The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การตรวจร่างคำพิพากษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sinaphong, 2022-06-01 03:26:20

การตรวจร่างคำพิพากษา

การตรวจร่างคำพิพากษา

โดยศาสตราจารย์พิเศษไพโรจน์ วายุภาพ
อดีตประธานศาลฎีกา

ส่วนนิติการ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑
Legal Affairs Section Court of Appeal, Region 1

คาํ นาํ
ศาลยุติธรรมเปนองคกรที่มีหนาที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี เพ่ืออํานวยความยุติธรรม
ใหแกประชาชนโดยกระบวนการหลักในรปู แบบของการทําคําสั่งหรือคําพิพากษา ดังนั้น การตรวจทาน
รางคําสั่งหรือคําพิพากษาของศาลกอนท่ีจะใหม ีผลเปนคําวินจิ ฉัยช้ีขาดคดีนับวาเปนกระบวนการสาํ คญั
ทั้งนี้ เพ่ือใหไดคําส่ังหรือคําพิพากษาที่ถูกตองชอบธรรม มีการใชดุลพินิจอยางเหมาะสมทั้งปญหา
ขอเท็จจริงและขอกฎหมาย ตลอดจนการรักษาบรรทัดฐานคําสั่งหรือคําพิพากษาใหเปนไปในแนวทาง
เดียวกัน อันจะนาํ มาซงึ่ การสรา งหลกั ประกันใหแกส งั คม
ศาลอุทธรณภาค ๑ ไดเล็งเห็นความสําคัญของการตรวจรางคําพิพากษาดังกลาว จึงได
จัดโครงการฝกอบรม “การตรวจรางคําพิพากษาของผูชวยผูพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑” ภายใต
โครงการ “พฒั นาศักยภาพบคุ ลากรเพอ่ื เพ่ิมประสิทธภิ าพในการปฏิบัตงิ านของศาลอุทธรณภาค ๑” โดย
ไดกราบเรียนเชิญศาสตราจารยพิเศษไพโรจน วายุภาพ อดีตประธานศาลฎีกา ซ่ึงเปนผูทรงคุณวุฒิ
ท่ีมีประสบการณด านการตรวจรางคําพิพากษามาเปนวิทยากรในการบรรยายใหค วามรูในหวั ขอดังกลา ว
นับเปนโอกาสอันดีท่ีศาลอุทธรณภาค ๑ ไดรับความกรุณาจากทานวิทยากรผูบรรยาย ส่ิงที่ไดรับจาก
การบรรยายคร้งั น้ี ถือเปน องคค วามรูส ําคญั จากบรรพตลุ าการท่ีไดส ง่ั สมมาตลอดระยะเวลาที่ทา นปฏิบัติ
หนาท่ีการเปนผพู ิพากษา
ผมเช่ือเปนอยางย่ิงวาหนังสือเลมน้ีจะเปนประโยชนตอการทําคําพิพากษาของศาล
และเปนแนวทางใหแกขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมในการอํานวยความยุติธรรมใหแกประชาชน
อยา งแทจ ริง

นายสนั ติ วงศร ัตนานนท
อธบิ ดีผูพ พิ ากษาศาลแพง ชว ยทํางานช่วั คราวในตําแหนง

ประธานศาลอทุ ธรณภาค ๑
พฤษภาคม ๒๕๖๕

โครงการฝกึ อบรม
เร่ือง

“การตรวจร่างคําพิพากษาของผชู้ ่วยผูพ้ ิพากษาศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑”
โดยศาสตราจารย์พเิ ศษไพโรจน์ วายุภาพ อดตี ประธานศาลฎีกา
วนั ที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๖๔
ณ หอ้ งประชมุ ชัน้ ๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑

หัวข้อท่ีบรรยายในวันนี้เป็นเร่ืองที่มีความสําคัญในการตรวจร่างคําพิพากษาก่อนที่จะออก
เป็นคําพิพากษา ซ่ึงกระบวนการน้ีต้ังแต่ข้ันตอนแรกจนถึงข้ันตอนสุดท้ายมีผู้ปฏิบัติหน้าท่ีเกี่ยวข้องอยู่
เป็นจํานวนมาก ควบคู่กับการทํางานของท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน โดยบุคคลท่ีเกี่ยวข้องเหล่านี้
ต้องมีความรับผิดชอบอย่างมากเพราะเป็นบุคคลท่ีรู้ความลับในคดี ซึ่งโดยปกติในแต่ละคดีบุคคล
ที่จะรู้ผลของคดีนั้นได้คือ ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนและองค์คณะเท่าน้ัน แต่บุคคลดังกล่าว
เข้าไปเก่ียวข้องด้วยโดยมีหน้าท่ีตรวจร่างคําพิพากษาได้แก่ ผู้พิพากษาประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เรียกว่า ผู้ช่วยเล็ก ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เรียกว่า ผู้ช่วยใหญ่
ประธานแผนกคดีในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑
และเลขานุการศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ ทั้งยังมีเจ้าหน้าทศ่ี าลยุติธรรมซึ่งเป็นผูพ้ ิมพ์และผู้มีหนา้ ทนี่ ําขอ้ มูลคดี
ไปลงในสารบบเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากมีปัญหาเกิดข้ึนบุคคลดังกล่าวถือว่าเป็นบุคคลที่ทราบความลับ
โดยหน้าที่ บุคคลอ่ืนจะอ้างว่าทราบความลับโดยหน้าท่ีไม่ได้ ดังนั้น บุคคลภายนอกท่ีบังอาจเข้ามา
ทราบความลับในคดีย่อมมีความผิด บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบตรวจร่างฯ ต้องรับผิดชอบเอง เช่น
ในสมัยท่ีผมเป็นประธานศาลฎีกา ผมต้องการไดร้ ับความรู้จากท่านใดในศาลฎีกา ผมจะทําบันทึกไปถึงท่านนน้ั
ว่า “เรียนท่าน ... ขอความเห็นคดีน้ีด้วยครับ” ต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพราะว่าเขาทําโดยการ
ได้รับมอบหมาย บนั ทกึ เปน็ ลายลักษณ์อักษรตามทก่ี ลา่ วนี้ ควรเอาออกไวต้ า่ งหาก ไม่เกบ็ ไว้ในสํานวนคดี
เน่ืองจากเป็นเร่ืองภายใน ไม่ควรให้ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนทราบถึงการทําบันทึกดังกล่าวด้วย
เพราะเป็นเร่อื งนอกหนา้ ที่

ส่วนเลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เป็นบุคคลที่ทราบความลับในคดีตามหน้าที่
เพราะต้องดําเนินการในข้ันตอนของการคัดท้ายคําพิพากษา ซึ่งเป็นหน้าท่ีของเลขานุการแต่จะมอบหมาย
ให้ผู้ช่วยฯ เป็นผู้ตรวจคัดท้ายคําพิพากษาก็ได้ โดยการตรวจคัดท้ายคําพิพากษาไม่ใช่เป็นการตรวจ
เพียงคําถูกผิดเท่าน้ัน แต่ต้องตรวจในส่วนของหลักกฎหมายท่ีใช้ในการพิจารณาคดีนั้นด้วย และ
อาจทักทว้ งภายหลังส่งั ออกคําพพิ ากษาแล้วได้ดว้ ย

บุคคลที่เข้ามาเก่ียวข้องท่ีควรคํานึงถึง คือ ข้าราชการตําแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม
ซึ่งปฏิบัติหน้าท่ีเป็นผู้พิมพ์และลงสารบบ โดยคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ต้องลงสารบบ
ก่อนส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษา ซึ่งแตกต่างไปจากการดําเนินงานของอธิบดีผู้พิพากษาภาค
ท่ีตรวจร่างคําพิพากษาของศาลชั้นต้นเสร็จแล้วจะส่งคืนไปให้ศาลช้ันต้นอ่านจึงนําไปลงในสารบบ
จากนั้นจงึ พมิ พ์คาํ พิพากษาและลงลายมอื ชอื่ องคค์ ณะผพู้ ิพากษา ดงั นั้น เจ้าหนา้ ที่ศาลยุติธรรมซึ่งปฏิบัติหนา้ ท่ี
เปน็ ผู้พิมพ์ที่ยา้ ยมาจากศาลจงั หวัดตา่ ง ๆ ตอ้ งทราบด้วยวา่ ขณะทไ่ี ดพ้ ิมพ์คาํ พิพากษาศาลอทุ ธรณ์อยู่น้ัน
ยงั เปน็ ความลบั อยู่



ผ้พู พิ ากษาประจาํ กองผชู้ ว่ ยผู้พพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ ผู้ช่วยผู้พพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑
ประธานแผนกคดีในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑
และเลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีอํานาจตรวจร่างฯ ได้ โดยอาศัยอํานาจของผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบ
ราชการในศาลน้ันอย่างเป็นระบบที่ต้องช่วยกันทําให้สําเร็จลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม มาตรา ๑๑ ซ่ึงบัญญัติว่า “ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค
อธิบดีผู้พิพากษาศาลช้ันต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไป
โดยเรยี บรอ้ ย และให้มีอาํ นาจหนา้ ทด่ี งั ต่อไปน้ีดว้ ย

(๑) น่ังพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลน้ัน หรือเมื่อได้ตรวจสํานวนคดีใดแล้ว
มีอาํ นาจทาํ ความเห็นแย้งได้

(๒) สงั่ คํารอ้ งคาํ ขอตา่ ง ๆ ท่ียืน่ ตอ่ ตนตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายว่าดว้ ยวธิ ีพจิ ารณาความ
(๓) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ท่ีกําหนดข้ึนโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น
ให้เปน็ ไปโดยถกู ต้อง เพ่ือใหก้ ารพิจารณาพิพากษาคดเี สร็จเด็ดขาดไปโดยเรว็
(๔) ให้คําแนะนําแก่ผู้พิพากษาในศาลน้ันในข้อขัดข้องเน่ืองในการปฏิบัติหน้าท่ี
ของผพู้ พิ ากษา
(๕) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเก่ียวกับการจัดวางระเบียบ
และการดาํ เนนิ การงานส่วนธุรการของศาล
(๖) ทํารายงานการคดีและกจิ การของศาลสง่ ตามระเบยี บ
(๗) มอี าํ นาจหน้าทอ่ี ื่นตามทีก่ ฎหมายกาํ หนดให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอทุ ธรณ์
รองประธานศาลอทุ ธรณ์ภาค หรอื รองอธบิ ดผี พู้ ิพากษาศาลชน้ั ตน้ มีอาํ นาจตาม (๒) ด้วย และให้มหี นา้ ที่
ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
แล้วแต่กรณี ตามท่ีประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดี
ผพู้ ิพากษาศาลชั้นตน้ มอบหมาย
จะเห็นได้ว่าการตรวจร่างฯ น้ันถือเป็นเร่ืองการแนะนํา ส่วนจะปฏิบัติตามคําแนะนํา
หรือไม่นั้นแล้วแต่ดุลพินิจของแต่ละบุคคล หากไม่ปฏิบัตติ ามอาจต้องดําเนินการโอนสํานวน การโอนสาํ นวน
ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายการทํางานแต่อย่างใด แต่เป็นอํานาจท่ีกฎหมายได้บัญญัติไว้ให้
ตามพระธรรมนญู ศาลยุติธรรมมาตรา ๓๓
กรณีดังกล่าวจึงเป็นเร่ืองของบุคคลต่าง ๆ ที่มีความเก่ียวข้องกับการตรวจร่างฯ
ที่ทําอยา่ งเป็นระบบ เนื่องจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลอทุ ธรณ์ ไม่สามารถตรวจร่างฯ ได้เพยี งคนเดียว
ต้องมีผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ผู้พิพากษาประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
หรือศาลฎีกา ประธานแผนกคดีในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
ส นั บ ส นุ น ก า ร ใ ช้ อํ า น า จ ข อ ง ป ร ะ ธ า น ศ า ล ฎี ก า ห รื อ ป ร ะ ธ า น ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ ใ น ก า ร ต ร ว จ ร่ า ง ฯ
ดังนั้น ผู้พิพากษาทุกท่านจึงต้องทราบถึงลักษณะของระบบตรวจร่างฯ และให้ความสําคัญกับระบบ
ดงั กล่าวดว้ ย
ระบบตรวจร่างฯ มีขึ้นเพ่ือความถูกต้องและความยุติธรรม กล่าวคือ การท่ีท่านผู้พิพากษา
เจ้าของสํานวนได้ร่างคําพิพากษาแต่ละคดีออกมา แม้จะได้ดําเนินการร่าง และค้นคว้าหาคําพิพากษาฎีกา
ตํารากฎหมายมาประกอบการพิจารณาอย่างเต็มทแี่ ล้วกต็ าม หากมีระบบตรวจร่างฯ เข้ามาเสริมอีกทางหน่ึง



ก็จะช่วยสนับสนุนให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ผู้ตรวจร่างฯ จะต้องเข้าใจเหตุผลข้อนี้เช่นเดียวกัน
ว่าไม่ได้ตรวจเพียงเพ่ือความถูกต้องเท่าน้ัน แต่ต้องคํานึงถึงคุณภาพของคําพิพากษาในแต่ละคดีท่ีต้องมี
ความเปน็ ธรรมซ่งึ ตอ้ งอาศัยความรอบร้แู ละรอบคอบของทุกคนดว้ ย

การตรวจร่างฯ เป็นงานทท่ี าํ เป็นระบบ ทุกฝ่ายแบ่งหนา้ ท่ใี นการปฏิบตั ิงานโดยมกี ระบวนการ
เป็นลําดับข้ันตอน จะไม่มีการทํางานข้ามขั้นตอน จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเรียกได้ว่า “เป็นงาน
ที่มีเอกภาพ”

เมอื่ ทราบว่างานมีลักษณะตามท่กี ล่าวไว้ข้างตน้ ก็ตอ้ งพจิ ารณาตอ่ ไปว่า ระบบตรวจรา่ งฯ นน้ั
เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง กล่าวคือ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ทํางานอยู่ทุกวันน้ีมีหน้าท่ี
ต้องปฏิบัติทั้งงานคําพิพากษาและงานคําส่ังคําร้อง โดยดําเนินการออกร่างคําพิพากษาและคําส่ังคําร้อง
แต่ทางด้านผู้ช่วยฯ มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานเก่ียวกับงานคําพิพากษาเท่าน้ัน คือ มีหน้าที่การตรวจ
ร่างคําพิพากษา ซ่ึงบางคร้ังผู้ช่วยเล็กหรือผู้ช่วยใหญ่ซึ่งเป็นผู้ตรวจร่างคําพิพากษาต้องทราบว่า
คดที ตี่ นตรวจน้ันไดม้ คี ําสัง่ คําร้องเข้ามาเกย่ี วขอ้ งดว้ ย เชน่ คคู่ วามยืน่ อทุ ธรณม์ า ๒ คน ปรากฏว่าคคู่ วาม
คนหนง่ึ ถอนอทุ ธรณ์ โดยตามร่างฯ มคี ําส่ังอนญุ าตให้ถอนอุทธรณ์ เชน่ นี้ ผ้ตู รวจตอ้ งสอบถามงานคาํ สัง่ คํารอ้ ง
ว่ากรณีที่มีการอนุญาตถอนอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ และอนุญาตตามคําส่ังคําร้องท่ีเท่าใด
โดยต้องบันทึกไว้ด้วย ทางปฏิบัติของกรณีนี้อาจเป็นว่างานคําสั่งคําร้องมีคําสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์
ก่อนแล้ว จึงมีการจ่ายสํานวนคดีดังกล่าวในภายหลัง โดยมีการส่งสํานวนคดีมาพร้อมกับคําร้องขอถอนอุทธรณ์
หากเป็นเช่นนี้สํานวนคดีดังกล่าวจะต้องส่งไปท่ีงานคําสั่งคําร้องก่อนแล้วจึงส่งไปยังงานคําพิพากษา
ในภายหลัง หรืออาจเป็นว่าได้จ่ายสํานวนคดีให้แก่ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนแล้ว ต่อมาทางงาน
คําสั่งคําร้องได้มีการขอสํานวนคดีดังกล่าวกลับไป เนื่องจากมีคู่ความบางรายไดม้ ีคําร้องขอถอนอทุ ธรณ์
มาภายหลังผตู้ รวจจะต้องทราบถงึ ขนั้ ตอนการปฏิบัติงานดงั กล่าวดว้ ย

แต่มงี านคําสัง่ คํารอ้ งอน่ื ทไี่ มป่ รากฏอย่ใู นร่างคาํ พพิ ากษากไ็ มต่ อ้ งสนใจเพราะไมเ่ กี่ยวกับ
เน้ือหาของคดี เช่น การปล่อยชวั่ คราวในชั้นอุทธรณ์ การทุเลาการบงั คบั คดีในชน้ั อทุ ธรณ์ ผู้ตรวจจะต้อง
ทราบถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานดังกล่าวด้วย นอกจากการตรวจร่างฯ ยังมีงานจดรายงานกระบวนพิจารณา
เข้ามาเก่ียวข้องด้วย ผู้ตรวจต้องทราบว่ามีเร่ืองใดบ้างที่สามารถจดเป็นรายงานกระบวนพิจารณา
สั่งออกไปได้ การจดรายงานกระบวนพจิ ารณาแบ่งออกเปน็ ๒ กรณี

๑. การจดรายงานกระบวนพิจารณาที่หากจดรายงานไปแล้วต้องคืนสํานวนทันที
เน่ืองจากคําพิพากษาที่นํามาจ่ายให้ตรวจ เม่ือมาถึงผู้ตรวจท่ีทําหน้าท่ีตรวจแล้วปรากฏว่าเป็นกรณี
ที่ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนได้ร่างคําพิพากษาไป ทั้งที่ไม่สามารถตัดสินอุทธรณ์ได้ เพราะยังไม่มี
ความเรียบร้อยในบางขั้นตอนจึงต้องคืนสํานวนให้กลับไปให้ศาลชั้นต้นดําเนินการใหม่ แต่ระบบ
การคืนสํานวนในปัจจุบันจะต้องจดรายงานกระบวนพิจารณาสั่งจําหน่ายคดีออกจากสารบบความด้วย
พร้อมกับส่งสํานวนคดีดังกล่าวคืนสู่ศาลชั้นต้น ให้ดําเนินการในส่วนของข้ันตอนท่ีผิดพลาดให้เรียบร้อย
แต่หากเป็นในอดีต การคืนสํานวนสู่ศาลช้ันต้นอย่างนี้ต้องรอให้ดําเนินการในข้ันตอนท่ีผิดพลาด
ให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงคืนกลับมาพิจารณาต่อไปได้ ระหว่างที่รอสํานวนคืนกลับมาศาลอุทธรณ์
ถือว่าสํานวนคดีดังกล่าวยังค้างอยู่ในศาลอุทธรณ์ เนื่องจากไม่ได้มีการจําหน่ายคดีดังกล่าวออกจาก
ศาลอทุ ธรณ์แต่อยา่ งใด



๒. การจดรายงานกระบวนการพิจารณาส่งไปศาลชั้นต้นพร้อมกับร่างฯ เพ่ือให้
ศาลช้ันต้นปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนอ่านคําพิพากษา เช่น การเรียกค่าขึ้นศาลช้ันอุทธรณ์เพ่ิม
ก่อนอ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซ่ึงหากจดรายงานกระบวนพิจารณาไปพร้อมกับร่างฯ นั้น ย่อมไม่มี
ปัญหาเรอื่ งความลับ กรณีน้ีผตู้ รวจตอ้ งบนั ทกึ ไว้ท่ีหน้าแรกของร่างฯ ด้วยว่า มีรายงานกระบวนพิจารณา
เสนอมาพร้อมกัน โดยตอ้ งตรวจรายงานกระบวนพจิ ารณาที่เสนอมาน้ันดว้ ย

ต่อไปน้ีจะกล่าวถึงขั้นตอนในการตรวจร่างฯ ไปตามลําดับ โดยแบ่งออกเป็นการตรวจ
โดยมีสํานวนคดีประกอบอยู่ในมือ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจและการตรวจโดยไม่มีสํานวนคดีประกอบ
ซง่ึ เปน็ หน้าทีข่ องผูช้ ่วยผ้พู ิพากษาทมี่ ีตาํ แหน่งสงู ข้นึ ไปตามลําดบั ทําใหท้ ราบวา่ แตล่ ะหนา้ ท่ีมคี วามรบั ผดิ ชอบ
ในเรื่องใดบ้าง การที่ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ๑ และรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ประธาน
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่มีสํานวนคดีอยู่ในมือ หากมีข้อตําหนิว่าบุคคลดังกล่าวทําไมไม่ทราบรายละเอียด
ในสํานวน บุคคลดังกล่าวสามารถอ้างได้ว่า ขั้นตอนในการปฏิบัติงานของตนไม่มีสํานวนคดีอยู่ในมือ
หากมีปัญหาเกิดข้ึนทางผู้ตรวจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียว เน่ืองจากเป็นผู้ตรวจโดยมีสํานวนคดี
อยู่ในมือ แตใ่ นศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ ผู้ตรวจคนแรกอาจเปน็ ผู้ชว่ ยใหญ่กไ็ ดก้ จ็ ะมีสํานวนคดอี ยู่ในมอื

ขั้นตอนการตรวจร่างฯ โดยมีสํานวนคดีประกอบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยฯ ในส่วนของ
ความถูกต้อง แบง่ ออกเป็น ๒ ลักษณะ

๑. ตรวจว่าร่างคาํ พิพากษาตรงกับสาํ นวนคดีหรือไม่
๒. ตรวจร่างคําพิพากษาตรงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ความเห็นทางตํารา
ของนกั กฎหมายและคําพิพากษาฎีกาที่ใช้อ้างองิ ประกอบหรือไม่
บทกฎหมาย ความเห็นทางตาํ ราของนักกฎหมายและคาํ พิพากษาฎีกาที่นํามาใช้วินิจฉยั
เป็นสิ่งท่ีอยู่นอกสํานวนคดี ดังน้ัน แหล่งอ้างอิงจึงมีท้ังในและนอกสํานวนคดี ไม่ได้พิจารณา
แต่รายละเอียดในสํานวนคดีเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอัตราโทษอย่าใช้วิธีการจําต้องดูตัวบทให้เห็น
กับตาตนเอง ส่วนคําพิพากษาฎีกาที่ใช้อ้างอิง ผู้ช่วยฯ อาจอ้างคําพิพากษาฎีกาเพิ่มเติม เพ่ือให้ผู้ใหญ่
พิจารณาต่อไปก็ได้ ส่วนหลักกฎหมายทางวิชาการอาจใช้หนังสือต่าง ๆ ประกอบด้วย โดยถ่ายเอกสาร
แนบมาด้วยก็ได้ ถือเป็นการสนับสนุนร่างฯ ของท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน อันเป็นประโยชน์
ต่อการตรวจร่างฯ ในลําดับขั้นตอนท่ีเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยใหญ่ทําให้คําพิพากษาศาลอุทธรณ์มีคุณภาพ
ย่ิงขน้ึ
ส่วนในเรอ่ื งการใช้ดลุ พนิ จิ ในคดี เชน่ ดลุ พนิ จิ ในการกาํ หนดโทษ ก็ต้องตรวจและทกั ท้วง
ได้ว่าเหมาะสมหรอื ไม่ บัญชีมาตรฐานการกาํ หนดอัตราโทษ (ยี่ต๊อก) เป็นตัวช่วยในการใชด้ ุลพนิ ิจเท่าน้ัน
ผ้พู พิ ากษาจึงอาจตดั สนิ ไปมากหรอื นอ้ ยกวา่ ทบ่ี ญั ชีกาํ หนดไว้กไ็ ด้
การตรวจร่างฯ ในคดีอาญามักพบข้อผิดพลาดในเร่ืองอัตราโทษท่ีใช้อ้างอิงในร่างฯ
อยู่บ่อยครั้งที่กําหนดมากกวา่ ขน้ั สูงหรอื น้อยกว่าอัตราขน้ั ตํา่ ตามกฎหมาย แต่ในคดีแพ่งไม่มีข้อผิดพลาด
ในเรื่องนี้ เน่ืองจากเป็นการตัดสินไปตามประเด็นแห่งคดีเท่านั้น โดยเฉพาะในช้ันอุทธรณ์ท่ีมีประเด็น
ในการวินิจฉัยน้อยกว่าประเด็นที่ศาลช้ันต้นวินิจฉัย การตัดสินของศาลอุทธรณ์เรียกได้ว่าตัดสิน
ตามอุทธรณ์ ถ้าไม่อทุ ธรณข์ ้อใดก็ไม่ต้องวนิ ิจฉัย แต่การวินจิ ฉัยอุทธรณ์บางกรณีอาจมีการตดั สินเพิ่มเตมิ
กล่าวหาว่ากระบวนการพิจารณาที่ศาลช้ันต้นกระทําไปเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนใหญ่ศาลอุทธรณ์



จะวินิจฉัยน้อยกว่าศาลช้ันต้น เพราะว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้ตัดสินจากคําฟ้อง แต่ตัดสินตามท่ีคู่ความ
ยน่ื อุทธรณม์ าเท่านัน้

การปฏิบัติในแตล่ ะขั้นตอนของการตรวจรา่ งฯ เป็นการตรวจและการเสนออยา่ งเป็นระบบ
จึงเร่ิมต้นด้วยคําว่า “ขอประธานเสนอ” ซึ่งเป็นการเสนอและลงลายมือช่ือตามลําดับจนถึงที่สุด
โดยผู้ตรวจลงลายมือชื่อเป็นลําดับแรก เสนอต่อผู้ช่วยใหญ่ รองประธานศาลอุทธรณ์จนจบข้ันตอน
ท่ีประธานศาลอุทธรณ์ตีสง่ั ออกทกุ คนจะไมไ่ ดข้ ้นึ ต้นดว้ ยคาํ วา่ “ขอประธานเสนอ”

เม่ือเสนอขึ้นไปแล้ว อาจมีการย้อนกลับลงมาจากประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กรณีน้ี
ท่านจะระบชุ ่อื ที่จะใหท้ ่านใดเป็นผดู้ ําเนินการหรือพจิ ารณา เช่น ประธานศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ เขยี นคําวา่
“เรียนท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนและองค์คณะ” หรือ “เรียนท่านผู้ช่วยผู้พิพากษา” ผู้พิพากษา
ส่วนใหญ่มกั จะสงสัยวา่ เม่ือประธานศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ เขยี นวา่ “เรยี นทา่ นผ้พู ิพากษาเจ้าของสํานวน”
จะต้องปรึกษาผู้พิพากษาท้ังองค์คณะหรือไม่ ซึ่งตามความเป็นจริงไม่ต้องปรึกษา กรณีท่ีจะต้องปรึกษา
ผู้พิพากษาทั้งองค์คณะ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะเขียนคําว่า “เรียนท่านผู้พิพากษาเจ้าของสาํ นวน
และองค์คณะ” แต่หากเป็นกรณีท่ีตรวจแล้วพบว่าต้องเปลี่ยนผลของร่างฯ เดิมด้วย ถึงแม้จะเขียนคาํ วา่
“เรียนท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน” ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนก็ต้องปรึกษาองค์คณะและให้ทุกคน
ลงนามดว้ ย

การบันทึกต้องทําเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะการทําด้วยวาจาอาจปฏิเสธได้ว่าตน
ไม่ได้พูด ข้อสําคัญคือการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรย่อมมีความหนักแน่นม่ันคง และชัดเจนกว่าการพูด
ดว้ ยวาจา ทัง้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทา่ นไม่ได้เปน็ ผ้สู งั่ หรอื แนะนํา

มีข้อสังเกตการตรวจร่างฯ ทั้งหมดเป็นระบบร่างคําพิพากษา เคยเกิดข้อสงสัยหรือไม่
ว่าเพราะเหตุใดไม่เขียนด้วยหมึก ต้องทําเป็นตัวดนิ สอ สาเหตุมีว่าการตรวจร่างฯ ยังไม่ยุติ การใช้ดินสอ
เมือ่ มกี ารแก้ไขเปล่ียนแปลงจะลบได้งา่ ยกวา่ เม่อื ได้ข้อยุติแล้ว จึงจัดพิมพเ์ ปน็ คาํ พพิ ากษาในภายหลัง

เม่ือตรวจเรียบร้อยแล้วจะเสนอไปตามลําดับขั้นตอน แต่อาจมีบันทึกกลับลงมาบ้าง
ในบางเร่ือง โดยอาจลงมาหากองผู้ช่วยฯ หรือท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนแล้วเสนอข้ึนไปใหม่
เมื่อเสนอขึ้นไปใหม่แล้ว จึงต้องมีการขอประธานเสนอเป็นครั้งที่สอง เป็นการเริ่มต้นข้ันตอนการตรวจ
ตั้งแต่ผู้ช่วยฯ ขึ้นไปใหม่ พร้อมลงนามตามลําดับต่อไป โดยปกติหากบันทึกกลับลงไปท่ีผู้ช่วยฯ อีกครั้ง
ต้องบันทึกเสนอข้ึนไปอีกครั้งว่า “ขอประธานเสนอเป็นคร้ังท่ีสอง” เพ่ือป้องกันการสับสน
ในกระบวนการขน้ั ตอนตรวจรา่ งฯ

ขั้นตอนสุดท้ายคือการส่ังออกซึ่งเป็นขั้นตอนท่ีมีความสําคัญ หากสังเกตในแง่ของ
งานเอกสารของทางราชการโดยท่ัวไปจะเห็นได้ว่าเอกสารบางฉบับ หากไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาสูงสุด
เป็นผู้ส่ังออก ผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะไม่ลงนามแต่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นผู้ลงนามแทน คําพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่มีการส่ังออกทุกฉบับถือว่าเป็นเอกสารสําคัญการส่ังออกผู้บริหารจะต้องใช้
ความวิรยิ ะอตุ สาหะอยา่ งมาก

เม่ือผู้บริหารส่ังออกแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการคัดท้าย โดยเลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค ๑
จะตรวจสอบความเรยี บร้อยอกี ครง้ั จงึ เปน็ อันเสรจ็ ส้นิ กระบวนการตรวจรา่ งคาํ พพิ ากษา ภายหลงั จากนน้ั
จะส่งคําพพิ ากษาไปอา่ นที่ศาลชน้ั ต้น



ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นภาพรวมของระบบการตรวจร่างฯ ต่อไปน้ีจะกล่าวถึงการปฏิบัติ
ในการตรวจร่างคําพิพากษาโดยละเอียดเป็นลําดับไป เร่ิมต้นตั้งแต่การจ่ายร่างคําพิพากษาให้ตรวจ
โดยเปน็ อาํ นาจของเลขานุการศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ จะนาํ รา่ งคําพพิ ากษาที่พิมพ์แลว้ เปน็ ฉบบั ตรวจมาจ่าย
ให้แก่ผู้ช่วยเล็ก ถ้าไม่มีผู้ช่วยเล็กก็จะจ่ายให้ผู้ช่วยใหญ่เป็นผู้ตรวจเป็นคนแรก โดยพิจารณาว่าจ่ายให้
ผู้พิพากษาท่านใดตามความเหมาะสม ผู้ตรวจต้องสังเกตว่างานที่จ่ายมานั้นมีงานท่ียากและง่ายผสมกัน
ซึ่งเลขานกุ ารฯ จะพจิ ารณาถึงจาํ นวนหน้าของรา่ งฯ เช่น ร่างฯ มีจาํ นวนน้อยกว่า ๕๐ หนา้ แยกไวพ้ วกหน่ึง
เกิน ๕๐ หน้า แยกหน้าไว้อีกพวก สมมติว่ามีผู้ตรวจจํานวน ๑๐ คน ท่านแรกจ่ายร่างมีจํานวนเกิน
๕๐ หน้าไปแล้ว ๑ ครั้ง ก็จะไม่จ่ายซํ้าอีก เลขานุการจะแบ่งงานเฉล่ียกันไป ไม่ใช่จ่ายโดยอําเภอใจ
ของเลขานกุ าร แต่ได้พจิ ารณาอยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสมแลว้

เมื่อได้รับร่างฯ มาแล้ว ต้องลงสมุดประจําตัวทันที ตรวจสอบช่ือผู้ตรวจตรงปกสํานวน
ซึ่งจะลงชื่อไว้ด้านล่างทางด้านขวา เมื่อเห็นว่าเป็นชื่อของตนเองให้ลงในสมุดของตนเองว่ารับงาน
วันท่ีเท่าใด ต่อจากน้ันให้เปิดดูหน้าสุดท้ายของสํานวนคดีน้ันว่าศาลชั้นต้นส่งมาเพ่ือให้ทําอะไร เช่น
เรียนเลขานุการฯ ด้วยคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คําพิพากษาและมีสิ่งใดส่งมาด้วย เช่น สํานวนส่งมา ๒ ปึก
กับเอกสาร ๓ ปึก ผู้ตรวจต้องตรวจสอบทันทีว่าครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบให้ติดตาม ไม่เช่นน้ัน
จะถือว่าได้รับแล้ว ต่อไปตรวจร่างฯ ลงนามครบหรือไม่ เพราะอาจมีกรณีท่ีลงนามไม่ครบแล้วนํามาส่ง
เพื่อเอาแตม้ สะสมการส่งงาน หากพบว่าลงนามไม่ครบผู้ตรวจควรไปปรึกษาองค์คณะในเรือ่ งการลงนาม
ว่าหลงลืมหรือไม่ กรณีเช่นน้ีอาจคืนสํานวนโดยไม่ทําการตรวจได้เพราะร่างฯ ไม่เรียบร้อย แต่ใน
ทางปฏิบตั ไิ ม่ควรคืนคําพพิ ากษาโดยใช้วธิ แี กป้ ญั หาดงั กลา่ ว

ประการต่อมาดวู า่ สํานวนคดที ี่จ่ายมาให้ตรวจ เป็นงานคาํ พิพากษาหรืองานคาํ สัง่ คาํ รอ้ ง
ถ้าเป็นงานคําพิพากษาถือว่าเป็นงานในหน้าท่ี แต่ถ้าเป็นงานคําสั่งคําร้องให้คืนไป โดยการจะรู้ว่า
เป็นเรื่องของงานคําสั่งคําร้องให้พิจารณาตามระเบียบของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ว่าลักษณะใดออกเป็น
คําสั่งคําร้อง หากเป็นงานคําสั่งคําร้องที่หลุดออกมาทําเป็นคําพิพากษาผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน
รบั มาแล้วออกเปน็ คาํ พพิ ากษา ผู้ตรวจตอ้ งคนื สาํ นวนไปเพราะวา่ เปน็ งานคาํ ส่งั คําร้อง

ยังมีเหตุท่ีออกเปน็ คาํ พิพากษาไม่ไดอ้ ยู่อีก คือ องค์ประกอบไมค่ รบท่ีจะเขยี นคาํ พพิ ากษาได้
เช่น คู่ความย่ืนอุทธรณ์หลายฉบับแต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาเพียงบางฉบับ อีกฉบับไม่ได้ส่ังว่าอะไร
อย่างน้ีศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ตัดสนิ คดไี ม่ได้ก็คนื สํานวนไป

เม่ือรับสํานวนคดีมาแล้วให้พิจารณาก่อนว่าคู่ความในคดีเป็นญาติกับผู้ตรวจหรือไม่
โดยเฉพาะอย่างย่ิงหากมีญาตินามสกุลไม่ตรงกัน เม่ือรับสํานวนมาตรวจแล้วเป็นเช่นนี้ อย่าเก็บงานไว้
นานแล้วจึงนําไปสง่ คืน เพราะอาจทําให้เกิดขอ้ สงสยั ได้วา่ น่าจะทราบแตแ่ รกแล้วเหตใุ ดจงึ ไมน่ าํ ไปสง่ คนื
อาจช้แี จงไดย้ าก

เมื่อไม่มีเหตุต้องคืนสํานวนก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจท่ีแบ่งไว้เป็น ๒ ลักษณะข้างต้น
แต่การตรวจมิใช่ใช้ร่างคําพิพากษาของผูพ้ ิพากษาเจ้าของสํานวนท่ีท่านเขียนไว้ ต้องพิมพ์เป็นฉบับตรวจ
ข้ึนมาก่อน ผู้ตรวจจึงมีหน้าที่ตรวจพิสูจน์อักษรหรือตรวจปรู๊ฟด้วย ก็ยุ่งยากพอสมควรจึงนํามากล่าวไว้
เสียแต่แรก เรื่องแรก คือ รูปแบบ เจ้าหน้าที่ท่ีพิมพ์มักพิมพ์ไม่ผิดรูปแบบ อาจจะมีข้อบกพร่องเพียงว่า
เสน้ ขน้ั หน้าหรอื หลงั กระดาษไม่เสมอกนั คอื ยึดร่างฯ เป็นสาํ คญั



ข้ันตอนการพิสูจน์อักษรเป็นการตรวจการใช้อักษรและการพิมพ์ให้ตรงตามร่างฯ
เมื่อยึดร่างฯ เป็นสําคัญ จะต้องมีความรใู้ นเรื่องของการตรวจปรฟู๊ ซ่ึงในท้องตลาดมกี ารจําหนา่ ยหนังสอื
เก่ียวกับเร่ืองการพิมพ์และการตรวจปรู๊ฟ แต่ของศาลเพ่ิมเตมิ ว่าให้ขีดกากบาททุกจุดท่ีผิด ทุกจุดท่ีแกไ้ ข
หรือเติม เพ่ือเป็นการชว่ ยให้กากบาทเท่ากับจํานวนจุดนน้ั เพื่อความสะดวกในการทํางานของเจา้ หน้าท่ี
การเว้นวรรคควรใช้เครื่องหมายขีดเส้นตรงขั้นในแนวเดียวกัน หากวรรคใหญ่เท่ากับให้ขีด ๒ เส้น
หากวรรคเล็กให้ขีดเส้นเดียว สัญลักษณ์ว่าให้ติดกันทําอย่างไร ตัดคําทําอย่างไร คําตกทําอย่างไร
ทั้งตกคําและเติมคําต้องลงมาด้านล่างของบรรทัดหากแก้คําให้วงคําท่ีแก้ไขและเขียนคําที่ถูกไว้
รมิ กระดาษท้งั หมดลว้ นเป็นเทคนิคการพมิ พ์

คําที่ใช้ในขั้นตอนน้ีที่เขียนกํากับไว้มีว่าหากผิดเมื่อแก้แล้วให้หมายเหตุไว้ข้าง ๆ
ว่าพิมพ์ผิด ร่างฯ เป็นแบบน้ีพิมพ์ออกมาเป็นแบบน้ี ไม่ตรงกับร่างฯ ให้วงกลมไว้แล้วใส่คําท่ีถูก
นอกจากน้ียงั มีกรณีท่ีหมายเหตวุ ่าพิมพต์ กหรือพิมพเ์ กิน

อีกวิธีหนึ่งไม่ได้ใช้คําดังกล่าว เช่น พิมพ์ผิด แก้คําที่ถูกเขียนไว้ในร่างฯ แล้วเขียนว่า
ตามร่างฯ ตามร่างฯ หมายความว่า ร่างฯ แบบนี้แต่พิมพ์ผิดจากร่างฯ ถ้าพิมพ์ตกต้องเติม เขียนว่า
เติมตามร่างฯ พิมพเ์ กิน ตดั ออกใหต้ รงตามรา่ งฯ เขยี นวา่ ตดั ออกตามร่างฯ

กรณีต่อไปไม่ใช่กรณีที่เจ้าหน้าที่พิมพ์ผิด แต่เป็นกรณีที่พิมพ์ถูกต้องทุกประการ
ปรากฏว่า ผู้ตรวจเห็นว่าไม่ตรงตามตัวบทกฎหมายจึงทําการแก้ไขให้ตรงตัวบท เขียนว่า แก้ตามตัวบท
ไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของสํานวนเพราะการแก้ตามตัวบทกฎหมายไม่ต้องขออนุญาต หรือแก้ไข
ตามพจนานกุ รมก็ไม่ตอ้ งขออนุญาต แกต้ ามคมู่ ือปฏบิ ตั ิหรือแก้ตามแบบก็ไมต่ อ้ งขออนญุ าต สําหรับแบบ
บางทีมีปัญหาว่า เอาแบบมาจากท่ีใด ส่วนการแก้ตามท่ีเคยสั่งออก อาจมีข้อถกเถียงระหว่างท่านผู้พิพากษา
เจา้ ของสาํ นวนกับผู้ตรวจเพราะว่ามันไม่ใช่แบบ

การขออนุญาตท่ีผู้ตรวจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแปลว่า ไม่ได้ขออนุญาตจริง ไม่ได้
ไปพบผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน หากได้มีการขออนุญาตจริงต้องใช้คําว่า ท่านอนุญาตแล้ว ไม่ต้องใช้
คําว่าท่านเจ้าของสํานวนอนุญาต ทุกคร้ังที่เรียกผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนจะเรียกว่าท่าน ซึ่งในอดีต
ได้ใช้แบบน้ี ปัจจุบันไม่ควรใช้คําอื่นให้ยืดยาวโดยคําว่าท่านอนุญาตแล้ว หากขออนุญาตเติมหรือแก้ไข
เมื่อเสนอไปยังผู้บริหารอาจพิจารณาส่ังว่าคงไว้ตามร่างฯ ก็ได้ เพราะฉะนั้น การที่ขออนุญาตแก้
เป็นเร่ืองที่อาจมีปัญหา ซ่ึงผู้บริหารจะใช้คําวา่ “คงไว้ตามร่างฯ ” ไม่ใช้คําว่า “ไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องเติม
ไม่ต้องแก้” ต่างกับกรณีท่ีผู้ตรวจไปขออนุญาตแก้และท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนอนุญาตให้แก้
ผู้บริหารจะมีคําส่ังให้คงไว้ตามร่างฯ ไม่ได้ ดังนั้น จึงมีความแตกต่างกันระหว่างไปขออนุญาตแก้
กับไม่ไปขออนุญาตแก้ หากขออนุญาตแก้จะเป็นผลดีกว่าการไม่ขออนุญาตท้ังเป็นข้อดีท่ีผู้ตรวจจะได้
ปรึกษากับท่านผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนและไม่ต้องรับผิดชอบ โดยให้ผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน
เป็นผู้รับผิดชอบเองว่าควรอนุญาตหรือไม่ มีข้อสังเกตอีกว่าหากปรากฏว่าผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน
อนุญาตให้แก้ต้องปรากฏในฉบับตรวจเป็นลายมือของผู้ตรวจอย่าไปแก้ในร่างของผู้พิพากษา
เจ้าของสาํ นวน เพราะบางครงั้ ท่ีผู้ตรวจไปเข้าพบผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน ท่านอาจเหน็ ว่าตามที่จะเติมนั้น
ท่านจะเติมเอง ท่านจะบอกว่าจะเติมเองก็ให้ท่านเขียนในฉบับตรวจได้เลยและผู้ตรวจไม่ควรไปเติมในร่างฯ
ของผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนอีก การเติมอย่างน้ีอาจเกิดข้อสงสัยว่าเป็นลายมือของใครเว้นแต่มีการ
ลงลายมือช่อื ไว้ หรอื ผู้ตรวจเขียนกํากับไว้ว่า ทา่ นกรณุ าเตมิ เองซ่งึ สามารถเติมได้เอง เร่อื งนีอ้ าจพบอกี อยา่ ง



ท่ีต่างกันมาก ๆ คือ ผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนขอเติมในร่างฯ ของท่าน ซ่ึงก็ยังเติมได้ ไม่เป็นการแก้ไข
คําพิพากษา เมื่อท่านเติมแล้ว ผู้ตรวจต้องมาเตมิ ในฉบบั ตรวจ และเขียนว่า เติมตามร่างฯ หรือ พิมพ์ตก
ซ่งึ ดูจะฝนื ๆ อยบู่ า้ ง ก็มิใชส่ าระสาํ คญั ทีจ่ ะทําไม่ได้

เน่ืองจากการตรวจพิสูจน์อักษรถือร่างคําพิพากษาของเจ้าของสํานวนเปน็ หลัก ถ้าจะแก้
หรือตกเติมอาจแก้หรือตกเติมแล้วเขยี นคําว่า ตามร่างฯ ไว้ก็ได้ เช่น เขียนว่าแก้ตามรา่ งฯ เติมตามรา่ งฯ
ไม่ต้องเขียนแบบมุ่งท่ีการพิมพ์อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าพิมพ์ผิด พิมพ์ตก อย่างไรก็ตามไม่ควรเขียนลอย ๆ ว่า
ตามร่างฯ ตามตัวบทหรือตามพจนานุกรม โดยไม่ระบุเป็นการแก้หรือตกเติม ในทํานองเดียวกัน
กรณที เี่ จ้าหน้าทีพ่ มิ พ์เกินมาโดยพลการ ต้องตัดออกโดยเขยี นวา่ ตดั ออกตามรา่ งฯ หรือพิมพ์เกนิ

เม่ือมีการตรวจปรู๊ฟเสร็จสิ้นแล้วข้ันตอนต่อไปจะมีการดําเนินการตรวจร่างคําพิพากษา
กับสํานวนคดีโดยผู้ตรวจมีสํานวนคดีอยู่ในมือกรณีนี้ผู้ตรวจบางท่านเมื่อได้รับสํานวนแล้วจะอ่านร่างฯ
ท้ังหมดก่อนแล้วจึงตรวจปรู๊ฟเป็นการพิจารณาในภาพรวมก่อนว่าเป็นอย่างไรเช่น พิจารณาว่าเป็นการ
อุทธรณ์ในเร่ืองใด เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคําส่ังหรืออุทธรณ์คัดค้านคําพิพากษา หากเป็นการอุทธรณ์
คัดค้านคําพิพากษา รูปแบบของคําพิพากษา คือ โจทก์ฟ้องว่า ... จําเลยให้การว่า ... แต่หากเป็น
การอุทธรณ์คัดค้านคําสั่งจะระบุว่าเป็นชั้นอะไร โดยเริ่มต้นด้วยคําว่า “คดีสืบเนื่องมาจาก ... ” หรืออาจใช้
คําว่า คดีสืบเน่ืองมาจากโจทก์ฟ้องว่าการอุทธรณ์คําสั่งแสดงว่าคําส่ังนั้นไม่ใช่คําส่ังของศาลอุทธรณ์ภาค ๑
แต่เป็นคําส่ังของศาลช้ันต้น เป็นการอุทธรณ์เพ่ือให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคําส่ัง มิใช่มีคําขอ
ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในส่วนน้ีซึ่งเป็นงานของส่วนคาํ สั่งคําร้องไม่ใช่งานของผู้ตรวจรา่ งฯ เพราะเป็นคําร้อง
ที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไมไ่ ด้มกี ารคดั คา้ นในเรือ่ งใด การอุทธรณ์คดั ค้านคาํ ส่งั ของศาลชั้นต้นดงั กลา่ ว
คู่ความจึงไม่ได้มีคําขอต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้ดําเนินการส่ิงหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคําส่ัง
ของศาลช้ันต้น คําส่ังของศาลชั้นต้นท่ีมีคําส่ังเองกับคําส่ังของศาลช้ันต้นที่ศาลชั้นต้นทําในนาม
ของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซ่ึงอยู่ในความรับผิดชอบของส่วนคําส่ังคําร้องไม่ใช่งานของผู้ตรวจร่างฯ
เพราะทําเป็นรูปแบบคําร้อง เช่น อุทธรณ์คําส่ังไม่รับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ ทวิ
จึงตอ้ งพิจารณากอ่ นวา่ ร่างฯ ทจ่ี ะตรวจน้นั เป็นอทุ ธรณค์ ัดค้านคําสง่ั หรอื คัดค้านคาํ พิพากษาหรือเป็นการ
อุทธรณค์ ดั คา้ นท้ังคาํ สงั่ และคาํ พิพากษาพรอ้ มกนั ที่ทําในอทุ ธรณ์ฉบับเดียวกันได้

รูปแบบคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะต้องปรากฏท้ังหมายเลขคดีดําและ
หมายเลขคดีแดง สําหรับในศาลฎีกามีเฉพาะคดีหมายเลขแดงและเรียกว่า คําพิพากษาศาลฎีกาที่เท่าไร
โดยไม่ได้บอกว่าเป็นหมายเลขคดีแดง กรณีอุทธรณ์คัดค้านคําสั่งของศาลช้ันต้นในช้ันต่าง ๆ การตรวจ
จะง่ายกว่าโดยพิจารณาเฉพาะในชั้นนั้นๆส่วนกรณีอุทธรณ์คัดค้านคําพิพากษาต้องพิจารณาก่อนว่า
เป็นอุทธรณ์ของคู่ความฝ่ายใดและเป็นการอุทธรณ์ในคดีที่มีข้อพิพาทหรือคดีที่ไม่มีข้อพิพาท วินิจฉัย
ออกผลในปัญหาข้อเท็จจริงหรือในปัญหาข้อกฎหมาย หรือวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหา
ข้อกฎหมาย หากผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนออกร่างฯ ตามข้อกฎหมายก็ไม่ต้องพิจารณาในปัญหา
ข้อเท็จจริง หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่อาศัยข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติแล้วก็ไม่ต้องพิจารณาคําเบิกความ
พิจารณาแต่ว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าอย่างไร การอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายท่ีไม่ต้องอาศัย



ข้อเท็จจริงเลย เช่น ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งพิจารณาจากคําฟ้องเท่าน้ันก็ไม่ต้องพิจารณา
ถึงข้อเท็จจรงิ เลย

อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่อาศัยข้อเท็จจริงท่ีรับฟังเป็นยุติ การจัดทําร่างฯ
จะเร่ิมต้นด้วยข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคําพิพากษาศาลช้ันต้นว่า ซ่ึงคําว่า “ยุติ” หมายความว่าเป็นกรณี
ท่ีศาลช้ันต้นวินิจฉัยทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติ เช่น คดีอาญาข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคําพิพากษาศาลช้ันต้นว่า จึงให้
ต้ังข้อสงั เกตในประเด็นน้ีไว้ดว้ ยว่ายุตเิ พราะเหตผุ ลใด ซึ่งเป็นคนละกรณกี บั ท่ีเขยี นว่าขอ้ เท็จจรงิ รับฟังได้
ในเบื้องต้น เพราะว่าร่างฯ ที่วินจิ ฉยั ในปญั หาข้อกฎหมาย ขอ้ เทจ็ จรงิ ตอ้ งฟงั เปน็ ยุติว่าอยา่ งไร

การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์ท่ีคู่ความอุทธรณ์ขึ้นมาควรจะมีข้อเท็จจริงฟังได้
ในเบ้ืองต้นเพื่อจะได้มีความสะดวกในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอื่น ๆ มากขึ้น ก็จะมาพิจารณาในเร่ือง
รูปแบบการเขียนต่อไป หากวินิจฉัยข้อเท็จจริงแบบมีทางนําสืบก็ต้องตรวจสํานวนไปตามทางนําสืบว่า
ตรงกับร่างฯ หรือไม่ หากไม่มีทางนําสืบจะเริ่มกล่าวถึงคําเบิกความหรือเอกสารที่ผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน
ยกข้ึนมากล่าวในร่างฯ โดยคัดลอกมาจากในสํานวน ไม่ได้มีความเหน็ ของท่านผู้พิพากษาเจ้าของสาํ นวน
เข้าไปแทรกเลย ผู้ตรวจก็ดูว่าตรงกันหรือไม่เท่านั้น การที่ผู้ตรวจพิจารณาเพียงว่าตรงกันหรือไม่
เป็นการตรวจท่ีมีมุมมองแคบเกินไป โดยไม่ได้ตรวจในสํานวนว่ามีการถามค้านหรือถามติงอย่างไร
หากจะใหก้ ารตรวจมคี ณุ ภาพมากข้ึนควรจะต้องอ่านคาํ เบิกความท้ังหมด ซึ่งเป็นเรื่องท่ีเสียเวลาแตด่ กี ว่า
ไม่พิจารณา ซึ่งบางครั้งพิจารณาแล้วจะไม่เห็นด้วยกับผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน ดังน้ัน ผู้ตรวจควรอ่าน
สาํ นวนท้ังหมดอย่าพิจารณาแตเ่ พียงตามรา่ งฯ เท่าน้นั เพราะวา่ เปน็ การตัดสนิ ใจของผูพ้ พิ ากษาเจ้าของสาํ นวน
ที่ตกผลึกแล้ว จึงไม่ได้ระบุเน้ือหาทค่ี รอบคลุมสํานวนคดีท้งั หมด การตรวจในสว่ นนต้ี า่ งกบั การตรวจปรู๊ฟ
โดยอาจจะมีการแก้ ตก เติม หรือ ตัด เพราะไม่ตรงตามสํานวน ถ้าไม่ตรงตามคําเบิกความ ก็เขียนว่า
ขออนุญาตแก้ ตก หรือ เติม หรือ ตัด ตามคําพยาน ถ้าไม่เติมตามเอกสารก็เขียนว่าตามเอกสารอะไร
กรณีทผ่ี พู้ ิพากษาเจ้าของสํานวนอมความ ตอ้ งดใู หด้ ีวา่ ความน้นั ตรงกนั หรอื ไม่ก็พอ มิใช่วา่ ต้องตรงกันทกุ คาํ

ประการต่อมาจะเป็นส่วนของร่างฯ ที่อยู่หลังคําว่า “เห็นว่า” หมายความว่า
ผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนเห็นว่า ในส่วนนี้จะเป็นความเห็นที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ว่าคําเบิกความ
ในสํานวนคดีมีน้ําหนักเพียงใด คําเบิกความสอดคล้องต้องกันหรอื ไม่ ในคําพิพากษาควรจะระบุคําเบิกความ
ลงไปในคําพิพากษาด้วย เพ่ือแสดงให้เห็นว่าคําเบิกความสอดคล้องต้องกันอย่างไร หากคําเบิกความ
แตกต่างกันก็ระบุรายละเอียดว่าแตกตา่ งกันอย่างไร ซ่ึงคู่ความอาจฎีกาว่า คําเบิกความไม่สอดคล้องต้องกัน
หรือไม่แตกตา่ งกนั อย่างไรได้ถกู ต้อง ส่วนนี้เป็นความเหน็ ของผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน ผู้ตรวจสามารถ
ทักท้วงได้ โดยเฉพาะเรื่องพยานหลักฐานมีนํ้าหนักหรือไม่มีนํ้าหนักอย่างไร ไม่ว่าในส่วนสภาพ
ของพยานหลักฐานหรือในส่วนของเนื้อหาของพยานหลักฐาน สภาพของพยานหลักฐานแตกต่าง
กับเนื้อหา สภาพของพยานหลักฐานไม่เก่ียวข้องกับเน้ือหา กรณีคดียาเสพติดผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน
บางท่านอาจตัดสินด้วยการตัดพยานบุคคลบางคนไปโดยยกเหตุผลทางสภาพของพยาน เช่น ขณะเกิดเหตุ
พยานอยู่ในจุดที่มองไม่เห็นเหตุการณ์ เพราะมีวัตถุบังอยู่ สิ่งเหล่านี้จะถูกเขียนประกอบกับคาํ เบกิ ความ
พยานบุคคลที่ยกขึ้น โดยคําเบิกความพยานบุคคลระบุเพียงว่าช่ือนาย ก. และเบิกความว่าอย่างไร
แต่สว่ นตวั เหน็ วา่ จะยอ้ นไปยกสภาพของพยานบคุ คลว่า นาย ก. ขณะเกิดเหตุยนื อยตู่ รงจุดที่มรี ถบรรทุก

๑๐

หรือมีต้นไม้บัง ซ่ึงเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถท้ิงพยานปากน้ีไปได้เพราะว่าไม่มีนํ้าหนัก
อีกกรณีหน่ึงศาลจะไม่ตัดเรื่องสภาพของพยานบุคคลเพราะเม่ือพิจารณาแล้วว่าโดยสภาพพยานบุคคล
สามารถมองเห็นได้โดยไม่มีอะไรบัง ก็จะมาพิจารณาในเน้ือหาว่า นาย ก. เบิกความว่าอย่างไร คําเบิกความ
ของนาย ก. ขัดต่อเหตุผลอย่างไร ข้อเท็จจริงท่ีได้จากพยานเอกสาร หรือข้อเท็จจริงท่ีได้จากวัตถุพยาน
ก็ล้วนเป็นเนื้อหาท้ังส้ิน สภาพของพยานบุคคลมักจะเห็นชัด เพราะสภาพบุคคลฟ้องอยู่ในตัวว่าพยาน
บุคคลคนใดมีความน่าเชื่อถือ หากพิจารณาว่าพยานบุคคลไม่น่าเชื่อหรือว่าไม่มีน้ําหนักเพราะไม่น่าจะ
เห็นเหตุการณ์ ไม่นา่ จะร้เู ห็น กไ็ ม่ตอ้ งพจิ ารณาเนื้อหาวา่ เป็นพยานบุคคลอกี ถ้าตดั พยานบุคคลไปหลายปาก
จนสรปุ ได้ว่าพยานบุคคลท้ังหมดไมม่ ใี ครมสี ภาพท่ีจะเห็นข้อเท็จจริงนั้นได้ ก็พิพากษายกฟอ้ งได้เลย

ต้องนาํ ฟอ้ งอทุ ธรณม์ าพิจารณาวา่ อุทธรณ์ในเร่อื งสภาพพยานหรืออุทธรณ์ในเร่อื งเน้ือหา
หากอทุ ธรณใ์ นเร่อื งสภาพพยาน ศาลก็ตอ้ งพจิ ารณาในเรือ่ งสภาพของพยานบุคคล ถ้าพยานเบิกความว่า
ไม่เห็นเพราะมีรถยนต์บรรทุกบัง แต่ได้ความวา่ รถบรรทุกท่ีพยานเบิกความวา่ บังได้เคล่ือนท่ีออกไปแล้ว
ยอ่ มมองเหน็ ได้ เชน่ น้ี ก็ตอบอทุ ธรณข์ องคคู่ วามได้

อุทธรณ์ดังกล่าวผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนบางคดีเขียนคําพิพากษาศาลอุทธรณ์
เช่นเดียวกับศาลช้ันต้น หากเขียนเหมือนศาลชั้นต้นก็ไม่เหมาะสมเท่าที่ควรดังนั้น วิธีการเขียน
คําพิพากษาควรจะเขียนแทรกไว้ด้วยว่าจําเลยหรือโจทก์อุทธรณ์ว่าอย่างไร และควรตอบอุทธรณ์
ของคู่ความด้วยไมเ่ ช่นน้นั คาํ พิพากษาของศาลอุทธรณ์กไ็ ม่แตกต่างกบั คาํ พิพากษาศาลชน้ั ตน้ ท่ีเป็นเพยี ง
การตดั สนิ คดใี หม่ ดงั นน้ั การทจ่ี ะจัดทาํ ร่างคําพพิ ากษาของศาลอุทธรณ์ อาจใช้วธิ กี ารเขียนตอบอทุ ธรณ์
เป็นข้อ ๆ อย่างหนึ่ง หรือตอบแบบผสมอย่างใดจะดีกว่ากันหากตอบอุทธรณ์ของคู่ความเป็นข้อ ๆ
อุทธรณ์จะต้องดีและส้ันอาจจะมีประมาณ ๕ หน้า ถ้าอุทธรณ์มายาว ๆ หลาย ๆ หน้า ทั้งข้อความวก
ไปมายอ่ มเขยี นตอบเป็นข้อ ๆ ไม่ได้อยดู่ ีหรอื

สําหรับกรณีที่ออกร่างฯ โดยวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต้องมีการตรวจบทกฎหมายนั้น
ถ้าเป็นข้อกฎหมายท่ีวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย ต้องยกบทมาตราขึ้นมาประกอบ
เช่น “มาตรา … บัญญัติว่า ... ” โดยต้องเขียนให้ถูกต้องครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมาย
สว่ นความเหน็ ตามตัวบทกฎหมายอาจจะอ้างมาจากหนังสอื ตา่ ง ๆ ประกอบ

ตัวบทกฎหมายบางมาตราอาศัยคําตามหลักกฎหมาย เช่น ทรัพยสิทธิ นิติกรรม
บุคคลสิทธิ ซ่ึงเป็นหลักวิชานิติศาสตร์ต้องตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ บางมาตราอาจมีการตีความ
ตามลายลักษณ์อักษรซ่ึงเป็นหลักภาษา เช่น คําว่า “อาจ” “และ” ก็ต้องตรวจหลักภาษาให้ถูกต้อง
ตามหลักภาษาดว้ ย

การตรวจร่างฯ จะต้องตรวจคําพิพากษาศาลฎีกา หากผู้พิพากษาเจ้าของสํานวนมีการ
อ้างคําพิพากษาศาลฎีกา ท่านควรถ่ายคําพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแนบมากับร่างฯ ด้วย หากไม่ได้อ้างมา
ผู้ตรวจต้องสืบค้นคําพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแนบประกอบการตรวจเพ่ือความชัดเจนและมั่นใจว่า
ตัดสินถกู ต้อง

ข้อควรระมัดระวังในการสืบค้นคําพิพากษาศาลฎีกา คือ คําพิพากษาศาลฎีกาท่ีเปน็ การ
พิพากษากลับแนวบรรทัดฐานของคําพพิ ากษาเดมิ ดงั นัน้ หากมีเวลาน้อยควรสืบคน้ คําพิพากษาศาลฎกี า
จากคําพิพากษาศาลฎีกาปีล่าสุดย้อนข้ึนไปก็จะเห็นเช่นน้ัน หรือท่ีว่ามีคําพิพากษาออกเป็น ๒ แนวน้ัน
จริงหรือไมแ่ นวใดดีกว่ากนั

๑๑

ต่อไปเป็นการสืบค้นความเห็นทางตําราของนักกฎหมายที่อ้างอิงต้องค้นจากหนังสือ
ที่มีความน่าเช่ือถือ เพื่อสนับสนุนร่างฯ ของผู้พิพากษาเจ้าของสํานวน และสิ่งท่ีสําคัญหากผู้พิพากษา
เจ้าของสํานวนมีหนังสือของท่านเองเขียนออกเผยแพร่ต้องนํามาพิจารณาประกอบด้วยเสมอ หรือ
หากปรากฏว่ามีหนังสือเล่มอ่ืนที่มีความเห็นแตกต่างจากหนังสือของท่านย่ิงเป็นการดี ส่วนผู้ตรวจ
จะเห็นด้วยกับหนังสือเล่มใด ก็สุดแล้วแต่จะเห็นสมควร ในสมัยก่อนมีหนังสือที่ไม่เป็นที่ยอมรับก็จะไม่
นํามาอ้างอิงกรณีเป็นหนังสือที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาโดยที่ไม่อ้างหนังสือจากต่างประเทศ เช่น หนังสือ
ของศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ เรื่องกฎหมายอาญาซ่ึงอ้างระบบกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ก็ย่ิงดี
หนังสือที่อ้างต่างประเทศ คนที่เขียนหนังสือมักจบการศึกษาจากต่างประเทศ ก็ควรทราบด้วยว่า
ผู้เขียนจบการศึกษาจากประเทศใดเพราะระบบกฎหมายแต่ละประเทศแตกต่างกัน ระบบกฎหมาย
ของประเทศเยอรมนั จะใกลเ้ คียงกับระบบกฎหมายของประเทศไทย

ความเห็นทางตําราของนักกฎหมายแตกต่างจากคําพิพากษา ตําราเขียนขึ้นมาเพื่อสอน
ให้บุคคลทั่วไปอ่านเอาความรู้ ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพ่ือใช้ในการตัดสินคดี ดังน้ัน หากผู้เขียนยกตัวอย่างว่า
หากเป็นเช่นนั้นเช่นนี้มีผลอย่างไร ท้ังหมดล้วนมาจากการสมมติ ซึ่งการสมมติไม่ใช่เร่ืองท่ีเกิดข้ึนจริง
แต่คําพิพากษาศาลฎีกาเป็นเรื่องที่เกิดข้ึนจริงและได้มีการตัดสินลงโทษไปแล้วจริง ในการประชุมใหญ่
ศาลฎีกาครั้งหนึ่งมีการอภิปรายว่า ควรยึดถือตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกามากกว่ายึดถือตามหนังสือ
เพราะหนังสอื เป็นสิง่ ทผ่ี ู้เขียนยกตวั อยา่ งข้นึ มาเทา่ น้นั

นอกจากนีย้ งั มีกรณที ่ีผ้พู พิ ากษาเจา้ ของสํานวนกล่าวถงึ เรือ่ งความยุติธรรม ต้องพจิ ารณา
ให้รอบคอบเพราะคําว่า “ยุติธรรม” มีอยู่หลายหลัก เช่น บุคคลควรได้อะไรก็ควรได้ส่ิงน้ัน คนอ่อนแอ
ไม่ควรถูกข่มเหงหรือต้องได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน ผู้ตรวจต้องพิจารณาว่าร่างฯ ใช้หลักใด เหมาะสมหรือไม่
ใช้ได้กับขอ้ เท็จจริงในคดหี รอื ไม่

ต่อไปเป็นการทําบันทกึ ในการตรวจรา่ งฯ การทาํ บนั ทึกแบง่ ออกเป็น ๓ ประเภท
๑. การบนั ทึกทักท้วง
๒. การบันทกึ เป็นข้อสงั เกต
๓. การบันทกึ เปน็ หมายเหตุ
การบันทึกเป็นข้อทักท้วงเป็นการแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับร่างฯ มีทั้งกรณีทักท้วง
ข้อเท็จจริงและทักท้วงข้อกฎหมายต้ังเป็นประเด็นไว้ว่ามีปัญหาว่าอย่างไร ไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด
ปรึกษาเจ้าของสาํ นวนแล้วยืนยันตามรา่ งฯ หรือกรุณาให้เหตผุ ลวา่ อย่างไร ส่วนการบันทึกเป็นข้อสงั เกต
หรอื เป็นหมายเหตุ ไมถ่ ึงกับทกั ทว้ ง เพียงแต่มแี งค่ ดิ ทจ่ี ะพิจารณาตอ่ ไปตามลาํ ดับวา่ อยา่ งไร อีกกรณหี น่ึง
คอื ไม่บันทกึ เพียงขีดเสน้ ใตท้ ีค่ ําบางคําไวใ้ หเ้ หน็ เท่าน้ัน
เมื่อผู้ตรวจเสนอร่างฯ ไปโดยมบี ันทกึ หรือไม่กต็ าม ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อาจทําบันทกึ
ย้อนลงไปให้ทบทวนเร่ืองอะไร ผูต้ รวจกต็ ้องดาํ เนินการใหต้ ามนั้น
การสั่งให้ทบทวนประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อาจบอกผลหรือไม่บอกผลผู้พิพากษา
เจ้าของสํานวนอาจมคี วามเหน็ ๒ ประการ คอื ยนื ยนั หรอื ไมย่ ืนยนั ตามร่างฯ ผู้ตรวจกจ็ ะเสนอข้นึ ไปใหม่
เป็นครงั้ ที่ ๒ ตามลําดบั

๑๒

กรณีทม่ี ีบนั ทกึ เสนอมาถงึ ประธานศาลอทุ ธรณภ์ าค ๑ กอ่ นส่ังออก เมอ่ื พิจารณาประเดน็
ทบี่ นั ทึกขนึ้ มาแลว้ เหน็ วา่ ออกได้ผู้สง่ั ออกควรใหเ้ หตุผลประกอบด้วยวา่ สง่ั ออกดว้ ยเหตผุ ลใด

ตอ่ ไปเป็นกรณที ต่ี อ้ งมีการโอนสาํ นวน
สมัยท่ีกระผมเป็นประธานศาลฎีกา ผมจะบันทึกว่า เรียนท่านธานิศ เกศวพิทักษ์
ขอความเห็นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๓ ด้วย ท่านก็จะไม่รู้ว่า ผมมีความคิดอย่างไร
ท่านก็จะไม่ตอ้ งพะวง ส่วนท่านธานิศฯ เสนอมาอยา่ งไร แม้กระทงั่ เสนอให้โอนสาํ นวน ผมอาจไมเ่ หน็ ด้วยก็ได้
โดยใหเ้ หตผุ ลไว้ และบันทึกต่อไปว่า จงึ เห็นควรให้ผา่ นออกได้ แต่หากจะไมใ่ ห้มกี ารโอนสํานวนวธิ ปี ฏบิ ัติ
อกี ประการหนึ่ง คือ นาํ สํานวนเขา้ วินิจฉัยโดยทปี่ ระชมุ ใหญ่กส็ งั่ วา่ ใหน้ าํ ปญั หาน้เี ข้าวนิ จิ ฉยั โดยท่ีประชมุ ใหญ่
สุดท้ายเป็นเร่ืองการคัดท้าย คือ ตรวจสอบทุกอย่างอีกครั้ง เช่น ตรวจว่าองค์คณะลงนาม
ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ กรณีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะเป็นเจ้าของสํานวน การลงนาม ช่ือลําดับแรก คือ
ผพู้ พิ ากษาหัวหน้าคณะ หากทา่ นไม่ได้เปน็ ผู้พพิ ากษาเจา้ ของสาํ นวนจะลงนามในลาํ ดบั ที่ ๒ คนท่คี ดั ทา้ ย
ควรพจิ ารณาแนวคาํ พิพากษาศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ ทไี่ ด้เคยส่งั ออกไปประกอบดว้ ย
เมื่อผู้สั่งออกได้ส่ังออกร่างฯ แล้ว ห้ามมีการแก้ไขโดยพลการเดด็ ขาด เพราะทุกอย่างได้
ผ่านการพิจารณามาทกุ ขั้นตอนแลว้
หมดเวลาเสียก่อนท่ีจะได้พูดถึงการตรวจคําสั่งคําร้อง หากมีโอกาสจะพูดให้ความรู้อีก
เพราะเปน็ เรอ่ื งยาก แม้จะมีคําสงั่ ไมก่ ห่ี นา้ ก็ตาม

******************************

จัดทําโดย
สวนนติ ิการ ศาลอุทธรณภาค ๑

นางอุษา จวิ ะชาติ ทีป่ รกึ ษา
ผพู ิพากษาหวั หนา ศาลประจาํ สํานกั ประธานศาลฎีกา
ชวยทาํ งานชว่ั คราวในตาํ แหนงผชู ว ยผูพิพากษา
ศาลอุทธรณภ าค ๑ ปฏิบัตหิ นา ที่เลขานกุ ารศาล
อุทธรณภาค ๑

คณะผูจัดทาํ

๑. นางดวงใจ ดวงศรีทอง นติ ิกรชาํ นาญการพิเศษ
๒. นายพงศธร ไกรสงิ หส ม นติ ิกรปฏิบัติการ
๓. นางสาวบญุ หญงิ ไพทยาภรณ นิติกร
๔. นางสาวอาภาพร เจริญมน่ั นิติกร
๕. วาที่รอ ยตรีกฤษณะ สขุ วี กิ นติ ิกร
๖. นายศณิ พงศ จินตธนวฒั น นติ กิ ร
๗. นางสาวปณ ณพร สมทบสขุ นิตกิ ร

ส่วนนิติการ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑
Legal Affairs Section Court of Appeal, Region 1


Click to View FlipBook Version