The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เพิ่มหัวเรื่อง (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 14 พิมพ์ชนก สอนบวบ, 2023-08-30 02:48:23

เพิ่มหัวเรื่อง (1)

เพิ่มหัวเรื่อง (1)

สัตว์ ทะเลไทย ใกล้ล้ ล้สูล้สูสูญสู พัพั พั น พั นธุ์ธุ์ธุ์ธุ์


คำ นำ เพื่อการจัดการเพื่อให้ความรู้เรื่อง สัตว์น้ำ ได้ศึกษอย่างเข้าใจ เพื่อ เป็นประโยชน์กับการเรียนผู้จัดทำ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้า มาดู หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำ ลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อ แนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ข้อน้อมรับไว้และข้ออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


เต่ามะเฟือง เต่ามะเฟือง หรือ เต่าเหลี่ยม (อังกฤษ: Leatherback turtle; ชื่อวิทยาศาสตร์: ร์ Dermochelys coriacea) เป็นเต่าทะเล จัดเป็นเต่าชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และ ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดที่ยังดำ รงเผ่าพันธุ์อยู่จนถึงปัจจุบัน จึง เป็นเต่าเพียงชนิดเดียวในวงศ์ Dermochelyidae และสกุล Dermochelys เต่ามะเฟืองสามารถแยกออกจากเต่าประเภทอื่นได้โดยการสังเกตที่กระดองจะมีรูปร่าง ลักษณะคล้ายกับผลมะเฟือง และครีบคู่หน้าไม่มีเล็บ ตั้งแต่ออกจากไข่ ความลึกที่เต่ามะเฟือง สามารถดำ น้ำ ได้ถึง 1,280 เมตร การขยายพันธุ์ เต่ามะเฟืองเพศเมียจะขึ้นมาวางไข่บนชายหาด ประมาณ 66-104 ฟอง/รัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยในการ วางไข่ เช่น อายุ สภาพอากาศ สภาพแวดล้อมของสถานที่วางไข่ วงจรชีวิต เต่ามะเฟืองจะใช้เวลาในการฟักตัวประมาณ 60-70 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ของสภาพแวดล้อม หลังจากฟักตัแล้ว โดยมีประมาณ 85% ที่ฟัที่ ฟักตัวได้ ลูกเต่าจะคลานออกจากรัง ลงสู่ทสู่ ะเลโดยทันที เนื่องจากเป็นเต่ามะเฟืองเป็นเต่าน้ำ ลึก จึงไม่สามารถเก็บมาอนุบาลได้เป็นเวลานานซึ่งต่างกับเต่าทะเลสายพันธุ์อื่น ในวัยเจริญพันธุ์จะเติบโตและใช้เวลาอยู่ในทะเลเกือบชั่วชีวิต


อาหารของเต่ามะเฟือง เต่ามะเฟือง เนื่องจากเต่ามะเฟืองมีจะงอยปากที่สบกันเหมือนกรร ไกร จึงมักกินอาหารที่อ่อนนุ่ม เช่น แมงกะพรุน แพลงก์ตอน สาหร่ายน้ำ ลึก การกระจายพันธุ์ เนื่องจากเต่าทะเล ส่วนใหญ่จะมีการเดินทางตามกระแสน้ำ อุ่น จึงสามารถพบเต่ามะเฟืองได้ตาม ทวีป หรือ ประเทศที่มีกระแสน้ำ อุ่นพัดผ่าน รวมถึงประเทศในเขตร้อน เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย หมู่เกาะอินดีส ปาปัวนิวกินี และ ในฝั่งทะเลแคริบเบียน การอนุรักษ์ เนื่องจากลูกเต่ามะเฟือง โดยธรรมชาติเมื่อฟักออกมาจะคลานลงทะเลทันที ไม่สามารถมาอนุบาลได้นาน เพราะเป็นเต่าทะเลน้ำ ลึก จึงควรอนุรักษ์เต่ามะเฟืองโดยการไม่รบกวนสถานที่วางไข่ ไม่รับประทานไข่เต่า ไม่ทิ้งถุงพลาสติกลงทะเลเพราะเต่ามะเฟืองอาจะคิดว่าเป็นแมงกะพรุนและกินเข้าไป เมื่อพบว่าเต่าบาดเจ็บ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พุทธศักราช 2562


ฉ ลามวาฬ ปลาฉลามวาฬ ( อังกฤษ : whale shark ) เป็นฉลามเคลื่อนที่ช้าที่ กินอาหารแบบกรองกิน เป็นปลาที่ขนาดใหญ่ที่สุด โดยยาวไดถึง 8-17.5 ม. และหนัก 21-35 ตัน แต่มีรายงานที่ไม่ได้รับ การยืนยันว่ายังมีฉลามวาฬที่ใหญ่กว่านี้ เป็นสัตว์ทะเลชนิดเดียวชนิดเดียวใน สกุล Rhincodon ที่ยังคงดำ รงเผ่าพันธุ์ถึงปัจจุบัน และ วงศ์ Rhincodontidae (ก่อนปี ค.ศ. 1984 ถูกเรียกว่า Rhinodontes) ซึ่งเป็นสมาชิกในชั้นย่อย Elasmobranchii ในชั้น ปลากระดูกอ่อน ฉลามวาฬ พบได้ในทะเลเขตร้อนและอบอุ่น อาศัยอยู่ในทะเลเปิด มีช่วงอายุประมาณ 70 ปี [3] ฉลามชนิด นี้กำ เนิดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีมาแล้ว อาหารหลักของฉลามวาฬคือ แพลงก์ตอน ถึงแม้ว่ารายการ แพลนเน็ตเอิร์ธ ของ บีบีซี จะถ่ายภาพยนตร์ขณะที่ฉลามวาฬกำ ลังกินฝูงปลาขนาดเล็กไว้ได้ ลักษณะ ลักษณะของฉลามวาฬที่แตกต่างจากฉลามส่วนใหญ่ คือ หัวที่ใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับขนาดลำ ตัว และปากที่อยู่ด้าน หน้าแทนที่จะอยู่ด้านล่าง ฉลามวาฬ เกือบทั้งหมดที่พบมีขนาดใหญ่กว่า 3.5 เมตร ใช้เหงือกในการหายใจ มีช่อง เหงือก 5 ช่อง มีครีบอก 2 อัน ครีบหาง 2 อัน และ ครีบก้น(หาง) 1 อัน หางของปลาฉลามวาฬอยู่ในแนวตั้งฉาก และโบกไปมาในแนวซ้าย-ขวา แตกต่างจากสัตว์เลือดอุ่นในทะเลที่หางอยู่ในแนวขนานและหายใจด้วยปอด อาทิ วาฬ, โลมา หรือพะยูน เป็นต้น ในการระบุตัวของฉลามวาฬนั้น พิจารณาจากด้านข้างลำ ตัว ตั้งแต่ช่องเหงือกช่องที่ 5 จนถึงสิ้นสุดครีบอก โดยแต่ละ ตัวจะมีจุดที่แตกต่างกันออกไปเป็นอัตลักษณ์ประจำ ตัว[9]


อาหาร กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร โดยใช้วิ ช้วิธีกรองกิน แต่ลักษณะการกินอาหารไม่ใช่ปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ใช้แบ่งฉลามวาฬออจากฉลามชนิดอื่น ๆ เนื่องจากยังมีปลาฉลามอีก 2 ชนิดที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารแต่อยู่คนละอันดับกับฉลามวาฬ ฉลามวาฬปกติเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำ ลึก และจะขึ้นมากินแพลงก์ตอนในเวลากลางคืนบริเวณผิวน้ำ โดยใช้การดูดน้ำ เข้ปากแล้วผ่านช่องกรอง โดยจะทิ่งตัวเป็นแนวดิ่งกับพื้นน้ำ ที่อ ที่ อสลอบ ในจังหวัดเซบู ของฟิลิปปินส์ ชาวพื้นเมืองที่นั่นซึ่งดั้งเดิมมีอาชีพประมงจับปลาทั่วไป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการโปรยอาหารเลี้ยงฉลามวาฬ เพื่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจนกลายเป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวดำ น้ำ ของที่นี่ โดยอาหารที่ป้อนนั้น คือ เคย และจะมีช่วงเวลาที่ป้อตั้งแต่ 05.00 หรือ 06.00 น.-13.00 น. ในแต่ละวัน จากนั้นฉลามวาฬก็จะว่ายออกไปทะเลลึกเพื่อหากินเอง ซึ่งเชื่อว่าวิการแบบนี้จะไม่ทำ ให้พฤติกรรมของฉลามวาฬเปลี่ยนไป การอนุรักษ์ สถานภาพในประเทศไทย ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พุทธศักราช 2562


ว าฬบรูด้า วาฬบรูด้า หรือ วาฬแกลบ ( อังกฤษ : Bryde's whale, Eden's whale ; ชื่อวิทยาศาสตร์ : Balaenoptera edeni ) เป็น วาฬ ขนาดใหญ่ เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในวงศ์ Balaenopteridae โดยชื่อ วาฬบรูด้า เป็นการตั้งเพื่อให้เป็นเกียรติ แก่กงสุลชาว นอร์เวย์ ใน ประเทศแอฟริกาใต้ ที่ชื่อ โย ฮัน บรูด้า ลักษณะและการกระจายพันธุ์ มีจุดเด่นที่ครีบหลังที่มีรูปโค้งอยู่ค่อนไปทางด้านปลายหาง แพนหางวางตัวตาม แนวราบ และมีรอยเว้าเข้าตรง กึ่งกลาง ครีบคู่หน้ามีปลายแหลม ซี่บนแผ่นกรองค่อนข้างหยาบ และเป็นสัตว์ที่ ว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ จึงได้รับการ คุ้มครองเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2562 ห้ามมีการค้าขาย วาฬบรูด้าระหว่างประเทศ


วาฬบรูด้าในประเทศไทย ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สังกัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า พื้นที่อ่าวไทยพบว่าเป็นแหล่งอาศัยและศึกษาเกี่ยวกับ วาฬบรูดาแหล่งใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย โดยถือว่าเป็นสัตว์ประจำ ถิ่นอ่าวไทยไปแล้ว เมื่อพบจำ นวน ประชากร 2-20 ตัว ขนาดที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ซึ่งประเมินว่ามีจำ นวนประชากรราว 35 ตัว และ ทำ การจำ แนกอัตลักษณ์ได้แล้วกว่า 30 ตัว พร้อมกับมีการตั้งชื่อให้ด้วย[3] โดยเมื่อสำ รวจพบวาฬ จะมี การจำ แนกอัตลักษณ์ของวาฬแต่ละตัวด้วยวิธีการถ่ายภาพ (Photo-ID) ศึกษาตำ หนิบริเวณครีบหลังเป็น จุดหลัก และใช้ตำ หนิรอง เช่น ตำ หนิตามลำ ตัว หัว ปาก ซี่กรอง และหาง มาประกอบ


พะยูน พะยูน เป็น สัตว์ป่าสงวน ชนิดหนึ่งตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เป็น สัตว์น้ำ ชนิดแรกของประเทศไทยที่ได้รับการกำ หนดให้เป็นสัตว์ป่าสงวน เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ อาศัยอยู่ในทะเลเขตอบอุ่น มี ชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Dugong dugon อยู่ใน อันดับพะยูน (Sirenia) วิวัฒนาการ มีการศึกษาพะยูนในทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1776 โดยได้ตัวอย่างต้นแบบจากที่จับได้จากน่านน้ำ แหลม กู๊ดโฮปถึงฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายโลมาและวาฬ เดิมจึงถูกจัดรวมอยู่ในอันดับเดียวกันคือ Cetacea แต่จาก การศึกษาลักษณะโครงสร้างโดยละเอียดพบว่ามีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ มีขนาดเล็กกว่า หัวกลม รูจมูกแยกจาก กัน ปากเล็ก มีฟันหน้าและฟันกรามพัฒนาดี ไม่เป็นฟันยอดแหลมธรรมดาอย่างวาฬ[5] และมีเส้นขนที่ริมฝีปากตลอด ชีวิต ใน ค.ศ. 1816 อ็องรี มารี ดูว์ครอแต เดอ แบล็งวีล นักวิทยาศาสตร์ช ร์ าวฝรั่งเศสได้แยกความแตกต่างระหว่าง พะยูนกับโลมาและวาฬออกจากกัน และจัดพะยูนเข้าไว้ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกีบในอันดับ Sirenia โดยนับว่า พะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกันกับช้างมาก่อน


ลักษณะและพฤติกรรม พะยูนมีรูปร่างคล้ายแมวน้ำ ขนาดใหญ่ที่อ้วนกลมเทอะทะ ครีบมีลักษะคล้ายใบพายซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากขาหน้าใช้ สำ หรับพยุงตัวและขุดหาอาหาร ไม่มีครีบหลัง ไม่มีใบหู ตามีขนาดเล็ก ริมฝีปากมีเส้นขนอยู่โดยรอบ ตัวผู้บางตัวเมื่อเข้าสู่ วัยรุ่นจะมีฟันคู่หนึ่งงอกออกจากปากคล้ายงาช้าง ใช้สำ หรับต่อสู้เพื่อแย่งคู่กับใช้ขุดหาอาหาร ในตัวเมียมีนมอยู่ 2 เต้า ขนาดเท่านิ้วก้อย ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร อยู่ถัดลงมาจากขาคู่หน้า สำ หรับเลี้ยงลูกอ่อน มีลำ ตัวและหางคล้ายโลมา สีสันของลำ ตัวด้านหลังเป็นสีเทาดำ หายใจทางปอด จึงต้องหายใจบริเวณผิวน้ำ 1–2 นาที อายุ 9–10 ปี สามารถ สืบพันธุ์ได้ เวลาท้อง 9–14 เดือน ปกติมีลูกได้ 1 ตัว ไม่เกิน 2 ตัว แรกเกิดยาว 1 เมตร หนัก 15–20 กิโลกรัม ใช้ เวลาตั้งท้องประมาณ 1 ปี กินนมและหญ้าทะเลประมาณ 2–3 สัปดาห์ หย่านมประมาณ 8 เดือน อายุประมาณ 70 ปี โดยแม่พะยูนจะดูแลลูกไปจนโต ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 2 เมตร ถึง 3 เมตร น้ำ หนักเต็มที่ได้ถึง 300 กิโลกรัม การกระจายพันธุ์และการอนุรักษ์ พะยูนพบได้ในทะเลเขตอบอุ่นอย่างกว้างขวางตั้งแต่ชต่ายฝั่งของแอฟริกาตะวันออก มหาสมุทรอินเดีย ทะเลอันดามัน อ่าวไทย ทะเลจีนใต้ ทะเลฟิลิปปิน ทะเลซูลู ทะเลเซเลบีส เกาะชวา จนถึงโอเชียเนีย โดยปกติแล้วมักจะไม่อาศัยอยู่น้ำ ที่ ขุ่น สำ หรับสถานะของพะยูนในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนักในเรื่องถิ่นที่อยู่อาศัย ทำ ให้ พฤติกรรมการหากินเปลี่ยนไปกลายเป็นมักจะหากินเพียงลำ พังตัวเดียว ปัจจุบันในประเทศไทยเหลืออยู่เพียงที่เดียว คือ บริเวณหาดเจ้าไหมและรอบ ๆ เกาะลิบง จังหวัดตรัง เท่านั้น และอาจเป็นไปได้ว่ายังมีเหลืออยู่แถบทะเลจังหวัดระยอง แต่ยังไม่มีรายงานที่มีข้อมูลยืนยันถึงเรื่องนี้เพียงพอ


ฉลามหัวค้อน ปลาฉลามหัวค้อน ( อังกฤษ : hammerhead shark ) เป็น ปลาฉลาม ในวงศ์ Sphyrnidae ลักษณะ ปลาฉลามหัวค้อนมีรูปร่างที่แปลกตาแตกต่างไปจากปลาฉลามในวงศ์หรือสกุลอื่น ๆ คือ มีส่วนหัวที่แบนราบและแผ่ ออกข้างคล้ายปีกหรือแลดูคล้ายค้อนทั้งสองข้าง โดยมีดวงตาอยู่สุดปลายทั้งสอง ปัจจุบันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีไว้เพื่อ อะไร แต่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าช่วยทำ ให้พุ่งตัวขึ้นในแนวดิ่งได้ดีขึ้น อีกทั้งยังใช้เป็นประสาทสัมผัสรับรู้และ ช่วยลดแรงต้านน้ำ ให้เหลือน้อยลงในการไล่งับอาหารและในเวลาเอี้ยวหัวในเวลาว่ายน้ำ ตำ แหน่งของตาที่อยู่สุด ปลายปีกสองข้างนั้นทำ ให้ปลาฉลามหัวค้อนมีประสาทสายตาดีกว่าปลาฉลามจำ พวกอื่น ๆ โดยสามารถมองเห็นภาพใน มุมกว้างได้มากกว่าและสามารถทำ ให้มองเห็นเป็นภาพ 3 มิติ มีรูจมูกที่แยกจากกันเพื่อประสิทธิภาพในการดมกลิ่น[1] และยังสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าแบบอ่อน ๆ เพื่อจับหาที่อยู่ของอาหารได้ด้วย ไม่ว่าจะอยู่กลางทะเลหรือซ่อนอยู่ บริเวณหน้าดินก็ตาม แต่ทว่าก็มีข้อเสียคือ ไม่สามารถที่จะเห็นภาพหรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในระยะใกล้ได้[ ด้ 2]


พฤติกรรม ปลาฉลามหัวค้อนมีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ 10–20 ตัว พบกระจายพันธุ์อยู่ในทะเลแถบอบอุ่นทั่วทุกมุม โลก เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว มีขนาดลำ ตัวตั้งแต่ไม่เกิน 1.5 เมตร จนถึง 6 เมตร ชอบกินอาหารจำ พวกปลากระดูก แข็งขนาดเล็กกว่า รวมถึงปลากระเบนซึ่งเป็นปลากระดูกอ่อนเหมือนกันด้วย นอกจากนี้ยังชอบกิน หมึก, กุ้ง, ปู และ หอย รวมทั้งอาจล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลขนาดใหญ่ เช่น โลมาหรือแมวน้ำ ได้ด้วยในบางชนิด โดยมักว่ายหากิน ตั้งแต่แต่นวปะการังไปจนถึงใต้ท้องทะเลลึกกว่า 275 เมตร ชอบว่ายน้ำ โดยไม่หยุดไปมาตลอด ซึ่งสามารถว่ายน้ำ ได้ ระยะไกล ๆ ในวันหนึ่ง ๆ โดยมีความเร็วในการว่ายประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอายุขัยโดยเฉลี่ย 25 ปี ความสัมพันธ์กับมนุษย์ ชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ไย์ ด้แก่ S. lewini, S. mokarran และ S. zygaena ซึ่งมีขนาดใหญ่และดุร้ายเมื่อถูกจับหรือ รบกวน ในประเทศไทย พบในน่านน้ำ ไทยเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ E. blochii และ S. tudes ซึ่งสามารถนำ มาบริโภคหรือนำ มาปรุงเป็นหูฉลามได้เหมือนฉลามจำ พวกอื่น[4] ปลาฉลามหัวค้อน ยังมีชื่อเรียกอื่นในภาษาไทยอีก เช่น "อ้ายแบ้"[5] หรือ "ราหู" เป็นต้น ในประเทศไทย ปัจจุบันมีปลาฉลามหัวค้อนชนิด S. lewini เลี้ยงอยู่ในสยามโอเชียนเวิลด์ ภายในห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ความยาว 1 เมตร จำ นวน 3 ตัว[2] ฉลามหัวค้อนสั้นกินสัตว์น้ำ ทุกชนิด ความยาวประมาณ 50-100 ซ.ม.


Click to View FlipBook Version