การปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ และการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรม เสนอ ผศ.ดร.วรรณพร บุญญาสถิต จัดทำโดย นางสาวรุฬจิรา มีธรรม สาขาสังคมศึกษา รหัสนักศึกษา 6410121228009 รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาประวัติศาสตร์สากล(66307) ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
ก ค ำน ำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาประวัติศาสตร์สากล จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการปฏิวัติ อุตสาหกรรมของอังกฤษและการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรม การศึกษาค้นคว้าข้อมูลเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษและการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมข้าพเจ้าได้วางแผนศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ อาทิอินเทอร์เน็ต และหนังสือจาก ห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างสูงว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการ สืบค้นข้อมูลของผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษและการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างการปฏิวัติ อุตสาหกรรม นางสาวรุฬจิรา มีธรรม ผู้จัดทำ
ข สารบัญ หัวข้อ หน้า คำนำ...................................................................................................................................................................ก สารบัญ ...............................................................................................................................................................ข สารบัญภาพ........................................................................................................................................................ค บทนำ..................................................................................................................................................................1 การปฏิวัติอุตสาหกรรม.......................................................................................................................................2 เงื่อนไขเบื้องต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ.....................................................................................3 เงื่อนไขการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษสุกงอม.........................................................................................3 เกษตรกรรมเป็นแบบทุนนิยมและชนชั้นชาวนาถูกทำลาย.............................................................................4 การสร้างอำนาจครองความเป็นเจ้าอาณานิคม และการเร่งผีก้าวให้กับการสะสมปฐมกาลของทุน................5 การพัฒนาในระดับสูงของสถานประกอบการ หัตถกรรมและการเจริญเติบโตของพลังทางเทคนิค...............6 อดัม สมิธ กับ เดวิด ริคาร์โด..........................................................................................................................7 การปฏิรูปเทคนิคในการผลิต..............................................................................................................................8 การประดิษฐ์เครื่องจักรและการใช้เครื่องจักร.................................................................................................8 การปฏิรูปเครื่องจักรไอน้ำและเทคนิคการถลุงโลหะ....................................................................................10 การปฏิรูปเทคนิคการขนส่ง..........................................................................................................................12 การต่อสู้ทางชนชั้นในระหว่างปฏิวัติอุตสาหกรรม ............................................................................................13 ขบวนการลู๊ดด์ การต่อสู้ทางชนชั้นของชนชั้นกรรมาชีพยุคแรก...................................................................13 มัลทัส ผู้พิทักษ์ชนชั้นนายทุน.......................................................................................................................14 การเคลื่อนไหวของกลุ่มหัวรุนแรงชนชั้นนายทุน ..........................................................................................15 บรรณานุกรม ....................................................................................................................................................20
ค สำรบัญภำพ ภาพที่ 1 การปฏิวัติอุตสาหกรรม........................................................................................................................1 ภาพที่ 2 โรเบิร์ต อี. ลูคัส จูเนียร์......................................................................................................................2 ภาพที่ 3 โรงงานอุตสาหกรรม ............................................................................................................................2 ภาพที่ 4 อดัม สมิธ.............................................................................................................................................7 ภาพที่ 5 เดวิด ริคาร์โด.......................................................................................................................................8 ภาพที่ 6 เครื่องเจนนี่..........................................................................................................................................9 ภาพที่ 7 เจมส์ วัตต์..........................................................................................................................................10 ภาพที่ 8 เฮนรี่ คอร์ต........................................................................................................................................11 ภาพที่ 9 เรือกลไฟ............................................................................................................................................12 ภาพที่ 10 โรเบิร์ต ฟุตตัน.................................................................................................................................12 ภาพที่ 11 โธมัส มัลทัส.....................................................................................................................................14 ภาพที่ 12 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร..............................................................................15 ภาพที่ 13 จอห์น วิลค์ส บูธ..............................................................................................................................16
1 บทน ำ การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1760 ถึง ค.ศ. 1850 เมื่อการเปลี่ยนแปลงในภาค เกษตรกรรม การผลิต การทำเหมืองแร่ การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสภาพ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในขณะนั้น การปฏิวัติเริ่มต้นในสหราชอาณาจักร จากนั้นจึงแพร่ขยายไปยัง ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น จนขยายไปทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมา ภาพที่ 1 การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลกระทบในเกือบทุกแง่มุม ของชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือการที่รายได้และจำนวนประชากรโดยเฉลี่ยเริ่มที่จะ ขยายตัวอย่างยั่งยืนในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้สองร้อยปีหลังจาก ค.ศ. 1800 ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของ โลกขยายตัวมากกว่าสิบเท่า ในขณะที่จำนวนประชากรขยายตัวมากกว่าหกเท่า ผู้รับรางวัลโนเบลสาขา สันติภาพ โรเบิร์ต อี. ลูคัส จูเนียร์ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในยุคอุตสาหกรรมว่า "เป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ ที่มาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนธรรมดาส่วนมากเริ่มเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งไม่เคยมี พฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน"
2 ภาพที่ 2 โรเบิร์ต อี. ลูคัส จูเนียร์ กำรปฏิวตัิอตุสำหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือ Industrial Revolution หมายถึง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่าง รวดเร็วเริ่มต้นขึ้นในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรมและ เศรษฐกิจ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเป็นผลจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำเข้ามาช่วยในการผลิต การปฏิวัติ อุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เป็นผลจากการมีกระแสไฟฟ้าใช้ การเกิดขึ้นของระบบสายพานการผลิตเป็นผลให้เกิด การผลิตจำนวนมาก (Mass Production) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 เป็นผลจากการใช้คอมพิวเตอร์และ ระบบออโตเมชันในการผลิต และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นผลจากระบบ Cyber Physical หรือ ระบบไซเบอร์-กายภาพ โดยมีเทคโนโลยีด้านระบบเครือข่ายเป็นส่วนประกอบสำคัญ ภาพที่ 3 โรงงานอุตสาหกรรม
3 การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือจุดเริ่มต้นของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรของอังกฤษในการก่อให้เกิดเชื้อ ไฟแห่งการปฏิวัติครั้งนี้ เมื่อพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นการหุงหาอาหารหรือ การทำงานต่างๆ เช่น การตีเหล็ก ไม้จึงเป็นแหล่งเชื้อเพลิงยอดนิยมอันดับแรกนับตั้งแต่อดีตกาล แต่การตัดไม้ และการขนส่งจากระยะทางที่ไกลทำให้มีราคาสูงทำให้ผู้คนเริ่มค้นหาวัตถุดิบเชื้อเพลิงใหม่ ซึ่งถ่านหินกลายเป็น คำตอบที่เหมาะสมเนื่องจากอังกฤษสามารถทำเหมืองขุดเจาะได้ง่าย แต่ยังมีปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การขุดเหมือง ยิ่งขุดลึกเท่าไหร่ยิ่งทำให้น้ำท่วมได้ง่ายทำให้ Thomas Newcoman ได้คิดค้นเครื่องสูบน้ำออกจากเหมืองโดย ใช้ไอน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมได้และส่งผลให้เกิดแหล่งเชื้อเพลิงราคาถูกขึ้น นอกจากนี้ในยุคดังกล่าวแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มักถูกปิดกั้นจากโบสถ์ในยุโรป แต่ไม่ใช่ในอังกฤษที่ซึ่งสามารถ ค้นคว้า ตั้งคำถามและหาคำตอบได้ ส่งผลให้อังกฤษเป็นแหล่งความรู้และก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ สนับสนุนให้ เกิดสังคมของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่แลกเปลี่ยนและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีนี้เกี่ยวพันกับความก้าวหน้าในเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น ความก้าวหน้าทางระบบการเงินที่ทำให้ผู้คนกล้า ลงทุน การเพิ่มจำนวนของประชากร การเดินทางถือเป็นอีกส่วนหนึ่งสำคัญ โดยเฉพาะถนนหนทาง แม่น้ำ คลอง ที่ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางและค่าใช้จ่ายสำหรับการขนส่ง เมื่อรวมความรู้เข้ากับแหล่งทรัพยากร ราคาถูกทำให้เกิดความสามารถในการลงทุนพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงื่อนไขเบือ้งต้นของกำรปฏวิตัิอุตสำหกรรมขององักฤษ เงื่อนไขกำรปฏิวตัิอตุสำหกรรมขององักฤษสุกงอม การปฏิวัติอุตสาหกรรมคือวิถีดำเนินที่การผลิตแบบทุนนิยมผ่านจากขั้นสถานประกอบการหัตถกรรมสู่ ขั้นอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมคือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเทคนิคการผลิตใน ขั้นมูลฐาน ขณะเดียวกันก็เป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดุเดือดรุนแรงครั้งหนึ่งด้วยการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษเริ่มในทศวรรษที่ 1760 และสำเร็จลุล่วงโดยพื้นฐานในทศวรรษที่ 1830 - 1840 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แขนงอุดสาหกรรมต่าง ๆ ของอังกฤษได้บรรลุถึงขั้นเป็นแบบจักรกลขนาดใหญ่โดย พื้นฐานได้สร้างระบบโรงงานที่ใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่และทำให้ภายในสังคมเกิดแตกเป็นชนชั้น 2 ชนชั้นที่ เป็นปฏิปักษ์กันอย่างเด่นชัด ซึ่งก็คือชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ เกี่ยวพันถึงเงื่อนไขด้านต่าง ๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และเทคนิคตลอดจนการดระเตรียมด้านประชามติ แต่ว่าเงื่อนไขเบื้องต้นที่ผลักดันการปฏิวัติอุดสาหกรรมผลักดันให้แขนงอุดสาหกรรมต่าง ๆ หันมาใช้และพัฒนา เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ในการผลิตที่สำคัญมีอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือ ทุนจำนวนมากสะสมและรวม ศูนย์อยู่ในมือนายทุนจำนวนน้อย และประการที่ 2 คือการปรากฎตัวของกองทัพแรงงานรับจ้าง “อิสระ” อังกฤษเป็นประเทศแรกที่สถาปนาเผด็จการชนชั้นนายทุนและก็เป็นประเทศแรกที่เพียบพร้อมด้วยเงื่อนไขการ ปฏิวัติอุตสาหกรรม หลังการปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ผ่านจากการต่อสู้ที่เลี้ยวลดคดเคี้ยวเป็นเวลา ครึ่งศดวรรษ ในที่สุดก็ได้สถาปนาเผด็จการชนชั้นนายทุนและการปกครองในระบอบกรรมสิทธิ์ทุนนิยมขึ้นอย่าง
4 มั่นคง ทั้งได้ผ่านกลไกรัฐใช้ความรุนแรงไปเร่งกระบวนการสะสมปฐมกาลของทุนภายในประเทศอาชญากรรม กว้านที่ดินได้รับอนุมัติจากรัฐสภาและคุ้มครองทางกฎหมายชาวนาถูกแย่งยึดอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าก่อนปฏิวัติเสีย อีก ชาวนาที่สูญเสียที่ดิน ได้แต่ เข้ารวมอยู่ในกองทัพใหญ่ของแรงงานรับจ้าง “อิสระ” ต่อภายนอก หลังจาก ผ่านการค้าแบบโจรสลัด และสงครามอาณานิคมเป็นเวลายาวนานจนสามารถรบชนะประเทศสเปน ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศสแล้ว จนถึงกลางศตวรรษที่ 18 อังกฤษก็ได้ช่วงชิงอำนาจครองความเป็นเจ้าอาณานิคมของโลก ควบคุม ดลาดการค้าโพ้นทะเลอันกว้างขวางได้ในที่สุด โภคทรัพย์ก้อนมหึมาที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดสด ๆ ของชาว อาณานิคมและผลกไไรมหาศาลที่ได้จากการค้าทาสลักษณะผูกขาดได้เกิดบทบาทสำคัญเป็นพิเศษในการสะสม ปฐมกาลของอังกฤษ เกษตรกรรมเป็นแบบทุนนิยมและชนช้ันชำวนำถูกท ำลำย เกษตรกรรมเป็นแบบทุนนิยม หลังจากสถาปนาเผด็จการชนชั้นนายทุนแล้ว ขบวนการกว้านที่ดิน การ พัฒนาอุดสาหกรรมของอังกฤษได้ประสานเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นกับการแปร ได้ใช้รูปแบบและขนาดที่ไม่ เคยมีมาก่อนเร่งการทำลายชาวนาผู้มีนาทำเอง ปลายศตวรรษที่ 17 ที่ดินเพาะปลูกประมาณครึ่งหนึ่งของ ทั้งหมดยังอยู่ในมือชาวนา ปี 1685 ชาวนาผู้มีนาทำเองมีอยู่ 160,000 - 180,000 ครัวเรือน คิดเป็น 1 ใน 7 ของประชากรทั่วประเทศ กลางศตวรรษที่ 18 รัฐสภาผ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับการกว้านที่ดินกว่า 2,500 ฉบับ อนุมัติให้กว้านที่ดินคิดเป็นเนื้อที่รวม 5 ล้านเอเคอร์ ผ่านจากการแย่งยืดขนาดใหญ่เช่นนี้ถึงปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19 ชาวนาผู้มีนาทำเองในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งก็ไม่คงอยู่อีกต่อไปแล้ว ชาวนาที่ถูกขับไล่ออก จากผืนที่ดินเคยดำเนินการต่อต้านโดยทั่วไปต่ออาชญากรรมกว้านที่ดินมีท้องที่บางแห่งกระทั่งใช้กำลังอาวุธ ไป พิทักษ์รักษาที่ดินของตน ชาวนาที่สูญเสียที่ดินเหล่านี้ ได้หลั่งไหลเข้าสู่เขตเมืองพร้อมพัฒนาของการปฏิวัติ อุตสาหกรรม พวกเขาก็เข้าสู่แขนงอุดสาหกรรมกลายเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ผลจากการแย่งยึดที่ดินของชาวนาอย่างขนานใหญ่ ได้ก่อให้เกิดการรวมศูนย์ของที่ดิน และการพัฒนา ทุนนิยมในภาคเกษตรกรรม ปลายศตวรรษที่ 17 ที่ดินของเจ้าที่ดินมีพื้นที่โดยเฉลี่ยคือ 70 เอเคอร์ ปี 1780 ขยายกว้างขึ้นเป็น 300 เอเคอร์ บนผืนที่ดินที่ขยายกว้างขึ้นนี้ใหญ่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะใช้อุปกรณ์และ เทคนิคทางเกษตรกรรมแบบใหม่ หรือเช่าที่ดินผืนใหญ่แก่เจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ในอัตราค่าเช่าสูง ในผืนที่ดิน ของชาวนาน้อยที่ถูกขับไล่ก็ปรากฎฟาร์มเกษตรแบบทุนนิยม ว่าจ้างแรงงานรับจ้างเกษตรกรรมใช้เครื่องมือ และเทคนิคการเกษตรแบบใหม่ กระบวนการในการแปรเกษตรกรรมเป็นแบบทุนนิยมได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของเทคนิค การเกษตรและวิชาการเกษตร ต่อพืชไร่ประเภทข้าวและประเภทมีรากเป็นหัว จะใช้วิธีการเพาะปลูกแบบ หมุนเวียนและวิธีใช้ปุ๋ย ทั้งสร้างระบบการชลประทานในนาข้าว สัตว์เลี้ยงก็เริ่มมีการทำคอกปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ประชากรภาคอุตสาหกรรมที่นับวันเพิ่มมากขึ้นได้สนองตลาดอัน กว้างใหญ่ให้แก่นายทุนเกษตรกรรมในการ จำหน่ายผลิตผลประเภทเนื้อและนมสัตว์ เครื่องมือการเกษตรที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นก็ปรากฏออกมาไม่ ขาดสาย ปี 1701 ได้ประดิษฐ์เครื่องมือหว่านเมล็ดพันธุ์ ทั้งประหยัดเมล็ดพันธุ์และอัตราการงอกก็สูง หนังสือที่
5 เผยแพร่เทคนิคใหม่ทางการเกษตร และบทนิพนธ์ที่ป่าวร้องให้เร่งมือการกว้านที่ดินได้วางขายอยู่บนแผง หนังสือพร้อม ๆ กัน ผู้ที่ดำเนินการใช้เทคนิคการเกษตรแบบใหม่ที่สำคัญได้แก่เจ้าที่ดินที่ดำเนินกิจการบนที่ดิน ผืนใหญ่และนายทุนเกษตร การสร้างเศรษฐกิจฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ การล้มละลายของชาวนาผู้มีนาทำเอง กลายเป็นตัวแปรให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ กำรสร้ำงอ ำนำจครองควำมเป็ นเจ้ำอำณำนิคม และกำรเร่งผกี้ำวให้กบักำรสะสมปฐมกำลของทุน วิธีการสำคัญอีกวิธีหนึ่งในการสะสมปฐมกาลของทุนอังกฤษคือการปล้นชิงต่ออาณานิคมอย่างป่าเถื่อน ต้นศควรรษที่ 17 อิทธิพลในการล่าอาณานิคมของอังกฤษได้ผ่าขยายสู่ทวีป เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาแล้ว หลังปฏิวัติชนชั้นนายทุนอังกฤษได้ดำเนินการขยายอาณานิคมที่มีขนาดใหญ่โตยิ่งขึ้น นับแต่ปลายศตวรรษที่ 17 ในการต่อสู้แย่งชิงอาณานิคม อังกฤษก็ถือเอาฝรั่งเศสเป็นศัตรูตัวสำคัญของตน ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของ ศตวรรษที่ 18 ประเทศอังกฤษกับฝรั่งเศสได้ทำสงครามแย่งชิงอำนาจครองความเป็นเจ้าอย่างดุเดือดรุนแรง สงครามสืบราชบัลลังก์กษัตริย์สเปนในปี 1703 - 1713 เป็นการปะทะครั้งแรกในการแย่งชิงอำนาจครองความ เป็นเจ้าของอังกฤษกับฝรั่งเศสทำให้อิทธิพลอาณานิคมของฝรั่งเศสถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงเป็นครั้งแรก อาศัย “สัญญายูเตรคต์” อังกฤษได้ครอบครองอาณานิคมส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสในอเมริก ได้ยิบรอลต้าจากมือสเปน และอภิสิทธิ์ต่าง ๆ ทางการค้ารวมทั้งสิทธิพิเศษในการค้าทาส สงครามสืบราชบัลลังก์กษัตริย์ออสเตรีย ในปี 1740 - 1748 อังกฤษกับฝรั่งเศสก็เป็นคู่สงครามกัน อังกฤษถือโอกาสเข้าครอบครองดินแดนอาณานิคมส่วน หนึ่งในอเมริกาเหนือของฝรั่งเศส กลางศตวรรษที่ 18 สงครามแย่งชิงอำนาจครองความเป็นเจ้าระหว่างอังกฤษ กับฝรั่งเศสที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งคือ สงคราม 7 ปี ( 1756- 1763) ผู้วางแผนดำเนินสงครามครั้งนี้ของอังกฤษคือ เฒ่าพิทต์หัวหน้าพรรดวิกที่ร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐีจากการปลันชิงอาณานิคม เขามีความสัมพันธ์อย่างแนบ แน่นกับส่วนบนของชนชั้นนายทุนในลอนดอน เขาร้องว่า “การที่อังกฤษทำการรบกับฝรั่งเศสนั้นเป็นการ ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่ปี 1756 เฒ่าพิทต์ในทางเป็นจริงก็คือหัวหน้ารัฐบาลอังกฤษ นั่นเอง” สงคราม 7 ปีได้ดำเนินไปทั้งบนบกและทางทะเล ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย ผลของสงคราม คือ อังกฤษได้เข้าครอบครองแคนาดา อาณานิคมของฝรั่งเศสในอเมริกาเหนือ ครอบครอง เซเนกัล ของ ฝรั่งเศสในทวีปแอฟริกา ที่สำคัญที่สุดคืออังกฤษลามารถตีฝรั่งเศสพ่ายแพ้ไปโดยสิ้นเชิงในอนุทวีปเอเชียใต้ ปลายหอกการรุกรานของอังกฤษก่อนอื่นพุ่งไปยังแควันเบงกอลที่อุดมสมบูรณ์ กลางศตวรรษที่ 18 อังกฤษก็ได้ ตั้งสถานีการค้าในเขตเบงกอล 150 แห่งและได้สร้างป้อมค่ายที่ดินแดนกัลกัดตาเป็นคู่ปฏิปักษ์กับจุดที่มั่นในเบ กอลของฝรั่งเศส ปี 1756 บริษัทอิสต์อินเดียยกข้ออ้างว่าป้อมปืนในกัลกัดตาของตนถูกข้าหลวงใหญ่ของเบ งกอลยึดไป ฉวยโอกาสก่อสงครามแย่งชิงอาณานิคม กองทหารอังกฤษภายใต้การนำของ โรเบิร์ต คลิฟ ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของบริษัทเข้าโจมตีข้าหลวงใหญ่ที่นิยมฝรั่งเศส เข้ายึดครองสถานีการค้าที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับ กัลกัดตา ปี 1757 คลิฟใช้ความขัดแย้งระหว่างเจ้าศักดินาในเบงกอลเป็นประโยชน์ก่อการโจมดีอย่างฉับพลันที่ ปลาสซีย์ ได้รับชัยชนะลักษณะชี้ขาด จากนั้นมาก็เริ่มการเบียดขับอิทธิพลของฝรั่งเศสออกจากอนุทวีปเอเชียใต้
6 ผลของสงคราม 7 ปี อังกฤษซึ่งอยู่ใต้การปกครองของชนชั้นนายทุนที่เจริญขึ้นใหม่ ก็สามารถตีฝรั่งเศสประเทศ ใหญ่ที่เป็นศักดินาในยุโรปพ่ายแพ้ไป และสร้างอำนาจครองความเป็นเจ้าได้สำเร็จ โดยเฉพาะชัยชนะในสมรภูมิ อนุทวีปเอเชียใต้ มีความหมายอย่างใหญ่หลวงต่อการสะสมปฐมกาลของทุนอังกฤษ ในระยะเวลา 50 ปี ภายหลังสงครามอังกฤษได้ปล้นชิงทรัพย์ในอนุทวีปเอเชียใต้คิดเป็นมูลค่าถึง 1,000 ล้านปอนด์ วิธีการที่สำคัญอีกวิธีหนึ่งของการสะสมปฐมกาลของทุนอังกฤษคือการค้าทาส พวกพ่อค้าทาสของนัก ล่าอาณานิคมอังกฤษมีมานานแล้ว หลังจากที่อังกฤษสร้างอาณานิคมอเมริกาเหนือแล้ว การค้าทาสก็กลายเป็น แหล่งที่มาแหล่งหนึ่งในการกอบโกยสร้างฐานะร่ำรวยของนักล่าอาณานิคม ต้นศตวรรษที่ 18 โดยนัยแห่ง “สัญญายูเตรคต์” อังกฤษได้สิทธิพิเศษในการขายชนผิวดำ แต่อาณานิคมของสเปนในอเมริกาเป็นเวลา 30 ปี กลายเป็นผู้ผูกขาดการค้าทาสเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษแต่เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งก็ได้ เปลี่ยนเป็นศูนย์กลางการค้าทาส นักค้าทาสของอังกฤษนำเอาผ้าฝ้ายและสินค้าเบ็ดเตล็ดราคาถูกใน “แมนเชสเตอร์” ลำเลียงไปขายในแอริกและหลอกเอาทาสชนผิวดำลงเรือขนไปขายในอินเดียตะวันตก จากนั้นก็ขนเอาน้ำหวานและฝ้ายกลับอังกฤษ และนี่ก็คือ “การค้า 3 เส้า” แบบโจรสลัดนั่นเอง ใน 1783 - 1793 ทาสที่ถูกขนจากแอฟริกาไปขายในอินเดียตะวันตกโดยเรือขนส่งของลิเวอร์พูล มีจำนวนถึง 300,000 คน ได้กำไรถึง 15 ล้านปอนด์ จำนวนทาสชนผิวดำที่อังกฤษนำไปขายในอเมริกามีจำนวนเป็น 4 เท่าของประเทศ ค้าทาสรายอื่น ๆ รวมกัน เจ้าของเรือ พ่อค้าและขุนนางของอังกฤษมีอยู่ไม่น้อยที่ร่ำรวยจากการค้าทาส ชนชั้นนายทุนอังกฤษก็ใช้การปล้นชิงอย่างเปิดเผยและการขูดรีดอย่างทารุณต่อประชาชนในอาณา นิคมสะสมเงินทุนก้อนมหึมาตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่จำเป็นแก่การปฏิวัติอุตสาหกรรม กำรพฒันำในระดบัสูงของสถำนประกอบกำร หัตถกรรมและกำรเจริญเติบโตของพลังทำงเทคนิค การใช้เครื่องจักรเป็นจุดเริ่มตันของการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการสร้างเครื่องจักรนั้นได้เตรียม พื้นฐานทางเทคนิคจากสถานประกอบการหัตถกรรม การพัฒนาในระดับสูงของสถานประกอบการแบ่งการ ผลิดเป็นขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละขั้นตอนใช้เครื่องจักรแทนมือ เป็นการตระเตรียม เงื่อนไขให้กับการคันพบและประดิษฐ์เครื่องจักร การสถาปนาอำนาจครองความเป็นเจ้าทางการค้า เร่งให้การหัตถกรรมพัฒนา ขณะเดียวกันระบบ หัตถกรรมสถานประกอบการนั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาทุนนิยมให้ก้าวไปอีกก้าวก่อน ปฏิวัติอุตสาหกรรม กิจการประกอบสินค้าไม่สามารถสนองความต้องการให้กับดลาดที่ขยายตัวได้โดยเฉพาะ ความต้องการของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากการผลิตในแต่ละขั้นตอนการทำงานต้องการกรรมกรผู้ชำนาญ งานทำให้เจ้าของวิสาหกิจไม่สามารถหาคนแทนได้ และไม่สามารถใช้แรงงานหญิงและเด็ก เจ้าของวิสาหกิจก็มี ความต้องการอย่างเร่งด่วนที่จะผ่านจากสถานประกอบการหัดถกรรมไปสู่การผลิตในระบบโรงงาน ทั้งนี้ก็เพื่อ เพิ่มพูนการขูดรีด ขยายผลกำไร
7 อดัม สมิธ กับ เดวิด ริคำร์โด ภาพที่ 4 อดัม สมิธ อาดัม สมิธ เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิคและนักคิดของชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมที่ลือชื่อ ในปี 1776 สมิธเห็นว่า โภคทรัพย์ของประชาชาติก็คือ ผลรวมของสินค้าที่ผลิตได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาค เกษตรกรรม เพื่อเพิ่มการผลิตสินค้าจะต้องดำเนินการแบ่งงานและแข่งขันอย่างเสรีสามารถผสมระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลกับสวัสดิการทางสังคม ดังนั้นเขาคัดค้านระบอบสมาคมอาชีพและบริษัทผูกขาดซึ่งเป็น อุปสรรคต่อการแข่งขันอย่างเสรี ในยุคที่การต่อสู้ทางชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ อาดัมสมิธได้วิเคราะห์ โครงสร้างทางชนชั้นของทุนนิยมเป็นครั้งแรก คนงานรับจ้างนายทุนและเจ้าที่ดินเป็นชนชั้นสำคัญ 3 ชนชั้นใน สังคมทุนนิยม ปริมาณแรงงานที่สิ้นเปลืองไปในการผลิตสินค้าเป็นสิ่งกำหนดมูลค่าของสินค้า หากแต่กำหนด จากรายได้ก็คือ ค่าแรง กำไร และค่าเช่า อันเป็นรายได้พื้นฐาน 3 ชนิดของสังคม
8 ภาพที่ 5 เดวิด ริคาร์โด เดวิด ริคาร์โด ผู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรม และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ การเมืองชนชั้นนายทุนเดียวกัน และชี้ว่า มูลค่าของสินค้ากำหนดจากเวลาทำงานรวมทั้งมูลค่าของปัจจัยการ ผลิตที่ย้ายไปอยู่ผลผลิตจากนั้นได้พัฒนาทฤษฎีว่ามูลค่าแรงงานของสมิธและได้สร้างระบบทฤษฎีที่ถือมูลค่า แรงงานเป็นใจกลาง และริคาร์โดเห็นความขัดแย้งระหว่างค่าแรงกับกำไรและกำไรกับค่าเช่า และยังเห็นว่าทุน นิยมเป็นแบบวิธีการผลิตของสังคมที่เป็นธรรมชาติ ทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิคของอังกฤษเป็นการสนองมูลฐานทางทฤษฎีในการสร้าง การปกครองของทุนนิยมเสรี เกิดผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งยาวไกลต่อนโยบายเศรษฐกิจ ของชนชั้นนายทุน อังกฤษ กำรปฏิรูปเทคนิคในกำรผลติ กำรประดิษฐ์เครื่องจักรและกำรใช้เครื่องจักร นับแต่ทศวรรษที่ 1760 อังกฤษก็เริ่มปรากฏสิ่งประดิษฐ์ขึ้นจำนวนหนึ่ง นี่ไม่ใช่เพราะว่าได้เกิดนัก ประดิษฐ์อัจฉริยภาพมาแต่ไหน หากเป็นด้วยเหตุที่ความสัมพันธ์ทางการผลิตทุนนิยมของ และใช้สิ่งประดิษฐ์ เหล่านี้ไป อังกฤษได้พัฒนาก้าวหน้าไปถึงขั้นที่สามารถใช้สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ดำเนินการขูดรีดอย่างกว้างขวาง ให้กับผู้มีทุนแล้วนั่นเอง ขณะเดียวกัน พื้นฐานทางเทคนิคที่สะสมเป็นเวลายาวนานในสถานประกอบการ หัตถกรรมก็สนองความเป็นไปได้ไห้กับการประดิษฐ์คิด สร้างและการปฏิรูป ส่วนการปรากฎของความเป็นไป ได้ชนิดนี้ก็เกิดจากการใช้แรงงานในการผลิตร่วมกันของคนงานเรือนพันเรือนหมื่น
9 ภาพที่ 6 เครื่องเจนนี่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ ในชั้นแรกได้เริ่มตันจากอุตสาหกรรมเบาที่การหมุนรอบวงจรของ ทุนค่อนข้างเร็วได้กำไรค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมปั่นทอที่สะดวกต่อการใช้เทคนิค ที่ก้าวหน้าและไม่ถูกผูกมัดโดยกฎระเบียบของรัฐบาลและสมาคม อาชีพหรือควิลด์แบบศักดินา การประดิษฐ์ คิดคันเทคนิคที่สำคัญครั้งแรกในอุตสาหกรรมปั่นทอ คือการประดิษฐ์เครื่องปั่นต้ายแบบใช้มือหมุนหรือเครื่อง เจนนี่ ซึ่ง เจมส์ ฮาร์กราฟส์ กรรมกรทอผ้าประดิษฐ์ขึ้นในปี 1764 เครื่องปั่นด้ายแบบเก่าจะปั่นด้าย ครั้งละเส้น เดียวเท่านั้น ฮาร์กราฟส์อาศัยประสบการณ์จากการปฏิบัติในการผลิตของตนเองทำการตัดแปลงเครื่องปั่น ด้ายของคนรุ่นก่อนทำให้เครื่องเจนนี่สามารถพาแกนด้ายในคราวเดียวถึง 16-18 แกนกระทั่งมากกว่านั้น จากนี้ ก็ได้แก้ปัญหาขาดแคลนด้ายซึ่งดำรงอยู่เป็นเวลาช้านาน กำลังชับคันของเครื่องเจนนี่คือกำลังคน ด้ายที่ปั่น ออกมาจะเส้นเล็กและขาดง่าย ปี 1769 ช่างตัดผมชื่อ ริชาร์ด อาร์คไรท์ ได้ประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายพลังน้ำที่เขา กล่าวว่าเป็น การตันคิดประดิษฐ์ของเขาเอง ด้ายที่ปั่นออกมาค่อนข้างหยาบแต่เหนียว ต่อจากนั้นอังกฤษก็เริ่ม ผลิตสิ่งทอจากฝ้ายล้วน ๆ เครื่องปั่นด้ายพลังน้ำมีขนาดใหญ่โต จะต้องสร้างตัวอาคารต่างหากรวม ศูนย์ กรรมกรจำนวนมากไปคุมเครื่อง เช่นนี้แล้วก็ได้ทะลวงออกจากขนาดของสถานประกอบการหัตถกรรมปรากฎ ระบบโรงงานขึ้น ประมาณปี 1779 กรรมกรชื่อ ซามูเอล ครอมปีตัน ได้ประดิษฐ์เครื่องมิลเครื่องมิลได้นำข้อดี ของเครื่องเจนนี่กับเครื่อง พลังน้ำมารวมในเครื่องเดียวกัน ในแต่ละครั้งสามารถพาแกนด้ายให้หมุนเคลื่อนไป พร้อมกันถึง 300 -400 แกนกระทั่งมากกว่านั้น ด้ายที่ปั่นออกมาทั้งเล็กละเอียดและเหนียว เนื่องจากเทคนิค การปั่นด้ายปฏิรูปอยู่ไม่ขาด เทคนิคการทอผ้าจึงดูล้าหลังเมื่อเปรียบเทียบ กันแล้ว เพื่อการพัฒนาการผลิตทุน นิยมก็จะต้องประดิษฐ์เครื่องทอผ้าแบบใหม่ออกมา ปี 1785 จอห์น คาร์ทไรท์ ได้ประดิษฐ์เครื่องทอผ้าพลังน้ำ มีสมรรถภาพ ในการผลิตสูงขึ้น 40 เท่า จากนั้นมาก็เริ่มปรากฎโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ พร้อม ๆ กับการเป็น แบบจักรกลของอุดลาหกรรมปั่นทอ ได้ผลักดันให้มีการดัดแปลงและ สร้างเครื่องจักรที่มีส่วนเกี่ยวกับปั่นทอขึ้น เช่นเครื่องหีบฝ้าย เครื่องสางฝ้ายเครื่องฟอกขาวและ เครื่องย้อมเป็นตันก็ทยอยกันปรากฏในโรงงานระบบปั่น ทอขึ้นตามลำดับ ประกอบเป็นชุดเครื่องจักร ที่เป็นระบบ เข้าแทนที่การแบ่งงานกันทำที่สลับซับซ้อนของ กรรมกรที่ผ่านมา แขนงการผลิตอื่น ๆ ก็ล้วนแต่มีการขยายการปฏิรูปเทคนิคทยอยกันใช้เครื่องจักรในการผลิต
10 กำรปฏิรูปเครื่องจักรไอน ำ้และเทคนิคกำรถลุงโลหะ หลังจากที่อุดสาหกรรมปั่นทอใช้ชุดเครื่องจักรที่เป็นระบบติดตั้งในโรงงานแล้ว กำลังขับเคลื่อนแบบ ใหม่ก็กลายเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนในการผลิตของโรงงาน เมื่อกำลังขับ เคลื่อนยังต้องพึ่งพลังน้ำ โรงงานก็ต้องสร้างอยู่ในชนบทที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว ไม่เพียงแต่การ ดมนาคมไม่สะดวก กำลังขับเคลื่อนก็ถูก จำกัด ในระยะน้ำน้อยหรือเป็นน้ำแข็ง โรงงานก็ต้องหยุดทำงาน นอกจากนี้การสร้างโรงงานตามริมฝั่งแม่น้ำ เจ้าของที่ดินยังฉวยโอกาสโก่งราคาที่ดินอีก เช่นนี้แล้วการจะขยายระบบโรงงานไปยังทั่วประเทศก็ถูกจำกัด การพัฒนาอย่างกว้างขวางของการผลิตแบบทุนนิยมมีความเรียกร้องต้องการที่จะสร้างเครื่องยนต์ชนิดหนึ่งที่ไม่ ต้องถูกจำกัดโดยสถานที่และฤดูกาล เครื่องจักรไอน้ำที่ เจมส์ วัตต์ ดัดแปลงขึ้นก็เกิดขึ้นภายใต้ความเรียกร้อง ต้องการทางภวิวิสัยดังกล่าว ดังนั้นเครื่องจักรไอน้ำจึงเป็นผลิตผลของการพัฒนา การผลิตมันก็เช่นเดียวกับ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ทุกชนิดล้วนเป็นผลึกและผลสรุปของประสบการณ์จากการปฏิบัติเป็นเวลา ยาวนานของมวลชนทั้งสิ้น ขั้นแรกคือดัดแปลงเครื่องจักรไอน้ำ ภาพที่ 7 เจมส์ วัตต์ เครื่องยนต์ที่ วัตต์ เป็นผู้ออกแบบ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน แบบเคลื่อนไหวชั้นเดียว ก่อนหน้านี้ในปี 1689 โธมัส ซาเวอร์รี ก็ได้สร้างเครื่องสูบน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำเป็นผลสำเร็จ ต่อมาผ่านการตัดแปลงของ โธมัส นิวโคเมน ได้สร้างเครื่องน้ำที่สามารถใช้ในหลุมแร่ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ว่าก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเครื่องจักร ไอน้ำก็ไม่ได้รับการปรับปรุงและเผยแพร่ในปี1769 ในขณะทีวัตต์เป็นพนักงานประดิษฐ์สร้างเครื่องมือสื่อการ สอนของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ในสก๊อตแลนด์นั้น ก็ได้ทำการปรับปรุงเครื่องจักรของนิวโคเมน กลายเป็น เครื่องยนต์ที่มีกำลังแรงม้าค่อนข้างสูง โครงสร้างและบทบาทของมันโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกับของนิวโคเมน เนื่องจากความเรียกร้องต้องการอันเร่งด่วนจากการพัฒนาของการปฏิวัติอุตสาหกรรม วัตต์ได้บรรลุงาน ทดลองสร้างเครื่องจักรไอน้ำแบบใหม่ เครื่องจักรไอน้ำแบบใหม่ของวัตด์ได้ติดลูกสูบและอุปกรณ์ เคลื่อนไหว ต่อเนื่อง ดัดแปลงเครื่องจักรไอน้ำแบบเคลื่อนที่ชั้นเดียวเป็นแบบหมุนรอบ เครื่องจักรไอน้ำที่มีความหมายทาง ประวัติศาสตร์อย่างใหญ่หลวงขึ้น การใช้เครื่องจักรไอน้ำในการผลิต ทำให้การผลิตทางอุตสาหกรรมทะลวง ทลายขีดจำกัดจากเงื่อนไขธรรมชาติ ประกอบกันเข้าเป็นระบบเครื่องจักรทั้งชุด นับแต่เครื่องต้นกำลัง เครื่อง เชื่อมโยง และเครื่องทำงาน เร่งวิถีดำเนินให้กับการปฏิวัติอุดสาหกรรม ทั้งทำให้แบบวิธีการผลิตทุนนิยมรบ
11 ชนะแบบวิธีการผลิดศักดินาในที่สุด การใช้เครื่องจักรไอน้ำยังได้ขยายความสามารถในการรับรู้ของคนเราให้ กว้างขึ้นในประวัติความรับรู้ของมนุษย์ การเสียดสีทำให้เกิดไฟก็คือการแปรการเคลื่อนไหวแบบกลไกเป็น ความร้อน การประดิษฐ์และใช้เครื่องจักรไอน้ำก็ได้แปรความร้อนเป็นการเคลื่อนไหวแบบกลไก ภาพที่ 8 เฮนรี่ คอร์ต เครื่องจักรไอน้ำของวัตต์ ในไม่ช้าก็ถูกนำไปใช้ในแขนงอุตสาหกรรมปั่นทอ ทั้งยังเผยแพร่ ไปในแขนง อุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว จากนี้ก็ได้ผลักดันให้กิจการสร้างเครื่องยนต์ การถลุง โลหะตลอดจนกิจการ ขุดถ่านหินพัฒนาไป กิจการถลุงโลหะของอังกฤษตราบจนก่อนกลางศตวรรษ ที่ 18 ยังใช้ถ่านไม้อยู่เกือบจะ ทั้งหมด เนื่องจากการขยายตัวของเกษตรกรรมและการตัดไม้ ทำลายป่าอยู่ไม่ขาด ทำให้ไม้ฟื้นนับวันขาดแคลน การพัฒนาอุตสาหกรรมถลุงโลหะจึงถูกจำกัด อย่างหนัก จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบโลหะจากต่างประเทศมา ชดเชย การพัฒนาของการปฏิวัติ อุตสาหกรรมจึงมีความต้องการอย่างรีบด่วนที่จะปฏิรูปเทคนิคการถลุงโลหะ เทคนิคการถลุงโลหะ ประกอบด้วยแผนกหลอมและแผนกชุบ 2 แผนก ระหว่างก่อนและหลังปี 1735 อับราฮัม ดาร์บี้ ใช้ถ่านโค้กหลอมเหล็ก ได้รับความสำเร็จ แต่ว่าขณะนั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่ได้เริ่มต้น วิธีหลอม เหล็กแบบใหม่จึงไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ต่อมาดาร์บี้ได้ทำการปรับปรุงให้ ก้าวหน้าไปอีกก้าวหนึ่ง ปี 1760 เขาสร้างเตาหลอมขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่ใช้ถ่านโค้กหลอมเหล็กเท่านั้น หากยังติดตั้งอุปกรณ์เตาสูบที่มี กำลังลมแรง สามารถขจัดกำมะถันและสิ่งเจือปนอื่น ๆ ได้ เริ่มต้นอุตสาหกรรมถลุงโลหะขนาดใหญ่ที่ทันสมัย แต่ว่าการปฏิรูปเทคนิคในอุตสาหกรรมถลุงโลหะที่แท้จริงนั้น คือการใช้วิธีชุบแบบประณีตของ เฮนรี่ คอร์ต ใน ปี 1784 แก้ปัญหากระบวนการชุบ เหล็กตกไป วิธีของคอร์ดเรียกว่า “วิธีโดนถลุงและกดทับ” วิธีนี้ใช้ถ่านโค้ก ก็สามารถถลุงเหล็กดิบ และเหล็กกล้าออกมาได้ สมรรถภาพในการผลิตก็สูง ต้นทุนต่ำ ปริมาณสำรองแร่ถ่าน หินและแร่ เหล็กของอังกฤษค่อนข้างอุดม ดังนั้นจึงปรากฏศูนย์กลางอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กอย่าง รวดเร็ว
12 กำรปฏิรูปเทคนิคกำรขนส่ง ภาพที่ 9 เรือกลไฟ การพัฒนาเป็นแบบอุตสาหกรรมของทุนนิยม มีความจําเป็นท้องขยายตลาดการค้าทั้ง ภายในและ ต่างประเทศให้กว้างขึ้น ดังนั้นจึงมีความเรียกร้องต้องการที่จะปรับปรุงเทคนิค การขนส่งคมนาคม การพัฒนา ของอุตสาหกรรมถลุงโลหะกับอุตสาหกรรมทำเหมืองถ่านหินก็ได้ สนองเงื่อนไขให้กับการปรับปรุงอุตสาหกรรม ขนส่งคมนาคม ปี 1788 แคว้นยอร์กได้สร้างสะพานเหล็กเป็นสะพานแรก ย่างเข้าศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มปฏิรูป เทคนิคการขนส่งทางบกและการขนส่งทางทะเล ก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ยุคทางรถไฟ” และ “ยุคเรือกลไฟ” เรือไม้ที่ใช้กำลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำได้สร้างขึ้นเกือบจะพร้อมกันทั้งในอังกฤษและอเมริกา แต่ว่าเรือกลไฟลำแรกที่ใช้บรรทุกผู้โดยสารประดิษฐ์โดย โรเบิร์ต ฟุตตัน ในปี 1807 อังกฤษาอาศัยประดิษฐกรรมกรรมชิ้นนี้เริ่มสร้างเรือกลไฟของตนเอง ในปี 1811 เนื่องจากการเจริญรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมถ่านหิน และเหล็ก การได้เปรียบทางเทคนิค ตลอดจนการควบคุมดินแดนอาณานิคมอันกว้างใหญ่ และการค้าใ น ตลาดโลก อังกฤษเป็นผู้พัฒนาเรือที่ต่อด้วยเหล็กและขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรไอน้ำก่อนใคร รับหน้าที่ ขนส่งทางทะเล ระยะไกล ทั้งได้ใช้กองเรือพาณิชย์อันเข้มแข็งเกรียงไกรของตนดำเนินการปล้นชิงต่อประเทศ อาณานิคม ภาพที่ 10 โรเบิร์ต ฟุตตัน
13 การขนส่งทางรถไฟได้พัฒนาค่อนข้างเร็วในอังกฤษ การพัฒนาเทคนิคการขนส่งทางรถไฟมีห่วงโซ่ สำคัญอยู่ 2 ห่วง คือ การปรับปรุงรางรถไฟกับการประดิษฐ์หัวรถจักรไอน้ำ รางรถไฟยุคแรกของอังกฤษทำด้วย ไม้ ที่สำคัญใช้ส่งถ่านหิน หลังปี 1765 เริ่มใช้รางรถไฟ ที่ทำด้วยเหล็ก โดยใช้ม้าลากรถตามรางรถ จนถึงปี 1820 จึงได้ผลิตรางเหล็กที่มีเนื้อเหล็กแข็ง และเหนียว ปี 1825 อังกฤษสร้างทางรถไฟสายแรกใน ประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ และใช้หัวรถจักรที่สร้างโดยสตีเฟนสัน จากนั้นมาก็ได้เปิดศักราชใหม่ของการขนส่งทาง บก ปี 1830 อังกฤษสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ใช้หัวรถจักร “แบบจรวด” ที่ออกแบบโดยสตีเฟนสัน อัตราความเร็ว 29 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลากจูงด้วยหัวรถจักรตามลำพังเป็นครั้งแรก ความล้ำเลิศของการขนส่งทางรถไฟก็เป็นที่ยอมรับกัน เมื่ออังกฤษปรากฏความคลั่งไคล้ในการสร้างทางรถไฟก็ ยิ่งเป็นกำลังผลักดันให้ อุตสาหกรรมถ่านหินและอุตสาหกรรมเหล็กพัฒนายิ่งขึ้น กำรต่อสู้ทำงชนช้ันในระหว่ำงปฏิวตัิอุตสำหกรรม ขบวนกำรล๊ดูด์กำรต่อสู้ทำงชนช้ันของชนช้ันกรรมำชีพยุคแรก ในเวลาเดียวกับที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคใน ขั้นมูลฐาน นั้นก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมอย่างรุนแรง พร้อม ๆ กับที่ระบบโรงงาน สร้างขึ้นอย่างแพร่หลาย สังคมอังกฤษก็ได้ปรากฏชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์กัน 2 ชนชั้น คือชนชั้นกรรมาชีพ อุตสาหกรรมและชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อุตสาหกรรมเจริญเติบโตขึ้นมาได้ก็เป็นเพราะว่ามันได้ใช้ เครื่องจักรเข้าแทนที่ เครื่องมือหัตถกรรม ใช้โรงงานแทน จากนั้นก็แปรผู้ใช้แรงงานในชนชั้น กลางเป็นกรรมกร ผู้ไร้สมบัติ ความแตกต่างในหมู่ประชาชนเป็นคู่ปรปักษ์กันระหว่างกรรมกรกับนายทุน ชนชั้นใหม่ของสังคมชน ชั้นหนึ่งซึ่งก็คือชนชั้นกรรมาชีพ อุตสาหกรรมได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ภายใต้ระบอบทุนนิยมใช้เครื่องจักร ได้ขยายขอบเขตในการขูดรีดและ เพิ่มผลกำไรให้กับนายทุน แต่ สิ่งที่นำมาให้กรรมกรนั้นกลับเป็นการตกงาน ความยากจนและ อดอยาก ทำให้เจ้าของโรงงานสามารถใช้ กรรมกรเด็กและหญิงซึ่งค่าแรงต่ำเป็นจำนวนมาก ปี 1788 โรงงานปั่นด้าย 142 แห่งของอังกฤษใช้กรรมกรเด็ก 25,000 คน กรรมกรหญิง 31,000 คน กรรมกรชายมีเพียง 26,000 คนเท่านั้น เจ้าของโรงงานและหัวหน้าคุม งานสามารถทุบตี เด็กได้ตามอำเภอใจ ในเหมืองแร่ ก็ใช้กรรมกรหญิงและเด็กเช่นกัน เวลาทำงานยืดยาว ออกไป แต่ค่าแรงลดลง ในระหว่างปี 1802-1833 ค่าแรงของ กรรมกรได้ลดลงจากสัปดาห์ละ 29 ชิลลิงเหลือ 5 ชิลลิง เขตที่พักอาศัยในเมืองของกรรมกรเรียกว่า แหล่งสลัม บ้านที่พักอาศัยผุ ๆ พัง ๆ เบียดเสียดกันอยู่ อังกฤษในขณะนั้นเป็น ประเทศที่เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีแหล่งสลัมใหญ่ ที่สุด กรรมกรมักถูกคุกคามจากโรคติดต่อประเภท ไทฟอยด์ อหิวาตกโรคและ วัณโรคเป็นต้น กรรมกรชายล้วน มีอายุสั้นลง ส่วนกรรมกรเด็กก็เสียชีวิตจำนวนมาก กฎหมายของชนชั้นนายทุนห้ามกรรมกรจัดตั้ง องค์การทุก ชนิดไม่มี กำลังเพียงพอที่จะต่อต้านนายทุน
14 ภายใต้เงื่อนไขทุนนิยม การผลิตด้วยเครื่องจักรนำความทุกข์มาสู่กรรมกร การต่อสู้คัดค้านการขูดรีด ยุคแรกมักใช้รูปแบบ ทำลายเครื่องจักร เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน รัฐสภาอังกฤษออก กฎหมาย ในปี 1769 ใช้การลงโทษด้วยการประหารชีวิตสถานเดียวต่อกรรมกร ในช่วงเวลา ระหว่างปี 1760- 1780 มีการประดิษฐ์คิดสร้างเครื่องจักรอย่างขานใหญ่ ในช่วงสงครามเอกราชอเมริกาเหนือวัตถุดิบประเภท ฝ้ายติดขัด อุตสาหกรรมปั่นทออยู่ในภาวะซบเซาทำให้กรรมกรจำนวนมากว่างงานและอดอยาก ในปี 1779 มี กรรมกรต่อสู้ถึง 80,000 คนในลันตาเซียร์ การทำลายเครื่องจักรของกรรมกรมักจะเกิดการปะทะอย่างรุนแรง กับกองทหาร และถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม ขบวนการทำลายเครื่องจักรในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมเรียกว่า ขบวนการลู๊ดด์ ลู๊ดด์เป็นกรรมกรคน แรกที่ใช้รูปแบบทำลายเครื่องจักร ต่อสู้กับเจ้าของ วิสาหกิจ รัฐบาลได้ระดมกองกำลัง ทหารและตำรวจทั้งหมด ออกกวาดล้าง ปี 1813 ได้ออก “กฎหมายว่าด้วยการลงโทษผู้ทำลาย เครื่องจักร” ทั้งได้ยกระดับความรับรู้ ในท่ามกลางการปฏิบัติ การต่อสู้ของกรรมกรต่อการขูดรีด ของทุนนิยมก็ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นการต่อสู้ ทางการเมือง มัลทัส ผู้พทิักษ์ชนช้ันนำยทุน ภาพที่ 11 โธมัส มัลทัส ในขณะที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมพัฒนาซึมลึก การต่อสู้ทางชนชั้นและวิกฤติทางสังคมหนักหน่วงขึ้น นั้น บาทหลวง โธมัส มัลทัสก็ได้เขียนหนังสือ ออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “ทฤษฎีว่าด้วยประชากร” ในปี 1798 โยน สาเหตุแห่งความยากจน และการว่างงาน ให้กับการเพิ่มทวีโดยธรรมชาติของ จำนวนประชากร พยายามปกปิด อำพรางการขูดรีดอย่างทารุณของชนชั้นนายทุน แก้ต่างให้กับระบอบทุนนิยม มัลทัสกล่าวว่า ปัจจัยการครองชีพจะเพิ่มขึ้นตามตัวเลข ส่วนประชากรเพิ่มแบบทวีคูณ สาเหตุที่ ประชาชนผู้ใช้แรงงานนับวันยากจน ไม่ใช่เกิดจากความเลวร้ายของระบอบทุนนิยม หากเป็น “กฎธรรมชาติ”
15 กำรเคลอื่นไหวของกลุ่มหัวรุนแรงชนช้ันนำยทุน การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในชนชั้นนายทุน พลังทางเศรษฐกิจของชนชั้น นายทุนอุตสาหกรรมเพิ่มทวีและค่อย ๆ ขึ้นสู่ฐานะนำ ดังนั้นในทางการเมือง พวกเขาจึงมีความเรียกร้อง ต้องการจะแบ่งปันอำนาจรัฐใหม่ ดำเนินการปรับปรุงการเลือกตั้ง ยกเลิกสิทธิของผู้แทนในเขตเลือกตั้งเสื่อม โทรม เพื่อเพิ่มที่นั่งของพวกตนในรัฐสภา ภาพที่ 12 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ขณะนั้น พรรควิกซึ่งกุมอำนาจมาเกือบ 70 ปีก็เริ่มทรุดโทรมเน่าเฟะตั้งแต่ปี 1760 กลายเป็น เป้าหมายที่ประชาชนเคียดแค้นชิงชัง ชาวพรรคทอรี่จึงตระเตรียมฉวยโอกาสแย่งชิงอำนาจการนำในรัฐสภา หัวหน้าพรรคทอรี่ก็เหมือน ๆ กับหัวหน้าพรรควิกคือต่างก็เป็นขุนนางชั้นสูง ในศตวรรษที่ 18 ทำให้พลังทาง เศรษฐกิจของชนชั้นนี้เข้มแข็งขึ้น จึงรีบร้อนที่จะใช้กษัตริย์ จอร์จที่ 3 เป็นประโยชน์ในการช่วงชิงอำนาจรัฐ ส่วนจอร์จที่ 3 ก็คิดใช้ชาวพรรคทอรี่ ในการฟื้นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงแต่งตั้งผู้ใกล้ชิด กษัตริย์จอร์จที่ 3 และพฤติกรรมอันชั่วร้ายในการซื้อเสียง สมาชิกเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในรัฐสภาของพรรค ทอรี่ได้สร้างความเดือดแค้นแก่ประชาชนเป็นอันมาก กลุ่มฝ่ายหัวรุนแรงในชนชั้นนายทุนก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาเป็นตัวแทนผลประโยชน์ ของชนชั้น นายทุนอุตสาหกรรมพยายามที่จะขยายขอบเขตของสิทธิเลือกตั้งให้ กว้างออกไป เพื่อจะได้เพิ่มจำนวนผู้แทน ของตนในรัฐสภา กลุ่มหัวรุนแรงใช้ความไม่พอใจของ กรรมกร ต่อสู้ต่อต้านของชนชั้นกรรมกรเป็นประโยชน์ไป บรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมืองของตน ปี 1763 จอห์น วิลเคสซึ่งเป็นนักข่าวและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และบูทลงใน “หนังสือพิมพ์สก๊อตแลนด์” ถูกจับเข้าคุก สภาล่างยังลบ ชื่อเขาออกจากรัฐสภา ปี 1768 วิลเคสได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก สภาล่างไม่ยอมรับแต่เขาก็
16 ได้รับเลือกอีก 2 ครั้งติด ๆ กัน ดังนั้นมวลชนประท้วงการตัดสินใจอันไร้เหตุผลของสภาล่าง ปี 1771 รัฐสภาถูก บีบจำต้องยอมรับสมาชิกภาพของวิลเคส ภาพที่ 13 จอห์น วิลค์ส บูธ ปี 1775 จอห์น คาร์ทไรท์ ดำเนินการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภาเลือกตั้งใหม่ทุกปี และปรับปรุงเขตเลือกตั้ง เสื่อมโทรมเป็นต้น ขบวนการคัดค้านสงคราม และการจลาจลคัดค้านความอดอยากซึ่งเกิดขึ้นภายในประเทศ ขณะนั้น ปี 1780 ในลอนดอนเกิดการลุกขึ้นสู้ที่มีชาวเมืองชั้นล่างเป็นกำลังหลักเข้าล้อมตึกรัฐสภา ทำให้ สถานการณ์หภายในประเทศตึงเครียดขึ้น ความพ่ายแพ้ในสงครามปราบปรามประชาชนในอาณานิคมอเมริกาเหนือ ทำให้ความฝันที่ จะ เสริมสร้างการปกครองในระบอบเผด็จการของกษัตริย์จอร์จที่ 3 พังทลายลง ระหว่างปี 1783- 1801 ปี 1789 ฝรั่งเศสเกิดการปฏิวัติชนชั้นนายทุนที่มีผล สะเทือนไปทั่วยุโรป อังกฤษรู้สึกถึงอำนาจครองความเป็นเจ้าของ ตนกำลังถูกคุกคาม ดังนั้นขุนนาง เจ้าที่ดินและชนชั้นนายทุนซึ่งรวมทั้งชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมด้วย ต่างก็ เคียดแค้นต่อการปฏิวัติ ของฝรั่งเศส รัฐบาลพิทท์น้อยจึงตัดสินใจ ปราบปรามการเคลื่อนไหวปฏิวัติของ ประชาชนอังกฤษเพื่อจะได้ทุ่มกำลังไปรบกับฝรั่งเศส ปี 1795 ปราบปรามการจลาจลที่เกิดจากความอดอยากที่ มีขอบเขตทั่วประเทศ ปี 1799-1800 ประกาศ ใช้ “กฎหมายป้องกันการจัดตั้งอย่างผิดกฎหมายของ กรรมกร” ห้ามมิให้กรรมกรจัดตั้งองค์การทุกชนิด แต่ว่าขุนนางฉวยโอกาสกักตุนธัญญาหาร เก็งกำไร ในยาม สงคราม ต่างก็กอบโกยผลประโยชน์จากสงครามจนร่ำรวยเป็น เศรษฐีอภิมหาเศรษฐีไปตาม ๆ กัน ปี 1815 สงครามต่อฝรั่งเศสสิ้นสุดลง ตลาดการค้าต่าง ประเทศก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวในทันที ทำให้ การผลิตซบเซา การว่างงานเพิ่มขึ้น ชีวิตความ เป็นอยู่ของประชาชนยากจนขุนนางเจ้าที่ดินกลับใช้รัฐสภาผ่าน “กฎหมายข้าว” กำหนดว่า ถ้าราคาข้าวสาลีภายในประเทศต่ำกว่าควอตละ 80 ชิลลิงแล้วห้ามนำเข้าสินค้า ธัญญาหาร ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้แรงงานตกอยู่ในสภาพยากลำบากเท่านั้น หากยังเป็นการทำลายผล ประโยชน์ของชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมด้วย พวกกลุ่มหัวรุนแรงชนชั้นนายทุนก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาอาศัย
17 ความไม่พอใจของมวลชน หลังสงครามดำเนินการปลุกระดมโดยเฉพาะ ในเมืองที่การอุตสาหกรรมเฟื่องฟู คัดค้าน “กฎหมายข้าว” คิดจะใช้พลังกรรมกรไปบรรลุจุดมุ่งหมายของตนเอง การต่อสู้เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งได้ขึ้นถึงขั้นตึงเครียดที่สุดในระหว่างปี 1818-1819 กรรมกร ชาวเมือง และ ชนชั้นนายทุน ชุมนุมมวลชนที่มีขนาดใหญ่โต เสนอให้ปฏิรูประบอบเลือกตั้ง ยกเลิก “กฎหมายข้าว” และยกเลิกประกาศ คำสั่งห้ามกรรมกรจัดตั้งสมาคมทำให้ มวลชนตายและบาดเจ็บ 600 กว่าคน เดือน เมษายน 1820 ที่เมืองกลาสโกว์ได้ เกิดการนัดหยุดงานทางการเมืองของกรรมกร 60,000 คนและมีแนวโน้มที่ จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ การจลาจลสวิง การต่อสู้ทางชนชั้นในสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในเมืองเท่านั้น ใน ชนบทก็มีการ ต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรงเช่นกัน การประกาศใช้ “กฎหมายข้าว" และการเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล ราคา ธัญญาหารก็กลับ สูงขึ้นอีก ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงานยิ่งยากลำบาก ชาวนามักจะปะทะกับกอง กำลังติดอาวุธ ของเจ้าที่ดินเป็นประจำ การต่อสู้ต่อต้านของชาวชนบทยังใช้รูปแบบพิเศษชนิดหนึ่งคือรูปแบบแอบล่า คือ พวกชาวบ้านล่าสัตว์ ที่ขุนนางเลี้ยงไว้ มาย่างกินแก้หิวในครอบครัว เริ่มแต่ปี 1770 ขุนนางให้สภาออกกฎหมาย “กฎหมายล่าสัตว์” ไปรับมือกับพวกแอบล่า แต่ว่าวิธีการลงโทษอย่างหนักก็ไม่อาจหยุดการแอบล่าได้ ต่อสู้นี้ก็ได้บรรจบเข้ากับ กระแส เขียวของ “การจลาจลสวิง” ที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ของอังกฤษ การจลาจลสวิง คือขบวนการทำลายเครื่องจักร ชนวนเกิดจากการนำเครื่องนวดข้าวมาใช้ใน การเกษตร ปี 1830 เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ การเก็บ เกี่ยวธัญญาหารก็ไม่ได้ผล ซ้ำยังเกิดโรคระบาดในฝูงแกะ ก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ยากเดือดร้อนให้กับ ชาวนา การต่อสู้ทางชนชั้นจึงทวีความรุนแรงขึ้น เดือนสิงหาคม 1830 ที่ เฮอร์ดลอส มีการทำลายเครื่องนวดข้าว จุดไฟเผากองฟางของเจ้าของฟาร์ม โดยเฉพาะคือ กองฟางของผู้พิพากษาศาล, รักษาความสงบซึ่งเป็นที่เกลียดชังของประชาชน ในปีนี้จะเผากอง ฟางและทุบทำลายเครื่องนวดข้าว การต่อสู้โดยทั่วไปเริ่มจากการทำลายเครื่องจักร แต่วิธีการที่ใช้โดยทั่วไป คือ จุดไฟเผา ในการเคลื่อนไหวพวกเขาก็เสนอข้อเรียกร้องเพิ่มค่าแรง ลดภาษี 10 ชัก 1 และค่าเช่าที่ดินเป็นต้น การจลาจลสวิงเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งมโหฬารที่สุดครั้งสุดท้ายในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ขบวนการกรรมกรกับการต่อสู้ปฏิรูปรัฐสภา รัฐสภาจำต้องยกเลิกคำสั่งห้ามการชุมนุมและตั้งสมาคมของกรรมกรในปี 1824 กลุ่มปกครองเห็นว่า เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นตน ป้องกันการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานปฏิวัติใต้ดิน การอนุญาตให้สหภาพแรงงานดำรงอยู่อย่างถูกกฎหมายเป็นมาตรการค่อนข้างจะดีกว่าการสั่งห้ามโดยเด็ดขาด แต่ว่าพอคำสั่งห้ามตั้งสมาคมถูกยกเลิกเท่านั้น สหภาพแรงงานก็ถูกตั้งขึ้นในที่ต่าง ๆ ปี 1825 รัฐสภาจึง ผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมห้ามกรรมกรใช้ความรุนแรงและใช้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า วิธีการขู่เข็ญในขณะนัดหยุดงาน ปี 1825 อังกฤษได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่มีลักษณะวัฏจักรเป็นครั้งแรก
18 กรรมกรจำนวนมากถูกออกจากโรงงานไปอยู่ตามท้องถนน ปี 1830 ในฝรั่งเศสเกิดการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม ก็ ได้ผลักดันการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในอังกฤษให้ลุกขึ้น กลุ่มหัวรุนแรงก็เริ่มคึกคักขึ้น พรรควิกก็ฉกฉวยโอกาสโจมตีนโยบายของพรรคทอรี่เป็นการใหญ่ เดือนตุลาคม 1830 คณะรัฐมนตรี ของพรรคทอรี่ล้มคว่ำ ภายหลังที่พรรควิกขึ้นกุมอำนาจแล้วก็ได้เสนอร่างกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายปฏิรูป รัฐสภา” ถูกสภาขุนนางใช้สิทธิยับยั้ง แต่มวลชนผู้ใช้แรงงานเข้าแทรกแซงอย่างเอาการเอางาน บีบให้สภาขุน นางจำต้องผ่านกฎหมายฉบับนี้ ปี 1832 “กฎหมายปฏิรูปรัฐสภา” มีผลบังคับใช้ กฎหมายปี 1832 ได้ยกเลิกที่นั่งในสภาของเขตเลือกตั้งเสื่อมโทรมส่วนหนึ่งโดยไปเพิ่มให้กับเมือง อุตสาหกรรมที่เจริญขึ้นใหม่ กรรมกรจึงก่อการเคลื่อนไหวด้านสหภาพกรรมกรขึ้นอีก เดือนกุมภาพันธ์ 1834 กรรมกรได้ก่อตั้ง “สหพันธ์แรงงานทั่วประเทศ” ผลักดันให้การจัดตั้งสหภาพ แรงงานของท้องที่ต่าง ๆ ชนชั้นนายทุนก็ก่อการรุกโจมตีต่อชนชั้นกรรมกรทันทีโดยเสนอสิ่งที่ เรียกว่า “กฎหมายสงเคราะห์คนยากจนใหม่” แทน “กฎหมายสงเคราะห์คนยากจน” ปี 1834 ยกเลิกการช่วยเหลือ ด้านสิ่งของและการเงิน บีบบังคับให้ผู้รับความช่วยเหลือจะต้องเข้าพักอาศัยในหอพักกรรมกรและหอพัก กรรมกรดังกล่าวโดยความเป็นจริงแล้วก็คือห้องคุมขังนักโทษที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถพักอยู่ได้ ภายหลังได้เข้าร่วม กุมอำนาจรัฐโดยตรงแล้วก็หันกลับมาโจมตีต่อชนชั้น กรรมกรอย่างบ้าคลั่งทำให้กรรมกรมองเห็นว่า ผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนกับผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพเป็นปฏิปักษ์กันโดยมูลฐาน กรรมกรก็ จะต้องดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองกับชนชั้นนายทุนอย่างเป็นอิสระจนถึงปี 1830 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นในครึ่งหลังศตวรรษที่ 18 จนถึงทศวรรษที่ 1830-1840 ก็บรรลุ ความสำเร็จในด้านเทคนิคการผลิต "ใช้เครื่องจักรผลิตเครื่องจักร” สร้างพื้นฐานทางเทคนิคอย่างเหมาะสม ให้กับการสร้างอุตสาหกรรมใหญ่ในระบบโรงงาน อุตสาหกรรมอังกฤษเริ่มต้นจากแขนงอุตสาหกรรมปั่นทอ หลังจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำอย่าง แพร่หลายแล้ว ก็ได้ผลักดันให้อุตสาหกรรมถลุงโลหะและอุตสาหกรรมเหมืองแร่พัฒนาก้าวหน้าไปจนถึงปี 1830-1840 ปี 1839 ปริมาณการผลิตถ่านหินของอังกฤษเป็น 3 เท่าของปริมาณการผลิตของประเทศฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และปรัสเซียรวมกัน สินค้าของอังกฤษอยู่ในฐานะที่ผู้อื่นไม่มีทางแข่งขันได้เลย อังกฤษจึงกลายเป็น “สถานประกอบการของโลก” การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สร้างพลังการผลิตมหาศาล เสริมเผด็จการชนชั้นนายทุนมั่นคงขึ้น เพิ่มการ ขูดรีดของชนชั้นนายทุนที่มีต่อประชาชนทั้งภายในและภายนอกประเทศหนักมือยิ่งขึ้น อังกฤษส่งผลิตผลไป จำหน่ายในประเทศเมืองขึ้นและกึ่งเมืองขึ้น สูบรีดประชาชนผู้ใช้แรงงานของประเทศและแขตแคว้นเหล่านั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ผู้ผลิตน้อยล้มละลายและชาวนาผู้มีนาทำเองถูกทำลายทั้งชนชั้น ปี 1830 ในแขนงอุตสาหกรรมปั่นทอซึ่งเจริญที่สุดของอังกฤษ จำนวนเครื่องทอด้วยมือ ยังมีมากกว่า เครื่องจักร 2 เท่า จากนั้น 20 ปี เครื่องทอด้วยมือก็เกือบจะไม่มีให้เห็นอีกเลย จากการใช้เครื่องจักรอย่างขนาน ใหญ่และการดำรงอยู่ของกองหนุนแรงงานทำให้ชนชั้นนายทุนมักกดค่าแรงกรรมกรให้ต่ำลง เพิ่มการขูดรีดต่อ กรรมกรหนักมือยิ่งขึ้น
19 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคมจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็คือ ได้ ปรากฏชนชั้นกรรมาชีพอุตสาหกรรมและชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมเป็นปฏิปักษ์กัน 2 ชนชั้นในสังคมทุนนิยม ชนชั้นนายทุนไม่ถือคนเป็นคน หากถือเป็น “มือ” มือ ที่สร้างผลกำไรให้พวกเขา ชนชั้นนายทุนเร่งกอบโกยแล้ว พวกเขาก็ไม่ รู้ว่ายังมีความสุขอื่นใดอีกชนชั้นกรรมชีพเป็นผลิตผลของของตัวอุตสาหกรรมเอง พวกเขานับวัน เติบใหญ่พร้อม ๆ กับการ พัฒนาของอุตสาหกรรมใหญ่
20 บรรณำนุกรม ปรีชา ศรีวาลัย. (2536). ประวัติศาสตร์สากล. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. มหาวิทยาลัยครู เซี่ยงไฮ้. (2542). ประวัติศาสตร์โลกยุคใกล้. แปลโดย อรุณ โรจนสันติ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ. วิกิพีเดีย. (2566). การปฏิวัติอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/DT1Fa Digital School Thailand. (2566). อังกฤษกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/DT1Fa Industrial Documentary. (2566). อังกฤษ อรุณรุ่งแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/Fr4Ho