืองานมงคลต่าง ๆ จะมีกิจกรรม ลีลาศ
เป็นส่ิงเชื่อมโยงงานน้ัน ๆ ใหต้ อ่ เน่อื งทําใหผ้ ูร้ ่วมงานไดผ้ อ่ นคลายอารมณ์และ สนกุ สนานรว่ มกัน

สาํ หรับรูปแบบของการลลี าศ น้ันถา้ พจิ ารณาตามความมงุ่ หมายแล้ว จะแบ่งรปู แบบของการลีลาศ ได้
เป็น 2 ประเภทคือ

1. ลลี าศเพ่ือการนันทนาการ (Ballroom Dancing for Recreation)
2. ลลี าศเพอื่ การแข่งขนั หรอื กีฬา (Ballroom Dancing for Sports C9 Dance Sport)s
Competition or

ลีลาศเพื่อการนันทนาการ

ลีลาศเพื่อการนันทนาการ มีความมุ่งหมายที่จะใช้ลีลาศเป็นกิจกรรมเพื่อการผอน คลาย และได้รับ
ความสนกุ สนานรว่ มกัน และใชเ้ ปน็ สือ่ เพือ่ ใหค้ นเขา้ รว่ มกจิ กรรม จะเห็น ควาการจดั งานรื่นเริงในโอกาสต่าง ๆ
เช่น งานพบปะสังสรรค์ งานราตรีสโมสร งานฉลอง ในวาระที่สําเร็จการศึกษา ฯลฯ ล้วนแต่มีลีลาศเป็น
ส่วนประกอบของงานทั้งสิ้น การสลาศ ในรูปแบบน้ีไมค่ ่อยยึดติดหรือคํานึงถงึ เร่ืองรูปแบบการเต้นมากเท่าไร
นัก เพียงแต่อาศัย หรือยึดจังหวะและทํานองประกอบก็พอ ส่วนลีลาท่าทาง หรือลวดลายต่าง ๆ ในการ
เคลือ่ นไหวเนน้ ทคี่ วามสนกุ สนานและความพึงพอใจของคูเ่ ต้นรําเป็นสาํ คญั ลีลาศเพ่ือการแข่งขนั หรือกฬี า
- ลีลาศเพื่อการแข่งขัน หรอื กฬี า เป็นการลลี าศที่คาํ นึงถงึ รูปแบบ และลีลาทถี่ กู ต้อง ตามเทคนิควธิ ี มีความสง่า
งามตามหลักการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติเป็นสําคัญ ซึ่ง ปัจจุบันมีการจัดแข่งขันกันในหลายระดับ ท้ัง
สมัครเล่น และเป็นอาชีพ เช่น การแข่งขัน กีฬาลีลาศ (สาธิต) ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13
ระหว่างวันที่ 6-20 ธันวาคม 2541 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และการแข่งขันที่ใช้ชื่อว่า การแข่งขันกีฬา
ลลี าศนานา ชาตแิ หง่ กรุงเทพมหานคร ปี 2000 ซึง่ กรุงเทพมหานครรว่ มกบั สมาคมกฬี าลีลาศแหง่ ประเทศไทย
จดั ขนึ้ ระหว่างวนั ท่ี 4-5 พฤศจิกายน 2543 ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนยเ์ ยาวชน กรงุ เทพมหานคร (ไทย-ญ่ีปุ่น)
ดินแดง หรือการแข่งขันลีลาศชิงแชมป์โลกที่ใช้ชื่อว่า World Professional Ballroom Dancing
Championships ทป่ี ระเทศตา่ ง ๆ ผลดั เปล่ียน หมนุ เวยี นกันเปน็ เจา้ ภาพ เป็นต้น
ปัจจุบันลีลาศได้รับการรับรองให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International
Olympic Committee = IOC) อย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งที่ 106 วันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1997 ณ
เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอรแ์ ลนด์ ดงั น้ันจงึ เป็นท่หี วังกนั วา่ ลีลาศในประเทศไทยจะไดร้ ับการสนับสนุนมาก
ยิ่งขึ้น และขยายขอบเขตของความนิยม ออกไปอยา่ งกว้างขวางในอนาคต

บทท่ี 2
ประวัตคิ วามเป็นมาของลลี าศ

การเต้นรําในแบบฉบับที่เรียกว่า “ลีลาศ” นี้มีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์ กับการเต้นรํา
พื้นเมือง (Folk Dance) และการเต้นบัลเล่ย์ (Ballet) เป็นอย่างยิ่ง ในที่นี้จะแบ่ง ประวัติความเป็นมาหรือ
พัฒนาการของการลีลาศออกเปน็ 2 สมัย คอื สมยั เกา่ และสมัยใหม่

สมยั เก่า
ความต้องการการเต้นรําเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณของมนุษย์ ถึงกับมีคํากล่าวกันว่า “การเต้นรําน้ัน

เก่าแก่และมีมาก่อนส่ิงอ่นื ใด ยกเวน้ การด่ืมกินและความรกั ” เป็นความ จรงิ ทว่ี า่ “อารมณ์” เปน็ ตัวกระตุ้นให้
ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวขึ้น และความต้องการอัน เป็นสัญชาตญาณอันเก่าแก่นี้ก็ยังคงมีอยู่ตลอดมาไม่
เปลีย่ นแปลง แมว้ ่าอารยธรรม ความเจริญและสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ จะสอนใหม้ นษุ ยร์ ู้จักระงบั อารมณ์ความ
ต้องการ ตามธรรมชาติก็ตาม ประกอบกับการเกิดจังหวะดนตรีต่าง ๆ ที่ได้นํามาผสมผสานเข้ากับ การ
เคล่ือนไหวรา่ งกายแลว้ การเต้นรําจงึ ได้เกิดข้ึน จงึ อาจสรปุ ไดว้ ่าอารมณแ์ ละจงั หวะดนตรี ทําให้เกิดการเต้นรํา
ข้ึน

มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีการใช้ภาษาพูด แสดงอารมณ์ออกมาโดย การเคลื่อนไหว
รา่ งกาย จากหลักฐานภาพวาดต่าง ๆ ในถาํ้ สมยั โบราณ แสดงให้เห็นว่า การเตน้ ราํ ของมนุษย์ในยคุ นั้นเป็นการ
แสดงพฤติกรรมท่สี ะทอ้ นถึงความร้สู กึ นึกคิดและ ความตอ้ งการในจติ ใจอันลึกซึ่งของพวกเขา
เม่อื ยคุ สมัยผา่ นไป ภาษาไดร้ บั การพฒั นาขึน้ ความต้องการและความจําเปน็ ใน การใชภ้ าษาท่าทางแสดงออก
จงึ ลดความสําคัญลง อย่างไรกต็ าม การเคลื่อนไหวท่ีแสดง ออกด้วยท่าทางตา่ ง ๆ ก็ยังคงมอี ยู่ แตไ่ มไ่ ด้เป็นส่ิงที่
เกิดขึ้นตามธรรมชาติและสัญชาตญาณ อีกต่อไป กล่าวคือ เริ่มมีแบบแผนขึ้นจนกลายเป็นประเพณีและ
วัฒนธรรมทยี่ ดึ ถอื ปฏิบตั กิ นั

และพัฒนาการดงั กล่าวทาํ ให้การแสดงออกด้วยท่าทางต่าง ๆ กลายมา การเตน้ ราํ พืน้ เมอื งไป ซ่ึงเปรู
จินี (Perugini) กล่าวไว้ในหนังสือ การแสดงเต้นรําและ บัลเล่ย์ (Pageant of the Dance and Ballet) ว่า
ตลอดช่วงก่อนยุคมดื หรือยคุ กลาง เราจะพบการเตน้ รําไดใ้ นทกุ ประเทศ ในรปแบบของการเต้นรําพื้นเมืองตาม
ประเพณหี รือ การเตน้ รําประจําชาติ นอกจากนนั้ การเต้นรํายังเป็นลักษณะสําคญั ของวนั ในพธิ ีทางศาสน เดย
เฉพาะในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งมีข้อมลู ที่น่าเชื่อถือและยืนยันได้ว่า ความเจริญก้าวหน้าของ
การเตน้ ราํ ในสมยั น้นั ขน้ึ อย่กู บั คณะสงฆว์ า่ จะอนญุ าตหรอื คดั คา้ น

ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักบวชรูปหนึ่งชื่อ เจฮัน ตาบูโรท์ (Jehan abourot) ได้เขียน
หนังสือช่ือ ออคโิ ซกราฟี (Orchesographie) โดยใช้นามปากกา ว่า “ตัวโน อารโ์ บ” (Thoinot Arbeau) พิมพ์
ในปี ค.ศ. 1588 ทาํ ใหท้ ราบข้อมูลเกี่ยวกบั การเตน้ ราํ แบบบอลรมู ในยคุ แรก ๆ และตอ่ มา ชีรลิ โบมองต์ (Cyril
Beaumont) ได้แปล เป็นภาษาอังกฤษ ในช่วงเวลานั้นการเต้นราํ แบบ “บรองเล่” (Branle) ได้รับความนิยม
มาก ซึ่งการเต้นบรองเล่นี้จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองในแต่ละท้องถิน่ เช่น การเต้นบรองเล เบบ “กาวอต
เต้” (Gayotte) เป็นการเต้นบรองเล่ของชาวโปรวองซ์ (Provence) ซึ่งมีต้นกําเนิด จากพวกแก๊ป (Gap) การ
เตน้ บรองเล่ของชาวปัวตู (Poitou) เรยี กวา่ “มินูเอ” (Minuet) สว่ นการเต้นรําแบบอน่ื ๆ ทอ่ี ารโ์ บบรรยายไว้ก็
คือ “ปาวาเน” (Pavane) และ “กัลลิยาร์ด Galiarde) ซึ่งเช็กสเปียร์ (Shakespeare) เรียกว่า “แซงปาส”
(Cing Pace) เน่ืองจากเปน็ การเต้นทีป่ ระกอบด้วยการเคลือ่ นไหว 5 ก้าว

การเต้นรําท่มี ีรูปแบบที่แนน่ อนเกิดขึ้นในชว่ งกลางครสิ ต์ศตวรรษที่ 17 หลงั จากท่ี พระเจา้ หลุยส์ท่ี 14
(Louis XIV ได้ก่อตั้งราชบัณฑิตสภาการดนตรีและการเต้นรําขึ้น(Academie Royale de Musique et de
Danse) โดยบรรดาสมาชิกราชบัณฑิตยสภาฯ ได้กําหนด ตําแหน่งการวางเท้าทั้ง 5 ก้าวในการเต้นรําแบบ
“แซงปาส” ในขณะเดยี วกนั ก็ได้มีการ กําหนดกฎระเบียบที่เครง่ ครัดในการเต้นรําทกุ ประเภทข้ึนเป็นครั้งแรก
ในช่วงเวลานเ้ี ป็น ชว่ งความร่งุ เรืองของการเต้นรําแบบ “มินเอ” และ “การอตเต”้ มินเอซึ่งเดิมเปน็ การเต้นรํา
พื้นเมืองของชาวปัวตูได้เข้ามาในปารีสในปี ค.ศ. 1650 และต่อมาได้มีการใส่ทํานองดนตรี โดยหลุยล (Luli)
และพระเจ้าหลุยสท์ ่ี 14 ทรงนํามาใช้เต้นรําในท่สี าธารณชน จึงอาจกล่าว ไดว้ า่ ไดม้ ีการควบคมุ การเตน้ รําแบบ
บอลรูมตง้ั แตน่ ัน้ มาจนกระท่ังสิ้นสุดครสิ ต์ศตวรรษที่ 18

สมัยใหม่
การเต้นรําที่จัดอยู่ในช่วงสมัยใหม่เริ่มตัง้ แต่ปี ค.ศ. 1812 เมื่อมีการนําการจับคู่ เต้นรําแบบใหม่ คือ

ชายจับมือและโอบเอวของค่เู ตน้ รํา (Modern Hold) มาใชก้ ับการเตน้ ราํ จงั หวะวอลซ์ (Waltz) ซึ่งในขณะนั้น
ถูกต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายศาสนจักรและโดยเฉพาะ อย่างยิ่งจากผู้ปกครอง แต่ในที่สุดสังคมก็ยอมรบั การ
เต้นรําแบบใหม่นี้ เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิ อเล็กซานเดอร์ (Alexander) แห่งรัสเซียได้เต้นรําจงั หวะวอลซ์ที่อลั
แมค (Almack's Hall) ซ่ึง เปน็ สถานท่สี าํ หรบั ผูม้ เี กียรติยศช้นั สงู

การเตน้ รําสมยั ใหม่เกิดขึ้นในชว่ ง ค.ศ. 1830 - 1840 เมอื่ มกี ารเต้นรําแบบใหม่ ๆ เกิดข้นึ รวมทั้งการ
เต้น"โพลก้า” (Ploka) ซึ่งมีกําเนิดจากโบฮเี มีย (Bohemia) “มาเซอร์ก้า” (Mazurka) จากโปแลนด์ และ “ชา
ตชิ ” (Schottische) ข้นึ ในสถานทีเ่ ต้นราํ ต่าง ๆ

ในปี ค.ศ. 1914 ได้มีการเปล่ียนแปลงเทคนิคและรปู แบบการเตน้ รําไปจากเดิม กลา่ วคอื เป็นเทคนิคที่
มีพื้นฐานการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ และการเต้นรําในจังหวะ “ฟอกซ์ทรอต” (Foxtrot) ที่เกิดขึ้นในปี
คริสต์ศักราชนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ยิ่ง ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจนไม่เหลือเทคนิคการ
เต้นราํ แบบเก่า ๆ อกี เลย

ปี ค.ศ. 1924 ในประเทศอังกฤษ ได้มีการจัดตงั้ คณะกรรมการของสมาคมครูสอน เต้นรําในสาขาการ
เต้นรําแบบบอลรูมขึ้นเป็นครั้งแรก (Committee of the “Ballroom Branch” of the Imperial Society
of Teachers of Dancing) คณะกรรมการชุดแรกน้ีประกอบด้วย โจเซฟิน แบรดเลย์ (Josephine Bradley)
อีฟ ที่นนี้เกท สมิท (Eve Tynegate Smith) มัวร์ล ซิมมอนส์ (Muriel Simmons) ลิส, ฮัมฟรีย์ (Lisle
Humphreys) และวิคเตอร์ ซิลเวสเตอร์ (Victor Silvester) ซึ่งสมาคมครูสอนเต้นรํานี้ได้พัฒนาและกําหนด
แบบแผนการเต้นรํามาจน ถึงปัจจุบันที่เรียกกันว่า การเต้นรํา “สไตล์อังกฤษ (English Style) ที่ได้เผยแพร่
และได้ รบั ความนิยมไปทวั่ โลก

ในปี ค.ศ. 1950 ประเทศต่าง ๆ ไดร้ ่วมกันก่อตัง้ สภาการลลี าศนานาชาติ (International Council of
Ballroom Dancing = I.C.B.D.) ขึ้น และในปีเดียวกันนี้ก็ได้มีการนําจังหวะใหม่ ๆ มาเผยแพร่ เช่น จังหวะ
แมมโบ้ (Mambo) และชา ชา ชา่ (Cha Cha Cha) เปน็ ตน้

ปี ค.ศ. 1959 ได้มีการจัดการแข่งขันลีลาศชิงแชมเปียนโลกขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยจัดแข่งขันท้ัง
ประเภทสมัครเลน่ และอาชพี ตามกฎเกณฑ์ที่สภาการลลี าศระหวา่ ง

ประเทศกาํ หนด จังหวะทจี่ ัดใหม้ กี ารแขง่ ขันได้แก่ วอลซแ์ บบอังกฤษ, ฟอกซ์ทรอต (Foxtrot) แทงโก้
(Tango) ควิกสเตป (Quick Step) และควิกวอลซ์หรือเวียนนิสวอลร (Quick Waltz or Viennese Waltz)
และในโอกาสนีป้ ระเทศสหรฐั อเมรกิ าและอังกฤษได้ แนะนําการเต้นราํ จังหวะร็อคแอนด์โรล (Rock and Roll)
เพ่ือใหร้ ูจ้ กั กนั อยา่ งกวา้ งขวาง

ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ปี ค.ศ. 1960 มกี ารเตน้ ราํ จังหวะใหม่ ๆ เกิดขนึ้ โดย พวกอเมรกิ นั นิโกร คือ
จังหวะทวิสต์ (Twist) และจังหวะฮัสเซิล (Hustle) ซึ่งได้รับความ นิยมไปทั่วโลก และต่อมาในปี ค.ศ. 1970
เกิดจังหวะการเต้นรําที่เรียกกันว่า ดิสโก้ (Disco Dancing) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็น
จังหวะท่ีผู้เตน้ มอี สิ ระในการเคลื่อน ไหวอย่างมาก และยงั มีการเต้นรําแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกหลายจังหวะ เช่น
แฟลชด้าน (Flash Dance) เบรกด้านซ์ (Break Dance) และแรพ (Rap) เป็นต้น ซึ่งมักมีกําเนิดจาก พวก
อเมริกันนิโกร นอกจากนัน้ ยังมีการเตน้ รําโดยใช้ท่าการบริหารกายประกอบจังหวะ ดนตรีที่เรียกว่า แอโรบิก
ด้านซ์ (Aerobic Dance) ซ่ึงยังคงได้รับความนิยมมาจนถึง ปัจจุบันนี้ การเต้นรําในแบบและจังหวะต่าง ๆ
เหล่าน้ีไมจ่ ดั อยใู่ นประเภทของการลีลาศ

ประวัติการลีลาศของประเทศไทย

ไม่มีหลักฐานยืนยนั ไดแ้ นช่ ดั วา่ การลลี าศในประเทศไทยเกดิ ข้ึนในสมัยใด สนั นษิ ฐาน ว่าชาวต่างชาติได้
นํามาเผยแพร่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จุลศักราช 1226 จากบันทึกของแหม่ม
แอนนาทําให้มีหลักฐานเชื่อได้วา่ คนไทยลีลาศเป็น มาตั้งแต่สมัยของพระองค์ และพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยหู่ วั ทรงไดร้ ับการ ยกย่องใหเ้ ปน็ นักลีลาศคนแรกของไทย ตามบนั ทึกกล่าววา่ แหม่มแอนนาพยายาม
สอน พระองค์ทา่ นให้รูจ้ กั วธิ ีการเต้นราํ แบบสภุ าพซ่ึงเปน็ ท่ีนิยมของชาติตะวันตก โดยบอกว่า จังหวะวอลซ์นั้น
หรูมาก นิยมเต้นกันในวังของประเทศในแถบยุโรป พร้อมกับแสดงท่า ทางการเต้น พระองค์ท่านกลับสอนว่า
ใกลเ้ กินไป แขนตอ้ งวางใหถ้ กู แลว้ พระองค์ทา่ นกเ็ ตน้ จนทาํ ให้แหมม่ แอนนาประหลาดใจ จงึ ได้ทูลถามว่าใคร
เปน็ ผู้สอนให้ พระองค์ท่านมไิ ด้ ตอบแตป่ ระการใด จึงไมส่ ามารถรูไ้ ด้วา่ ใครเป็นผู้สอนพระองค์ จึงไดส้ ันนษิ ฐาน
กนั วา่ พระองค์ทา่ นคงจะศกึ ษาจากตําราด้วยพระองค์เอง

การเต้นรําในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนใหญ่มีแต่เจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เต้นรํา กันพอเป็น
โดยเฉพาะเจ้านายที่ว่าการต่างประเทศไดม้ ีการเชิญทูตานุทูตและแขกชาว ตา่ งประเทศมาชุมนุมเต้นรําท่ีบ้าน
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในการเฉลิมพระ ชนมพรรษาหรือเนือ่ งในวันบรมราชาภิเษก เป็นต้น จนกระท่งั
พระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานวังสราญรมยใ์ ห้เป็นศาลา
วา่ การ กระทรวงการตา่ งประเทศ งานเตน้ รําท่ีเคยจัดกนั มาทุกปกี ็ได้ยา้ ยมาจดั ท่ีวังสราญรมย์

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้เชิญคือ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทวะวงษ์วโรประการ(พระยศในขณะนั้น)
เสนาบดีวา่ การตา่ งประเทศ เชญิ นายแพทย์อูเจนไรเตอร์ (พระยาประเสรฐิ ศาสตร์ธาํ รง) แพทย์ประจาํ พระองค์

พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เน่อื งในโอกาส วนั บรมราชาภเิ ษก ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448)
ในสมยั รชั กาลที่ 6 ทุกปีทีม่ ีงานเฉลิมพระชนมพรรษานิยมจัดใหม้ ีการเตน้ รําข้ึนใน พระบรมมหาราชวัง

โดยมีพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เป็นประธาน ซ่งึ มเี จ้านายและ บรรดาทูตานุทตู ท้งั หลายเข้าเฝ้า ส่วนแขกที่
จะเขา้ รว่ มงานได้ตอ้ งได้รับบัตรเชญิ เท่านั้น จงึ สามารถเขา้ รว่ มงานได้

ในสมัยรัชกาลที่ 7 การลีลาศได้รับความนยิ มมากขึ้น จึงมีสถานที่ลีลาศเกิดขึ้น หลายแห่ง เช่น ห้อย

เทียนเหลา เกา้ ช้ัน คาเธ่ย์ และโลลิตา้ เป็นตน้
ในปี พ.ศ. 2475 นายหยบิ ณ นคร ได้ร่วมกับหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ จดั ตงั้ สมาคมเกีย่ วกับ

การเตน้ ราํ ข้ึน แตไ่ มไ่ ด้จดทะเบียนใหเ้ ป็นทีถ่ ูกต้องแตป่ ระการใด โดย ใช้ช่อื วา่ สมาคมสมัครเล่นเตน้ รํา มีหม่อม
เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นนายก สมาคม นายหยิบ ณ นคร เป็นเลขาธิการสมาคม สําหรับกรรมการ
สมาคมส่วนใหญ่ เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ได้แก่ หลวงเฉลิมสุนทรกาญจน์ พระยาปกิตกลสาร พระยาวิน หลวง

สุขุมนัยประดิษฐ์ หลวงชาติตระการโกศล และนายแพทย์เติม บุนนาค สมาชิกรรม สมาคมส่วนมากเป็น
ข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ทมี่ กั พาลูกของตนมาเตน้ รําดว้ ย ทาํ ใหม้ สี มาร์ เพ่มิ ขึน้ อยา่ งรวดเรว็ มีการจัดงานเต้นรําข้ึน

บ่อย ๆ ทีส่ มาคมคณะราษฏร์และวงั สราญรม สําหรับวงั สราญรมยน์ ีน้ บั เปน็ สถานท่ีทจ่ี ัดให้มกี ารแข่งขันเต้นรํา
ข้ึนเปน็ ครงั้ แรก ซ่งึ ผูช้ าย เลิศเปน็ แชมเปียนคแู่ รกคอื พลเรือตรเี ฉยี บ แสงชโู ต และประนอม สขุ มุ
ในช่วงปี พ.ศ. 2475 2476 มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งเรียกสมาคมสมัครเล่นเต้นรํา สมาคม.... (คําผวนของคําว่า

เต้นรํา) ซึ่งฟังแลว้ ไม่ไพเราะหู ดังนั้นหมอ่ มเจา้ วรรณไวทยากร วรวรรณ จงึ บัญญตั ิศัพท์คําว่า ลลี าศ ขึน้ แทนคํา
วา่ เตน้ รํา ต่อมาสมาคมสมคั รเล่น เต้นรําก็สลายตัวไป แตย่ ังคงมกี ารชุมนุมกนั ของครลู ลี าศอยู่เสมอ โดยมีนาย

หยิบ ณ นคร เป็นผปู้ ระสานงาน
การลลี าศได้ซบเซาลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งสงครามสงบ ในเดอื นกันยายน พ.ศ. 2488

วงการลลี าศของไทยเร่ิมฟน้ื ตัวขนึ้ ใหม่ มีโรงเรียนสอนลีลา เกิดข้ึนหลายแหง่ โดยเฉพาะสาขาบอลรูมสมัยใหม่

(Modern Ballroom Branch) อาจารย์ยอด บุรี ได้ไปศึกษามาจากประเทศอังกฤษและเป็นผู้นํามาเผยแพร่
ช่วยทําให้ก ลลี าศซึ่งศาสตราจารย์ศุภชัย วานชิ วฒั นา เป็นผู้นาํ อย่กู ่อนแลว้ เจรญิ ขึน้ เปน็ ลําดบั

ในปี พ.ศ. 2491 มบี ุคคลชั้นนาํ ในการลีลาศซ่งึ เคยเปน็ ผชู้ นะเลิศในการแขง่ ขนั ลีลาศ สมยั หลังสงครามโลกคร้ัง
ที่ 2 อาทิ อไุ ร โทณวณกิ กวี กรโกวิท จําลอง มาณยมณา ปตั ตานะ เหมะสจุ ิ และนายแพทย์ประสบ วรมิศร์ ได้
ร่วมกันก่อตั้งสมาคมลีลาศ ประเทศไทยขึ้น โดยสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้อนุญาตให้จัดตั้งได้เมื่อวันที่ 16

ตุลาคม พ. 2491 มหี ลวงประกอบนิติสาร เปน็ นายกสมาคมคนแรก ปจั จบุ นั สมาคมลีลาศแหง่ ประเทย ไทยเปน็
สมาชกิ ของสภาการลลี าศนานาชาตดิ ้วยประเทศหนง่ึ

หลงั จากน้นั การลีลาศในประเทศไทยก็เปน็ ทน่ี ิยมอย่างแพร่หลาย มสี ถานลีลาศ เพิม่ มากข้ึน มีการจัด
แข่งขนั ลลี าศมากข้นึ ประชาชนสนใจเรียนลีลาศกนั มาก มกี ารจัดมาคมครูลลี าศข้นึ สาํ หรับเปิดสอนลีลาศ และ
ยงั ได้จัดส่งนกั ลลี าศไปแขง่ ขันในต่างประเทศ และจดั แขง่ ขันลีลาศนานาชาติขน้ึ ในประเทศไทย ในสมัยรัฐบาล

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กําหนดให้โรงเรียนสอนลีลาศต่าง ๆ อยู่ในสังกดั ของกระทรวง
ศกึ ษาธิการ และมกี ารกําหนดหลักสูตรลีลาศขึน้ อย่างเปน็ แบบแผนทําใหก้ ารลีลาศมี มาตรฐานย่ิงข้ึน ส่งผลให้

การลีลาศในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและนิยมในทุกวงการทั้งใน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นักเรียน นิสิต
นักศึกษาและประชาชนให้ความสนใจ ทาํ ใหม้ ี โรงเรยี นหรอื สถาบันเปิดสอนลีลาศข้ึนเกือบทุกจังหวัด สําหรับ
ในสถานศกึ ษากไ็ ดม้ กี ารจดั วิชาลีลาศเข้าไว้ในหลักสูตรตัง้ แต่ระดับมัธยมศกึ ษาจนถงึ ระดบั อดุ มศกึ ษา

ปจั จุบันลีลาศไดร้ บั การรับรองใหเ้ ป็นกฬี าจากคณะกรรมการโอลมิ ปิกสากล (International Olympic
Committee = IOC) อยา่ งเปน็ ทางการในการประชุมครงั้ ท่ี 106 วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2540 ณ เมืองโลซาน

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สําหรับในประเทศไทย คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ในสมัยที่มีนายจุริ
นทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรี - ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ได้มีมติรับรองลีลาศ

เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 จัดเป็นกีฬาลําดับที่ 45 ของการกีฬา แห่ง
ประเทศไทย และยังไดจ้ ัดให้มกี ารแข่งขนั กีฬาลลี าศ (สาธิต) ขึ้นเป็นคร้ังแรกในการ แข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์
คร้ังที่ 13 ซงึ่ ประเทศไทยเป็นเจา้ ภาพ ณ กรงุ เทพมหานคร ระหว่างวนั ท่ี 6 - 20 ธนั วาคม พ.ศ. 2541

บทที่ 3
ความรู้พน้ื ฐานในการลีลาศ

ทิศทางในการลลี าศ
การเริ่มต้นและการสิ้นสุดในการลีลาศแต่ละจังหวะหรือแต่ละลวดลายจะมีทิศทางที่ แตกต่างกันไป

ดังนน้ั เพอ่ื ใหก้ ารฝกึ ลีลาศเปน็ ไปไดร้ วดเร็วและถูกต้องตามเทคนิคของการ ลีลาศ ผูเ้ รยี นจึงควรมีความรู้ความ
เขา้ ใจเก่ียวกับทศิ ทางในการลีลาศใหถ้ กู ต้องเสยี กอ่ น

การกําหนดทิศทางในการลีลาศขึ้น และถือเป็นกฎและมารยาทของการลีลาศ ก็เพื่อ ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ป้องกันไม่ให้คูล่ ีลาศชนกบั คู่เต้นรําอื่น ๆ คือ คู่ลีลาศ ต้องเต้นรําไปในทิศทางทวน
เขม็ นาฬกิ าหรือทศิ ทางจากขวาไปซ้ายเสมอ ซ่ึงเรียกว่า แนว เต้นราํ (Line of Dance = L.O.D.)

แนวเต้นรํา จึงมีความสําคัญในการกําหนดให้ผู้เต้นรําก้าวเท้าเคลื่อนที่ไปตาม ตําแหน่งต่าง ๆ และ
กําหนดปรมิ าณการหมนุ ตัวของแต่ละกา้ วในขณะเคลื่อนทดี่ ้วย โดย เฉพาะการเต้นรําในประเภทบอลรูม ในแต่
ละลวดลายจะระบุไว้ว่าเรม่ิ โดยการหันหน้าไปใน ทิศทางใด และเมือ่ จบลวดลายนัน้ แลว้ จะหนั หนา้ ไปในทิศทาง
ใด วิธีการสังเกตว่าจะเคลื่อนที่ไปตามแนวเต้นรําได้อย่างไรก็คือ ถ้าเรายืนอยู่ใกล้ฝาห้องหรือขอบฟลอร์
แล้ว ซา้ ยมือของเราคอื กลางห้อง ขวามอื ของเราคอื ฝาหอ้ งแล้ว แสดงว่าเรากําลังยืนหันหนา้ ไป ตามแนวเต้นรํา
ดงั รูป

ขอบฟลอร์หรอื ฝาผนังหอ้ ง

รปู ท่ี 3.1 แสดงแนวเตน้ รํา และทิศทางในการลลี าศ
สําหรับทิศทางของการลีลาศนัน้ แบ่งออกได้เป็น 8 ทิศทาง คือ
1. ทศิ ทางตามแนวเตน้ ราํ
2. ทศิ ทางยอ้ นแนวเตน้ ราํ
3. ทศิ ทางเข้ากลางห้อง
4. ทิศทางเข้าฝาหอ้ ง
5. ทิศทางเฉยี งเขา้ กลางห้องตามแนวเตน้ รํา
6. ทิศทางเฉยี งเขา้ ฝาหอ้ งย้อนแนวเตน้ รํา
7. ทิศทางเฉยี งเขา้ กลางหอ้ งย้อนแนวเตน้ ราํ
8. ทศิ ทางเฉียงเขา้ ฝาหอ้ งตามแนวเต้นราํ

ตาํ แหนง่ การยืนในการลลี าศ (Position of Stand)
ตําแหนง่ การยนื ในการลีลาศจะสมั พันธ์กับ ทศิ ทางที่ผู้ลีลาศหันหน้าไปในทิศทางต่าง ๆ ท้ัง 8 ทิศทาง

การเรียกชื่อตําแหนง่ ท่ยี ืนจงึ เรยี กตามทศิ ทางทหี่ นั หน้าไป ดงั รปู

รปู ท่ี 3.2 แสดงตําแหน่งการยืนในการลลี าศในทศิ ทางต่าง ๆ ทั้ง 8 ทศิ ทาง

ในที่นี้กําหนดให้ A ยืนหันหน้าไปในทิศทางต่าง ๆ คือ 1. ยืนหันหน้าตามแนวเต้นรํา 2. ยืนหันหน้า
ยอ้ นแนวเตน้ รํา 3. ยนื หนั หน้าเขา้ กลางห้อง 4. ยืนหันหน้าเขา้ ฝาหอ้ ง 5. ยนื หนั หน้าเฉยี งเขา้ กลางห้องตามแนว
เตน้ รํา 6. ยนื หนั หน้าเฉียงฝาเข้าฝาหอ้ งย้อนแนวเต้นราํ 7. ยนื หันหน้าเฉียงเข้ากลางหอ้ งยอ้ นแนวเต้นรํา 8. ยนื
หนั หน้าเฉียงฝาเขา้ ฝาห้องตามแนวเตน้ ราํ

การก้าวเทา้ เดนิ โดยทวั่ ไป และการจัดทรวดทรง
การเดนิ ในการลลี าศแตกต่างจากการเดนิ ธรรมดา คอื ขณะเดินไมว่ า่ จะกา้ วเท้า ขา้ งหน้าหรือถอยหลัง

ก็ตาม ปลายเทา้ ต้องไปข้างหน้าเสมอ เท้าทั้งสองลากผ่านจนเกนิ สมั ผสั กัน และถา่ ยนํ้าหนกั ตัวไปยังเท้าท่ีก้าว
ไปใหม่เสมอ ดังนั้นท่าทางการเดินจึง พื้นฐานในการลลี าศที่ผู้เรียนต้องใหค้ วามสนใจและฝึกปฏิบัติให้ถกู ตอ้ ง
เสยี ก่อน สาํ ช การจัดทรวดทรง หรือการวางลําตวั ที่ดนี นั้ จะเปน็ บุคลิกภาพท่มี ีคุณคา่ ต่อการลลี าศ คอื ทาํ ดูสง่า
งามน่ามอง ผู้ที่มีทรวดทรงไม่ดีจึงต้องปรับปรุงแก้ไข โดยการฝึกฝนตนเองและพยาย ทําตามคําแนะนําของ
ครูผ้สู อนใหม้ าก

การเดินไปข้างหนา้ ของผ้ชู าย
การจดั ทรวดทรง : ยนื ตัวตรงเขา่ ตึงแต่ไม่ถึงกบั เกร็งข้อเข่า ใหน้ ้ำหนักตัวอยู่ท่ีปลายเท้า แต่ส้นเท้าไม่
ยกพน้ พืน้ การเคลอื่ นไหวของขาและเทา้ : การเร่ิมตน้ กา้ วเดนิ นั้นไมม่ ีกฎเกณฑ์แนน่ อน จะตอ้ งก้าวด้วยเท้าซ้าย
หรอื ขวาก่อน แตโ่ ดยทัว่ ไปนิยมให้ผู้ชายเร่ิมต้นดว้ ยการกา้ วย ซ้ายกอ่ น โดยเรมิ่ ดว้ ยการให้น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้า
ขวา แล้วก้าวเท้าซ้ายโดยเคลื่อนจากสะ ไปข้างหน้า ให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อนแล้วจึงราบลงเต็มเท้า ขณะที่เท้า
ซ้ายผ่านปลายเท้าย ส้นเทา้ ขวาเรม่ิ ยกข้ึนพ้นพื้น และเมือ่ ก้าวออกไปเตม็ ทป่ี ลายเทา้ ขวากับสน้ เท้าซา้ ยจะ
กบั พ้นื แลว้ วางปลายเทา้ ซ้ายราบลงกบั พืน้ ทันที ในขณะทล่ี าํ ตวั ยังคงเคลอ่ื นต่อไปขา้ งหน้า(ถา่ ยน้ำหนักตัวลงบน
เท้าซ้าย) และก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าโดยลากปลายเท้าไปกบั พืน้ และ เคลื่อนผ่านเท้าซ้ายไปเช่นเดียวกับการ
ก้าวเทา้ ซ้ายการถ่ายน้ำหนักตัว : ขณะก้าวเดินจากตําแหน่งท่ีอยู่กับท่ี น้ำหนกั ตัวสว่ นใหญ่จะ อยู่บนปลายเท้า
กอ่ นท่จี ะเรมิ่ ก้าวเท้าเคลอื่ นท่ีออกไป ขณะทกี่ ําลงั ก้าวเดนิ น้ำหนักตัวจะ อยบู่ นเท้าทไ่ี ม่ได้ก้าว และขณะที่ก้าว
เดนิ ออกไปเตม็ ที่ น้ำหนักตวั จะถูกแบ่งอยรู่ ะหว่างช้ัน เทา้ หนา้ กับปลายเท้าหลงั แล้วค่อย ๆ ถา่ ยน้ำหนักตัวไป
ทเ่ี ทา้ หน้าเม่ือวางลงเต็มเท้า น้ำหนักตัวทงั้ หมดจะอยูบ่ นเทา้ หนา้ ทนั ที

การเดนิ ถอยหลังของผู้หญิง
การจดั ทรวดทรง : ยนื ตัวตรง เข่าตึง แตไ่ ม่ถึงกับเกร็งข้อเข่า วางลําตวั ให้เอนไป ข้างหลงั เลก็ น้อย จน
ทาํ ใหน้ ้ำหนกั ตัวอยู่บนส้นเท้าทั้งสอง ซึง่ จะทาํ ใหด้ สู ง่างาม ขอ้ ควร ระวงั คอื อยา่ เอนมากเกินไป เพราะจะทําให้
เกดิ ภาพที่ไม่นา่ ดู
การเคลอ่ื นไหวของขาและเท้า: ในทีน่ ้ีจะอธบิ ายการเริม่ ต้นดว้ ยการก้าวเท้าขวา กอ่ น เพราะโดยปกติ
ผู้ชายจะเริ่มก้าวเทา้ ซ้ายก่อน การเริ่มต้นจะเริ่มโดยการถ่ายน้ำหนัก ตัวไปอยู่บนเท้าซา้ ย ถอยเท้าขวาไปข้าง
หลังโดยเคลื่อนจากสะโพกให้ปลายเท้าขวาแตะ พื้นก่อน เมื่อเท้าขวาผ่านส้นเท้าซ้าย ปลายเท้าซ้ายค่อย ๆ
เคลื่อนพ้นจากพื้น และเมื่อถอย เท้าขวาออกไปเต็มท่ี ลดระดับของปลายเท้าขวาให้ต่ำลงมา ทําให้ปลายเท้า
ขวาและสัน เท้าซ้ายแตะพื้น เคล่ือนทตี่ อ่ ไปโดยลดสน้ เท้าขวาราบลง (ถ่ายน้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา) การถอย
เท้าซา้ ยไปขา้ งหลัง ให้ถอยด้วยสน้ เท้า เมือ่ เท้าซา้ ยอยู่ระดบั เดียวกับเทา้ ขวา ปลายเท้าซ้ายจะแตะพนื้ และการ
ถอยเท้าซา้ ยตอ่ ไปกจ็ ะทาํ เช่นเดยี วกับการถอยหลังดว้ ย เท้าขวา
การถ่ายน้ำหนกั ตวั : จากตําแหน่งที่อย่กู ับที่น้ำหนกั ตวั จะอยู่บนส้นเท้ากอ่ นเร่ิม ถอยเท้า เม่ือก้าวถอย
หลัง น้ำหนกั ตัวจะอยบู่ นเท้าที่ไม่ได้ก้าว เม่อื ถอยเทา้ ไปเต็มที่แลว้ น้ำหนกั ตัวจะอยรู่ ะหว่างสน้ เทา้ หน้ากับปลาย
เท้าหลัง แล้วค่อย ๆ ถา่ ยน้ำหนักไปทีเ่ ทา้ หลงั

การเดนิ ไปข้างหนา้ ของผูห้ ญงิ
การเดนิ ไปขา้ งหนา้ ของผหู้ ญงิ เหมอื นกับการเดนิ ไปข้างหน้าของผู้ชาย แต่จะตอ้ ง ไมเ่ ปล่ยี นทว่ งท่าของ
ตนเอง นน่ั คือ ตัวยังคงเอนไปขา้ งหลังเลก็ นอ้ ย ผหู้ ญิงสามารถช่วยให้ ผูช้ ายเดินถอยหลังไดส้ ะดวกขึน้ โดยดันไป
ขา้ งหนา้ แตต่ ้องไมท่ าํ ให้ผู้ชายเสยี การทรงตวั

การเดนิ ถอยหลงั ของผู้ชาย
การเดนิ ถอยหลงั ของผู้ชายจะมีลักษณะการก้าวเท้าและขาเหมอื นกับการเดนิ ถอย หลังของผู้หญิง แต่
ผู้ชายจะต้องรักษาทรวดทรงเหมือนกับการเดินไปข้างหน้าเสมอ นั้นคือ น้ำหนักตัวอยู่ที่ปลายเท้าการ
เคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศทางตรงกันข้าม (Contrary Body Movement = C.B.M.)การเคลื่อนไหวร่างกาย
ไปในทิศทางตรงกันข้ามนี้บางครั้งอาจจะใช้คําว่า การ เหวียงลําตัว (Body Swings) คือ การหมุนหรือบิด
สะโพกและไหล่ด้านตรงกนั ข้ามกับเท้า ทกี่ ้าวไป จะใช้ในการเรม่ิ ตน้ หมุนขวาหรือหมนุ ซ้ายเท่านั้น จะไม่ใช้กับ
การหมุนอยู่กับที่ หรือการหมุนรอบแกน จึงเป็นการเคลื่อนไหวใน 4 ทิศทาง คือ การหมุนตัวไปทางขวาหรอื
ซา้ ยขณะเคลอื่ นท่ไี ปขา้ งหน้า และการหมุนตัวไปทางขวาหรอื ซา้ ยขณะเคลื่อนทีไ่ ปข้างหลัง ซงึ่ มีวิธีปฏิบัติ ดงั น้ี
1. เดนิ หนา้ หมุนตัวไปทางขวา ใหก้ า้ วเทา้ ขวาไปข้างหน้า ในขณะเดียวกนั ก็บิด ไหล่และสะโพกซ้าย

ไปขา้ งหน้า
2. เดนิ หน้าหมนุ ตวั ไปทางซา้ ย ให้ก้าวเทา้ ซ้ายไปขา้ งหน้า ในขณะเดยี วกันก็บิด ไหล่และสะโพกขวา

ไปข้างหน้า
3. เดินถอยหลังหมุนตัวไปทางขวา ให้ถอยเทา้ ซา้ ย ในขณะเดยี วกันก็ปดิ ไหล่และ สะโพกขวาไปขา้ ง

หลัง
4. เดินถอยหลังหมุนตัวไปทางซ้าย ให้ถอยเท้าขวา ในขณะเดียวกันบิดไหล่และ สะโพกซ้ายไปข้าง

หลัง

การเคล่ือนไหวร่างกายไปในทิศทางตรงกันข้ามนี้ แม้วา่ จะต้องบดิ หรอื หมนุ ท้ังไหล่ และสะโพกแต่ต้อง
พยายามฝกึ จนรสู้ ึกวา่ ขณะท่ีหมนุ ตัวไปข้างหนา้ ให้เคล่ือนจากไหลไปก่อน และขณะที่หมนุ ไปขา้ งหลังให้เคลื่อน
จากสะโพกไปก่อน ความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของ การหมุนทั้งสองแบบนี้จะชว่ ยให้ผูเ้ ริม่ ฝึกเข้าใจได้ดีและ
ปฏิบตั ิไดถ้ กู ตอ้ งรวดเร็วยิง่ ขึ้น

ปรมิ าณการหมนุ (Amount of Turn)
เป็นความจําเป็นที่ผู้เรียนจะตอ้ งทราบว่า ในแต่ละลวดลายนัน้ มีการหมุนตัวหรือไม่ถ้า มีปริมาณการ
หมุนจะมีมากน้อยเพียงใดในแต่ละก้าว ซึ่งความมากหรือน้อยของการหมุนจะใช้เป็นค่าเศษส่วน จากจํานวน
เต็ม 8 ส่วนเท่ากับ 1 รอบ เช่น ๆ รอบ 1 รอบ 3 รอบ และ 1 รอบ เป็นต้นปริมาณการหมุนอาจจะวัดจาก
ตาํ แหนง่ ของเท้า หรือจะให้งา่ ยข้นึ ก็วดั ปริมาณการ หมุนจากตําแหน่งที่ลาํ ตัวหมุนไป ตัวอย่างเชน่ ปรมิ าณการ
หมุนในลวดลายแนชเชอรัล เทริ น์ (Natural Turn) ของจงั หวะวอลซ์ (Waltz) ของชาย คือ
• หมนุ ตัวไปทางขวา 1 รอบระหวา่ งกา้ วท่ี 1 และ 2
• หมุนตวั ไปทางขวาต่อไป 2 รอบ ระหวา่ งก้าวท่ี 2 และ 3
• หมนุ ตวั ไปทางขวา3 รอบ ระหว่างกา้ วท่ี 4 และ 5 ลําตวั หมนุ เพียงเล็กนอ้ ย
และหมุนตัวเต็มที่ระหว่างก้าวที่ 5 และ 6 การหมุนในก้าวที่ 1 - 3 ของผู้ชายนั้นจะเป็นการหมุนออกนอก
(Outside Turn) การ ก้าวเท้าจะกา้ วยาวกวา่ กา้ วท่ี 4 - 6 ซง่ึ เป็นการหมุนเขา้ ใน (Inside Turn)

การจบั คู่ การนําและการตามในการลลี าศ

การจบั คใู่ นการลีลาศ (The Hold)
การจบั ค่ทู ่ีถูกตอ้ งตามแบบแผนในการลีลาศ นอกจากจะทาํ ให้ดูสง่างามแล้ว ยงั มีประโยชนอ์ ยา่ งย่ิงใน

การนาํ หรอื การตามของคู่ ท่ีจะทาํ ให้การทรงตวั และการก้าวเท้า สอดคล้องสัมพนั ธ์กันเป็นอย่างดี ซ่ึงโดยปกติ
ทา่ เริ่มตน้ ของการจับคู่ลีลาศแทบทุกจังหวะ จะจับแบบบอลรมู ปดิ หรือบอลรูมชิด แตเ่ ม่ือคู่ลีลาศออกลวดลาย
ต่าง ๆ แล้ว การจับคู่ ลีลาศจะเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่น ๆ ได้ตามลวดลายของจังหวะต่าง ๆ มีเพียงบางจังหวะ
เท่านัน้ ที่การจบั คู่ในท่าเรมิ่ ตน้ แตกต่างไปบ้าง เชน่ แทงโก้ ใจฟว์ และรอ็ คแอนด์โรล เป็นต้น
การจับคู่เรมิ่ ต้นลลี าศท่นี ยิ มใชโ้ ดยทวั่ ไปมีอยู่ 2 แบบ คือ

1. แบบบอลรูมปดิ หรอื บอลรูมชิด
2. แบบบอลรูมเปดิ หรือพรอมเมอหนาด (Promenade Position)

การจับค่แู บบบอลรมู ปดิ
วิธีการ : เริ่มตั้งแต่คู่เต้นรํายืนให้เท้าทั้งสองชิดกัน ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า ลําตัว ตั้งตรง ทั้งคู่ยืนหนั
หน้าเขา้ หากัน ลําตัวใกล้กนั พอสมควร (ปลายเทา้ ห่างจากคู่ประมาณ 6 น้วิ หรอื 15 เซนติเมตร) ไหล่ขนานกัน
ผ้หู ญิงยนื เย้อื งไปทางขวาของผชู้ ายเลก็ น้อย (ผ้ชู ายสามารถมองข้ามไหลข่ วาของผู้หญิงได้) ผชู้ ายใช้มือขวาโอบ
ข้างหลงั (ประมาณกง่ึ กลาง หลงั ) ของผหู้ ญงิ ใหก้ ระชับด้วยความสภุ าพนุ่มนวล ไม่ใชเ่ ปน็ การกอดรดั แขนซ้าย
ของผู้ หญงิ วางพักเบา ๆ ให้สมั ผัสกับแขนท่อนบนของผู้ชาย มอื ซา้ ยวางไปตามแนวบนไหลข่ อง ผูช้ าย ท้ังนี้ให้
สัมพันธ์กับคู่ มือซ้ายของผู้ชายกุมนิ้วมือขวาทั้ง 4 ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือของ ผู้หญิงเอาไว้ด้วยนิ้วหัวแม่มือและ
นว้ิ ชี้ น้ิวทเี่ หลอื แนบฝา่ มือด้านขา้ งนิ้วของผหู้ ญงิ ไว้ ผูห้ ญงิ ใชน้ วิ้ หัวแมม่ ือแนบกับนิ้วหวั แมม่ อื ของผู้ชายไว้ ให้ท้ัง
คู่ยกศอกของแขนด้านน้ีออก ห่างจากลําตัวและแขนท่อนบนกบั ท่อนล่างเกือบตั้งฉากกัน ให้ผู้ชายยกมือขวา
ของผู้หญิง สูงประมาณระดบั เหนอื ไหลข่ องผหู้ ญิง

การจบั ค่แู บบบอลรูมปิด
(สําหรบั การลลี าศจังหวะประเภทบอลรมู )

1. ดา้ นขา้ ง

2.ดา้ นหลงั หญิง

3.ดา้ นหลังชาย

การจับคู่แบบบอลรูมปิด
(สําหรับการลีลาศจังหวะประเภทละตินอเมริกัน)

การจบั คูป่ กติในการเต้นไจฟว์
การจบั ค่ปู กติในการเตน้ ชา ชา ช่า 3
ควิ บนั รมั บ้า แซมบ้า และพาโซโดเบล้

การจบั คูแ่ บบบอลรมู เปิด
วิธีการ : คู่เต้นราํ ยืนหนั ข้างเข้าหากัน หันหน้าไปในทศิ ทางเดียวกัน ผู้หญิงอยู่ทาง ขวามือของผู้ชาย

ลาํ ตวั ชิดกัน แขนขวาของผ้ชู ายโอบเอวด้านหลงั ของผู้หญงิ ไหลข่ วาบิด เขา้ หาผ้หู ญิง มือซา้ ยของผ้หู ญิงวางพัก
บรเิ วณไหลข่ วาของผู้ชาย มอื ดา้ นนอกของคจู่ ับกนั ดา้ นหน้า โดยผชู้ ายจับมอื ผู้หญงิ เหยียดไปข้างหน้าหรือพับ
เข้ามาเล็กน้อย

การจบั ค่แู บบบอลรูมเปดิ

ดา้ นหน้า

ดา้ นหลงั

ข้อแนะนาํ ในการจับคขู่ องชาย
1. การยืน ควรยืนตรงเท้าชิด ลําตัวตั้งแต่เอวขึ้นมาเอนไปข้างหลังเล็กน้อย แต่ ไม่ใช่เป็นการแอ่น

หน้าอก หนา้ อกยังคงอยูใ่ นระดับปกติ
2. แขนซ้ายทอ่ นบนตงั้ แต่ไหล่ถงึ ข้อศอกลาดเอียงเล็กน้อย แขนควรยนื มาด้าน หลังเพ่ือให้ข้อศอกอยู่

ในแนวเดียวกบั แผน่ หลงั ของตน ขอ้ ผดิ พลาดที่มกั เกิดข้ึนคอื การปล่อยให้ขอ้ ศอกเคล่อื นไปด้านหน้ามากเกินไป
จนทําให้แขนขวาของผหู้ ญงิ ถกู ดนั ออก ไปด้านหลงั มากเกนิ ไป

3. แขนซา้ ยทอ่ นล่าง ต้งั แตข่ ้อศอกถงึ ฝ่ามอื จะหกั มมุ ชีต้ รงขนึ้ ไปแล้วเอนแขนไป ข้างหนา้ และเข้าหา
ศีรษะเล็กน้อย ระวังอยา่ ให้เข้ามามากเกนิ ไป เพราะจะทําให้การจับคู่ อยู่ในลักษณะแนน่ และคับแคบเกินไป
แขนควรทํามุมกับข้อศอกให้แน่นอนและคงที่ โดยที่ ยังต้องรักษาระดับเดิมของแขนท่อนบนไว้ การจับคู่
ลกั ษณะน้จี ะทาํ ใหด้ ูสง่างาม และไม่ เป็นการรบกวนคู่เต้นรําอ่นื

4 ฝ่ามอื ซา้ ยหนั ออกไปข้างหน้าในทิศทางท่ีทะแยงมมุ กับพื้น จับมือขวาของผหู้ ญิง ให้กระชับ แต่อย่า
แน่นจนเกนิ ไป โดยผู้ชายใชน้ ้ิวหวั แมม่ ือและนิ้วชจ้ี บั นิว้ มือทั้ง 4 (ยกเว้น นิ้วหวั แม่มอื ) ของผ้หู ญิงไว้ แลว้ โอบนิ้ว
ทเี่ หลือแนบกับฝา่ มือด้านข้างของผู้หญงิ เอาไว้

5. ข้อมอื ซา้ ยจะต้องเป็นแนวเสน้ ตรงตลอดจนถงึ ข้อศอก ไมบ่ ิดงอหรอื หักลงมา
6. แขนขวาท่อนบนจากไหล่ถึงข้อศอกลาดเอียงจนเกือบเป็นแนวเดียวกับแขนซ้าย มากที่สุด ทั้งนี้
ขึน้ อยูก่ ับความสงู ของผู้หญิง ข้อศอกขวายื่นไปทางดา้ นหนา้ ของหัวไหล่ เพราะต้องยืน่ มอื ไปแตะหลงั ฝ่ายผูห้ ญิง
ขอ้ ควรระวังคือ อย่าใหข้ ้อศอกตกลงมาแนบชดิ ขา้ งลําตวั
7. มือขวาควรจะวางแตะที่บริเวณใต้ไหล่ซ้ายของผู้หญิง นิ้วมือทั้ง 5 แนบชิดกัน ปลายนิ้วควรจรด
พอดกี บั รอ่ งหลังของผู้หญิง ไมค่ วรโอบลึกเกนิ ไป เพราะจะทาํ ใหไ้ หล่ขวาตก
8. ศีรษะตั้งตรงตามสบาย โดยมองผ่านไหล่ขวาของผู้หญิง หรือเบนหน้าไปทางซ้าย มือ องคนเอง
เล็กน้อย
9. ตําแหน่งการยืนควรจับคู่ให้ผู้หญิงยืนเยื้องมาทางขวามือของตนเองเล็กน้อย และห่างจากคู่
พอสมควร (ประมาณ 6 น้ิวหรือ 15 เซนติเมตร)

ขอ้ แนะนาํ ในการจับคู่ของผหู้ ญิง
1. ยืนตวั ตรง เอนตวั ไปข้างหลังเล็กน้อยจนทําใหน้ ้ำหนักตัวอยู่บนส้นเทา้ ระวงั อย่า ให้ลาํ ตัวเอนไปข้าง

หลงั มากเกินไป เพราะจะทาํ ให้ไมน่ ่าดู
2. ยืนให้ใกลผ้ ู้ชายให้มากทส่ี ุด และเยื้องไปทางขวามือของผู้ชายเล็กน้อย
3. ยกมือขวาขน้ึ ให้ผู้ชายจับไว้ในระดับปกติของเขา น้วิ มือท้งั 4 จะตอ้ งแนบชดิ กนั เพ่ือให้ผู้ชายจับไว้

ระหว่างนวิ้ หัวแมม่ ือกบั นวิ้ ชีข้ องเขา หลงั จากนนั้ ผูห้ ญงิ ใชน้ ิว้ หัวแมม่ อื แนบกับนวิ้ หัวแมม่ ือของผู้ชายไว้
4. แขนขวาลาดเอียงลงเล็กน้อย เพื่อให้มือขวาไปจับกับมือซ้ายของผู้ชาย ซึ่งจะ อยู่ในระดับใดก็ได้

ข้ึนอยู่กบั การนาํ ของผ้ชู าย
5. แขนซา้ ยหักขอ้ ศอกวางสัมผัสเบา ๆ บนแขนท่อนบนของผู้ชาย และระวังอยา่ ใหแ้ ขนทอ่ นบนตกลง

มาเป็นอนั ขาด
6. นิ้วมอื ซา้ ยแนบชิดกนั วางบนต้นแขนของผชู้ ายคอ่ นไปดา้ นหลงั แขนของผู้ชาย

การนําและการตามในการลลี าศ (Leading and Following)
ในการลีลาศให้สวยงามกลมกลืน และต่อเนื่องกัน คู่ลีลาศต้องเคลื่อนไหวในลักษณะ ที่สอดคล้อง

สัมพันธ์กันเปน็ อย่างดี จากลวดลายหนง่ึ ไปยงั อีกลวดลายหน่งึ ส่งิ ตา่ ง ๆ เหล่านจ้ี ะเกดิ ขึ้นได้เนื่องจากมีการนํา
และการตามที่ดี ซึ่งโดยปกติผู้ชายมีหน้าที่ให้ สัญญาณนําผู้หญิงให้สามารถลีลาศไปบนฟลอร์ได้อยา่ งราบรืน่
สวยงาม โดยไมช่ นกบั คู่ เตน้ ราํ อนื่ ๆ และผู้หญงิ มีหนา้ ทีต่ าม

การนํา
มผี ู้ชายจํานวนไมน่ อ้ ยทป่ี ระสบปัญหาไม่สามารถเต้นราํ กับคเู่ ต้นได้ หรืออาจถกู คเู่ ต้นบ่นในทํานองว่า

ไมส่ ามารถนําคูเ่ ต้นได้ ท้งั ๆ ทไี่ ด้เรียนลลี าศจนสามารถเต้นลวดลาย ต่าง ๆ ได้ดี ทง้ั น้ีอาจเปน็ เพราะขาดทักษะ
ในการนํา ดังนนั้ จึงจําเป็นทีผ่ ้ชู ายจะตอ้ งเรยี นรู้ และฝึกปฏบิ ัตเิ ก่ยี วกบั การนาํ ในการลีลาศดงั ต่อไปนี้ คอื

1. พนื้ ฐานทีส่ าํ คญั ของการนํา การนําทีด่ ีเกิดจากพ้นื ฐานทส่ี ําคญั ดงั นี้
1.1 ทรวดทรงอยูใ่ นลกั ษณะท่ีพรอ้ มและเคลื่อนไหวตอ่ เน่อื งเปน็ หน่วยเดยี วกัน
1.2 ตําแหน่งการจับคทู่ ่ถี กู ตอ้ งสามารถใหค้ วามช่วยเหลอื แกค่ ู่เต้นได้
1.3 มีความเข้าใจในจังหวะดนตรี และรปู แบบของดนตรปี ระเภทตา่ ง ๆ
1.4 มีความรใู้ นลวดลายพนื้ ฐาน (Basic Figure) และลวดลายทพ่ี ลิกแพลงอนื่ ๆ

พอสมควร และสามารถเช่ือมโยงลวดลายต่าง ๆ (Amalgamation) เขา้ ด้วย กันได้เป็นอยา่ งดี
1.5 สามารถใชม้ ือในการใหส้ ญั ญาณในการนาํ กอ่ นที่จะถึงจงั หวะการเปลย่ี น

ลวดลายที่จะเตน้ ตอ่ ไป

2. กฎทั่วไปเกย่ี วกับการนํา ประกอบดว้ ย
2.1 การจบั คู่ ควรจบั ค่ใู ห้รสู้ ึกมั่นคง แตไ่ มก่ ระชับแนน่ จนเปน็ การกอดรัด
2.2 ฟงั ดนตรี เพื่อจับจงั หวะดนตรีให้ไดก้ อ่ นเร่ิมลีลาศ
2.3 คิดลว่ งหนา้ เพื่อเปน็ การเตรยี มพรอ้ มกอ่ นทจ่ี ะเปล่ยี นลวดลายใหม่
2.4 ให้สัญญาณนาํ ก่อนทจี่ ะเร่มิ ลวดลายหรือทศิ ทางใหม่
2.5 เรมิ่ จากการเต้นลวดลายพื้นฐานกอ่ นทจ่ี ะเปลย่ี นไปเต้นลวดลายทพ่ี ลิกแพลงขึ้น แต่ก็ต้องแน่ใจ

วา่ คเู่ ต้นจะสามารถเต้นตามได้
3. สัญญาณมอื ในการนําไปในทิศทางใดทิศทางหนงึ่ การให้สญั ญาณมอื นัน้ ท้ังผู้ชายและผู้หญิงจะต้อง

เรียนรู้และเขา้ ใจให้ตรงกนั เพราะจะไมม่ ีการให้สญั ญาณด้วยคําพูด สัญญาณมอื ในการนาํ ของผู้ชายมีดังนี้
3.1 การนําในการเคลื่อนที่ไปข้างหนา้ ให้เคลื่อนไหล่และหน้าอกพร้อมกับยกแขนขวาขึ้นเล็กน้อย

จะได้กา้ วออกด้วยเทา้ ซ้ายได้
3.2 การนําในการเคลื่อนที่ถอยหลังจะใช้มือขวากดและดันผู้หญิงมาข้างหน้า 3.3 เมื่อต้องการให้

ผู้หญิงมาทางซ้ายใหก้ ดปลายนว้ิ มอื ขวาทง้ั 4 (ยกเวน้ นว้ิ หวั แมม่ ือ)
3.4 เม่อื ตอ้ งการให้ผูห้ ญิงมาทางขวามอื ให้กดสนั มอื ขวาถงึ ไปทางขวา
3.5 ถา้ ต้องการใหผ้ ู้หญงิ เดินเอาข้างไป ใหเ้ ล่ือนมือขวามาทขี่ ้างลําตัวผ้หู ญงิ แลว้ กดมือลง
3.6 ถา้ จะให้ผ้หู ญิงหมนุ ขวา ใหย้ กมือซา้ ยข้ึนเหนอื ศีรษะของคู่แลว้ ใชม้ ือขวากดทีข่ ้างลําตวั
3.7 ถา้ ตอ้ งการใหผ้ ู้หญิงย่อต่าํ ให้ออกแรงกดลงดว้ ยปลายนิ้วมือขวา
3.8 ถ้าต้องการล็อก (Lock) ใหบ้ ีบมือขวาของคู่แลว้ ยกลําตวั ข้นึ

ฝ่ายชายพึงระลึกไว้เสมอว่า การนําคู่ลีลาศได้ดีนั้นจะช่วยให้คู่ลีลาศสามารถเดิน ตามได้ด้วยความ
มน่ั ใจ โดยไมต่ ้องคาดเดาเอาวา่ จะต้องเตน้ อะไร และอยา่ งไรตอ่ ไป

การตาม
การตามในการลีลาศ เป็นหน้าที่ของผู้หญิงโดยเฉพาะที่จะต้องปรับการเต้นไปตาม จังหวะหรือ

ลวดลายของคู่ จะตอ้ งไม่เกร็งตวั มากเกนิ ไปจนทําใหเ้ กิดแรงต้านใด ๆ หรือใน ทางตรงกนั ข้ามคือปล่อยตัวตาม
สบายเกินไป หรือทําตัวใหเ้ บามากเกนิ ไป ทัง้ น้ีเพราะจะ ทาํ ให้การนาํ ของผู้ชายทําไดย้ ากลําบาก และในกรณีท่ี
ผชู้ ายนําได้ไม่ดเี ท่าท่ีควร ผู้หญงิ ควรจะต้องคอยสงั เกตการเคลื่อนไหวลําตัวของผู้ชายโดยเฉพาะอย่างย่ิงส่วน
ไหลแ่ ละหนา้ อก

กฏท่ัวไปเก่ยี วกบั การตามของผู้หญิงที่ควรทราบ มดี ังน้ี 1. พยายามยดึ จังหวะการเตน้ ของผู้ชาย 2. มี
ความสามารถตอบสนองการนําของผู้ชายได้อย่างฉบั ไว 3. คํานึงถึงหลักเบ้ืองตน้ ในการถอยและการวางนาํ้ หนัก
ตัวในขณะเคลอ่ื นไหว ใหร้ ู้สึกว่านํ้าหนักตัวอยูบ่ นตวั ของตัวเอง ต้องไม่ให้เป็นภาระของผู้ชาย ท่ีจะตอ้ ง
แบกรับนาํ้ หนักตัวของเรา 4. เม่อื จะถอยหลังใหก้ ้าวถอยหลงั ไปตรง ๆ เพือ่ ใหผ้ ้ชู ายไดก้ า้ วตรงมาข้างหน้าได้
อย่างสะดวก 5. ก้าวเท้าผ่านอีกเท้าหนึ่งไปให้ใกล้ที่สุด 6. ไม่ควรคาดคะเนการนําของคู่หรือเปลี่ยนลวดลาย
ก่อนคู่ แต่ควรจะตามด้วยการนําของคู่ 7. พยายามทําความคุ้นเคยกับลวดลายพื้นฐานที่คู่เต้นชอบใช้ในการ
ลีลาศ 8. พงึ ระลกึ ไวเ้ สมอวา่ จะต้องอยู่ใกลช้ ิดกบั คู่ และรักษาทรวดทรงท่ีดไี ว้เสมอตลอดการลีลาศเพ่ือให้การ
นําเป็นไปดว้ ยความสะดวก

มารยาททางสงั คมในการลลี าศ (Etiquette of Ballroom Dance)

ลลี าศเปน็ กิจกรรมทางสงั คมกิจกรรมหนงึ่ ท่ีเปดิ โอกาสใหม้ ีการพบปะสมาคมกบั ผู้อื่น และได้มีโอกาส
สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นนอกจากมารยาทในการเข้าสังคม ทั่ว ๆ ไปที่ผู้ลีลาศจะต้องเรียนรู้และ
ปฏิบัติตนใหถ้ กู ตอ้ ง เหมาะสม เป็นทยี่ อมรับของสังคม แล้ว ยงั จําเปน็ อย่างย่ิงทจี่ ะตอ้ งเรียนรู้และปฏิบัติตนใน
เร่ืองมารยาททางสงั คมในการลลี าศ ใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมอีกดว้ ยมารยาททางสังคมในการลลี าศที่ควรทราบ
มีดงั นี้

1. การเตรียมตวั
1.1 อาบน้ำชําระล้างร่างกายให้สะอาด และแต่งกายให้ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ ไม่สวม
กระโปรงหรอื กางเกงยีนส์โดยเดด็ ขาด
1.2 มีการเตรยี มตวั ลว่ งหน้า ฝึกซอ้ มจังหวะเตน้ รําตา่ ง ๆ เพ่ือความมัน่ ใจในจงั หวะการเตน้
1.3 ให้เกียรตสิ ภุ าพสตรี และบคุ คลอน่ื เสมอในทกุ สถานการณ์ สภุ าพบรุ ุษจะต้องไปรบั สุภาพสตรีที่ตน
เชิญไปรว่ มงานด้วย (ถ้าม)ี
1.4 ไปถึงบริเวณงานตรงตามเวลาท่ไี ดร้ ะบไุ ว้ในบตั รเชญิ
2. กอ่ นออกลีลาศ

2.1 ทําตัวใหเ้ ปน็ กนั เองกับเพ่อื นๆ และสรา้ งความสนทิ สนมคนุ้ เคยกบั เพื่อนใหม่กบั ทงั้ แนะนําเพื่อน
หญิงของตนให้ผอู้ ่นื รูจ้ ัก (ถา้ ม)ี

2.2 ไม่ควรดื่มสรุ าจนมนึ เมา ครองสตไิ ม่อยู่ หากรู้สกึ ตัวว่าเมา ไมค่ วรเชิญสภุ าพสตรีออกลีลาศ และ
ควรปลีกตัวออกจากงาน

2.3 เวลาที่เราจะขอสุภาพสตรีเต้นรําด้วย ไม่ควรขอคนที่เราไม่รู้จัก หรือยังไม่ได้รับการแนะนําให้
รู้จกั ถ้าเราอยากเตน้ ราํ ด้วยกค็ วรขอรอ้ งให้คนอนื่ ทเ่ี รารู้จกั ชว่ ยแนะนําให้เรารู้จักเสยี กอ่ น

2.4 สภุ าพบุรุษควรแน่ใจวา่ สุภาพสตรีผนู้ ัน้ สามารถลลี าศในจังหวะนั้นได้หากไม่แนใ่ จควรถาม
2.5 สภุ าพบุรุษเป็นฝา่ ยเชอื้ เชญิ สุภาพสตรีออกลลี าศดว้ ยกรยิ าทา่ ทางทสี่ ภุ าพ
ถ้าถูกปฏิเสธก็ไมค่ วรเช้าจนเป็นที่รําคาญ และถ้าหากในกลุ่มที่สภุ าพ สตรีนั่งอยูน่ ้ันมีบุคคลอื่นมาด้วย หรือมี
สภุ าพบรุ ษุ อนื่ น่งั ร่วมวงอยดู่ ้วย จะต้องกลา่ วขออนุญาตบคุ คลเหล่าน้ันดว้ ย
2.6 สุภาพสตรีไม่ควรปฏิเสธ เมื่อฝ่ายชายมาขอลีลาศด้วย หากจําเป็นต้องปฏิเสธด้วยเหตุผลใดก็
ตาม ต้องปฏิเสธอยา่ งมีเหตุผล ให้เข้าใจด้วย ถ้อยคําที่อ่อนหวาน สุภาพนุ่มนวล และถ้าได้ปฏิเสธในการออก
ลลี าศกับ สุภาพบุรุษใดในเพลงใด จงั หวะใด ก็ไมค่ วรออกลีลาศกับสุภาพบุรษุ อน่ื ในเพลงนั้น จังหวะนน้ั
2.7 ก่อนออกลีลาศ ควรฟังจงั หวะเพลงนน้ั ใหอ้ อกเสียกอ่ น และแนใ่ จวา่ สามารถลีลาศในจังหวะนนั้ ได้
2.8 สภุ าพสตรไี ม่ควรออกลีลาศกับเพือ่ นเพศเดียวกนั โดยเฉพาะในงานลีลาศทม่ี ีสุภาพบุรุษมากกว่า
สตรี แต่ถ้าคนอื่นออกลีลาศกันหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงท่านกับเพื่อน และไม่มีใครมาเชิญจึงชวนเพื่อนออก
ลีลาศได้
3. ขณะลลี าศ
3.1 ขณะนาํ คู่ลลี าศไปทฟี่ ลอร์ สุภาพบรุ ุษต้องเดนิ นําหนา้ เพ่อื ใหค้ วาม
สะดวกแก่สุภาพสตรีหรือไม่เช่นนั้นก็เดินเคียงคู่กันไปอย่าปล่อยให้สุภาพสตรี เดินนําหรือต้องเดินเบียดแขก
ทีม่ าในงานนน้ั เพราะจะเป็นการไมน่ า่ ดู และ แสดงถงึ ความไม่เปน็ สภุ าพบรุ ุษ และเมอ่ื ไปถึงฟลอรแ์ ล้ว
สภุ าพบรุ ุษควรให้เกียรตสิ ภุ าพสตรีเดนิ ขน้ึ ฟลอร์ก่อน หรอื เคยี งคขู่ ึ้นฟลอรพ์ ร้อมกัน

3.2 การจับคู่ สุภาพบุรุษต้องกระทําดว้ ยความนุ่มนวลและถูกต้องตามแบบแผนของการลีลาศ ไม่
ควรจับคู่ในลักษณะทีร่ ัดแน่นหรือห่างจนเกินไป การแสดงออกที่น่าเกลียดบางอยา่ งพึงละเว้นเช่น การเอารัด
เอาเปรยี บคูเ่ ต้นรํา

3.3 คู่ลีลาศจะตอ้ งลลี าศไปตามจงั หวะ แบบแผน และทศิ ทางท่ีถกู ตอ้ ง ไม่ยอ้ นแนวเตน้ รํา เพราะจะ
เป็นอุปสรรคกีดขวางทางลีลาศของคู่อื่น ๆ และ อาจไปชนหรือเหยียบเท้าคู่ลีลาศอื่น ๆ ได้ และถ้าเกิด
เหตุการณด์ ังกล่าวจะตอ้ งกลา่ ว “ขออภัย” หรอื “ขอโทษ” ดว้ ย

3.4 ไม่สบู บุหร่ี หรอื เคย้ี วหมากฝรงั่ หรอื ของขบเค้ยี วใด ๆ ในขณะลลี าศ
3.5 ใหค้ วามสนใจอย่กู ับคขู่ องตน ทําใหเ้ ขาร้สู กึ สบาย ความอบอุ่นเกิดขนึ้ ไดจ้ ากการย้ิมแย้มแจ่มใส
อยา่ งเปน็ มติ ร กล่าวคาํ ชม ไม่แสดงความเบื่อหน่าย หรอื หนั ไปสนใจคเู่ ต้นคนอ่นื ๆ และอย่าทําตนเป็นคนช่าง
พดู กับคนท่ัวไปขณะลลี าศ
3.6 ไม่ควรแสดงสหี น้าว่ามคี วามทุกขใ์ นขณะลีลาศ เพราะการลลี าศต้องการความสนกุ สนาน ร่าเริง
เต็มไปดว้ ยผทู้ ่ยี ้ิมแยม้ แจ่มใสเขา้ หากนั
3.7 คูล่ ีลาศที่ดีไมค่ วรพดู ในเร่ืองปมด้อยของตนเองหรือของคู่
3.8 ไม่ควรเปลีย่ นค่ลู ีลาศบนฟลอร์ อยา่ งไรกต็ าม ทุกคนควรยอมรับความกรุณา และมติ รภาพจาก
ผูอ้ ่ืน ขณะที่ลีลาศอาจมกี ารสลับคู่เตน้ ได้ แม้วา่ เราจะไม่ประสงคก์ ต็ าม
3.9 ควรลีลาศในแบบทีง่ ่ายๆ กอ่ น แล้วจึงเพ่มิ แบบท่ียากตามความสามารถของ
คู่ สภุ าพบรุ ุษ ไมค่ วรนําสุภาพสตรีทีไ่ ม่ใช่คเู่ ต้นประจําออกลีลาศในจังหวะ หรือลวดลายที่ยาก เพราะจะทําให้คู่
เตน้ เบอื่ หน่าย และไม่ควรพลกิ แพลงแบบของการลลี าศมากเกนิ ไปจนมองดูไม่สุภาพ
3.10 เป็นการไมส่ มควรที่จะร้องเพลงหรือแสดงออกอย่างอืน่ ๆ ในขณะลีลาศ
หรอื ลีลาศดว้ ยท่าทางแผลง ๆ ด้วยความคึกคะนอง
3.11 ไม่สอนหรอื ขอรอ้ งใหค้ ลู่ ีลาศสอนลวดลายหรอื จงั หวะใหม่ ๆ บนฟลอร์
3.12 ไมเ่ ต้นลวดลายที่ต้องใช้เนือ้ ทมี่ ากเกินไป ในขณะท่มี ีคูล่ ีลาศอยู่บนฟลอร์จาํ นวนมาก
3.13 ในงานลีลาศแบบสุภาพชน ไมค่ วรแสดงความรกั ขณะลลี าศ
3.14 การนําในการลีลาศเปน็ หน้าทีข่ องสุภาพบรุ ุษเท่านนั้ สภุ าพสตรไี มค่ วรนําเสยี เอง เว้นแต่เป็น
การช่วยในความผดิ พลาดของสภุ าพบุรุษเป็นคร้ังคราวเทา่ นั้น
3.15 การให้กําลังใจ ใหเ้ กียรติ และยกยอ่ งชมเชยด้วยความจริงใจ จะชว่ ยให้
คเู่ ต้นเกดิ ความรสู้ กึ อบอุ่น และเชื่อมนั่ ในตนเองยิง่ ข้นึ ค่ลู ีลาศท่ีดจี ะต้อง เกบ็ ความลบั หรือปญั หาท่ีเกดิ ข้ึน และ
มองข้ามจุดอ่อนซึ่งกันและกัน ไม่ ควรผละออกไปจากการเต้น ควรสร้างความรู้สึกที่สนุกสนานด้วยการ
หัวเราะไปด้วยกันเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น การยกย่องและการแสดงออกซึ่งความสุขสนุกสนานรื่นเริง
เปรยี บประดุจของขวญั ทผ่ี ูใ้ หไ้ ม่ต้องลงทุนแตป่ ระการใด

4. เมอื่ สน้ิ สดุ การลีลาศ
4.1 สุภาพบุรุษต้องเดินนําสุภาพสตรีลงจากฟลอร์ หรือเดินเคียงข้างกันลงจากฟลอร์ และนํา

สุภาพสตรีไปส่งยังที่นัง่ ใหเ้ รียบร้อยพร้อมกับแสดงมารยาท อันดีด้วยการกล่าวคํา “ขอบคุณ” สุภาพสตรแี ละ
สุภาพบรุ ษุ อยู่ด้วย และสภุ าพสตรกี ค็ วร “ขอบคณุ ” สุภาพบรุ ษุ เช่นกัน

4.2 เม่ือจะกลบั ควรขอบคณุ และชมเชยเจ้าภาพบา้ งตามสมควร (ถา้ มี)
4.3 นําสุภาพสตรที ี่ตนเชิญมา (ถา้ ม)ี ไปส่งยงั ที่พกั

ประเภทของลีลาศ
การลีลาศตามหลกั มาตรฐานสากล หรอื การเตน้ รําแบบบอลรูม แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ :

1. ประเภทบอลรมู หรอื โมเดิร์น หรอื สแตนดารด์ (Ballroom or Modern or Standard) การลลี าศประเภทน้ี
จะมีลักษณะการเต้นและท่วงทํานองดนตรที ี่เต็มไปด้วย ความสุภาพ นุ่มนวล อ่อนหวาน สง่างาม และเฉียบ

ขาด ลาํ ตัวของผลู้ ีลาศจะตั้งตรง ฝ่งั ผาย ขณะก้าวเทา้ นยิ มลากเทา้ สัมผัสไปกับพ้ืน จงั หวะทีจ่ ดั อยู่ในการเต้นรํา
ประเภทนม้ี ี 5 จงั หวะ คอื

1.1 ควิกสเตป (Quick Step)

1.2 วอลซ์ (Waltz)
1.3 ควกิ วอลซ์ หรือเวยี นนิสวอลซ์ (Quick Waltz or Viennese Waltz)

1.4 สโลวฟ์ อกซ์ทรอต (Slow Foxtrot)
1.5 แทงโก้ (Tango)
2. ประเภทละตินอเมริกัน (Latin American) การลีลาศประเภทนี้จะมีลักษณะ การเต้นที่คล่องแคล่ว ปราด

เปรยี วกว่าประเภทบอลรูม สว่ นใหญจ่ ะใช้สะโพก เอว เขา่ และข้อเท้าเป็นสาํ คัญ ทว่ งทาํ นองดนตรี และจงั หวะ
จะเร้าใจและสนุกสนานรา่ เริง จงั หวะ ทจ่ี ัดอย่ใู นการเต้นราํ ประเภทนีม้ ี 5 จงั หวะ คอื

2.1 ควิ บัน รมั บ้า (Cuban Rumba) 2.2 ชา ชา ชา่ (Cha Cha Cha)
2.3 แซมบ้า (Samba)
2.4 ไฟว์ (Jive)

2.5 พาโซโดเบล้ หรือพาโซโดเบล้ิ (Paso Doble)
สําหรับการลีลาศในประเทศไทยนั้น ยังมีการเต้นรําที่จัดอยู่ในประเภทเบ็ดเตล็ด (Pop and Social

Dance) อกี หนึ่งประเภท ซงึ่ จงั หวะทน่ี ิยมลลี าศกัน ได้แก่ จังหวะบกี นิ (Beguine) อเมริกัน รมั บา้ (American
Rumba) กัวราซ่า (Guaracha) ออฟบที (Off-Beat) ตะลงุ เทมโป้ (Taloong Tempo) และร็อค แอนด์ โรลล์
(Rock and Rol) เป็นต้น

ประโยชนข์ องลลี าศ
ลีลาศเป็นกิจกรรมการออกกําลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) ชนิดหนึ่งที่มี ประโยชน์ต่อ

สุขภาพ ซึ่งศาสตราจารย์โจเซฟ คูล (Joseph Keul) นายแพทยผ์ ู้เช่ียวชาญดา้ นฬา กลา่ วถงึ ผลของการลีลาศที่
มีตอ่ ร่างกายว่า ทําให้ลดความตึงเครียดทางร่างกาย มี ความอดทน ความเร็ว และการเคลอ่ื นไหวท่คี ล่องแคล่ว

ขึน้ ทําให้กลา้ มเนือ้ แขง็ แรง การ กรงตวั ดีขึ้น ระบบหายใจและระบบไหลเวยี นโลหิตมีประสิทธภิ าพดขี น้ึ ระบบ
เผาผลาญใน ร่างกาย ระบบขบั ถา่ ยดีขน้ึ ช่วยชะลอความเสอ่ื มของอวัยวะ และทาํ ใหจ้ ิตใจแจ่มใสเบิกบาน จะ
เห็นได้ว่าลลี าศนอกจากจะช่วยผอ่ นคลายความเครียดได้เปน็ อยา่ งดีแลว้ ยังช่วยพฒั นา ด้านรา่ งกาย และจิตใจ

ไดเ้ ปน็ อย่างดี จงึ อาจสรุปประโยชนข์ องการลลี าศได้ ดังนี้
1. ทาํ ใหม้ สี ุขภาพพลานามยั สมบรู ณ์ และมสี มรรถภาพทางกายดขี ึ้น

2. ช่วยพฒั นาทกั ษะทางกลไก (Motor Skill) ใหด้ ียิง่ ขน้ึ
3. ทําใหม้ บี ุคลิกภาพในด้านการเคล่อื นไหวที่ดสู งา่ งามยง่ิ ข้ึน
4. ช่วยผ่อนคลายความเครียดท้ังทางร่างกายและจติ ใจ

5. ทําให้มชี วี ติ ยนื ยาว และปรบั ตวั เข้ากับสังคมได้อยา่ งมีความสุข
6. ส่งเสรมิ ให้รูจ้ ักการเข้าสังคม รจู้ ักการอยู่รว่ มกันในสงั คมดว้ ยดี ทาํ ให้มเี พ่ือนและสมาชกิ เพม่ิ มากขึ้น

7. สง่ เสริมใหม้ คี วามเชอื่ มั่นในตนเองและกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรคส์ ง่ิ ท่ีดีงาม
8. ส่งเสริมให้รูจ้ กั การใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์
9. เป็นกิจกรรมท่ีก่อใหเ้ กิดความคดิ สร้างสรรค์ได้เปน็ อยา่ งดี

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลังเรยี น

คําชแ้ี จง นักเรยี นทำเคร่ืองหมาย × ลอื กคาํ ตอบท่ถี กู ต้องท่ีสุดเพยี งหนึ่งขอ้ ตอบลงในกระดาษคําตอบ

1. กจิ กรรมลลี าศทีจ่ ัดข้ึนในงามงคลตา่ งๆมจี ุดประสงค์ 7. ใครเปน็ ผู้สอนใหพ้ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เพอื่ อะไร เจา้ อยู่หัว ทรงเตน้ ลีลาศ

ก.เกิดสุนทรียภาพ ก.เจา้ นายในวงั

ข.เพอื่ ผ่อนคลายอารมณ์ ข.ขนุ นางชน้ั ผู้ใหญ่

ค.สนกุ สนานร่วมกนั ค.แหมม่ แอนนา เคลอื่ นไหวตามธรรมชาติ

ง.เพือ่ เช่อื มโยงงานนน้ั ๆ ใหต้ ่อเน่อื ง ง.ศกึ ษาจากตาํ ราด้วยพระองคเ์ อง

2. การลีลาศเพือ่ นันทนาการ มงุ่ เน้นด้านใดเป็นสําคัญ 8. ใครเป็นผู้บัญญตั ศิ พั ทค์ ําว่าลีลาศข้ึนแทนคำว่าเตน้ ราํ

ก.มงุ่ เนน้ รปู แบบ ก.หม่อมเจา้ วรรณไวทยากร วรวรรณ กอารมณ์

ช.มุ่งเนน้ ความพงึ พอใจของคู่เตน้ ข.ศาสตราจารย์ศภุ ชยั วานชิ วัฒนา

ค.มุ่งเน้นลีลาศที่ถกู ตอ้ งตามเทคนคิ วิธี ค.พลเรือตรีเฉียบ แสงชูโต

ง.ม่งุ เนน้ ความสง่างามตามหลักการการ ง.หลวงประกอบนิตสิ าร

3. อะไรเป็นตวั กระตุน้ ใหร้ า่ งกายเกดิ การเคลือ่ นไหว 9. ขอ้ ใดไมใ่ ช่จดุ ประสงคใ์ นการกาํ หนดทิศทางการ

และความต้องการดา้ นสัญชาตญาณ ก. ถือเปน็ กฏและมารยาทของการลีลาศ

ก.อารมณ์ ข.ความรกั ข. เพือ่ ความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย สวยงาม

ค.อารยธรรม ง.จังหวะดนตรี ค. ปอ้ งกันไมใ่ หด้ ูลีลาศชนกันกับคเู่ ต้นอื่นๆ

4. การเตน้ ราํ และบลั เลย์ เปน็ การพฒั นาทมี่ ีแบบแผน ง. เพอ่ื สร้างลวดลายในการลีลาศ

มาจากอะไร 10. การเรียกชอ่ื ตําแหน่งทย่ี ืนในการลลี าศจึงเรยี กตาม

ก.ประเพณี ก.ทิศทางตามเข็มนาฬกิ า

ข.วฒั นธรรม ข. ทศิ ทางทวนเขม็ นาฬิกา

ค.ประเพณแี ละวฒั นธรรม ค.ทศิ ทางทห่ี นั หนา้ ไป

ง. ธรรมชาติและสัญชาตญาณ ง.ทศิ ทางท่ีหนั หลงั ไป

5. การเต้นร้าแบบบอลรมู มีขนึ้ เปน็ ครงั้ แรกท่ีประเทศ 11. การเดนิ ในการลีลาศแตกต่างจากการเดินธรรมดา

โดทิศทาง อยา่ งไร อย่างไร

ก. โบฮเี มีย ข. โปแลนด์ ก.ภารกา้ วเทา้ ไปขา้ งหนา้ หรือถอยหลงั ปลายเทา้

ค. อเมริกา ง. อังกฤษ ต้องช้ไี ปข้างหนา้ เสมอ

6. การเต้นราํ แบบจงั หวะตา่ งๆท่จี ดั อยู่ในประเภทของ ข.การก้าวเทา้ ไปขา้ งหน้าหรอื ถอยหลงั ปลายเทา้

ลีลาศไดแ้ กจ่ ังหวะใด ช้ไี ปทิศทางใดก็ได้

ก.รอ็ คแอนดโ์ รล ค.การกา้ วเทา้ ไปข้างหนา้ หรือถอยหลงั ปลายเทา้

ข.แอโรบิคแด็นซ์ จะเฉียงเสมอ

ค.เบรกแด็นซ์ ง.การก้าวเทา้ ไปขา้ งหนา้ หรือถอยหลัง ปลายเท้า

ง.ดิสโก้ จะขนานกนั เสมอ

12. การจัดทรวดทรงในการเตน้ ราํ ของผูห้ ญงิ ที่จะทําให้ 17. การนาํ ในการเคล่ือนท่ไี ปขา้ งหนา้ ควรปฏิบัติ
ดูสงา่ งาม ควรปฏิบตั ิอยา่ งไร
อย่างไร
ก.ยนื ตวั ตรงเขา่ ตรง
ข.ยืนนา้ํ หนกั ตวั อยู่บนเทา้ ทั้งสองข้าง ก.ใช้มือขวากดแล้วดันมาขา้ งหน้า

ค.ขน้ึ วางลําตวั ให้เอนไปข้างหลงั เล็กน้อย ข.กดปลายนว้ิ มอื ขวาทง้ั สี่ ยกเวน้ นิว้ หัวแม่มือ
ง.ยืนอยา่ งไรก็ไดท้ ่ีพรอ้ มจะก้าวไปข้างหน้า
13. การเคลอื่ นไหวร่างกายไปทิศทางตรงกันขา้ มนน้ั ควร ค.ให้กดสนั มอื ขวาดงึ มาทางขวา

ฝกึ อยา่ งไร ง.เคลอ่ื นไหลแ่ ละหน้าอกพรอ้ มกับยกแขนขวา
ก.ขณะหมุนตัวไปข้างหน้า ควรก้าวเท้าซา้ ยไปกอ่ น
เลก็ น้อย
ข.ขณะหมนุ ตัวไปขา้ งหน้า ควรกา้ วเทา้ ขวาไปกอ่ น
ค.ขณะหมุนตวั ไปข้างหน้า ควรเคล่ือนจากสะโพกไป 18. ในการออกลลี าศ ควรปฏิบัตติ ามมารยาททาง

กอ่ น สงั คม ในการลีลาศอย่างไร

ง.ขณะหมุนตัวไปขา้ งหนา้ ควรเคล่ือนจากไหล่ไปก่อน ก.ผ้หู ญงิ ควรสวมกระโปรงอะไรก็ได้
14. ทา่ เร่ิมต้นของการจบั คู่ลีลาศแทบทกุ จงั หวะ จะจับคู่
ข.ผูห้ ญงิ ถา้ ปฏเิ สธในการออกลลี าศแลว้ ไมส่ ามารถ
แบบใด
ก.แบบบอลรมู เปิด ออกลีลาศไดอ้ ีก
ข.แบบพรอมบอ่ หนาด
ค.ไม่ควรเชญิ สุภาพสตรีออกลีลาศถ้าดมื่ สุราจนมึน
ค.เเบบบอลรมู ปดิ
ง.การจับคู่ปกติในการเตน้ ไจฟว์ เมา

15. การจับคเู่ ตน้ รําของผชู้ ายมอื ขวาควรวางแตะบรเิ วณ ง. ในการนาํ คู่ลีลาศไปทีฟ่ ลอรเ์ ตน้ รํา สุภาพสตรีควร
ใดของผู้หญงิ
ก.ใต้ไหล่ขวาของผหู้ ญงิ เดนิ นาํ หนา้

ข.ใต้ไหลซ่ า้ ยของผ้หู ญงิ 19. จังหวะท่จี ดั อย่ใู นประเภทการเต้นรําแบบ
ค.บรเิ วณเอวของผ้หู ญงิ
สแตนดาร์ด
ง.บรเิ วณสะโพก
16. ข้อความใด กล่าวไดถ้ ูกตอ้ ง ก.ชา ชา ช่า ข.ควกิ สเตป

ก.ผูช้ ายมหี น้าที่ในการนําการลีลาศ ค.คิวมนั รมั บ้า ง.เร็อคแอนโรลส์

ข.ผ้หู ญงิ มีหน้าทใ่ี นการนาํ การลีลาศ 20. ลีลาศเป็นกิจกรรมการออกกําลงั กายแบบใด
ค.ชายและหญงิ ผลัดกนั นําการลลี าศ
ก.เบบแอโรบิก
ง.ชายและหญงิ ใครจะนําก็ได้
ข.แบบมอเตอร์ สกิลล์

ค.แบบสร้างสรรค์

ง.การเคลอ่ื นไหท่ีคล่องแคล่ว


Click to View FlipBook Version