The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มเกสตัลท์(ทำe-book)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by afsanaandme, 2021-03-19 08:13:02

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มเกสตัลท์(ทำe-book)

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มเกสตัลท์(ทำe-book)

GESTALT THEORY
ทฤษฎีการเรียนรู้กล่มุ เกสตลั ท์

ประวัตินักทฤษฎีเกสตลั ท์

Max Wertheimer; 1880- 1948)

เขาเป็นนักจิตวิทยาชาวเยอรมันมีพื้นเพมาจาก
เชโกสโลวะเกียซึ่งตอ่ มาได้รับสัญชาติอเมริกนั
เขาเกิดเมือ่ วนั ที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1880 ทีป่ ราก
และเสียชีวติ เมื่อวนั ที่ 12 ตลุ าคม ค.ศ. 1948
ที่นิวโรเชล (นิวยอร์ก) อายุ 68 ปี ร่วมกับ Kurt
Koffka และ Wolfgang Kohler เขาเป็นหนึง่ ใน

บิดาแห่งจิตวิทยา Gestalt

หลงั จากสงั เกตเห็นว่ากระพริบทีส่ ถานีรถไฟสรา้ งภาพลวงตา
ของการเคลือ่ นไหวอย่างไรเขากเ็ ริม่ ให้ความสาคญั กบั การศึกษา
เรือ่ ง การรบั รู้

เขาเรียกว่าภาพลวงตาของการเคลื่อนไหวปรากฏการณ์พซี ึง่
เปน็ หลักการเดียวกนั กบั ที่ใช้เป็นภาพเคลือ่ นไหว

ประวตั ินกั ทฤษฎีเกสตัลท์

Wolfgang Kohler; 1887- 1967)

เปน็ นักจติ วิทยาชาวเยอรมนั
เกิดเมื่อวนั ท่ี 21 มกราคม ค.ศ. 1887
ท่ปี ระเทศเอสโตเนีย และเสียชวี ิตใน
วนั ท่ี 11 มิถุนายน ค.ศ. 1967
เขาเปน็ ผู้พบทฤษฎีการเรียนรแู้ บบ
หยั่งเหน็ (Insight Learning)
ผลงานท่สี าคญั ที่สดุ ของเขาคือทฤษฎี
เกีย่ วกบั การเรียนรจู้ ากการทดลอง
กบั ชิมแปนซี ท่ชี ื่อ "สลุ ต่าน"

ประวัตินักทฤษฎีเกสตัลท์

Kurt Koffka; 1886 – 1941)

เกิดในปี ค.ศ. 1886 ทีเ่ บอร์ลิน
ในตระกูลของเศรษฐีที่รู้จักกนั ดีในฐานะ

นกั กฎหมายและนักวชิ าการดา้ น
กฎหมาย พ่อของเขาเปน็ นักกฎหมาย
และน้องชายของเขาฟรดี รชิ กลายเป็น
ผู้พิพากษา แต่เคิร์ตแทนทีจ่ ะทาตาม
ข้ันตอนของครอบครัวในสาขากฎหมาย
ตดั สินใจเรียนปรัชญาและวิทยาศาสตร์

โดยลุงของเขา

และเพราะเขาได้รบั ความทกุ ขท์ รมานจากความผิดปกติ
ด้านการมองเห็น (ตาบอดสี) คอฟฟ์ก้าจงึ ให้ความสนใจ

เปน็ พิเศษกับการรบั รู้ของมนุษย์.

ประวัตินักทฤษฎีเกสตัลท์

Kurt Lewin; 1890 – 1947)

นกั จิตวิทยาชาวเยอรมนั
(1890 – 1947) มเี ชื้อสาย

เยอรมนั เขาไดน้ าเอา
หลักการทางวิทยาศาสตร์
มาร่วมอธบิ ายพฤติกรรม
มนษุ ย์ เขาเชือ่ ว่าพฤติกรรม
มนษุ ย์แสดงออกมาอยา่ งมี
พลังและทิศทาง (Field of
Force) ส่งิ ทีอ่ ยู่ในความสนใจ
และต้องการจะมพี ลงั เป็น
บวก ซึ่งเขาเรียกว่า Life
space ส่งิ ใดที่อยนู่ อกเหนือ
ความสนใจจะมพี ลังเปน็ ลบ

ประวตั ิความเปน็ มาของ
ทฤษฎีเกสตัลท์

ทฤษฎีการเรยี นรขู้ องกลุ่มเกสตลั ท์ เกิดจาก
นกั จติ วิทยาชาวเยอรมันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 โดยมี
ผู้นากลุ่มคือ เวอรไ์ ธเมอร์ (Wertheimer) โคห์เลอร์
(Kohler) คอฟฟ์กา (Koffka) และเลวิน (Lewin) ทง้ั
กลุ่มมีแนวความคิดวา่ การเรียนรเู้ กิดจากการจดั
ประสบการณ์ท้ังหลายทีอ่ ยู่กระจัดกระจายให้มา
รวมกันเสียกอ่ น แล้วจงึ พิจารณาส่วนย่อยต่อไป

ประวัติความเปน็ มาของ

ทฤษฎีเกสตัลท์

• คาว่า เกสตลั ท์ (Gestalt) เปน็ ภาษาเยอรมนั ความหมาย

เดิมแปลว่า แบบหรือรูปร่าง (Gestalt = form or Pattern)
ต่อมาปัจจุบันแปลว่าส่วนรวมหรือส่วนประกอบท้ังหมด

(Gestalt =The wholeness)

• กลุ่มเกสตัลท์ มแี นวคิดว่าการเรียนรู้เกดิ จากการจดั สิง่

เร้าต่าง ๆ มารวมกันเริม่ ตน้ ด้วยการรับรู้โดยส่วนรวม
กอ่ นแล้ว จึงจะสามารถวิเคราะห์เรือ่ งการเรียนรู้
ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไป

• ต่อมา เลวิน ได้นาเอาทฤษฎี เกสตลั ท์ มาปรับปรงุ เปน็

ทฤษฎสี นาม (Field theory) โดยนาความรทู้ าง
คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์มาอธิบายทฤษฎขี องเขา แต่ก็
ยงั คงใช้หลักการเดียวกนั น่นั คือการเรียนรู้ของบคุ คลจะ
เปน็ ไปได้ด้วยดีและสร้างสรรคถ์ า้ เขาได้มโี อกาสเห็น
ภาพรวม ทั้งหมดของสิง่ ที่จะเรียนเสียก่อนเมือ่ เกิดภาพ
รวมท้ังหมดแล้วก็เป็นการง่ายที่บคุ คลนั้นจะเรียนสงิ่ ที่

ละเอยี ดปลีกย่อย ต่อไป

หลกั การเรียนรูข้ องกลุ่มเกสตลั ท์

กลุ่มเกสตัลท์กล่าวว่า การเรียนรู้ที่เหน็ ส่วนรวมมากกวา่
ส่วนย่อยนั้นจะต้องเกิด จากประสบการณ์เดิม และการ

เรียนรู้ยอ่ มเกิดข้ึน 2 ลักษณะคือ

• การรับรู้ (Perception)

หมายถึงการแปลความหมายหรือการตีความต่อส่ิงเร้าของ อวัยวะรับ
สัมผัสส่วน ใดส่วนหนึ่งหรือทั้งห้าส่วน ได้แก่ หู ตา จมูก ล้ิน และ
ผิวหนัง และการตีความนี้ มักอาศัย ประสบการณ์เดิมดังนั้น แต่ละคน
อาจรับรู้ในส่ิงเร้าเดียวกันแตกต่างกันได้ แล้วแต่ประสบการณ์ เช่น
นางสาว ก. เหน็ สแี ดง แล้วนึกถึงเลือดแต่นางสาว ข. เห็นสีแดงอาจนึก
ถึงดอกกุหลาบสแี ดงก็ได้

• การหยั่งเหน็ (Insight)

หมายถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจะเกิดแนวความคิดในการ เรียนรู้
หรือการแก้ปญั หา ขึ้นอย่างฉับพลันทันทีทันใด(เกิดความคิดแวบขึ้นมา
ในสมองทันที) มองเห็นแนวทาง การแก้ปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเป็น
ขั้นตอนจนถึงจดุ สุดทา้ ยทีส่ ามารถจะแก้ปัญหาได้ เช่น การร้องออกมา
ว่า ยูเรก้า ของอาร์คีเมดิส เพราะเกิดการหยั่งเห็น (Insight)ในการ
แก้ปัญหาการหาปริมาตรของมงกุฎทองคาด้วย วิธีการแทนที่น้าว่า
ปริมาตรของมงกุฎที่จมอยู่ในน้า จะเท่ากับปริมาตรของน้าที่ล้นออกมา
ดังที่เราเคยเรียนกันมาแล้ว แล้วใช้วิธีการนี้หาปริมาตรของวัตถุที่มี
รูปทรงไมเ่ ปน็ เรขาคณติ มาจนถึงบัดนี้

กฎการเรียนร้ขู องเกสตัลท์

1. กฎแห่งความแน่นอนหรือชดั เจน

(Law of Pragnanz)
2. กฎแห่งความคล้ายคลึง

(Law of Similarity)
3. กฎแห่งความใกล้ชิด

(Law of Proximity)
4. กฎแห่งการสิ้นสดุ
(Law of Closure)

กฎการเรียนรู้ของเกสตัลท์

1. กฎแห่งความแนน่ อนหรือชัดเจน
(Law of Pragnanz)

ซึง่ กล่าวว่าเมื่อต้องการให้มนษุ ยเ์ กิดการรับรู้ ในสิ่ง
เดียวกัน ตอ้ งกาหนดองค์ประกอบขึ้น 2 ส่วน คือ
ก. ภาพหรือข้อมูลท่ีตอ้ งการให้สนใจ เพอ่ื เกิดการเรยี นรู้ใน

ขณะน้ัน (Figure)
ข. ส่วนประกอบหรือพืน้ ฐานของการรับรู้ (Background
or Ground) เปน็ สิง่ แวดล้อมทป่ี ระกอบอยู่ในการเรียนรู้
น้ันๆ แต่ผู้สอนยงั มิต้องการให้ผู้เรยี นสนใจในขณะนั้น
ปรากฏวา่ วิธกี ารแก้ปัญหา โดยกาหนด Figure และ
Background ของเกสตัลท์ได้ผลเป็นที่นา่ พอใจ เพราะ
สามารถทา ให้มนุษยเ์ กิดการเรยี นรดู้ ้วยการรบั รู้อยา่ ง

เดียวกันได้ ซง่ึ นักศึกษาจะได้ ทราบรายละเอียดใน
เรือ่ งทฤษฎกี ารเรียน รขู้ องกลุ่มเกสตลั ท์ในโอกาส

ต่อไป แต่ในทีน่ ้ขี อเสนอพอสังเขป ดังนี้

กฎการเรียนรู้ของเกสตลั ท์

1. กฎแห่งความแน่นอนหรือชดั เจน
(Law of Pragnanz)

บางครั้ง Figure อาจเปลย่ี นเปน็ Ground และ Ground อาจ
เปล่ยี นเป็น Figure กไ็ ด้ ถา้ ผู้สอนหรือผู้นาเสนอ เปลี่ยนสง่ิ ที่

ต้องการให้ผเู้ รียน หรือกลุ่มเป้าหมายเบนความสนใจไป
ตามทีต่ นตอ้ งการ โปรดดภู าพต่อไปนี้

จากภาพจะเหน็ ว่าเปน็ “นางฟ้า” หรือวา่ “ปีศาจ” ถา้ มองสีดา
เปน็ ภาพสีขาวเป็นพื้นจะเห็นเปน็ รปู อะไร แต่ถา้ มองสีขาวเป็น

ภาพสีดาเปน็ พื้น จะเหน็ เป็นรปู อะไร ลองพจิ ารณาดู

กฎการเรียนรูข้ องเกสตลั ท์

1. กฎแหง่ ความแนน่ อนหรือชัดเจน
(Law of Pragnanz)

จากภาพจะเหน็ ว่าเป็นรปู พานหรือว่าเปน็ รปู คน 2 คนหนั
หน้าเข้าหากัน ถา้ ดสู ีขาวเปน็ ภาพ สีดาเปน็ พื้นก็จะเปน็ รปู
พาน ถ้าดูสีดาเป็นภาพ สีขาวเป็นพื้น ก็อาจจะเห็นเปน็ รปู

คน 2 คน หันหน้าเข้าหากัน

กฎการเรียนรู้ของเกสตลั ท์

1. กฎแหง่ ความแน่นอนหรือชดั เจน
(Law of Pragnanz)

จากภาพจะเห็นว่าเป็นหญิงสาวหรือหญงิ ชรา

กฎการเรียนรูข้ องเกสตัลท์

2. กฎแห่งความคล้ายคลึง
(Law of Similarity)

กฎนีเ้ ป็นกฎที่ Max Wertheimer ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.
1923 โดยใช้เป็นหลกั การในการวางรูปกลมุ่ ของการ

รับรู้ เชน่ กลมุ่ ของ เส้น หรือสี ที่คล้ายคลงึ กนั
หมายถึงสิง่ เรา้ ใด ๆ ก็ตาม ทม่ี ีรปู ร่าง ขนาด หรือสี
ทีค่ ล้ายกนั คนเราจะรบั รู้วา่ เปน็ สิง่ เดียวกัน หรือ

พวกเดียวกนั

จากภาพข้างบนน้ี เราจะเห็นว่า รูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แต่ละรปู
ที่มสี ีเข้ม เป็นพวกเดยี วกนั

กฎการเรียนรขู้ องเกสตลั ท์

3. กฎแหง่ ความใกลช้ ิด
(Law of Proximity)

สาระสาคัญของกฎนี้ มีอยวู่ ่า ถ้าสิ่งใด หรือ
สถานการณ์ใดท่เี กิดขึ้นในเวลาต่อเนื่องกัน หรือใน
เวลาเดียวกนั อินทรยี ์จะเรยี นรู้ ว่า เป็นเหตุและผล
กัน หรือ สิ่งเร้าใดๆ ท่อี ยู่ใกล้ชดิ กัน มนุษยม์ ีแนวโน้ม
ทจ่ี ะรับรู้ สิง่ ต่างๆ ท่อี ยู่ใกล้ชดิ กันเป็นพวกเดียวกัน

หมวดหมู่เดียวกัน

จากภาพขา้ งบนน้ี เราจะเห็นวา่ มีทหารเป็น 5 แถว

กฎการเรียนร้ขู องเกสตลั ท์

4. กฎแห่งการสิน้ สดุ
(Law of Closure)

สาระสาคญั ของกฎน้ีมอี ยู่วา่ “แม้ว่าสถานการณ์หรือ
ปัญหายังไม่สมบูรณ์ อนิ ทรียก์ จ็ ะเกิดการเรียนรู้ ได้จาก

ประสบการณเ์ ดมิ ต่อสถานการณน์ ้ัน”

ภาพทีเ่ ห็นด้านบน ถงึ แมเ้ สน้ ต่าง ๆ ไม่จาเป็นตอ้ งลากไปจน
สดุ หรือบรรจบกนั แต่เมือ่ สายตามองก็พอจะเดาได้วา่
น่าจะเป็นรูปอะไร

ภาพทีเ่ ห็นนี้ แม้จะไม่ใชภ่ าพที่เขียนขนึ้ อย่างสมบูรณ์ แต่คนทีม่ ี
ประสบการณเ์ ดมิ กพ็ อจะรู้วา่ เปน็ ภาพ สุนขั

การหยงั่ เหน็

• เรื่องของการหยัง่ เหน็ นี้ วอล์ฟแกง โคห์เลอร์ ได้ทาการทดลอง

อยู่หลายการทดลอง แต่ขอยกตัวอย่างพอสรุปส้ัน ๆ สกั การ
ทดลองหนึ่ง คือ เขาได้นาลิงตัวหนึง่ ชื่อ สลุ ต่าน มาอดอาหาร
จนหิวจัด แล้วนาไปขงั ไว้ ในกรง แขวนกล้วยหวีหน่งึ ไว้ในทสี่ งู ใน
กรง ในระดบั ทีล่ ิง ไม่สามารถเอื้อมถงึ แล้ว นากล่องไม้ 3 กล่อง
ไว้ในกรงด้วย กะวา่ เมื่อนากล่องไม้ 3 กล่อง มาตง้ั ต่อๆ กัน ลิง
กส็ ามารถหยิบกล้วยได้

• ผลการทดลองปรากฏว่า เมื่อลิงหิวจัด ก็หาวิธีที่จะหยิบกล้วยให้

ได้ ในทีส่ ุด ลิงก็มองเหน็ กล่องไม้ ได้กล่าวไว้ตอนต้นแล้ววา่ โคห์
เลอร์ ได้เน้นวา่ “การเรียนรู้เกดิ จากการหยั่งเห็น (Insight) โดย
อาศยั ประสบการณ์เดิม ทีค่ ล้ายคลึงกันมาแกป้ ัญหาใหม่ที่
ประสบ”

การนาทฤษฎีประยุกต์ในการเรียนการสอน

• การสง่ เสริมกระบวนการคิดจงึ เปน็ สง่ิ จาเปน็ และเป็นส่งิ สาคัญในการช่วยให้

ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

• การสอนโดยการเสนอภาพรวมให้ผเู้ รียนเหน็ และเข้าใจกอ่ นการเสนอ

สว่ นยอ่ ย จะชว่ ยให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ได้ดี

• การสง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนมีประสบการณ์มาก ได้รบั ประสบการณ์ที่หลากหลาย

จะชว่ ยให้ผู้เรยี นสามารถคิดแกป้ ญั หาและคิดริเรม่ิ ได้มากขนึ้

• การจัดประสบการณ์ใหม่ ใหม้ ีความสัมพนั ธ์กบั ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน

จะช่วยให้ผเู้ รียนสามารถเรยี นรู้ได้ง่ายขึน้

• การจัดระเบียบสง่ิ เรา้ ที่ต้องการให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ให้ดีคือ การจดั กลมุ่

สง่ิ เรา้ ที่เหมือนกันหรือคลา้ ยคลึงกนั ไว้เปน็ กลมุ่ เดยี วกัน

• ในการสอนครไู ม่จาเป็นต้องเสียเวลาเสนอการสอนทั้งหมดท่สี มบรู ณ์ครู

สามารถเสนอ เนื้อหาแต่เพยี งบางส่วนได้ หากผู้เรยี นสามารถใช้
ประสบการณเ์ ดิมมาเติมให้สมบูรณ์

• การเสนอบทเรียนหรือเนื้อหาควรจัดใหม้ ีความต่อเนื่องกนั จะชว่ ยให้ผู้เรยี น

เกิดการเรียนรู้ได้ดี และรวดเร็ว

• การสง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนไดร้ ับประสบการณ์ที่หลากหลาย จะชว่ ยให้นกั เรียนเกิด

การเรียนรู้แบบหยัง่ เหน็ ได้มากขึน้

คณะผู้จัดทา

1. นางสาวกชกร พวงสีเงิน 76376001
2. นางสาวอมรรัตน์ บญุ มา 76376004
3. นางสาววัลยา โพธิ์แยม้ 76376019
4. นางสาวศศชิ า พลู ศิริ 76376021
5. นางสาวสรวงสุดา อนิ สอน 76376023
6. นางอนุธดิ า สมภกั ดี 76376026

ป.บณั ฑิต หมู่ 1
มหาวิทยาลยั ราชภฎั พระนครศรีอยุธยา


Click to View FlipBook Version