The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

3การเปลี่ยนแปลงทางเคมี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kruwas_2010, 2022-04-01 04:21:18

3การเปลี่ยนแปลงทางเคมี

3การเปลี่ยนแปลงทางเคมี



คานา

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง การเปล่ียนแปลงของสาร รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหสั วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5
จดั ทาข้ึนจากประสบการณ์และการศึกษาสภาพปญั หาการจดั กจิ กรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
ซง่ึ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นตา่ นกั เรียนสว่ นใหญข่ าดทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
การทางานไม่เปน็ ระบบ และขาดพฤติกรรมการทางานกลมุ่ ที่ดี

ชุดกิจกรรมการเรียนรนู้ ี้ เป็นชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ทีเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สาคัญ มุ่งเนน้
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยให้นกั เรยี นไดเ้ รียนรู้และทากิจกรรมเพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนทัง้ ดา้ นความรู้ มพี ฤติกรรมการทางานกลุ่มท่ดี ี ซึ่งจะสง่ ผลให้นักเรียนมีทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละเกิดเจตคติทดี่ ีตอ่ วิทยาศาสตร์ นักเรยี นเกิดความสนใจ
มคี วามสขุ และสนกุ ในการเรยี นรู้สงิ่ ท่เี ป็นรูปธรรม สามารถแก้ปญั หานกั เรียนท่ีเรียนรูช้ ้า
โดยให้นกั เรยี นทางานเป็นกลมุ่ นกั เรียนไดช้ ่วยเหลือกัน สง่ เสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ใหก้ ับนกั เรียน ผจู้ ัดทาขอกราบขอบพระคุณท่านผ้อู านวยการ
โรงเรียน ผ้เู ชี่ยวชาญและคณะครูทุกท่านทใี่ หค้ าแนะนา จนทาให้ชดุ กิจกรรมการเรียนรสู้ าเรจ็
ลุล่วงไปด้วยดี หวงั เปน็ อย่างยิ่งว่าชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การเปล่ียนแปลงของสาร รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ชดุ น้ี จะเป็นประโยชนต์ ่อคณุ ครูและนักเรยี นทนี่ าไปใช้ในการจัดกจิ กรรม
การเรียนร้ไู ดเ้ ป็นอย่างดี



สารบญั

เร่ือง หนา้

คานา ก
สารบัญ ข
คาชแี้ จงในการใชช้ ุดกิจกรรมการเรียนรสู้ าหรบั ครู ค
คาช้แี จงในการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนร้สู าหรบั นักเรียน ง
สาระสาคัญ 1
สาระการเรยี นรู้ 1
ตัวชว้ี ดั 1
แบบทดสอบกอ่ นเรียน เร่ือง การเปล่ียนแปลงทางเคมี 2
ใบความรู้ เรอ่ื ง การเปล่ียนแปลงทางเคมี 5
กิจกรรมท่ี 1 เรื่อง การเปลย่ี นแปลงทางเคมี 10
กจิ กรรมที่ 2 เรอ่ื ง การเปลยี่ นแปลงทางเคมีคอื อะไร 12
กิจกรรมท่ี 3 เร่อื ง รู้ไดอ้ ยา่ งไรว่าเกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี 15
กิจกรรมที่ 4 เรอื่ ง ทบทวนความรู้การเปลย่ี นแปลงทางเคมี 21
แนวคาตอบกจิ กรรมท่ี 1 เรือ่ ง การเปลีย่ นแปลงทางเคมี 23
แนวคาตอบกจิ กรรมที่ 2 เรื่อง การเปล่ยี นแปลงทางเคมีคืออะไร 25
แนวคาตอบกจิ กรรมท่ี 3 เรื่อง รไู้ ดอ้ ย่างไรว่าเกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี 27
แนวคาตอบกิจกรรมท่ี 4 เรือ่ ง ทบทวนความรกู้ ารเปล่ียนแปลงทางเคมี 31
แบบทดสอบหลังเรียน เร่ือง การเปล่ียนแปลงทางเคมี 33
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น เรื่อง การเปลีย่ นแปลงทางเคมี 36
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น เรื่อง การเปล่ยี นแปลงทางเคมี 37
บรรณานกุ รม 38



คาชแี้ จงในการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
สาหรับครู

1. ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง การเปล่ียนแปลงของสาร รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5
ประกอบด้วยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ทั้งหมด 4 ชุด ดังนี้

ชุดท่ี 1 เรอ่ื ง การเปล่ียนสถานะ
ชดุ ท่ี 2 เรอื่ ง การละลาย
ชุดที่ 3 เรอื่ ง การเปล่ียนแปลงทางเคมี
ชดุ ท่ี 4 เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงทีผ่ ันกลับได้และผนั กลับไมไ่ ด้
2. ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ชุดนีค้ ือ ชดุ ท่ี 3 เรอ่ื ง การเปล่ียนแปลงทางเคมี
ใช้เป็นสอ่ื การเรียนรู้ประกอบการใชแ้ ผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 3 เร่ือง การเปล่ยี นแปลงทางเคมี
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 การเปล่ียนแปลงของสาร
3. ครูควรศกึ ษาคาแนะนาในการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ใหเ้ ข้าใจก่อนจัดกจิ กรรม
การเรียนรู้
4. ครูตอ้ งชีแ้ จงขัน้ ตอนการเรียนโดยใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ใหน้ ักเรียนเขา้ ใจทกุ คน
กอ่ นดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ
5. ถ้านกั เรยี นศกึ ษาชุดกจิ กรรมการเรยี นรไู้ มเ่ ข้าใจ ครคู วรแนะนาเพม่ิ เตมิ
อาจใหน้ ักเรยี นไดป้ ฏบิ ตั ิกิจกรรมทัง้ ในและนอกเวลาเรียน จะทาใหผ้ เู้ รยี นมีทักษะ
และมีความรู้ความเขา้ ใจมากยง่ิ ขึ้น



คาช้ีแจงในการใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
สาหรับนกั เรยี น

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นี้ คือ ชุดที่ 3 เรื่อง การเปล่ียนแปลงทางเคมี จัดทาขน้ึ
เพือ่ ให้นกั เรียนได้เรยี นรูด้ ้วยตนเองใหม้ ากที่สุด มีความรอบรู้ เกิดทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ และมีพฤติกรรมการทางานกลุม่ ท่ีดี ช่วยเหลอื ซึง่ กันและกนั

2. นักเรียนจะต้องเรยี นรู้ดว้ ยตนเองให้มากท่ีสุดตามลาดับข้ันตอนกิจกรรมต่าง ๆ
โดยมีคาแนะนาดังน้ี

2.1 อ่านทาความเข้าใจการใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนรู้ให้เข้าใจ
2.2 รักและสนใจตนเอง สร้างความรู้สึกที่ดีแกต่ นเองวา่ เราเปน็ ผทู้ ม่ี ี
ความสามารถ
2.3 ร่วมกนั ศึกษา วางแผน ปฏบิ ตั ิกิจกรรมต่าง ๆ ดว้ ยความรอบคอบ
2.4 ใชเ้ วลาทากจิ กรรมอย่างคมุ้ ค่า

-1-
ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง การเปล่ียนแปลงของสาร รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5

ชดุ ที่ 3 เรอื่ ง การเปล่ียนแปลงทางเคมี

สาระสาคัญ

การเปล่ียนแปลงทางเคมี เป็นการเปลย่ี นแปลงที่มีสารใหมเ่ กดิ ขนึ้ สารใหม่
มีสมบตั บิ างประการแตกต่างจากสารเดมิ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี สงั เกตไดจ้ าก
การเปลี่ยนสี กล่ิน การเกิดฟองแกส๊ การเกิดตะกอน นอกจากนน้ั ยงั มีการเพ่ิมหรือลด
ความร้อน

สาระการเรียนรู้

การเปล่ียนแปลงทางเคมี

ตัวช้วี ัด

ว 2.1
ป.5/3 วเิ คราะห์การเปลยี่ นแปลงของสารเมอื่ เกดิ การเปล่ียนแปลงทางเคมี
โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจักษ์

-2-

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
เร่ือง การเปล่ยี นแปลงทางเคมี

คาสั่ง ใหน้ ักเรียนเลอื กคาตอบทีถ่ กู ทสี่ ุดเพยี งคาตอบเดยี ว แล้วทาเครื่องหมาย
กากบาท (X) ลงในกระดาษคาตอบ

1. จากตัวเลือกต่อไปน้ี ข้อใดคือสมบัตทิ างเคมี 3. ความสามารถในการตดิ ไฟ
1. ความเป็นกรดเป็นดา่ ง 2. สี
4. จดุ เดือด 5. การผุพงั

ก. 1, 2, 4
ข. 1, 3, 5
ค. 2, 3, 4
ง. 2, 4, 5

2. ข้อใดคอื สมบตั ิทางเคมี
ก. ความเป็นกรดเปน็ ดา่ ง
ข. การผุพัง
ค. การติดไฟ
ง. ถกู ทุกข้อ

3. ขอ้ ใดเป็นการเปลย่ี นแปลงทางเคมี
ก. การเปลี่ยนสถานะ
ข. การเกิดสารใหม่
ค. การเปล่ียนแปลงรูปร่าง
ง. การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภายนอก

4. ขอ้ ใดจัดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ก. การต้มนา้
ข. การละลายน้าตาล
ค. การเกดิ หินงอกหินย้อย
ง. การทาให้เหลก็ เป็นแม่เหลก็

-3-

5. ข้อใดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี 2. การเกิดสนมิ
1. การละลายเกลอื 4. การกลน่ั น้า
3. การจดุ ธูป

ก. 1, 2
ข. 1, 3
ค. 2, 3
ง. 2, 4

6. ข้อใดเปน็ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี
ก. การเกดิ สนมิ เหลก็
ข. การปล่อยกระแสไฟฟา้ ทาให้ตะปูเหล็กแสดงความเป็นแม่เหล็กชั่วคราว
ค. การเช่ือมเหลก็
ง. การขยายตัวของโลหะเม่ือไดร้ บั ความรอ้ น

7. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถกู ตอ้ ง
ก. การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ คอื การเปล่ียนแปลงทไ่ี มม่ ีการเปลี่ยน
โครงสร้างทางเคมี
ข. การเปลีย่ นแปลงทางเคมี สารจะสามารถเปลยี่ นกลับมาเปน็ สารเดมิ ได้
ค. สมบตั ิทางกายภาพคอื สมบตั ทิ ี่สามารถทดสอบโดยใชเ้ คร่อื งมอื ทดสอบ
อย่างง่ายได้
ง. ตวั อย่างสมบัตทิ างกายภาพ เช่น จุดหลอมเหลว ผลกึ ของสาร

8. เมอ่ื ผสมของแข็ง A และของเหลว B เกดิ ฟองแก๊ส ถ้าการเปลี่ยนแปลงนี้
เป็นการเปล่ยี นแปลงทางเคมี ฟองแก๊สทเ่ี กดิ ขนึ้ น่าจะเป็นสารใด
ก. A
ข. B
ค. ทง้ั A และ B
ง. ไม่ใช่ทั้ง A และ B

-4-

9. เหตกุ ารณ์ใดแสดงถงึ การเปล่ียนแปลงทางเคมี
ก. การเผากระดาษ
ข. การตม้ นา้ ใหเ้ ดอื ด
ค. การผสมน้าตาลกบั เกลือ
ง. การใส่สีผสมอาหารลงในน้า

10. เม่ือผสมของเหลว 2 ชนดิ แล้ว การเปลี่ยนแปลงใดไมไ่ ดแ้ สดงถงึ การเปลี่ยนแปลง
ทางเคมี
ก. มกี ลน่ิ ฉนุ
ข. มีฟองแกส๊
ค. เกิดตะกอน
ง. รวมเป็นเนอ้ื เดยี วกัน

-5-

ใบความรู้

การเปล่ียนแปลงทางเคมี
การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมหี รอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมีของสาร เปน็ การเปลีย่ นแปลง
ทีท่ าใหเ้ กิดสารใหม่ โดยสารที่เข้าทาปฏิกริ ิยา เรยี กว่า สารตง้ั ต้น (Reactant) สารใหม่ที่เกิดขึ้น
จากปฏกิ ิรยิ า เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ (Product) โดยการเปลีย่ นดงั กล่าวมลี กั ษณะดังตอ่ ไปน้ี
1. เปน็ การเปล่ยี นแปลงท่ีทาให้เกดิ สารชนดิ ไหม่ และไมส่ ามารถทาใหก้ ลับมา
เป็นสารเดิมได้
2. มีการเปล่ียนแปลงองค์ประกอบของสาร โดยอะตอมของสารตั้งต้นจะมกี ารจัดเรียง
ตวั ใหมไ่ ดเ้ ป็นผลิตภณั ฑ์ ซ่ึงมีสมบัติแตกตา่ งจากสารตัง้ ต้น และอะตอมแตล่ ะชนิดก่อนและหลงั
เกิดปฏิกริ ิยาเคมมี ีจานวนเท่ากัน
3. เม่ือเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี มวลรวมของสารต้งั ตน้ เท่ากับมวลรวมของผลิตภัณฑ์ ซ่ึงเป็นไป
ตามกฎทรงมวล

ภาพที่ 1 การเกิดปฏิกิริยาเผาไหม้
ทมี่ า : https://pixabay.com, Alexas_Fotos
การเกดิ ปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทนไดด้ ้วยสมการขอ้ ความ ซง่ึ แสดงชอ่ื ของสารตงั้ ตน้
และผลิตภณั ฑ์ เช่น เราสามารถเขยี นปฏิกิริยาเผาไหม้ได้ ดังน้ี

-6-

เชอ้ื เพลงิ + ออกซเิ จน
คารบ์ อนไดออกไซด์ + น้า

ปฏิกิริยาการเผาไหม้ เปน็ ปฏิกิริยาระหว่างสารกบั ออกซิเจน สารทเี่ กดิ ปฏิกริ ยิ า
การเผาไหมส้ ว่ นใหญเ่ ปน็ สารประกอบท่มี คี าร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองคป์ ระกอบ ซ่งึ ถ้าเกดิ
การเผาไหมอ้ ยา่ งสมบูรณ์ จะได้ผลติ ภณั ฑเ์ ปน็ คาร์บอนไดออกไซด์และน้า

ปฏกิ ิรยิ าเคมีทพ่ี บในชีวิตประจาวันมหี ลายชนดิ เชน่ ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ การเกดิ สนมิ
ของเหลก็ ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกบั โลหะ ปฏกิ ิริยาของกรดกับเบส ปฏกิ ิริยาของเบสกับโลหะ
การเกดิ ฝนกรด การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง เป็นต้น

ภาพที่ 2 ปฏิกิรยิ าการเกิดสนิมเหลก็ ทาใหว้ ัตถุท่ีเป็นเหล็กผพุ ัง
ทีม่ า : https://pixabay.com,Brian 60174

และเมอ่ื เกิดปฏิกริ ิยาเคมี จะมกี ารเปลย่ี นแปลงพลงั งานเกดิ ขน้ึ อาจเป็นการดูดพลงั งาน
หรือคายพลังงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ปฏิกิรยิ าดดู ความร้อน (Endothermic reaction) เปน็ ปฏิกริ ยิ าท่มี กี ารดูดพลังงาน
เขา้ ไปสลายพันธะมากกวา่ ท่คี ายออกมาตอนสรา้ งพันธะ หรือจดั เรยี งอะตอมใหม่ โดยปฏกิ ิรยิ า
แบบน้ีสารตั้งต้นจะมพี ลังงานตา่ กวา่ ผลิตภัณฑ์ มกี ารดูดพลงั งานความร้อนจากสงิ่ แวดล้อมเขา้ ไป
ทาใหอ้ ุณหภมู ิสูงข้ึน แต่ส่ิงแวดลอ้ มอณุ หภูมิตา่ ลง เม่ือเอามอื สมั ผสั ภาชนะจะรูสกึ เยน็ เช่น
ปฏกิ ิรยิ าการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื การละลายของเกลือในนา้

-7-

ภาพท่ี 3 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพลงั งานกบั การดาเนินไปของปฏกิ ิริยาดดู ความร้อน
ทม่ี า : www.thaigoodview.com/library/teachershow/nongkhai/onuma-b/chemical/

sec01p09.html
จากกราฟจะเหน็ ว่า สารต้ังต้นมีพลงั งานเท่ากับ E1 และผลิตภณั ฑท์ ี่เกิดข้ึนมพี ลงั งาน
เท่ากบั E3 ซึง่ มีค่าสูงกว่า E1 ระบบจงึ ตอ้ งดูดพลงั งานเข้าไป มีคา่ เทา่ กับ E3 - E1 = +∆E
ปฏกิ ริ ยิ าน้ีจงึ เปน็ ปฏิกริ ยิ าดดู พลังงาน
2. ปฏิกิรยิ าคายความร้อน (Exothermic reaction) เป็นปฏิกิรยิ าทมี่ กี ารดดู พลังงาน
เข้าไปสบายพนั ธะน้อยกว่าที่คายออกมาตอนสร้างพันธะหรอื จดั เรียงอะตอมใหม่
เมอื่ เกิดปฏกิ ิริยาแลว้ จะให้ความรอ้ นออกมา ทาใหส้ งิ่ แวดลอ้ มมอี ุณหภูมสิ งู ขึน้ แต่อุณหภูมิ
ของสารลดลง เชน่ ปฏกิ ิริยาการเผาไหมข้ องเช้อื เพลิง ปฏกิ ิรยิ าระหว่างโซดาไฟ ( NaOH (s) )
กบั น้า

ภาพท่ี 4 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพลงั งานกับการดาเนินไปของปฏิกิริยาคายความร้อน
ท่ีมา : www.thaigoodview.com/library/teachershow/nongkhai/onuma-b/chemical/

sec01p08.html

-8-

จากกราฟจะเหน็ ว่า สารต้ังต้นมีพลังงานเท่ากับ E1 และผลติ ภัณฑ์ทเ่ี กิดขนึ้ มีพลงั งาน
เทา่ กบั E3 เนอ่ื งจากผลิตภัณฑม์ ีพลงั งานต่ากว่าสารต้ังต้น ระบบจงึ ต้องคายพลังงานออกมา
มคี ่าเท่ากบั E3 - E1 = -∆E ปฏิกิรยิ านจ้ี งึ เป็นปฏกิ ิริยาคายพลังงาน ปฏิกริ ิยาเคมีท่ีพบ
ในชวี ิตประจาวัน มีทั้งประโยชนแ์ ละโทษตอ่ สง่ิ มชี วี ติ และส่งิ แวดล้อม เราจงึ ต้องระมัดระวัง
ผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนรจู้ ักวีป้องกนั และแกป้ ญั หาท่ีเกิดจากปฏิกริ ิยาเคมีท่ีพบ

ตัวอยา่ งปฏิกิริยาและการนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจาวนั
ในชวี ติ ประจาวัน ตวั อยา่ งปฏกิ ริ ิยาและการนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวัน
ของเรา ไดแ้ ก่
แอปเปลิ ท่ปี อกทง้ิ ไว้ทาปฏกิ ิรยิ ากบั ออกซิเจนในอากาศ เกดิ สนี ้าตาล การป้องกนั
ไมใ่ หเ้ นือ้ ของแอปเปิลเปล่ียนเป็นสีน้าตาล ทาได้โดยการเก็บในกลอ่ งสุญญากาศ หรือแช่ใน
สารละลายน้าตาล น้ากลือ เพอื่ เปน็ การปอ้ งกนั ไม่ให้เนือ้ แอปเปลิ สัมผัสกบั ออกซิเจนในอากาศ
นนั่ เอง และอีกวธิ ีหน่ึง คอื การยบั ยง้ั เอนไซมโ์ พลฟี ีนอลออกซิเดส ซงึ่ เปน็ ตวั เร่งปฏิกริ ิยา ทาให้
สารประกอบฟีนอลในแอปเปิลกลายเป็น Ortho-quinones หรือ O-quinones จากนน้ั
quinones จะทาปฏกิ ิริยากบั กรดอะมิโนหรือโปรตนี ไดเ้ ป็นเมลานนิ ที่เปน็ สาเหตขุ องสนี า้ ตาล
บนเน้อื แอปเปิล เราสามารถยบั ยง้ั การทางานของเอนไซมช์ นดิ นไี้ ดโ้ ดย การแช่ในน้ามะนาว
หรือ แชใ่ นน้าเดอื ด 2-3 นาที

ภาพท่ี 5 แอปเปิลที่ปอกเปลอื กแลว้ เปลี่ยนเป็นสีน้าตาล
ท่ีมา : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66109/

-blo-sciche-sci-

-9-

ปฏกิ ิริยาการเผาไหม้นา้ มันเชอ้ื เพลงิ หรอื แก๊สหุงต้ม ท่สี มบูรณ์ จะได้
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไอนา้ และความรอ้ น คาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวการดดู ซึมรังสี
อินฟาเรด (คล่นื ยาว) ซง่ึ โลกแผก่ ลับส่บู รรยากาศ ดังน้นั ถงึ แมจ้ ะเกิดการเผาไหม้แบบสมบูรณ์
ก็ตาม ก็เกดิ ผลเสยี ตอ่ โลก คือ ทาใหโ้ ลกไม่สามารถสะท้อนรงั สีและความรอ้ นกลบั ออกนอกโลก
ได้ จึงทาใหโ้ ลกของเรามอี ุณหภูมิสูงมากขึน้ เกดิ เป็นภาวะโลกร้อน หากเกิดการเผาไหม้
ท่ไี มส่ มบูรณ์ จะเกิดเขม่าควัน แก๊สคารบ์ อนมอนออกไซด์ และไอน้า ซ่ึงแก๊สคารบ์ อมอนออกไซด์
เปน็ แกส๊ พษิ ทเี่ ป็นอนั ตรายตอ่ สขุ ภาพมนุษย์ เนอ่ื งจากเป็นแก๊สทีไ่ ม่มกี ล่นิ ทาใหเ้ ขา้ สรู่ า่ งกายได้
โดยท่ีเราไม่รู้ตวั และเมอื่ แก๊สชนิดนี้เมอ่ื เขา้ สู่ร่างกายสามารถสะสมอยใู่ นร่างกายไดโ้ ดยจะไป
รวมตัวกับฮโี มโกลบินในเม็ดเลอื ดแดงไดด้ ีกวา่ ออกซเิ จนประมาณ 200-250 เท่า ทาให้
การลาเลยี งออกซเิ จนไปสู่เซลลต์ ่างๆ ของร่างกายลดนอ้ ยลง สง่ ผลให้ร่างกายเกิดอาการ
อ่อนเพลยี สมองขาดออกซเิ จน และถา้ ได้รบั แกส๊ คารบ์ อนมอนอนไซดใ์ นปริมาณมากอาจทาให้
รา่ งกายเกิดอาการขาดออกซเิ จนเฉยี บพลันถึงขน้ึ เสยี ชวี ิตได้

การทาปฏกิ ิริยาของกรดในนา้ ยาล้างหอ้ งนา้ กับปูนยากระเบ้ือง ซ่งึ น้ายาล้างหอ้ งน้า
ทุกชนดิ จะมีสว่ นประกอบหลักท่สี าคญั คือ กรดไฮโดรคลอริก ( Hydrochloric Acid ) ซงึ่ เปน็
กรดแก่ มีฤทธิก์ ดั ก่อนโลหะ ทาปฏิกิรยิ ากบั โลหะหรอื สารเคมอี ืน่ จะทาให้เกิดแกส๊ ไฮโดรเจน-
คลอไรด์ ทม่ี ฤี ทธิ์ระคายเคืองตอ่ ระบบหายใจ และทาปฏิกริ ยิ ากบั หินปูนทาให้เกิด
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ดังน้นั เราควรศึกษาวธิ กี ารใชใ้ หเ้ ขา้ ใจเพื่อความปลอดภยั ของผใู้ ชเ้ อง
ในขณะใช้ควรสวมถุงมือยาง รองเท้าบทู แวน่ ตากนั สารเคมี และสวมผ้าปิดจมูกทกุ คร้ัง เพอ่ื
ปอ้ งกนั การสัมผัสโดยตรง และก่อนใช้ควรผสมนา้ เพื่อให้ลดความเข้มขน้ ของกรดไฮโดรคลอรกิ

การทาปฏิกิรยิ าระหวา่ งเหล็กและออกซเิ จนในความชื้นทาให้เกิดสนิมเหล็ก ทาให้
วตั ถทุ ีท่ าจากเหลก็ เก่า ผุพัง วิธีการป้องกนั ไดแ้ ก่ การทาสี การรมดา ทานา้ มัน การเคลอื บ
พลาสติก เปน็ การปอ้ งกนั ผิวของวตั ถุสมั ผสั กับออกซิเจนและความชืน้

-10-

กจิ กรรมท่ี 1
เร่ือง การเปล่ยี นแปลงทางเคมี

ช่อื – สกุล ..................................................................ชนั้ ...................เลขที.่ ............

1. การเปล่ียนแปลงในรูปใดต่อไปนเี้ ปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมี เพราะเหตใุ ด

การเปลยี่ นแปลง คาตอบและเหตผุ ล

 ไม่เปน็ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
 เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

เพราะ..........................................................

....................................................................

.....................................................................

 ไม่เปน็ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี

 เป็นการเปล่ียนแปลงทางเคมี

เพราะ..........................................................

....................................................................

.....................................................................

 ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
 เปน็ การเปลยี่ นแปลงทางเคมี

เพราะ..........................................................

....................................................................

.....................................................................

.....................................................................

.....................................................................

.....................................................................

 ไม่เป็นการเปล่ยี นแปลงทางเคมี

 เปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมี

เพราะ..........................................................

....................................................................

.....................................................................

-11-

การเปลี่ยนแปลง คาตอบและเหตุผล
 ไม่เปน็ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
 เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
เพราะ..........................................................
....................................................................
.....................................................................

2. การเปล่ียนแปลงใดบา้ งเปน็ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................

-12-

กิจกรรมที่ 2
เรื่อง การเปลยี่ นแปลงทางเคมคี อื อะไร

ช่ือ – สกุล ..................................................................ชั้น...................เลขท่.ี ............

จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม
ทากิจกรรมน้ีเพื่อ สังเกตและอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

วสั ดุ อุปกรณ์

ที่ รายการ จานวน/กลมุ่
1 กระดาษ 1 แผ่น
2 ถว้ ยกระเบือ้ งทนไฟ 1 ใบ
3 นา้ ตาลทราย
4 เกลอื แกง 1 ชอ้ นเบอร์ 2
5 จานหลมุ โลหะ 1 ชอ้ นเบอร์ 2
6 ชดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์
7 ไม้ขดี ไฟ 1 อนั
8 ช้อนตกั สาร เบอร์2 1 ชุด
9 กระปอ๋ งทรายสาหรับดบั ไฟ 1 กลกั
1 อนั
1 กระปอ๋ ง

วิธกี ารดาเนินกิจกรรม

1. สังเกตลกั ษณะของนา้ ตาลทรายและเกลือแกง บนั ทกึ ผล
2. คาดคะเนและบันทกึ ว่า จะเกดิ อะไรข้นึ ถ้านาน้าตาลทราย
และเกลอื แกงใสจ่ านหลุมโลหะ หลุมละ 1 ชนดิ ดงั รูป
แลว้ นาไปให้ความร้อนโดยใชไ้ ฟออ่ นๆ ประมาณ 5 นาที
3. ทากิจกรรมเพ่อื ตรวจสอบการคาดคะเน
สงั เกตสิง่ ทเ่ี กิดขึ้นระหว่างใหค้ วามร้อน จนกระท่งั
ไมเ่ กิดการเปล่ยี นแปลง บันทกึ ผลและนาเสนอ

-13-

แบบบนั ทกึ กจิ กรรมท่ี 2 การเปลี่ยนแปลงทางเคมคี อื อะไร

บนั ทกึ ผลการทากิจกรรม

ผลการสังเกต

น้าตาลทราย...................................................................................................................................
เกลือแกง........................................................................................................................................

ตาราง ผลการอภิปรายและผลการสังเกตน้าตาลและเกลอื แกง เม่ือนาไปใหค้ วามร้อน

สาร ลักษณะของสารหลงั ผสม

ผลการอภปิ ราย ผลการสงั เกต

______________________ ______________________

______________________ ______________________

น้าตาลทราย ______________________ ______________________

______________________ ______________________

เกลือแกง ______________________ ______________________
______________________ ______________________
______________________ ______________________
______________________ ______________________

คาถามทา้ ยกิจกรรม

1. เม่ือใหค้ วามร้อนแก่นา้ ตาลทรายและเกลือแกง มกี ารเปลี่ยนแปลงเกดิ ขึ้นหรือไม่ อย่างไร

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

-14-

2. หลงั จากใหค้ วามรอ้ นแกน่ า้ ตาลทรายและเกลือแกง สารท่ีไดเ้ ปน็ สารเดมิ หรือไม่ รไู้ ดอ้ ย่างไร

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

3. การเปล่ยี นแปลงของน้าตาลทรายและเกลอื แกงเป็นการเปล่ียนแปลงแบบใด เพราะเหตุใด

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

4. จากกจิ กรรมนี้ ค้นพบอะไรบ้างเกยี่ วกบั การเปลย่ี นแปลงทางเคมขี องสาร

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

5. จากสิ่งที่คน้ พบ สรุปได้ว่าอยา่ งไร

……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……

-15-

กิจกรรมท่ี 3
เรือ่ ง ร้ไู ด้อย่างไรว่าเกดิ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี

ชอื่ – สกุล ..................................................................ชน้ั ...................เลขที.่ ............

จุดประสงคข์ องกจิ กรรม
1. สงั เกตและบรรยายการเปลย่ี นแปลงของสารเม่อื มกี ารเปลยี่ นแปลงทางเคมี
2. อภิปรายและระบสุ ง่ิ ท่ีเกดิ ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสาร

วัสดุ อปุ กรณ์

ที่ รายการ จานวน/กลุม่
1 น้าปูนใส 25 cm3
2 ผงฟู
3 สารละลายผงฟู 2 ชอ้ นเบอร์ 2
4 น้าสม้ สายชู 25 cm3
5 น้า 15 cm3
6 แอมโมเนยี มคลอไรด์ 5 cm3
7 ปูนขาว
8 ลกู โป่ง 2 ช้อนเบอร์ 2
9 ขวดแก้วปากแคบ 2 ชอ้ นเบอร์ 2
10 แก้วนา้ พลาสตกิ
11 แท่งแกว้ คน 1 ใบ
12 บกี เกอร์ขนาด 100 cm3 1 ใบ
13 กระบอกตวงขนาด 10 cm3 1 ใบ
14 ชอ้ นตกั สารเบอร์ 2 1 อัน
2 ใบ

1 ใบ
1 อนั

วธิ ีการดาเนนิ กจิ กรรม

ตอนท่ี 1
1. สงั เกตลกั ษณะของนา้ ปูนใส และสารละลายผงฟใู นบกี เกอรแ์ ต่ละใบ พร้อมสมั ผัส
ขา้ งบกี เกอร์ทั้งสองใบ บันทกึ ผล
2. ผสมน้าปูนใสและสารละลายผงฟู อย่างละ 5 ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในบกี เกอรอ์ กี ใบ
สังเกตการเปลี่ยนแปลงท่ีเกดิ ข้นึ และสมั ผัสข้างบกี เกอร์ บันทกึ ผล

-16-

ตอนท่ี 2
1. สังเกตลักษณะของแอมโมเนยี มคลอไรด์ และปูนขาวในบีกเกอร์แตล่ ะใบ พร้อมสัมผัส
ข้างบกี เกอร์ท่ีใสส่ ารทั้งสอง และบันทกึ ผล
2. ตักแอมโมเนยี มคลอไรดแ์ ละปนู ขาวอย่างละ 3 ช้อน ใสใ่ นบกี เกอรอ์ ีกใบ หยดน้าลงไป
เล็กน้อย แลว้ คนให้เขา้ กัน สังเกตการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กิดข้ึนและสมั ผัสขา้ งบีกเกอร์
และบนั ทกึ ผล
ตอนที่ 3
1. สังเกตนา้ สม้ สายชูและผงฟใู นบีกเกอรแ์ ตล่ ะใบ และสมั ผัสขา้ งบกี เกอรแ์ ต่ละใบ
ท่ใี สส่ ารทงั้ สอง บันทกึ ผล
2. รินน้าส้มสายชลู งในขวดแกว้ ประมาณ 1/3 ของขวด จากน้นั ตักผงฟูใส่ในลูกโป่ง
2 ช้อน แลว้ นาปากลกู โป่งครอบปากขวดแกว้ ยกลูกโป่งขน้ึ เพอ่ื ให้ผงฟูตกลงในขวด ดังรูป
สงั เกตการเปล่ียนแปลงที่เกดิ ขน้ึ และสัมผัสขา้ งขวดแกว้ และบนั ทึกผล

3. ร่วมกนั อภิปรายและเปรียบเทยี บการเปล่ียนแปลงของสาร ท้งั 3 ตอน
4. อภิปรายและระบสุ ่ิงที่เกิดขึน้ จากการเปลยี่ นแปลงทางเคมขี องสาร บนั ทึกผล

-17-
แบบบันทกึ กิจกรรมที่ 3 รไู้ ดอ้ ย่างไรวา่ เกดิ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี

ผลการสงั เกต

ตาราง 1 ลกั ษณะของนา้ ปนู ใส สารละลายผงฟู และน้าปูนใสผสมสารละลายผงฟู

สาร ลักษณะของสาร

______________________________________________

น้าปนู ใส ______________________________________________
______________________________________________

สารละลายผงฟู ______________________________________________
______________________________________________
______________________________________________

______________________________________________

นา้ ปูนใสผสมสารละลายผงฟู ______________________________________________
______________________________________________

ตาราง 2 ลกั ษณะของแอมโมเนียมคลอไรด์ ปูนขาว และแอมโมเนียมคลอไรดผ์ สมปูนขาว
สาร ลักษณะของสาร

______________________________________________
แอมโมเนียมคลอไรด์ ______________________________________________

______________________________________________

ปูนขาว ______________________________________________
______________________________________________

แอมโมเนียมคลอไรด์ ______________________________________________
ผสมปูนขาว ______________________________________________
______________________________________________

-18-

ตาราง 3 ลกั ษณะของนา้ ส้มสายชู ผงฟู และน้าสม้ สายชูผสมผงฟู

สาร ลกั ษณะของสาร

______________________________________________

น้าส้มสายชู ______________________________________________
______________________________________________

______________________________________________

ผงฟู ______________________________________________
______________________________________________

น้าสม้ สายชูผสมผงฟู ______________________________________________
______________________________________________
______________________________________________

ผลการอภิปรายการเปลีย่ นแปลงของสารท้ังสามตอน

……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……

-19-

คาถามท้ายกจิ กรรม

ตอนท่ี 1
1. เม่ือผสมน้าปนู ใสกับสารละลายผงฟู เกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมหี รอื ไม่ รู้ได้อย่างไร

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

2. จากกิจกรรมน้คี น้ พบอะไรบ้างเกีย่ วกับการเปล่ยี นแปลงของน้าปนู ใสกับสารละลายผงฟู

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

ตอนที่ 2
1. เม่ือผสมแอมโมเนยี มคลอไรด์กบั ปนู ขาว เกดิ การเปลย่ี นแปลงทางเคมหี รอื ไม่ รไู้ ดอ้ ยา่ งไร

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

2. จากกิจกรรมนี้ คน้ พบอะไรบ้างเกีย่ วกับการเปลีย่ นแปลงของแอมโมเนยี มคลลอไรด์
กับปนู ขาว

……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……

-20-

ตอนที่ 3
1. เมื่อผสมผงฟกู ับน้าสม้ สายชู เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมหี รอื ไม่ รไู้ ด้อย่างไร

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

2. จากกจิ กรรมนีค้ น้ พบอะไรบา้ งเก่ียวกับการเปลย่ี นแปลงของผงฟกู บั น้าสม้ สายชู

……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………..……

3. จากสิง่ ที่ค้นพบทัง้ สามตอน สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร

……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……
……………………………………………………………………………………………………………………..……

-21-

กจิ กรรมที่ 4
เรือ่ ง ทบทวนความรู้การเปลย่ี นแปลงทางเคมี

ชื่อ – สกุล ..................................................................ช้ัน...................เลขท่ี.............

ใช้ขอ้ มูลต่อไปน้ี ตอบคาถามข้อ 1-2

หนิ งอกหนิ ย้อยในถา้ ภเู ขาหินปนู เกดิ จากนา้ ฝนรวมตัวกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ในอากาศกลายเป็นกรดคารบ์ อนิก ซึง่ เป็นกรดออ่ นไหลไปตามก้อนหนิ และกดั กร่อนหินปูน
หรือแคลเซยี มคาร์บอเนตทีอ่ ยู่ในหินเกดิ เปน็ สารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคารบ์ อเนต
ไหลไปตามผนังถ้าและหยดลงสู่พน้ื ดนิ แคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนตจะสลายตวั ได้ น้า
คารบ์ อนไดออกไซด์ และแคลเซียมคาร์บอเนต เม่อื น้าระเหยหมดก็เหลอื ตะกอนของแคลเซยี ม
คารบ์ อเนตสะสมตวั เป็นหินงอกหนิ ย้อย

สรปุ การเปลย่ี นแปลงที่ทาใหเ้ กดิ หนิ งอกหนิ ยอ้ ย ดงั น้ี

(1) นา้ ฝน + สาร ก สาร ข

(2) สาร ข + สาร ค สารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต

(3) สารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคารบ์ อเนต สาร ค + นา้ + สาร ก

1. สาร ก ข และ ค คือสารใดตามลาดับ
สาร ก คอื ________________________________________________________
สาร ข คือ________________________________________________________
สาร ค คือ________________________________________________________

2. การเปลี่ยนแปลง ขอ้ (1) (2) และ (3) เป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือทางเคมี
เพราะเหตุใด

การเปลี่ยนแปลงข้อ (1) เปน็ การเปลีย่ นแปลงทาง_________________________________
เพราะ_________________________________________________________________
การเปลี่ยนแปลงขอ้ (2) เปน็ การเปลีย่ นแปลงทาง_________________________________
เพราะ_________________________________________________________________
การเปลี่ยนแปลงข้อ (3) เป็นการเปลยี่ นแปลงทาง_________________________________
เพราะ_________________________________________________________________

-22-

3. การเปลี่ยนแปลงใดต่อไปนเ้ี ป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เพราะเหตุใด

การเกดิ นา้ คา้ ง การเกดิ ฝนกรด การควบแนน่ การเผาไหม้

การระเหดิ การเดือด การละลายของน้าตาลทราย

การจุดพลุ การทาเปเปอรม์ าเช่

เปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมี เพราะ___________________________________________

_____________________________________________________________________

_____________________________________________________________________

-23-

กิจกรรมท่ี 1
เรอ่ื ง การเปลย่ี นแปลงทางเคมี

ชื่อ – สกลุ ..................................................................ชัน้ ...................เลขท่ี.............

1. การเปล่ียนแปลงในรูปใดต่อไปน้เี ปน็ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี เพราะเหตใุ ด

การเปล่ยี นแปลง คาตอบและเหตผุ ล

 ไมเ่ ป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
 เป็นการเปลีย่ นแปลงทางเคมี

เพราะ มีสารใหม่เกดิ ขน้ึ คือ ไม้เปลย่ี นเปน็

สีดาและมีควันเกิดข้นึ

 ไมเ่ ปน็ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี
 เปน็ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี

เพราะ มสี ารใหม่เกิดขนึ้ คอื ไข่สกุ

ซ่ึงเปล่ียนมาจากไขด่ บิ

 ไม่เป็นการเปลย่ี นแปลงทางเคมี
 เป็นการเปล่ยี นแปลงทางเคมี
เพราะ ไม่มสี ารใหมเ่ กิดข้ึน นา้ เดือด
เป็นการเปลี่ยนสถานะจากของเหลว
เปน็ แก๊ส โดยยังเป็นสารเดิม

 ไม่เปน็ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
 เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
เพราะ มีสารใหม่เกดิ ขน้ึ คือ น้าตาล

-24-

การเปล่ียนแปลง คาตอบและเหตผุ ล
 ไม่เปน็ การเปลยี่ นแปลงทางเคมี
 เปน็ การเปลีย่ นแปลงทางเคมี
เพราะ ไม่มีสารใหม่เกดิ ข้นึ ชอ็ กโกแลตเย้ิม
เป็นการเปลย่ี นสถานะจากของแข็ง
เปน็ ของเหลว โดยยังคงเป็นสารเดิม

2. การเปลี่ยนแปลงใดบา้ งเปน็ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
- การสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื
- บางข้นั ตอนของกระบวนการยอ่ ยอาหาร
- การเกดิ สนมิ เหล็ก
- การสกุ ของอาหาร
- การเกดิ ฝนกรด

-25-

แบบบันทกึ กจิ กรรมท่ี 2 การเปลยี่ นแปลงทางเคมีคืออะไร

บนั ทกึ ผลการทากิจกรรม

ผลการสงั เกต

นา้ ตาลทราย เกลด็ สีขาวใส สถานะของแขง็
เกลอื แกง เกล็ดสีขาวขุน่ สถานะของแข็ง

ตาราง ผลการอภปิ รายและผลการสงั เกตนา้ ตาลและเกลอื แกง เมื่อนาไปใหค้ วามรอ้ น

สาร ลักษณะของสารหลงั ผสม

ผลการอภปิ ราย ผลการสังเกต

คาตอบข้ึนอยกู่ ับนักเรียน เชน่ นา้ ตาลทรายหลอมเหลว และ

น้าตาลทรายจะหลอมเหลว เปลยี่ นเปน็ สีนา้ ตาลเข้า มีกลน่ิ

นา้ ตาลทราย และเปล่ยี นเป็นสนี ้าตาล เมอื่ ให้ความรอ้ นต่อไปจะมี
ควนั เกดิ ข้นึ มีกลนิ่ ไหม้และ

สารท่ีไดเ้ ป็นของแขง็ สีดา

คาตอบข้นึ อยกู่ บั นกั เรยี น เช่น เป็นเกลด็ สขี าว เกลด็ สี

เกลอื แกง เกลอื แกงไมเ่ กิดการ ขาวแหง้ และแตกเปน็ ผง

เปลี่ยนแปลง

คาถามท้ายกิจกรรม
1. เม่ือให้ความร้อนแกน่ ้าตาลทรายและเกลือแกง มีการเปล่ียนแปลงเกิดขนึ้ หรอื ไม่ อยา่ งไร

เมื่อให้ความรอ้ นแกน่ ้าตาลทราย นา้ ตาลทรายจะหลอมเหลว
และเปลย่ี นเป็นสีน้าตาล และคอ่ ยๆ เปล่ยี นเปน็ สดี า มีควันและมีกลน่ิ ไหม้
ไดข้ องแขง็ สีดาในท่สี ดุ สว่ นเกลอื แกงไมเ่ ปล่ียนแปลงเพยี งแตข่ นาด
และรูปร่างเปล่ียนไป

-26-

2. หลงั จากให้ความรอ้ นแกน่ า้ ตาลทรายและเกลือแกง สารท่ไี ด้เปน็ สารเดมิ หรือไม่ รู้ได้อย่างไร

เมื่อใหค้ วามร้อนแก่น้าตาลทราย สารที่ไดไ้ ม่ใช่สารเดิม สงั เกตจาก
สารเปล่ยี นจากเกลด็ สขี าวเป็นของแขง็ สีดา ส่วนเกลือแกงยงั คงเปน็ สารเดมิ
ซึง่ มีลกั ษณะเป็นผงสขี าว

3. การเปล่ียนแปลงของน้าตาลทรายและเกลือแกงเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบใด เพราะเหตุใด

การเปล่ียนแปลงของนา้ ตาลทรายเปน็ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
เพราะมีสารใหมเ่ กิดขน้ึ ส่วนการเปลย่ี นแปลงของเกลือแกง เป็นการ
เปลีย่ นแปลงทางกายภาพ เพราะไม่มีสารใหมเ่ กิดขนึ้

4. จากกิจกรรมนี้ คน้ พบอะไรบ้างเก่ยี วกบั การเปล่ียนแปลงทางเคมขี องสาร

เมอื่ นาน้าตาลทรายและเกลือแกงไปให้ความรอ้ น น้าตาลทราย
จะหลอมเหลวและเปลี่ยนเป็นสนี า้ ตาล และค่อยๆ เปล่ยี นเป็นสีดา มีควัน
เกิดขึน้ และไดข้ องแข็งสีดาในที่สุด การเปลี่ยนแปลงน้าตาลทรายเมื่อให้
ความรอ้ น เปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมี เพราะหลังจากให้ความร้อน
น้าตาลทรายมสี ารใหม่เกิดขึ้น ซงึ่ มีสมบตั ติ า่ งไปจากสารเดิม ส่วนเกลือแกง
เม่อื ถูกเผา เกลอื แงยงั เป็นสารเดิม แต่ที่เห็นเป็นผง เพราะความชื้น
ในเกลอื แกงระเหยไป เมื่อเกลือแกงไดร้ ับความรอ้ นเปน็ เวลานานๆ
การแหง้ ของเกลอื แกงจงึ เปน็ การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ

5. จากสงิ่ ทีค่ น้ พบ สรุปได้ว่าอยา่ งไร

สารบางชนดิ เมื่อเกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี จะไดส้ ารใหมท่ ม่ี สี มบตั ิ
แตกตา่ งไปจากสารเดมิ

-27-
แบบบนั ทึกกจิ กรรมที่ 3 รไู้ ดอ้ ย่างไรว่าเกิดการเปลย่ี นแปลงทางเคมี

ผลการสังเกต

ตาราง 1 ลกั ษณะของน้าปูนใส สารละลายผงฟู และน้าปนู ใสผสมสารละลายผงฟู
สาร ลกั ษณะของสาร

น้าปนู ใส ของเหลวใส ไม่มสี ี ไม่มกี ล่นิ ผวิ ภาชนะมีอุณหภมู ิปกติ

สารละลายผงฟู ของเหลวใส ไมม่ สี ี ไมม่ ีกล่ิน ผวิ ภาชนะมอี ุณหภมู ิปกติ

นา้ ปูนใสผสมสารละลายผงฟู เกดิ ตะกอนสีขาวกระจายอยู่ท่วั ของเหลว ไม่มกี ล่นิ ผวิ ภาชนะ
มอี ุณหภูมปิ กติ

ตาราง 2 ลักษณะของแอมโมเนยี มคลอไรด์ ปูนขาว และแอมโมเนยี มคลอไรดผ์ สมปูนขาว
สาร ลกั ษณะของสาร

แอมโมเนยี มคลอไรด์ ของแขง็ เป็นเกล็ด สขี าวขุ่น ไม่มีกลิน่ ผิวภาชนะมอี ุณหภูมิ
ปกติ

ปนู ขาว ของแขง็ เปน็ ผง สีขาว ไม่มกี ลน่ิ ผิวภาชนะมีอณุ หภูมิปกติ

แอมโมเนยี มคลอไรด์ ของแขง็ เป็นกอ้ น สขี าว มีแกส๊ กลน่ิ ฉนุ แสบจมกู เม่อื สมั ผัส
ผสมปนู ขาว ผวิ ภาชนะรู้สึกเย็นหรือมลี ะอองน้าเลก็ ๆ เกาะอยทู่ ผ่ี ิวภาชนะ

-28-

ตาราง 3 ลักษณะของนา้ สม้ สายชู ผงฟู และน้าส้มสายชผู สมผงฟู
สาร ลักษณะของสาร

นา้ ส้มสายชู ของเหลวใส ไมม่ สี ี มกี ลน่ิ ฉนุ ผวิ ภาชนะมอี ุณหภูมิปกติ

ผงฟู ของแข็ง เป็นผงสีขาว ไมม่ ีกลน่ิ ผวิ ภาชนะมอี ุณหภมู ิปกติ

นา้ ส้มสายชูผสมผงฟู เกิดฟองแกส๊ ไมม่ สี ี ลูกโป่งพองขึ้น มกี ล่ินของน้าส้มสายชู
ผิวภาชนะมอี ณุ หภูมปิ กติ

ผลการอภิปรายการเปลี่ยนแปลงของสารท้ังสามตอน

คาตอบข้ึนอย่กู ับการอภปิ รายของนักเรียน ซึง่ ควรได้คาตอบดงั นี้
การเปลี่ยนแปลงของสารเมอ่ื ผสมสารสองชนิดเขา้ ด้วยกนั ในแตล่ ะตอนไดผ้ ลทานอง
เดียวกนั คือ มีสารใหมเ่ กิดขึ้น สิ่งทแ่ี ตกต่างกนั คอื ลักษณะของสารใหมท่ ี่เกดิ ข้ึน
ตอนท่ี 1 สารใหม่เป็นตะกอนสีขาว ตอนท่ี 2 เป็นแก๊สไมม่ สี ี มีกล่ินฉนุ แสบจมกู
สารผสมมีอุณหภมู ลิ ดลง มีละอองนา้ เกาะท่ผี ิวด้านนอก ตอนท่ี 3 เปน็ แกส๊ ไม่มสี ี
สงั เกตได้จากลกู โป่งพองขึน้

สรุปการเปลย่ี นแปลงทางเคมที ั้งสามตอน สงั เกตได้จาก
การมตี ะกอนเกิดข้ึน มแี กส๊ เกิดขึน้ มีกลิ่น และอุณหภมู ิของสารเปล่ียนไป
จากเดิม

-29-

คาถามท้ายกิจกรรม
ตอนท่ี 1
1. เม่ือผสมนา้ ปนู ใสกับสารละลายผงฟู เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมหี รอื ไม่ รู้ได้อยา่ งไร

เมือ่ ผสมน้าปนู ใสกบั สารละลายผงฟู เกิดการเปลยี่ นแปลงทางเคมี
เพราะมสี ารใหม่ท่ีเป็นตะกอนสขี าวเกิดขนึ้ ซง่ึ มีลักษณะแตกต่างจากสารเดิม
ที่เปน็ ของเหลวใส

2. จากกจิ กรรมนีค้ ้นพบอะไรบ้างเกย่ี วกับการเปลีย่ นแปลงของน้าปูนใสกับสารละลายผงฟู

เม่ือผสมนา้ ปูนใสกบั สารละลายผงฟู ซึ่งเป็นของเหลวใสทั้งคู่ เกิดตะกอน
สีขาวปนอยู่ในของเหลว แสดงวา่ เกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี

ตอนที่ 2
1. เม่ือผสมแอมโมเนียมคลอไรดก์ ับปูนขาว เกิดการเปลย่ี นแปลงทางเคมหี รือไม่ ร้ไู ดอ้ ย่างไร

เมอ่ื ผสมแอมโมเนยี มคลอไรดก์ บั ปูนขาว เกดิ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี
สงั เกตได้จากการมีกลน่ิ ฉนุ และเมือ่ สมั ผัสทภี่ าชนะจะรูส้ กึ เย็น แสดงว่า
สารที่เกิดขึ้นมสี มบตั ิแตกตา่ งจากสารเดมิ ซง่ึ ไมม่ กี ลน่ิ และอุณหภมู ิปกติ

2. จากกจิ กรรมน้ี คน้ พบอะไรบา้ งเก่ยี วกับการเปลย่ี นแปลงของแอมโมเนยี มคลลอไรด์
กับปูนขาว

แอมโมเนยี มคลอไรด์กบั ปูนขาว เป็นของแขง็ สขี าว ไมม่ กี ลนิ่ ท้ังคู่ เมื่อนามาผสมกัน
จะเกิดกลิน่ แสดงว่ามีแก๊สเกิดขึ้นและสัมผสั ภาชนะแล้วรสู้ ึกเย็นลง แสดงว่า
อุณหภมู ิลดลง ดงั นั้น การเปล่ียนแปลงที่เกดิ ข้นึ จงึ เป็นการเปล่ียนแปลง
ทางเคมี ซ่งึ สังเกตได้จากการมกี ลิ่นและอุณหภูมเิ ปล่ียนไป

-30-

ตอนท่ี 3
1. เม่ือผสมผงฟกู ับน้าส้มสายชู เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหรอื ไม่ รไู้ ดอ้ ยา่ งไร

เมือ่ ผสมผงฟูกับน้าสม้ สายชเู กิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี สงั เกตได้จาก
มฟี องแก๊สเกดิ ข้ึน ซง่ึ มลี ักษณะแตกตา่ งจากสารเดมิ คือ ผงฟูเป็นของแข็ง
สีขาว น้าสม้ สายชู เป็นของเหลวใส

2. จากกจิ กรรมน้ีค้นพบอะไรบ้างเกีย่ วกับการเปล่ียนแปลงของผงฟกู บั นา้ สม้ สายชู

ผงฟเู ป็นของแขง็ สีขาว น้าส้มสายชูเป็นของเหลวใสไม่มีสี มีกล่ิน เมื่อนาผงฟู
กบั นา้ ส้มสายชูผสมกันเกิดฟองแก๊สทท่ี าใหล้ ูกโป่งพองขน้ึ ดังนน้ั
การเปลี่ยนแปลงท่ีเกดิ ขึ้นจงึ เปน็ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี

3. จากสิ่งทีค่ ้นพบทั้งสามตอน สรุปได้ว่าอย่างไร

การเปล่ียนแปลงทางเคมี สงั เกตจากสมบัตขิ องสารทเี่ กดิ ขึ้นแตกต่างไปจากสารเดมิ เชน่
เกดิ การตกตะกอน มสี ถานะเป็นแกส๊ มีสแี ละกลิ่นเปลย่ี นไป รวมทงั้
เกดิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภมู ิ

-31-

กิจกรรมที่ 4
เรือ่ ง ทบทวนความรกู้ ารเปล่ยี นแปลงทางเคมี

ชอื่ – สกลุ ..................................................................ชั้น...................เลขท่ี.............

ใชข้ อ้ มูลตอ่ ไปน้ี ตอบคาถามขอ้ 1-2

หนิ งอกหินย้อยในถ้าภเู ขาหนิ ปูน เกดิ จากนา้ ฝนรวมตัวกบั แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
ในอากาศกลายเปน็ กรดคาร์บอนกิ ซึ่งเป็นกรดอ่อนไหลไปตามก้อนหินและกัดกร่อนหินปนู
หรอื แคลเซยี มคารบ์ อเนตท่ีอยูใ่ นหินเกดิ เป็นสารละลายแคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต
ไหลไปตามผนังถา้ และหยดลงสู่พนื้ ดิน แคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนตจะสลายตัวได้ นา้
คารบ์ อนไดออกไซด์ และแคลเซยี มคารบ์ อเนต เมอ่ื น้าระเหยหมดกเ็ หลือตะกอนของแคลเซยี ม
คาร์บอเนตสะสมตวั เป็นหินงอกหนิ ยอ้ ย

สรปุ การเปลย่ี นแปลงที่ทาให้เกดิ หินงอกหินย้อย ดงั น้ี

(1) นา้ ฝน + สาร ก สาร ข

(2) สาร ข + สาร ค สารละลายแคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต

(3) สารละลายแคลเซยี มไฮโดรเจนคารบ์ อเนต สาร ค + น้า + สาร ก

1. สาร ก ข และ ค คอื สารใดตามลาดับ
สาร ก คอื แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
สาร ข คือ กรดคาร์บอนกิ
สาร ค คอื แคลเซียมคารบ์ อเนต

2. การเปลี่ยนแปลง ขอ้ (1) (2) และ (3) เปน็ การเปล่ียนแปลงทางกายภาพหรอื ทางเคมี
เพราะเหตใุ ด

การเปล่ียนแปลงขอ้ (1) เปน็ การเปลย่ี นแปลงทาง เคมี
เพราะ มสี ารใหม่เกิดขน้ึ คอื กรดคาร์บอนิก
การเปลี่ยนแปลงข้อ (2) เปน็ การเปล่ียนแปลงทาง เคมี
เพราะ มีสารใหม่เกิดขน้ึ คอื สารละลายแคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต
การเปลี่ยนแปลงข้อ (3) เป็นการเปลย่ี นแปลงทาง เคมี
เพราะ มีสารใหม่เกดิ ขึ้น คอื แคลเซยี มคารบ์ อเนต น้า และแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์

-32-

3. การเปลี่ยนแปลงใดต่อไปนเี้ ป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เพราะเหตใุ ด

การเกดิ นา้ ค้าง การเกดิ ฝนกรด การควบแนน่ การเผาไหม้

การระเหดิ การเดอื ด การละลายของนา้ ตาลทราย

การจดุ พลุ การทาเปเปอร์มาเช่

เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เพราะ เป็นการเปล่ยี นแปลงทมี่ ีสารใหม่เกิดขึ้น

-33-

แบบทดสอบหลังเรยี น
เรอ่ื ง การเปลยี่ นแปลงทางเคมี

คาสั่ง ใหน้ ักเรยี นเลือกคาตอบที่ถกู ทีส่ ุดเพียงคาตอบเดยี ว แลว้ ทาเคร่ืองหมายกากบาท (X)
ลงในกระดาษคาตอบ

1. เม่ือผสมของแขง็ A และของเหลว B เกิดฟองแก๊ส ถ้าการเปลีย่ นแปลงน้ี
เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ฟองแก๊สทเ่ี กิดข้ึนนา่ จะเปน็ สารใด
ก. A
ข. B
ค. ทง้ั A และ B
ง. ไม่ใช่ท้ัง A และ B

2. ขอ้ ใดจดั เปน็ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ก. การต้มนา้
ข. การละลายน้าตาล
ค. การเกดิ หนิ งอกหินย้อย
ง. การทาให้เหล็กเปน็ แม่เหลก็

3. ข้อใดเปน็ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี 2. การเกิดสนิม
1. การละลายเกลือ 4. การกล่นั นา้
3. การจุดธปู

ก. 1, 2
ข. 1, 3
ค. 2, 3
ง. 2, 4

4. เมอื่ ผสมของเหลว 2 ชนิดแลว้ การเปล่ียนแปลงใดไมไ่ ดแ้ สดงถึงการเปลี่ยนแปลง
ทางเคมี
ก. มกี ลน่ิ ฉุน
ข. มฟี องแก๊ส
ค. เกดิ ตะกอน
ง. รวมเปน็ เนอ้ื เดียวกนั

-34-

5. จากตัวเลอื กต่อไปน้ี ข้อใดคอื สมบตั ทิ างเคมี
1. ความเปน็ กรดเปน็ ด่าง 2. สี 3. ความสามารถในการติดไฟ
4. จดุ เดอื ด 5. การผพุ ัง

ก. 1, 2, 4
ข. 1, 3, 5
ค. 2, 3, 4
ง. 2, 4, 5

6. ข้อใดกล่าวไมถ่ ูกต้อง
ก. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คอื การเปล่ียนแปลงทีไ่ มม่ กี ารเปลยี่ น
โครงสร้างทางเคมี
ข. การเปลีย่ นแปลงทางเคมี สารจะสามารถเปลี่ยนกลับมาเปน็ สารเดมิ ได้
ค. สมบัติทางกายภาพคอื สมบัตทิ สี่ ามารถทดสอบโดยใชเ้ ครื่องมือทดสอบ
อย่างงา่ ยได้
ง. ตวั อย่างสมบัตทิ างกายภาพ เช่น จดุ หลอมเหลว ผลึกของสาร

7. ข้อใดคือสมบัติทางเคมี
ก. ความเปน็ กรดเปน็ ดา่ ง
ข. การผุพงั
ค. การตดิ ไฟ
ง. ถูกทกุ ข้อ

8. เหตกุ ารณใ์ ดแสดงถงึ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
ก. การเผากระดาษ
ข. การตม้ น้าให้เดอื ด
ค. การผสมนา้ ตาลกับเกลือ
ง. การใสส่ ีผสมอาหารลงในนา้

9. ข้อใดเปน็ การเปลย่ี นแปลงทางเคมี
ก. การเปล่ียนสถานะ
ข. การเกิดสารใหม่
ค. การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง
ง. การเปลย่ี นแปลงองคป์ ระกอบภายนอก

-35-

10. ขอ้ ใดเปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมี
ก. การเกิดสนิมเหล็ก
ข. การปล่อยกระแสไฟฟ้าทาให้ตะปูเหล็กแสดงความเปน็ แมเ่ หล็กชวั่ คราว
ค. การเช่อื มเหล็ก
ง. การขยายตัวของโลหะเมอ่ื ไดร้ บั ความรอ้ น

-36-

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน
เร่อื ง การเปล่ยี นแปลงทางเคมี

คาชี้แจง

1. เกณฑ์การประเมนิ แบบทดสอบมีจานวน 10 ขอ้ ข้อละ 1 คะแนน คะแนนเต็ม 10 คะแนน ดงั นี้

2. ระดับคุณภาพ ดี หมายถึง ได้คะแนน 8 - 10 คะแนน

พอใช้ หมายถึง ได้คะแนน 5 - 7 คะแนน

ปรับปรงุ หมายถึง ไดค้ ะแนน 0 - 4 คะแนน

ขอ้ คาตอบ
1ข
2ง
3ข
4ค
5ค
6ก
7ข
8ง
9ก
10 ง

-37-

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
เร่อื ง การเปล่ียนแปลงทางเคมี

คาชี้แจง

1. เกณฑ์การประเมนิ แบบทดสอบมีจานวน 10 ขอ้ ข้อละ 1 คะแนน คะแนนเต็ม 10 คะแนน ดงั นี้

2. ระดับคุณภาพ ดี หมายถงึ ไดค้ ะแนน 8 - 10 คะแนน

พอใช้ หมายถึง ได้คะแนน 5 - 7 คะแนน

ปรับปรงุ หมายถงึ ได้คะแนน 0 - 4 คะแนน

ขอ้ คาตอบ
1ง
2ค
3ค
4ง
5ข
6ข
7ง
8ก
9ข
10 ก

บรรณานุกรม -38-

สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มอื ครู รายวิชา
พ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 เล่ม 1. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2562.

. หนังสอื เรียน รายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5
เล่ม 1. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2562.

เพญ็ พกั ตร์ ภศู่ ิลป์ และ พลอยทราย โอฮาม่า. หนังสือเรยี น รายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 เล่ม 2. กรุงเทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น์ จากดั ,
2563.

การเปลี่ยนแปลงทางเคม.ี [ออนไลน์] เข้าถงึ ได้จาก scimath.org/lesson-chemistry/
Item/9785-2019-02-21-06-31-14. 8 มิถุนายน 2564.

ปฏิกริ ยิ าเคมี. [ออนไลน์] เข้าถงึ ได้จาก https://www.slideshare.net/meemahidol/
2-2-48873855. 8 มิถุนายน 2564.

อัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี. [ออนไลน์] เข้าถึงไดจ้ าก http://www.thaigoodview.com/
library/ teachershow/ nongkhai/onuma-b/chemical/ sec01p08-
p09.html. 8 มิถุนายน 2564.


Click to View FlipBook Version