TPSO12 สำนักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย สูการเปนองคกรที่มีความเปนเลิศ สูการเปนองคกรที่มีความเปนเลิศ
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ ก บทน ำ กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือองค์การ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ความซับซ้อนของ ระบบสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ความรู้ภายใต้บริบทเฉพาะของภาษาและ วัฒนธรรมหรือประเพณีที่มีอยู่ในตัวคน เป็นสิ่งที่มีค่ามิควรให้ถูกท าลายลง ควรท า อย่างไรให้ความรู้ในทางปฏิบัติที่มีอยู่ในตัวคนหรือกลุ่มคน ถูกปรับเปลี่ยนและ จัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาประสิทธิภาพขององค์การไว้ ซึ่งจะต้องอาศัย กระบวนการเรียนรู้ให้ความรู้ทั้งหลายนั้นกลายเป็นความรู้ที่เกิดประโยชน์ส าหรับ คนทั้งองค์การ เพื่อการก้าวเข้าสู่องค์การแห่งการเรียนรู้เพราะความรู้คือ อ านาจ การบรรลุสู่เป้าหมายของความส าเร็จนั้น ผู้น าต้องพัฒนาองค์การ (Organization Development) ไปสู่ องค์ การที่ มี ขี ดสมรรถนะสูง (High Performance Organization) ซึ่งการก้าวไปสู่การเป็นองค์การทีมีขีดสมรรถนะสูงได้นั้น ต้องเริ่มต้นด้วยการ เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ที่มีกระบวนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ให้มีศักยภาพสูง เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ให้ทุกคนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเติมเต็มซึ่งกันและกัน คือ เรียนรู้จากประสบการณ์ของหน่วยงาน เรียนรู้เรื่องราวของตนเองและของบุคคลอื่น เป็น “กำรเรียนรู้ที่ฉลำดมำกกว่ำเดิม เกิดควำมร่วมมือซึ่งกันและกัน” น าไปพัฒนาองค์การของตนต่อไป กันยายน 2561 ส านักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ ข สำรบัญ หน้ำ บทน า ก แนวทางการพัฒนาองค์กรฯ สู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศ 1 - องค์ประกอบที่ส าคัญขององค์การแบบ HPO - ปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรมีโอกาสเติบโตในอนาคต การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่องค์กรที่เป็นเลิศ 7 - World Café คืออะไร - องค์ประกอบของ World Café - เทคนิคที่ควรใช้ใน World Café สรุปผลการเรียนรู้ร่วมกัน 9 - บ้านหลังแรก 10 - บ้านหลังที่สอง 15 - บ้านหลังที่สาม 19 - บ้านหลังที่สี่ 22 - บ้านหลังที่ห้า 25 แนวทางการพัฒนาสู่องค์กรที่เป็นเลิศ 28 ภาคผนวก 37 รายนามคณะผู้จัดท า 44
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 1 แนวทำงกำรพัฒนำองค์กร กำรพัฒนำองค์กรที่มีสมรรถนะสูงสู่กำรเป็นองค์กรที่มีควำมเป็นเลิศ โดย ดร.รัชชพงษ์ ชัชวาลย์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ควำมหมำยขององค์กรที่มีสมรรถนะสูงHigh Performance Organizatiom: HPO 1) การเป็นองค์การซึ่งมีการเติบโตอย่างยั่งยืน (De Waal, 2005; Linda Holbeche,2004) และ (ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์, 2551) 2) องค์การที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม (De Waal, 2005) และ (นิสดารก์เวชยานนท์, 2551) และ (พสุ เตชะรินทร์, 2549) 3) องค์การที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว(De Waal, 2005; Brokaw and Mullins 4) องค์การที่ให้ความส าคัญกับการด าเนินงานในระยะยาว(De Waal, 2005) 5) องค์การที่มีการจัดการในลักษณะบูรณาการเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง ระหว่างกลยุทธ์ โครงสร้างกระบวนการและคนอย่างทั่วทั้งองค์การ(Epstein,2004) 6) องค์การที่มุ่งเน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและพัฒนาขีดความสามารถหลัก ขององค์การ (Linda Holbeche, 2004) 7) องค์การที่ใช้เวลาในการปรับปรุงเงื่อนไขการท างานและพัฒนาโอกาส ให้กับบุคลากรในองค์การ (De Waal,2005; Epstein, 2004; Brokaw and Mullins, 2006) และ (ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์, 2551)
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 2 คุณลักษณะขององค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง หรือ HPO ในภำครัฐ 1)ความส าเร็จขององค์กรในภาคเอกชนจะมุ่งเน้นไปที่การมีผลงานที่โดดเด่น เหนือกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน 2)หน่วยราชการจะเป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงย่อมไม่สามารถ ที่จะวัดได้ ด้วยผลตอบแทนทางธุรกิจแบบเดียวกับองค์กรในภาคธุรกิจ ค าจ ากัดความหรือนิยามของ“หน่วยรำชกำรที่เป็นองค์กำรที่มีขีดสมรรถนะสูง” คือองค์การที่มีการใช้การบริหารเชิงยุทธศาสตร์จะช่วยท าให้องค์การมีการก าหนดทิศทาง ที่ชัดเจน มีแนวทางในการปฏิบัติเพื่อสู่ทิศทางที่ต้องการ รวมทั้งมีการติดตาม ประเมินผลที่ชัดเจนในระยะยาว การบริหารยุทธศาสตร์ถือเป็นหลักการในการบริหารที่ดีดังนั้น หากจะ กล่าวถึง HPO ภาครัฐต้องมีความชัดเจนที่ความสามารถในการบริหารยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการวางแผนยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่จะต้องครอบคลุมไปถึง การน ายุทธศาสตร์นั้นไปปฏิบัติ และการติดตามประเมินผลการด าเนินงานตาม ยุทธศาสตร์นั้นด้วย (พสุ เตชะรินทร์, 2549) องค์ประกอบที่ส ำคัญขององค์กำรแบบ HPO 1) ด้านวัฒนธรรมองค์กรเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนให้ความส าคัญเห็นคุณค่า ในการท างานของเชิงกลยุทธ์ 2) ด้านการท างานเป็นทีม สร้างคุณค่าและค่านิยมร่วมกันในการท างาน 3) ด้านยุทธศาสตร์ โครงสร้างและระบบงานที่ปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสม 4) ด้านการเปลี่ยนแปลงให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 3 ปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กำรมีโอกำสเติบโตในอนำคต 1) ปัจจัยด้ำนผู้น ำองค์กร (Leader) ภาวะผู้น าทั้งด้านวิสัยทัศน์ และความสามารถสานฝันให้เป็นจริง เน้นการจูงใจให้คนในองค์กรได้น าไปสู่การ พัฒนาองค์กรในเชิงกลยุทธ์ 2) ปัจจัยด้ำนองค์ควำมรู้ (Knowledge)บุคลากรขององค์กร มีขีดความสามารถ (Capability) ที่สามารถลงมือปฏิบัติได้ และมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม อันมีพื้นฐานมาจากความสามารถในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะเป็นต้นทุนส าคัญ ที่ท าให้องค์กรพร้อมต่อการแข่งขัน 3) ปัจจัยด้ำนควำมสัมพันธ์กับผู้รับบริกำร(ลูกค้ำ) องค์กรพยายาม สร้างความแตกต่างและสร้างความสัมพันธ์กับผู้รับบริการ(ลูกค้าใน/ลูกค้านอก) องค์กรใดมีฐานลูกค้าจงรักภักดีและสามารถสานสายใยสายใจระหว่างลูกค้ากับองค์กร ได้อย่างมั่นคง จะเป็นตัวชี้วัดที่จะชี้น า(Leading indicator) ว่า อนาคตองค์กร มีขีดความสามารถที่จะประสบความส าเร็จอย่างต่อเนื่อง 4) ปัจจัยด้ำนภำพลักษณ์ของผลผลิตองค์กำร (Brand Image) องค์กรชั้นน าให้ความสนใจในการจัดการกับสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หรือทุนทางปัญญา เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาดให้สูงขึ้นซึ่งมีความส าคัญต่อการแข่งขันและการอยู่รอดขององค์กร HPO ตำมมุมมองด้ำนวัฒนธรรมองค์กำร ในมุมของวัฒนธรรมองค์การมองว่า HPO จะเกิดขึ้นได้องค์การต้องเริ่มต้น สร้างวัฒนธรรมและสร้างค่านิยมแห่งการเรียนรู้ สามารถกระตุ้นให้พนักงานเกิดความตระหนัก ความรู้สึก ความเชื่อในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพ ลักษณะ HPO มีความใกล้ชิด กับองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ในองค์การในลักษณะ Bottom Up การสร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัย การมีส่วนร่วม การให้รางวัล และการสร้างบรรยากาศของการสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 4 ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ได้น ารูปแบบของ MBNQA /TQA มาปรับใช้ในการหารูปแบบการเป็น HPO และพั ฒนาภายใต้ ชื่อ Public Management Quality Awardหรือเรียกชื่อย่อว่า PMQA ควำมจ ำเป็นที่องค์กำรต่ำงๆ ต้องมีการพัฒนาไปสู่การเป็นองค์การ แห่งการเรียนรู้(อ านาจ ศรีพูนสุข, 2551, หน้า 7) 1. ความรู้หรือทุนทางปัญญาเป็นปัจจัยที่ส าคัญที่สุดที่ท าให้องค์การ มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน 2. องค์การที่ให้ความส าคัญกับการเรียนรู้ของบุคลากรและมีบุคลากร ที่เรียนรู้ตลอดเวลาและเรียนรู้ร่วมกันจะเป็นองค์การที่รู้เท่าทันกับสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ สามารถปรับตัวอยู่รอดและประสบความส าเร็จ มากกว่าองค์การที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 5 3. องค์การแห่งการเรียนรู้เป็นแนวคิดที่ให้ความส าคัญกับ “คน” ด้วย การให้คุณค่ากับการพัฒนาการเรียนรู้ของปัจเจกบุคคลและการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นทีม และมุ่งสร้างให้คนในองค์การเกิดการน าความรู้ไปวิเคราะห์ วินิจฉัย ปัญหาในลักษณะที่เรียกว่าเป็น “ควำมคิดที่เป็นระบบ” สอดคล้องกับแนวคิด ทางการบริหารอื่นๆ ที่ให้ความส าคัญกับทุนมนุษย์หรือทุนทางปัญญา ไม่ว่าจะ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒน าคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (Total Quality Management หรือ TQM) การบริหารงานคุณภาพ (Quality Management) การจัดการความรู้ (Knowledge Management) รวมทั้งเทคนิควิธีการบริหาร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ด้วย 4. แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีอิทธิพลส าคัญต่อการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงระบบบริหาร ขององค์การต่างๆ แต่คนยังคงมีความส าคัญกว่าในฐานะที่เป็นผู้เลือกและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับภารกิจและเป้าหมายขององค์การคนในองค์การแห่งการเรียนรู้ ที่มีความคิดเชิงระบบจะเข้าใจกระบวนงานหรือกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ท าให้สามารถก าหนดหรือสะท้ อนถึงความต้องการที่ ชัดเจน เกี่ยวกับระบบงานได้ดี(System Reflect Business Requirement) ท าให้สามารถน าเอา เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในองค์การได้อย่างมีประสิทธิผล องค์กรแห่งกำรเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นองค์กรที่มีการสร้างช่องทางให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันภายใน ระหว่างบุคลากร ควบคู่ไปกับการรับความรู้จากภายนอก เป้าประสงค์ส าคัญ คือ เอื้อให้เกิดโอกาสในการหาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด(Best Practices) เพื่อน าไปสู่การพัฒนา และสร้างเป็นฐานความรู้ที่เข้มแข็ง (Core competence) ขององค์กร เพื่อให้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การมีองค์การแห่งการเรียนรู้ จะท าให้องค์การและบุคลากรมีกระบวนการท างาน ที่มีประสิทธิภาพและมีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล โดย
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 6 - มีการเชื่อมโยงรูปแบบของการท างานเป็นทีม (Team working) - สร้างกระบวนการในการเรียนรู้ - สร้างความเข้าใจเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง - เปิดโอกาสให้ทีมท างานและมีการให้อ าน าจในการตัดสินใจ (Empowerment) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม (Initiative) และการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งจะท าให้เกิดองค์การที่ เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสภาวะการแข่งขัน ที่มำ ดัดแปลงมาจากเอกสารบรรยาย การจัดการความรู้เพื่อมุ่งสู่องค์กร พยาบาลที่มีสมรรถนะสูง โดย พลอากาศตรีหญิง ดร. สุพิศ ประสพศิลป์ ที่ปรึกษา KM กองทัพอากาศและผู้ประเมินการจัดการความรู้กองทัพเรือ
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 7 กำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่องค์กรที่เป็นเลิศ โดย ดร.มุจลินทร์ ผลกล้า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา World Café คืออะไร กิจกรรม World café การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย"บรรยำกำศแห่ งมิตรไมตรี" คือ บรรยากาศที่ท าให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกเหมือนก าลังนั่งคุยเรื่องราวต่างๆ กับกลุ่มเพื่อนสนิทในร้านกาแฟตามหัวข้อที่ถูกเปิดประเด็นไว้ กับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งจะมีเจ้าบ้าน หรือ Host ประจ าบ้านที่พร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่หมุนเวียนมาจากกลุ่มอื่นๆ ด้วย สนทนำแบบ World Cafe วิธีการท าให้เกิดเกลียวแห่งการเรียนรู้ด้วยสุนทรียสนทนามุ่งให้เกิดการเรียนรู้ สู่ระดับปัญญำสะสม จนได้สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด สุนทรียสนทนำ : Dialogue คือการพูด/ฟัง อย่างตั้งใจ เข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิด โดยไม่มีความขัดแย้ง ร่วมสร้างการเรียนรู้ ปล่อยให้กระแสควำมรู้หลั่งไหลระหว่างกันทั่วกลุ่มสนทนา จนเกิดเป็นความเข้าใจใหม่ร่วมกันที่ไม่เคยมีมาก่อน กลายเป็น “องค์กรแห่งควำมสุข Happy Workplace” ปัญญำสะสม : Collective Intelligence คือ การเรียนรู้ที่จะท างานร่วมกัน จากการหล่อหลอมความคิดของ คนหลายคน กลุ่มหลายกลุ่ม ฟังซ้ าหลายครั้ง
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 8 ท าซ้ าหลายครั้ง จนได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกสกัดจาก“ควำมฉลำดของทุกคนร่วมกัน” ย่อมได้สิ่งที่ “ฉลำดกว่ำ” องค์ประกอบของ World Cafe 1. เจ้าบ้าน (Host) ประจ ากลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเจ้าบ้านประจ า 1 คน 2. เลขาบันทึกงาน ประจ ากลุ่ม 1 คน 3. สมาชิกในบ้าน 4. ประเด็นค าถาม 5. อุปกรณ์จดบันทึกประจ าบ้าน เช่น กระดาษ ปากกาเมจิก ดินสอ สี น้ ามัน หลายๆ สี 6. ระยะเวลาในการแลกเปลี่ยน ครั้งที่ 1 ในกลุ่มบ้านตัวเอง 10 นาที ครั้งที่ 2 3 4 เยี่ยมเยียนกลุ่มเพื่อนบ้าน 15 นาที ครั้งที่ 5 กลับมากลุ่มบ้านตัวเอง สรุปความคิด 15 นาที 7. บรรยากาศผ่อนคลาย มีดนตรีบรรเลง บรรยากาศแห่งมิตรไมตรี และความเท่าเทียม 8. สัญญาณเพลงดัง เปลี่ยนการเยี่ยมบ้าน เทคนิคที่ควรใช้ใน World café 1. เคารพในความเท่าเทียมและให้เกียรติซึ่งกันและกัน 2. ผู้เข้าร่วมทุกคน คือ เพื่อนที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็นกันได้ 3. เปิดใจรับฟัง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ 4. ได้เพิ่มความสัมพันธ์กับผู้ที่เราสนทนาด้วย 5. ฟังอย่างตั้งใจ ฟังจนจบโดยไร้อคติ ไม่ตัดสินถูกผิด 6. พูดอย่างสร้างสรรค์ ใช้วาจาสุภาพ
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 9 7. มองข้ามปัญหา เน้นการหาหนทางแก้ไข ผู้เข้าร่วมควรแยกย้ายไปยังโต๊ะอื่นๆ ไม่ควรจับกลุ่มเดียวกันตลอดทุกรอบ สรุปผลกำรเรียนรู้ร่วมกัน “แนวทำงกำรพัฒนำสู่องค์กรที่เป็นเลิศ” การเรียนรู้ร่วมกันของหน่วยงานพม.กับงานบริการทางสังคม ทั้ง 5 หน่วยงาน ในประเด็นหลักๆเรื่องของบ้านเราเอง และไปศึกษาประเด็นปลีกย่อยของเพื่อนบ้าน แต่ละบ้าน มีการช่วยแนะน า เติมข้อบกพร่อง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยการน าเสนอ พูดคุย รับฟังกัน และน าสิ่งที่ช่วยกันเพิ่มเติมให้เพื่อนบ้าน น ากลับมาท าให้บ้านเราสมบูรณ์แบบ มากยิ่งขึ้น จากการยอมรับความคิดเห็นของเพื่อนๆ กลุ่มอื่นๆ มาปรับปรุงแก้ไข
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 10 บ้ำนหลังแรก บ้ำนพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลำ ภำรกิจ 1. สถานแรกรับตามพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ คือ 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.25462)พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัวพ.ศ.2550และ 3) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์พ.ศ.2551 2. ให้ค าปรึกษา แนะน า ให้การช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง 3. เน้นครอบครัวเป็นหลักนักสังคมสงเคราะห์เป็นเสมือนผู้ประสานงาน 4. เน้นศูนย์ประสานจากสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง กำรด ำเนินงำน แบ่งเป็น 3 ฝ่ำย 1) ฝ่ายส่งเสริม ท าหน้าที่จัดโครงการ ปรับปรุงการท างานทั้งภายใน และภายนอก สนับสนุนการท างานของฝ่ายสวัสดิการ สนับสนุนการท างานของ สภาเด็กและเยาวชน 140 ต าบล 2) ฝ่ายสวัสดิการ ท าหน้าที่ด้านงานสงเคราะห์เยียวยา ให้ค าปรึกษา ด าเนินการด้านสังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) 3) ฝ่ายบริหารสนับสนุนการท างานภาพรวมของบ้านพักเด็กและครอบครัว เช่น งานการเงิน พัสดุธุรการ แม่บ้าน แม่ครัว พนักงานขับรถ ฯลฯ กลุ่มเป้ำหมำย - ผู้รับบริการตามพระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับ - ผู้ประสบปัญหาสังคมอื่นๆ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กและสตรี
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 11 กระบวนการด าเนินงาน ผลกำรด ำเนินงำน 1. การท างานที่ผ่านมา “เหนื่อยแต่สุขใจ”เหนื่อยแต่มีความสุขใจที่ได้ท า 2. ท างานเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการและตอบสนองนโยบาย ของส่วนกลาง การท างานขององค์กร เน้นผู้รับบริการเป็นหลัก ประโยชน์สูงสุด ของเด็กเป็นหลัก 3. ทีมเวิร์คเข้มแข็ง มีการบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย โดยจะท างาน ร่วมกันไม่มองว่าเป็นงานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ “มองว่ำนี่คืองำนขององค์กร” และทีมหน่วยงานภายนอกone Home จังหวัดสงขลาเข้มแข็งร่วมมือกันท างาน 4. การบริหารงานเป็นระบบ กรอบการท างานชัดเจน มีการประชุม ติดตามงานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีไลน์กลุ่มเพื่อสื่อสารและ ติดตามขับเคลื่อนการท างานของหน่วยงาน
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 12 ปัจจัยแห่งควำมส ำเร็จ 1. องค์กรแห่งการสร้างสุข “ได้ใจ ได้คน ได้งำน” องค์กรน่าอยู่ บุคลากรท างานอย่างมีความสุข ผู้ประสบปัญหาทางสังคมรู้สึกปลอดภัย การปรับภูมิทัศน์ให้มีบรรยากาศน่าอยู่อบอุ่น ร่มรื่นบุคลากรท างานอย่างมีความสุข “ภำยใต้เสียงหัวเรำะ 555 ถึงจะมีหยดน ำตำอยู่บ้ำงแต่เรำก็สู้กันไป มีวิธีกำรจัดกำรปัญหำควำมเครียด หำควำมสุขใจกำรท ำงำนเบี่ยงเบนไป อย่ำงอื่น เช่น เสียงหัวเรำะ enjoy eating ฯลฯ ในส่วนของผู้ประสบปัญหำ ทำงสังคมที่เข้ำมำรู้สึกปลอดภัยอยู่แล้วมีควำมสุข เขำพลัดถิ่น พลัดที่อยู่ อำศัยมำ เรำจะบอกทุกครั งว่ำนี่คือบ้ำนหลังหนึ่งของคุณหนีร้อนมำพึ่งเย็น เรำจะท ำให้บ้ำนหลังนี น่ำอยู่ ให้เขำรู้สึกว่ำนี่คือบ้ำน ไม่ใช่ว่ำอยู่ในหน่วยงำน รำชกำรแต่ให้เขำรู้สึกว่ำเขำอยู่ที่บ้ำน เจ้ำหน้ำที่คือ พี่ ป้ำ น้ำ อำ แล้วแต่เขำ อยำกจะเรียก” 2. การท างานเป็นทีม แบ่งการท างานอย่างเป็นระบบ “ทุกคนคือครอบครัว” หมายถึง ทุกคนที่เข้ามาติดต่อหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้รับบริการ ญาติของ ผู้รับบริการ ผู้บริจาคสิ่งของ เจ้าหน้าที่จะคอยต้อนรับด้วยความอบอุ่น 3. นโยบายผู้บริหารทุกระดับมีความชัดเจน ส่งผลให้การท างาน ประสบผลส าเร็จ 4. มีการพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง ฝึกอบรมเฉพาะด้าน และศึกษาดูงานเพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อน ามาพัฒนางาน ข้อจ ำกัด/จุดอ่อน/อุปสรรค 1. บุคลากรมีน้อย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เพียง 15 คน ปริมาณคน ไม่สัมพันธ์กับปริมาณงานที่มีเข้ามา
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 13 2. ปัญหาหลากหลายและซับซ้อน เนื่องจากสงขลาเป็นจังหวัดใหญ่ พื้นที่ 16 อ าเภอ อาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ผู้รับบริการจ านวนมาก ส่วนใหญ่เป็นประชากรแฝงโยกย้ายถิ่นฐานและต่างด้าว 3. ปฏิบัติงานไม่ตรงตามต าแหน่ง เช่น ต าแหน่งนักพัฒนาสังคมของ ฝ่ายส่งเสริมและฝ่ายสวัสดิการถูกโยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่การเงินและพัสดุ เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจ าด้านการเงินและพัสดุ 4. ขาดนิติกรผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย บ้านพักเด็กและครอบครัว ปฏิบัติงานภายใต้พรบ.ทั้ง 3 ฉบับ นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ต้องท า หน้าที่แทนในบางครั้ง และยังขาดความรู้ด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง 5. งบประมาณด้านด าเนินงานไม่เพียงพอกับเงินสงเคราะห์ที่มีจ านวนมาก เช่น ค่าวัสดุส านักงาน ค่าน้ ามันเชื้อเพลิงฯลฯ มีน้อยเมื่อเทียบกับเงินสงเคราะห์ครอบครัว ที่ต้องใช้ค่าน้ ามันเชื้อเพลิงลงเยี่ยมบ้านทุกครอบครัว แนวทำงแก้ไข/พัฒนำ 1. การสร้างภาคีเครือข่าย บุคลากรของรัฐ เอกชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการท างาน โดยการ 1.1 การดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยเหลือในการให้ค าปรึกษาและแก้ไข ปัญหาด้านกฏหมาย เช่น อัยการ ต ารวจ ฯลฯ 1.2สร้างต าบลคุ้มครองเด็กในการน าร่อง 4 ต าบล ในจังหวัดสงขลาจาก 140 ต าบล ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กในระดับต าบล คือ 1) อ าเภอเทพา
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 14 คือ ต าบลล าไพล 2) อ าเภอรัตภูมิ คือ ต าบลเขาพระ 3) อ าเภอหาดใหญ่ คือ ต าบลท่าข้าม 4) อ าเภอสะเดา คือ ต าบลปาดังเบซาร์ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มเสี่ยง ในการคุ้มครองเด็ก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายที่ท างานร่วมกัน 1.3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอความร่วมมือจากส่วนที่รับผิดชอบ ดูแลสภาเด็กและเยาวชน ในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งบางครั้งอยู่ห่างไกล ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สามารถประสานกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ใน การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น 1.4 ทีมOne Home จังหวัดสงขลาจะมีส่วนช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว 2. การท างานเป็นระบบโดยการบูรณาการของหน่วยงานภายในของ พม. และหน่วยงานภายนอก การอบรมพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ แนวคิดกำรท ำงำน โฟสซิทีพ ซิงกิ้งการคิดเชิงบวก (Positive Thinking)พลิกมุมคิดชีวิตก็เปลี่ยน การพยายามหามุมมองที่แตกต่างออกไปจากมุมมองปกติที่เราเคยมองให้เป็นบวก ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตของเราเองและเป็นประโยชน์กับชีวิตของคนอื่นด้วย “เหนื่อยแต่สุขใจ” และ “กำรสร้ำงเครือข่ำยที่เข้มแข็ง”
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 15 บ้ำนหลังที่สอง สถำนสงเครำะห์เด็กปัตตำนี ภำรกิจหลัก 1.กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ส่งเสริมและพัฒนาเด็กที่อยู่ในความอุปการะ ของสถานสงเคราะห์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาบาดแผลด้านจิตใจจากสังคมภายนอก 2. การจัดกิจกรรมภายในท าให้สถานสงเคราะห์เปรียบเสมือนเป็นบ้าน หรือครอบครัวของเด็ก โดยให้การช่วยเหลือปัจจัย 4 คือ ที่พัก อาหาร ยารักษาโรค และการศึกษา เป็นครอบครัวใหญ่มีพ่อแม่ลูก กำรด ำเนินโครงกำรด้านการพัฒนาสังคม อารมณ์จิตใจ ร่างกายและการเสริมสร้างทักษะ ด้านอาชีพ โครงสร้ำง แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่รวม 36 คน ดูแลเด็ก จ านวน 150 คน 1. ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย งานการเงิน พัสดุ ธุรการ แผนนโยบาย และมูลนิธิบริจาค 2. ฝ่ายสวัสดิการ ประกอบด้วย การศึกษาระดับประถม-ปริญญาตรี) นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และพี่เลี้ยง ผลกำรด ำเนินงำน 1. การท างานเป็นทีม มีความสามัคคี ฝ่ายบริหารเป็นฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายสวัสดิการ เป็นผู้ด าเนินงาน ในทีมงานมีผู้บังคับบัญชา นักสังคม นักจิตวิทยา หัวหน้างานการศึกษา แบ่งออกเป็น 4 งาน คือ งานที่หนึ่ง งานพี่เลี้ยง จ านวน 11 คน งานที่สอง งานพยาบาล จ านวน 3 คน งานที่สาม งานการศึกษา รับผิดชอบ 6 โรงเรียน งานที่สี่งานกิจกรรมโครงการ มีชมรมศิลปะ ดนตรี กีฬา เศรษฐกิจพอเพียง
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 16 2. การท างานของพี่เลี้ยง 1 คน รับผิดชอบงาน 2-3 หน้าที่) 2.1 ด้านการศึกษา มีหน้าที่ติดต่อโรงเรียน ที่รับผิดชอบเพื่อขอเบิก อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และประสานงานด้านต่างๆ กับทางโรงเรียน 2.2 ด้านพยาบาลมีหน้าที่ติดต่อกับโรงพยาบาล น าเด็กไปโรงพยาบาล และกลับมาท ารายงานและแฟ้มรายงานประจ าปี 2.3 ด้านศาสนา -ศาสนาพุทธ น าเด็กท ากิจกรรมท าบุญตามวัฒนธรรมประเพณี -ศาสนาอิสลาม น าเด็กท ากิจกรรมตามศาสนกิจ การละมาดในเดือนรอมดอน และกิจกรรมตามวัฒนธรรมประเพณี แนวคิดกำรดูแลเด็ก แนวคิดที่ 1 เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา เรียนดี เน้นให้เด็กอ่านออก เขียนได้ โดยการสอนเสริมพิเศษหลังเลิกเรียนโดยจ้างครูจากภายนอก แนวคิดที่ 2 เด็กทุกคนต้องท ากิจกรรมอย่างน้อย 1 คน 1 กิจกรรม แนวคิดที่ 3เน้นให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม ตามโครงการแสงธรรมน าชีวิต อบรมมารยาทไทย
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 17 แนวคิดกำรบริหำร 1. ปฏิบัติตามขั้นตอนให้เรียบร้อย 2. เน้นข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กทันสมัย ไทยแลน 4.0 3. มีการพัฒนาบุคลากรทุกระดับ 4. สถานสงเคราะห์เป็นสถานที่สุดท้ายที่เด็กต้องเข้ามาอยู่ ปัจจัยควำมส ำเร็จ 1.เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่สูงที่สุดตามความรู้ความสามารถจนจบปริญญาตรี 2. เด็กที่เรียนจบออกไปมีอาชีพมีงานท า เช่น พยาบาล อาจารย์ ผู้อ านวยการโรงเรียน 3. จัดกิจกรรมโครงการคืนสู่เหย้า วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เด็กที่จบการศึกษา และพ้นจากอุปการะของบ้านปัตตานีกลับมาเยี่ยมเยียนน้องๆ และพ่อแม่ แนวทำงกำรปฏิบัติ งำนแผนนโยบำย ฝ่ำยบริหำร ฝ่ำยสวัสดิกำร งำนบริหำร งำนกำรศึกษำ งำนสวัสดิกำรสังคม ผู้ปกครองฯ - งานพัสดุ - งานการเงิน/บัญชี - งานธุรการ - งานบริจาค/มูลนิธิ - งานยานพาหนะ - งานแผนงาน/โครงการ - นักสังคมสงเคราะห์ - นักจิตวิทยา - พยาบาล
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 18 4. เป็นองค์กรแห่งความสุขอยู่ด้วยกัน มีความรัก ความสามัคคี ครอบครัวอบอุ่น(บ้านนี้มีรัก) เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเด็ก ท างานด้วยใจ เน้น “ใจต้องมำก่อน” 5. สภาพแวดล้อม ภูมิทัศน์ สะอาด สวยงาม บรรยากาศน่าอยู่ (หญ้าไม่รก สีไม่ตก) จุดแข็ง 1. เจ้าหน้าที่มีความรัก ความสามัคคี อยู่ร่วมกันกับเด็กอย่างมีความสุข 2. เจ้าหน้าที่ 1 คน สามารถท าหน้าที่ได้หลายต าแหน่ง จุดอ่อน 1. เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ 2. เจ้าหน้าที่ต าแหน่งจ้างเหมา ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปราชการ/อบรม แนวทำงแก้ไข 1. เพิ่มจ านวนพนักงานราชการให้มากขึ้นในทุกต าแหน่ง 2. เชิญวิทยากรจากภายนอกให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ (จ้างเหมา) 3. อยากให้เจ้าหน้าที่จ้างเหมาสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการไปราชการ/อบรม ได้ 4. ให้เด็กได้เปิดโลกทัศน์ภายนอก (ทัศนศึกษา 2 ครั้ง/ปี) แนวคิดกำรท ำงำน “เป็นองค์กรแห่งควำมสุข ควำมรัก ควำมสำมัคคี” มีความอ่อนโยน และละเอียดอ่อน
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 19 บ้ำนหลังที่สำม ศูนย์เรียนรู้กำรพัฒนำสตรีและครอบครัวภำคใต้ จังหวัดสงขลำ ภำรกิจ 1. การฝึกอบรมอาชีพทั้งในสถาบัน (หลักสูตรระยะสั้น/ระยะยาว หลักสูตรระยะเวลา 6 เดือน 3 เดือน 1 เดือน และ 3-5 วัน เช่น หลักสูตรตัดเย็บ เสริมสวย ตัดผมชาย อาหารและโภชนาการ นวดแผนไทย ฟรีค่าที่พัก อาหาร วัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม 2. การฝึกอาชีพในชุมชน คือ 1) โครงการสนับสนุนการรวมกลุ่ม ประกอบอาชีพ 110 วัน 2) โครงการเสริมสร้างชีวิตใหม่ให้สตรีและครอบครัว หลักสูตร 44 วัน โดยชาวบ้านในชุมชนรวมกลุ่ม 20-30 คน และสนับสนุน เงินทุนประกอบอาชีพ โดยดึงศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนระดับต าบล(ศพค.) ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม) 3. การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านครอบครัว คอยให้ค าปรึกษาดูแล ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ให้ค าปรึกษา เช่น การจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับ การป้องกันการค้าประเวณี การตั้งครรภ์ไม่พร้อม ป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ถูกกระท าความรุนแรง ฯลฯ ซึ่งภารกิจงานทั้ง 3 ส่วนนี้ จะท างานควบคู่กันไป โดยมีการฝึกอาชีพ เป็นภารกิจหลักในแต่ละพื้นที่/ชุมชน ท าให้ชาวบ้านมีรายได้ เสริมสร้าง ครอบครัวเข้มแข็ง ปัจจัยแห่งควำมส ำเร็จ 1. วางแผนขับเคลื่อนงานตามนโยบาย 9 5 5 2. หน่วยงาน พม. และภาคีเครือข่ายบูรณ าการร่วมกัน เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาครอบครัว
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 20 ระดับต าบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล หน่วยงานในพื้นที่ สมาคมสตรี มุสลิม ฯลฯ ในการสนับสนุนวิทยากร การส่งต่อกลุ่มเป้าหมาย(เคส) 3. บุคลากรของศูนย์ฯ มีความรับผิดชอบในการท างาน การท างาน แบบพี่สอนน้อง มีการปรึกษาหารือ ช่วยกันแก้ไขปัญหา บรรยากาศการท างาน เป็นกันเอง 4. การบริการของศูนย์ฯ - ขยายอายุของผู้รับบริการการฝึกอาชีพเป็น 14 – 60 ปี เพื่อให้ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและทุกช่วงวัย - หลักสูตรเป็นที่นิยม คือ ปักจักรและตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นการปักจักรผ้า ปาเต๊ะเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แก่สิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้น - ร้านจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในศูนย์ฯ น าผลิตภัณฑ์ออกแสดงจ าหน่าย เพื่อให้สินค้าในชุมชนเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น -ก่อตั้งมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาสภาคใต้ให้การช่วยเหลือ เด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาสในด้านเงินทุนและอุปกรณ์การประกอบอาชีพ ข้อจ ำกัด/จุดอ่อน/อุปสรรค 1. การเดินทางลงพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้แต่ละครั้งจ ากัดด้วยเวลา และระยะทาง 2. การประสานงานกับเครือข่าย บริบทแต่ละพื้นที่การประกอบอาชีพ ไม่เหมือนกัน เช่น ประมง กรีดยางพารา ฯลฯ หากลงพื้นที่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลต่อจ านวนผู้เข้ารับการฝึกอาชีพ 3. บุคลากรของศูนย์ฯ ส่วนใหญ่อยู่ช่วงวัยใกล้เกษียณ งานบางงาน เป็นงานเฉพาะเจาะจง หากไม่แก้ไขปัญหาตรงนี้จะท าให้งานไม่ต่อเนื่อง 4. การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 21 แนวทำงกำรแก้ไข 1. การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ทั่วถึง โดยประสานความร่วมมือกับแกนน า ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ หน่วยงาน พม. อปท. ศพค. ในการประชาสัมพันธ์ และอ านวยความสะดวกในการประสานงาน ติดต่อกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ ในด้านต่างๆ 2. ถ่ายทอดงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อให้การด าเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 3. การจัดการความรู้Knowledge Management (KM) และได้รับ รางวัล KM Awards ด้านครอบครัว เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การตั้งครรภ์ไม่พร้อมของพ่อแม่วัยใส โดยการจัดอบรมให้ความรู้ควบคู่ไปกับการฝึกอาชีพ 4. การติดตามผลการด าเนินงานอย่างต่อเนื่อง และความก้าวหน้าของการฝึกอาชีพ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไปเพื่อสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ดังค าขวัญ “ดูแลดั่งลูก ปลูกฝังคุณธรรม หนุนน ำอำชีพ” แนวคิดกำรท ำงำน การช่วยเหลือทุกกลุ่มมิติ กลุ่มเด็ก พ่อแม่วัยใสกลุ่มสตรีเห็นมิติของ การท างานในองค์กร การดูแลกันในองค์กร พี่สอนน้อง การจัดการความรู้ Knowledge Management เป็นมิติที่ดีในการท างาน
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 22 บ้ำนหลังที่สี่ สถำนสงเครำะห์เด็กบ้ำนสงขลำ ภำรกิจ 1. ดูแลเด็กแรกเกิด –18ปี หญิง,แรกเกิด-6ปี ชาย และเด็กติดเชื้อ HIV 2. สนับสนุนด้านปัจจัยสี่ และจัดให้มีการตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต พร้อมทั้งด าเนินการรักษาเยียวยาตามหลักการแพทย์ 3. ท างานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาด้าน เด็กและเยาวชน โดยการออกปฏิบัติงานในชุมชน ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำเด็กในสถำนรองรับ : เพชรน้ าหนึ่ง เพื่อพัฒนารูปแบบ การจัดบริการสวัสดิการสังคมส าหรับเด็กที่อยู่ในความอุปการะของสถานรองรับ อายุแรกเกิดถึง 18 ปี ให้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ได้รับการพัฒนาและ ส่งเสริมศักยภาพความสามารถตามความถนัดและความสนใจ ดังนี้ 1. ภารกิจประจ าวัน เตรียมความพร้อมให้กับเด็กแต่ละช่วงวัย อายุ 0 - 6 ปี เด็กมีสุขภาพแข็งแรง พัฒนาการสมวัย มีความสุข มีวินัย มีทักษะภาษาและมีจินตนาการสร้างสรรค์ อายุ 7 -12 เด็กมีทักษะการใช้ชีวิต รู้จักการดูแลตนเอง มีวินัย มีความรับผิดชอบ อายุ 13 - 18 ปี เด็กมีทักษะ อาชีพตามความถนัด พึ่งพาตนเองได้ 2. กิจกรรมพิเศษ การพัฒนาความสามารถพิเศษของเด็กตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ ภายใต้แนวคิด "เด็กทุกคนสำมำรถพัฒนำได้” มุ่งเน้นให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถพิเศษทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านดนตรี ภาษา ศิลปะ กีฬา วิชาการ และอิเล็กทรอนิกส์ 3. กิจกรรมตามความถนัดด้านอาชีพ โดยเฉพาะโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ ทางเลือกของการเรียนสายอาชีพของเด็กๆ โอกาสที่เด็กจะมีอาชีพ มีรายได้ และสร้างตัวได้เร็ว
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 23 ปัจจัยแห่งควำมส ำเร็จ 1. ผู้น า มีวิสัยทัศน์ในการบริหาร มีความเป็นผู้น าสูงสามารถเข้าใจ เข้าถึง มีจิตใจเอื้อเฟื้อและใจกว้าง มีความมุ่งมั่นที่จะท าพัฒนาองค์กร พัฒนาเด็กที่อยู่ ในการอุปการะ เน้นเด็กมีวินัย บุคลากรมีใจรักบริการส่งเสริมสนับสนุนการท างาน ของเจ้าหน้าที่ โดยมีแนวคิด “กำรสร้ำงองค์กรแห่งควำมสุข” 2. บุคลากร เจ้าหน้าที่ พี่เลี้ยง มีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ โดยการ 2.1 อบรมพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถเพิ่มศักยภาพในการท างาน 2.2 การถอดบทเรียนภายในองค์กรผ่านการประชุมประจ าเดือน / Morning Talk 2.3 การรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีใจรักบริการ จิตสาธารณะ มีความสามัคคีกันในองค์กร 3. เด็ก ส่งเสริมเด็กทุกคนให้เรียนหนังสือสายสามัญและสายอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กในความอุปการะเรียนจบระดับปริญญาตรี และก าลังศึกษาต่อ ในระดับปริญญาตรี 4. สถานที่ที่เหมาะสมแก่การพัฒนาเด็ก มีพื้นที่ให้เด็กผ่อนคลาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย 5. ภาคีเครือข่าย / One Home เป็นเครือข่ายที่ดีในการท างาน ข้อจ ำกัด/จุดอ่อน/อุปสรรค 1. เด็กมีปัญหาทางด้านสติปัญญา ท าให้มีข้อจ ากัดในการพัฒนา ไม่สามารถที่จะเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ 2. เจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจากช่วงว่าง ระหว่างวัยที่ห่างกันของเจ้าหน้าที่ 3. ระบบการปฏิบัติงานบางส่วนไม่ชัดเจน 4. การท างานยังยึดติดในระบบอุปถัมภ์
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 24 แนวทำงแก้ไข 1. ผู้น ามีการสร้างบรรยากาศในการเปลี่ยนแปลง “สู่องค์กรแห่งควำมสุข” 2. บุคลากรมีทัศนคติที่ดี พร้อมพัฒนาเด็กและองค์กร “ให้เป็นหนึ่งเดียว” 3. ให้ผู้น าปฏิบัติงานตามระเบียบอย่างเคร่งครัด(ระบบอุปถัมภ์) 4. เด็กมีปัญหาทางด้านสติปัญญา แก้ไขปัญหาโดยการส่งเสริม การศึกษาเรียนร่วมตามแผนของเด็กที่มีปัญหาด้านสติปัญญาและส่งฝึกอาชีพ เช่น ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ บ้านทองพูลเผ่าพนัส จังหวัดอุบลราชธานี ข้อเสนอแนะ 1. การอยู่เวรของพี่เลี้ยง 8 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมง/คน ไม่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบให้การท างานไม่ต่อเนื่อง 2. จัดท าโครงการคืนสู่เหย้า เด็กที่จบการศึกษาและพ้นจากอุปการะ ได้กลับมาเยี่ยมเยียนน้องๆ และพ่อแม่ Ban Songkhla
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 25 บ้ำนหลังที่ห้ำ ศูนย์ผู้สูงอำยุบ้ำนทักษิณ จังหวัดยะลำ ภำรกิจ 1. การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน ในลักษณะบ้านพักฉุกเฉิน ที่พักอาศัยรูปแบบสถานสงเคราะห์ 2. ศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศงานสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ 3. ศูนย์ฝึกอบรม การส่งเสริมและสนับสนุนการด าเนินงานด้านการจัดสวัสดิการ ผู้สูงอายุให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน 4. ศูนย์การเรียนรู้ให้ความรู้ด้านวิชาการการดูแลผู้สูงอายุ 5. ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมในชุมชน 6. ศูนย์บริการให้ค าแนะน าปรึกษาส่งต่อ ปัจจัยควำมส ำเร็จ 1. เป็นหน่วยงานต้นแบบได้รับมาตรฐาน 2 ปีซ้อน 2. ทุกฝ่ายท าตามแผนงานระยะสั้นและระยะยาว 3. การประชุมกลุ่ม/ฝ่าย ประชุมประจ าเดือน ประชุมผู้สูงอายุ และน าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาพูดคุย แก้ไข ติดตามผลของปัญหาที่เกิดขึ้น และน าปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอผู้บริหาร 4. ผู้บริหาร รับฟังความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุสร้างขวัญก าลังใจ ติดตามผลการด าเนินงานและสัมพันธภาพระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้สูงอายุ 5. มีสถานที่รองรับผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมกิจกรรมโครงการ Happy Home 6. การบูรณาการกับเครือข่ายภายนอกโดยด าเนินการภายนอกศูนย์ฯ ดังนี้ - ติดตามผลการดูแลผู้สูงอายุและรวบรวมข้อมูล เพื่อติดตาม ประเมินผล ท างานเชิงรุก ผลที่ได้รับต้องเน้นการท างานเป็นทีม
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 26 - โครงการดูแลอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) โดยการ ถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่หรือเครือข่ายในชุมชน/ต าบล ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้ปฏิบัติ อย่างถูกต้อง โครงการนี้จะมีการติดตามดูแลผลการปฏิบัติงานการดูแลผู้สูงอายุ ของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) - โรงเรียนผู้สูงอายุ ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในชุมชน จุดแข็ง 1. ท างานเป็นทีม 2. เจ้าหน้าที่มีจิตบริการ 3. เจ้าหน้าที่มีความเสียสละ 4. เจ้าหน้าที่อยู่แบบครอบครัว ช่วยเหลือกัน 5. เจ้าหน้าที่มีศักยภาพในการท างาน 6. มูลนิธิสงเคราะห์คนชราให้การสนับสนุนค่าจ้างเหมาเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ข้อจ ำกัด/จุดอ่อน/อุปสรรค 1. ขาดบุคลากรด้านสังคมสงเคราะห์ นักกายภาพบ าบัด นักโภชนาการ พยาบาล 2. ผู้สูงอายุไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ท าให้ไม่ได้รับสิทธิการรักษา จากสวัสดิการของรัฐ แนวทำงแก้ไข 1. ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ได้รับการอบรม ในด้านต่างๆ 2. เชิญเจ้าหน้าที่ บุคลากรภายนอกมาให้ความรู้และค าแนะน า 3. ขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์ภายนอก เช่น รถเข็น กายอุปกรณ์ 4. ขอสนับสนุนบุคลากร ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ นักกายภาพบ าบัด นักจิตวิทยา
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 27 5. ให้หัวหน้าหน่วยเห็นความส าคัญในการจัดโครงการศึกษาดูงานการ ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อเปิดโลกทัศน์และเป็นขวัญและก าลังใจ 6. จัดท าคู่มือการดูแลผู้สูงอายุ เครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือ ผู้สูงอายุ นวัตกรรมการดูแลช่วยเหลือในชีวิตประจ าวัน สร้างเครือข่ายดูแล ผู้สูงอายุในชุมชน ข้อคิดจำกกำรท ำงำน การท างานจะส าเร็จนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบ ร่วมกันของบุคลากรทั้งองค์กร โดยผู้บริหารเป็นบุคคลส าคัญในการเป็นผู้น า และขับเคลื่อน “หัวไม่ส่ำย หำงไม่กระดิก” เด็ก/ผู้รับบริกำร
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 28 แนวทำงกำรพัฒนำสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงสู่กำรเป็นองค์กรที่มีควำมเป็นเลิศ: HPO โดย อำจำรย์กรณิภำ ศรีวรเดชไพศำล คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏสงขลำ ปัจจัยแห่งความส าเร็จของแต่ละองค์กรสู่ความเป็นเลิศร้อยโยงให้เห็นภาพรวม สิ่งที่แต่ละองค์กรสะท้อนความคิดออกมาจากการถอดบทเรียน “พม.กับงำน บริกำรทำงสังคม”จะมีแนวคิดของ 2 ตัวแทนในองค์กร คือ 1) ผู้บริหาร 2) เสียงสะท้อน จากบุคลากรบางส่วนในองค์กร และหนึ่งกลุ่มเป้าหมายคือ เสียงสะท้อนของ ผู้รับบริการกลุ่มเป้าหมาย ความคิดบางส่วนในเล่มสะท้อนออกมาคล้ายๆ กัน กับที่แต่ละกลุ่มสะท้อนออกมาในวันนี้ มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเด็นหลัก คือ 1. นโยบำยและบทบำทของผู้บริหำรที่มีควำมชัดเจน ซึ่งจะเป็นผู้ก าหนด เป้าหมายขององค์กรเพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน บทบาทของผู้บริหารควรที่จะ 1.1 วางแผนในการท างาน เพื่อให้แนวทางการท างานทิศทาง ของผู้ปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อความชัดเจน หน่วยงาน พม. รับนโยบาย จากกระทรวงผลักดันลงมาเพื่อให้เกิดภาพรวมเดียวกันทั้ง พม. 1.2 บทบาทของผู้บริหารจะต้องมีแนวทางในการสนับสนุน เพื่อจะผลักดันการท างาน การได้รับการมองเห็นคุณค่าเป็นจิ๊กซอว์ที่ส าคัญ การสนับสนุนจากผู้บริหารถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส าคัญส าหรับองค์กร 2 ผู้น าองค์กร มีวิสัยทัศน์และความสามารถสานฝันให้เป็นจริง การน า องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นผู้น าการเปลี่ยนแปลง 2. บุคลำกรและวัฒนธรรมกำรคิดในกำรท ำงำนขององค์กร 2.1 วัฒนธรรมในการท างานที่มองปัญหาไม่เป็นปัญหา และมองหน่วยงานของเราไม่ใช่ส่วนราชการ แต่มองเป็นบ้านเป็นครอบครัว แต่ละองค์กรสะท้อนความคิดออกมาในแง่ทัศนคติในการมองปัญหา ทัศนคติ
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 29 ในการท างาน บางคนสะท้อนกลับมาในระบบครอบครัว บางคนสะท้อนกลับมา ในระบบพี่น้องที่จะต้องมีการรับช่วงต่อ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่มีวันหมดไป ฉะนั้นจะต้องมีคนรับช่วงจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อสานงานต่อ “พูดง่ำยๆ คือเรำต้อง ท ำงำนกับคนมีปัญหำ แต่จะท ำอย่ำงไรให้ประเด็นหลักของกำรท ำงำนมันไม่ รู้สึกเครียด” 2.2 การท างานในแนวราบ ไม่ใช่ Top Down คือ รอค าสั่ง จากหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ความรู้สึกของความเป็นพี่น้อง ความ เป็นครอบครัว ความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นความท้าทายในการช่วยๆ กันแก้ไข ปัญหา สไตล์การท างาน ไม่จ าเป็นว่าในแง่ของการประสบเป้าหมาย วิธีการ กระบวนการ ต้องเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ ไปด้วยกันแต่ในระหว่างทาง แต่ไม่ จ าเป็นต้องเป็นวิธีการเดียวกัน เพราะพื้นที่การท างานมีอยู่ทุกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับ ผู้รับบริการและกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน 2.3 เวทีครั้งนี้เป็นเหมือนกับว่าแต่ละคนได้มาฟัง ฟังแบบ ตั้งใจในส่วนของการประสบความส าเร็จในส่วนขององค์กรอื่นหน่วยงานอื่นเป็น อย่างไร บางคนอาจรู้เฉพาะงานที่ตนรับผิดชอบโดยตรง ในองค์กรเดียวกัน อาจจะไม่เคยแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นร่วมกัน ถือเป็นโอกาสสะท้อนซึ่งกัน และกัน ออกมาเป็นแนวทางที่เป็นภาพรวม และการมีส่วนร่วมในการสะท้อน การแลกเปลี่ยนด้วย การเติมเต็ม ในขณะเดียวกันก็เป็นการเรียนรู้การท างาน ขององค์กรด้วย นั่นคือเกิดความร่วมมือซึ่งกันและกัน 3. เครือข่ำย การท างานที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.หลายฉบับ ท าให้ต้อง เรียนรู้กฏหมายเป็นการเฉพาะ ถือเป็นเรื่องของข้อจ ากัด แต่ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา วิธีการแก้ขององค์กรน่าสนใจตรงที่ว่าใช้เครือข่ำยให้เป็นประโยชน์ นั่นคือ
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 30 1) การท างานเกี่ยวกับปัญหาสังคม ปัญหามนุษย์ ไม่สามารถ แก้ไขได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ละองค์กรจะมีเครือข่ายที่จะเป็นภาคี ซึ่งอาจเป็นภาคีที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการก็ตาม 2)กำรท ำงำนร่วมกันและเป็นกำรดึงเครือข่ำยมำช่วยเหลือเติมเต็ม เช่น ดึงนิติกรเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาเนื่องจากมีความใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมาย 4. กลุ่มเป้ำหมำย หน่วยงาน พม. มีภารกิจเกี่ยวกับปัญหาเด็ก เยาวชน ครอบครัว ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน 1) การแก้ปัญหาเรื่องของสังคมของมนุษย์ที่ไม่ได้เน้นตัวเงิน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส าคัญที่ท าให้การท างานประสบความส าเร็จ แต่ละกลุ่มแทบจะ ไม่ได้มองข้อจ ากัดในเรื่องของงบประมาณ เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงการท างาน ในพื้นที่ที่ยังติดขัด แม้ว่าไม่มีเงิน งานก็เดินไปได้ เพียงแต่หากมีเงินสนับสนุน จะท าให้การท างานคล่องตัวขึ้น 2) กิจกรรมที่ค านึงถึงกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการของรัฐ ไม่ได้ เป็นการคิดโดยหน่วยงานเป็นหลัก ดึงกลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวอย่างของกิจกรรมที่ค านึงถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น - บ้ำนพักเด็กและครอบครัว จังหวัดสงขลำ การบริหารแบบองค์กร แห่งการสร้างสุข “ได้ใจ ได้คน ได้งาน” องค์กรน่าอยู่ บุคลากรท างานอย่างมี ความสุข ผู้ประสบปัญหาทางสังคมรู้สึกปลอดภัย การปรับภูมิทัศน์ให้มี บรรยากาศน่าอยู่อบอุ่น ร่มรื่น บุคลากรท างานอย่างมีความสุข - สถำนสงเครำะห์เด็กจังหวัดปัตตำนีวิธีการท างานโดยการใช้ กิจกรรมดึงศักยภาพเด็กออกมา เป็นการแก้ปัญหาโดยกำรฟังควำมต้องกำร จำกคนที่เป็นปัญหำ ถือเป็นกำรท ำงำนที่ดีคือ เข้าใจศักยภาพเด็ก ไม่ได้คิด
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 31 จากการออกแบบจากผู้ใหญ่ว่าเด็กควรจะเป็นอย่างนั้น เด็กควรจะเป็นอย่างนี้ แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1. เด็กจะต้องได้เรียน หากถามเด็กว่าอยากเรียน อยากเล่น หรืออยากอยู่บ้าน กรณีของเด็กที่มีปัญหาถูกทอดทิ้ง เด็กที่ขาดความอบอุ่น การที่จะให้ระบบคิดของเขาอยากเรียนเองเป็นไปไม่ได้ 2. การมีกิจกรรมที่ดึงศักยภาพเด็กออกมาเป็นการเฉพาะ อย่างน้อย 1 อย่าง อาจเป็นกิจกรรมที่อยู่ใกล้ตัว กีฬา ดนตรี ฯลฯ เพื่อจะเป็น การเพิ่มอาวุธทางปัญญา ความรู้จากการเรียนหนังสืออย่างเดียวไม่สามารถ เอาตัวรอดได้ในสังคมปัจจุบัน 3. การปลูกฝังให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรมที่จะต้องแฝงไปด้วย เป็นกระบวนการคิดจากข้างบนลงมาสู่กลุ่มเป้าหมาย โดยให้กลุ่มเป้าหมาย สะท้อนออกมาด้วย - ศูนย์เรียนรู้กำรพัฒนำสตรีและครอบครัวภำคใต้ จังหวัดสงขลำ การฝึกอาชีพเพื่อพัฒนาคนในพื้นที่ การเรียนรู้ในสถาบันการศึกษาสายสามัญ หลักไม่สามารถแก้ไขปัญหา การเข้าร่วมขั้นเรียนเริ่มเปลี่ยนไป แต่ยังยึดติดกับ ระบบการศึกษา อย่างน้อยต้องมีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท แต่ไม่ได้ เป็นตัวการันตีว่าจบแล้วจะมีงานท ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พูดง่ายๆ คือต้นทุนค่อนข้างแพง เพราะฉะนั้น การฝึกอาชีพจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนที่ด้อยโอกาสและมีปัญหา ค่อนข้างจะชื่นชมอีกอย่างหนึ่งคือศูนย์ฯ มีพื้นที่รับผิดชอบ 14 จังหวัดภาคใต้ มองเห็นการท างานของหน่วยงานในเชิงก้าวหน้าไปมากขึ้น คือ 1) ขยายโอกาสจากวัยแรงงานไปสู่วัยกลางคน 2) ตอบโจทย์ในเรื่องของการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุดึงศักยภาพของผู้สูงอายุ เข้ามาพัฒนาฝีมือแรงงาน 3) เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 32 4) เป็นการแก้ปัญหามนุษย์แบบไปด้วยกัน ไม่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ การไม่มีงานท า แต่มองว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ในครอบครัว การไม่มีเงินส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่าง ตามมา - สถำนสงเครำะห์เด็กบ้ำนสงขลำ การพัฒนาเด็กที่อยู่ในการอุปการะ เน้นการปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม การให้การช่วยเหลือเด็ก ที่มีปัญหาด้านสติปัญญา -ศูนย์พัฒนำกำรจัดสวัสดิกำรสังคมผู้สูงอำยุบ้ำนทักษิณ จังหวัดยะลำ การดูแลผู้สูงอายุภายในศูนย์ฯ ให้ได้รับความสุขเหมือนกับอยู่บ้านของตนเอง และให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรม Happy Home ส่วนกิจกรรมนอกศูนย์ฯ คือ การติดตามดูแลผลการปฏิบัติงานการดูแลผู้สูงอายุของอาสาสมัครดูแล ผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) และโรงเรียนผู้สูงอายุ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมการ เรียนรู้ของผู้สูงอายุในชุมชน การเรียนการสอนจะเน้นทางด้านการฝึกทักษะ ปฏิบัติและทักษะชีวิต “ หัวใจเดียวกันของทั ง 5 หน่วยงำน คือ หัวใจของผู้ให้กำรท ำงำนเพื่อจะเติมเต็มคนที่เขำบกพร่อง ให้เขำสมบูรณ์แบบให้มำกที่สุด ”
33
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่
34
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 35
36
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 37 ภำคผนวก
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 38 ภำพกิจกรรม
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 39 ภำพกิจกรรมบ้ำนหลังแรก
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 40 ภำพกิจกรรมบ้ำนหลังที่สอง
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 41 ภำพกิจกรมบ้ำนหลังที่สำม
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 42 ภำพกิจกรรมบ้ำนหลังที่สี่
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 43 ภำพกิจกรรมบ้ำนหลังที่ห้ำ
แนวทางการพฒันาองคก์รทมี่ีสรรถนะสูงสูก่ ารเป็นองค์กรทมีความเป็นเลิศ ี่ 44 รำยนำมคณะผู้จัดท ำ หน่วยงาน ส านักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 ที่ปรึกษำ นางสาวซาราห์ บินเย๊าะ ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 คณะผู้จัดท ำ นายนุกูล มุสิกโกเมน นักพัฒนาสังคมช านาญการ นางสาวพิมานมาศ สุวรรณ นักพัฒนาสังคมช านาญการ นางสาวบงกช บุณยะศิวะ นักพัฒนาสังคมช านาญการ นางสาวรอบีอะห์ ยานยา นักพัฒนาสังคม ว่าที่ ร.ต.หญิง ณัฐณิชา บุษบา นักพัฒนาสังคม