2022
1ST ANTHROPOLOGY FIELDWORK
"พุเม้ยง์"
ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี
พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ
-ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น-
"ฉันชอบภาพนี้เป็นพิเศษ สำหรับใครหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงรูปถ่าย
เด็กชายนอนบนขอนไม้ธรรมดา แต่ในสายตาของฉันกลับให้มองเห็นถึง
การที่คนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ยังคงใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ
และมองว่าธรรมชาติ คือ "บ้าน" ของพวกเขา"
ความรู้ที่ได้รับและความประทับใจ 1
1ST ANTHROPOLOGY FIELDWORK
ดิน น้ำ ป่า คือ จิตวิญญาณชาติพันธุ์กะเหรี่ยงพุเม้ยง์
“ชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นทุกคน ดำรงชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน พวกเรามี
อัตลักษณ์ที่โดดเด่น 9 อย่าง คือ เจ้าวัด เจดีย์ ภาษา การแต่งกาย อาหาร ด้ายเหลือง ไร่ข้าว
การละเล่น และความเชื่อพิธีกรรม โดยอัตลักษณ์เหล่านี้ ได้นำพาชุมชนของพวกเราสู่การเป็ น
พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ ทำให้ชุมชนเราสามารถยุติความขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐได้ลงไปบ้าง
ซึ่งปั จจุบัน ชุมชนภูเหม็นก็ยังคงรักษาวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม เหล่านี้ไว้อยู่ และจะ
พ ย า ย า ม สื บ ท อ ด ต่ อ ไ ป ”
พี่หน่อย
รัตนา ภูเหม็น
การเดินทางไปลงพื้นที่ภาคสนามครั้งแรก ณ หมู่บ้านกะเหรี่ยงภูเหม็น ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต
จ.อุทัยธานี อาจเป็ นการเดินทางไปศึกษาหาประสบการณ์เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่กลับทำให้ฉัน
รู้สึกผูกพันและหวนคิดถึงชุมชนแห่งนี้อยู่เสมอ นอกจากการได้พบเจอความสวยงามของธรรมชาติ
ผืนป่ า ลำธาร ภูเขา รวมถึงผู้คนที่น่ารักและเป็ นกันเองแล้ว การรักษาไว้ซึ่งรูปแบบการดำเนินชีวิต
ประกอบกับการต่อสู้ไม่ถอยของคนในชุมชนเพื่อรักษา “ป่ า” อันเป็ นบ้านและพื้นที่ทำกิน ยังแสดงถึง
ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ซึ่งสิ่งนี้สร้างความประทับใจให้กับฉันเป็ นอย่างมาก
ตั้งแต่ย่างก้าวเข้าสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงภูเหม็นในวันแรก สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์อันโดดเด่นของ
ชาวบ้านที่นี่ คือ การแต่งกาย ผู้หญิงจะสวมเสื้อผ้าสีแดง เด็กผู้หญิงจะสวมชุดสีขาว มีสร้อยคอ กำไร
ที่ทำจากลูกปั ดขนาดเล็กเป็ นเครื่องประดับ ส่วนผู้ชายจะใส่โสร่ง และมีผ้าโพกหัว แม้ว่าชาวบ้านบาง
คน จะใส่เสื้อลำลองแทนการใส่ชุดของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่พวกเขาก็ไม่ละทิ้งอัตลักษณ์การแต่งกาย เช่น
ผู้หญิงยังคงสวมผ้าถุงคู่กับเสื้อยืดสีแดง ส่วนผู้ชายสวมเสื้อกลุ่มชาติพันธุ์คู่กับกางเกงลำลองสีสุภาพ
ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับนักศึกษาที่เดินทางมาเยี่ยมชมหมู่บ้านอย่างเป็ นกันเอง
ทุกคนไม่เขินที่จะบอกว่าตนเองเป็ นชาวกะเหรี่ยง และไม่อายที่จะมอบความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ
ในชุมชน อีกทั้งยังหาโอกาสเพิ่มเติมความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางอย่างที่พวกเราอาจมองข้ามไป
ความรู้สึกในวันแรก หลังจากได้ฟั งเรื่องราวความเป็ นมาของชุมชน ทำให้ฉันตื่นเต้นและอยากรู้
เรื่องราวต่าง ๆ ของหมู่บ้านยิ่งขึ้นไปอีก
เดินไปไม่ไกลจากลานวัฒนธรรม ซึ่งเป็ นศูนย์กลางรวมคนในชุมชน จะพบเส้นทางที่ราบสูง ที่นำพา
เราไปพบกับ "เจ้าวัด" และ "แม่ย่า" ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำพิธีกรรม และผู้เป็ นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของ
ชาวภูเหม็น โดยเฉพาะแม่ย่าที่มีความสำคัญเป็ นอย่างมาก โดยทุกพิธีกรรมจะขาดแม่ย่าไปไม่ได้ สำหรับ
ชาวกะเหรี่ยงพุเม้ยง์ ผู้หญิงถือได้ว่ามีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคม คนที่นี่ต่างให้เกียรติผู้หญิงและ
นับญาติฝ่ ายแม่เสมอ การขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเจ้าวัดแม่ย่าไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้ แม้ทุกคนในหมู่บ้านจะถือ
ได้ว่าเป็ นทายาท แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้นั้นต้องได้รับเลือกทางจิตวิญญาณเสียก่อน ซึ่งการคัดสรรไม่มีใคร
ทราบแน่ชัด จะรู้ก็ต่อเมื่อมาถึงเวลาและโอกาสเท่านั้น เราสามารถสังเกตว่าใครเป็ นเจ้าวัดได้จาก
พฤติกรรมอาการบางอย่างของผู้นั้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น มีอาการเจ็บป่ วยรุนแรงโดยไม่ทราบ
สาเหตุ ทัศนคติเปลี่ยนไป และสามารถอ่านเขียนภาษากะเหรี่ยงได้โดยไม่ต้องเรียน
ความรู้ที่ได้รับและความประทับใจ 2
ความพิเศษของเจ้าวัดในชุมชนแห่งนี้ คือ มีเจ้าวัดทั้งหมด 3 องค์ และแต่ละองค์มีเจดีย์ประจำ
เป็ นของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม คนที่นี่รวมถึงเจ้าวัดก็มีศาสนาหลักที่ยึดถือ คือ ศาสนาพุทธ
หมู่บ้านภูเหม็นเป็ นชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยสภาพทั่วไปเป็ นที่ราบสูง มีภูเขารายล้อม
มีลำห้วยไหลผ่านกลางชุมชน วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่จะสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่การดำรงชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ได้ด้วยการทำไร่หมุนเวียน ปลูกไร่ข้าว ข้าวโพด สับปะรด มัน
แตง ฟั ก พริกกะเหรี่ยง พืชผักส่วนครัว และสมุนไพร ตามบริเวณเชิงเขา อีกทั้งยังเก็บของป่ าอื่น ๆ
เช่น เห็ด เพื่อมาบริโภคในครัวเรือน และจัดจำหน่ายให้คนในหมู่บ้านด้วยกันเอง นอกจากนี้ ภายใน
ชุมชนยังมีพื้นที่่ป่ าไว้สำหรับทำพิธีกรรมต่าง ๆ คือ ป่ าศักดิ์สิทธิ์ ป่ าพิธีกรรม และป่ าวิญญาณ
อันเต็มไปด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่
แม้ว่าชุมชนแห่งนี้จะอุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรทางอาหาร แต่เมื่อปี พ.ศ. 2535 - 2557 พี่น้องชาว
กะเหรี่ยง ต้องประสบกับการถูกกีดกันพื้นที่ทำกิน หลังจากรัฐได้ประกาศพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็ นป่ าสงวน
แห่งชาติ รวมถึงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน และห้ามคนในชุมชนไม่ให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว โดยอ้างถึง
นโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างวาทกรรมการอนุรักษ์ผืนป่ า ด้วยเหตุนี้ จึงมีกฎข้อห้ามออกมาว่า ผู้ใดที่
ครอบครองทําประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน หากก่อสร้าง ถางป่ า เผาป่ า เก็บของป่ า หรือกระทําการใด ๆ
อันเป็ นการาร้างความเสื่อมเสียแก่สภาพป่ า หากฝ่ าฝื นหรือละเมิดคนนั้นจะถูกจับกุมทันที ด้วยเหตุนี้ ทําให้
ชาวบ้านหลายคนหวาดกลัว และไม่กล้าที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่เคยทํากิน บางคนครอบครัวไม่มีพื้นที่ทําข้าวไร่
จนกระทั่งจำต้องไปขอแบ่งปั นกับเพื่อนบ้านเพื่อความอยู่รอด ทําให้ในช่วงเวลานั้น ชาวบ้านเหมือนถูกทําให้
กลายเป็ นผู้ร้าย ณ เวลานั้น ชาวบ้านต่างสับสนและไม่รู้ว่าขอบเขตของการสงวนป่ านั้นมีแค่ไหน จนต่อมา
ทางหน่วยงานรัฐจึงได้มีการปั กป้ ายห้ามเข้าใช้พื้นที่ เมื่อทางเลือกของชุมชนถูกบีบให้น้อยลง ทุกคนต่าง
ดำรงชีพอย่างยากลําบาก ขาดความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัย รวมทั้งขาดความมั่นคงในชีวิตและวิถี
วัฒนธรรม ดังนั้น ปั ญหาความต่าง ๆ เหล่านี้ จึงได้พอกพูนเป็ นฉนวนสร้างความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ
และชุมชนบ้านภูเหม็น
"คนภายนอกเขาไม่เข้าใจถึงวิถีของเรา ซ้ำยังมองว่าพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็ นภัยคุกคามทางธรรมชาติ
จากการทำไร่หมุนเวียน เขาพยายามที่จะอนุรักษ์ ป่ าให้คนเมือง จนลืมมองไปถึงผู้อนุรักษ์ เฉกเช่นกลุ่มชาติพันธุ์
เรา ที่ผูกพันกับป่ ามาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษยาวนานกว่า 400 ปี เราจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีป่ า และป่ าจะอยู่ได้
อย่างไร ถ้าไม่มีเราเป็ นผู้ดูแล"
- ลุงอังคาร -
เมื่อตกลงกันไม่ได้ ฝ่ ายรัฐจึงต้องการให้ชุมชนแห่งนี้ย้ายออกจากพื้นที่เขตป่ าอนุรักษ์ แน่นอนว่า
ชาวบ้านต่่างไม่ต้องการละทิ้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินดั้งเดิมไป หลายคนสู้ไม่ถอยเพื่อรักษาบ้านเกิด
ของตน ชาวบ้านบอกเป็ นเสียงเดียวกันว่า หากเรายอมย้ายไปอยู่ในพื้นที่ีที่เขาจัดหาให้ เราต้องเสีย
ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งยังต้องสูญเสียวิถีวัฒนธรรมที่รักษากันมา ตรงนั้นป่ าก็ไม่มี พิธีกรรมเราจะ
ดำเนินยังไง การสร้างเจดีย์เจ้าวัดและแม่ย่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง มันเป็ นเรื่องยากที่คนภายนอกจะ
เข้าใจ จนกระทั่งชุมชนได้ทําหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ให้ช่วยเหลือด้านสิทธิในที่ดินและ
สิทธิมานุษยชน แม้ว่าในระหว่างทางการต่อสู้จะมีอุปสรรคมากเพียงใด ผลสุดท้าย ในปี พ.ศ. 2557
ก็ได้เกิดนโยบายในการฟื้ นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีข้อเท็จ
จริง ในการพิสูจน์อย่างเป็ นที่ประจักษ์ว่า ชุมชนของตนมีวิถีชีวิตและอยู่ในพื้นที่นี้มายาวนานกว่า 400 ปี
และในระหว่างนั้นพวกเขาก็ไม่ละทิ้งผืนป่ าและธรรมชาติ ประกอบกับการมีอัตลักษณ์ 9 อย่าง ที่แสดงถึง
การอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม ทำให้ชาวกะเหรี่ยงได้ถูกละเว้นจากการจับกุม และหมู่บ้านภูเหม็นได้ถูกแต่งตั้ง
ให้เป็ น "พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ"
ความรู้ที่ได้รับและความประทับใจ 3
หลังจากความขัดแย้งทุเลาลง สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป อาทิเช่น ในสมัยก่อน ชาวบ้านจะ
ทำไร่หมุนเวียน แต่ในปั จจุบัน เมื่อมีข้อห้ามหมุนเวียนในพื้นที่ทำกิน การทำไร่หมุนเวียนก็เริ่มหายไป
กลับแปรเปลี่ยนเป็ นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและไม้ยืนต้นมากขึ้น สังเกตได้ว่า ขณะเดินทางไปไร่ของ
ชาวบ้าน ระหว่างทางมีสวนยางพาราแทรกอยู่ตามพื้นที่ทำไร่ในชุมชน โดยปั จจัยในการปลูกอาจเป็ น
เพราะการเข้ามาของกลุ่มนายทุน ที่ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชทางเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองความ
ต้องการของตลาด เนื่องจากชาวบ้านต่างมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต ทั้งจากการต้องหาเงินส่ง
ลูกเรียนหนังสือให้จบการศึกษาภาคบังคับ แม้ว่าค่าเล่าเรียนและชุดนักเรียนไม่ต้องเสีย แต่ผู้ปกครอง
ก็ยังต้องมีเงินเพื่อจ่ายเป็ นค่ารถรับ - ส่งนักเรียนในทุกเดือน (เดือนละประมาณ 250 บาท) หากแต่
ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ชาวบ้านก็ต้องหาเงินซื้ออุปกรณ์การเรียนจำเป็ น
(โทรศัพท์) และจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือนที่คนในชุมชนรวมเงินกันจ่าย (คนละ 60 บาท) เพื่อให้
นักเรียนได้เรียนหนังสือ เป็ นต้น ส่วนอีกปั จจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ คือ
ชาวบ้านต้องหาเงินมาชำระหนี้ ธกส. ที่กู้ยืมมา เพื่อใช้เป็ นเงินสำหรับปลูกพืชต่าง ๆ ในไร่สวนของตน
ในระยะเวลาที่ลงพื้นที่ ฉันได้ทำความรู้จักกับน้อง ๆ หลายคนในชุมชน สังเกตได้ว่า เด็กทุกคน
ล้วนแล้วแต่มีความฝั นเป็ นของตัวเอง เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ (แทบทุกคน) ในอนาคตอยากเป็ นนักฟุตบอล
ส่วนเด็กผู้หญิงอยากเป็ นคุณครู "พี่ดี้" เจ้าของบ้านที่ฉันไปพักอาศัยด้วยเล่าให้ฟั งว่า ตอนนี้ชุมชนของเรา
เด็กรุ่นใหม่เริ่มเรียนกันสูงขึ้น มีบ้านนึงลูกได้เรียนถึงเป็ นหมอเป็ นพยาบาล ตอนนี้ลูกหลานหลายคน
ในชุมชนก็กำลังเรียนปวส. ปวช. กัน แตกต่างกัับสมัยพี่ เรียนกันจบแค่ประถมเท่านั้น หลังจากออกมา
ก็มาทำไร่ช่วยพ่อแม่ ตอนนั้นบอกตามตรงพี่ก็นึกไม่ออกว่าจบมาแล้วจะทำอะไรดีนอกจากทำไร่ทำสวน
ฉันคิดว่าสิ่งนี้ คือ การเปลี่่ยนแปลงอย่างหนึ่ง การไปโรงเรียนทำให้น้อง ๆ มองเห็นเรื่องราวที่อยู่นอก
สังคมและเกิดความอยากรู้อยากเรียนในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่น้อง ๆ จะมีภาพความฝั นเป็ น
ของตัวเอง ไม่เพียงแค่การศึกษาจากโรงเรียน แต่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตยังช่วยให้เด็กรุ่นใหม่เข้าถึง
ความรู้ ข่าวสาร ค่านิยมต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างฉับไว และรู้จักการใช้เทคโนโลยีเป็ นไม่แพ้กับเด็กที่อื่น
แม้ว่าการไปโรงเรียนจะมีการเรียนการสอนเป็ นภาษาไทย แต่เด็กที่นี่ก็ไม่ทิ้งภาษาถิ่นของตนเอง เมื่อกลับ
มาบ้านก็จะพูดกับครอบครัวและคนในชุมชนเป็ นภาษากะเหรี่ยง แต่ในส่วนด้านการเขียนตัวอักษรภาษา
กะเหรี่ยงกลับไม่ค่อยมีคนใช้ ประกอบกับตอนนี้ที่หมู่บ้านก็เหลือคนที่เขียนได้อ่านได้เพียงไม่กี่คน
ด้วยเหตุนี้ ภายในชุมชนจึงเปิ ดโรงเรียนสอนการเขียนอ่านภาษากะเหรี่ยงขึ้นมา โดยมีการเรียนทุกวัน
เสาร์ - อาทิตย์ เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้สืบทอดภาษาเขียนของกะเหรี่ยงเอาไว้ต่อไป
การเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตไม่เพียงแค่มอบความรู้ใหม่ ๆ แต่ยังนำพามาซึ่งความสะดวก
สบาย ฉันถามน้อง ๆ ในชุมชนว่าซื้อรูบิคมาจากที่ไหนกัน น้อง ๆ บอกว่าสั่งมาจาก Shopee ฉันประหลาดใจ
เป็ นอย่างมากเมื่อได้รู้คำตอบ สาเหตุที่เป็ นเช่นนั้นเพราะพื้นที่ตรงนี้ไม่มีสัญญาณ แล้วคนส่งจะติดต่อหาเรา
ยังไง น้อง ๆ บอกว่าที่ชุมชนมีบ้านที่เป็ นศูนย์กลางในการรับสินค้า ทุกคนจะเขียนที่อยู่ปลายทางเป็ นที่นั่น
ฉันเห็นการค่อย ๆ ปรับตัวของสังคมที่นี่ ที่บางส่วนก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามโลกภายนอก
พี่ดี้บอกว่าชุมชนแห่งนี้ จากเดิมที่เราอยู่กันเองภายในชุมชน แต่ตอนนี้ชุมชนกำลังจะเปิ ดเป็ นแหล่ง
ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยเราจะเปิ ดให้นักท่องเที่ยวได้ลองมาสัมผัสและเรียนรู้วิถีชืวิตของชาวกะเหรี่ยง
ได้ลองมานอนบ้านชาวบ้านแบบที่น้อง ๆ มานอน พี่บอกเลยว่าหมอนผ้าห่มที่พี่ได้รับเพื่อเตรียมเปิ ดโฮมสเตย์
น้อง ๆ เป็ นกลุ่มแรกที่มาประเดิม
"ชุมชนไม่ปฏิเสธการเข้ามาของสังคมภายนอก
โดยยึดถือคติของใหม่ตามให้ทัน ของเก่าเก็บไว้ใกล้ตัว"
ความรู้ที่ได้รับและความประทับใจ 4
การไปลงพื้นที่ภาคสนามที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงภูเหม็นครั้งนี้ ไม่มีสิ่งไหนเลยที่ทำให้ฉันไม่รู้สึกประทับใจ
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็ นความทรงจำที่ดี เป็ นการเปิ ดโลกใหม่ เปิ ดประสบการณ์ใหม่สำหรับฉัน ชาวบ้านที่
ภูเหม็นดีกับนักศึกษาทุกคน ในระหว่างอยู่ที่นั่น ฉันได้รับความอบอุ่น ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็ นอย่างดี
ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกับพี่ ๆ ได้ไม่นานก็ตาม พี่ ๆ ทุกคนจะคอยถามพวกเราเสมอว่า "นอนสบายรึเปล่า"
"อาหารทานได้ไหม" ฉันบอกเลยว่า ไม่เพียงแค่ทานได้ ต้องบอกว่าอร่อยมากกว่า ถึงแม้บางเมนูจะมีรสชาติเผ็ด
จากพริกกะเหรี่ยง แต่ด้วยรสชาติจัดจ้านก็ไม่สามารถทำให้หยุดกินได้ มีหลากหลายเหตุการณ์ในระหว่าง
3 วัน 2 คืน ที่ทำให้ฉันประทับใจ ทั้งการเดินไปพบและได้พูดคุยกับเจ้าวัดและแม่ย่า ท่านทั้งสองดูน่าเคารพ
ในระหว่างที่พูดคุย ฉันชอบตอนที่แม่ย่าตอบคำถามเราเป็ นภาษากะเหรี่ยง ถึงฉันจะฟั งไม่ออก จับใจความไม่ได้
แต่ฉันก็ชอบที่ท่านตอบเราในลักษณะนี้ เพราะภาษาถิ่นของเขา คือ ภาษาใหม่ของฉัน รวมถึงท่านเจ้าวัดก็
เป็ นกันเองมาก ท่านพูดและตอบคำถามอย่างสบาย ๆ ทำให้รู้สึกว่าบสนทนาของพวกเราเข้าใกล้กัน วันที่สอง
ที่ไปไร่ข้าวก็ทำให้ฉันประทับใจอยู่ไม่น้อย ในตอนเช้า กิจกรรมของพวกเรา คือ ไปไร่ข้าวที่ปลูกตามเชิงเขา
วิวทิวทัศน์ของไร่ข้าว สวนสับปะรด สวนข้าวโพด ระหว่างทางไปสวยงามมาก รถอิแต๊นที่ขับโดยลุงแดงก็ซิ่ง
สะใจ เจอโค้งเจอหลุมอะไรไม่มีเบรก ขับต่อไปเลยค่ะลุง555 ระหว่างทางพวกเราทั้งกรี๊ดทั้งต้องจับราวในรถ
กันให้แน่น แต่พอถึงที่หมายอย่างปลอดภัยก็สบายใจกัน ส่วนขากลับลุงก็ยังซิ่งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแอบแวะ
พาไปดูสวนของลุง ตอนนั้นคุณลุงได้อธิบายพืชผักต่าง ๆ มากมายให้พวกเราฟั งอีกด้วย ตอนบ่ายนอกจากการ
เดินป่ าโบราณแล้ว สิ่งที่ฉันประทับใจ คือ ลุงอังคารและพี่หน่อยพาเราไปบ้านคุณยายจงเตย ที่ตอนนั้นกำลัง
ทอผ้าถุงอยู่ ท่าทีของคุณยายท่านเขินอาย เมื่อถามอะไรไปท่านจะตอบเป็ นภาษากะเหรี่ยงแล้วให้พี่หน่อยแปล
อีกที คุณยายให้ความรู้เรื่องการทอผ้ามากมาย ตั้งแต่การได้มาของผ้าฝ้ ายกระทั่งความหมายของลายต่าง ๆ
ที่รวมกันแล้วหมายถึงระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ ฉันและเพื่อน ๆ เพลินมาก นั่งคุยกับคุณยายกันอยู่นาน
จนลุงอังคารต้องมาเตือนว่าเดี๋ยวจะพลาดการสาธิตตำข้าว อีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ คือ การได้เซอร์ไพรส์
วันเกิดเพื่อนในตอนค่ำ ฉันไม่เพียงแค่มีความสุขที่เพื่อนดีใจ แต่ยังรู้สึกขอบคุณอาจารย์ และรู้สึกว่าอาจารย์
ใส่ใจกับนักศึกษามาก นอกจากนี้ เย็นวันนั้นฉันได้รู้จักและพูดคุยกับน้อง ๆ ในชุมชนหลายคน น้องทุกคนคุยเก่ง
และกล้าแสดงออกมาก ตอนที่อยู่ในช่วงบอกความในใจกับพี่ ๆ ในชุมชน น้อง ๆ คอยมาถามฉันตลอดว่า
เมื่อไหร่จะเปิ ดเพลงให้เต้น ซึ่งฉันเอ็นดูมาก555
วันสุดท้ายที่ต้องกลับฉันรู้สึกใจหาย ทำไมเวลาผ่านไปเร็วเช่นนี้ วันนั้นฉันได้ดูการแสดงของพี่น้องชาว-
กะเหรี่ยง ฉันรู้สึกชอบความหมายของเนื้อเพลง ที่สื่อถึงการมีตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ หลายคนมองไม่เห็น
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีิอยู่ อีกทั้งยังมีการเปรียบเปรยกับดอกไม้ ซึ่งเป็ นนัยยะที่สะท้อนถึงชุมชนพุเม้ยง์ (พุ้เม้ยง์ คือ
ดอกว่าน) หากจะให้พูดถึงความประทับใจที่มีอาจบรรยายไม่หมด บางอย่างที่เราสัมผัสมันรู้สึกดีจนไม่รู้จะเขียน
ออกมาอย่างไร อีกทั้งการไปลงภาคสนามครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ได้รับความรู้เท่านั้น แต่ฉันยังได้ใกล้ชิดและสนิทกับ
เพื่อนหลาย ๆ คนมากขึ้น
สุดท้ายนี้ หนูต้องขอบคุณอาจารย์ต้นที่พาเราทุกคนไปออกภาคสนามที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงภูเหม็น มันเป็ น
ประสบการณ์ที่ดีมากเลยค่ะ และหนูรู้สึกขอบคุณชาวบ้านที่ภูเหม็นทุกคนจากใจจริง โดยเฉพาะพี่หน่อย
ลุงอังคาร ที่มอบความรู้ต่าง ๆ พี่ดี้ ที่คอยทั้งมอบความรู้และที่พักพิง และน้องแดงกับเพื่อน ๆ ที่มอบสีสันให้
กับการไปลงภาคสนามในครั้งนี้
พี่ดี้
- ภาพความประทับใจ -
ดิน คือ ชีวิต
น้ำ คือ สายเลือด
ป่า คือ พลัง
- ลุงอังคาร -
A PHOTOGRAPHY JOURNAL
"เจ้าวัดและแม่ย่า ผู้นำจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงพุเม้ยง์"
เด็ก ๆ พาฉันไปเยี่ยมชมลำธารที่ไหลผ่านกลางชุมชน
น้อง ๆ บอกว่า "ผมมาเล่นน้ำที่นี่ประจำ"
อิแต๊น FIRST TIME
"ข้าวไร่" ที่ชาวกะเหรี่ยงพุเม้ยง์ปลูกไว้ เพื่อรับประทานกันในครัวเรือน
เดินเลียบเชิงเขาไปดูไร่ข้าว
พี่หน่อยเดินนำทางเบลที่แต่งตัวพร้อมสำหรับการไปเก็บผัก
ทรัพยากรอาหารของคนในชุมชน
พืชผักสมุนไพรต่าง ๆ ที่เก็บได้จากไร่บนเชิงเขา
**ฉันชอบกินแตงของชาวกะเหรี่ยงมาก
ภาพถ่ายน้องเทพกับอาจารย์ต้นที่ป่ าโบราณ
ความอุดมสมบูรณ์ของป่ าโบราณในชุมชน
"บ้านโดยทั่วไปของชาวภูเหม็น" อาจไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากนัก
แต่ชาวบ้านที่นี่อยู่กับคนในครอบครัวด้วยความอบอุ่น
คุณยายจงเตย ภูเหม็น
คุณยายจงเตย กำลังเหยียดเส้นยืนเส้นฝ้ าย เพื่อไม่ให้เส้นฝ้ ายพันกัน
ในอดีตเส้นฝ้ ายมาจากฝ้ ายที่ชาวบ้านปลูก
ปั จจุบันซื้อฝ้ ายจากตลาดภายนอกชุมชน
รอยยิ้มของคุณยายชาวกะเหรี่ยง เอ็นดูนักศึกษาที่พยายามตำข้าว
การฝั ดข้าว แยกข้าวเปลือกออก หลังจากตำข้าว
พี่หน่อย - รัตนา ภูเหม็น
ลุงอังคาร ชี้จุดตำแหน่งต่าง ๆ ที่เคยถูกปิ ดกั้นทางเข้า - ออก
พลางเล่าถึงเหตุการณ์ที่ชุมชนเคยขัดแย้งกับหน่วยงานภาครัฐ
เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ แสดงวัฒนธรรมการรำให้นักศึกษาได้ชม
หน้ากระดาษซ้าย : เขียนโดยน้องแดง ลูกเจ้าของบ้านที่ฉันไปพัก
เขียนพยัญชนะกะเหรี่ยงที่ได้เรียนมาให้ดู
หน้ากระดาษขวา : (บน) น้องเทพเขียนชื่อตนเองเป็ นภาษากะเหรี่ยง
(กลาง) เจ้าวัดเขียนชื่อฉันกับเพื่อน ๆ เป็ นภาษา
กะเหรี่ยง
(ล่าง) เจ้าวัดเขียนอะไรบางอย่าง ที่ฉันแปลไม่ได้
"ธรรมชาติไม่เพียงแค่อาหารชุมชน
แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม"