คำนำ
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้รำยวิชำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชำ ว15101 ระดับช้ันประถมศึกษำปีที่ 5
จัดทำข้ึนเพื่อใช้ในกำรจัดกำรเรียนกำรสอนโดยมีกำรศึกษำ และวิเครำะห์หลักสูตรจำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำ
ข้ันพ้ืนฐำน พุทธศกั รำช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) สมรรถะสำคัญผู้เรียน และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ สำระและ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ คำอธบิ ำยรำยวิชำ โครงสร้ำงรำยวิชำ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ เพ่ือนำไปใชใ้ นกำรจัดกำรเรยี นรู้ใน
ปีกำรศึกษำ 2564
หวังเป็นยิ่งว่ำแผนกำรจัดกำรเรียนรู้จะเป็นประโยชน์ในกำรพัฒนำคุณภำพกำรเรียนรู้ ส่งผลในกำรจั ด
กจิ กรรมกำรเรียนรูเ้ ป็นไปอย่ำงประสทิ ธิภำพ นกั เรยี นมคี วำมเขำ้ ใจและมผี ลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรียนสูงขนึ้
สารบัญ หน้า
1
คานา 2
สารบญั 3
วสิ ยั ทศั น์ / หลกั กำร / จุดหมำย 8
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ 9
สำระมำตรฐำนกำรเรียนรแู้ ละตัวชวี้ ดั 15
คำอธิบำยรำยวิชำ 19
โครงสรำ้ งรำยวิชำ
หนว่ ยกำรเรยี นรู้
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้
ภาคผนวก
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษา พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
วิสัยทศั น์
หลกั สูตรโรงเรยี นบำงมดวทิ ยำ “สีสุกหวำดจวนอุปถัมภ์” พทุ ธศักรำช 2561 ตำมหลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำ
ขัน้ พน้ื ฐำนพุทธศกั รำช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2561) มุ่งพัฒนำผเู้ รยี นทุกคน ซ่ึงเปน็ กำลงั ของชำติให้เป็นมนุษย์ทม่ี ี
ควำมสมดุลทัง้ ด้ำนร่ำงกำย ควำมรู้ คณุ ธรรม มีจติ สำนกึ ในควำมเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในกำร
ปกครองตำมระบอบประชำธิปไตยอนั มีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข มคี วำมร้แู ละทักษะพ้นื ฐำน รวมทั้ง เจตคติ ที่
จำเปน็ ตอ่ กำรศึกษำต่อ กำรประกอบอำชีพและกำรศึกษำตลอดชวี ติ โดยมงุ่ เน้นผเู้ รยี นเปน็ สำคญั บนพน้ื ฐำนควำมเชอ่ื
วำ่ ทกุ คนสำมำรถเรียนรู้และพัฒนำตนเองไดเ้ ต็มตำมศกั ยภำพ
หลักการ
หลกั สตู รโรงเรียนบำงมดวทิ ยำ “สีสุกหวำดจวนอุปถัมภ์” พทุ ธศกั รำช 2561 ตำมหลักสูตรแกนกลำง
กำรศึกษำขั้นพน้ื ฐำน พุทธศกั รำช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) มหี ลักกำรทีส่ ำคัญ ดังนี้
1. เปน็ หลกั สูตรกำรศึกษำเพ่ือควำมเปน็ เอกภำพของชำติ มจี ุดหมำยและมำตรฐำนกำรเรยี นรเู้ ป็นเปำ้ หมำย
สำหรบั พัฒนำเดก็ และเยำวชนให้มีควำมรู้ ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพนื้ ฐำนของควำมเป็นไทยควบคู่กับควำม
เปน็ สำกล
2. เป็นหลักสูตรกำรศึกษำเพ่ือปวงชน ที่ประชำชนทุกคนมีโอกำสได้รบั กำรศกึ ษำอย่ำงเสมอภำค และมี
คณุ ภำพ
3. เปน็ หลักสูตรกำรศกึ ษำท่ีสนองกำรกระจำยอำนำจใหส้ งั คมมสี ว่ นร่วมในกำรจัดกำรศึกษำใหส้ อดคล้องกับ
สภำพและควำมต้องกำรของท้องถ่ิน
4. เปน็ หลักสูตรกำรศึกษำท่มี ีโครงสร้ำงยืดหย่นุ ทัง้ ดำ้ นสำระกำรเรียนรู้ เวลำและกำรจัดกำรเรยี นรู้
5. เป็นหลักสตู รกำรศึกษำที่เน้นผูเ้ รียนเป็นสำคญั
6. เป็นหลกั สตู รกำรศกึ ษำสำหรับกำรศึกษำในระบบ นอกระบบ และตำมอธั ยำศัย ครอบคลมุ ทุก
กลุ่มเป้ำหมำย สำมำรถเทยี บโอนผลกำรเรียนรู้ และประสบกำรณ์
จุดหมาย
หลกั สตู รโรงเรียนบำงมดวทิ ยำ “สสี กุ หวำดจวนอุปถมั ภ์” พุทธศกั รำช 2561 ตำมหลักสูตรแกนกลำง
กำรศึกษำข้ันพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2561) มุง่ พัฒนำผู้เรยี นให้เป็นคนดี มปี ัญญำ มีควำมสุข มี
ศกั ยภำพในกำรศึกษำต่อ และประกอบอำชีพ จึงกำหนดเป็นจดุ หมำยเพ่ือใหเ้ กดิ กับผู้เรียน เมอื่ จบกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน
ดังน้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคำ่ นยิ มท่พี ึงประสงค์ เหน็ คณุ ค่ำของตนเอง มีวนิ ัยและปฏบิ ัตติ นตำมหลักธรรม
ของพระพุทธศำสนำ หรือศำสนำที่ตนนับถือ ยึดหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียง
1
2. มีควำมรู้ ควำมสำมำรถในกำรส่ือสำร กำรคิด กำรแก้ปัญหำ กำรใช้เทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวติ
3. มสี ขุ ภำพกำยและสุขภำพจิตท่ดี ี มสี ุขนิสัย และรกั กำรออกกำลงั กำย
4. มคี วำมรักชำติ มีจติ สำนึกในควำมเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ในวถิ ีชีวติ และกำรปกครองตำม
ระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
5. มีจิตสำนกึ ในกำรอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมและภูมิปัญญำไทย กำรอนรุ ักษ์และพัฒนำสง่ิ แวดลอ้ ม มจี ิตสำธำรณะ
ท่มี งุ่ ทำประโยชนแ์ ละสรำ้ งสงิ่ ที่ดีงำมในสงั คม และอยู่ร่วมกันในสงั คมอย่ำงมีควำมสุข
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี นและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
ในกำรพัฒนำผู้เรียนตำมหลักสูตรโรงเรยี นบำงมดวทิ ยำ“สีสกุ หวำดจวนอุปถัมภ์ พุทธศกั รำช 2561ตำม
หลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้นื ฐำน พุทธศักรำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2561) มงุ่ เน้นพฒั นำผ้เู รียนให้มี
คณุ ภำพตำมมำตรฐำนที่กำหนด ซึ่งจะชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นเกิดสมรรถนะสำคญั และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ดังน้ี
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
หลักสูตรโรงเรียนบำงมดวิทยำ “สีสุกหวำดจวนอุปถัมภ์” พุทธศักรำช 2561 ตำมหลักสูตรแกนกลำง
กำรศกึ ษำขั้นพ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2561) มุง่ ให้ผ้เู รียนเกิดสมรรถนะสำคญั 5 ประกำร ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เปน็ ควำมสำมำรถในกำรรบั และส่งสำร มวี ฒั นธรรมในกำรใช้ภำษำถำ่ ยทอด
ควำมคดิ ควำมรู้ควำมเข้ำใจ ควำมรสู้ กึ และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมลู ข่ำวสำรและประสบกำรณ์อันจะ
เปน็ ประโยชนต์ ่อกำรพฒั นำตนเองและสังคม รวมท้งั กำรเจรจำต่อรองเพื่อขจดั และลดปัญหำควำมขดั แย้งต่ำง ๆ กำร
เลือกรับหรอื ไม่รับขอ้ มูลข่ำวสำรดว้ ยหลกั เหตผุ ลและควำมถูกต้อง ตลอดจนกำรเลือกใช้วธิ กี ำรสอ่ื สำร ท่ีมี
ประสิทธิภำพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่มี ีต่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคดิ เปน็ ควำมสำมำรถในกำรคดิ วิเครำะห์ กำรคิดสงั เครำะห์ กำรคิด อยำ่ ง
สร้ำงสรรค์ กำรคดิ อย่ำงมวี ิจำรณญำณ และกำรคิดเปน็ ระบบ เพือ่ นำไปสูก่ ำรสร้ำงองคค์ วำมรหู้ รือสำรสนเทศเพอื่ กำร
ตัดสินใจเกย่ี วกบั ตนเองและสังคมไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นควำมสำมำรถในกำรแก้ปัญหำและอปุ สรรคตำ่ ง ๆ ทเ่ี ผชิญไดอ้ ย่ำง
ถูกต้องเหมำะสมบนพืน้ ฐำนของหลกั เหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสำรสนเทศ เข้ำใจควำมสัมพนั ธแ์ ละกำรเปลย่ี นแปลง
ของเหตุกำรณต์ ่ำง ๆ ในสังคม แสวงหำควำมรู้ ประยุกต์ควำมรู้มำใชใ้ นกำรปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหำ และมีกำรตัดสินใจ
ทีม่ ปี ระสิทธภิ ำพโดยคำนึงถึงผลกระทบทีเ่ กิดขนึ้ ต่อตนเอง สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ เป็นควำมสำมำรถในกำรนำกระบวนกำรตำ่ งๆ ไปใชใ้ นกำรดำเนนิ
ชีวิตประจำวัน กำรเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง กำรเรียนรอู้ ยำ่ งต่อเนือ่ ง กำรทำงำน และกำรอยู่รว่ มกนั ในสงั คมด้วยกำรสรำ้ ง
เสรมิ ควำมสัมพันธ์อันดีระหว่ำงบุคคล กำรจัดกำรปัญหำและควำมขัดแย้งตำ่ ง ๆ อย่ำงเหมำะสม กำรปรบั ตวั ให้ทันกับ
กำรเปลยี่ นแปลงของสงั คมและสภำพแวดล้อม และกำรรจู้ ักหลีกเล่ยี งพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ท่ีสง่ ผลกระทบต่อ
ตนเองและผอู้ ่ืน
2
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นควำมสำมำรถในกำรเลอื ก และใช้ เทคโนโลยีด้ำนต่ำง ๆ และมี
ทกั ษะกระบวนกำรทำงเทคโนโลยี เพอ่ื กำรพฒั นำตนเองและสังคม ในดำ้ นกำรเรยี นรู้ กำรส่ือสำร กำรทำงำน กำร
แก้ปัญหำอย่ำงสร้ำงสรรค์ ถูกต้อง เหมำะสม และมคี ุณธรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
หลกั สตู รโรงเรียนบำงมดวิทยำ “สสี กุ หวำดจวนอปุ ถัมภ์” พทุ ธศกั รำช 2561 ตำมหลักสูตรแกนกลำง
กำรศกึ ษำขั้นพ้นื ฐำน พทุ ธศักรำช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2561) มุ่งพัฒนำผู้เรียนให้มคี ุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
เพือ่ ใหส้ ำมำรถอยรู่ ่วมกับผู้อ่นื ในสังคมไดอ้ ย่ำงมคี วำมสขุ ในฐำนะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
1. รกั ชำติ ศำสน์ กษัตรยิ ์
2. ซ่อื สตั ยส์ จุ ริต
3. มวี ินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยอู่ ย่ำงพอเพียง
6. มุ่งม่ันในกำรทำงำน
7. รกั ควำมเป็นไทย
8. มจี ิตสำธำรณะ
3
สาระมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วัดวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตและ
ความสมั พันธ์ระหว่างส่ิงมชี ีวิตกับส่ิงมชี วี ิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนทีใ่ น
ระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทาง
ในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อมรวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชว้ี ัด
1. บรรยำยโครงสร้ำงและลักษณะของส่ิงมีชีวิตที่เหมำะสมกับกำรดำรงชีวิตซ่ึงเป็นผลมำจำกกำรปรับตัวของ
สง่ิ มชี วี ติ ในแตล่ ะแหล่งทอ่ี ยู่
2. อธิบำยควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำงส่งิ มชี ีวติ กบั สง่ิ มชี ีวิต และควำมสัมพันธ์ระหว่ำงส่งิ มีชีวิตกบั
3. เขียนโซอ่ ำหำรและระบบุ ทบำทหน้ำท่ีของสงิ่ มชี ีวิตท่ีเป็นผู้ผลติ และผู้บรโิ ภคในโซอ่ ำหำร
4. ตระหนักในคุณค่ำของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อ กำรดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยมีส่วนร่วม ในกำรดูแลรักษำ
ส่ิงแวดล้อม
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องสง่ิ มีชีวิต หน่วยพื้นฐานของส่ิงมชี ีวติ การลาเลียงสารผ่านเซลล์ความสัมพันธ์
ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง
และหนา้ ทข่ี องอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ทีท่ างานสมั พนั ธก์ ันรวมทัง้ นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้วี ัด
-
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม สารพนั ธุกรรม
การเปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อสงิ่ มีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของส่ิงมีชวี ติ
รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชวี้ ดั
1. อธบิ ำยลักษณะทำงพนั ธกุ รรมท่ีมีกำรถ่ำยทอดจำกพ่อแม่สลู่ กู ของพืช สัตว์ และมนุษย์
2. แสดงควำมอยำกร้อู ยำกเห็นโดยกำรถำมคำถำมเกยี่ วกับลักษณะทค่ี ลำ้ ยคลงึ กันของตนเองกับพ่อแม่
4
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสรา้ งและแรงยดึ เหน่ยี วระหว่างอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกดิ
สารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
ตวั ชวี้ ดั
1. อธบิ ำยกำรเปลยี่ นสถำนะของสสำร เมื่อทำให้สสำรรอ้ นข้ึนหรอื เยน็ ลง โดยใช้หลกั ฐำนเชิงประจักษ์
2. อธิบำยกำรละลำยของสำรในนำ้ โดยใช้หลักฐำนเชิงประจักษ์
3. วเิ ครำะห์กำรเปลย่ี นแปลงของสำร เม่ือเกิดกำรเปลี่ยนแปลงทำงเคมี โดยใชห้ ลักฐำนเชงิ ประจกั ษ์
4. วิเครำะห์และระบกุ ำรเปล่ียนแปลงที่ผนั กลับไดแ้ ละกำรเปล่ียนแปลงทผ่ี ันกลับไมไ่ ด้
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาตอ่ วตั ถุ ลักษณะการเคลื่อนทแ่ี บบ
ตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมท้ังนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชว้ี ดั
1. อธบิ ำยวิธีกำรหำแรงลพั ธข์ องแรงหลำยแรงในแนวเดยี วกันที่กระทำตอ่ วัตถุในกรณีที่วัตถุอยู่นิ่งจำกหลักฐำนเชงิ ประจกั ษ์
2. เขยี นแผนภำพแสดงแรงที่กระทำตอ่ วัตถุท่ีอยู่ในแนวเดยี วกนั และแรงลัพธท์ ี่กระทำต่อวัตถุ
3. ใชเ้ คร่ืองชง่ั สปรงิ ในกำรวดั แรงทก่ี ระทำต่อวัตถุ
4. ระบผุ ลของแรงเสยี ดทำนท่ีมตี อ่ กำรเปลี่ยนแปลงกำรเคลือ่ นท่ีของวตั ถุจำกหลกั ฐำนเชิงประจักษ์
5. เขียนแผนภำพแสดงแรงเสยี ดทำนและแรง ทอี่ ยู่ในแนวเดยี วกันท่กี ระทำต่อวัตถุ
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสมั พันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ี
เกีย่ วขอ้ งกับเสยี ง แสง และคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชีว้ ดั
1. อธิบำยกำรไดย้ ินเสียงผ่ำนตวั กลำง จำกหลักฐำนเชงิ ประจักษ์
2. ระบตุ วั แปร ทดลองและอธิบำย ลักษณะและกำรเกิดเสยี งสงู เสยี งตำ่
3. ออกแบบกำรทดลองและอธบิ ำย ลกั ษณะและกำรเกดิ เสียงดงั เสยี งคอ่ ย
4. วดั ระดับเสียงโดยใช้เคร่ืองมือวัดระดับเสียง
5. ตระหนกั ในคุณคำ่ ของควำมรู้เร่ืองระดับเสียงโดยเสนอแนะแนวทำงในกำรหลีกเลีย่ งและลดมลพษิ ทำงเสียง
5
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์
และระบบสุรยิ ะ รวมท้ังปฏิสมั พนั ธภ์ ายในระบบสุรยิ ะทส่ี ่งผลต่อสิ่งมชี ีวติ และการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตัวชว้ี ดั
1. อธบิ ำยกำรได้ยินเสียงผำ่ นตวั กลำง จำกหลกั ฐำนเชงิ ประจักษ์
2. ระบุตวั แปร ทดลองและอธบิ ำย ลกั ษณะและกำรเกิดเสยี งสงู เสยี งตำ่
3. ออกแบบกำรทดลองและอธิบำย ลกั ษณะและกำรเกิดเสียงดงั เสียงคอ่ ย
4. วัดระดบั เสยี งโดยใช้เครือ่ งมือวัดระดบั เสียง
5. ตระหนกั ในคุณค่ำของควำมรเู้ รือ่ งระดับเสยี งโดยเสนอแนะแนวทำงในกำรหลกี เลีย่ งและลดมลพษิ ทำงเสยี ง
มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลกและ
บนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลกรวมท้ังผลต่อสิ่งมีชีวิตและ
สง่ิ แวดลอ้ ม
ตัวชีว้ ัด
1. เปรยี บเทยี บปรมิ ำณน้ำในแตล่ ะแหลง่ และระบปุ ริมำณนำ้ ทีม่ นุษย์สำมำรถนำมำใชป้ ระโยชนไ์ ด้ จำกข้อมูลท่ี
รวบรวมได้
2. ตระหนกั ถึงคณุ ค่ำของน้ำโดยนำเสนอแนวทำง กำรใช้นำ้ อยำ่ งประหยัดและกำรอนุรักษ์น้ำ
3. สรำ้ งแบบจำลองที่อธิบำยกำรหมนุ เวยี น ของน้ำในวัฏจกั รน้ำ
4. เปรียบเทียบกระบวนกำรเกดิ เมฆ หมอก น้ำคำ้ ง และน้ำคำ้ งแข็ง จำกแบบจำลอง
5. เปรียบเทยี บกระบวนกำรเกิดฝน หมิ ะ และลกู เหบ็ จำกข้อมูลที่รวบรวมได้
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมี
ความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานึงถึง
ผลกระทบตอ่ ชวี ิต สังคม และส่ิงแวดลอ้ ม
ตวั ชีว้ ัด
-
6
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอนและเป็น
ระบบใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รเู้ ท่าทัน และมจี ริยธรรม
ตวั ชว้ี ดั
1. ใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะในกำรแก้ปัญหำ กำรอธิบำยกำรทำงำน กำรคำดกำรณผ์ ลลพั ธ์ จำกปัญหำอย่ำงง่ำย
2. ออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมีกำรใช้เหตุผลเชิงตรรกะอยำ่ งง่ำย ตรวจหำข้อผิดพลำดและแก้ไข
3. ใช้อนิ เทอร์เน็ตคน้ หำข้อมูล ติดต่อสอ่ื สำรและทำงำนรว่ มกนั ประเมนิ ควำมนำ่ เช่อื ถือของข้อมลู
4. รวบรวม ประเมิน นำเสนอ ขอ้ มูลและสำรสนเทศ ตำมวตั ถปุ ระสงค์โดยใช้ซอฟตแ์ วรห์ รอื บรกิ ำรบนอนิ เทอรเ์ น็ตที่
หลำกหลำย เพ่ือแกป้ ัญหำในชวี ิตประจำวนั
5. ใชเ้ ทคโนโลยสี ำรสนเทศอย่ำงปลอดภยั มมี ำรยำท เข้ำใจสิทธิและหนำ้ ท่ีของตน เคำรพในสิทธขิ องผู้อนื่ แจ้ง
ผู้เก่ียวขอ้ งเม่อื พบข้อมูลหรือบุคคลท่ีไม่เหมำะสม
7
รายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ คาอธิบายรายวชิ า
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๕ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลา ๘๐ ช่ัวโมง
ศึกษำกำรเรียนรู้แบบนักวิทยำศำสตร์ โครงสร้ำงและลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เหมำะสมในแต่ละแหล่งท่ีอยู่
ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสิ่งมีชีวติ กับส่ิงมีชีวติ และควำมสัมพนั ธ์ระหวำ่ งส่ิงมชี ีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต กำรถ่ำยทอดลักษณะทำง
พันธุกรรมของพืช สัตว์ และมนุษย์ กำรเปล่ียนสถำนะของสสำร กำรละลำยของสำรในน้ำ กำรเปล่ียนแปลงทำงเคมี
กำรเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้ แรงลัพธ์ แรงเสียดทำน กำรได้ยินเสียงผ่ำนตัวกลำง ลักษณะและกำร
เกิดเสียงสูง เสียงต่ำ เสียงดัง และเสียงค่อย ระดับเสียงและมลพิษ ทำงเสียง ควำมแตกต่ำงของดำวเครำะห์และดำว
ฤกษ์ กำรใช้แผนทดี่ ำว แบบรปู เสน้ ทำงกำรขึ้นและตก ของกลุ่มดำวฤกษบ์ นท้องฟ้ำในรอบปี ปรมิ ำณน้ำในแต่ละแหล่ง
ปริมำณน้ำท่ีมนุษย์สำมำรถนำมำใช้ได้ กำรใช้น้ำอย่ำงประหยัดและกำรอนุรักษ์น้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนกำรเกิดเมฆ
หมอก น้ำค้ำง และน้ำค้ำงแข็ง กระบวนกำรเกิดฝน หิมะ และลูกเห็บ กำรใช้เหตุผลเชิงตรรกะในกำรแก้ปัญหำ กำร
เขียนรหัสลำลองเพื่อแสดง วิธีแก้ปัญหำ กำรออกแบบ และกำรเขียนโปรแกรมแบบมีเง่ือนไขและกำรทำงำนแบบวน
ซ้ำ กำรใช้ซอฟต์แวร์ ประมวลผลข้อมูล กำรติดต่อส่ือสำรผ่ำนอินเทอร์เน็ต กำรใช้อินเทอร์เน็ตค้นหำข้อมูลและกำร
ประเมนิ ควำมนำ่ เช่อื ถอื ของขอ้ มลู อันตรำยจำกกำรใชง้ ำนและอำชญำกรรมทำงอนิ เทอร์เนต็
ใช้กำรสืบเสำะหำควำมรู้ สังเกต รวบรวมข้อมูล จัดกระทำและส่ือควำมหมำยข้อมูล สร้ำงแบบจำลอง และ
อธิบำยผลกำรสำรวจตรวจสอบ เพื่อให้เกิดควำมรู้ควำมเข้ำใจ มีทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ ข้ันพ้ืนฐำนและ
ทักษะกำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้ำนกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสื่อสำรเบ้ืองต้น สำมำรถส่ือสำรสิ่งที่
เรียนรู้ มีควำมคิดสร้ำงสรรค์ สำมำรถทำงำนร่วมกับผู้อื่น แสดงวิธีแก้ปัญหำโดยใช้เหตุผล เชิงตรรกะ ใช้รหัสลำลอง
แสดงวิธีกำรแก้ปัญหำอย่ำงเป็นข้ันตอน ออกแบบ และเขียนโปรแกรมแบบมีเง่ือนไข และกำรทำงำนแบบวนซ้ำ
ตรวจหำข้อผิดพลำดของโปรแกรม ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในกำรแก้ปัญหำ ใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อส่ือสำรและค้นหำข้อมูล
แยกแยะข้อเท็จจริงกบั ขอ้ คดิ เห็น ประเมนิ ควำมนำ่ เชอ่ื ถอื ของขอ้ มลู
ตระหนักถึงคุณค่ำของควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี และใช้ควำมรู้และกระบวนกำร ทำง
วิทยำศำสตร์ในกำรดำรงชีวิต ใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศอย่ำงปลอดภัยและมีมำรยำท มีจิตวิทยำศำสตร์ จริยธรรม
คุณธรรม และค่ำนยิ มท่เี หมำะสม
ตวั ช้วี ดั รวม 32 ตัวชี้วัด ว ๑.๑ ป.๕/ต, ป. ๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔ ว ๒.๑ ป.6, ป.๕๒, ป.๕/๓, ป.๕๔ ว ๒.๓ ป.๕/
๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕๕ ว ๓.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕๕
2 ด.๓ ป.๕/๒, ป.๕/๒ 2 ๒.๒ ป.๕/๑, ป.๕๒, ป.๕/๓, ป.๔, ป.๕/๕ ว ๓.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒ ว ๔.๒ ป.๕/๑, ป.
๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕๕
8
โครงสรา้ งรายวชิ าพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ป.5
ที่ ชอื่ หน่วยการ ช่ือบท มาตรฐานการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
เรียนรู้ เรียนร/ู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ตัวช้ีวดั
1. เรียนรู้ บทท่ี 1 วิทยำศำสตร์เป็นกำรศึกษำเกี่ยวกับ 3 10
วิทยำศำสตร์ เรียนรู้กระบวนกำร - ส่ิงต่ำง ๆ ท่ีอยู่รอบตัว วิธีกำรและ
ทำงวิทยำศำสตร์ ข้ันตอนที่ใช้เพื่อตอบปัญหำที่สงสัย 11 5
ว 1.1 ป.5/1 เรียกว่ำ วิธกี ำรทำงวทิ ยำศำสตร์ 7 5
2. สง่ิ มีชวี ิตกับ บทที่ 1 ว 1.1 ป.5/2
สิง่ แวดลอ้ ม ชีวิตสมั พนั ธ์ ว 1.1 ป.5/3 ในกำรสืบเสำะหำควำมรู้อย่ำงเป็น
ว 1.1 ป.5/4 ร ะ บ บ ผู้ เ รี ย น ค ว ร ฝึ ก ฝ นทั ก ษ ะ
บทที่ 2 กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ให้เกิด
ลักษณะทำง ว 1.3 ป.5/1 ควำมชำนำญ เพ่ือให้สำมำรถค้นหำ
พันธกุ รรมของ ว 1.3 ป.5/2 คำตอบไดอ้ ยำ่ งถกู ต้อง
ส่ิงมชี วี ติ
เ ม่ื อ ท ำ ก ำ ร ศึ ก ษ ำ แ ล ะ แ ส ว ง ห ำ
ควำมรู้ โดยใช้กระบวนกำรทำง
วิทยำศำสตร์แล้ว ผู้เรียนจะเกิดจิต
วิทยำศำสตร์
ส่ิงมีชีวิตท้ังพืชและสัตว์ต่ำง ๆ
จะมโี ครงสร้ำงและลกั ษณะท่เี หมำะสม
ในแต่ละแหล่งที่อยู่ เพ่ือให้ดำรงชีวิต
แ ล ะ อ ยู่ ร อ ด ไ ด้
ซึ่งในแหล่งท่ีอยู่หนึ่ง ๆ ส่ิงมีชีวิตจะมี
ควำมสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน และ
สัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต เพ่ือประโยชน์ต่อ
กำรดำรงชวี ิต
ส่ิงมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์
เม่ือเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะมีกำร
สืบพันธุ์เพ่ือเพิ่มจำนวนและดำรงชีวิต
โดยลูกท่ีเกิดมำจะได้รับกำรถ่ำยทอด
ลักษณะทำงพันธุกรรมจำกพ่อแม่ จึง
ทำให้มีลักษณะท่ีคล้ำยกับพ่อแม่ แต่
จะแตกต่ำงจำกสงิ่ มชี วี ติ อ่นื
9
ที่ ช่ือหน่วยการ ช่อื บท มาตรฐานการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั
เรียนรู้ เรยี นรู/้ (ช่ัวโมง) คะแนน
3. แรงใน บทท่ี 1 ตวั ช้ีวดั แรงลัพธ์ คือ ผลรวมของแรงหลำย 3 5
ชวี ติ ประจำวัน แรงลพั ธ์ แรงที่กระทำต่อวัตถเุ ดียวกันในทิศทำง 6 5
บทท่ี 2 ว 2.2 ป.5/1 เดียวกนั หรือผลตำ่ งของแรงสองแรงที่ 10 10
แรงเสียดทำน ว 2.2 ป.5/2 กระทำต่อวัตถุในทิศทำงตรงข้ำมกัน
ว 2.2 ป.5/3 สำหรับวัตถุที่อยู่นิ่งแรงลัพธ์จะมีค่ำ 40 10
เปน็ ศูนย์
ว 2.2 ป.5/4
ว 2.2 ป.5/5 แรงเสียดทำน คือ แรงท่ีเกิดข้ึน
ระหว่ำงผิวสัมผัสของวัตถุสองชนิด
4. พลังงำนเสยี ง บทที่ 1 ว 2.3 ป.5/1 เพื่อต้ำนกำรเคลื่อนท่ีของวัตถุนั้น ๆ
เสียงรอบตัวเรำ ว 2.3 ป.5/2 และมีทิศทำงตรงข้ำมกับกำรเคล่ือนท่ี
ว 2.3 ป.5/3 ของวตั ถนุ น้ั ๆ
ว 2.3 ป.5/4
ว 2.3 ป.5/5 เสียงเกิดจำกกำรส่ันสะเทือนของ
วัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง เสียง
เ ค ลื่ อ น ที่ ไ ด้ ทุ ก ทิ ศ ท ำ ง โ ด ย อ ำ ศั ย
ตัวกลำง ได้แก่ ของแข็ง ของเหลว
และอำกำศ มำถงึ หขู องเรำ
เสียงจำกแหล่งกำเนิดเสียงต่ำงๆ
จะมีเสียงสูง เสียงต่ำ หรือมีเสียงดัง
เสียงค่อย แตกต่ำงกัน หำกเสียงมี
ควำมดังมำก ๆ จะก่อให้เกิดอันตรำย
ตอ่ กำรได้ยนิ เสียงของเรำ
สอบปลำยภำค
5. กำรเปลย่ี นแปลง บทที่ 1 ว 2.1 ป.5/1 ส ส ำ ร ท่ี อ ยู่ ร อ บ ตั ว เ ร ำ มี ห ล ำ ย ช นิ ด 10 10
สสำรแต่ละชนิดท่ีพบในชีวิตประจำวัน
กำรเปลยี่ นแปลงทำง ว 2.1 ป.5/2 อำจมีสถำนะเป็นของแข็ง ของเหลว
ห รื อ แ ก๊ ส
กำยภำพ ซ่ึงสสำรอำจเปล่ียนจำกสถำนะหน่ึงไป
เป็นอีกสถำนะหน่ึงได้ โดยอำศัยกำร
เพิ่มหรือลดควำมร้อนให้แก่สสำรไป
จนถึงระดับหน่ึง เรียกว่ำ กำรเปลี่ยน
สถำนะ
กำรหลอมเหลว เป็นกำรเปล่ียน
สถำนะจำกของแข็งเป็นของเหลวโดย
เมอ่ื เพม่ิ ควำมร้อนใหก้ บั สสำรที่
10
ท่ี ช่อื หน่วยการ ชือ่ บท มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั
เรยี นรู้ เรยี นรู/้ (ช่วั โมง) คะแนน
ตวั ชีว้ ัด
5. กำรเปลย่ี นแปลง บทท่ี 1 อยู่ในสถำนะของแข็งจนถึงระดับหน่ึง
(ตอ่ ) กำรเปลยี่ นแปลงทำง จะทำให้สสำรนั้นเปล่ียนสถำนะจำก
กำยภำพ (ต่อ) ของแข็งเปน็ ของเหลว
กำรกลำยเป็นไอ เป็นกำรเปลี่ยน
ส ถ ำ น ะ จ ำ ก ข อ ง เ ห ล ว เ ป็ น แ ก๊ ส
โดยเมอ่ื เพ่ิมควำมร้อนใหก้ ับสสำรท่ีอยู่
ในสถำนะของเหลวจนถึงระดับหน่งึ จะ
ท ำ ใ ห้ ส ส ำ ร นั้ น เ ป ล่ี ย น ส ถ ำ น ะ จ ำ ก
ของเหลวเป็นสถำนะแก๊ส เรียกว่ำกำร
ก ล ำ ย เ ป็ น ไ อ
ซ่ึงแบ่งได้ 2 กระบวนกำร ได้แก่ กำร
ระเหย เป็นกำรเปล่ียนสถำนะจำก
ของเหลวที่อยู่บริเวณผิวหน้ำไปเป็น
แก๊ส และกำรเดือด เป็นกำรเปล่ียน
สถำนะจำกของเหลวโดยเพ่ิมควำม
ร้อนจนถงึ จดุ เดอื ดจนเป็นแก๊ส
กำรควบแน่น เป็นกำรเปลี่ยน
ส ถ ำ น ะ จ ำ ก แ ก๊ ส เ ป็ น ข อ ง เ ห ล ว
โดยเม่ือลดควำมร้อนให้กับสสำรที่อยู่
ในสถำนะแกส๊ จนถงึ ระดับหนงึ่ จะทำให้
สสำรน้ันเปล่ียนสถำนะจำกแก๊สเป็น
ของเหลว
กำรแข็งตัว เป็นกำรเปลี่ยนสถำนะ
จำกของเหลวเป็นของแข็ง โดยเม่ือลด
ควำมร้อนให้กับสสำรที่อยู่ในสถำนะ
ของเหลวจนถึงระดับหน่ึงจะทำให้
สสำรน้ันเปลี่ยนสถำนะจำกของเหลว
เปน็ ของแข็ง
กำรระเหิด เป็นกำรเปล่ียนสถำนะ
จำกของแข็งเป็นแก๊ส โดยเมื่อเพ่ิม
ควำมร้อนให้กับสสำรที่อยู่ในสถำนะ
ของแข็งบำงชนิดจนถึงระดับหน่ึงจะ
ท ำ ใ ห้ ส ส ำ ร นั้ น เ ป ล่ี ย น ส ถ ำ น ะ จ ำ ก
ข อ ง แ ข็ ง เ ป็ น แ ก๊ ส
โดยไมผ่ ่ำนกำรเปน็ ของเหลว
11
ที่ ชื่อหน่วยการ ช่ือบท มาตรฐาน สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั
เรียนรู้
บทที่ 1 การเรยี นร้/ู (ชั่วโมง) คะแนน
5. กำรเปลยี่ นแปลง กำรเปลยี่ นแปลงทำง
(ตอ่ ) กำยภำพ (ตอ่ ) ตัวชว้ี ัด
5. กำรเปลยี่ นแปลง บทที่ 2 กำรระเหิดกลับ เป็นกำรเปลี่ยนสถำนะจำก 3 10
(ตอ่ ) กำรเปลยี่ นแปลงทำง ของแก๊สเป็นของแข็ง โดยเม่ือลดควำมร้อน
เคมี ให้กับสสำรท่ีอยู่ในสถำนะแก๊สบำงชนิด
จนถึงระดับหน่ึงจะทำให้สสำรน้ันเปล่ียน
สถำนะจำกของแก๊สเป็นของแข็ง โดยไม่
ผำ่ นกำรเปน็ ของเหลว
กำรละลำยเป็นกำรเปลี่ยนแปลงทำง
กำยภำพของสำรท่ีเกิดข้ึนจำกกำรนำสำรใส่
ลงในน้ำ แล้วสำรน้ันผสมรวมกับน้ำอย่ำง
กลมกลืนจนมองเห็นเป็นเน้ือเดียวกันทุก
ส่วน โดยสำรท่ีได้ยังคงเป็นสำรเดิม เรียกว่ำ
สำรละลำย โดยสำรตำ่ ง ๆ อำจอยู่ในสถำนะ
ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ซึ่งสำรบำง
ชนิดละลำยน้ำได้ ส่วนสำรบำงชนิดไม่
สำมำรถละลำยน้ำได้ แต่สำมำรถละลำยใน
สำรละลำยอ่ืนได้แทน
กำรละลำยของสำรในน้ำทำให้เกิดสำร
สะลำย ซ่ึงเป็นสำรเน้ือเดียว โดยใน
สำรละลำยจะมอี งค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ตัว
ทำละลำยและตัวละลำย โดยสำรที่มี
ป ริ ม ำ ณ ม ำ ก ก ว่ ำ แ ล ะ มี ส ถ ำ น ะ เ ดี ย ว กั บ
สำรละลำย เรียกวำ่ ตวั ทำละลำย และสำรที่
มปี รมิ ำณน้อยกว่ำ เรยี กวำ่ ตวั ละลำย
ว 2.1 ป.5/3 กำรเปล่ียนแปลงทำงเคมี คือ กำร
เปลี่ยนแปลงของสำรชนิดเดียว หรือกำรทำ
ปฏิกริ ิยำระหว่ำงสำร 2 ชนดิ ข้นึ ไปแล้วเกิด
สำรใหม่ข้ึน ซ่ึงมีสมบัติต่ำงไปจำกสำรเดิม
และเมื่อเกิดกำรเปล่ียนแปลงแล้วจะทำให้
ก ลั บ ม ำ เ ป็ น ส ำ ร เ ดิ ม ย ำ ก โ ด ย ก ำ ร
เปล่ียนแปลงทำงเคมีหรือกำรเกิดปฏิกิริยำ
เคมีท่ีทำให้เกิดสำรใหม่ สำมำรถสังเกตได้
จำกกำรเปลี่ยนแปลงต่ำง ๆ ของสำร เช่น
กำรมีสีท่ีต่ำงจำกเดิม กำรมีกล่ินที่ต่ำงจำก
เดิม กำรมีฟองแก๊สเกิดขึ้น กำรมีอุณหภูมิ
เพิ่มข้นึ หรือลดลง กำรมีตะกอนเกิดขึ้น เป็นตน้
12
ที่ ชอื่ หน่วยการ ช่อื บท มาตรฐานการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนัก
เรียนรู้
เรียนรู/้ (ช่ัวโมง) คะแนน
ตัวช้ีวัด
5. บทที่ 3 ว 2.1 ป.5/4 เมื่อสำรเกิดกำรเปล่ียนแปลงแล้ว 4
กำรเปลยี่ นแปลง
ที่ผนั กลับไดแ้ ละผัน สำมำรถเปล่ียนกลับเปน็ สำรเดิมได้ เรียกว่ำ
กลบั ไมไ่ ด้
ก ำ ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ท่ี ผั น ก ลั บ ไ ด้ เ ช่ น
กำรหลอมเหลว กำรกลำยเป็นไอ กำร
แข็งตัว กำรละลำย เป็นต้น ส่วนสำรที่เกิด
กำรเปลี่ยนแปลงแลว้ ไมส่ ำมำรถเปล่ยี นกลับ
เป็นสำรเดิมได้ เรียกว่ำ กำรเปล่ียนแปลงที่
ผันกลับไม่ได้ เช่น กำรเผำไหม้ กำรสุกของ
ผลไม้ กำรเกิดสนมิ เป็นต้น
6. แหล่งน้ำและลม บทท่ี 1 ว 3.2 ป.5/1 โลกของเรำมีน้ำปกคลุมเป็นส่วนใหญ่ 4 5
ฟำ้ อำกำศ แหลง่ นำ้ เพ่ือชีวติ ว 3.2 ป.5/2 ของพ้ืนผวิ โลกทัง้ หมด โดยมีทัง้ แหล่งน้ำเค็ม
และแหล่งน้ำจืด ซ่ึงมีควำมสำคัญต่อกำร
ดำรงชีวิตของส่ิงมชี วี ิต เรำจงึ ตอ้ งใช้น้ำอยำ่ ง
ประหยัดและคุ้มคำ่
บทท่ี 2 ว 3.2 ป.5/3 เมฆ เกิดจำกไอนำ้ ในอำกำศจะควบแน่น 11 5
ว 3.2 ป.5/4 เป็นละอองน้ำเล็ก ๆ โดยมีละอองลอย เช่น
ว 3.2 ป.5/5 เกลือ ฝุ่นละออง ละอองเรณูของดอกไม้
เป็นอนุภำคแกนกลำง เม่ือละอองนำ้ จำนวน
มำกเกำะกลุ่มรวมกันลอยอยู่สูงจำกพื้นดิน
มำก แต่ละอองน้ำที่เกำะกลุ่มรวมกันลอย
อยใู่ กล้พ้ืนดนิ เรยี กวำ่ หมอก
ไอน้ำที่ควบแน่นเป็นละอองน้ำเกำะอยู่
บนพน้ื ผิววตั ถุใกล้พน้ื ดนิ เรยี กวำ่ น้ำคำ้ ง ถ้ำ
อุณหภูมิใกล้พ้ืนดินต่ำกว่ำจุดเยือกแข็ง
น้ำคำ้ งกจ็ ะกลำยเป็นนำ้ ค้ำงแข็ง
ฝนเกิดไอน้ำในอำกำศควบแน่นเป็น
ละอองน้ำเล็ก ๆ เม่ือละอองน้ำจำนวนมำก
ในเมฆรวมตัวกันจนอำกำศไม่สำมำรถพยุง
ไว้ได้จึงตกลงมำเป็นฝน หิมะเกิดจำกไอน้ำ
ใ น อ ำ ก ำ ศ ร ะ เ หิ ด ก ลั บ เ ป็ น ผ ลึ ก น้ ำ แ ข็ ง
รวมตัวกันจนมีน้ำหนักมำกขึ้นจนเกินกว่ำ
อำกำศจะพยงุ ไวจ้ งึ ตกลงมำ ลูกเห็บเกิดจำก
หยดน้ำที่เปลี่ยนสถำนะเป็นน้ำแข็ง แล้วถูก
พำยุพัดวนซ้ำไปซ้ำมำในเมฆฝนฟ้ำคะนองท่ี
มีขนำดใหญ่และอยูใ่ นระดบั สูง
13
ท่ี ช่ือหน่วยการ ชือ่ บท มาตรฐาน สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั
เรยี นรู้ การเรยี นร้/ู (ชั่วโมง) คะแนน
ตัวชว้ี ดั
7. ดำวบนทอ้ งฟำ้ จนเป็นก้อนน้ำแข็งขนำดใหญ่ขึ้นแล้วตกลง 8 10
มำ 40 10
วัฏจักรน้ำ เป็นกำรหมุนเวียนของน้ำท่ีมี
แบบรูปซ้ำเดิม และต่อเน่ืองระหว่ำงน้ำใน
บ ร ร ย ำ ก ำ ศ น้ ำ ผิ ว ดิ น แ ล ะ น้ ำ ใ ต้ ดิ น
ซ่ึงพฤติกรรมในกำรดำรงชีวิตของพืชและ
สตั ว์จะสง่ ผลตอ่ วฏั จกั รนำ้
บทที่ 1 ว 3.1 ป.5/1 ดำวท่ีมองเห็นบนท้องฟ้ำอยู่ในอวกำศซ่ึง
ทอ้ งฟำ้ และกลมุ่ ดำว ว 3.1 ป.5/2 เป็นบริเวณท่ีอยู่นอกบรรยำกำศของโลก มี
ฤกษ์ ทั้งดำวฤกษ์และดำวเครำะห์ ดำวฤกษ์เป็น
แหล่งกำเนิดแสงจงึ สำมำรถมองเหน็ ได้ สว่ น
ดำวเครำะหไ์ มใ่ ชแ่ หลง่ กำเนิดแสง
ดำวฤกษ์ เป็นดำวที่มีแสงสว่ำงในตัวเอง
จดั เป็นแหล่งกำเนิดแสงจึงสำมำรถมองเห็น
เ ป็ น จุ ด ส ว่ ำ ง แ ล ะ มี แ ส ง ร ะ ยิ บ ร ะ ยั บ บ น
ท้องฟ้ำ ในเวลำกลำงวันจะมองเห็นท้องฟ้ำ
เป็นสีฟ้ำ ส่วนในเวลำกลำงคืนจะมองเห็น
กลมุ่ ดำวฤกษ์ตำ่ ง ๆ ที่อยู่บนท้องฟำ้ มรี ปู ร่ำง
แตกต่ำงกันออกไป
เมื่อสังเกตกลุ่มดำวฤกษ์ในช่วงเวลำต่ำง
ๆ ในคืนเดียวกัน จะพบว่ำกลุ่มดำวฤกษ์มี
กำรเปลี่ยนตำแหน่ง โดยเคล่ือนจำกทิศ
ต ะ วั น อ อ ก ไ ป ท ำ ง ทิ ศ ต ะ วั น ต ก
ทำให้มองเห็นดำวฤกษ์ข้ึนจำกขอบฟ้ำทำง
ทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้ำไปทำงทิศ
ตะวันตก ซ่ึงดำวฤกษ์และกลุ่มดำวฤกษ์มี
เส้นทำงกำรข้ึนและตกตำมเส้นทำงเดิมทุก
คืน และจะปรำกฏตำแหนง่ เดมิ เสมอ กำร
สงั เกตตำแหน่งกลุ่มดำวฤกษ์ สำมำรถทำได้
โดยใช้กำรระบุมุมทิศและมุมเงยท่ีกลุ่มดำว
น้ันปรำกฏ ผู้สังเกตสำมำรถใช้มือในกำร
ประมำณค่ำของมุมเงยเมื่อสังเกตดำวใน
ท้องฟำ้
สอบปลำยภำค ภำคเรยี นที่ 2
รวม 80 100
14
หนว่ ยการเรียนรู้
รำยวิชำวิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ว 15101) กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศึกษำปที ่ี 5 ปีกำรศึกษำ 2564 เวลำ 80 ชวั่ โมง จำนวน 2 หนว่ ยกิต
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 ชวี ิตกับสิง่ แวดล้อม จานวน 12 ชั่วโมง
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 1 เร่ือง ใบพชื ในทแ่ี ห้งแล้งเกบ็ น้ำไว้ได้อยำ่ งไร
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง กำรดำรงชีวิตของพชื ทะเลทรำย จานวน 10 ชั่วโมง
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กำรดำรงชวี ิตของพืชน้ำ
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 4 เร่อื ง กำรปรับตัวของพชื 15
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 5 เรื่อง กำรปรับตวั ของสตั ว์
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง สำรวจสิ่งมชี ีวติ และส่งิ แวดล้อมในโรงเรียน : 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 7 เรอ่ื ง สำรวจสง่ิ มีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน : 2
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 8 เร่ือง สำรวจส่งิ มชี ีวิตและสง่ิ แวดลอ้ มในโรงเรยี น : 3
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 9 เรื่อง ควำมสมั พันธร์ ะหวำ่ งสงิ่ มีชีวิตกบั สิ่งมีชีวิต
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 10 เรอื่ ง โซ่อำหำร
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 11 เรื่อง สำยใยอำหำร
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 12 เร่ือง กำรมสี ่วนรว่ มในกำรดแู ลรักษำส่ิงแวดล้อม
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 การดารงพันธขุ์ องสิ่งมีชีวติ
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง สำรวจลักษณะทำงพันธุกรรมของพชื : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 2 เรือ่ ง สำรวจลักษณะทำงพนั ธุกรรมของพืช : 2
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง สำรวจลกั ษณะทำงพันธุกรรมของสตั ว์ : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง สำรวจลกั ษณะทำงพนั ธุกรรมของสตั ว์ : 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 5 เรอ่ื ง สำรวจลกั ษณะทำงพนั ธุกรรมของมนุษย์ : 1
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 6 เรอ่ื ง สำรวจลักษณะทำงพันธุกรรมของมนุษย์ : 2
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 7 เรอ่ื ง แม่และลกู
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สัตวอ์ อกลกู เปน็ ไข่ ลูกหน้ำตำเหมอื นใคร
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 9 เร่ือง ลกั ษณะทคี่ ล้ำยคลึงกันของตนเองกบั พ่อแม่ : 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 10 เรือ่ ง ลกั ษณะทค่ี ล้ำยคลึงกนั ของตนเองกับพ่อแม่ : 2
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 การเปล่ยี นแปลงของสารในชีวิตประจาวัน จานวน 10 ช่ัวโมง
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 1 เรือ่ ง กำรเปลยี่ นแปลงสถำนะของสสำร : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 2 เรื่อง กำรเปลี่ยนแปลงสถำนะของสสำร : 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 3 เรื่อง กำรหลอมเหลว กำรกลำยเปน็ ไอ กำรแข็งตวั และกำรควบแน่น : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง กำรหลอมเหลว กำรกลำยเป็นไอ กำรแข็งตวั และกำรควบแน่น : 2
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 5 เรื่อง กำรละลำยของสำรในน้ำ : 1
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 6 เรื่อง กำรละลำยของสำรในน้ำ : 2
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 7 เรือ่ ง กำรเปลย่ี นแปลงทำงเคมี : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง กำรเปล่ยี นแปลงทำงเคมี : 2
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 9 เรือ่ ง กำรเปลี่ยนแปลงที่ผนั กลับได้และผันกลบั ไม่ได้ของสำร : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 10 เร่อื ง กำรเปลย่ี นแปลงทผ่ี ันกลบั ได้และผนั กลบั ไม่ไดข้ องสำร : 2
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 4 แรงในชวี ิตประจาวนั จานวน 8 ชวั่ โมง
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 1 เรือ่ ง กำรรวมแรงท่ีกระทำต่อวตั ถุ
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 2 เรอื่ ง ผลรวมของแรงเมื่อวตั ถุหยุดนิง่ : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 3 เรื่อง ผลรวมของแรงเมื่อวัตถุหยดุ นงิ่ : 2
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 4 เรื่อง พ้นื ผิวของวัตถุกบั กำรเคลื่อนท่ี : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 5 เร่ือง พื้นผวิ ของวตั ถุกับกำรเคล่ือนที่ : 2
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ประโยชน์ของแรงเสียดทำน : 1
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 7 เรือ่ ง ประโยชน์ของแรงเสียดทำน : 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 8 เรื่อง ประโยชนข์ องแรงเสียดทำน : 3
16
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 5 เสยี งและการไดย้ ิน จานวน 10 ช่ัวโมง
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 1 เรอื่ ง กำรไดย้ ินเสียงผ่ำนตวั กลำง
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 2 เรื่อง กำรเคลือ่ นที่ของเสยี งผำ่ นตวั กลำง
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 3 เรอ่ื ง กำรเกิดเสียงสงู เสยี งต่ำ
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 4 เรื่อง เสียงสูง เสยี งต่ำ
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 5 เรอ่ื ง เสยี งดัง เสยี งค่อย
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 6 เรอ่ื ง กลองของใครดงั กว่ำกัน
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 7 เรื่อง กำรได้ยนิ เสียง
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 8 เรื่อง สำรวจเสยี งในส่งิ แวดล้อม : 1
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 9 เรอ่ื ง สำรวจเสยี งในส่งิ แวดลอ้ ม : 2
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 10 เรอ่ื ง อันตรำยจำกเสียงดัง
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 6 ดาว จานวน 10 ช่ัวโมง
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 1 เรื่อง ดำวเครำะหก์ ับดำวฤกษ์
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 2 เร่อื ง จัดกลุ่มดำวบนท้องฟ้ำ : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 3 เรอื่ ง จัดกลมุ่ ดำวบนท้องฟ้ำ : 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง ตำแหน่งและเสน้ ทำงกำรขนึ้ และตก ของดวงอำทติ ย์ ดวงจันทร์ และดำว
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 5 เรือ่ ง สรำ้ งแบบจำลองกลุ่มดำว : 1
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 6 เรื่อง สร้ำงแบบจำลองกลมุ่ ดำว : 2
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง แผนท่ีดำว : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 8 เรอื่ ง แผนที่ดำว : 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 9 เรื่อง ดดู ำว : 1
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 10 เรอ่ื ง ดดู ำว : 2
17
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 นา้ ในทอ้ งถนิ่ ของเรา จานวน 10 ช่ัวโมง
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 1 เรอ่ื ง ศึกษำประเภทของแหลง่ น้ำบนโลก : 1 จานวน 10 ช่ัวโมง
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 2 เรอื่ ง ศึกษำประเภทของแหลง่ นำ้ บนโลก : 2
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 3 เรื่อง ปริมำณน้ำในแตล่ ะแหล่งบนโลก : 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง ปรมิ ำณน้ำในแต่ละแหล่งบนโลก : 2
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 5 เรอ่ื ง แหลง่ นำ้ ในทอ้ งถิ่นและกำรใชป้ ระโยชน์ : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 6 เร่ือง แหลง่ น้ำในท้องถ่นิ และกำรใช้ประโยชน์ : 2
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 7 เรอ่ื ง กำรใชน้ ำ้ ในชวี ิตประจำวัน : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 8 เร่อื ง กำรใช้น้ำในชวี ิตประจำวัน : 2
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 9 เรอ่ื ง กำรอนรุ ักษน์ ้ำ : 1
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 10 เรือ่ ง กำรอนุรกั ษ์น้ำ : 2
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 8 ปรากฏการณ์ธรรมชาตทิ ่ีเกี่ยวข้องกับวัฏจกั รนา้
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 1 เรอ่ื ง กำรหมนุ เวยี นของน้ำในวัฏจักรนำ้
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง แบบจำลองวฏั จักรน้ำ : 1
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 3 เรอื่ ง แบบจำลองวัฏจักรนำ้ : 2
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 4 เรื่อง ศึกษำกำรเกิดเมฆ หมอก น้ำคำ้ ง และนำ้ คำ้ งแขง็ : 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 5 เรอ่ื ง ศึกษำกำรเกิดเมฆ หมอก นำ้ คำ้ ง และน้ำคำ้ งแขง็ : 2
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 6 เร่อื ง สังเกตเมฆบนท้องฟำ้
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 7 เรื่อง ศึกษำกำรเกดิ ฝน หิมะ และลกู เหบ็ : 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 8 เรอื่ ง ศึกษำกำรเกิดฝน หิมะ และลกู เห็บ : 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 9 เรื่อง กำรเกดิ ลูกเหบ็ : 1
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 10 เร่อื ง กำรเกิดลูกเห็บ : 2
18
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 10
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ระดับชนั้ ประถมศึกษำปีท่ี 5
ช่อื หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี 1ชีวิตกับสง่ิ แวดลอ้ ม ระยะเวลำ 12 ชว่ั โมง
หนว่ ยกำรเรียนรยู้ อ่ ยที่ 10 โซ่อำหำร ระยะเวลำ 1 ชว่ั โมง
สอน วนั อำทติ ย์ ที่ 20 เดือน มีนำคม พ.ศ. 2565 ช้ัน ป.5...........
ผู้สอน นำงสำวนำเดีย หลเี ส็น
1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวช้วี ัด
ว 1.1 ป.5/3 เขียนโซอ่ ำหำรและระบบุ ทบำทหนำ้ ทข่ี องสงิ่ มีชวี ติ ท่เี ปน็ ผู้ผลิตและผู้บรโิ ภคในโซ่อำหำร
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบำยควำมสมั พันธ์ของส่งิ มีชีวติ กับสิ่งมีชีวติ ในรูปแบบโซ่อำหำรและสำยใยอำหำรได้ (K)
2. เขียนโซ่อำหำรในรูปแบบแผนภำพได้ (P)
3. แสดงควำมสนใจ และมคี วำมกระตือรือรน้ ในกำรสืบคน้ ข้อมูล (A)
3. สาระการเรียนรู้
สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถ่ิน
ส่ิงมีชีวิตมีกำรกินกันเป็นอำหำร โดยกินต่อกัน พจิ ำรณำตำมหลักสตู รของสถำนศกึ ษำ
เป็นทอดๆ ในรูปแบบของโซ่อำหำร ทำให้สำมำรถระบุ
บทบำทหน้ำท่ีของสิ่งมชี วี ติ เปน็ ผผู้ ลติ และผบู้ ริโภค
4. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
สงิ่ มชี ีวิตตำ่ ง ๆ ต้องกำรพลังงำนเพอื่ กำรดำรงชีวิต และกำรทำกจิ กรรมตำ่ ง ๆ ซ่ึงพลังงำนนี้สิ่งมีชีวติ จะได้จำก
กำรกินอำหำร โดยในแต่ละแหล่งที่อยู่ส่ิงมีชีวติ ต่ำง ๆ ท่อี ำศัยอยู่รวมกันจะมีควำมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในด้ำนกำร
กินอำหำร และมีกำรถำ่ ยทอดพลงั งำนตอ่ กันเปน็ ทอด ๆ ในรปู แบบของโซอ่ ำหำร
19
5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี นและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ควำมสำมำรถในกำรสอ่ื สำร 1. มวี ินยั
2. ควำมสำมำรถในกำรคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มนั่ ในกำรทำงำน
1) ทกั ษะกำรสงั เกต
2) ทักษะกำรสำรวจค้นหำ
4) ทกั ษะกำรสรปุ อำ้ งอิง
5) ทักษะกำรเปรยี บเทยี บ
3. ควำมสำมำรถในกำรแก้ปัญหำ
4. ควำมสำมำรถในกำรใชท้ ักษะชวี ติ
5. ควำมสำมำรถในกำรใช้เทคโนโลยี
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ข้นั นำ
ขั้นกระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครทู ักทำยกบั นักเรียน แลว้ แจง้ ผลกำรเรยี นร้ทู ่ีจะเรียนในวันนใ้ี ห้นักเรยี นทรำบ
2. ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเพ่อื สำรวจควำมรู้พืน้ ฐำนท่ีมเี กี่ยวกับเรื่องชวี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม
3. ครกู ระตุ้นควำมสนใจของนักเรยี นกอ่ นทจ่ี ะเรียนในวนั นี้ โดยกำรต้ังคำถำมเพื่อกระตุ้นควำมคิดให้กับ
นกั เรยี นเกีย่ วกบั กำรกินอำหำรของสตั ว์ เชน่
1) วนั หยุดท่ีผ่ำนมำนักเรียนแต่ละคนไปทำอะไรมำบ้ำง
(แนวตอบ อาบน้าคลอง ชว่ ยแม่ขายของ ตกปลา)
2) นกั เรยี นท่ีไปตกปลำ ได้ปลำมำไหม ปลำอะไร แล้วเอำไปทำอะไร
(แนวตอบ เอาไปให้แมป่ ระกอบอาหาร เอาไปขาย)
3) ครมู คี ำถำม ถำ้ เรำกินปลำ แลว้ ปลำกนิ อะไรเป็นอำหำร
(กินก้งุ กนิ สาหร่าย)
20
ข้ันสอน
ขัน้ สารวจคน้ หา (Explore)
1. ครูอธบิ ำยเนอ้ื หำควำมรู้ โดยอิงคำศัพทจ์ ำกแบบทดสอบก่อนเรยี นเพ่ือนำเข้ำสบู่ ทเรยี น
1) ห่วงโซ่อำหำรคืออะไร
(แนวตอบ คือการถ่ายทอดพลังงานของส่ิงมีชีวิตเป็นทอด ๆ เป็นความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตท่ีมีการ
บรโิ ภคต่อ ๆ กนั จากผูผ้ ลิตสู่ผู้บรโิ ภค)
2) องค์ประกอบของโซ่อำหำรมีอะไรบ้ำง จำกนน้ั ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกันอธิบำยคำตอบ
(แนวตอบ องคป์ ระกอบของห่วงโซ่อาหาร คือ ผู้ผลิต และผบู้ ริโภค)
2. ครูอธิบำยเน้ือหำจำกกล่องห่วงโซอ่ ำหำรประกอบกับใบควำมรู้
ขั้นฝกึ
1. ใหน้ กั เรียนทำใบงำนเร่อื งหว่ งโซอ่ ำหำรท่คี รแู จกให้
- ใหน้ ักเรยี นตอบคำถำมจำกใบงำนทก่ี ำหนดให้
- .ให้นักเรียนเขยี นหว่ งโซอ่ ำหำรท่ีพบไดจ้ ำกท้องถิ่น
2. ตัวแทนนักเรียนนำเสนอผลงำนหน้ำช้ันเรียน จำกนั้นร่วมกันอภิปรำยและสรุปผลเก่ียวกับโซ่อำหำรใน
ทอ้ งถนิ่ ของเรำ
ขั้นขยำยควำมรู้
1. ใหน้ ักเรยี นเล่นเกมนำยพรำนลำ่ สตั ว์
- ครูทำกระดำนเป็นตำรำงสี่เหล่ียม มีบัตรภำพส่ิงมีชีวิตต่ำง ๆ ได้แก่ ส่ิงมีชีวิตท่ีเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภคพืช
ผบู้ รโิ ภคสตั ว์ และผยู้ ่อยสลำย
- มีบตั รคำถำม ในเน้ือหำน้ัน ๆ ยำกง่ำยปะปนกัน
วิธีเลน่
1. แบ่งกลุ่มประมำณ 5-6 คน
2. นักเรยี นจะไดเ้ ม็ดสีของตัวเองสำหรับเดินล่ำสัตว์
3. นักเรียนจะเดินได้ก็ต่อเม่ือนักเรียนตอบคำถำมถูกภำยในเวลำ 5 วินำทีเท่ำน้ัน เมื่อตอบถูกจะสำมำรถ
เดนิ ไดต้ ำมจำนวนเก้ำท่ีอยู่บนบัตรคำถำมแต่ละข้อ
4. นักเรียนต้องเดินเพื่อล่ำส่ิงมีชีวิตให้ครบ 4 ประเภทได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคสัตว์และผู้ย่อย
สลำย เรยี งกันเป็นโซอ่ ำหำรน้นั เอง
5. เพิ่มควำมสนกุ ด้วยบตั รธนูใช้ฆำ่ ผูเ้ ขำ้ แขง่ ขันคนอ่นื ๆได้ และมบี ัตรโล่ เพอื่ ป้องกันกำรถูกฆำ่ ไดเ้ ช่นกนั
6. ใครไดค้ รบ 1 โซอ่ ำหำรกอ่ นเป็นผู้ชนะ
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนกั เรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทา้ งานรายบคุ คล)
21
ข้ันสรุป
ครูให้นักเรียนสรุปควำมรู้จำกกำรเรียนจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่ำ โซ่อำหำรมีควำมสำคัญอย่ำงมำกต่อ
ส่ิงมีชีวิต เพรำะว่ำโซ่อำหำรทำให้เกิดกำรถ่ำยทอดพลังงำนที่จำเป็นต่อกำรดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตจำก
สิ่งมีชวี ิตหนง่ึ ไปอกี สง่ิ มีชวี ติ หน่ึง
7. การวดั และประเมนิ ผล
รายการวัด วิธีการ เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารประเมิน
7.1 ประเมินระหว่าง
การจัดกจิ กรรม
การเรยี นรู้
1) แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบกอ่ น - แบบทดสอบกอ่ นเรียน -
กอ่ นเรียน เรียน
2) ใบงำนหว่ งโซอ่ ำหำร - ตรวจใบงำนห่วงโซอ่ ำหำร - ใบงำนหว่ งโซ่อำหำร - ร้อยละ 70
- ใบงำนเร่อื งหว่ งโซอ่ ำหำร ผ่ำนเกณฑ์
3) กิจกรรมหว่ งโซ่ - ใบงำนเรอื่ งหว่ งโซอ่ ำหำร - ร้อยละ 70
อำหำรในท้องถิน่ ผำ่ นเกณฑ์
4) กำรนำเสนอผล - ประเมนิ กำรนำเสนอ - แบบประเมนิ กำรนำเสนอ - ระดบั คณุ ภำพ 2
ผลงำน ผ่ำนเกณฑ์
กำรทำกิจกรรม ผลกำรทำกจิ กรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
กำรทำงำนรำยบุคคล - ระดับคณุ ภำพ 2
5) พฤตกิ รรม - สังเกตพฤติกรรม ผ่ำนเกณฑ์
กำรทำงำน กำรทำงำนรำยบคุ คล
รำยบคุ คล
6) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตควำมมวี ินยั - แบบประเมนิ - ระดบั คณุ ภำพ 2
คณุ ลกั ษณะ ผำ่ นเกณฑ์
อันพึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ มั่น อันพงึ ประสงค์
ในกำรทำงำน
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
8.1 สือ่ การเรียนรู้
1) ใบควำมรู้เร่อื ง โซอ่ ำหำร
2) ใบงำนเรือ่ งห่วงโซ่อำหำร
3) กล่องหว่ งโซ่อำหำร
4) เกมนำยพรำนล่ำสตั ว์
8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) อนิ เทอรเ์ นต็
22
บันทึกหลังการจัดการเรยี นรู้
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่.ี ..................................เรื่อง...................................................................................................
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี..........................เรือ่ ง...................................................................................................
ผลการจัดการเรียนรู้
ควำมรู้ควำมเข้ำใจ ( K )...................................................................................................................................
........................................................................................................................................................ .............................
..................................................................................................................... ................................................................
ทกั ษะกระบวนกำร ( P )...................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................. ....................
.............................................................................................................. ........................................................................
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ( A )........................................................................................................................
............................................................................................................................................................. .........................
......................................................................................................... ................................................... ..........................
ปัญหา/อุปสรรคในการสอน
............................................................................................................................. .........................................................
............................................................................................................................... .......................................................
แนวทางแก้ปญั หา/ข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................................... .......................................
........................................................................................... ................................................................. ..........................
ลงชอ่ื ..............................................ผสู้ อน
(............................................)
วัน.........เดือน...................พ.ศ..........
ความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศึกษา
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ..............................................
(............................................)
วัน..........เดอื น...................พ.ศ..........
23
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล
คาชีแ้ จง : ใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวำ่ งเรียนและนอกเวลำเรียน แล้วขดี ลงในช่องที่
ตรงกับระดับคะแนน
ลาดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
321
1. กำรแสดงควำมคดิ เหน็
2. กำรยอมรบั ฟงั ควำมคิดเหน็ ของผอู้ ่ืน
3. กำรทำงำนตำมหนำ้ ที่ที่ได้รบั มอบหมำย
4. ควำมมนี ้ำใจ
5. กำรตรงต่อเวลำ
รวม
ลงชอื่ ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../.............
เกณฑ์การให้คะแนน 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่ำงสมำ่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบำงคร้งั ให้
เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
12-15 ดี
8-11
ตำ่ กวำ่ 8 พอใช้
ปรับปรุง
24
แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
คาชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่ำงเรียนและนอกเวลำเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่
ตรงกบั ระดับคะแนน
ลาดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
321
1. ควำมถกู ต้องของเน้ือหำ
2. กำรลำดบั ขั้นตอนของเรื่อง
3. วิธีกำรนำเสนอผลงำนอย่ำงสรำ้ งสรรค์
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../.............
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 3 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอย่ำงสมำ่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมบ่อยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบำงครง้ั ให้
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
12-15 ดี
8-11
ตำ่ กว่ำ 8 พอใช้
ปรบั ปรุง
25
แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
คาช้แี จง : ใหผ้ ูส้ อนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวำ่ งเรียนและนอกเวลำเรียน แล้วขีด ลงในชอ่ งที่
ตรงกบั ระดับคะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
321
1. รักชำติ ศำสน์ 1.1 ยืนตรงเคำรพธงชำติ และร้องเพลงชำติ
กษัตริย์ 1.2 เขำ้ ร่วมกจิ กรรมที่สร้ำงควำมสำมัคคี ปรองดอง และเปน็ ประโยชน์
ตอ่ โรงเรยี น
2.ซื่อสัตย์ สจุ รติ 1.3 เข้ำร่วมกจิ กรรมทำงศำสนำทต่ี นนบั ถอื ปฏิบตั ิตำมหลกั ศำสนำ
3. มีวนิ ัย รบั ผดิ ชอบ 1.4 เขำ้ รว่ มกจิ กรรมท่เี กยี่ วกบั สถำบันพระมหำกษตั ริยต์ ำมท่ีโรงเรยี นจัดขึ้น
2.1 ใหข้ อ้ มลู ทถี่ กู ต้อง และเปน็ จรงิ
4. ใฝ่เรียนรู้ 2.2 ปฏบิ ัติในสงิ่ ทถี่ ูกต้อง
5. อยอู่ ยำ่ งพอเพยี ง 3.1 ปฏิบัตติ ำมข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บงั คับ
3.2 มีควำมตรงต่อเวลำในกำรปฏบิ ัติกิจกรรมต่ำง ๆ ในชวี ติ ประจำวนั
6. มุ่งม่ันในกำรทำงำน
7. รักควำมเปน็ ไทย 4.1 ร้จู ักใช้เวลำว่ำงให้เป็นประโยชน์ และนำไปปฏิบัติได้
8. มจี ติ สำธำรณะ 4.2 ศกึ ษำค้นคว้ำควำมรจู้ ำกส่ือและเทคโนโลยสี ำรสนเทศอยำ่ งสม่ำเสมอ
5.1 ใชท้ รัพย์สนิ และส่งิ ของของตนเองและส่วนรวมอยำ่ งประหยัด
5.2 ใชอ้ ุปกรณ์กำรเรียนอย่ำงประหยดั และรู้คุณค่ำ
5.3 ใช้จ่ำยอย่ำงประหยัดและมกี ำรเกบ็ ออมเงนิ
6.1 มคี วำมตัง้ ใจและพยำยำมในกำรทำงำนทไี่ ดร้ ับมอบหมำย
6.2 มีควำมอดทนและไม่ทอ้ แท้ต่ออุปสรรคเพ่ือให้งำนสำเรจ็
7.1 มจี ติ สำนึกในกำรอนุรกั ษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญำไทย
7.2 เหน็ คุณค่ำและปฏบิ ตั ิตนตำมวัฒนธรรมไทย
8.1 อำสำทำงำน ช่วยคดิ ช่วยทำกิจกรรมเพอื่ ส่วนรวม
8.2 เขำ้ รว่ มกจิ กรรม เพ่ือสงั คมและสำธำรณประโยชน์
รวม
ลงชอื่ ...................................................ผูป้ ระเมนิ
............../.................../.............
26
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่ำงสมำ่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบำงคร้งั ให้
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
12-15 ดี
8-11
ตำ่ กว่ำ 8 พอใช้
ปรับปรงุ
27
ภาคผนวก
28
ชือ่ ................................................................................... ชน้ั ...............................เลขท่ี............................
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
วชิ า วิทยาศาสตร์ เรื่องหว่ งโซอ่ าหาร กลุ่มสาระวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 จานวน 10 ข้อ
ให้กาเคร่ืองหมาย ทับตัวอกั ษรหนา้ คาตอบทถ่ี ูกต้อง
1. สิง่ มชี วี ติ ที่สำมำรถสร้ำงอำหำรเองได้เรียกวำ่ อะไร
ก. ผ้ผู ลิต ข. ผบู้ รโิ ภค
ค. ผยู้ อ่ ยสลำย ง. ไมม่ ีข้อถูก
2. สิง่ มชี ีวติ ทไ่ี ม่สำมำรถสร้ำงอำหำรเองได้ตอ้ งได้รบั อำหำรจำกส่งิ มชี วี ิตอื่น เรียกวำ่ อะไร
ก. ผู้ผลิต ข. ผ้บู ริโภค
ค. ผยู้ ่อยสลำย ง. ไมม่ ีขอ้ ถูก
3. สง่ิ มีชวี ิตทไี่ ม่สำมำรถสรำ้ งอำหำรเองได้ ดำรงชวี ติ ด้วยกำรยอ่ ยสลำยซำกพืชซำกสัตวใ์ ห้เนำ่ เปือ่ ย
เรียกว่ำอะไร
ก. ผผู้ ลติ ข. ผู้บรโิ ภค
ค. ผู้ยอ่ ยสลำย ง. ไมม่ ขี ้อถูก
4. ข้อใดเป็นผผู้ ลติ ท่ีพบได้ในสระนำ้ ข.สำหร่ำย
ก. ก้งุ ง. ถกู ทกุ ขอ้
ค.หอย
ข. ผบู้ รโิ ภคสัตว์
5. สุนัขจัดเปน็ ผ้บู รโิ ภคแบบใด ง. ผ้บู รโิ ภคซำกพืชซำกสตั ว์
ก. ผู้บริโภคพืชเสรจ็ แล้ว
ค. ผบู้ ริโภคทัง้ พืชและสัตว์ ข. ผูบ้ ริโภคสตั ว์
ง. ผบู้ รโิ ภคซำกพชื ซำกสัตว์
6. นกแรง้ จัดเป็นผ้บู รโิ ภคแบบใด
ก. ผูบ้ ริโภคพชื
ค. ผู้บรโิ ภคท้ังพืชและสตั ว์
29
7. ส่งิ มีชีวติ ชนิดในข้อใดจัดเปน็ ผยู้ อ่ ยสลำยอนิ ทรียสำร
ก. จลุ ินทรยี ์
ข. ไส้เดอื น
ค. วัว
ง. กบ
8. ผีเสือ้ วำงไขบ่ นใบผักกำด ไข่ฟักเปน็ หนอนกนิ ใบผกั กำด นกกระจอกมำจิกกินหนอน แมวตะครุบนกกระจอก
เป็นอำหำร ข้อใดเป็นควำมสัมพันธข์ องสิง่ มีชวี ิตในห่วงโซอ่ ำหำรได้ถูกต้อง
ก.ผักกำด → ผีเส้ือ → แมว → นก
ข.ผักกำด → ผีเส้ือ → นก → แมว
ค.ผีเสอื้ → ผกั กำด → แมว → นก
ง.แมว → นก → ผเี ส้ือ → ผักกำด
9. จำกขอ้ 2 ผบู้ ริโภคสัตว์ คือสิง่ มีชวี ติ ใด
ก. ผีเสอ้ื และแมว ข. นกและแมว
ค.ผเี สอื้ และนก ง. นก แมว ผีเสือ้
10.ขอ้ ใดเขยี นห่วงโซอ่ ำหำรไดถ้ ูกตอ้ ง
ตกั๊ แตน → นก
ก. ดวงอำทติ ย์ → ต้นขำ้ ว
ววั → คน
ข คน → หมู รัว้
หยวกกล้วย
ข้าว
ค. แมลง → ค้ำงคำว → งู → นกอินทรีย์
ง. ต้นขำ้ วโพด → แมลงปอ → ปลวก → คำงคก
…………………………………………………………….……
30
ใบความรู้เรือ่ งหว่ งโซอ่ าหาร
โซอ่ าหาร คือ ควำมสัมพนั ธ์ของกลมุ่ สิง่ มชี ีวิตท่ีมีกำรกนิ ต่อกนั เป็นทอด ๆ จำกผผู้ ลิตสู่ผู้บริโภคทำให้ มกี ำรถ่ำยทอด
พลังงำนในอำหำรต่อเนอ่ื งกันเป็นลำดับ จำกกำรกินต่อกนั
ผผู้ ลิต (producer) คือ สิ่งมีชีวิตท่ีสำมำรถนำพลงั งำนจำกแสงอำทิตย์มำสังเครำะห์อำหำรขนึ้ ไดเ้ องดว้ ยแรธ่ ำตุและ
สสำรทม่ี ีอย่ตู ำมธรรมชำติ ได้แก่ พืชสเี ขียว แพลงคต์ อนพชื และแบคทเี รยี บำงชนดิ
ผู้บรโิ ภค (consumer) คอื ส่งิ มีชีวิตทกี่ ินส่ิงมชี วี ติ อืน่ ๆเป็นอำหำร แบ่งไดเ้ ป็น
- สิง่ มีชีวิตท่ีกินพืชเป็นอำหำร (herbivore) เชน่ วัว ควำย กระต่ำย
และปลำทก่ี ินพชื เล็กๆ ฯลฯ
- สงิ่ มีชีวติ ทีก่ ินสัตว์อืน่ เปน็ อำหำร (carnivore) เชน่ เสือ สุนขั กบ สุนขั จ้ิงจอก ฯลฯ
- สง่ิ มีชวี ติ ทก่ี ินท้งั พืช และสตั ว์ ซึ่งเปน็ ลำดับกำรกินสงู สดุ (omnivore) เชน่ มนุษย์
ผูย้ ่อยสลาย (decomposer) เปน็ พวกย่อยสลำยซำกส่งิ มีชีวติ ให้เปน็ สำรอนิ ทรยี ไ์ ด้
ควำมสัมพนั ธร์ ะหว่ำงสง่ิ มชี ีวติ ทง้ั 3 กล่มุ ในระบบนิเวศ จะมีกำรถ่ำยเทพลังงำนเป็นทอดจำกผ้ผู ลติ สผู่ ู้บริโภค
กำรไหลเวียน กำรถ่ำยทอดพลังงำนเป็นทอดๆ นี้ เรยี กวำ่ ห่วงโซอ่ ำหำร (food chain)
ตัวอยา่ ง โซ่อาหาร
แครร์ อต กระต่าย สุนขั จ้ิงจอก สิงโต
(ผูผ้ ลติ ) (ผบู้ รโิ ภคลาดับที่ 1) (ผู้บรโิ ภคลาดบั ที่ 2) (ผู้บริโภคลาดับสุดท้าย)
ผผู้ ลิต คอื สิ่งมชี วี ิตทีส่ ร้างอาหารไดเ้ อง ผู้บริโภค คอื สิง่ มีชีวิตท่ีสร้างอาหารเองไมไ่ ด้
จงึ ต้องกินสิ่งมีชีวติ อ่นื เปน็ อาหาร
31
แบบฝึกหดั
1. ผผู้ ลิต ได้แก่...................................................................
2. ผู้บรโิ ภค ไดแ้ ก่...............................................................
2.1 ผู้บรโิ ภคอันดับท่ี 1 ได้แก่ ..................... ผูบ้ ริโภคอนั ดับสุดทำ้ ย ได้แก่ .......................................
2.2 ผู้บริโภคพืช ไดแ้ ก่ ......................... ผูบ้ ริโภคสัตว์ ไดแ้ ก่............................................
2.3 ส่ิงมีชีวิตใดท่ีเป็นเหย่ือ..........................
2.4 สง่ิ มีชวี ติ ใดทเ่ี ปน็ ผ้ลู ำ่ ...............................
2.5 ส่งิ มชี ีวติ ใดทเี่ ป็นท้ังเหย่ือและผู้ลำ่ ............................................
3. หำกชำวนำพ่นยำฆ่ำหนอนจนหมด จะสง่ ผลกระทบตอ่ โซ่อำหำรหรอื ไม่ อย่ำงไร
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
4. หำกนกฮูกย้ำยถิ่นฐำนเพื่อไปหำในแหลง่ อำหำรใหม่ จะสง่ ผลกระทบต่อโซอ่ ำหำรหรอื ไม่ อย่ำงไร
...................................................................................................................... ..............................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................... .....................................................
5. เม่อื ถึงฤดเู กบ็ เกยี่ ว ชำวนำเกบ็ เกีย่ วข้ำวในนำจนหมด จะส่งผลกระทบต่อโซอ่ ำหำรหรือไม่ อย่ำงไร
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................... ........................................................................................ ......................
............................................................................................................................. .......................................................
6. ให้นักเรยี นเขยี นห่วงโซอ่ ำหำรที่พบในท้องถนิ่ ของตัวเองจำนวน 3 หว่ งโซ่อำหำร
1............................................................................................................................ ..................................................
2............................................................................................................................ ..................................................
3...................................................................................................................................................................... ........
32
กลอ่ งห่วงโซ่อาหาร
เกมนายพรานล่าสัตว์
33