137 กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าส่วู ัยผ้สู งู อายุ
ด้านเศรษฐกิจน้ัน มีความจาเป็ นและความสาคัญเป็ นอย่างมาก เพราะหลังจากเกษียณอายุ หรือ
ยุติการทางาน รายได้จะลดน้อยลง และมีแนวโน้มในการใช้จ่ายเพ่ิมมากข้ึน ดังน้ัน การวางแผนทาง
ด้ านเศรษฐกิจท่ีดีจะช่วยลดปัญหาน้ีลงได้ ตามท่ีศศิพัฒน์ ยอดเพชร (2558) ได้ กล่าวไว้ จึงมี
ความสอดคล้องกับการศึกษาเรื่อง “การสร้างความม่ันคงทางการเงินหลังเกษียณให้คนไทย” ของวิภาวี
เหมพรวิสาร และพุฒิกุล อัครชลานนท์ (2557) พบว่า การทาให้ผู้สูงอายุมีความม่ันคงทางการเงิน
หลังเกษียณ จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุท่ีมีคุณภาพ และเป้ าหมายสูงสุดของการออมเพื่อวัยผู้สงู อายุกเ็ พ่ือ
หลีกเล่ียงค่าใช้จ่ายทางสงั คมในอนาคต และกลุ่มตวั อย่างเหน็ ว่าหากมเี งินออมเมื่อผู้สูงอายุจะไม่เป็ นภาระ
แก่ลูกหลาน ( = 4.14) สอดคล้องกับการศึกษาวิจัย “รายได้และรูปแบบการออมเพื่อ
การเตรียมพร้อมสู่วัยสูงอายุของประชาชนอายุ ระหว่าง 30-40 ปี ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร”
ของชารวี บุตรบารุง (2555) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแรงบันดาลใจในการออมในระดับมากท่ีสุด คือ
เพ่ือความม่ันคงในวัยสูงอายุ ค่าเฉล่ียเท่ากบั 4.54 เกบ็ ไว้ยามเจบ็ ป่ วย หรือยามชรา ค่าเฉล่ียเท่ากับ
4.61 เกบ็ ไว้ให้บุตรหลาน ค่าเฉล่ียเท่ากบั 4.42 และกลุ่มตัวอย่างเหน็ ว่า หากรัฐบาลมีการบังคับให้
ประชาชนทุกคนมีการออมเป็ นข้ันบันไดตามอายุจะทาให้ผู้ออมมีเงินใช้จ่ายได้อย่างสบายในวัยผู้สูงอายุ
( = 3.91)
4) ด้านประโยชนต์ ่อประเทศชาติ ทศั นคติต่อการออมในด้านประโยชน์ต่อประเทศชาติ
พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการออมเป็ นการสร้ างวินัยด้ านการใช้ จ่ายเงินของคนในประเทศ
สูงท่สี ดุ ( = 3.99) และการออมเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศ ( = 3.88)
และพบว่ากลุ่มตัวอย่างเหน็ ว่าหากประเทศไทยมเี งนิ ออมเพ่ิมข้ึนทาให้สามารถปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ
รายย่อยใช้ในการนาไปลงทุนประกอบกจิ การได้เพ่ิมข้ึน ( = 3.74) สอดคล้องกับข้อมูลจากบริษัท
อนิ เตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จากดั กล่าวว่า การออมช่วยสร้างวินยั การออมเงินต้องใช้ความสามารถ
มากกว่าท่คี ิด อาจไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทาได้ ส่งิ สาคัญ คือ ต้องมีระเบียบวินัยอย่างมาก ซ่ึงการเปิ ด
บัญชีเงินประจาโดยกาหนดว่าจะฝากเงินทุก ๆ ส้ินเดือนเป็ นเงินเท่าไหร่ หากทาได้สม่าเสมอถือว่ามี
วินัยสงู มาก นอกจากน้ีการออมทาให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ การออมเป็ นปัจจัย
สาคัญท่ีทาให้เศรษฐกิจภายในประเทศเจริญก้าวหน้า ซ่ึงผลการศึกษาวิจัยเก่ียวกับการออมพบว่า
ประเทศท่มี ีการออมเงินเป็นปริมาณท่สี งู จะส่งผลให้เศรษฐกจิ เติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทยี บกบั ประเทศท่ีมี
การออมต่า เพราะสามารถนาเงินท่ีได้จากการท่ีประชาชนรู้จักการออมไปลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ
โดยตรง ไม่จาเป็นต้องอาศยั เงนิ ทุนจากต่างประเทศ
ลักษณะการออม
ลักษณะการออม หรือพฤติกรรมการออมเป็นการกระทา หรือการปฏิบัติท่มี ุ่งส่กู ารวัด
การแสดงออกหรือการกระทาท่เี กิดข้ึนจริงท่ีต้องการให้มีเงินออม การวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมกบั
ฐานะและเงินท่ีได้รับ การจัดสรรเงินรายได้ก่อนนาไปใช้จ่าย การใช้เงินอย่างคุ้มค่า การยับย้ังช่ังใจ
ในการใช้จ่าย การคานึงถึงความจาเป็ นในการซ้ือสินค้าและบริการ การมีวินัยในการเกบ็ ออมจาก
ผลการศกึ ษาพฤติกรรมการออมผ้วู จิ ัยได้กาหนดพฤตกิ รรมการออม 4 ประการ ประกอบด้วย
การต้งั เป้ าหมายจานวนท่จี ะเกบ็ ออมกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 75.0 มีการต้ังเป้ าหมายท่จี ะ
นาเงินท่ีเกบ็ สะสมไว้ไปใช้อย่างชัดเจนมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉล่ียในการออมแต่ละเดือนร้ อยละ 13.5
138กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
ของเงินเดือน ซึ่งถือว่ามีการออมไม่เพียงพอต่อการใช้ จ่ายในวัยเกษียณอายุ ทั้งน้ี หากต้องการ
ส่งเสริมการออมควรมีการกาหนดเป้ าหมายท่จี ะนาเงินท่เี กบ็ สะสมไปใช้อย่างชัดเจน โดยการต้ังเป้ าหมาย
ในการออมเป็ นส่วนหน่ึงของการสร้างแรงจูงใจให้เกดิ การออมซ่ึงเม่ือพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
การรับรู้ความสามารถของตนเองกับพฤติกรรมการออมพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.3 มีการรับรู้
ความสามารถของตนเองระดับสงู มีพฤติกรรมการออมสูงสอดคล้องกับการวิจัยของแบนดูรา (1999)
กล่าวว่า การรับร้คู วามสามารถของตนมสี ่วนอย่างสาคัญต่อแรงจูงใจและการบรรลุเป้ าหมายของบคุ คลและ
สอดคล้องกับวิลาสลักษณ์ ชัววัลลี (2542) กล่าวไว้ว่า ความสาเรจ็ ทาให้บุคคลประเมินว่าตนเองมี
ความสามารถสูงจึงส่งผลให้บุคคลท่ีเคยบรรลุเป้ าหมายการออมน่าจะพร้อมท่ีจะต้ังเป้ าหมายการออม
ในคร้ังต่อ ๆ ไปได้
การกาหนดสัดส่วนรายได้กับการออม กลุ่มตัวอย่างร้ อยละ 79.4 มีการวางแผน
การใช้จ่ายรายได้ก่อนนาไปใช้จ่ายจริง โดยกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เฉล่ีย 69,980 บาท และมีการออม
เฉล่ียร้อยละ 13.5 ซ่งึ เป็นการพิจารณาถงึ ความสาคญั กอ่ นมีการนาเงินไปใช้จ่ายทุกคร้ัง และสอดคล้อง
กบั พฤติกรรมประหยดั ของกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 86.8 มีการลดค่าใช้จ่ายท่ไี ม่จาเป็นและใช้จ่ายอย่างมีสติ
มากท่ีสุดจากการศึกษาของศศิพัฒน์ ยอดเพชร (2558) การสร้างกลยุทธ์การออมเป็ นเรื่องของ
การลดค่าใช้จ่ายท่ีไม่จาเป็ นลง หรือเพ่ิมการประหยัด มีการจัดลาดับความสาคัญของการใช้ เงิน
การตดั ค่าใช้จ่ายเรื่องดอกเบ้ียและควรปรับภาระสภาพหน้ีในการเช่าซ้ือรถยนต์ หรือเช่าซ้ือบ้านลง และ
สอดคล้ องกับการศึกษา “การจัดการรายได้ และรายจ่ายของครอบครัวข้ าราชการครูในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง” ของพนู ศริ ิ วจั นะภมู ิ, สชุ าดา สถาวรวงศ์
และสภุ มาส องั ศุโชติ (2552) พบว่า การจัดการรายจ่ายของครอบครัวข้าราชการครูน้ันจะให้ความสาคัญ
ในเร่ืองการวางแผนค่าใช้ จ่ายในแต่ละเดือน การกาหนดสัดส่วนการออมว่าในแต่ละเดือนจะ
เกบ็ ออมไว้เท่าไรและมีการจดบนั ทกึ รายจ่ายแล้ว ซ่งึ ทาให้เกดิ การออมอย่างสม่าเสมอ
การนาเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร หรือกองทุน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75.7 มีการนา
เงินฝากเข้าบัญชีธนาคารมากท่ีสุด รองลงมาร้อยละ 51.7 มีการนาเงินฝากเข้ากองทุนต่าง ๆ และ
ร้อยละ 37.6 นาเงนิ ฝากเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์ตามลาดับ สอดคล้องกับการศึกษา “การจัดการรายได้
และรายจ่ายของครอบครั วข้ าราชการครูในเขตกรุงเทพมหานครและปริ มณฑลตามปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง” ของพนู ศริ ิ วจั นะภมู ิ, สชุ าดา สถาวรวงศ์ และสภุ มาส องั ศุโชติ (2552) พบว่า วิธกี ารออม
ของกลุ่มตัวอย่างท่ีมีการออมในรูปแบบของการฝากธนาคาร การเก็บเงินสด การทาประกันชีวิต
แบบออมทรัพย์ และสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์หมู่บ้านซ่ึงเป็ นการออมแบบสมัครใจท่ีกลุ่มตัวอย่าง
สามารถเข้าถึงบริการการออมได้อย่างสะดวก และสอดคล้องกับการศึกษา “ปัจจัยในการทานาย
พฤติกรรมการออมของนกั ศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร” ของวิไลลักษณ์ เสรีตระกูล (2557) พบว่า
นักศึกษาส่วนใหญ่มีรายได้มาจากเงินท่ีพ่อแม่ผู้ปกครองให้ไว้ใช้จ่าย และเงินท่ีออมได้จะเก็บไว้ใน
บญั ชธี นาคารเป็นหลัก
ตัวแปรอิสระท้ังหมด ได้ แก่ ความรู้เก่ียวกับการออม ทัศนคติเก่ียวกับการออม
ปัจจยั ทางจิตวิทยา ปัจจัยทางเศรษฐกจิ และปัจจัยทางสงั คม สามารถอธบิ ายการผันแปรของตัวแปรตาม
(การออม) ร่วมกนั ได้ถงึ ร้อยละ 51.96 ซ่งึ ท้งั หมดมีผลต่อตัวแปรตามอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยท่ี
139 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู ูงอายุ
ตัวแปรทกุ ด้านมผี ลในเชงิ บวกต่อการออม ปัจจัยทางจิตวิทยาสามารถอธบิ ายตัวแปรการออมได้มากท่ีสุด
รองลงมาได้แก่ ปัจจัยทางสงั คม สามารถอธบิ ายตัวแปรกการออมร่วมกันได้เพ่ิมข้ึน ปัจจัยทางเศรษฐกจิ
อธิบายตัวแปรการออมร่วมกันได้อกี นอกจากน้ีมีปัจจัยความรู้เก่ียวกับการออม และทัศนคติเก่ียวกับ
การออม อธิบายตัวแปรการออมร่วมกันได้ หากพิจารณาปัจจัยทางจิตวิทยา ปัจจัยทางสังคม และ
ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออม ดังน้ัน จึงสามารถอภิปรายปัจจัยแต่ละด้านได้
ดงั ต่อไปน้ี
ปัจจัยด้านจิตวิทยา
ผลการศึกษาปัจจัยด้านจิตวิทยา ซ่ึงคณะผู้วิจัยกาหนดตัวช้ีวัด 2 ประเภท คือ
การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพึงพอใจต่อผลของการออม ผลการศึกษาสามารถนามา
อภปิ รายผลได้ ดังน้ี
1) การรับรู้ความสามารถของตนเอง เป็ นการรับรู้ความสามารถในการทาพฤติกรรม
การออม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการกาหนดเป้ าหมายท่จี ะนาเงินท่ีเกบ็ สะสมไปใช้อย่างชัดเจน มีการรับรู้
มากท่สี ดุ ถงึ ร้อยละ 73.8 ซ่งึ สงู กว่าประเดน็ อน่ื ซ่งึ สอดคล้องกบั ผลการวจิ ยั แบนดูรา (1999) ท่ีช้ีให้เหน็ ว่า
การรับรู้ความสามารถของตนเองมีส่วนสาคัญต่อการสร้างแรงจูงใจและสร้างเป้ าหมายของบุคคล โดย
ผลของการคิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ การรับรู้ความสามารถของตนจะมีอิทธิพลต่อกระบวนการคิดและ
ปฏกิ ริ ิยาทางอารมณข์ องบคุ คลในการทาพฤตกิ รรมบคุ คลซ่งึ รับรู้ว่า คนมคี วามสามารถสงู จะมีความพยายาม
และเอาใจใส่ในการกระทาพฤติกรรมต่าง ๆ มากอีกท้งั ในการศึกษา “ปัจจัยกาหนดพฤติกรรมการออม
ของผ้มู งี านในประเทศไทย : การศึกษาจากข้อมูลการสารวจในระดับจุลภาค” ของวรเวศม์ สวุ รรณระดา
และสมประวณิ มนั ประเสริฐ (2552) กล่าวว่า ตัวแปรท่สี ะท้อนถงึ ความรู้เก่ียวกับการออมมีผลกระทบ
อย่างมนี ยั สาคญั ต่อการกาหนดพฤติกรรมการออมของผู้มีงานทา และสอดคล้องกับการศึกษา “ผลของ
รางวัลภายนอกและการรับรู้ความสามารถของตนท่มี ีต่อแรงจูงใจภายในของนักเรียน” ของวิลาสลักษณ์
ชัววัลลี (2542) กล่าวว่า บุคคลท่ีเคยบรรลุเป้ าหมายการออมน่าจะพร้อมท่จี ะต้ังเป้ าหมายการออม
ในคร้ังต่อ ๆ ไปได้ แต่ถ้าหากบุคคลเคยล้มเหลวในการบรรลุเป้ าหมายกจ็ ะส่งผลต่อการต้ังเป้ าหมาย
ในทางลบ เพราะความล้มเหลวทาให้บุคคลประเมินความสามารถของตนเองต่า
2) ความพึงพอใจต่อผลของการออม เป็ นการต้ังเป้ าหมายในการออมของแต่ละ
บุคคลพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อผลของการออมด้ านจานวนเงินข้ันต่าที่ต้องสะสม
มีความพึงพอใจมากท่ีสุด ร้อยละ 75.2 ซ่ึงสูงกว่าประเดน็ อื่น สอดคล้องกับผลการวิจัยแบนดูรา
(2000) กล่าวว่า การประสบความสาเรจ็ ในอดีตจะทาให้บุคคลมีความม่ันใจ ดังน้ัน ประสบการณ์ ท่ี
สร้างความพึงพอใจให้กับบุคคลย่อมเป็ นข้อมูลท่ีสาคัญต่อการต้ังเป้ าหมายของบุคคลการต้ังเป้ าหมาย
การออมก็เช่นเดียวกัน หากบุคคลเคยมีประสบการณ์ในการนาเงินออมมาใช้จ่ายเพ่ือตอบสนอง
ความต้องการของตนเองท่ีสร้างความสุขความสมหวังมาแล้ว ย่อมส่งผลต่อการต้ังเป้ าหมายออมเงิน
ของบุคคลผู้น้ัน อีกทั้งในการศึกษา “ปัจจัยในการทานายพฤติกรรมการออมของนักศึกษา
ในเขตกรุงเทพมหานคร” ของวิไลลักษณ์ เสรีตระกูล (2557) กล่าวว่า ตัวแปรท่ีมีผลต่อพฤติกรรม
การออมของนักศึกษา คอื การมีทศั นคติท่ดี ีต่อการออมทาให้มีโอกาสในการออมมากข้ึน และสอดคล้อง
กบั การศึกษาของแฟรงค์ (Hollenbeck & Klein, 1987, p. 216 ; citing Frank, 1941) กล่าวว่า
140กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู ูงอายุ
ถ้าบุคคลประสบความสาเร็จในอดีตจะมีการต้ังเป้ าหมายในอนาคตมากกว่าบุคคลท่ีมีประสบการณ์
ความล้มเหลว ดงั น้นั ความพึงพอใจต่อผลของการออมจึงสง่ ผลทางตรงต่อการต้ังเป้ าหมายการออม
ปัจจัยทางเศรษฐกจิ
จากการศึกษาปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจท่ีส่งผลต่อการออม พบว่า การออมส่วนใหญ่
ข้ึนอยู่กบั รายได้ รายจ่าย อาชพี การส่งเสริมการออม หน้ีสนิ และภาระท่ีต้องดูแลผู้พ่ึงพิง ซ่ึงสามารถ
สรปุ ได้ ดังน้ี
จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็ นผู้ท่ีมีรายได้ 100,001-200,000
บาทต่อปี มากท่ีสุด คิดเป็ นร้อยละ 35.5 รองลงมาเป็ นผู้ท่ีมีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี
คิดเป็นร้อยละ 27.5 ซ่ึงเป็นรายได้ท่คี ่อนข้างน้อย แต่พบว่าผู้ท่ีมีรายได้ 100,001-200,000 ต่อปี
มีการออมสูงถึงร้อยละ 35.6 และผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี มีการออมร้อยละ 26.0
ซ่งึ ท้งั สองกลุ่มมีการออมสงู กว่าผ้มู ีรายได้สงู เม่อื พิจารณาถงึ อาชีพพบว่า ผ้ทู ่ปี ระกอบอาชพี ภาคราชการซ่ึงมี
จานวนร้อยละ 19.7 มีการออมสูงถึงร้อยละ 21.4 แสดงว่าออมได้สงู กว่าผู้ประกอบอาชีพอ่ืน ๆ
เน่ืองด้วยปัจจัยท่ีส่งผลต่อการออมของผู้ประกอบอาชีพภาคราชการ คือ มีการออมภาคบังคับและ
ภาคสมัครใจ เช่น กองทุนบาเหนจ็ บานาญ (กบข.) กองทุนสารองเล้ียงชีพสาหรับลูกจ้างประจาของ
ส่วนราชการ กองทุนประกันสังคม เป็ นต้น ซ่ึงสอดคล้องกับข้อมูลท่ีได้จากการสนทนากลุ่มเกี่ยวกบั
ประเด็นลกั ษณะการออมของคนในชุมชนพบว่า กลุ่มผู้ใหญ่ท้งั สองกลุ่ม (กลุ่มอายุ 20-39 ปี และ
กลุ่มอายุ 40-59 ปี ) ท่เี ป็นกลุ่มอาชีพท่ีทางานในระบบ เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทท่ีมีรายได้
ประจาทกุ เดือนเลือกการออมแบบภาคบังคับ เช่น การออมแบบประกันชีวิต ฝากเงินกับธนาคาร และ
ออมกบั สถาบันการเงิน (ธกส. สหกรณ์ และอื่น ๆ) มีท้งั แบบฝากรายวัน และแบบฝากประจาเป็ น
รายเดือน เพราะเป็ นการเกบ็ เงินท่ีดีและสะดวก เช่ือว่าสถาบันการเงินมีความน่าเชื่อถอื และการฝาก
แบบประจาเป็ นการบังคับการออมวิธีการหน่ึง เพราะต้องมีการฝากเงินทุกเดือน สาหรับคนท่ีคิดว่า
ไม่สามารถเกบ็ เงินไว้ท่ตี ัวเองได้เลยจงึ นาไปฝากกบั ธนาคาร
นอกจากน้พี บว่า ผู้ท่มี ีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายมีสูงถึงร้อยละ 52.1 และมีพฤติกรรม
การออมระดับสูงร้อยละ 59.6 ซ่ึงมากกว่าผู้ท่ีมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซ่ึงสอดคล้องกับเคนส์
ท่ีก ล่ า ว ถึง ท ฤ ษ ฎี ก า ร บ ริ โ ภ ค ท่ี สั ม พั น ธ์ กั บ ร า ย ไ ด้ ส ม บู ร ณ์ โ ด ย ค ว า ม สัม พั น ธ์ ดั ง ก ล่ า ว
เป็ นความสัมพันธ์เชิงบวก เมื่อมีรายได้เพ่ิมข้ึน การบริโภคจะเพ่ิมข้ึนด้วย แต่การบริโภคจะเพ่ิมข้ึน
ไม่เทา่ กบั การเพ่ิมข้นึ ของรายได้ จึงทาให้ส่วนต่างระหว่างรายได้กับการบริโภคจะย่ิงมากข้ึน หรือการออม
และค่าความโน้มเอียงในการออมเฉล่ียจะเพ่ิมข้ึน (John Maynard Keynes, 1936. อ้างถงึ ในสวุ ิไล
ศรีคนานต์กุล, 2534, น. 31) นอกจากน้ีเม่ือพิจารณาถึงความต้องการการส่งเสริมการออมพบว่า
ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมด้านอาชีพให้กับประชาชน เช่น ส่งเสริมกลุ่มอาชีพเพื่อให้มีรายได้
เพ่ิมข้ึนและเหลือเกบ็ ออมรายได้จากอาชีพ ซ่ึงสอดคล้องกบั ผลจากการสนทนากลุ่มท่ีมีความต้องการ
การส่งเสริมการออมในเรื่องการส่งเสริมอาชีพ เช่น ต้ังกลุ่มอาชีพโดยสมาชิกนาเงินมาลงทุนร่วมกัน
ภายใต้การส่งเสริมของภาครัฐ เอกชนท่ีมีความน่าเช่ือถือ และการข้ึนเงินเดือน หรือเพ่ิมรายได้ให้กับ
ประชาชนเพ่ือจะได้มเี งินเหลือไว้ออม
141 กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
ข้อสังเกตจากการศึกษาพบว่า ผู้ท่ีมีภาระดูแลผู้พ่ึงพิงมีพฤติกรรมการออมมากกว่าผู้ท่ี
ไม่มีภาระผู้พ่ึงพิง ผู้ท่มี ีรายได้น้อยมีการออมมากว่าผ้ทู ่มี ีรายได้สงู น่าจะเป็นประเดน็ ท่ตี ้องศกึ ษาเพ่ิมเตมิ
ปัจจยั ทางสงั คม
ผลการศึกษาปัจจัยด้านสังคม ซ่ึงคณะผู้วิจัยกาหนดตัวช้ีวัด 2 ประเภท คือ การรับรู้
ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการออม และการได้รับการถ่ายทอดทางสังคม ผลการศึกษาสามารถนามา
อภิปรายผลได้ ดงั น้ี
1) การรับร้ขู ้อมูลข่าวสารเก่ยี วกบั การออม
กา รรั บรู้ ด้ า นข้ อมู ลข่ าวสา รถือเป็ นตัวแป รอย่า งหน่ึง ท่ีจะทาใ ห้ บุ คคล มี
การต้ังเป้ าหมาย หรือวางแผนการออม อันจะส่งผลไปสู่ความต้ังใจ และพฤติกรรมการออม
จา กกลุ่มตัวอ ย่า งวัย ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มีการรับรู้ข้ อมูลข่าวสารเก่ียวกับการออมมากท่ีสุด คือ
จากแหล่งข้อมูลท่ีมาจากภาครัฐ ร้อยละ 70.3 โดยกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ท่ีประกอบอาชีพส่วนใหญ่
คือ ภาคราชการ ร้อยละ 19.7 รองลงมา คือ ภาคประชาชน ร้ อยละ 69.9 การทดสอบ
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับทราบผลประโยชน์จากการออมเงินจากหน่วยงานภาครัฐกบั พฤติกรรม
การออมพบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ท่ีรับทราบผลประโยชน์จากการออมเงินจากหน่วยงานภาครัฐ
มีพฤติกรรมการออมในระดับสงู กว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ท่ีรับทราบผลประโยชน์จากการออมเงินจาก
ประชาชนในชุมชน และกลุ่มอ่ืน ๆ ซ่ึงสามารถสรุปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ท่ีมีการรับรู้เก่ียวกับ
ข่าวสารการออม และส่งผลต่อพฤติกรรมการออมน้ันมาจากสื่อของหน่วยงานภาครัฐ ซ่ึงสอดคล้องกบั
พูนทรัพย์ สิทธิพรหม (2539) กล่าวว่า การได้รับข่าวสารมากย่อมทาให้บุคคลเกดิ การปรับเปล่ียน
พฤติกรรมได้ การสอ่ื สารสามารถส่งเสริมการออมเงินของประชาชน การสอื่ สารมีสว่ นเปล่ียนแปลงวิถขี อง
ประชาชน และสามารถกระตุ้นให้ประชาชนมีค่านิยมท่ีเปล่ียนไป และสอดคล้องกับอนุช อาภาภิรม
(2545) การสอื่ สารสามารถสง่ เสริมการออมเงนิ ของประชาชน การสอื่ สารมีส่วนเปล่ียนแปลงวิถชี ีวิตของ
ประชาชน และสามารถกระตุ้นให้ คนในสังคมมีค่านิยมท่ีเปล่ียนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างย่ิง
การสอ่ื สารมวลชน และสอดคล้องกบั ณรงค์ สมพงษ์ (2543) ดงั น้นั การท่บี ุคคลได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร
อย่างรวดเรว็ และกว้างขว้างเป็นเหตุปัจจัยหน่ึงท่ีทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลงความรู้ ความคิด อารมณ์
ความรู้สกึ ไปจนถงึ พฤติกรรมอนั เก่ยี วเนือ่ งกบั ข้อมูลข่าวสารน้นั ได้
2) การได้รับการถา่ ยทอดทางสงั คม
กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 84.2 เคยเห็น หรือได้ทา หรือได้รับทราบเก่ียวกับ
การออมจากพ่อแม่ ญาติ พ่ีน้อง และมีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการออมในระดับสูง ร้อยละ 54.1
ซ่ึงสูงกว่าประเดน็ อืน่ ๆ สามารถสรปุ ได้ว่า กลุ่มตวั อย่างวัยผู้ใหญ่ท่เี คยเหน็ หรือได้ทา หรือได้รับทราบ
เก่ียวกับการออมจากพ่อแม่ ญาติ พ่ีน้อง ซ่ึงเป็นการถ่ายทอดทางสังคมอย่างไม่เป็ นทางการเก่ียวกับ
การออมมากท่สี ดุ สอดคล้องกับผลการวิจัยของวิรัติ ปานศิลา (2542) การถ่ายทอดทางสังคมอย่าง
ไม่เป็ นทางการ หมายถึง ปริมาณการได้รับการถ่ายทอด โดยการสอน การบอกเล่า การแนะนา
การช้แี นะ และการทาเป็นแบบอย่างแบบไม่เป็นทางการเป็นการปลูกฝงั วิธกี ารกระบวนการในการทางาน
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตระหนักในความรับผิดชอบ ซ่ึงการมีแบบอย่าง หรือตัวแบบจัดเป็ นลักษณะ
142กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู งู อายุ
การถ่ายทอดทางสังคมในงานอย่างหน่ึง ซ่ึงผู้ถ่ายทอดอาจเป็ นพ่อแม่ ครู เพื่อน ผู้ร่วมงาน ตัวแบบ
ในละคร หรือหนงั สอื
จากผลการทดสอบภาพรวมปัจจัยทางสังคมพบว่า ตัวช้ีวัดท้ัง 2 ประเภท คือ
การรับร้ขู ้อมูลข่าวสารเก่ยี วกบั การออม และการได้รับการถ่ายทอดทางสงั คม ไม่มีความแตกต่างกนั มากนัก
โดยการถ่ายทอดทางสังคมซ่ึงค่าคะแนนของการได้รับการถ่ายทอดทางสังคม ร้อยละ 66.1 และ
ค่าคะแนนของการรับร้ขู ้อมลู ข่าวสารเก่ยี วกบั การออม ร้อยละ 62.6
ด้านความสัมพันธร์ ะหว่างภาพรวมปัจจัยทางสังคมกับพฤติกรรมการออมพบว่า การท่ี
กลุ่มตัวอย่างร้ อยละ 46.7 ท่ีมีตัวแปรปัจจัยทางสังคมระดับมากจะส่งผลต่อพฤติกรรมการออม
ในระดบั สงู ร้อยละ 34.5 สรุปได้ว่า กลุ่มตวั อย่างวยั ผู้ใหญ่ท่มี พี ฤติกรรมการออมอยู่ในระดับสงู เกิดจาก
การมีตัวแปรปัจจัยทางสังคมในระดับมาก และกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ท่มี ีพฤติกรรมการออมในระดับต่า
ร้อยละ 27.0 เป็นกลุ่มตัวอย่างท่มี ีตัวแปรปัจจัยทางสงั คมระดบั น้อย ร้อยละ 53.3
จากผลการทดสอบปัจจัยทางสังคมท้ังการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการออม และ
การได้รับการถ่ายทอดทางสังคม เป็ นตัวแปรท่สี ามารถให้บุคคลมีการต้ังเป้ าหมายการออม และส่งผล
ไปส่คู วามต้งั ใจในการออมซ่งึ นาไปสกู่ ารทาพฤตกิ รรมการออมในการวิจยั คร้ังน้ี
ความต้องการสนบั สนุนการออม
ผลการศึกษาความต้องการสนับสนุนการออมน้ันพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 90.6
ให้ความสาคัญกับสถาบันการศึกษาในการเพ่ิมเน้ือหาการเรียนการสอน หรือกิจกรรมการออมให้กับ
เดก็ นักเรียน รวมท้ังการปูพ้ืนฐาน และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องวินัยการออม การท่กี ลุ่มตัวอย่าง
ให้ความสาคัญกบั กลุ่มเดก็ และเยาวชนเช่นน้ี เน่ืองจากร้อยละ 52.1 ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในวัยผู้ใหญ่
ตอนต้น คือ มีอายุ 20-39 ปี เป็ นกลุ่มท่ีอยู่ระหว่างการสร้างครอบครัว มีบุตรอยู่ในการดูแล
รับผดิ ชอบ และความสาคญั ของการออมว่า มคี วามสาคญั และเป็นประโยชนต์ ่อการดาเนนิ ชวี ติ
หากจะสนับสนุนให้ ประชาชนเกิดการออมท่ีดีก็ควรปลูกฝังวินัยการออมต้ังแต่ต้ น
สอดคล้องกบั ผลงานของบริษัท อนิ เตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จากดั (2558) ท่รี ะบุว่า การออมเงิน
ต้องใช้ความสามารถมากกว่าท่ีคิด อาจไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทาได้ ส่ิงสาคัญ คือ ต้องมีระเบียบวินัย
อย่างมาก ซ่ึงการเปิ ดบัญชเี งนิ ประจาโดยกาหนดว่าจะฝากเงินทุก ๆ ส้นิ เดือนเป็นเงินเท่าไหร่ หากทาได้
สม่าเสมอถอื ว่ามีวนิ ยั สงู มาก
ความต้องการสนับสนุนการออมจากรัฐโดยเฉพาะอย่างย่ิงการส่งเสริมความร้ ูการออมเป็ น
ส่ิงท่ีกลุ่มตัวอย่างมีความต้องการถึงร้อยละ 88.3 ท้งั น้ี เพ่ือเป็ นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเห็น
ความสาคัญของการออม รู้จักการออมวิธีการต่าง ๆ และรู้ถึงสิทธิประโยชน์ด้านการออมอย่างจริงจัง
นอกน้ัน ยังมีความต้องการการให้ความรู้ด้านการออมถึงในระดับชุมชน ร้อยละ 88.2 จากข้อค้นพบ
ดังกล่าว จะเหน็ ว่า กลุ่มตัวอย่างเหน็ ความสาคัญกับการออม และมีความประสงค์ท่ีจะแสวงหาความรู้
เพ่ิมเติม ท้ังน้ี สอดคล้องกบั งานวิชาการของศศิพัฒน์ ยอดเพชร (2559) ท่ีกล่าวถึงความสัมพันธ์
ระหว่างวงจรชีวิตกบั การเตรียมการเข้าสวู่ ัยสงู อายุ โดยช่วงอายุ 30-40 ปี เป็นช่วงสงู สดุ ของการกาหนด
โครงสร้ างการดาเนินชีวิตช่วงวัยผู้ใหญ่ และเปล่ียนผ่านเข้ าสู่วัยกลางคน เป็ นช่วงของการจัดทา
143 กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู งู อายุ
งบประมาณของตนเองและครอบครัว กิจกรรมการแสวงหารายได้และทรัพย์สินเพื่อสร้างความสมบูรณ์
ให้แก่ครอบครัว ดังน้นั กลุ่มน้จี งึ มีความต้องการความรู้เก่ยี วกบั การออมและการลงทุน
ประเด็นด้านความต้องการด้านการส่งเสริมอาชีพซ่ึงเป็ นข้อเสนอจากการสนทนากลุ่ม
เกิดจากการท่ีกลุ่มตัวอย่างต้ องการมีรายได้ เพ่ิมข้ึนเพ่ือสามารถนาส่วนท่ีเหลือไปใช้ เก็บออมได้
ถึงแม้ประเด็นน้ี จะไม่เก่ียวข้องกับการออมโดยตรงแต่เป็ นเรื่องท่ีน่าสนใจต่อการเปิ ดโอกาสให้
กลุ่มตัวอย่างมีลู่ทางในการแสวงหารายได้เพ่ิมเติม ส่วนความต้องการประการสุดท้าย เป็นความต้องการ
สนับสนุนด้านการออมจากสถาบันการเงินโดยร้อยละ 88.0 ต้องการให้สถาบันการเงินเพ่ิมดอกเบ้ีย
เงินฝากระยะยาวให้สูงข้ึนเพื่อเป็นการกระตุ้นการออม การให้สิทธิพิเศษและสิทธปิ ระโยชน์ด้านต่าง ๆ
เพ่ิมข้นึ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออม รวมท้งั การอานวยความสะดวกในระดบั ชุมชน
ความต้ องการด้ านการส่งเสริมอาชีพและการสนับสนุ นการออมจากสถาบันการเงินน้ ี
สอดคล้องกับทฤษฎีการบริโภคท่ีสัมพันธ์กับรายได้ สัมบูรณ์ (Absolute Income Theory of
Consumption) ของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes, 1949) ได้อธบิ ายพฤติกรรม
การบริโภคว่า โดยเฉล่ียแล้วคนจะเพ่ิมการบริโภคเม่ือมีรายได้เพ่ิมข้ึน แต่การบริโภคจะไม่มากเท่ากับ
การเพ่ิมของรายได้ หมายความว่า เม่ือคนมีระดับของรายได้สูงข้ึนจะทาให้ช่องว่างระหว่ างรายได้กับ
การบริโภคมีมากข้ึน การออมจะเกิดข้ึนเม่ือบุคคลน้ันและครอบครัวมีส่งิ ของเพื่อการอุปโภคและบริโภค
เพียงพอ ด้วยเหตุผลเช่นน้ี เมื่อคนมีรายได้เพ่ิมข้ึนสัดส่วนการออมกจ็ ะสูงข้ึน น่ันกค็ ือ ประชาชนมี
แนวโน้มในการออมเพ่ิมข้นึ เมื่อประชาชนมรี ายได้เพ่ิมมากข้นึ น่นั เอง
ความคดิ เหน็ ต่อแนวทางส่งเสริมการออม
กลุ่มตวั อย่างได้แสดงความคดิ เหน็ ต่อแนวทางการส่งเสริมการออมให้แก่วัยผู้ใหญ่เป็นการ
สร้างหลักประกันในการเข้าสู่วัยสูงอายุ ในการเตรียมรับมือกับส่ิงต่าง ๆ ท่ีต้องเผชิญ และบรรลุ
วตั ถุประสงค์ของการวางแผนเพื่อวัยเกษยี ณ หรือวยั สงู อายุ กลุ่มตัวอย่างได้เสนอความคิดเหน็ ต่อแนวทาง
ส่งเสริมการออมหลายประการและสามารถนามาอภิปรายได้ ดังน้ี
การมีนโยบายจากภาครัฐให้ ความสาคัญแก่วัยผู้ใหญ่ เพ่ือเตรียมพร้ อมเข้ าสู่วัยผู้สูงอายุ
รัฐควรออกกฎหมายการออมภาคบังคับ โดยคิดอัตราตามรายได้แต่ละระดับอย่างเป็ นสัดส่วนเพ่ือสร้าง
ความม่ันคงในชีวิต นอกจากน้ันในระดับชุมชนควรเพ่ิมแนวทางควบคุมการดาเนินงานของกลุ่มสหกรณ์
การออม กลุ่มออมทรัพยใ์ ห้มีความม่นั คง ค้มุ ครองวงเงนิ การออมให้ม่ันคงปลอดภัย ป้ องกันการคดโกง
และมีหลักประกนั ซ่งึ เป็นการสร้างความม่นั ใจ และส่งเสริมให้เกดิ การออม เพ่ือเพ่ิมผลประโยชน์ และ
สร้างแรงจูงใจในการออม กลุ่มตัวอย่างให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐควรให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพ่ิมข้ึน
เพ่ิมสวัสดิการในการออมและผลประโยชน์ท่ีได้รับ ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาวิจัย “ปัจจัยท่ีมีผลต่อ
การตัดสินใจในการออมเพื่อเกษียณอายุของผู้ท่กี าลังทางานภาครัฐและเอกชน” ของมูลนิธิสถาบันวิจัย
เพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (2551) พบว่า รัฐควรส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงการออม
ในลักษณะน้ดี ้วยการจูงใจด้วยมาตรการอนื่ เพ่ิมเติม หรือสร้างรปู แบบการออมท่ที ุกคนสามารถเข้าถงึ ได้ง่าย
การปลูกฝังวินัยการออมแก่เด็กและเยาวชนเป็ นข้อเสนอแนะข้อหน่ึง โดยเช่ือว่า
การปลูกฝังวินัยการออมตั้งแต่เด็ก การเพิ่มเน้ือหาเกี่ยวกับการออมให้กับนักเรียนนักศึกษา
เพื่อเป็ นพ้ืนฐานความรู้ในการออมเป็นส่ิงท่ีสาคัญย่ิง นอกจากน้ันควรมีการสร้างบุคคลต้นแบบ หรือ
144กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าส่วู ัยผ้สู งู อายุ
พ้ืนท่ตี ้นแบบในการออม ซ่ึงสอดคล้องกบั ผลงานวจิ ยั ของวริ ัติ ปานศิลา (2542) การมีแบบอย่าง หรือ
ตัวแบบจัดเป็นลักษณะการถ่ายทอดทางสังคมในงานอย่างหน่ึง ซ่ึงผู้ถ่ายทอด (Socializing agents)
อาจเป็นพ่อแม่ ครู เพ่ือน ผ้รู ่วมงาน ตัวแบบในละคร หรือหนังสอื นอกจากน้ี จะต้องมีการเผยแพร่
ประชาสัมพันธ์ ทาโฆษณาจูงใจและประชาสัมพันธ์เก่ียวกับการออมให้มากข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับ
“การสอ่ื สารเพ่ือการโน้มน้าวใจ” ของอรวรรณ ปิ ลันธน์โอวาท (2549) ในการวิจัยคร้ังน้ี คณะผู้วิจัย
นาการได้รับข้อมลู ข่าวสารเก่ยี วกบั การออมจากสอ่ื มวลชนเข้าส่กู รอบแนวคิดในการวิจัย โดยจะเป็นตัวแปร
ด้านปัจจัยทางสงั คม ด้วยเชื่อว่า การได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ยี วกบั การออมจากส่อื สารมวลชนน่าจะทาให้
ผู้ตอบมีแนวโน้มปรับพฤติกรรมการออมของตนได้ คณะผู้วิจัยให้ความหมายการได้รับข้อมูลข่าวสาร
เก่ยี วกบั การออม หมายถงึ การรับรู้ข้อมลู ท่สี ่งเสริม หรือกระตุ้นให้บุคคลต้องการทาพฤติกรรมการออม
อาจแสดงถึงผลประโยชน์การออม วิธีการออม การกระทาการออมของบุคคลสาคัญผ่านสือ่ มวลชน
รูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ หนังสอื พิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ส่งิ พิมพ์ต่าง ๆ เช่น หนังสือ นิตยสาร วารสาร
สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
อย่างไรกต็ าม ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า ความรู้เก่ียวกบั การออม ทศั นคติเก่ยี วกบั ออม
รวมท้งั พฤติกรรมเก่ยี วกับการออม จะเป็ นตัวแปรท่มี ีอิทธพิ ลต่อการออมให้บรรลุผลสาเรจ็ หรือได้ผล
ตามเป้ าหมายท่วี างไว้ได้หรือไม่ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้แสดงความคิดเหน็ ควรมีแนวทางกาหนดให้
มีการออมภาคบังคับสาหรับประชาชนถึงร้ อยละ 53.5 และควรมีการส่งเสริมการออม
ภาคบังคับอย่างจริงจัง และช้ีแจงผลประโยชน์ท่ีจะได้รับ ร้อยละ 46.3 แต่ส่ิงท่จี ะทาให้กลุ่มตัวอย่าง
มีการออมเพื่อนาไปใช้จ่ายในวัยผู้สงู อายุได้น้ันย่อมข้ึนอยู่กบั รายได้ของกลุ่มตัวอย่าง โดยกลุ่มตัวอย่าง
ต้องการให้ข้ึนเงินเดือน หรือเพ่ิมรายได้ให้ประชาชนเพ่ือจะได้มีเงินเหลือไว้ออมถึงร้อยละ 34.9 และ
ต้องการให้ส่งเสริมอาชีพ หรือการมีงานทา เพื่อสนับสนับการออม ร้อยละ 20.9 ซ่ึงสอดคล้องกับ
การศึกษาวิจัย “ปัจจัยกาหนดพฤติกรรมการออมของผู้มีงานในประเทศไทย : การศึกษาจากข้อมูล
การสารวจในระดับจุลภาค” ของวรเวศม์ สวุรรณระดา และสมประวิณ มันประเสริฐ (2552) โดย
ปัจจัยประเภทท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจออม หรือไม่ออมของผู้มีงานตัวแปรท่บี ่งบอกถึงระดับของรายได้
หรือความสม่าเสมอของการได้รับรายได้ อนั ได้แก่ การมงี านเสริม (มีรายได้เสริม) ความสม่าเสมอของ
กระแสรายได้ในแต่ละเดอื นสง่ ผลกระทบอย่างมีนยั สาคัญต่อการกาหนดพฤติกรรมการออมของผู้มีงานทา
ผู้มีงานทาจะมีแนวโน้มเป็นผู้ท่มี ีเงินออมหากมีรายได้เสริมเพ่ิมเติมจากรายได้ประจา หรือมีรายได้อย่าง
สม่าเสมอ
7.2 กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมใหแ้ ก่วยั ผใู้ หญ่
การวิจัยคร้ังน้ีได้กาหนดนิยามของคาว่า กลยุทธ์ หมายถงึ ส่ิงท่ีหน่วยงานจะกระทา
หรือต้องกระทาเพื่อให้บรรลุเป้ าประสงค์ หรือแนวทาง หรือวิธีดาเนินงานสาคัญ อนั เป็นกุญแจสาคัญ
ต่อการบรรลุตามวัตถุประสงค์ เป็ นการกาหนดแนวทางการดาเนินงาน เพ่ือให้บรรลุเป้ าประสงค์ตาม
พันธกิจขององค์กร ดังน้ัน กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผู้ใหญ่ ในท่ีน้ีจึงหมายถึง แนวทาง
การส่งเสริมการออมในวัยผู้ใหญ่ เพื่อให้ มีเงินสาหรับใช้จ่ายเมื่อเข้ าสู่วัยผู้สูงอายุ ผลท่ีได้จาก
การศึกษาวิจัยคณะผู้วิจัยได้นาไปวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้ผลการศึกษาเชิงกลยุทธ์เพ่ือให้บรรลุ
เป้ าประสงค์ ดงั น้ี
145 กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
กลยุทธท์ ่ี 1 กลยทุ ธก์ ารส่งเสริมการเพมิ่ รายไดแ้ ละลดรายจ่าย
เป้ าประสงค์ เด็ก เยาวชน และประชาชน มีความรู้ สามารถ
ประกอบอาชีพเสริมเหมาะสมกบั ศกั ยภาพ รวมท้งั สามารถจัดต้งั เป็นกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในชุมชนเพ่ือสร้าง
รายได้
1) มาตรการส่งเสริมการเพมิ่ รายได้
แนวทาง
(1) ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้คนในครอบครัวใช้เวลาว่างเพื่อ
ประกอบอาชีพเสริมเพ่ือเสริมสร้างรายได้ให้มีเงนิ เหลือเกบ็ ในการออม
(2) ส่งเสริมให้ สถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอน หรือ
กจิ กรรม หรือหลักสตู รส่งเสริมการเพ่ิมรายได้ให้แก่เดก็ และเยาวชน
(3) ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วน (ประชารัฐ) ให้
สนับสนุนความรู้ด้านการประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริม รวมท้ังจัดต้ังกลุ่มอาชีพและสร้ าง
ความเข้มแขง็ ให้กบั กลุ่มอาชีพทุกกลุ่มวัย
(4) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินสนับสนุน
ด้านการเงิน การออมในรูปแบบกลุ่มอาชีพ และสนับสนุนเงินกู้ดอกเบ้ียต่าสาหรับการประกอบอาชีพ
ทุกอาชีพ รวมท้งั การสร้างรปู แบบ หรือเมนูการออมท่เี หมาะสมตามความต้องการ
(5) ส่งเสริมการเพ่ิมรายได้ให้เหมาะสมตามฐานะของประชาชน
เช่น ผ้มู ีรายได้ระดับปานกลางถงึ ระดบั สงู ส่งเสริมการลงทุนซ้อื หรือผ่อนอสงั หาริมทรัพย์ ทองคา ลงทุน
กองทนุ รวม และส่งเสริมอาชีพแบบครบวงจรสาหรับผ้มู ีรายได้ระดบั ปานกลางถงึ ต่า รวมท้งั ส่งเสริมการมี
งานทาและจัดหาอาชพี เสริมรายได้ให้กบั ผ้ไู ม่มรี ายได้
2) มาตรการการสง่ เสริมการลดรายจ่ายเพอื่ เพมิ่ รายได้
แนวทาง
(1) ส่งเสริมการสร้างพฤติกรรมในการประหยัด เป็ นการเพ่ิม
รายได้อกี ทางหน่งึ โดยการลดค่าใช้จ่ายท่ไี ม่จาเป็น และใช้จ่ายอย่างมีสติ
(2) ส่งเสริมสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา หน่วยงาน
ภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และหน่วยงานส่วนท้องถ่นิ ให้มีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า และ
ไม่ฟ่ ุมเฟื อยให้กบั ประชาชนทุกกลุ่มวัย
(3) ส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า และ
ประหยัด
กลยุทธท์ ่ี 2 กลยุทธก์ ารสง่ เสริมความรูส้ ู่การออม
เป้ าประสงค์ เด็ก เยาวชน และประชาชนมีความรู้เก่ียวกับการออม
ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของการออม และการออมเงนิ ในรปู แบบต่าง ๆ
1) มาตรการส่งเสริมความรูด้ า้ นการออมในระดบั ชมุ ชน
ประชาชนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับรูปแบบ ช่องทาง
วธิ กี ารออม และสทิ ธปิ ระโยชน์ของการออม และมกี ารออมเพ่ิมข้นึ
146กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสูว่ ัยผ้สู งู อายุ
แนวทาง
(1) การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้และการฝึ กอบรมในชุมชนให้ความรู้
เก่ียวกบั การออมกบั ประชาชนให้ท่ัวถงึ โดยมีสือ่ ส่ิงพิมพ์ สอื่ วีดีทัศน์บุคคลต้นแบบ แนะนาให้เห็นถึง
สทิ ธปิ ระโยชน์ของรปู แบบการออมท่หี ลากหลาย ท้งั ในภาครัฐและเอกชน และการวิเคราะห์ความเส่ยี งใน
การออม การจัดทาบัญชีรายรับ รายจ่าย ท้งั รายบุคคลและครัวเรือน ให้ความรู้เร่ืองกองทุนการออม
แห่งชาติ
(2) การรณรงค์ และให้ความรู้ความเข้าใจ เพ่ือส่งเสริมการออม
แก่คนในพ้ืนท่ี โดยองค์กรภาครัฐ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน สานักงานส่งเสริมการศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย โรงเรียน ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร ฯลฯ
2) มาตรการสง่ เสริมความรูเ้ กยี่ วกบั การออมในสถาบนั
สถาบันการศึกษาทุกระดับมีการจัดหลักสูตร หรือกจิ กรรมส่งเสริม
การออมให้แก่เด็กและเยาวชน เพ่ือให้ เด็กและเยาวชน มีความรู้เก่ียวกับการออม ตระหนักถึง
ความสาคญั ของการออม และออมเงินในรูปแบบต่าง ๆ
แนวทาง
(1) การจัดทาหลักสูตรส่งเสริมการออมให้แก่เยาวชน เพ่ือ
ปูพ้ืนฐานให้ความร้ทู ่ถี กู ต้องเก่ยี วกบั การออม และประโยชน์ท่ไี ด้รับจากการออมแกน่ กั เรียน
(2) การจัดทาสอื่ การเรียนการสอนเก่ยี วกับการออมเพื่อให้ความรู้
หรือประโยชนข์ องการออม
(3) การจดั ต้งั ธนาคารโรงเรียน เพ่ือเป็นการฝึกให้มีการออม หรือ
สนับสนุนการดาเนนิ งานของธนาคารโรงเรียนอย่างสม่าเสมอและต่อเน่ือง
กลยุทธท์ ่ี 3 กลยุทธก์ ารสรา้ งความตระหนกั ในการออม
1) มาตรการส่งเสริมความตระหนกั ในการออมเพอื่ ประโยชนร์ ะยะยาว
แนวทาง
(1) การส่งเสริมการออมเพ่ือเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ
การลดภาษใี ห้สทิ ธเิ ก่ยี วกบั การนายอดการออมท่เี พ่ิมข้ึนไปใช้ในการลดภาษี เพื่อเป็ นการกระตุ้นเก่ียวกบั
การออม
(2) สร้างแรงจูงใจในการออมเพื่อเป็ นค่าใช้จ่ายในอนาคตของ
คนวัยผู้ใหญ่ผ่านการจัดทาแผนการออมของธนาคารท้ังหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเอกชน เช่น
แผนจูงใจ “ออมเงนิ ก้ไู ด้ดอกต่า”
(3) ส่งเสริมความรู้ในการป้ องกันการเล่นการพนัน โดยมีการให้
คาปรึกษาผ่านศูนย์สายด่วน 1323 ของสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือผู้ให้
คาปรึกษาในชุมชน เช่น ผ้ใู หญ่บ้าน กานนั เป็นต้น
(4) จั ด ร ะ บ บ พ่ี เ ล้ี ย ง ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร อ อ ม ใ น ชุ ม ช น
โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นพี่เล้ียงหลักให้แก่คนในชุมชน เช่น กลไกของกลุ่มในชุมชน
147 กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู ูงอายุ
กองทุนสวัสดิการชุมชน (ออมวันละบาท) โดยต้องพัฒนาให้มีความเข้มแขง็ มากข้ึน และขยายผล
ด้านการออมวันละบาท เพ่ือการเกษียณ เป็นต้น
2) มาตรการสง่ เสริมครอบครวั ใหเ้ ป็ นกลไกหลกั ในการสรา้ งนิสยั การออม
แนวทาง
(1) สร้ างจิตสานึก และวินัยในการออมท่ีบ้านให้กับเด็ก และ
เยาวชน สง่ เสริมให้เดก็ วางแผนจดั สรรด้านการเงินในบ้านผ่านการจัดทาบัญชีรายรับรายจ่าย การจัดสรร
รายได้สาหรับเป็นรายจ่าย 70% ออมเงิน 30%
(2) สร้างความร้คู วามเข้าใจกบั พ่อแม่ในการเป็ นตัวอย่างท่ดี ีในการ
ออมเงนิ และถา่ ยทอดให้ลูกมกี ารออม
(3) สถาบันทางการเงิน หรือธนาคารภาครัฐ เพ่ิมผลตอบแทนท่ี
เพ่ิมข้ึนให้กบั การออมของครอบครัวท่ีฝากพร้อมกนั 3 คนข้ึนไปต่อครัวเรือน หรือมีรางวัลพิเศษให้กบั
ครอบครัวท่รี วมตวั กนั ออม เช่น รางวลั แพค็ เกจท่องเท่ยี ว
3) มาตรการส่งเสริมวินยั การออมในระดบั บุคคลควบคู่กบั การสรา้ ง
รายได้
แนวทาง
(1) ส่งเสริมการออมในรูปแบบเงินสด ฝากธนาคาร การลงทุน
เช่น การซ้ือหุ้น การซ้ืออสังหาริมทรัพย์ การทาประกันชีวิต การเป็นสมาชิกในองค์กร กองทุน และ
ชมรมต่าง ๆ
(2) สถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอน หรือกิจกรรม หรือ
หลักสตู รสง่ เสริมการเพ่ิมรายได้ให้แกเ่ ดก็ และเยาวชน
(3) สง่ เสริมให้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนสนับสนุนความรู้
ด้านการประกอบอาชพี หลัก และอาชพี เสริมแกป่ ระชาชนทุกกลุ่มวยั
(4) ส่งเสริมการจัดต้ังกลุ่มอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับ
กลุ่มอาชพี ท่มี ีในชุมชน
(5) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินสนับสนุน
ด้านการเงิน และการออมในรูปแบบกลุ่มอาชีพ และสนบั สนุนเงินก้ดู อกเบ้ียต่าสาหรับการประกอบอาชีพ
ทุกอาชพี รวมท้งั การสร้างรปู แบบ หรือเมนูการออมท่เี หมาะสมตามความต้องการ
4) มาตรการสง่ เสริมความตระหนกั ในการออมเพอื่ การพึง่ ตนเอง
แนวทาง
(1) สถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอน หรือกิจกรรม หรือ
หลักสตู รการจัดทาบญั ชีครัวเรือนให้แก่เดก็ และเยาวชน
(2) สถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอน หรือกิจกรรม หรือ
หลักสตู รส่งเสริมการสร้างวนิ ยั ในการใช้จ่าย
(3) กระต้นุ ให้สถาบันการศึกษา มรี ะบบการส่งเสริมการออมให้กบั
เดก็ และเยาวชน เช่น การจดั ทาธนาคารโรงเรียนพร้อมกบั ธนาคารออมสนิ พัฒนาระบบสหกรณ์โรงเรียน
148กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
ให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน เพื่อให้เดก็ ฝึ กการบริหารจัดการ หรือซ้ือของในราคาถูก มีเงินปันผลทุกปี
ถ้าทาให้เดก็ มรี ายได้เพ่ิมข้นึ
(4) สถาบนั ทางการเงิน สร้างแรงจูงใจในผลตอบแทนในการออม
ของเดก็ และเยาวชนเป็นกรณีพิเศษ เช่น เพ่ิมดอกเบ้ียเงินฝากประจาของกลุ่มเดก็ และเยาวชนให้เพ่ิมข้ึน
10% ของกลุ่มบุคคลทว่ั ไป
(5) การส่งเสริมให้เกดิ การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคประชาชน
ภาครัฐ ภาคเอกชนให้เกดิ ข้อตกลงร่วมกนั ในการออมอย่างเป็นรูปธรรม
บทที่ 8
สรุป และขอ้ เสนอแนะ
การจัดทากลยุทธ์ส่งเสริ มการออมให้ แก่วัยผ้ ูใหญ่ เพื่ อเตรี ยมการเข้ าสู่วัยผ้ ูสูงอายุคร้ังน้ ี
มวี ัตถุประสงค์เพ่ือศกึ ษาสถานการณก์ ารออมและลักษณะการออมของวัยผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ศึกษาทศั นคติ
และความต้องการการสนับสนุนด้านการออมของวัยผู้ใหญ่ และศึกษากลยุทธ์ในการส่งเสริมการออม
ให้แก่วัยผู้ใหญ่ การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเป็ น
แบบผสานวิธี (Mixed Methodology) ศึกษาโดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
Methodology) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการคัดเลือกพ้ืนท่ีในเขต
ความรับผดิ ชอบของสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-12 (สสว. 1-12) สานักงานส่งเสริม
และสนับสนุนวิชาการละ 3 ตาบล โดยพิจารณาจากสัดส่วนประชากรวัยผู้ใหญ่ต่อประชากรท้ังตาบล
สงู ท่สี ดุ 3 อนั ดับแรกในเขตพ้ืนท่คี วามรับผิดชอบ รวมเป็น 36 ตาบล โดยการวิจัยเชิงปริมาณ
ใช้วิธกี ารคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเป็นวัยผู้ใหญ่ตอนต้น หรือ
วัยฉกรรจ์ (Early Adulthood) อายุ 20–39 ปี และวยั ผ้ใู หญ่ตอนกลาง หรือวัยกลางคน (Middle
Adulthood) อายุ 40-59 ปี ในพ้ืนท่ี 36 ตาบล เป็นจานวน 4,284 คน ซ่ึงใช้แบบสอบถามเป็น
เคร่ืองมอื ในการจัดเกบ็ ข้อมลู สว่ นการวิจยั เชงิ คุณภาพ จัดเกบ็ ข้อมูลด้วยวิธีสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่าง
เป็ นผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการออมโดยให้ครอบคลุมท้ังวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและวัยผู้ใหญ่ตอนกลางในพ้ืนท่ี
ความรับผิดชอบของสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-12 จานวน 36 ตาบล เป็ นจานวน
510 คน ผลการศกึ ษาโดยสรุปมีดงั น้ี
8.1 สรุป
8.1.1 ขอ้ มูลเกีย่ วกบั ขอ้ มูลส่วนบุคคล
กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ จานวน 4,284 คน ร้อยละ 61.5 เป็นเพศหญิง
ร้อยละ 56.3 เป็นผ้สู มรสแล้ว ร้อยละ 52.1 อยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ร้อยละ 33.6 จบการศึกษา
ระดับจบปริญญาตรี ร้อยละ 19.7 ประกอบอาชีพรับราชการ
รายได้ และหน้สี นิ ของกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 35.5 มีรายได้ระหว่าง
100,001 – 200,000 บาทต่อปี และร้อยละ 68.5 มีหน้ีสนิ ประเภทของหน้ีสินน้ัน ร้อยละ 51.6
เป็นหน้สี นิ ประเภทหน้ีสินท่เี พ่ิมมูลค่า ส่วนแหล่งท่มี าของเงินกู้น้ัน ร้อยละ 51.6 เป็นการกู้ยืมเงินจาก
สถาบันการเงิน หรือกองทุนการเงิน โดยกลุ่มตัวอย่าง จานวน 438 คน ร้อยละ 37.7 ให้ข้อมูลว่า
ก้ยู ืมมาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร (ธกส.)
สถานการณ์การออม กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 88.6 มีการออม และ
ร้อยละ 11.4 ไม่มกี ารออม โดยวิธกี ารออม อาจทาได้หลายรูปแบบ ได้แก่ ร้อยละ 24.2 มีการออม
ด้วยวิธฝี ากธนาคาร ร้อยละ 20.8 เกบ็ เงินสด หรือหยอดกระปุก ร้อยละ 11.7 มีการออม
ด้วยการประกนั ชวี ติ แบบออมทรัพย์ นอกน้นั มีวธิ กี ารออมแตกต่างกนั ไป
150กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสูว่ ัยผ้สู ูงอายุ
การลงทุน และลักษณะการนาเงินรายได้ไปลงทุน ร้อยละ 68.5 ไม่มี
การลงทุน และร้อยละ 31.5 มีการลงทุนเพื่อเพ่ิมมูลค่าของเงินออมท่มี ีอยู่ โดยนาเงินรายได้ไปลงทุน
เพ่ือหาผลประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ ร้อยละ 51.1 ซ้ือ หรือผ่อนอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ท่ีดิน
บ้าน คอนโดมิเนยี ม ฯลฯ) ร้อยละ 24.5 ซ้อื ทองรปู พรรณ หรือทองคาแทง่ ร้อยละ 12.5 นาไปลงทุน
ในกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ (เช่น กองทุนตลาดเงิน RMF หรือ LTF ตราสารหน้ีภาครัฐ หรือ
เอกชน หุ้น ฯลฯ) นอกน้นั มกี ารลงทนุ ในรูปแตกต่างกนั ไป
การจดั สรรรายได้ท่สี ามารถออมได้ต่อเดือน ร้อยละ 33.7 จัดสรรเงินสาหรับ
การออมไม่เกนิ ร้อยละ 5.00 ของเงนิ รายได้ท่มี ีแต่ละเดือน โดยมคี ่าการจัดสรรเงินสาหรับการออมต่าสดุ
ร้อยละ 0.2 ค่าสงู สดุ ร้อยละ 100.00 และมีค่าเฉล่ียการจัดสรรเงินเพื่อการออมของเงินรายได้ท่ีมี
แต่ละเดือน ร้อยละ 13.51
พฤติกรรมการออมพบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 81.3 มีพฤติกรรม
ประหยัด ร้อยละ 78.1 มีการกาหนดสดั ส่วนรายได้กบั การออม ร้อยละ 70.0 มีการต้ังเป้ าหมาย
จานวนท่จี ะเกบ็ ออม และร้อยละ 55.0 การนาเงินฝากเข้าบญั ชธี นาคาร หรือกองทนุ
8.1.2 ขอ้ มูลเกีย่ วกบั ความรู้ ทศั นคติ และลกั ษณะการออมของกล่มุ ตวั อย่าง
การประเมินระดับความรู้เก่ียวกับการออม เมื่อนาค่าคะแนนความรู้เก่ียวกับ
การออมมาจัดอันดับเป็น 3 อนั ดับ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 65.3
มีความรู้ระดับมาก ร้อยละ 34.4 มีความรู้ระดับปานกลาง และร้อยละ 0.3 มีความรู้ระดับน้อย
โดยมีค่าคะแนนความรู้เก่ยี วกบั การออมต่าสดุ คอื จานวน 6 ข้อ คะแนนสงู สดุ จานวน 27 ข้อ และ
มีค่าเฉล่ียคะแนนความรู้เก่ยี วกบั การออม จานวน 20 ข้อ
ทศั นคติต่อการออม ศึกษาทัศนคติเรื่องประโยชน์ของการออมต่อบุคคล
ประโยชน์ต่อประเทศชาติ และทัศนคติต่อการออมอื่น ๆ ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมทัศนคติต่อ
การออม กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่มีความคิดเหน็ ต่อประโยชน์ต่อบุคคล มีค่าเฉล่ียรวมเท่ากบั 4.04
ประโยชน์ต่อประเทศชาติมีค่าเฉล่ียรวมเท่ากับ 3.85 และทัศนคติต่อการออมอ่นื ๆ มีค่าเฉล่ียรวม
เทา่ กบั 3.86 แสดงว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาพรวมทศั นคติต่อการออมระดบั สงู
8.1.3 ขอ้ มูลเกีย่ วกบั ปัจจัยดา้ นจิตวิทยา ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสงั คม
ของกลุ่มตวั อย่าง
ปัจจัยด้านจิตวิทยา เม่ือพิจารณาภาพรวมของปัจจัยด้านจิตวิทยาพบว่า
กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 68.2 มีความม่ันใจในการทากิจกรรมการออม โดยร้อยละ 68.7
มีการรับร้คู วามสามารถแห่งตนสงู กว่า ร้อยละ 67.7 ความพึงพอใจต่อการออมเลก็ น้อย
ปัจจยั ทางเศรษฐกิจพบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่มีรายได้ต่อปี ร้อยละ 35.5
มีรายได้ระหว่าง 100,001–200,000 บาทต่อปี นอกน้ันมีรายได้ต่อปี แตกต่างกันไป ท้ังน้ีพบว่า
มกี ลุ่มตวั อย่างวัยผ้ใู หญ่ ร้อยละ 3.8 ท่รี ะบุว่าตนเองไม่มีรายได้ และเม่ือสอบถามถึงความพอเพียงของ
รายได้ในปัจจุบัน ระบุว่า ร้อยละ 52.1 มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย โดยร้อยละ 66.0 ผู้ท่ตี ้องดูแล
และรับผดิ ชอบค่าใช้จ่าย (ผ้พู ่ึงพิง) และสว่ นใหญู่ดูแล จานวน 2 คน ร้อยละ 39.9
151 กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
ปัจจัยทางสงั คมพบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 62.6 มีการรับข้อมูล
ข่าวสารเก่ยี วกบั การออม โดยสื่อ หรือแหล่งข้อมูลได้รับท่ไี ด้รับสูงสดุ ร้อยละ 70.3 คือ แหล่งข้อมูล
จากหน่วยงาน ส่วนการถ่ายทอดทางสงั คมพบว่า ร้อยละ 84.2 เคยเหน็ หรือได้ทา หรือได้รับทราบ
เก่ยี วกบั วธิ กี ารออมจากพ่อแม่ ญาติพ่ีน้อง ภาพรวมปัจจยั ทางสงั คมพบว่า ตัวช้วี ดั ท้งั 2 ตัว สะท้อนภาพ
การได้รับการถ่ายทอดไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ร้อยละ 66.1 การถ่ายทอดทางสังคม และ
ร้อยละ 62.6 การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
8.1.4 การทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรตน้ กบั พฤติกรรมการออม
การทดสอบความสมั พันธร์ ะหว่างข้อมลู สว่ นบคุ คลกบั การออมพบว่า เพศ และ
อายุกบั การออม ไม่มีความสมั พันธอ์ ย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ สถานภาพสมรส และผู้ท่ตี ้องดูแลและ
รับผิดชอบค่าใช้จ่ายกับการออม มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 ส่วน
ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อปี ความพอเพียงของรายได้ต่อรายจ่าย หน้ีสนิ จานวนบุคคลท่ี
ต้องดแู ลและรับผดิ ชอบค่าใช้จ่าย มีความสมั พันธอ์ ย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.001
การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้ นกับพฤติกรรมการออม
ผลการศึกษามีดงั น้ี
1) ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับการออมพบว่า เพศไม่มี
ความสมั พันธอ์ ย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิ สว่ นอายุ และสถานภาพสมรสมคี วามสมั พันธอ์ ย่างมนี ยั สาคญั ทาง
สถติ ทิ ่รี ะดบั 0.05 ระดบั การศึกษา และอาชีพมีความสมั พันธอ์ ย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.001
2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านจิตวิทยากับพฤติกรรมการออมพบว่า
ตัวแปรการรับรู้ความสามารถของตน ตัวแปรความพึงพอใจต่อผลของการออม มีความสมั พันธอ์ ย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.001 และภาพรวมความสมั พันธ์ระหว่างตัวแปรปัจจัยด้านจิตวิทยามี
ความสมั พันธอ์ ย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.001
3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางสังคมกับพฤติกรรมการออมพบว่า
ตัวแปรการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการออม ตัวแปรการถ่ายทอดทางสังคม มีความสัมพันธ์อย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ 0.001 และภาพรวมความสัมพันธร์ ะหว่างปัจจัยทางสังคมมีความสมั พันธ์
อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.001
4) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจกับพฤติกรรมการออมพบว่า
รายได้ต่อปี ความพอเพียงของรายได้ และจานวนผ้พู ่ึงพิงมคี วามสมั พันธอ์ ย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ
0.001
5) ความสมั พันธร์ ะหว่างความรู้เก่ียวกบั การออมกบั พฤติกรรมการออมพบว่า
ตวั แปรความรู้เก่ยี วกบั การออมมีความสมั พันธอ์ ย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.001
6) ความสมั พันธร์ ะหว่างทศั นคตเิ ก่ยี วกบั การออมกบั พฤตกิ รรมการออมพบว่า
ตัวแปรทศั นคติเก่ยี วกับประโยชน์การออมต่อบุคคล มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
0.01 สว่ นทศั นคติเก่ยี วกบั ประโยชน์การออมต่อประเทศชาติ ทศั นคติเก่ยี วกับประโยชน์การออมด้านอนื่ ๆ
พบว่า มีความสัมพันธอ์ ย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.001 และภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่าง
ภาพรวมทศั นคติต่อการออม มีความสมั พันธอ์ ย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.001
152กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู ูงอายุ
การวิเคราะหป์ ัจจัยทมี่ ีผลต่อการออม
การศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างปัจจัยท่ีมีผลต่อการออม ผลการศึกษาพบว่า
ไม่มีตัวแปรอสิ ระปัจจัยคู่ใดท่ีมีความสมั พันธ์กันสูง (เท่ากบั หรือมากกว่า 0.75) สามารถใช้เทคนิค
การวิเคราะหถ์ ดถอยพหุ
ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม
ความรู้เก่ียวกับการออม และทศั นคติเก่ียวกับการออมท่ีมีผลต่อการออม โดยใช้ Stepwise Multiple
Regression ปรากฏว่า ตัวแปรอิสระท้งั หมด ได้แก่ 1. ความรู้เก่ียวกับการออม 2. ทัศนคติเก่ยี วกับ
การออม 3. ปัจจัยด้านจิตวิทยา 4. ปัจจัยทางเศรษฐกจิ (ประกอบด้วย 4.1 รายได้ 4.2 ผู้ท่ตี ้อง
ดูแล และรับผดิ ชอบค่าใช้จ่าย) และ 5. ปัจจัยทางสังคม สามารถอธบิ ายการผนั แปรของตัวแปรตาม
(การออม) ร่วมกันได้ถงึ ร้อยละ 51.96 ซ่ึงท้ังหมดมีผลต่อตัวแปรตามอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ
(Sig.= < .001) โดยท่ีตัวแปรทุกด้านมีผลในเชิงบวกต่อการออม ซ่ึงปัจจัยด้านจิตวิทยาอธิบายตัวแปร
การออมได้มากท่สี ดุ ร้อยละ 48.57 รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยทางสงั คมสามารถอธิบายตัวแปรการออม
ร่วมกันได้เพ่ิมข้ึนอีกร้อยละ 1.95 ปัจจัยทางเศรษฐกิจ (รายได้ และผู้ท่ีต้องดูแลและรับผิดชอบ
ค่าใช้จ่าย อธิบายตัวแปรการออมร่วมกันได้อกี ร้อยละ 0.51 และร้อยละ 0.33 ตามลาดับ)
นอกจากน้ี มีปัจจัยความรู้เก่ียวกับการออม และทศั นคติเก่ียวกบั การออม อธิบายตัวแปรการออม
ร่วมกนั ได้อีกร้อยละ 0.19 และร้อยละ 0.10 ตามลาดบั
8.1.5 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมใหแ้ ก่วยั ผใู้ หญเ่ พอื่ เตรียมการเขา้ สูว่ ยั ผสู้ ูงอายุ
ตอนที่ 1 ความตอ้ งการสนบั สนุนดา้ นการออม
กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่มีความต้องการสนับสนุนด้านการออมในประเดน็ ต่าง ๆ
ดังน้ี
1) ความต้องการสนับสนุนด้านการออมจากภาครัฐ ได้แก่ ต้องการให้ภาครัฐ
มีการสง่ เสริมความรู้เก่ยี วกบั การออมให้มากข้ึน ต้องการให้มีศูนย์การเรียนรู้ด้านการออมให้ท่วั ถึงท้งั ใน
ระดับชุมชน ต้องการให้กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์จัดกจิ กรรมเก่ียวกบั การออม
ในศูนย์การเรียนรู้ ต้องการให้รัฐแนะนาเร่ืองเทคนิคการลงทุนไม่น้อยกว่า 3 วัน และต้องการให้รัฐ
จดั อบรมให้ความรู้เรื่องการออมไม่น้อยกว่า 3 วนั โดยคนสามารถเข้าร่วมได้ตลอดการอบรม
2) ความต้องการสนับสนุนด้านการออมจากสถาบันการเงิน ได้แก่ ต้องการ
ให้สถาบันการเงินเพ่ิมดอกเบ้ียเงินฝากระยะยาวเพื่อกระตุ้นการออม และต้องการให้สถาบันการเงินมี
การให้ความร้เู รื่องการลงทุนท่ถี ูกต้องเหมาะสมแก่ประชาชน
3) ความต้องการสนับสนุนด้านการออมจากภาครัฐ และภาคเอกชน ได้แก่
ต้องการให้ภาครัฐ และภาคเอกชนมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การออมผ่านช่องทางแผ่นพับ และ
วารสารวิทยุ โทรทศั น์ และสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ และต้องการให้ภาคเอกชนมีแนะนาเทคนิค
การลงทนุ ผ่านช่องทางต่าง ๆ
4) ความต้องการสนับสนุนด้านการออมจากสถาบันการศึกษา ได้แก่
ต้องการให้สถาบันการศกึ ษามีการเพ่ิมเน้ือหาการเรียนการสอน หรือกจิ กรรมการออมให้กบั เดก็ นักเรียน
นักศกึ ษา
153 กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู ูงอายุ
ตอนที่ 2 แนวทางส่งเสริมการออม
กลุ่มตวั อย่างวยั ผู้ใหญ่ให้ข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริมการออมในประเดน็ ต่าง ๆ
ดังน้ี
1) การให้ความรู้เก่ียวกับการออมระดับชุมชน ได้แก่ สถาบันการศึกษา
ควรปูพ้ืนฐาน และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องวินัยการออม รัฐควรจดั หน่วยเคลื่อนท่ีในการออม หรือ
เป็นท่ปี รึกษาทางการเงนิ และการออมในชุมชน ภาครัฐควรมีการส่งเสริมการจัดมหกรรมการออม หรือ
ตลาดนัดการออมเพ่ือเสริมสร้างวัฒนธรรมการออม และสนับสนุนแหล่งเรียนรู้มีศูนย์การเรียนรู้เร่ือง
การออมภายในชุมชน
2) การเพ่ิมผลประโยชน์และสร้างแรงจูงใจในการออม ได้แก่ เพ่ิม
ผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนในการออมมากกว่าท่ีมีอยู่ในปัจจุบัน เช่น เพ่ิมอัตราดอกเบ้ียเงินฝาก
สวัสดิการเพื่อเป็ นแรงจูงใจในการออม รัฐควรให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพ่ิมข้ึน เช่น งดเว้นภาษี
ดอกเบ้ียเงินฝาก หรือลดหย่อนภาษี หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพ่ิมข้ึนเพ่ือกระตุ้นการออม และ
สร้างแรงจูงใจในการออม เช่น เพ่ิมสวสั ดกิ ารในการออม และผลประโยชนท์ ่ไี ด้รับ
3) การกาหนดนโยบายให้มีการออมภาคบงั คับ ได้แก่ มแี นวทางกาหนดให้มี
การออมภาคบงั คับสาหรับประชาชน การสง่ เสริมการออมภาคบังคบั อย่างจริงจงั และช้แี จงผลประโยชน์ท่ี
จะได้รับ และรัฐออกกฎหมายบงั คับให้ประชาชนมกี ารออมโดยคดิ อตั ราตามรายได้แต่ละระดับ
4) สร้างความเช่ือม่ันในสถาบันการเงิน ได้แก่ รัฐควรเพ่ิมแนวทางควบคุม
การดาเนินงานของกลุ่มสหกรณ์การออม กองทุนในชุมชนต้องทาให้ประชาชนม่ันใจว่าเงินออมจะได้รับ
การคุ้มครองให้ภาครัฐควบคุมดูแลกองทุนและกลุ่มออมทรัพย์ให้มีความม่ันคง หรือคุ้มครองวงเงิน
การออมให้ม่นั คงปลอดภยั ป้ องกนั การคดโกง และมีหลักประกนั
5) ปลูกฝงั วินัยการออมเด็ก หรือเยาวชน ได้แก่ ภาครัฐ และภาคชุมชน
ควรมีการสร้างบุคคลต้นแบบ หรือพ้ืนท่ีต้นแบบในการออมเพิ่มข้ึน ปลูกฝงั วินัยการออม หรือนิสัย
การออมต้ังแต่เดก็ หรือเยาวชน ควรอบรมให้กับผู้ท่มี ีอายุน้อยในการออมต้ังแต่วัยเยาว์เพ่ือท่ีจะได้เป็ น
นิสัยในการออม และให้เพ่ิมเน้ือหาเก่ียวกับการออมให้กับนักเรียนนักศึกษาเพื่อเป็ นพ้ืนฐานความรู้
ในการออม หรือควรให้สถาบันการศึกษาเข้าร่วมด้วย
6) นโยบายส่งเสริมการออม ได้แก่ การส่งเสริมการออมให้แก่วัยผู้ใหญ่เพื่อ
เตรียมพร้อมเข้าส่วู ยั ผ้สู งู อายุ และภาครัฐควรมีการสง่ เสริมความสาคัญของการออมให้มากกว่าน้ี กระตุ้น
ให้ทกุ ฝ่าย ทกุ ระดบั เหน็ ความสาคญั ของการออม
7) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ได้แก่ ให้ทาโฆษณา หรือจูงใจ หรือ
ประชาสัมพันธ์อย่างท่ัวถึง จัดทาเอกสาร และสื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูล หรือเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
เก่ยี วกบั การออมให้มากข้นึ และทว่ั ถงึ และแจกกระปกุ ออมสนิ ให้ทกุ ครัวเรือน
8) เพ่ิมช่องทางการออม หรือมีช่องทางการออม หรืออานวยความสะดวก
ในการออมมากข้ึนเพื่อเข้าถึงแหล่งการออมได้ง่าย และสะดวก ได้แก่ ควรจัดต้ังกองทุนระดับหมู่บ้าน
ตาบลสาหรับการออม หรือแบ่งกลุ่มการออมให้ชัดเจน มธี นาคารเคลื่อนท่สี ่งเสริมการออมของประชาชน
ในชุมชน หรือให้สะดวก และรักการออมมากข้นึ การออมทรัพย์ต้องมีสถาบันการเงินในหมู่บ้านเพ่ิมข้ึน
154กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู ูงอายุ
มตี ู้ฝากในชุมชนมาก ๆ ให้มีการรับฝากเงินออมในสถานศึกษา หรือมหาวิทยาลัย และให้มีตลาดนัด
การออม หรือมสี มาคมของคนรักการออม
9) แนวทางส่งเสริมการออมอื่น ๆ ได้แก่ ข้ึนเงินเดือน หรือเพ่ิมรายได้
ให้ประชาชนเพ่ือจะได้มีเงินเหลือไว้ออม ส่งเสริมอาชีพ หรือการมีงานทาเพื่อสนับสนุนการออม
ประหยัด รู้จกั ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช้จ่ายในส่งิ ไม่จาเป็น ไม่เล่นการพนัน ลดค่าครองชีพให้แก่
ประชาชน สนับสนุนทาบัญชีครัวเรือนเพ่ือให้รู้ถึงรายรับรายจ่าย และจัดสรรให้เหลือเป็นเงินออม และ
ให้เพ่ิมราคาผลผลิตทางการเกษตรเพื่อจะได้มีรายได้ และมกี ารออมเพ่ิมข้นึ
8.1.6 กลยทุ ธส์ ่งเสริมการออมใหแ้ ก่วยั ผใู้ หญ่
ผลจากการสนทนากลุ่มกบั ตัวอย่างในการศกึ ษาวัยผ้ใู หญ่ ได้มีการให้ข้อคิดเหน็
หรือข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริมการออม ซ่งึ คณะผ้วู จิ ยั ได้นาไปวเิ คราะห์ และสงั เคราะห์ได้ผลการศึกษา
เชิงกลยุทธเ์ พื่อให้บรรลุเป้ าประสงค์ ดงั น้ี
กลยุทธท์ ่ี 1 กลยุทธก์ ารส่งเสริมการเพ่ิมรายได้และลดรายจ่าย
1) มาตรการสง่ เสริมการเพ่ิมรายได้
2) มาตรการการสง่ เสริมการลดรายจ่ายเพ่ือเพ่ิมรายได้
กลยุทธท์ ่ี 2 กลยุทธก์ ารสง่ เสริมความรู้สกู่ ารออม
1) มาตรการสง่ เสริมความร้ดู ้านการออมในระดับชุมชน
2) มาตรการส่งเสริมความร้เู ก่ยี วกบั การออมในสถาบนั
กลยุทธท์ ่ี 3 กลยุทธก์ ารสร้างความตระหนักในการออม
1) มาตรการส่งเสริมความตระหนักในการออมเพื่อประโยชน์
ระยะยาว
2) มาตรการส่งเสริมครอบครัวให้เป็ นกลไกหลักในการสร้าง
นิสยั การออม
3) มาตรการสง่ เสริมวินัยการออมในระดับบุคคลควบคู่กับการ
สร้างรายได้
4) มาตรการส่งเสริมความตระหนักในการออมเพื่อการ
พ่ึงตนเอง
8.2 ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
1. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ควรมีแนวทางการส่งเสริมการออม
ในระดบั ชุมชนโดยใช้กองทุนสวสั ดกิ ารชุมชนเป็นรูปแบบการออมเบ้ืองต้นให้แก่ชุมชน และมีการกาหนด
เงินออมข้ันต่าต่อเดือน เพ่ือเสริมสร้างความสามารถในการออมให้แก่ประชาชน และเป็ นแรงจูงใจ
ในการออมแบบประจา
2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ควรกาหนดนโยบายในการขับเคลื่อนให้
กองทุนสวัสดิการชุมชนมีการให้ผลตอบแทนแก่สมาชิกเป็ นบานาญรายเดือนเพ่ิมเติม นอกเหนือจาก
สวัสดกิ ารเกดิ แก่ เจบ็ ตาย
155 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าส่วู ัยผ้สู งู อายุ
3. กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย์ควรขบั เคลื่อนให้กองทุนผ้สู งู อายุ กองทุน
ผ้พู ิการ และกองทุนเดก็ และเยาวชนมีการส่งเสริมการประกอบอาชีพท่ีเป็ นท่ตี ้องการของตลาด โดยเร่ิม
ต้งั แต่การวเิ คราะหต์ ลาด การจัดหาวัตถุดิบ การคานวณต้นทุนการผลิตและการจัดหาช่องทางการตลาด
เพ่ือเป็นการเพ่ิมรายได้ให้แกป่ ระชาชน ซ่งึ นอกเหนอื จากการให้การก้ยู ืมเงนิ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏบิ ตั ิ
1. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ควรส่งเสริมให้ศูนย์พัฒนาครอบครัว
ศูนย์พั ฒนา คุณภาพชีวิตและ ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุมีการให้ ความร้ ูในการประกอบอาชีพเสริ มให้ แก่
ประชาชนทกุ ช่วงวยั รวมท้งั การให้ความร้เู ก่ยี วกบั การออม การสร้างวนิ ัยการออมให้แก่ประชาชนในพ้ืนท่ี
2. หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาชนควรรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้
ประชาชนตระหนกั และเหน็ ความสาคัญของการออม
3. หน่วยงานภาครัฐควรสร้ างความตระหนักให้แก่ประชาชนได้ เล็งเห็นความสาคัญของ
กองทุนการออมแห่งชาติ
4. หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาชนควรส่งเสริมให้ประชาชน
ทุกช่วงวยั ใช้จ่ายอย่างสมเหตสุ มผลโดยการนาหลักเศรษฐกจิ พอเพียงมาปรับใช้ในชวี ิตประจาวนั
5. หน่วยงานท่ีเก่ียวข้ องควรดาเนินการส่งเสริมอาชีพหลักและอาชีพเสริมแก่ประชาชน
ทุกกลุ่มเป้ าหมายอย่างจริงจงั รวมท้งั การส่งเสริมด้านการตลาดท้งั ภายในและต่างประเทศ
ข้อเสนอแนะในการศกึ ษาวิจยั คร้ังต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจยั “กลยุทธส์ ง่ เสริมการทางานให้แก่วัยผู้ใหญ่และวัยสงู อายุไทย” เพ่ือเป็น
การส่งเสริมให้แก่วยั ผ้ใู หญ่ และผู้ท่เี กษยี ณอายุการทางานได้มีรายได้เพ่ิมข้ึนจากรายได้หลัก และมีรายได้
ในการเล้ียงดูตนเอง เป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ผ้สู งู อายุ
2. ควรมีการศึกษาวิจัย “การเสริมสร้างวินัยการออม” โดยเป็ นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อเป็ น
การค้นหารูปแบบการเสริมสร้างวนิ ัยการออมท่เี หมาะสมสาหรับวยั ผ้ใู หญ่
บรรณานุกรม
หนังสอื ท่วั ไป
คณะกรรมการผู้สงู อายุแห่งชาติ. (2553). แผนผู้สงู อายุแห่งชาติ ฉบับท่ี 2 (พ.ศ. 2545-2564)
ฉบับปรับปรุง คร้ังท่ี 1 พ.ศ. 2552. พิมพ์คร้ังท่ี 1. กรุงเทพ : โรงพิมพ์เทพเพญ็ วานิสย์.
ฉวีวรรณ สัตยธรรม. (2541). การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต. นนทบุรี : โครงการสวัสดิการ
สถาบนั พระบรมราชชนก.
ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต. (2541). จิตวิทยาพัฒนาการสาหรับพยาบาล. พิมพ์คร้ังท่ี 6. สงขลา :
ชานเมอื งการพิมพ์.
บุญคง หันจางสิทธ์ิ. (2544). เศรษฐศาสตร์มหภาค. กรุงเทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2554. (2556). พิมพ์คร้ังท่ี 2.
กรุงเทพฯ :ราชบัณฑติ ยสถาน.
รัชนีกร วงศจ์ นั ทร์. (2553). การบริหารการเงินส่วนบคุ คล. กรงุ เทพฯ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
รัตนา สายคณิต. (2521). มหเศรษฐศาสตร์เบ้ืองต้น. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ .
ศรีเรือน แก้วกังวาน. (2538). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย. พิมพ์คร้ังท่ี 6. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร. (2558). พัฒนาการวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ. พิมพ์คร้ังท่ี 1. นนทบุรี :
สานักพิมพ์มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2556). รายงานประจาปี สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย
พ.ศ. 2555. นนทบุรี : เอสเอส พลัส มีเดยี .
มลู นธิ สิ ถาบันวจิ ัยและพัฒนาผ้สู งู อายุไทย. (2558). สถานการณ์ผู้สงู อายุไทย พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ :
อมรินทร์พร้ินต้งิ แอนด์พับลิซซ่งิ .
สชุ า จนั ทนเ์ อม. (2536). จติ วทิ ยาพัฒนาการ. พิมพ์คร้ังท่ี 3. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
สรุ พงษ์ โสธนะเสถยี ร. (2533). การสอ่ื สารกบั สงั คม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
อรวรรณ ปิ ลันธน์โอวาท. (2542). การส่ือสารเพื่อการโน้มน้าวใจ. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
อรวรรณ ปิ ลันธน์โอวาท. (2549). การส่ือสารเพ่ือโน้ มน้ าวใจ. คร้ังท่ี 4. กรุงเทพฯ :
สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
อนุช อาภาภิรม. (2545). การสอื่ สารความพยายามแสวงหาส่ือเพ่ือสาธารณะในโลกยุคไร้พรมแดน.
กรุงเทพฯ: มูลนิธศิ นู ย์สอ่ื เพ่ือการพัฒนา.
157 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู ูงอายุ
วิทยานพิ นธ์ และรายงานการวิจัย
งามตา วนินทานนท.์ (2536). ลักษณะทางพุทธศาสนาและพฤติกรรมศาสตร์ของบิดามารดาท่ีเก่ยี วข้อง
กบั การอบรมเล้ียงบุตร. รายงานการวจิ ยั ฉบับท่ี 50. กรงุ เทพฯ : สถาบนั วจิ ยั พฤตกิ รรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
จันทร์เพ็ญ บุญฉา. (2552). การจัดการการเงินส่วนบุคคล : กรณีศึกษาเฉพาะกลุ่มวัยทางาน
ในเขตกรงุ เทพมหานคร. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บัณฑติ ย์.
จิณห์นิภา แสมขาว, กานดา ศิริพานิช และอภัย ศรัณย์ธรรมกุล. (2551). การจัดระบบการออม
เพื่อสวัสดิการการชราภาพให้แก่แรงงานนอกระบบโดยใช้กลไกชุมชน. สานักงานเศรษฐกิจ
การคลัง.
ชาญวิทย์ ชัยกันย์. (2546). ความสัมพันธร์ ะหว่างการเปิ ดรับข่าวสารกบั ความรู้ ทัศนคติ และ
พฤติกรรมเก่ยี วกบั ศาลปกครองของผู้ฟ้ องคดีในศาลปกครองกลาง. วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาสอ่ื สารมวลชน, คณะวารสารสตร์และสอ่ื สารมวลชน, มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
ชารวี บุตรบารุง. (2555). รายได้และรูปแบบการออมเพื่อการเตรียมพร้อมส่วู ัยสูงอายุของประชาชน
อายุระหว่าง 30-40 ปี ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร. รายงานวิจัย. ได้รับทุนสนับสนุนจาก
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสนุ นั ทา.
ณรงค์ สมพงษ์. (2543). สอื่ สารมวลชนเพ่ืองานส่งเสริม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ดวงกนก พงศ์เรขนานนท์. (2556). พฤติกรรมการออมของนักศึกษาคณ ะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. รายงานวิจัยอิสระ (แบบฝึกหัดการวิจัยปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน)
ภาคการศกึ ษาท่ี 2 ปี 2556 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.
ดาราวรรณ ศรีสกุ ใส. (2542). การเปิ ดรับข่าวสารการประชาสัมพันธ์โครงการรถไฟฟ้ าบีทเี อสท่ีมีผล
ต่อความรู้ ทัศนคติ และการใช้รถไฟฟ้ าบีทีเอสของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร .
วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑติ , คณะนเิ ทศศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธันยชนก ปะวะละ (2551). การออมของครัวเรือนในภาคชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.
ปริญญาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร์ธรุ กจิ บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
นพแสน พรหมอนิ ทร์. (2554). พฤติกรรมการออมและปัจจัยท่มี ีอิทธิพลต่อการออมเพ่ือการดารงชีพ
ยามชราภาพของหัวหน้าครัวเรือนเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา. วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาเศรษฐศาสตร์เกษตร, สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร,
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
นันทกา นันทวิสัย. (2552). การศึกษาเปรียบเทียบภาวการณ์ออมของครัวเรือนในภาคเกษตรและ
นอกภาคเกษตร. หลักสตู รปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การจัดการ.
มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ประทีป จินง่ี. (2539). ผลของการเตือนตนเองต่อการรับรู้ความสามารถของตนท่ีส่งผลต่อการเพ่ิม
ประสิทธิภาพ การทางานต ามท่ีได้ รั บมอ บหมายของ นักศึกษาระดั บประกาศนีย บัตรวิชาชีพ .
รายงานการวิจัย ฉบบั ท่ี 61. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจยั พฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
158กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู งู อายุ
ปิ ยดา สมบัติวฒั นา. (2550). ปัจจยั ทางจิตสงั คมท่เี ก่ยี วข้องกบั พฤติกรรมการออมของนิสิตปริญญาตรี
โครงการบริหารธุรกิจภาคสมทบ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ดุษฎีนิพนธ์ปริญญา
วิทยาศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาการวิจยั พฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ปิ ยดา สมบัติวัฒนา และชวัลลักษณ์ คุณาธิกรกิจ. (2556). ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กบั การวางแผน
การเงินเพื่อวัยเกษียณ กรณีศึกษาคนไทยวัยทางานท่พี ักอาศัยในเขตเมือง. ได้รับเงินสนับสนุน
การวิจยั จากเงินรายได้คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ปี งบประมาณ 2556.
พรทพิ ย์ บุญนิพัทธ์. (2539). พฤติกรรมการเปิ ดรับสื่อ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการไปใช้
สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันท่ี 17 พ.ย. 2539 ของนักศึกษามหาวิทยาลัย
รามคาแหง. วทิ ยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑติ , ภาควิชาการประชาสมั พันธ์, คณะนิเทศศาสตร์,
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พนู ทรัพย์ สทิ ธพิ รหม. (2539). การสอ่ื สารเพื่อการพัฒนาท้องถ่นิ . กรุงเทพฯ : คณะวิทยาการจัดการ
สถาบันราชภฏั พระนคร.
พูนศิริ วัจนะภมู ิ, สชุ าดา สถาวรวงศ์ และสภุ มาส องั ศุโชติ. (2552). การจัดการรายได้และรายจ่าย
ของครอบครัวข้าราชการครูในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง.
นนทบุรี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
มูลนธิ สิ ถาบันวจิ ยั เพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย. (2551). ปัจจยั ท่มี ีผลต่อการตัดสนิ ใจในการออมเพ่ือ
เกษียณอายุของผู้ท่กี าลังทางานภาครัฐและเอกชน. กรุงเทพฯ : รายงานการวิจยั .
มลู นธิ สิ ถาบนั วิจยั เพ่ือการพัฒนาแห่งประเทศไทย. (2551). ปัจจัยท่มี ผี ลต่อการตดั สนิ ใจในการออมของ
ผู้ท่กี าลังทางานในระดับจุลภาคด้วยข้อมูล Socio-Economic Survey (SES) ปี 2547. กรุงเทพฯ :
รายงานการวิจยั .
รุ่งนภา ศรีธัญญะโชติ. (2550). พฤติกรรมการออมเพื่อใช้จ่ายในอนาคตของประชาชน กรณีศึกษา
ผู้บริหารศูนย์การข่าวบริษัทไทยประกันชีวิตจากัด สาขาธนบุรี กรุงเทพมหานคร .
รัฐประศาสนศาตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารท่ัวไป, วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ,
มหาวิทยาลัยบรู พา.
วิรัติ ปานศิลา. (2542). การถ่ายทอดทางสงั คมในการทางาน จิตลักษณ์ และการรับรู้เก่ยี วกบั บทบาทท่ี
สมั พันธก์ บั พฤติกรรมการทางานของบุคลากรสาธารณสุขระดับตาบลในภาคเหนือของประเทศไทย.
ปริญญานิพนธ์ วท.ด. (การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
วพิ รรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. (2556). โครงการตดิ ตามและประเมินผลการดาเนินงานตามแผน
ผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับท่ี 2 (พ.ศ. 2545–2564) ระยะท่ี 2 (พ.ศ. 2550–2554).
พิมพ์คร้ังท่ี 1. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วิลาสลักษณ์ ชัววลั ลี. (2542). ผลของรางวลั ภายนอกและการรับรู้ความสามารถของตนท่ีมีต่อแรงจูงใจ
ภายในของนกั เรียน. กรงุ เทพฯ : สถาบนั วจิ ัยพฤตกิ รรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
159 กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าสูว่ ัยผ้สู งู อายุ
ศิริพร อัจฉริยโกศล. (2550). ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้ระบบเครือข่าย Outlook web
access เป็นเคร่ืองมอื สอื่ สารภายในองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการธนาคารกรุงเทพ จากดั
(มหาชน). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการจัดการส่ือสารภาครัฐและเอกชน,
คณะวารสารสตร์และสอ่ื สารมวลชน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สลิลทิพย์ เลิศพงศ์ภากรณ์. (2554). ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการปฏิบัติงานของพนักงาน
สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ในเร่ืองความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของส่ือสาธารณะ.
วิทยานิพนธ์ปริญญาวารสารศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารสื่อสารมวลชน,
คณะวารสารศาสตร์และสอื่ สารมวลชน มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
สิรินดา กล่ินจันทร์หอม. (2555). พฤติกรรมการออมเงินของนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. รายงานวิจัยอิสระ (แบบฝึ กหัดการวิจัยปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน)
ภาคการศกึ ษาท่ี 2 ปี 2555, คณะเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุภาพร คล้ายเกตุ. (2550). ปัจจัยท่กี าหนดการออมของครัวเรือนเกษตรในประเทศไทย. ปริญญา
เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาเศรษฐศาสตร์ธรุ กจิ , บัณฑติ วทิ ยาลัย, มหาวทิ ยาลัยหอการค้าไทย.
สวุ ไิ ล ศรีคคนานต์กุล. (2534). ปัจจัยท่ีมีผลต่อพฤติกรรมการออมของคนไทย. ภาคนิพนธ์ พบ.ม.
(พัฒนาการเศรษฐกจิ ). กรุงเทพฯ : คณะพัฒนาการเศรษฐกจิ สถาบนั บณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร์.
โสภณ โรจน์ธารงค์. (2528). พฤติกรรมการออมของครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ .
วทิ ยานพิ นธ์ ศศ.ม. กรงุ เทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
ศุภวรรณ มณีพันธว์ งศ์. (2552). ปัจจยั ท่มี ผี ลต่อการตัดสนิ ใจออมของพนักงานธนาคารในเขตเทศบาลเมือง
จงั หวัดสมุทรสงคราม. สารนพิ นธห์ ลักสตู รศลิ ปะศาสตร์มหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
วารสาร
ปิ ยรัตน์ กฤษณามระ, พัชราวลัย ชัยปาณี, เมธินี วณิกกุล และรัฐชัย ศีลาเจริญ. (2554).
“พฤติกรรมการออมและปัจจยั ทีม่ ีผลต่อรูปแบบการออมของผอู้ อมในเขตกรุงเทพมหานครและ
ปริมณฑล”. จุฬาลงกรณ์ธรุ กจิ ปริทศั น์. ปี ท่ี 33 ฉบบั ท่ี 129, ก.ค.-ก.ย. 54 หน้า 93-119
วิน พรหมแพทย์. (2558). 3 เสาหลัก “ระบบการออมเพื่อเกษียณ” ในประเทศไทย.
วารสารประกนั สงั คม ปี ท่ี 21 ฉบับท่ี 3 เดอื นเมษายน 2558.
วลิ าสลักษณ์ ชัววัลลี. (2543). “การรับร้คู วามสามารถของตน”. สารานุกรมศึกษาศาสตร์. เมษายน :
29–36.
วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล. (2557). “ปัจจัยในการทานายพฤติกรรมการออมของนักศึกษาใน
เขตกรุงเทพมหานคร”. สทุ ธปิ ริทศั น์ ปี ท่ี 28 ฉบบั ท่ี 85 มกราคม-มนี าคม 2557.
วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล. (2557). “ปัจจัยในการทานายพฤติกรรมการออมของนักศึกษาใน
เขตกรุงเทพมหานคร”. สุทธิปริทัศน์ ปี ท่ี 28 ฉบับท่ี 85 มกราคม-มีนาคม 2557
หน้า 303-315.
160กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
เอกสารประกอบการประชุม อบรม และสมั มนา
จาคินี เรืองธรรมศักด์ิ. (2551). “พฤติกรรมการบริโภคและการออมไวใ้ ชย้ ามฉุกเฉินของครวั เรือนไทย
ภายใตค้ วามไม่แน่นอนของรายได”้ . การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คร้ังท่ี 47 : สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกจิ .
หนงั สอื ภาษาองั กฤษ
Ajzen, I., & Fishbein, M. (1980). Understanding attitudes and predicting social behavior.
Englewood Cliffs, NJ : Prentice-Hall.
Bandura & Cervone. (1983). Self-Evaluation and Self-Efficacy Mechanism Governing the
Motivational Effects of Goal Systems.
Bandura, Albert. (1986). Social Foundations of Thought and Action. New York :
Cambridge University Press.
Bandura, Albert. (1999). Self-efficacy in Changing Societies. New York : Cambridge
University Press.
Bandura, Albert. (2000). Self-efficacy : The Exercise of Control. 4th ed. New York :
W.H. Freeman & Co.
Bandura. 1977a. Social Learning Theory.
Bandura. 1977b. Self-Efficacy, Toward a Unifying Theory of Behavioral Change.
Green, Francis. (1981). “The effect of occupational pension schemes on saving in the
United Kingdom : a test of the life cycle hypothesis.” The Economic Journal. 91 :
136-144.
Hollenbeck, John R. & Klein, Howard J. (1987). “Goal commitment and goal
settingprocess : problems, prospects and proposals for future research.” Journal of
Applied Psychology. 72 (2) : 212–220.
Janoff-Bulman, R. & Timko, C. (1987). “Coping with traumatic events : The role of
denial in light of people’s assumptive worlds”. In Coping with negative life events :
Clinical and social psychological perspectives. C. R. Snyder & C. E. Ford. pp.
135-159. New York : Plenum.
Kall. V.R. and C.J. Cavanaugh. (1996). Human Development. California : Brooks/Cole
Publishing Company.
Locke, Edwin A. & Latham, Gary P. (1990). A Theory of Goal Setting & Task
Performance. New Jersey : Prentice Hall.
NovaBizz. (2011). “การรับรู้ (Perception), การตัดสินใจ (Decision), ทศั นคติ (Attitude)”.
เข้าถงึ ได้จาก http://www.novabizz.com/NovaAce, 17 สงิ หาคม พ.ศ. 2556.
Papalia, D.E. & Olds, S.W. (1995) Human development. New York : McGraw-Hill.
161 กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู งู อายุ
Rha, Jong-Youn ; Montalto, Catherine P. & Hanna, Sherman D. (2006). The effect of
selfcontrol mechanisms on household saving behavior. Association for Financial
Counseling and Planning Education.
Robert J. Havighurst. (1948). Developmental tasks and education. New York : McKay.
Rogers, Everett M. (1983). Diffusion of innovations. New York : Free Press.
Schunk. 1981. Modeling and Attributional effects on Children’s Achievement : A Self-
Efficacy Analysis.
Shefrin, H. M. & Thaler, R. H. (1988). “The behavioral life-cycle hypothesis.” Economic
Inquiry. 26 : 609-643.
Starr, Martha A. (2007). “Saving, Spending, and Self-Control : Cognition versus
Consumer Culture.” Review of Radical Political Economics. 39 : 214-229.
Steel & Karren. 1987. A Meta-Analysis Study of the Effects of Goal Setting on Task
Performance. pp. 52-83)
เอกสารออนไลน์
ธานินทร์ อุดมศรี. (2554). ปัจจัยท่ีมีผลต่อการออมของครัวเรือนในตาบลหารแก้ว อาเภอหางดง
จังหวัดเชยี งใหม่. เข้าถงึ ได้จาก
http://library.cmu.ac.th/faculty/econ/Exer751409/2554/Exer2554_no104
บริษทั อนิ เตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จากดั . (2558). ส่งิ ท่คี ุณได้จากการออมเงนิ .
https://moneyhub.in.th/article/
บญุ รุ่ง จนั ทร์นาค. (2554). หน่วยท่ี 2 การวางแผนทางการเงินสว่ นบุคคล. เข้าถงึ ได้จาก
https://sites.google.com/site/boonrung02/home/kar-wangphaen-thangkar-ngein-swn-bukhkhl
วรเวศม์ สวุ รรณระดา และสมประวิณ มันประเสริฐ. (2552). “ปัจจัยกาหนดพฤติกรรมการออมของ
ผู้มีงานในประเทศไทย: การศึกษาจากข้อมูลการสารวจในระดับจุลภาค” เข้าถึงได้จาก
pioneer.netserv.chula.ac.th/~msompraw/Savings_NCE2009.pdf
วิภาวี เหมพร-วสิ าร และพุฒกิ ุล อคั รชลานนท.์ (2557). การสร้างความม่นั คงทางการเงนิ หลังเกษยี ณ
ให้คนไทย. เข้าถงึ ได้จาก
http://www.sec.or.th/TH/Documents/Information/ResearchesStudies/research_retirement.pdf
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้ บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย . เข้ าถึงได้ จาก
www.1213.or.th/th/moneymgt/save/Pages/save.aspx
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้ บริการทางกา รเงิน (ศคง .) ธนาคารแห่งประเทศไทย .เข้ าถึงได้ จา ก
www.1213.or.th/th/moneymgt/save/Pages/save.aspx
เศรษฐศาสตร์น่ารู้. (2546). เข้าถงึ ได้จาก www.เศรษฐศาสตร์น่ารู้ == 02_06_2546.html
สหกรณ์ออมทรัพย์ กระทรวงการคลัง. วธิ กี ารและทางเลือกของการออมทรัพย์. เข้าถงึ ได้จาก
http://mofcoop.mof.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=57:vivamus-
eleifend-enim-vitae&catid=35:popular
162กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าสูว่ ัยผ้สู งู อายุ
http://news.voicetv.co.th/thailand/45209.html
http://www.mfcwebactivity1.com/pegasus/mainmenu3.html
http://www.nesdb.go.th/Portals/0/eco_datas/account/ff/ff2008-2012/BOOKFF2555NEW.pdf
http://www.checkraka.com/knowledge/saving-2-68/1652453/
ภาคผนวก
164กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู งู อายุ
//
สสว./ตาบล/ลาดับ
แบบสอบถามวยั ผู้ใหญ่
โครงการวิจัยเร่ือง “กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผู้ใหญ่เพ่ือเตรียมการเข้าส่วู ัยสงู อายุ”
โดย
สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวชิ าการ 1 – 12
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์
คำช้ แี จง
แบบสอบถามฉบับน้ี จัดทาข้ึนเพื่อใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลตามโครงการวิจัยเรื่อง
“กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผู้ใหญ่เพ่ือเตรียมการเข้าส่วู ัยสูงอายุ ” ดาเนินการศึกษาโดย
สานักงานสง่ เสริมและสนับสนุนวิชาการ 1 – 12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เพื่อต้องการทราบถึงลักษณะการออม ทัศนคติต่อการออม ความต้องการและแนวทางสนับสนุน
การออมให้แก่วัยผู้ใหญ่ โดยการสอบถามผ้ใู หญ่ท่มี ีอายุต้งั แต่ 20 – 59 ปี
ท่านเป็ นบุคคลหน่ึง ท่ีคณะผู้วิจัยได้ทาการสุ่มตัวอย่างให้เป็ นตัวแทนของประชากรวัยผู้ใหญ่
ท้ังประเทศ คณะผ้วู ิจยั ใคร่ขอความร่วมมอื จากท่านในการตอบแบบสอบถามน้ี โดยจะเกบ็ ข้อมูลของท่านไว้
เป็นความลับ จะไม่มีการเปิ ดเผยข้อมูลรายละเอียดส่วนบุคคลแต่อย่างใดและนาไปวิเคราะห์ภาพรวม
เท่าน้นั
คณะผ้วู จิ ัยขอขอบคุณล่วงหน้าในความร่วมมือของทา่ นมา ณ โอกาสน้ี
สานกั งานส่งเสริมและสนบั สนุนวชิ าการ 1 – 12
165 กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าสูว่ ัยสงู อายุ
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลทวั่ ไป
โปรดทาเคร่ืองหมาย ลงในช่อง หน้าข้อความ หรือเขียนตอบตามความเป็นจริงเก่ยี วกบั ตวั ท่าน
1. ผ้ตู อบแบบสอบถามเป็นเพศ (1) ชาย (2) หญิง
2. ทา่ นอายุ ……………..….. ปี (อายุระหว่าง 20 – 59 ปี )
3. สถานภาพสมรสของทา่ น (2) สมรส
(1) โสด (4) หย่าร้าง หรือแยกทาง
(3) ม่าย
4. ระดับการศกึ ษาของท่าน
(1) ไม่ได้รับการศึกษา หรือศึกษาแต่ไม่จบระดบั ประถม
(2) อยู่ระหว่างการศกึ ษา
(3) จบการศึกษา (ระดับท่ไี ด้รับวุฒิการศกึ ษาสงู สดุ )
(3.1) จบประถมศึกษาปี ท่ี 6 หรือ 7
(3.2) จบมัธยมศึกษาปี ท่ี 3
(3.3) จบมธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 6 หรือ ปวช.
(3.4) จบอนุปริญญา หรือ ปวส. หรือ ปวท.
(3.5) จบปริญญาตรี
(3.6) จบปริญญาโท
(3.7) จบปริญญาเอก
(3.8) อนื่ ๆ (โปรดระบุ) ............................................
166กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู ูงอายุ
5. ปัจจุบนั ทา่ นประกอบอาชพี อะไร
(1) ไม่เข้าประเดน็ เป็นนักศกึ ษา
(2) ภาคราชการ
(3) ภาครัฐวสิ าหกจิ
(4) ภาคธุรกจิ เอกชน
(5) ภาคเกษตรกรรม
(6) ธุรกจิ ส่วนตัว หรือค้าขาย
(7) พนักงานบริการ และพนักงานขายในร้านค้าและตลาด )
(8) รับจ้างท่วั ไป
(9) แม่บ้านและผ้ปู ระสงคไ์ ม่ทางาน
(10) ผ้วู ่างงาน (ผ้ปู ระสงค์จะทางานแต่ไม่มงี านทา)
(11) อนื่ ๆ ....................................
6. รายได้ของทา่ นโดยประมำณต่อปี (กรณที ่ที า่ นเป็นนกั ศกึ ษาขอความกรุณาตอบจานวนเงินท่ไี ด้รับ
จากผ้ปู กครองในแต่ละเดือนและคานวณเป็นปี หากมอี าชพี เสริม และหรือโบนัสให้นามาคานวณ
รวมกบั รายได้จากอาชพี หลักด้วย)
(1) ไม่มรี ายได้
(2) น้อยกว่า หรือเท่ากบั 100,000 บาท (โปรดระบุ ................ บาท)
(3) ระหว่าง 100,001 – 200,000 บาท
(4) ระหว่าง 200,001 – 300,000 บาท
(5) ระหว่าง 300,001 – 400,000 บาท
(6) ระหว่าง 400,001 – 500,000 บาท
(7) ระหว่าง 500,001 – 600,000 บาท
(8) ระหว่าง 600,001 – 700,000 บาท
(9) ระหว่าง 700,001 – 800,000 บาท
(10) ระหว่าง 800,001 – 900,000 บาท
(11) ระหว่าง 900,001 – 1,000,000 บาท
(12) มากกว่า 1,000,000 บาทข้นึ ไป (โปรดระบุ ....................... บาท)
167 กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสู่วัยสงู อายุ
7. รายได้ของท่านในปัจจุบนั เพียงพอต่อรายจ่ายหรือไม่
(1) ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย
(2) เพียงพอต่อรายจ่าย
8. ปัจจุบนั ทา่ นมีหน้สี นิ หรือไม่
(1) ไม่มีหน้สี นิ
(2) มหี น้สี นิ ประกอบด้วย (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
(2.1) หน้สี นิ ท่วั ไป (บตั รเครดติ บัตรเงินสด บตั รผอ่ นสนิ ค้า)
(2.2) หน้สี นิ ท่เี พ่ิมมูลค่า (กู้เงินเพ่ือไปศกึ ษา ผ่อนท่อี ยู่อาศัย
ผอ่ นท่ีดิน ผอ่ นอปุ กรณเ์ พ่ือประกอบอาชีพ ฯลฯ)
(2.3) หน้สี นิ อน่ื ๆ (โปรดระบุ) ........................................
9. ทา่ นมผี ้ทู ่ตี ้องดูแลและรับผดิ ชอบค่าใช้จ่ายหรือไม่
(1) ไม่มผี ้ทู ่ตี ้องดูแลและรับผดิ ชอบค่าใช้จ่าย
(2) มีผ้ทู ่ตี ้องดูแลและรับผดิ ชอบค่าใช้จ่าย จานวน ................. คน
ตอนที่ 2 ควำมรูเ้ กีย่ วกบั กำรออม
คาช้แี จง โปรดทาเคร่ืองหมาย ในช่องท่เี ก่ยี วกบั ความจริงของข้อความน้นั
ประเด็น ควำมรู้ หรือควำมคดิ
ผดิ ถูก
10. การออมเป็ นการนาส่วนหน่ึงของรายได้ในปัจจุบันท่ีไม่ได้ใช้จ่ายไปเพื่อ
การบริโภค แต่เกบ็ ไว้เพื่อเป็นการใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคต
11. การออมเงินมีเป้ าหมายเพ่ือความม่ันคง เพื่อการลงทุน และเพ่ือ
เกษียณอายุ
12. การออมมีความสาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะช่วยสนับสนุน
การลงทนุ และการผลิตของประเทศ
13. การออมทาให้ชวี ิตมคี ุณภาพท่ดี ี
14. การออมท่ีถูกต้อง คือ การนาเงินไปใช้ จ่ายก่อน เม่ือมีเงินเหลือ
จงึ เกบ็ ออม
15. การออมควรจัดสรรจากรายได้ท่จี ัดหาได้ในแต่ละเดือน โดยแบ่งออกมา
เป็นเงนิ ออมกอ่ น หลังจากน้นั นาเงนิ ท่เี หลือจากการจดั สรรไปใช้จ่าย
16. การนาเงนิ สว่ นหน่งึ ของรายได้ปัจจุบันเกบ็ ไว้เพ่ือใช้จ่ายในอนาคตถอื เป็น
การออม
17. การออมท่ดี คี วรเร่ิมออมเม่ือท่านทางานมรี ายได้
168กลยุทธ์ส่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสูว่ ัยผ้สู งู อายุ
ประเดน็ ควำมรู้ หรือควำมคิด
ผดิ ถูก
18. การจดบนั ทกึ รายรับ-รายจ่ายเป็นประจาเป็นวิธกี ารออมอย่างหน่งึ
19. การวางแผนใช้จ่ายเงินให้เหมาะสมกับฐานะและรายได้เป็ นวิธีการออม
ท่งี ่ายและสามารถทาได้ทุกคน
20. การออมเป็นการเร่ิมต้นการสร้างสวสั ดกิ ารท่ดี ีให้กบั ตนเอง
21. กองทนุ สวสั ดกิ ารชุมชนจดั เป็นการออมรปู แบบหน่งึ
22. กองทนุ สวสั ดิการชุมชนถูกจดั ต้งั โดยหน่วยงานภาครัฐ
23. กองทุนการออมแห่งชาติจัดต้ังข้ึนเพ่ือให้ประชาชนคนไทยทุกคนสมัคร
สมัครเป็นสมาชิก เพื่อรับบานาญในวยั สงู อายุ
24. กองทุนการออมแห่งชาติเป็นการสะสมของสมาชิก 1 ส่วน และภาครัฐ
สมทบให้อกี 1 สว่ น แต่ไม่เกนิ กว่าเกณฑท์ ่กี าหนด
25. การซ้อื ท่ดี นิ ถอื เป็นการออมระยะยาว
26. การซ้อื พันธบัตรเป็นวธิ กี ารออมในรูปแบบหน่งึ
27. การออมให้ผลตอบแทนในระยะยาวท่สี งู กว่าการลงทนุ
28. การนาเงินส่วนท่ีเหลือจากค่าใช้จ่ายไปลงทุนเพื่อหาผลกาไรถือเป็ น
การออมอย่างหน่งึ
29. การลงทนุ ถอื เป็นส่วนหน่งึ ของการออม
30. การลงทุนถอื เป็นการออมทางอ้อมท่มี ีความเส่ยี ง
31. ควรเลือกการลงทุนในรูปแบบท่แี ตกต่างกนั เพื่อลดระดับความเส่ยี ง
32. การซ้ือพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหน้ี กองทุนรวม สลากออมทรัพย์
ธรุ กจิ ต่าง ๆ ฯลฯ เป็นรปู แบบด้านการลงทนุ
33. การนาเงนิ ออมมาลงทนุ อาจมคี วามเส่ยี งจากการลงทนุ เกดิ ข้นึ ได้
34. สภาพเศรษฐกจิ และการเมืองเป็นส่ิงท่คี วรคานึงกอ่ นการลงทุนทุกรูปแบบ
35. ก่อนทาการลงทุน ควรมีการศึกษาทาความเข้าใจในการลงทุนน้ัน ๆ
เป็นอย่างดีกอ่ น
36. การลงทุนท่ีมีผลตอบแทนต่าจะมีระยะเวลาการลงทุนน้อยกว่าการลงทุน
ท่มี ีผลตอบแทนสงู
37. ผลตอบแทนจากการลงทนุ มมี ากกว่าการออมทรัพย์
38. การลงทนุ สามารถนามาลดหย่อนทางภาษีได้
39. การลงทุนจะมีเฉพาะของภาคเอกชนเท่าน้นั
169 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสวู่ ัยสงู อายุ
ตอนที่ 3 ปัจจัยทมี่ ผี ลต่อกำรออม ปัจจัยทมี่ ีผล
ไม่ใช่ ใช่
คาช้แี จง โปรดทาเครื่องหมาย ในช่องท่เี ก่ยี วกบั ความจริงของข้อความน้นั
ประเด็น
40. ทา่ นสามารถจัดสรรรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย
41. ทา่ นสามารถแบ่งรายได้ส่วนหน่งึ ไปเกบ็ ออมได้อย่างสม่าเสมอ
42. ท่านสามารถแบ่งรายได้สว่ นหน่งึ ไปลงทนุ ได้อย่างเหมาะสม
43. ท่านกาหนดเป้ าหมายท่จี ะนาเงินท่เี กบ็ สะสมไปใช้อย่างชัดเจน
44. ท่านพอใจต่อจานวนเงนิ ข้ันต่าท่ตี ้องการเกบ็ สะสม
45. ท่านพอใจต่อการนาเงนิ เกบ็ สะสมไว้ไปใช้ตามเป้ าหมาย
46. ท่านพอใจท่บี รรลุเป้ าหมายจานวนเงนิ ออมข้นั ต่า
47. ทา่ นรับทราบ ผลประโยชน์จากการออมเงนิ จากโทรทศั น์
48. ทา่ นรับทราบ ผลประโยชนจ์ ากการออมเงนิ จากวทิ ยุ
49. ทา่ นรับทราบ ผลประโยชน์จากการออมเงนิ จากอนิ เตอร์เนต็ เฟสบคุ๊
ไลน์ อนิ สตาแกรม หรือสอ่ื มัลตมิ ีเดีย
50. ทา่ นรับทราบ ผลประโยชน์จากการออมเงนิ จากหนงั สอื พิมพ์ แผ่นพับ
51. ท่านได้รับทราบผลประโยชนจ์ ากการออมเงินจากหน่วยงานภาครัฐ
52. ท่านได้รับทราบผลประโยชน์จากการออมเงนิ จากหน่วยงานภาคเอกชน
53. ท่านได้รับทราบผลประโยชนจ์ ากการออมเงนิ จากภาคประชาชน ในชุมชน
54. ท่านเคยเข้าร่วมอบรมสมั มนาเก่ยี วกบั การออมหรือการวางแผนการออมท่ี
หน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนจดั ข้นึ
55. ทา่ นเคยเหน็ หรือได้ทา หรือได้รับทราบเก่ยี วกบั วธิ กี ารออมจากพ่อแม่
ญาตพิ ่ีน้อง
56. ท่านเคยเหน็ หรือได้ทา หรือได้รับทราบเก่ียวกับวิธีการออมจาก
สถาบันการศึกษา
57. ทา่ นรับทราบพฤตกิ รรมการออมของบคุ คลสาคญั ระดับประเทศ เช่น
ผ้นู าทางสงั คม ผ้นู า หรือผ้บู ริหารประเทศ
ตอนที่ 4 สถำนกำรณแ์ ละลกั ษณะกำรออม
คาช้ีแจง โปรดระบุข้อมลู และทาเคร่ืองหมาย ลงในตารางตามความจริงเก่ยี วกบั การออมของทา่ น
58. ทา่ นมีการออมหรือไม่ (2) มี
(1) ไม่มี
170กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสู่วัยผ้สู งู อายุ
59. ให้ท่านพิจารณารายได้ของท่านท่สี ามารถออมได้ โดยเฉล่ียประมาณ ....................% ต่อเดือน
ประเดน็ ลักษณะการออม
ไม่ใช่ ใช่
60. ท่านมีการต้งั เป้ าหมายท่จี ะนาเงนิ ท่เี กบ็ สะสมไว้ไปใช้อย่างชัดเจน
61. ทา่ นมกี ารกาหนดจานวนเงินข้นั ต่าท่ตี ้องการเกบ็ สะสม
62. ท่านไม่นาเงินท่เี กบ็ สะสมไว้ไปใช้นอกเป้ าหมาย
63. ท่านแบ่งเงินรายได้เพื่อเก็บสะสมไว้ใช้จ่ายในอนาคตก่อนท่ีจะนาเงิน
ไปใช้จ่ายเพ่ือการดาเนินชวี ิต
64. ท่านมีการวางแผนการใช้จ่ายรายได้ก่อนนาไปใช้จ่ายจริง
65. ทา่ นเกบ็ เงินท่เี หลือจากการใช้จ่ายประจาวันไว้เพื่อเป็นเงนิ ออม
66. ทา่ นมีการลดค่าใช้จ่ายท่ไี ม่จาเป็นและใช้จ่ายอย่างมีสติ
67. ท่านมกี ารวางแผนการใช้จ่ายอย่างค้มุ ค่าและไม่ฟ่ ุมเฟื อย
68. ทา่ นมีการเกบ็ หอมรอมริบ หรือหยอดกระปกุ หรือเกบ็ สะสม
69. ทา่ นนาเงินฝากเข้าบญั ชีธนาคาร
70. ทา่ นนาเงนิ ฝากเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์
71. ทา่ นนาเงินฝากเข้ากองทุนต่างๆ
72. ปัจจุบนั ท่านมีวิธกี ารออมอย่างไรบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
(1) ไม่มี
(2) ทาประกนั ชวี ิตเพื่อออมทรัพย์
(3) เกบ็ เงนิ สด หรือหยอดกระปกุ
(4) ฝากธนาคาร
(5) สะสมเครื่องประดับ (ทองรูปพรรณ เพชร พลอย ฯลฯ)
(6) สหกรณอ์ อมทรัพย์
(7) ซ้อื สลากออมทรัพย์ (ธกส.) หรือสลากออมสนิ
(8) กองทุนสารองเล้ียงชีพ (เอกชน)
(9) กองทนุ บาเหนจ็ บานาญข้าราชการ (กบข.)
(10) กองทุนสารองเล้ียงชพี สาหรับลูกจ้างประจาของส่วนราชการ (กสจ.)
(11) กองทุนประกนั สงั คม
(12) กองทุนสวสั ดิการชุมชน
(13) กลุ่มออมทรัพย์ หรือสจั จะออมทรัพย์ หรือออมวันละบาท
(14) อนื่ ๆ (โปรดระบุ) ...................................................................................
171 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสู่วัยสงู อายุ
73. ปัจจุบันทา่ นมีการนาเงินรายได้ไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ในลักษณะใดบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
(1) ไม่มี
(2) ซ้อื ทองคาแท่ง
(3) ซ้อื หรือผอ่ นอสงั หาริมทรัพย์ (เช่น ท่ดี นิ บ้าน คอนโดมเิ นียม ฯลฯ)
(4) นาไปลงทุนในกองทุนอสงั หาริมทรัพย์
(5) นาไปลงทนุ ในกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ
(เช่น กองทนุ ตลาดเงิน RMF หรือ LTF ตราสารหน้ภี าครัฐ หรือเอกชน หุ้น ฯลฯ)
(6) อน่ื ๆ (โปรดระบุ) ..................................................................................
ตอนท่ี 5 ทศั นคตติ ่อการออม
คาช้แี จง ทา่ นมคี วามคิด ความรู้สึก และความเชื่อท่ีเก่ยี วกบั ประโยชน์การออมท่มี ีต่อบุคคล ต่อการนา
เงนิ ไปลงทนุ และการเกดิ ประโยชน์ต่อประเทศชาติอยู่ในระดับใด โปรดทาเคร่ืองหมาย ลงในช่อง
ระดับความคดิ เหน็ ท่ตี รงกบั ความคิดของทา่ น
ทศั นคติต่อกำรออม ควำมคิดเห็น
เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย ไม่เหน็ ด้วย
อย่างย่งิ มาก ปานกลาง น้อย อย่างย่งิ
74. การมีเงินออมทาให้สามารถจับจ่ายได้
อย่างสบายใจ
75. การกันเงินไว้ก้อนหน่ึงสาหรับการออม
ทาให้คนใช้สอยเงนิ อย่างประหยัด
76. การออมเป็นการสร้างความม่ันคงในการ
ดาเนนิ ชวี ติ
77. การออมเงินให้สาเรจ็ ตามเป้ าหมายอยู่ท่ี
วินัยมากกว่ารายได้ท่หี ามา
78. การออมช่วยให้มีการวางแผนการใช้จ่าย
เงินอย่างระมัดระวงั
79. การออมช่วยให้ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล
มากข้นึ ลดการฟ่ ุมเฟื อย
80. การออมเป็ นการสร้ างวินัยด้ านการ
ใช้จ่ายเงินของคนในประเทศ
81. การออมเป็ นปัจจัยสาคัญในการพัฒนา
เศรษฐกจิ ของประเทศ
172กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยผ้สู ูงอายุ
ทศั นคตติ ่อกำรออม ควำมคดิ เห็น
เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย ไม่เหน็ ด้วย
อย่างย่งิ มาก ปานกลาง น้อย อย่างย่งิ
82. การท่ีครอบครัวได้สร้างนิสัยการออม
ต้ังแต่วัยเยาว์ทาให้คนคนน้ันมีการออม
เป็ นประจา
83. การเกบ็ เงินเพียงเล็กน้อยในแต่ละเดือน
เพื่อเป็ นเงินออมทาให้เกิดความรู้สึก
ม่นั คงในชีวิตมากข้นึ
84. การออมทาให้ แผนการดารงชีวิตใน
อ น า ค ต ข อ ง ท่ า น แ ล ะ ค ร อ บ ค รั ว ท า ไ ด้
สาเรจ็ ตามเป้ าหมาย
85. ถ้าธนาคารเพ่ิมดอกเบ้ียเงินฝาก จะเป็ น
แรงจูงใจให้ออมมากย่งิ ข้นึ
86. ถ้าผลตอบแทน เช่น ดอกเบ้ีย กาไร ฯลฯ
ท่ีได้จากการออมมากข้ึน ท่านจะมีการ
ออมมากข้นึ
87. ถ้าท่านมีเงินออมเกบ็ ไว้จะทาให้ท่านมี
ชีวติ ท่สี บายในวยั สงู อายุ
88. หากรัฐบาลมีการบังคับให้มีการออม
จะทาให้มีเงินไว้ใช้จ่ายเมอื่ สงู อายุ
89. การออมทาให้ ชีวิตครอบครัว หรือ
ลูกหลานดขี ้นึ ในอนาคต
90. หากมีเงินออมเม่ือสงู อายุจะไม่เป็ นภาระ
แก่ลูกหลาน
91. หากท่านมีเงนิ ออมไว้ใช้จ่ายในวยั สงู อายุ
จะช่ วยทา ให้ ลดภาร ะของรัฐบ าลในกา ร
ดูแลท่าน
92. หากรัฐบาลมีการบังคับให้ประชาชน
ทุกคนมีการออมเป็ นข้ันบันไดตามอายุ
จะทาให้ผู้ออมมีเงินใช้จ่ายได้อย่างสบาย
ในวัยสงู อายุ
93. ถ้ารัฐบาลให้นาเงินออมไปลดหย่อนภาษี
จะทาให้คนออมเงินมากย่งิ ข้นึ
173 กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญเ่ พื่อเตรียมการเข้าสูว่ ัยสูงอายุ
ทศั นคติต่อกำรออม ควำมคดิ เห็น
เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย ไม่เหน็ ด้วย
อย่างย่งิ มาก ปานกลาง น้อย อย่างย่งิ
94. หากศึกษาเรื่องการเงิน การลงทุน
เศ ร ษฐ กิจมา กข้ ึน จะ ทา ใ ห้ หา ช่ อง ทา ง
การออมเงินท่ีให้ ผลตอบแทนดีมาก
เช่นกนั
95. การออมทาให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจ
เพราะเป็ นการช่วยสนับสนุนการลงทุน
การผลิตและการจ้างงาน
96. หากประเทศไทยมีเงินออมเพ่ิมข้ึน
ท า ใ ห้ ส า ม า ร ถ ป ล่ อ ย กู้ ใ ห้ แ ก่
ผู้ประกอบ การราย ย่ อยใช้ ใน ก ารนาไ ป
ลงทุนประกอบกจิ การได้เพ่ิมข้นึ
97. การนาเงินไปฝากธนาคารจะได้ รับ
ผลตอบแทนน้อยกว่าการนาเงินไปลงทุน
ในประเภทต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล
ท่ดี นิ สลากออมทรัพย์ เป็นต้น
98. การนาเงินออมท่ีเกบ็ หอมรอมริบไว้ไป
ลงทุน อาจทาให้เกิดการขาดทุน หรือ
สญู เสยี เงนิ ท่อี อมไว้
99. การออมทาให้มีเงินไปลงทุนทากิจการ
เพื่อเพ่ิมรายได้
ตอนท่ี 6 ความต้องการและแนวทางสนับสนุนด้านการออม
คาช้แี จง ทา่ นต้องการให้มีการสนบั สนุนด้านการออมและแนวทางการส่งเสริมการออมอย่างไรบ้าง โปรด
ทาเคร่ืองหมาย ความต้องการบริการน้นั ๆ
ควำมตอ้ งกำรและแนวทำงสนบั สนุนดำ้ นกำรออม ควำมตอ้ งกำรกำรออม
ไม่ตอ้ งกำร ตอ้ งกำร
100. ท่านต้องการให้สถาบันการศกึ ษามกี ารสง่ เสริมความรู้เก่ยี วกบั การออม
ให้มากข้นึ
101. ท่านต้องการให้รัฐจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการออมไม่น้อยกว่า 3 วนั
โดยท่านสามารถเข้าร่วมได้ตลอดการอบรม
102. ให้สถาบันการศึกษามีการเพ่ิมเน้อื หาการเรียนการสอน หรือกจิ กรรม
การออมให้กบั เดก็ นกั เรียน นกั ศกึ ษา
174กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพื่อเตรียมการเข้าสูว่ ัยผ้สู งู อายุ
ควำมตอ้ งกำรและแนวทำงสนบั สนุนดำ้ นกำรออม ควำมตอ้ งกำรกำรออม
ไม่ตอ้ งกำร ตอ้ งกำร
103. ทา่ นต้องการให้สถาบนั การเงินมีการให้ความรู้เรื่องการลงทุนท่ถี กู ต้อง
เหมาะสมแก่ประชาชน
104. ทา่ นต้องการให้รัฐแนะนาเรื่องเทคนคิ การลงทุนไม่น้อยกว่า 3 วนั
โดยทา่ นสามารถเข้าร่วมได้ตลอดการอบรม
105. ทา่ นต้องการให้กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย์
จัดกจิ กรรมเก่ยี วกบั การออมในศนู ย์การเรียนรู้
106. ควรจดั ให้มีศนู ย์การเรียนรู้ด้านการออมให้ท่วั ถงึ ท้งั ในระดับชุมชน
107. ให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีการเผยแพร่ประชาสมั พันธก์ ารออมผา่ น
ช่องทางแผน่ พับ และวารสารวิทยุ โทรทศั น์ และสอ่ื สารมวลชน
ประเภทต่างๆ
108. ให้ภาครัฐร่วมกนั ภาคเอกชนมแี นะนาเทคนิคการลงทนุ ผา่ นช่องทาง
แผน่ พับ และวารสารวทิ ยุ โทรทศั น์ และสอื่ สารมวลชนประเภทต่าง ๆ
109. ต้องการให้สถาบันการเงนิ เพ่ิมดอกเบ้ียเงนิ ฝากระยะยาวเพื่อกระต้นุ
การออม
110. ท่านคดิ ว่าแนวทางส่งเสริมการออมควรเป็นอย่างไร โปรดทาเคร่ืองหมาย ตามความคิดเหน็
ของท่าน ลงในหน้าข้อความ (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)
(1) สถาบันการเงินควรเพ่ิมอตั ราดอกเบ้ียเงนิ ฝากระยะยาวเพ่ือเป็นแรงจูงใจในการออม
(2) รัฐควรเพ่ิมมาตรการควบคุมการดาเนนิ งานของกลุ่มสหกรณ์การออม กองทุนในชุมชน
ให้ประชาชนม่นั ใจว่าเงินออมจะได้รับการค้มุ ครอง
(3) รัฐควรจัดหน่วยเคล่ือนท่ี ท่ปี รึกษาทางการเงินในชุมชน
(4) รัฐควรมมี าตรการกาหนดให้มีการออมภาคบงั คับสาหรับประชาชน
(5) รัฐควรให้สทิ ธปิ ระโยชนด์ ้านภาษีเพ่ิมข้นึ เพื่อกระต้นุ การออมเพ่ือจูงใจการออม
(6) สถาบันการศกึ ษาควรปูพ้ืนฐานและให้ความรู้แก่ประชาชนในเร่ืองวินยั การออม
(7) ภาครัฐควรมีการรวมกองทนุ ต่าง ๆ เข้าส่กู องทนุ การออมแห่งชาติเพ่ือสร้าง
ความม่นั คงให้กบั ประชาชน
(8) ภาครัฐควรมกี ารส่งเสริมการจัดมหกรรมการออม หรือตลาดนัดการออม เพื่อ
เสริมสร้างวัฒนธรรมการออม
(9) ภาครัฐควรส่งเสริมให้เหน็ ความสาคัญของการร่วมเป็นสมาชิกกองทนุ การออมแห่งชาติ (กอช.)
(10) ภาครัฐและภาคชุมชนควรมกี ารสร้างบุคคลต้นแบบ หรือพ้ืนท่ตี ้นแบบในการออมเพ่ิมข้นึ
(11) การสง่ เสริมการออมภาคบงั คบั อย่างจริงจงั
(12) อนื่ ๆ ...........................................................................................................
175 กลยุทธ์สง่ เสริมการออมให้แกว่ ัยผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยสงู อายุ
ตอนท่ี 7 ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ
111. ความต้องการเพ่ิมเติมเก่ยี วกบั การสนับสนุนด้านการออม
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
112. ความคดิ เหน็ เพ่ิมเติมเก่ยี วกบั แนวทางการส่งเสริมการออมให้แกว่ ยั ผ้ใู หญ่เพ่ือเตรียมการเข้าส่วู ยั
สงู อายุ
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
ขอขอบคณุ สาหรับความร่วมมือ
คณะผ้วู ิจัย สานกั งานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1 - 12
176กลยุทธส์ ่งเสริมการออมให้แก่วัยผ้ใู หญเ่ พ่ือเตรียมการเข้าสวู่ ัยสงู อายุ
คณะผูด้ ำเนนิ งำนวิจัย
ทปี่ รึกษำโครงกำร ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิด้านผ้สู งู อายุ
ศาสตราจารยศ์ ศพิ ัฒน์ ยอดเพชร
สานักงานสง่ เสริมและสนบั สนุนวิชาการ 12
คณะผวู้ ิจยั ลิขิตตระกาลกลุ สานักงานสง่ เสริมและสนับสนุนวชิ าการ 1
นายอริ ะณัฏฐ์ กจิ เจา สานักงานสง่ เสริมและสนับสนุนวชิ าการ 2
นางสาวขนษิ ฐา เลิศมงคลนาม สานักงานสง่ เสริมและสนบั สนุนวิชาการ 3
นางสาวพิริยา โทชนบท สานักงานส่งเสริมและสนบั สนุนวิชาการ 3
นางสาวสทุ ธริ ัตน์ สานกั งานส่งเสริมและสนบั สนุนวชิ าการ 4
แน่นอดุ ร สานกั งานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5
นางสาวพนดิ า สานักงานสง่ เสริมและสนับสนุนวิชาการ 6
ลิมปนวสั ส์ สานักงานสง่ เสริมและสนบั สนุนวิชาการ 7
นางสาวพีรภาว์ พรมทอง สานักงานส่งเสริมและสนบั สนุนวิชาการ 8
นางสาวจรี ภา จนั ดา สานักงานสง่ เสริมและสนบั สนุนวชิ าการ 8
นางพลอยวรินทร์ ฤทธธิ าดา สานกั งานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9
นางสาวพรสดุ า สานกั งานสง่ เสริมและสนับสนุนวชิ าการ 9
ผดงุ ฤกษ์ สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 10
นางยุพิน สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวชิ าการ 11
เน้อื เทศ
นางสาวยุวันดา อนั สนธ์ิ
นายบรรจง ไชยศลิ ป์
นางสาวพิมพ์ลภัทร เพชรกาฬ
นางสาวรวกี านต์ พูลสวสั ด์ิ
นางสาวพวงทพิ ย์