รายงานวิจยั ช้นั เรยี น
การจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning
โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอ่านจบั ใจความ เพอ่ื แก้ปัญหาการอ่านจับใจความ
สาหรับชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๖
นายพะยงุ ปา้ นภูมิ
ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะชานาญการ
โรงเรยี นบ้านผานา้ เทย่ี ง
สานักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแก่น เขต 5
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ก.
คานา
งานวจิ ยั ในชนั้ เรียน เรอ่ื ง การจดั การเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทกั ษะการอา่ น
จบั ใจความ เพื่อแก้ปัญหาการอา่ นจบั ใจความ สาหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เอกสาร
ประกอบการเรยี นวชิ าภาษาไทย กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จัดทาขึน้
เพือ่ วเิ คราะหแ์ ละแก้ปญั หาให้กบั นักเรียนเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่มีปัญหาในเร่อื งการอ่านจับใจความ
ใหม้ ีทักษะที่ดขี น้ึ และมีทัศนคตทิ ดี่ ตี ่อภาษาไทย
ผ้วู จิ ยั จัดทารายงานการวิจยั ในชั้นเรียนนข้ี น้ึ มา เพอ่ื พฒั นาทักษะและการแกป้ ัญหาการอ่านจบั
ใจความ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรอ่ื ง การอ่านจบั ใจความ
ก่อนและหลงั เรียนดว้ ยแบบฝึกทกั ษะการอ่านจับใจความ สาหรบั นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6
และหวังเปน็ อย่างยิ่งว่ารายงานฉบบั นี้ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผูท้ ่ตี อ้ งการศึกษาไมม่ ากก็น้อย หากมี
ขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผูว้ จิ ัยขอน้อมรับและ จะนาไปปรับปรงุ แกไ้ ขต่อไป
นายพะยุง ป้านภูมิ
26 กันยายน 2565
สารบญั ข.
เรื่อง หนา้
คานา ก
สารบัญ ข
ชือ่ เรื่อง 1
ชอ่ื ผ้วู ิจยั 1
ปกี ารศกึ ษา 1
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา 1
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 8
ความสาคัญของการศึกษา 8
ขอบเขตของการศึกษา 8
สมมติฐานของการศึกษา 9
กรอบแนวคิดของการศกึ ษา 9
ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รบั 9
นิยามศัพท์เฉพาะ 9
วธิ กี ารดาเนินการวจิ ัย 11
การวิเคราะหข์ ้อมลู 11
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 11
สรปุ ผลการวิจัย 12
อภิปรายผล 12
ภาคผนวก
- แบบบันทึกคะแนนทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
กอ่ นเรยี นหลงั เรียน
- แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- แบบฝึกทักษะ
- แผนการจัดการเรียนรู้
1
ช่ือเร่อื ง การจดั การเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะการอา่ นจบั ใจความ
เพอื่ แกป้ ญั หาการอ่านจบั ใจความ สาหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6
ชือ่ ผู้วจิ ัย นายพะยุง ปา้ นภูมิ ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะชานาญการ โรงเรียนบา้ นผาน้าเทย่ี ง
ปีการศึกษา ภาคเรยี นท่ี 1/2565
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา
ภาษาเป็นส่ิงที่มีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ในโลกล้วนใช้ภาษาในการ
ตดิ ต่อสอื่ สารกัน ภาษาคือเคร่ืองมือที่มนุษย์ใช้ส่ือสารทาความเข้าใจซึ่งกันและกัน และภาษาเป็นสมบัติของ
มนุษย์ เป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารกัน ท้ังน้ีภาษาไทยนอกจากจะเป็นภาษาประจาชาติ ยังแสดงถึงความเป็น
เอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ภาษาไทยยังมีความจาเป็นและสาคัญอย่างย่ิงในการดารงชีวิตประจาวัน
ช่วยถา่ ยทอดความรู้ความคิดเสริมสร้างความเข้าใจอันดีของคนในสังคม ภาษาไทยจึงเป็นวิชาท่ีสาคัญย่ิงต่อ
การพัฒนาคนในชาติ การเรียนภาษาไทยนั้นเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้วิชาอื่นๆ ผู้ที่ใช้ภาษาไทยได้ดีย่อม
ส่งผลในการเรียนรู้วิชาอ่ืนๆ ดีไปด้วยเพราะภาษาไทย คือ หัวใจของทุกวิชาดังน้ันความสามารถของการใช้
ภาษาในการสอื่ สาร จงึ นับว่าสาคัญมากในยคุ ปจั จบุ นั สอดคล้องกบั กระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวไว้ว่า ภาษา
เปรียบเสมือนหัวใจของการติดต่อส่ือสารระหว่างคน ทาให้เกิดความสะดวกและเกิดความเข้าใจตรงกัน
เพราะฉะนั้นคนไทยควรตระหนักถึงความสาคัญของภาษาไทย ต้องทาความเข้าใจ ศึกษาหลักเกณฑ์ของ
ภาษาและควรฝึกฝนให้เกิดการพัฒนาการทางภาษา ทั้งทักษะ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียนให้มี
ประสิทธิภาพ เพ่ือจะได้นาไปใช้ในการส่ือสารในชีวิตประจาวันและเสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน ทาให้เกิด
ประโยชน์ท่ีดีแก่ตนเอง ชุมชน ประเทศชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2554 : 3) นอกจากน้ี ภาษาไทยเป็น
เครอ่ื งมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ ความคิด
วเิ คราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็น
สือ่ ทแี่ สดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้าค่าควรแก่การ
เรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน.
2551 : 37) ซึ่งสอดคล้องกบั หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียน
ทุกคน ซึ่งเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกใน
ความเป็นพลเมอื งไทยและเป็นพลโลก ยึดมน่ั ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมขุ มีความร้แู ละทกั ษะพนื้ ฐาน รวมท้ังเจตคติ ท่จี าเป็นตอ่ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ
การศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ(กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 4)
2
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐาน
การเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียนและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์เป็นเป้าหมายสาคัญสาหรับพัฒนาเด็ก
และเยาวชน ผสู้ อนต้องพยายามคดั สรรกระบวนการเรยี นรู้ จัดการเรียนรู้ เพอื่ พฒั นาผู้เรียนให้มคี ุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรู้ท้ัง 8 กลุ่มสาระเรียนรู้ รวมท้ังปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนา
ทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสาคัญท่ีต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด
เช่ือว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ท่ีเกิดกับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้
ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คานึงถึงความแตกต่างระหว่าง
บุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสาคัญท้ังความรู้ และคุณธรรม กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่
เน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเคร่ืองมือที่จะนาพาตนเอง
ไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ท่ีจาเป็นสาหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณา
การ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และ
แก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทาจริง กระบวนการจัดการ
กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการ
เหล่าน้ีเปน็ แนวทางในการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนพัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียน
เกดิ การเรยี นร้ไู ดด้ ี นอกจากนี้ผสู้ อนควรพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิค
การสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตาม
มาตรฐานการเรยี นร้ซู ึ่งเปน็ เปา้ หมายท่ีกาหนด (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน. 2551 : 25)
การอ่านมีความสาคัญและจาเป็นต่อชีวิตมนุษย์ เพราะเป็นเครื่องมือท่ีใช้ในการแสวงหาความรู้
การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ทาให้เป็นคนทันต่อเหตุการณ์และสนอง ความอยากรู้อยากเห็น
การแสวงหาความรู้ท่ียั่งยืนจึงอาศัยการอ่านเป็นปัจจัยสาคัญ กล่าวคือ มนุษย์มีความอยากรู้เรื่องราวต่างๆ
โดยธรรมชาติ ถา้ ความอยากรู้ได้รับการสนองตอบคือได้รับคาตอบ สามารถแสวงหาคาตอบด้วยตนเองได้ ก็
จะเกิดความพอใจ และอยากรู้ต่อไปให้ลึกซึ้งกว้างขวาง ย่ิงถ้าหากสามารถนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ ก็ยิ่ง
เห็นคุณค่าในการแสวงหาความรู้มากขึ้น ผู้มีความรู้เม่ือได้รับการสนับสนุนจากสังคมแวดล้อมก็จะพยายาม
แสวงหาทางสนองความอยากรู้ของตนต่อไป การอ่านได้และอ่านเป็น เป็นวิธีการหาความรู้เพ่ือสนองความ
อยากรู้ของคนเราได้อย่างดี การอ่านมีความสาคัญต่อการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านความรู้และความคิด
เพราะเร่ืองราวแตล่ ะประเภทผู้เขียนได้นาเสนอความรู้และสอดแทรกความคิดของตนเอง ซึ่งผู้อ่านจะได้รับ
ความรู้และความคิด เมื่ออ่านสารหลายประเภทจานวนมากขึ้น ความรู้และความคิดก็มากข้ึนช่วยให้เป็นผู้
รอบรู้ สามารถใชค้ วามรู้เปน็ กรอบการดาเนนิ ชวี ิตมากย่ิงขึ้น (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน.
2549 : 5) และการอ่านมักพบปัญหาอยู่เสมอคือนักเรียนขาดความเข้าใจในเรื่องท่ีอ่านจับใจความของเรื่องไม่ได้
ตคี วามไม่เปน็ และครรู ะดับประถมศึกษาใชเ้ วลาสว่ นใหญ่ในการสอนอา่ นมากกว่าการเรยี นการสอนด้านอ่ืนๆ แต่ก็
ยงั ไมไ่ ด้ผลที่นา่ พอใจ ปญั หาก็นา่ จะเกดิ จากวธิ ีการสอน และ การจดั กจิ กรรมการอ่านท่ียังไม่เหมาะสม ปัญหาและ
อปุ สรรคหลายๆ ดา้ นน้นี า่ จะนามาพจิ ารณาแกไ้ ขเพื่อใหเ้ ด็กสามารถเรยี นภาษาไดด้ ีขึน้
3
การอ่านจับใจความมีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของบุคคล ความสามารถในการอ่าน
ของประชาชนในชาติย่อมแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของประเทศนั้นซ่ึงบังเกิดผลทั้งทางตรงและทางอ้อม
ด้านเศรษฐกิจ ความรู้ท่ีได้จากการอ่านสารท่ีเก่ียวข้องด้านเศรษฐกิจจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับเปล่ียน
ระบบผลิตการบริโภคและการเลือกอาชพี ทเี่ หมาะสมสาหรับตนเอง ด้านการเมืองเกี่ยวข้องกับการนาความรู้
ท่ไี ดจ้ ากการอ่านสารการเมอื งไปพฒั นาความร้คู วามเข้าใจ เพ่อื ใชเ้ ปน็ พืน้ ฐานของการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์
และประเมนิ ค่าให้ถกู ต้องตามหลักประชาธิปไตยอนั เปน็ ระบอบการปกครองของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์
เป็นประมุข ด้านสังคม การอ่านจับใจความจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้ ความคิดของผู้อ่านให้
กว้างขวาง เพื่อการนามาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตในครอบครัวและประเทศชาติให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับ
ประเทศอื่น สามารถช่วยลดปัญหาทางสังคมในระดับหนึ่ง หากมีการจัดกิจกรรมทางการอ่านให้สอดคล้อง
กับความสนใจและความต้องการของประชาชน และการอ่านจับใจความเป็นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจาวัน ท้ังใน
ดา้ นการศกึ ษา การประกอบอาชีพ รวมท้ัง การใช้เวลาว่างกใ็ ช้ การอ่านจับใจความเข้ามาเก่ียวข้อง ดังน้ันสาร
ที่อา่ นจึงมีทั้งสารวชิ าการให้ความรู้ด้านต่างๆ และสาระบันเทิงท่ีให้ความสนุกสนานคลายความเครียด ไม่ว่า
จะเป็นการอ่านสารประเภทใด ก่อนท่ีผู้อ่านจะเริ่มเข้าสู่รายละเอียดของเนื้อเรื่องมักจะค้นหาคาสาคัญที่
ปรากฏอยู่ในเน้ือเรื่องเป็นอันดับแรก เพราะคาสาคัญจะช่วยให้ผู้อ่านคาดเดาเรื่องราวได้ก่อนท่ีจะอ่าน
รายละเอียดต่อไป (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2552 : 2)
การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
สว่ นร่วมในช้ันเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมีครูเป็นผู้
อานวยความสะดวก สร้างแรงบันดาลใจ ให้คาปรึกษา ดูแล แนะนา จัดวิธีการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่
หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย สร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจในตนเอง ใช้
สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงาน มีสมรรถนะสาคัญ มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต บรรลุ
เป้าหมายการเรยี นรูต้ ามระดับช่วงวัย (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน. 2562 : 4)
ลักษณะของการจดั การเรียนรแู้ บบ Active Learning มดี ังนี้
1. เป็นการพฒั นาศักยภาพการคิด การแกป้ ญั หา และการนาความรไู้ ปประยุกตใ์ ช้
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันใน
รปู แบบของความรว่ มมอื
3. เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรยี นรสู้ ูงสดุ
4. เปน็ กจิ กรรมท่ีให้ผู้เรยี นบรู ณาการขอ้ มูล ขา่ วสาร สารสนเทศ สูท่ ักษะการคิด
วิเคราะห์
5. ผู้เรียนไดเ้ รียนรู้ความมวี นิ ัยในการทางานรว่ มกบั ผู้อืน่
6. ความร้เู กดิ จากประสบการณ์ และการสรุปของผ้เู รียน
7. ผ้สู อนเป็นผู้อานวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เพ่ือให้ผเู้ รียนเป็นผู้ปฏิบตั ดิ ้วย
ตนเอง (สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน. 2562 : 5)
4
ตวั อย่างเทคนิคการจัดการเรยี นร้แู บบ Active Learning
การจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning สามารถสรา้ งให้เกิดขึน้ ได้ทง้ั ในห้องเรียนและนอก
หอ้ งเรียน รวมทง้ั สามารถใชไ้ ด้กับนกั เรยี นทุกระดับ ทัง้ การเรียนรเู้ ป็นรายบุคคล การเรยี นร้แู บบกลมุ่ เล็ก
และการเรียนรู้แบบกลุม่ ใหญ่ ตวั อยา่ งรูปแบบหรอื เทคนิค การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ทจ่ี ะชว่ ยให้ผู้เรยี นเกิด
การเรยี นรแู้ บบ Active Learning ไดด้ ี ไดแ้ ก่
1. การเรียนร้แู บบแลกเปล่ียนความคิด (Think-Pair-Share) คือการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรทู้ ี่ให้ผ้เู รียนคิดเกยี่ วกบั ประเดน็ ที่กาหนดแต่ละคน ประมาณ 2-3 นาที (Think) จากน้นั ให้แลกเปล่ยี น
ความคดิ กบั เพื่อนอีกคน 3-5 นาที (Pair) และนาเสนอความคิดเหน็ ต่อผ้เู รยี นทั้งหมด (Share)
2. การเรยี นรแู้ บบร่วมมือ (Collaborative learning group) คอื การจดั กจิ กรรม
การเรยี นรทู้ ่ีใหผ้ ้เู รียนไดท้ างานรว่ มกบั ผู้อื่น โดยจดั เปน็ กลุ่มๆ ละ 3-6 คน
3. การเรียนรแู้ บบทบทวนโดยผู้เรยี น (Student-led review sessions) คอื การจดั
กจิ กรรมการเรยี นรทู้ เ่ี ปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดท้ บทวนความรู้และพจิ ารณาข้อสงสยั ตา่ ง ๆ ในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูจะคอยชว่ ยเหลือกรณีที่มปี ัญหา
4. การเรียนรแู้ บบใช้เกม (Games) คือการจดั กิจกรรมการเรียนรทู้ ผี่ ู้สอนนาเกมเขา้
บูรณาการในการเรียนการสอน ซ่งึ ใชไ้ ดท้ ั้งในขั้นการนาเข้าสู่บทเรียน การสอน การมอบหมายงาน และหรือ
ขัน้ การประเมนิ ผล
5. การเรยี นรู้แบบวิเคราะห์วดี โี อ (Analysis or reactions to videos) คอื การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ใหผ้ ูเ้ รียนได้ดูวีดโี อ 5-20 นาที แล้วใหผ้ ู้เรียนแสดงความคิดเหน็ หรอื สะท้อนความคิด
เกีย่ วกับสงิ่ ท่ีได้ดู อาจโดยวิธกี ารพูดโตต้ อบกนั การเขยี น หรือ การร่วมกันสรปุ เป็นรายกลุ่ม
6. การเรยี นรแู้ บบโต้วาที (Student debates) คือการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ทจ่ี ัดให้
ผเู้ รยี นไดน้ าเสนอข้อมูลท่ีไดจ้ ากประสบการณแ์ ละการเรยี นรู้ เพื่อยืนยนั แนวคิดของตนเองหรือกลุ่ม
7. การเรยี นรแู้ บบผู้เรยี นสรา้ งแบบทดสอบ (Student generated exam
questions) คอื การจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ี่ให้ผเู้ รียนสร้างแบบทดสอบจากสงิ่ ที่ไดเ้ รยี นรมู้ าแลว้
8. การเรยี นรแู้ บบกระบวนการวิจยั (Mini-research proposals or project)
คือการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทีอ่ งิ กระบวนการวิจยั โดยให้ผูเ้ รยี นกาหนดหัวข้อท่ีตอ้ งการเรยี นรู้ วางแผนการ
เรยี น เรียนรู้ตามแผน สรุปความรู้หรือสรา้ งผลงาน และสะทอ้ นความคิดในสิ่งที่ไดเ้ รยี นรู้ หรอื อาจเรยี กว่า
การสอนแบบโครงงาน(project-based learning) หรือ การสอนแบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (problem-based
learning)
9. การเรยี นรแู้ บบกรณศี กึ ษา (Analyze case studies) คือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ที่ให้ผเู้ รียนได้อ่านกรณตี วั อยา่ งทต่ี อ้ งการศึกษา จากน้นั ใหผ้ ู้เรยี นวิเคราะหแ์ ละแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ หรือ
แนวทางแกป้ ัญหาภายในกลมุ่ แล้วนาเสนอความคิดเหน็ ต่อผู้เรยี นทั้งหมด
5
10. การเรียนรแู้ บบการเขียนบนั ทึก (Keeping journals or logs) คือการจัดกิจกรรม
การเรยี นรทู้ ผ่ี ูเ้ รยี นจดบันทึกเรือ่ งราวต่างๆ ท่ีได้พบเห็น หรอื เหตุการณ์ทีเ่ กดิ ขึ้นในแต่ละวนั รวมท้ังเสนอ
ความคดิ เพ่มิ เติมเกี่ยวกบั บันทึกทีเ่ ขยี น
10. การเรียนรู้แบบการเขียนจดหมายข่าว (Write and produce a newsletter) คอื
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ทใ่ี หผ้ ู้เรยี นร่วมกันผลติ จดหมายขา่ ว อนั ประกอบดว้ ย บทความ ขอ้ มูลสารสนเทศ
ขา่ วสาร และเหตุการณ์ท่เี กดิ ขึน้ แล้วแจกจ่ายไปยังบุคคลอ่ืนๆ
11. การเรยี นรแู้ บบแผนผังความคิด (Concept mapping) คือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ท่ีใหผ้ ูเ้ รียนออกแบบแผนผงั ความคดิ เพื่อนาเสนอความคิดรวบยอด และความเช่อื มโยงกันของกรอบ
ความคดิ โดยการใชเ้ สน้ เปน็ ตัวเชื่อมโยง อาจจดั ทาเป็นรายบุคคลหรืองานกล่มุ แลว้ นาเสนอผลงานต่อ
ผ้เู รยี นอ่นื ๆ จากนัน้ เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนคนอนื่ ได้ซกั ถามและแสดงความคิดเห็นเพ่ิมเติม
(สถาพร พฤฑฒิกลุ , 2558)
บทบาทของครูในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ตามแนวทางของ Active Learning ดังนี้
1. จัดใหผ้ เู้ รยี นเป็นศูนย์กลางของการเรยี นการสอน นาไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตจรงิ ของ
ผู้เรียน
2. สรา้ งบรรยากาศของการมสี ว่ นรว่ ม และการเจรจาโต้ตอบท่สี ่งเสรมิ ให้ผูเ้ รียนมี
ปฏสิ มั พันธท์ ่ีดีกบั ผ้สู อนและเพ่ือนในชั้นเรียน
3. จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนสง่ เสริมให้ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในทกุ กจิ กรรม รวมทง้ั กระตนุ้
ใหผ้ ้เู รียนความสาเรจ็ ในการเรยี นรู้
4. จดั กจิ กรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมอื ส่งเสรมิ ให้เกดิ การรว่ มมอื ในกลมุ่ ผเู้ รียน
5. จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหท้ า้ ทาย และใหโ้ อกาสผู้เรียนไดร้ ับวธิ กี ารสอนท่ี
หลากหลาย
6. วางแผนเกยี่ วกับเวลาในการจดั การเรยี นการสอนอย่างชดั เจน ทัง้ ในสว่ นของเนอ้ื หา
และกจิ กรรม
7. ครูผู้สอนต้องใจกว้าง ยอมรบั ความสามารถในการแสดงออก และความคดิ ของผ้เู รียน
(ณัชนนั แกว้ ชัยเจรญิ กจิ , 2550)
ความหมายของแบบฝึกทักษะ
อนงค์ศิริ วิชาลัย (2556 : 80) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะว่า เป็นสื่อการเรียนการสอนอย่าง
หน่ึงที่สร้างข้ึน ประกอบด้วยกิจกรรมท่ีหลากหลายน่าสนใจที่มุ่งให้นักเรียนได้นามาใช้ฝึกฝน ปฏิบัติ เพ่ือ
ทบทวนเน้ือหาความรู้ต่าง ๆ ท่ีได้เรียนไปแล้วด้วยตนเอง ทาให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้
คล่องแคล่ว เกิดความชานาญและความแม่นยา ซ่ึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ รวมท้ังเกิดทักษะในเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง
จนสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
6
ราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 687) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกหัด ว่าแบบตัวอย่าง
ปญั หาหรอื คาสั่งที่ต้ังขึ้นเพื่อให้นักเรยี นฝึกตอบ
จากความเห็นของนักการศึกษาดังกล่าวสรุปได้ว่า แบบฝึกหมายถึง เคร่ืองมือทางการเรียนท่ีสร้างขึ้น
สาหรบั ใหน้ กั เรยี นฝกึ ปฏบิ ัติ ใหม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจ ประสบการณ์ มีทักษะเพิม่ ขึน้
ลักษณะของแบบฝึกทักษะท่ีดี
ชัยวฒั น์ สทุ ธริ ตั น์ (2558 : 467 - 468) ไดส้ รุปลักษณะของแบบฝึกทสี่ าคัญไว้ดังน้ี
1. ต้องมีการฝกึ นักเรยี นมากพอสมควรในเรอื่ งหนึ่ง ๆ ก่อนท่ีจะมีการฝึกเรื่องอ่ืน ๆ ต่อไป ท้ังนี้ทา
ข้นึ เพื่อการสอนไมใ่ ชเ่ พือ่ การสอบ
2. แตล่ ะบทควรฝึกโดยใชแ้ บบประโยคเพียงหน่งึ แบบเทา่ นั้น
3. ฝกึ โครงสรา้ งใหมก่ บั สงิ่ ทีเ่ รียนรูแ้ ลว้
4. ประโยคทฝ่ี ึกควรเปน็ ประโยคส้นั ๆ
5. ประโยคและคาศพั ทค์ วรเปน็ แบบที่ใชพ้ ดู กันในชีวิตประจาวนั ที่นักเรียนร้จู กั ดีแลว้
6. เปน็ แบบฝกึ ที่นกั เรียนใชค้ วามคิดดว้ ย
7. แบบฝกึ ควรมหี ลาย ๆ แบบ เพ่อื ไมใ่ หน้ ักเรยี นเกิดความเบ่อื หน่าย
8. ควรฝกึ ใหน้ ักเรียนสามารถนาส่ิงที่เรยี นไปแลว้ ไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้
ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
วรนชุ บุฟผา (2552 : 8) ได้กล่าวประโยชน์ของแบบฝึกไว้ ดังน้ี
1. เป็นส่วนเพม่ิ เติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระ
ครูได้มาก เพราะแบบฝึกเปน็ สิ่งทจ่ี ดั ทาขึ้นอยา่ งเป็นระบบและมรี ะเบยี บ
2. ช่วยเสริมทักษะ แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือท่ีช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ท้ังน้ีจะต้องอาศัยการ
ส่งเสรมิ และความเอาใจใส่จากครูผสู้ อนดว้ ย
3. ช่วยเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกันการให้
เด็กทาแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสาเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น
ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้เด็กลงมือทาหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่ง ประสบการณ์เฉพาะ
สาหรับเด็กท่ีต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และเป็นเคร่ืองมือช่วยท่ีมีค่าของครูที่สนองความต้องการเป็น
รายบุคคลในชน้ั เรยี น
4. แบบฝกึ ชว่ ยเสริมทักษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพ่ือช่วยให้เกิดผลดังกล่าวนั้น ได้แก่ ฝึกทันที
หลงั จากทีเ่ ดก็ ได้เรยี นรู้ในเรือ่ งนัน้ ๆ ฝกึ ซา้ หลาย ๆ ครง้ั เน้นเฉพาะในเรื่องทผี่ ิด
5. แบบฝกึ หดั ทีใ่ ชจ้ ะเป็นเครือ่ งมือวดั ผลการเรียนหลังจากจบบทเรยี นในแต่ละคร้งั
6. แบบฝึกหัดท่ีจัดทาขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพ่ือทบทวนด้วย
ตนเองไดต้ อ่ ไป
7
7. การให้เด็กทาแบบฝึกหัด ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ชัดเจน ซ่ึงจะ
ชว่ ยให้ครูดาเนินการปรบั ปรงุ แกไ้ ขปญั หาน้นั ๆ ไดท้ นั ทว่ งที
8. แบบฝึกทีจ่ ัดขึ้นนอกเหนือจากทีม่ ีอยู่ในหนังสอื เรียนจะช่วยให้เด็กไดฝ้ ึกฝนอย่างเต็มท่ี
9. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยทาให้ครูประหยัดท้ังแรงงานและเวลาในการท่ีจะต้อง
เตรียมสร้างแบบฝึกอยเู่ สมอ ในด้านผูเ้ รยี นก็ไมต่ อ้ งเสยี เวลาในการลอกแบบฝึกหัดจากตาราเรียนหรือกระดานดา
ทาใหม้ ีเวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะตา่ ง ๆ มากขึน้
10. แบบฝึกชว่ ยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ข้ึนเป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อมลงทุนต่ากว่า
การท่ีจะใช้วิธีพิมพ์ลงในกระดาษไขทุกคร้ัง นอกจากน้ียังมีประโยชน์ในการท่ีผู้เรียนสามารถบันทึกและ
มองเห็นความกา้ วหน้าของตนเองไดอ้ ย่างมรี ะบบและเปน็ ระเบยี บ
การสร้างแบบฝึกทักษะ
ชยั วฒั น์ สทุ ธิรตั น์ (2558 : 467 - 468) ไดใ้ ห้ข้อคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกที่ดีไวด้ งั น้ี
1. ต้องสรา้ งแบบฝกึ ให้สอดคล้องกับหลกั จิตวทิ ยา และพฒั นาการของเด็กตามลาดับข้ันการเรียนรู้
แบบฝึกเสริมทักษะนั้นต้องอาศัยรูปภาพจูงใจนักเรียน และควรจัดเรียงเนื้อหาตามลาดับจากง่ายไปยาก
เพ่ือให้นักเรียนมกี าลังใจทาแบบฝึก
2. มีจุดมุ่งหมายท่ีแน่นอนว่าจะฝึกทักษะในด้านใด แล้วจัดเน้ือหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมายท่ีกาหนด
ไว้
3. ต้องคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน ถ้าสามารถแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย
ตามความสามารถ แล้วจึงจดั ทาแบบฝกึ เพ่อื ส่งเสรมิ นกั เรียนแต่ละกล่มุ
4. แบบฝกึ ท่ดี ตี ้องมคี าชี้แจงง่าย สนั้ ๆ ทนี่ กั เรยี นอ่านเข้าใจแบบฝกึ ไดด้ ้วยตนเอง
5. แบบฝกึ ตอ้ งมีความถกู ต้อง ครตู อ้ งพิจารณาให้รอบคอบ โดยการทดลองทาด้วยตนเองเสียก่อน
เพ่ือไม่ให้มขี อ้ ผดิ พลาด
6. การให้นักเรยี นทาแบบฝึกทุกครั้ง เวลาต้องเหมาะสมกบั ช่วงความสนใจของนกั เรียน
7. แบบฝกึ ควรมหี ลายรปู แบบ เพอ่ื ให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์และเมื่อ
ฝกึ เรื่องเดียวซ้า ๆ กนั หลายครั้ง เดก็ ไมเ่ บ่ือ แตพ่ อใจท่จี ะทาแบบฝึกนัน้ ดว้ ยความเพลิดเพลิน
จากประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน วิชาภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
บ้านผาน้าเที่ยง พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในสาระท่ี 1 การอ่าน เรื่องการอ่านจับใจความ อยู่ใน
เกณฑ์ที่ต่ากว่าเป้าหมายท่ีร้อยละ 80 เป็นสาเหตุสาคัญท่ีทาให้ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ของนักเรียนอยู่ในระดับค่อนข้างต่ากว่าเกณฑ์ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งน้ีเนื่องจากสาเหตุหลาย
ประการดว้ ยกัน ไมว่ ่าจะเป็นท้ังด้านผู้เรียนท่ียังขาดความรู้พ้ืนฐานในการเขียนและการอ่าน อันเน่ืองมาจาก
เจตคติที่ไม่ดีต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในด้านการเรียนการสอน ยังขาดความทันสมัยครอบคลุม
เนื้อหา และท่ีสาคัญคือในด้านตัวผู้สอนเอง ยังขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาวิธีสอนให้มีความ
8
หลากหลาย ซ่ึงปัจจัยท่ีกล่าวข้องต้น ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 1
การอ่าน เรือ่ งการอ่านจับใจความ ของนกั เรยี นอยู่ในระดบั คอ่ นข้างตา่
ผู้ศึกษาในฐานะครูผู้สอนจึงคิดว่ามีวิธีแก้ปัญหาการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกในรูปแบบต่างๆ
อย่างหลากหลาย ทาให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน จดจาและทบทวนบทเรียนอย่างเข้าใจ และเรียนได้อย่างมี
ความสุข นักเรียนเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนเกิดทักษะและมีความรู้ความเข้าใจ มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสูงขึ้น ผู้ศึกษาจึงเลือกการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะสาหรับ
การจัดการเรียนรู้ เร่ือง การอ่านจับใจความ โดยคาดหวังว่าการวิจัยเรื่องนี้ จะช่วยให้นักเรียนมีการ
พัฒนาการเรียนรู้ท่ีดีและจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในเร่ืองอื่นๆ
ต่อไป
วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั
1. เพ่ือพัฒนาทกั ษะและการแก้ปัญหาการอา่ นจบั ใจความ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6
2. เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื ง การอา่ นจับใจความ ก่อนและหลังเรียน ด้วยแบบฝกึ
ทกั ษะการอา่ นจับใจความ สาหรับนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6
ความสาคญั ของการศกึ ษา
ผลของการศึกษาคร้ังน้ีทาให้ได้วิธีการสอนอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active
Learning แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อันจะเป็นแนวทาง
สาหรบั ครูผสู้ อนได้นาไปใชพ้ ัฒนากระบวนการเรียนการสอนภาษาไทยใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ
ขอบเขตของการศึกษา
1. ขอบเขตด้านประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านผาน้า
เที่ยง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ปีการศึกษา 2565
จานวนทงั้ ส้ิน 6 คน
2. ขอบเขตด้านเนือ้ หา
เน้ือหาที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ีได้แก่ การอ่านจับใจความ สาหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตาม
หลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรียนบา้ นผานา้ เทย่ี ง พทุ ธศักราช 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นไป
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเน้ือหารายละเอียด
เกยี่ วกบั การอ่านจับใจความ นามาจัดการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความ เพื่อแก้ปัญหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านผาน้า
เทยี่ ง สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 5
9
3. ระยะเวลาท่ีใช้ในการศกึ ษาค้นควา้
ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศึกษา ดาเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
4. ตวั แปรทีศ่ กึ ษา
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหาการอ่านจับใจความ สาหรับ
นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6
ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี น
สมมตฐิ านของการศกึ ษา
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบ
ฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ เพอื่ แก้ปัญหาการอ่านจบั ใจความ สาหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 มีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น
กรอบแนวคดิ ของการศกึ ษา
ผู้ศึกษาได้วางกรอบแนวคิดในการเรียนการสอนภาษาไทย ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active
Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 6 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 ประกอบการสอน ดงั นี้
การจดั การเรยี นรู้แบบ Active ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เร่ือง การอา่ นจับใจความ
Learning ดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
ดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ
การอ่านจับใจความ
ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รับ
1. นกั เรยี นมีทกั ษะการอ่านจับใจความไดถ้ ูกต้องคล่องแคลว่
2. เปน็ แนวทางสาหรบั ครผู ูส้ อนภาษาไทยในการเลือกกิจกรรมการเรียนการสอน
3. เปน็ แนวทางในการปรับปรงุ และพัฒนาการเรียนการสอนการอา่ นจับใจความ ในสาระ
การเรียนรูภ้ าษาไทย ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
10
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมให้
ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมี
ครเู ป็นผ้อู านวยความสะดวก สรา้ งแรงบนั ดาลใจ ให้คาปรึกษา ดูแล แนะนา จัดวิธีการเรียนรู้และแหล่ง
เรยี นรทู้ ่ีหลากหลาย ให้ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้อยา่ งมคี วามหมาย สร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจในตนเอง ใช้
สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงาน มีสมรรถนะสาคัญ มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต บรรลุ
เป้าหมายการเรยี นรู้ตามระดับช่วงวัย
2. การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ หมายถึง การนาแบบฝึกทักษะการอ่าน
จบั ใจความ มาใชป้ ระกอบการเรียนการสอนในเน้อื หาวชิ าภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
3. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยการ
จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 ซง่ึ ประกอบไปด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ส่ือและ
แหลง่ การเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล
4. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถของนักเรียนที่แสดงพฤติกรรมตาม
ตวั ชีว้ ัดของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 หลังจากสิ้นสุด
การเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทกั ษะการอา่ นจบั ใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
ซึ ่ง ส า ม า ร ถ ว ัด ไ ด ้จ า ก ค ะ แ น น ข อ ง น ัก เ ร ีย น ใ น ก า ร ท า แ บ บ ท ด ส อ บ ว ัด ผ ล ส ัม ฤ ท ธิ ์ท า ง ก า ร เ ร ีย น
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 จานวน 30 ขอ้
5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง
การอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างข้ึน จานวน 30 ข้อ
เพ่ือใช้ทดสอบนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านจบั ใจความ กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
วิธีดาเนนิ การวจิ ัย
1. ประชากร
ประชากรเปน็ นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนบา้ นผานา้ เท่ียง
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พน้ื ฐาน
2. เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจยั
2.1 แบบประเมินผลการอา่ นจับใจความ
2.2 แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหาหาการอ่านจับใจความ สาหรับ
นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6
11
3. ขัน้ ตอนการสร้างเคร่ืองมอื
3.1 ศกึ ษาเอกสารหลกั สตู รสถานศกึ ษา แนวคดิ ทฤษฏีการเรยี นการสอน
3.2 ศึกษาปญั หาของนักเรียน วิเคราะห์ขอ้ มลู ท่ีพบในการจัดการเรยี นการสอน
3.3 ศึกษาเทคนคิ วธิ ีการจดั การเรยี นรแู้ บบ Active Learning
3.4 ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อให้เหมาะสมกับเน้ือหา
และผู้เรยี น
3.5 สร้างแบบประเมนิ ผลการอา่ นก่อนเรียน - หลงั เรียน
3.6 ประเมินผลการอ่านก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
3.7 ดาเนินการจัดกิจกรรมประจาวัน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือ
แกป้ ญั หาหาการอ่านจบั ใจความ สาหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
3.8 ประเมินผลการอ่านหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหาหาการ
อ่านจับใจความ สาหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ใช้การเกบ็ รวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริงในชัน้ เรียน โดยใช้แบบประเมินผลการอ่านจับ
ใจความ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อ
แก้ปัญหาหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 และสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน
ระหว่างจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
ขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้จากแบบทดสอบการอา่ นจบั ใจความ ก่อนเรียนและหลงั เรียน นามาวิเคราะห์
หาค่าเฉลย่ี ( ) และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) แลว้ เปรยี บเทยี บคะแนนความกา้ วหน้าของนักเรียน
แตล่ ะคน
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มท่ีศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านผาน้าเท่ียง
ท้ังหมดรวม 6 คน มีการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียน แล้วจึงดาเนินการสอนตามแผนการจัดการ
เรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหา
การอ่านจับใจความ สาหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากน้ันจึงทาการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิหลัง
เรียน แล้วจึงนาผลมาเก็บรวบรวม ข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียนที่รวบรวมได้จากเครื่องมือท่ีผู้วิจัยสร้าง
ขน้ึ มาจาแนกผลการเรียนรู้ ดงั น้ี
12
สรุปได้ว่านักเรียนทั้ง 6 คน มีความก้าวหน้าในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหาหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ประกอบการเรียนรูเ้ รอ่ื งการอา่ นจบั ใจความ
คา่ เฉล่ียและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของนกั เรยี นในการจัดการเรียนร้แู บบ Active Learning
โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความ เพื่อแก้ปญั หาการอ่านจบั ใจความ
สาหรับนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
การฝกึ จานวน ผลรวม คา่ เฉลี่ย
นกั เรยี น X X รอ้ ยละ คา่ S.D
ก่อนเรยี น 6 คน 79 13.17 43.89 1.72
หลงั เรียน 6 คน 173 28.83 96.11 1.60
จากตารางสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับ
ใจความ เพอ่ื แกป้ ญั หาหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนมีค่าเฉล่ีย
เทา่ กับ 13.17 หลงั เรยี นมคี า่ เฉลย่ี เท่ากับ 28.83 จะเหน็ ได้วา่ คะแนนของคา่ เฉลี่ยหลังเรียนมีค่ามากกว่า
คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานของก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 1.72 ส่วนค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐานหลังเรียนมีคา่ เทา่ กบั 1.60
สรปุ ผลการวจิ ัย
การวจิ ยั ครงั้ นีม้ ีวัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรอ่ื งการอา่ นจับใจความ โดยการ
จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 6 เพ่ือแก้ปัญหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
บ้านผานา้ เท่ียง พบว่า นกั เรยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรอ่ื งการอ่านจบั ใจความดขี ้ึน
อภิปรายผล
ผลการศึกษาคน้ คว้าในครั้งนป้ี รากฏว่า ผลสมั ฤทธ์กิ ารเรียนรู้ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือแก้ปัญหาหาการอ่านจับใจความ สาหรับ
นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มีคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพอย่างดียง่ิ ดว้ ยเหตุผลดังตอ่ ไปน้ี
1. แบบฝึกทักษะการอา่ นจบั ใจความ เพือ่ แก้ปัญหาหาการอ่านจับใจความ สาหรบั นักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 เป็นสอื่ ทม่ี คี ุณภาพและประสทิ ธิภาพตามผลของการวิเคราะห์ข้อมลู ดังกลา่ ว
2. แบบฝึกทกั ษะการอ่านจบั ใจความ เพือ่ แกป้ ญั หาหาการอา่ นจบั ใจความ สาหรบั นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 6 ชดุ นส้ี รา้ งข้ึนอยา่ งถกู วิธี ไดผ้ ่านขน้ั ตอนการสรา้ งและพฒั นาอย่างเปน็ ระบบ
13
เรมิ่ ตั้งแต่เอกสารหลกั สูตรและเอกสารท่ีเกย่ี วข้องในการใช้หลกั สูตร และยังได้รับการแนะนา ข้อเสนอแนะ
จากผู้เชย่ี วชาญและมปี ระสบการณด์ า้ นเน้ือหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความเหมาะสมของเนือ้ หา
3. การจดั การเรยี นรูแ้ บบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทกั ษะการอ่านจบั ใจความ
เพอ่ื แกป้ ญั หาการอา่ นจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนเกิดความสนุกสนานใน
การเรยี นรู้
4. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือ
แก้ปญั หาการอา่ นจบั ใจความ สาหรับนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ได้เรียงลาดับความยากง่ายสอดคล้อง
ตามธรรมชาติการเรยี นรู้ ทาใหเ้ รยี นร้สู กึ วา่ ตนเองประสบความสาเร็จในการเรยี นรู้ จงึ สรปุ ไดว้ ่าการจัดการ
เรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อแก้ปัญหาหาการอ่านจับ
ใจความ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง สามารถนาไปใช้ในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ ส่งผลใหผ้ เู้ รยี นมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสงู ขนึ้
14
ภาคผนวก
15
แบบบันทึกคะแนนทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นเรยี น – หลงั เรียน
เรอื่ ง การอ่านจับใจความ
นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบ้านผานา้ เที่ยง
เลขที่ ชื่อ - นามสกุล ก่อนเรียน หลังเรยี น ความก้าวหนา้ สรุปผล
30 คะแนน 30 คะแนน ผา่ น / ไมผ่ า่ น
1 เด็กชายกติ ตวิ ฒั น์ เกษคาใส 18
2 เด็กชายศภุ กฤต ฤกษ์ชัยภูมิ 12 30 15 ผ่าน
3 เดก็ ชายคมสนั ต์ แผลงนอก 11 26 15 ผ่าน
4 เด็กหญิงแพรวา อนิ ทร์กอ้ น 15 30 17 ผา่ น
5 เดก็ หญงิ วนิดา ฉลอมไทยสงค์ 12 29 16 ผ่าน
6 เด็กหญงิ พชั รนนั ท์ เมอื งสันเทียะ 14 30 13 ผ่าน
15 28 ผา่ น
รวม 79 173
เฉลี่ย 13.17 28.83
ร้อยละ 43.89 96.11
สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 1.72 1.60
16
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบก่อนเรยี น
17
แบบฝกึ ทกั ษะ
แบบฝึกทกั ษะการอ่านจับใจความ
เพ่อื แกป้ ญั หาการอา่ นจับใจความ สาหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6
18
แผนการจัดการเรยี นรู้
การอ่านจับใจความนิทาน การอา่ นจบั ใจความบทเพลง การอ่านจบั ใจความบทความ
การอา่ นจบั ใจความ การอ่านจบั ใจความสารคดี การอา่ นจบั ใจความเรื่องส้ัน
พระบรมราโชวาท
การอา่ นจบั ใจความโฆษณา การอ่านจับใจความขา่ ว
**9
19
บรรณานกุ รม
จงชัย เจนหตั ถการกิจ. หลกั ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท ธนาเพรส จากัด, ๒๕๕๑.
ไชยยศ เรืองสวุ รรณ. Active Learning. ข่าวสารวิชาการ คณะเภสชั ศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจาเดอื นพฤศจิกายน, ๒๕๕๓.
ชัยวฒั น์ สทุ ธริ ัตน์. 80 นวตั กรรมการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นผูเ้ รียนเป็นสาคัญ. กรงุ เทพฯ :
แดเน็กอนิ เตอร์คอปอเรช่นั , 2553.
ณัชนนั แก้วชัยเจริญกิจ. บทบาทของครูผู้สอนในการจัดกจิ กรรมและวธิ กี ารปฏบิ ัติตาม
แนวทางของ Active Learning. สบื คน้ จาก http//www.kroobannok.com เมื่อ
๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔.
ดวงมน ปริปุณณะ. เทคนคิ และวิธีสอนในระดับประถมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร
: ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๔๗.
ปิตินันธ์ สุทธสาร. กจิ กรรมการสอนภาษาไทยด้วยเพลง. พมิ พ์ครั้งที่ ๘.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๕๔.
พรวิไล เลศิ วชิ า. สอนภาษาไทยต้องเข้าใจสมองเด็ก. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ศาลาแดง,
๒๕๕๐.
ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ :
นานมบี ๊คุ สพ์ บั ลิเคช่ัน, 2556.
วรนุช บปุ ผา. แนวคดิ ในการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ. กรุงเทพฯ : ธรี ฟลิ ม์ และไซเท็กซ์, 2552.
วรรณี โสมประยูร. การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร :
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๔๗.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน. ค่มู ือหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย. กรงุ เทพมหานคร : สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน,
๒๕๔๖.
. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด,
๒๕๕๑.
อนงค์ศิริ วชิ าลยั . ภาษาไทยสาหรบั ครูประถมศึกษา. เชียงใหม่ : คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่, 2556.
อจั ฉรา ชวี พันธ์. ศลิ ปะการจดั การเรียนรู้ภาษาไทย ระดบั ประถมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร :
เบน็ พับลิซชิ่ง, ๒๕๔๖.