The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ในสมัยของเคาะลีฟะฮมัรวานที่ 2 (Marwan II) ได้เกิดกบฏขึ้นเป็นที่รู้จักกันในนาม “ ขบวนการปฏิวัติอับบาซียะฮ ” การก่อขบถดังกล่าวนี้ได้เริ่มจากครอบครัวของฮาชิมผู้ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของนบี อุมัยยะฮ กลุ่มกบฏดังกล่าวก่อตัวขึ้นครั้งแรกที่คูรอซาน (Khurasan) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเปอร์เซีย ( อิหร่านในปัจจุบัน ) ต่อมาก็ลามไปยังเมืองต่าง ๆ ในเขตปกครองของนบี อุมัยยะฮ หัวหน้าผู้สถาปนาขบวนการปฏิวัติคือ อะลี อิบนุ อับดุลลอฮ อิบนุ อับบาซ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ (Ali Ibnu Abd Allah Ibnu Abbas Ibnu Abdulmuttalib) ต่อมาเมื่อท่านเสียชีวิตบุตรของท่านมุฮัมหมัด อิบนุ อะลี (Muhammad Ibnu Ali) ได้สานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว มุฮัมหมัด อิบนุ อะลีได้ร่วมมือกับอบู ฮาชิม อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อะลี อัล หะนะฟียยะฮ (Abu Hashim Ibnu Muhammad Ibnu Ali al Hanafiyyah) ผู้เป็นอิหม่ามของพวกชีอะฮ เมื่ออบู ฮาชิมเสียชีวิตมุฮัมหมัด อิบนุ อะลี ก็กลายเป็นผู้นากลุ่มอับบาซียะฮหรือบางครั้งก็เรียกว่า ฮะชิมิยะฮ กลุ่มกบฏนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่คูรอซาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 406216025, 2020-02-16 03:37:57

ความเป็นมาของราชวงค์อับบาซียะฮฺ.

ในสมัยของเคาะลีฟะฮมัรวานที่ 2 (Marwan II) ได้เกิดกบฏขึ้นเป็นที่รู้จักกันในนาม “ ขบวนการปฏิวัติอับบาซียะฮ ” การก่อขบถดังกล่าวนี้ได้เริ่มจากครอบครัวของฮาชิมผู้ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของนบี อุมัยยะฮ กลุ่มกบฏดังกล่าวก่อตัวขึ้นครั้งแรกที่คูรอซาน (Khurasan) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเปอร์เซีย ( อิหร่านในปัจจุบัน ) ต่อมาก็ลามไปยังเมืองต่าง ๆ ในเขตปกครองของนบี อุมัยยะฮ หัวหน้าผู้สถาปนาขบวนการปฏิวัติคือ อะลี อิบนุ อับดุลลอฮ อิบนุ อับบาซ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ (Ali Ibnu Abd Allah Ibnu Abbas Ibnu Abdulmuttalib) ต่อมาเมื่อท่านเสียชีวิตบุตรของท่านมุฮัมหมัด อิบนุ อะลี (Muhammad Ibnu Ali) ได้สานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว มุฮัมหมัด อิบนุ อะลีได้ร่วมมือกับอบู ฮาชิม อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อะลี อัล หะนะฟียยะฮ (Abu Hashim Ibnu Muhammad Ibnu Ali al Hanafiyyah) ผู้เป็นอิหม่ามของพวกชีอะฮ เมื่ออบู ฮาชิมเสียชีวิตมุฮัมหมัด อิบนุ อะลี ก็กลายเป็นผู้นากลุ่มอับบาซียะฮหรือบางครั้งก็เรียกว่า ฮะชิมิยะฮ กลุ่มกบฏนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่คูรอซาน

Keywords: การศึกษาในสมัยอับบาซียะฮฺ สมัยอับบาซียะฮนี้เป็นสมัยที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม ชัยชนะในสงครามต่าง ๆ ทาให้มุสลิมมีดินแดนครอบครองที่กว้างใหญ่ไพศาล ในสมัยนี้มุสลิมได้ติดต่อกับนานาประเทศ และเริ่มรับศิลปวิทยาการจากโลกภายนอก สมัยนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์อิสลามที่มุสลิมได้เปิดประตูทางวิชาการอย่างกว้างขวาง ผลจากการเปิดประตูรับวิชาการแขนงต่าง ๆ นี้ทาให้เกิดนักคิดมุสลิมจานวนมากมาย สมัยนี้เองที่บรรดานักการศึกษาถือว่าเป็นยุคทองทางวิชาการ และเป็นสมัยที่แนวคิดของยูนาน อินเดีย กรีกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อแนวความคิดของบรรดานักคิดมุสลิม และได้ก่อกาเนิดกลุ่มนักคิดมุสลิมที่นอกรีต



ศาสนประวตั ิ(ชีวประวตั )ิ
เร่ือง..ความเป็นมาของราชวงค์อบั บาซียะห์

ราชวงค์อบั บาซยี ะฮฺ ( The Abbasid Dynasty )

ความเป็นมาของราชวงคอ์ ับบาซยี ะฮฺ

ในสมยั ของเคาะลีฟะฮมัรวานที่ 2 (Marwan II) ได้เกดิ กบฏข้นึ เป็นที่รูจ้ ักกนั ในนาม “ ขบวนการปฏิวัติ
อับบาซียะฮ ” การก่อขบถดังกล่าวนี้ได้เริ่มจากครอบครัวของฮาชิมผู้ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของนบี อุมัย
ยะฮ กลุ่มกบฏดังกล่าวก่อตัวขึ้นคร้ังแรกท่ีคูรอซาน (Khurasan) ต้ังอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเปอร์เซีย (
อิหร่านในปัจจุบัน ) ต่อมากล็ ามไปยังเมอื งต่าง ๆ ในเขตปกครองของนบี อุมยั ยะฮ หัวหนา้ ผูส้ ถาปนาขบวนการ
ปฏิวัติคือ อะลี อิบนุ อับดุลลอฮ อิบนุ อับบาซ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ (Ali Ibnu Abd Allah Ibnu Abbas
Ibnu Abdulmuttalib) ตอ่ มาเมอื่ ท่านเสียชีวิตบุตรของท่านมฮุ ัมหมดั อิบนุ อะลี (Muhammad Ibnu Ali) ได้
สานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว มุฮัมหมัด อิบนุ อะลีได้ร่วมมือกับอบู ฮาชิม อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อะลี อัล หะ
นะฟยี ยะฮ (Abu Hashim Ibnu Muhammad Ibnu Ali al Hanafiyyah) ผูเ้ ป็นอหิ มา่ มของพวกชีอะฮ เมอ่ื อบู
ฮาชิมเสยี ชีวติ มุฮัมหมดั อิบนุ อะลี ก็กลายเป็นผู้นากลุม่ อบั บาซียะฮหรือบางครั้งก็เรยี กวา่ ฮะชิมิยะฮ กลุ่มกบฏ
นมี้ ีศนู ยก์ ลางอย่ทู ่คี ูรอซาน

ในตอนแรกกลุ่มขบถดังกลา่ วได้ปฏิบัติการอย่างลับ ๆ ต่อมาก็เร่ิมปฏิบัติการอย่างเปิดเผย กลุ่มปฏิวัติ
อับบาซียะฮนี้ประกอบด้วย 3 พวกใหญ่ ๆ คือ พวกที่มาจากครอบครัวของอับบาซ พวกชีอะฮที่นาโดยอบู ซะ
ลามะฮ (Abu Salamah) และพวกคูรอซานียยะฮที่นาโดยอบู มุสลิม (Khurasaniyyah) เม่ือกลุ่มดังกล่าว
ท้ังหมดเริ่มเข้มแข็ง พวกเขาก็เร่ิมสรรหาผู้นาท่ีจะแต่งต้ังให้เป็นเคาะลีฟะฮของพวกตน กลุ่มชีอะฮท่ีนาโดยอบู
ซะลามะฮได้เสนอใหผ้ ู้นาของตนเปน็ เคาะลีฟะฮ ในขณะที่กลุ่มคูรอซานียยะฮและกลุ่มครอบครัวของอับบาซได้
เสนอให้อบู อับบาซเป็นเคาะลีฟะฮ อบู ซะลามะฮไม่พอใจกับกับการแต่งต้ังอบู อับบาซให้เป็นเคาะลีฟะฮ ต่อ
มาอบู ซะลามะฮถกู จบั และถูกลงโทษประหารชีวิตโดยเคาะลฟี ะฮอบู อลั อบั บาซ

ในปี ค . ศ . 750 ได้เกิดสงครามเครือญาตระหว่างกองกาลังของอับบาซียะฮกับกองทัพอันเกรียงไกรของอุมัย
ยะฮ แตก่ องกาลังของอับบาซยี ะฮกลบั มีชัยเหนือกองทัพอมุ ัยยะฮ ในปดี ังกล่าวราชวงศ์อุมยั ยะฮแห่งดามสั กสั ก็
เป็นอันต้องล้มสลาย อย่างไรก็ตามการปกครองของนบี อุมัยยะฮไม่ได้ยุติเพียงเท่านี้ แต่ได้ถือกาเนิดอีกคร้ังใน
ประเทศสเปนซง่ึ ผู้เขียนจะขอกล่าวในตอนตอ่ ไป

การปกครองของราชวงค์อับบาซียะฮสามารถแบ่งออกเป็นสองยุค ยุคที่หนึ่งเป็นช่วงสมัยการปกครอง
ท่ีเคาะลีฟะฮแห่งอับบาซียะฮมีอานาจจริง ยุคท่ีสองเป็นสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮอับบาซียะฮ แต่
อานาจการปกครองจริงๆไม่ได้อยู่ในกามอื ของเคาะลฟี ะฮแห่งอบั บาซยี ะฮ ยุคทีส่ องน้แี บง่ ออกเปน็ สามชว่ ง ชว่ ง
ที่หน่ึงเป็นช่วงการปกครองของเคาะลีฟะฮอับบาซียะฮท่ีอานาจการปกครองจริงอยู่ในเงื้อมือของพวกบุวัยฮ
(Buwayh) ช่วงท่ีสองอานาจการปกครองอยู่ในเงื้อมือของพวกซัลญูก และช่วงที่สามเป็นช่วงท่ีอานาจการ
ปกครองจริงๆ อยู่ในเงื้อมือของพวกเตอร์ก ในช่วงยุคท่ีสองของการปกครองของราชวงค์อับบาซียะฮ ถือได้ว่า
เคาะลีฟะฮอับบาซียะฮเป็นเปรียบเสมือนตรายางเท่าน้ันเอง อานาจการปกครองจริงๆ แทบจะไม่มีเลย การ
แตง่ ตัง้ เคาะลีฟะฮเองยงั อยู่ในอานาจของผูอ้ ืน่

การศกึ ษาในสมัยอบั บาซียะฮฺ

สมัยอับบาซียะฮน้ีเป็นสมัยที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม ชัยชนะในสงครามต่าง ๆ ทาให้
มุสลิมมีดินแดนครอบครองท่ีกว้างใหญ่ไพศาล ในสมัยน้ีมุสลิมได้ติดต่อกับนานาประเทศ และเริ่มรับศิลป
วทิ ยาการจากโลกภายนอก สมัยนี้เปน็ สมัยแรกในประวัติศาสตร์อิสลามทม่ี ุสลิมได้เปิดประตูทางวิชาการอย่าง
กว้างขวาง ผลจากการเปิดประตูรับวิชาการแขนงต่าง ๆ น้ีทาให้เกิดนักคิดมุสลิมจานวนมากมาย สมัยน้ีเองที่
บรรดานักการศึกษาถือว่าเป็นยุคทองทางวิชาการ และเป็นสมัยที่แนวคิดของยูนาน อินเดีย กรีกเริ่มเข้ามามี
อิทธพิ ลต่อแนวความคดิ ของบรรดานักคิดมุสลิม และไดก้ อ่ กาเนิดกล่มุ นกั คิดมุสลิมทนี่ อกรีต

นกั ปราชญ์และนักคิดมุสลิมท่ีถือกาเนิดในสมัยนี้มีจานวนมาก เชน่ อลั อัชอารี (al Ash ari) มุฮัมหมัด
อิบนุ ซะฮนูน (Muhmmad Ibnu Sahnun) อิบนุ มิซกะวัยฮ (Ibnu Miskawayh) อัล กอบิซี (al Qabisi) อัล
กนิ ดี (al Kindi) อลั ฟารอบี (al Farabi) อัล - รอสี (al Razi) อบิ นุ ซินา (Ibnu Sina) อลั มาวรั ดี (al Mawardi)
เคาะฏีบ อัล บัฆดาดี (Khatib al Bagdadi) อัล เฆาะสาลี (al Ghazali) อิบนุ คอลดูน (Ibnu Khaldun) บุ
รฮาน อัล - ดีน อัล - สัรนูญี (Burhan al-Din al Zarnuji) เป็นต้น จากแนวคิดของบรรดานักปราชญ์เหล่านี้
ต่อมาแนวคิดทางการศึกษาก็เริ่มก่อรูปก่อร่างข้ึน มุฮัมหมัด อิบนุ ซะฮนูน (Muhammad Ibnu Sahnun) ได้
เขียนหนังสือเล่มแรกท่ีเก่ียวกับการศึกษาช่ือ “ อะดับ อัล มุอัลลิม ” (Adab al Mu allim) หนังสืออะดับ อัล
มอุ ลั ลมิ น้ีเป็นหนงั สือเกี่ยวกบั การศกึ ษาเล่มเล็ก ๆ มคี วามหนาไม่เกนิ 26 หนา้ ต่อมาอลั กอบีซี (al Qabisi) ได้
เขียนหนังสือเก่ียวกับการศึกษาเล่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นงานเขียนท่ีได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของซะฮนูน ใน
ศตวรรษตอ่ มาอะหมัด อบู มิซกะวยั ฮ (Ahmad Abu Miskawayh) ฮ . ศ . 421 ( ส .) ได้เขียนหนังสอื เกี่ยวกับ
การศึกษาอีกเล่มหนึ่งช่ือ ตะซับ อัล อัคลาก วะ ตะซรี อัล อิลม วะ ฟะฎีละฮ วะมา ยันบะฆี ฟี ริวายะติฮี วะ
มัมลฮิ (Tasab al Akhlaq wa Tasri wa Fadilah wa ma Yanbagi fi Riwayah wa Mamlih) หลังจากน้ันบุ
รฮาน อลั - ดนี อลั - สัรนูญไี ด้ประพันธห์ นังสือเร่ือง ตะอลีม อัล มุตะอัลลิม เฏาะรกี อลั - ตะอัลลุม ( Ta lim
al Muta alim Toriq al Ta allum) (Lunggulung, 1991 : 138 – 139)

ในสมัยน้ีหนังสือที่เก่ียวกับการศึกษามีจานวนค่อนข้างจากัด อีกท้ังเน้ือหาก็ยังมีน้อย แต่เมื่อถึงสมัย
ของอิบนุ คอลดนู ผู้ซ่ึงถือเปน็ ไขมกุ แหง่ อลุ ะมาอเม็ดสดุ ทา้ ยของราชวงศ์อบั บาซียะฮ ทา่ นได้เขียนหนงั สือ ชื่อ “
มุก็อดดิมะฮ อิบนุ คอนดูน ” (Muqaddimah Ibnu Khaldun) หนังสือเล่มน้ีได้นาช่ือเสียงมายังอิบนุ คอลดูน
เป็นอย่างมาก แม้หนังสือเล่มน้ีถือเป็นหนังสือทางสังคมศาสตร์ แต่ในหนังสือดังกล่าวอิบนุ คอลดูนได้กล่าวถึง
การศึกษา และได้ให้ความสาคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มน้ีถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ และ
ปัจจบุ นั ใช้เป็นตาราในระดบั มหาวิทยาลยั ในสหรัฐอเมรกิ า

นอกจากหนงั สือที่กล่าวมาขา้ งต้น ยังมีหนงั สือเกีย่ วกับการศกึ ษาอิสลามอีกหลายเล่ม แต่น่าเสียดายที่
หนังสือบางเลม่ เหล่านั้นได้สูญหายไปจากดินแดนมุสลิม บางเล่มถูกนาไปเก็บไว้ในประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงหลังจากการรุกรานของมองโกลและการรกุ รานของตะวันตกโดยการนาของเฟดริด บาบา รอซซา (Fedrick
Baba Rassa) หนังสือของมุสลิมจานวนมหาศาลถูกเผาและถูกทาลาย (Yahaya and Halimi, 1994 : 321 –
327 ; Lunggulung, 1991 : 139) หนังสือเก่ียวกับการศึกษาอิสลามบางเล่มท่ีถูกทาลายในการรุกรานคร้ังน้ัน
ไดแ้ ก่

1. ตรั ฆีบ อัล - นาซ อิลา อัล อลิ ม (Targhib al Nas ila al Ilm) โดย อลั กอตมูนี (al Qatmuni)

2. อะดับ อัล มฟุ ีด วะ อลั มซุ ตะฟีด (Adab al Mufid wa al Mustafid) โดย อัล อมลี ี (al Amili)

3. ตหั รีร อัล มาล ฟี อะดะบี วะ อะหกามี วะ ยะฮตาญุ อิลัยฮี มอุ ัดดิบู อัล อัฏฟาล (Tahrir al Mal fi Adabi
wa Ahkami wa Yahtaju llayhi Muaddibu al Atfal) โดย อะหมัด อบิ นุ ฮะญัร อลั ฮัยษามี (Ahmad Ibnu
Hajar al Haythami)

4. รซี าละฮ ฟี อลั - ตัรบยี ยะฮ วะ อัล - ตซั ลีก (Risalah fi al Tarbiyyah wa al Taslik) โดยบุรฮาน อลั - ดีน
อลั อกั ศอเราะนี (Burhan al Din al Aqsarani)

5. รีซาละฮ ฟี ริยาฎอฮ อัล - ศิบยาน (Risalah fi Riyadah al Sibyan) โดย ชัมซ อัล – ดีน อัล อันบาบี
(Sham al Din al Anbabi)

6. ฟัฎล อิลม อัล ซะลัฟ อะลา อัล เคาะลัฟ (Fad al ilm al Salaf ala al Khalaf) โดยอิบนุ เราะญับ อัล บัฆ
ดาดี (Ibnu Rajab al Baghdadi)

7. มุฟาติห อลั อลุ มู (Mufatih al Ulum) โดย อลั เคาะวารสิ มี (al Khawarizmi)

8. ลุบาบ อลั อะดับ (Lubab al Adab) โดย อุซามะฮ อบิ นุ มุอัรกติ (Usamah Ibnu Muarqid)

9. อัล – ฏบิ อลั - รหุ านี (al Tib al Ruhani) โดยอบั ดลุ เราะหมาน อิบนุ อลั - เญาสี (Abd al Rahman Ibnu
al Jawzi)

10. อัล - ฎุเราะริ ฟี อัล - สุเราะริ (al Durari fi al Zurari) โดย อิบนุ อัล อะดีม อัล ฮะละบี (Ibnu al Adim
al Halabi)

11. อัล - ริซาละฮ ฟี อัล อุลูม (al Risalah fi al Ulum) โดย อบู หัยยาน อัล - เตาฮีดี (Abu Hayyan al
Tawhidi)

12. อะหกาม อลั มุอลั ลิมนี วะ อัล มตุ ะอัลลมิ ีน (Ahkam al Mu allimin wa al Muta alimin) โดยมุฮมั หมัด
อิบนุ อบี สัยด (Muhammad Ibnu Abi Zayd)

13. ริซาละฮ ฟี ตะฮษีบ อลั อัคลาก (Risalah fi Tahdhib al Akhlaq) โดย มุหย อัล - ดีน อิบนุ อัล อะเราะบี
(Muhy al Din Ibnu Arabi)

ความเจรญิ รุ่งเรืองทางศลิ ปะวิทยาการในสมัยอบั บาซียะฮฺ

สาขาวชิ าศาสนา

วิชาการศาสนาในสมัยนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาขาวิชาฟิกฮและหะดีษ
นอกจากน้ันมีวิชาตัฟซีร ผู้ท่ีมีช่ือเสียงในสาขาวิชาตัฟซีรในสมัยน้ีคือ อัล - เฏาะบะรี (al Tabari) ผู้เขียน
ตาราตฟั ซรี ชื่อ ญามอิ อัล บายาน ฟี ตฟั ซีร อัล กรุ อาน (Jami al Bayan fi Tafsir al Quran)

สาขาวิชาฟิกฮ

สมัยน้ีได้กาเนิดอีมานของมัษฮับทั้งสี่คือ อบู หะนีฟะฮ มาลิก ซาฟิอี และหันบะลี อบู หะนีฟะฮ อัล
นุอมาน อิบนุ ษาบิต (Abu Hanifah al Nu' man Ibn Thabit) ฮ . ศ . 81-150/700-767 ท่านผู้น้ีเป็นท่ีรู้จัก
ในนามอิมามหะนะฟี ความจริงอบู หะนีฟะฮถือกาเนิดในปลายรัชสมัยราชวงศอ์ ุมัยยะฮ ท่านเกิดท่ีเมืองกูฟะฮ
ในประเทศอีรัก ท่านมีเชื้อสายเปอร์เซีย อบู หะนีฟะฮได้ศึกษาวิชาศาสนากับญะอฟัร อัล - ศอดิก (Ja'far al
Sadik) อบู หะนีฟะฮเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องและเคร่งในศาสนา ด้วยเหตุนเ้ี องทา่ นจึงถูกทาบทามให้ดารงตาแหน่ง
เปน็ กอฎีหลวง แต่ทา่ นกลบั ปฏเิ สธ อบู หะนฟี ะฮคอื ผนู้ าของมัษฮับหะนะฟีทีม่ ีผคู้ นนับถอื เปน็ จานวนมาก ทา่ น
ได้เสยี ชวี ิตท่ีแบกแดดเมอื่ ฮ . ศ . 150/ ค . ศ . 767

มาลิก อิบนุ อะนัซ (Malik Ibnu Anas) มีชีวิตอยู่ราวๆปี ฮ . ศ . 94-179/716-795 ท่านเป็นที่รู้จักในนามอิ
มามมาลิก ท่านอมิ ามมาลิกเกิดและเสยี ชีวติ ท่ีมะดีนะฮ ทา่ นผูน้ ้ีเคยรู้จักกับอบู หะนีฟะฮเมอื่ ครงั้ ทอ่ี บู หะนีฟะฮ
ไปศึกษาเล่าเรยี นกบั อีมามญะอฟัร อัล - ศอดิก เพราะอิมามมาลิกเองก็เคยเรียนอยู่กบั อิมามญะอฟัร ผลงานท่ี
ทาให้ท่านมีช่ือเสียง คือ มุวัฏเฏาะอ (Muwatta') ซึ่งเป็นตาราท่ีรวบรวมหะดีษต่าง ๆ ที่ว่าด้วยเร่ืองฟิกฮ และ
ถือได้ว่าตาราเล่มนี้เป็นตาราหะดีษเล่มแรกในสมัยน้ี (Malik Ibn Anas, Abu Abd Allah-al Ma'mun, The
Concise Encychopaedia of Islam , 1989 : 250)

มุฮัมหมัด อิบนุ อิดรีซ อัล - ชาฟิอี (Muhammad Ibn Idris al Shafi I) ฮ . ศ . 150 – 205/767-820 ท่านน้ี
เป็นท่ีรู้จักในนามอิมามชาฟิอี ท่านมีเชื้อสายกุรอยชแต่เกิดที่ปาเลสไตน์ และเติบโตท่ีมักกะฮ อิมามชาฟิอีเป็น
ศษิ ย์ของอิมามมาลิกแห่งมะดีนะฮ ตาราท่ีมีชอ่ื เสียงของทา่ นได้แก่ ตาราอัล อุมม (al Umm) อิมามชาฟิอีเป็นผู้
หนึ่งที่มีความรกู้ วา้ งขวาง นอกจากท่านจะมคี วามรเู้ กย่ี วกับฟิกฮแล้ว ทา่ นยังมคี วามรู้เก่ียวกับภาษาอาหรบั และ
กวีนิพนธ์ ท่านเสียชวี ิตทอ่ี ิยปิ ตเ์ ม่อื ปี ฮ . ศ . 205/ ค . ศ . 820

อะหมัด อิบนุ หันบัล (Ahmad Ibn Hanbal) ฮ . ศ . 164-241/780-855 เป็นที่รู้จักในนามอิมาม หันบะลี (
อ่านว่าหัมบะลี ) ท่านเป็นลูกศิษย์ของอิมามชาฟิอี และเป็นอิมามท่ีต่อต้านแนวคิดของกลุ่มมุอตะสิละฮที่
แบกแดด ในสมัยของทา่ นแนวคิดมุอตะสลิ ะฮได้รับความนิยมอย่างกวา้ งขวาง แม้กระทงั่ ผคู้ รองเมือง เช่น เคาะ
ลีฟะฮมะอมูน ท่านก็เป็นผู้หนึ่งท่ียึดถือแนวคิดมุอตะสิละฮ อิมามหันบะลีมีแนวคิดที่ต่อต้านกลุ่มดังกล่าว
โดยเฉพาะแนวคิดเก่ียวกับอัล กุรอานท่ีหันบะลีถือเป็นกะลามุลลอฮ (Kalam Allah) และถือเป็นกอดิม
(Qadim) กลุ่มมุอตะสิละฮกล่าวว่ากุรอานน้ันหะดีษ ( ใหม่ ) จากการต่อต้านในครั้งน้ีทาให้อิมามหันบะลีถูก
จาคุก และถูกทรมานโดยผู้ครองเมืองในสมัยนั้น ผลงานที่มีชื่อเสียงของอะหมัด อิบนุ หันบัลคือ มุซนัด
(Musnad) ตาราทร่ี วบรวมหะดษี เป็นจานวนมาก

สาขาวิชาหะดษี

สมยั นไี้ ด้เกดิ อมิ ามทง้ั หก คอื อลั บคุ อรี (al Bukhari) มุสลมิ (Muslim) อบู ดาวดู (Abu Daud) ติรมีษี
(Tirmidhi) อบิ นุ มาญะฮ (Ibnu Majah) และนะซาอี (Nasai)

อัล บุคอรี มีช่ือจริงว่า มุฮัมหมัด อิบนุ อิสมาอีล อัล บุคอรี (Muhammad Ibu Ismail al Bukhari) ฮ . ศ .
256/870 ( ส .7) อัล บุคอรีเป็นชาวเปอร์เซีย ฟิลป เค ฮิตติ (Hitti, 1989 : 395) ได้เขียนในหนังสือ

TheHistory of the Arabs ว่า อัล บุคอรีได้รวบรวมหะดีษจากผู้รู้หนึ่งพันคนและพยายามคัดเลือกหะดีษจาก
จานวนหกแสนฮาดีษ และใช้เวลาสิบหกปี โดยการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น เปอร์เซีย อีรัก ซีเรีย ฮิญาซ
และอียปิ ต์ ผลงานท่ีมีช่อื เสยี งของท่านคอื เศาะเห้ียห อัล บุคอรี (Sahih al Bukhari) สถานภาพของหะดีษตา่ ง
ๆ ท่ีอัล บุคอรี ได้รวบรวมนั้นมีสถานภาพท่ีสูงกว่าบรรดาหะดีษท่ีรวบรวมโดยนักรวบรวมหะดีษท่านอื่น ๆ
ทั้งหมด

มุสลิม มีชื่อจริงว่า อบู อัล หุซัยน มุสลิม อิบนุ อัล หัจญญาจญ (Abu Hasayn Muslim Ibnu al
Hajjaj) ฮ . ศ . 261/875 ( ส ) หะดีษตา่ ง ๆ ท่ีมุสลิมได้รวบรวมนั้นจะมีความคลา้ ยคลึงกบั บรรดาหะดีษของบุ
คอรี ย่ิงไปกว่าน้ันตาราหะดีษของมุสลิมจะถูกเรียกว่าเศาะเห้ียหมุสลิม ซึ่งใช้คาว่า “ เศาะเห้ียห ” เช่น
เดียวกับเศาะเห้ียห อัล บุคอรี สถานภาพของหะดีษต่าง ๆ ที่มุสลิมรวบรวมนั้นจะมีสถานภาพรองจากหะดีษ
เศาะเห้ียหของอัล บคุ อรี

อบู ดาวูด (Abu Dawud) ฮ . ศ .261/875 ( ส .) หนังสือเก่ียวกับหะดีษของท่านคือ ซุนัน อบู ดาวูด
(Sunan Abu Dawud) อัล ตีรมีษี (al Tirmidhi) ค . ศ . 279/892 ( ส .) ตาราหะดีษของท่านคือ ซุนัน อัล -
ติรมีษี (Sunan al Tirmidhi) อิบนุ มาญะฮ (Ibnu Majah) ฮ . ศ .273/886 ( ส .) ตาราหะดีษของท่านคือ
ซุนัน อิบนุ มาญะฮ (Sunan Ibnu Majah) และท่านสุดท้ายคือ อัล - นะซาอี (al Nasai) ตาราหะดีษของท่าน
คอื ซุนัน อลั - นะซาอี (Sunan al Nasai)

สาขาวชิ าปรัชญา

ในสมยั อับบาซยี ะฮสาขาวชิ าปรัชญารุ่งเรอื งมาก ในสมยั น้ีได้ถอื กาเนดิ นักปรัชญาของโลกมุสลมิ คือ อัล
กินดี (al Kindi) ท่านผู้นี้ถือเป็นนักปรัชญามุสลิมท่านแรกในสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮและได้รับการขนานนาม
ว่า “ นักปรัชญาอาหรับ ” อัล กินดีเป็นผู้ที่มีความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น ตรรกวิทยา วิศวกรรมศาสตร์
คณติ ศาสตร์ เปน็ ต้น ( หะซนั , 1979 : 381)

อัล ฟารอบี (al Farabi) เป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ และได้รับสมญา
นามว่า “ ครูคนท่ีสอง ” ซึ่งครูคนแรกคืออริสโตเติล อิบนุ ซีนา (Ibnu Sina) ก็เป็นนักปรัชญาอีกท่านหน่ึงที่มี
ชื่อเสียงมากในราชวงศ์น้ี อิบนุ ซีนาน้ันมีความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น วิชาฟิสิกส์ วิชาการแพทย์ วิชา
ภาษาศาสตร์ และวรรรกรรม เป็นต้น รายละเอียดเก่ียวกับนักปรัชญาทั้งสามท่านข้างต้นดูในหัวข้อ “ แนวคิด
ทางความร้แู ละการศึกษาในสมัยอบั บาซียะฮ ”

สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์

อิบนุ กฎุ อยบะฮ (Ibnu Qutaybah) ค . ศ . 889 ( ส .) ท่านเป็นผู้หน่ึงในบรรดานกั ประวัตศิ าสตร์คน
แรก ๆ ของอสิ ลาม ชอื่ จรงิ ของท่านคอื มุฮัมหมดั อบิ นุ มุสลมิ อัล - ดนี าวะรี (Muhammad Ibnu Muslim al
Dinawari) ทา่ นเสยี ชีวิตทแี่ บกแดดในปี ค . ศ . 889 นักประวัตศิ าสตร์ร่วมสมยั กับอบิ นุ กฎุ อยบะฮอกี ทา่ นหนึ่ง
คอื อบู หะนีฟะฮ อะหมัด อิบนุ ดาวูด อัล - ดีนาวะรี (Abu Hanifah Ahmad Ibnu Dawud al Dinawari) ค
. ศ . 895 ( ส .) ท่านทั้งสองน้ีมีเชื้อสายอีหร่านและเป็นผู้ที่มีความรู้ในหลายสาขาวิชา นอกจากสาขาวิชา
ประวัตศิ าสตร์ทไ่ี ดก้ ลา่ วแล้วข้างต้น ท่านทงั้ สองยังมคี วามรู้ในสาขาวิชาภาษาศาสตร์และวรรณกรรม

อลั - เฏาะบะรี (al Tabari) ฮ . ศ . /838 – 923 ชื่อจรงิ ของทา่ น คือ อบู ญะอฟัร มฮุ ัมหมัด อิบนุ ญะรีร อัล -
เฏาะบะรี (Abu Ja'far Muhammad Ibnu Jarir al Tabari) ท่านเกิดที่เฏาะบะริสถาน (Tabaristan) ในทาง
ตอนเหนือของอิหร่าน อัล - เฏาะบะรีเป็นผู้ท่ีมีชื่อเสียงมากในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ผลงานทาง
ประวัติศาสตร์ที่เป็นอมตะของท่านคือ ตาริค อัล - เราะซูล วะ อัล มุลุก (Tarikh al Rasul wa al Muluk)
ตาราทางประวัติศาสตร์ของท่านเล่มน้ีได้กลายเป็นหนังสืออ้างอิง และแหล่งค้นคว้าของบรรดานัก
ประวัติศาสตร์ในสมัยต่อมาเช่น มิซกะวายฮ (Mis kawayh) อิบนุ อัล อะษีร (Ibnu Athir) อบู อัล ฟิดา (Abu
al Fida) เป็นต้น นอกจากน้นั ตาราดังกลา่ วกย็ งั ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและใชเ้ ป็นตาราระดับมหาวิทยาลยั ใน
สหรัฐอเมริกา

อัล มัซอูดี (al Mas udi) ก็เปน็ นักประวัติศาสตร์มุสลมิ อกี ทา่ นหน่ึงทีม่ ีชื่อเสยี งมาก ชอื่ จรงิ ของท่านคือ
อบู อัล หะซัน อะลี อัล มัซอูดี (Abu al Hasan Ali al Mas udi) พี เค ฮิติต (Hitti , 1989 : 391) ได้เขียนใน
หนังสือ The History of the Arabs ว่า อัล มัซอูดีได้ใช้เทคนิคในการเขียนเรื่องราวเก่ียวกับประวัติศาสตร์
โดยแบ่งเป็นสมยั ราชวงศ์ต่าง ๆ แทนท่จี ะเรียบเรยี งเรื่องราวทางประวตั ศิ าสตรเ์ ปน็ ปี ๆ เทคนคิ ของมัซอูดตี อ่ มา
ได้รับการปฏิบัติโดยอิบนุ คอลดูน นักสังคมศาสตร์ท่ีมีช่ือเสียงในปลายรัชสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ และอิบนุ
คอลดูนเองก็ถือเป็นนกั ประวัติศาสตร์ที่มีชอื่ เสียงท่านหนึ่งในสมัยน้ี ผลงานท่ีมีช่ือเสียงของมัซอูดีคือ มุรูจญ อัล
- ษะฮับ วะ มะอาดิน อัล- เญาฮรั (Muruj al Dhahab wa Ma adin al Jawhar) ตาราเลม่ น้ีเปน็ สารานกุ รมที่
เกย่ี วกับประวตั ภิ ูมศิ าสตร์

สาขาวิชาวรรณกรรมอาหรับและเปอรเ์ ซยี

อบู อัล ฟะรอจญ อัล อิศฟะฮานี (Abu al Faraj al Isfahani) ราวๆปี ค . ศ . 897-967 ท่านมีเชื้อ
สายมาจากท่านมัรวาน เคาะลีฟะฮคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ อัล อิศฟะฮานีถือเป็นนักประวัติ
ภาษาศาสตร์ที่ย่ิงใหญ่ที่สุดคนหน่ึง ตาราของท่านได้แก่ กิตาบ อัล อะฆอนี (Kitba al Aghani) ตาราเล่มน้ีถือ
เปน็ ผลงานทางวรรณกรรมและภาษาศาสตร์ท่แี ท้จรงิ

อบู นวุ าซ (Abu Nuwas) ราวๆปี ค . ศ . 810 ท่านผูน้ ี้เป็นนกั วรรณกรรมทมี่ ีช่ือเสยี งมากในสมัยเคาะ
ลีฟะฮฮารนู อัล - เราะชีด ช่ือของอบู นุวาซได้ตดิ ปากชาวอาหรับทุกคนในฐานะทเี่ ป็นตัวแทนของคนโง่ท่ีแหลม
คมคลา้ ยกบั ศรีธนญชยั ของไทย ช่ือจริงของท่านคอื หะซนั อิบนุ ฮานี (Hasan Ibnu Hani) ท่านอบู นุวาซมีเช้ือ
สายผสมเปอร์เซีย ผลงานของท่านคอื เฆาะสลั (Gazal) เฆาะสัลนเี้ ป็นงานรอ้ ยกรองสน้ั ๆ ทเ่ี กยี่ วกบั ความรกั

อบู ตัมมาม (Abu Tammam) ราวๆปี ค . ศ . 845 ท่านเป็นกวีหลวงที่มีช่ือเสียงมากในกรุงแบกแดด
งานเขียนที่มีช่ือเสียงของท่านคือ ดีวาน (Diwan) งานเขียนดีวานนี้เป็นงานร้อยกรองปลุกศรัทธา และงานร้อย
กรองปลุกศรัทธานี้ได้กลายเป็นแบบอย่างท่ีบรรดานักกวีได้เลียนแบบในเวลาต่อมา กวที ่ีมีชื่อเสียงอีกท่านหน่ึง
ในสมัยนี้คือ อัล บุหตุรี (al Buhturi) ค . ศ . 820-897 อัล บุหตุรีได้เขียนงานร้อยกรองเหมือนกับอบู ตัมมาม
แต่ชอ่ื เสยี งของทา่ นถอื เป็นรองอบู ตัมมาม

ฟริ เดาซี (Firdawsi) ฮ . ศ .328-411/940-1020 มชี ่ือจริงว่า อบู อัล กอซิม มันซูร (Abu al Qasim Munsur)
เกดิ ท่ีเมอื งตุซ ทา่ นถูกขนานนามว่า “ ฟริ เดาซี ” โดยสุลตา่ นมะหมดู แหง่ ฆอซนะ (Ghasnah) (Firasah-Fitrah,
The Concise Encyclophedia of Islam, 1989 : 127) นอกจากฟิรเดาซีจะเป็นนักกวีแล้ว ท่านยังเป็นผู้
รวบรวมประวัติของชนชาวเปอร์เซีย โดยได้รวบรวมประวัติของชาวเปอร์เซยี ตั้งแต่ยุคมดื จนถึงสมัยที่เปอร์เซีย
ตกอยูภ่ ายใตเ้ งอ้ื มมอื ของชาวอาหรับ

สาขาวิชาวิทยาศาสตรบ์ รสิ ุทธิ์

ผทู้ ม่ี ชี อ่ื เสียงในสาขาวชิ านีค้ อื อัล บรี ูนี (al Biruni) ชอ่ื จริงของทา่ นคอื อบู อัล รอยฮาน มุฮัมหมัด อิบ
นุ อะหมัด อัล บีรนู ี (Abu Rayhan Muhammad Ibnu Ahmad al Biruni) ค . ษศ .973-1050 อลั บีรูนีเป็น
นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธ์ิ (Hitti, 1989 – 376) นอกจากนั้นท่านยังมีความรู้ใน
หลายสาขาวิชา เชน่ สาขาวิชาดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เลขคณิต เรขาคณติ เปน็ ต้น ผลงานช้ินแรกของอัล บี
รนู ี คือ อลั อาษาร อัล บากิยะฮ อนั อัล กุรนู อลั คอลิยะฮ (al Athar al Baqiyah an al Qurun al Khaliyah)
ผลงานช้ินนเี้ ป็นตารางยุคสมัยของชนชาติดึกดาบรรษ์ ผลงานทางดาราศาสตร์ของอัล บีรูนี คือ อัล กอนูน อัล
มซั อูดี ฟี อัล ฮัยอะฮ วะ อลั – นุญูม (al Qanun al Mas udi fi al Hayah wa al Nujum) ผลงานอกี ชิ้นหนึ่ง
ของทา่ นคือ อลั ตัฟฮีม ลิ อะวาอิล ศนิ าอัต อัล - ตันญมี (al Tafhim li Awail Sina at al Tanjim) ผลงานช้ิน
นเี้ ป็นการรวบรวมเน้ือหาเกี่ยวกับวชิ าเรขาคณติ เลขคณติ ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ (Hitti, 1989 : 377)

สาขาไวยกรณอ์ าหรบั

สาขาวิชาน้ีเร่ิมขึ้นที่เมืองกูฟะฮและบัศเราะฮในช่วงฮิจเราะฮศตวรรษที่ 1 สาขาวิชาดังกล่าวเกิดขึ้น
เพราะผู้คนท่ีอาศัยอยู่ในเมืองท้ังสองใช้ภาษาเปอร์เซีย ซึ่งมีผลต่อการใช้ภาษาอาหรับ มีนักปราชญ์จานวนมาก
ที่กังวลว่าภาษาอาหรับ ซ่ึงเป็นภาษาอัลกุรอานจะวิบัติหากไม่มีการสงวนอย่างจริงจัง วิธีการหนึ่งที่จะรักษา
ภาษาอาหรับท่ีบริสุทธ์ินั้นก็คือการศึกษาหลักไวยากรณ์อาหรับอย่างจริงจัง ในประวัติศาสตร์อิสลาม ช่ือ
ของอะบู อัล อสั วดั อัล -Duali ถูกกลา่ วขานในฐานะอยู่ทว่ี างรากฐานวิชาไวยากรณ์อาหรับ สิ่งนี้เกิดข้นึ ในสมัย
อมุ ยั ยะฮ กล่าวกันวา่ อบู อัล อัสวัดได้ศึกษาวชิ าไวยากรณ์อาหรับจากท่านอะลี บิน อบู ฏอลิบ หลังจากนน้ั ไม่กี่
ปีก็ถือกาเนิดมัษฮับไวยากรณ์อาหรับสองสานัก (Hj.Muhamad, 1979 : 190) นั้นคือสานักกูฟะฮ และ
สานักบัศเราะฮ ผู้นาท่ีมีชื่อเสียงในสาขาวิชานี้ได้แก่ อัล เคาะลีล อบู อัมร บิน อัล อะอละอ สิบะวัยฮ อัล
อัคฟะสี อัล กสิ าอี และอัล ฟัรรอ (al farra') (Hj.Muhamad, 1979 : 190)

สาขาวิชาคณติ ศาสตรแ์ ละดาราศาสตร์

ในบรรดานักคณิตศาสตร์ทางดาราศาสตร์ อัล เคาะวาริสมี (al Khawarizmi) ถือเป็นคนหน่ึงที่มี
ชอื่ เสียงมากในสาขาวิชาน้ี ช่อื จริงของท่านคอื มฮุ มั หมดั อิบนุ มซู า (Muhammad Ibnu Musa) ราวๆปี ค . ศ
. 780-850 อัล เคาะวาริสมีเป็นผู้ที่มีความรู้ในสาขาวิชาดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ ท่านได้เขียนตาราทาง
ดาราศาสตร์ท่ีเก่าแก่ที่สุด และได้เขียนตาราชื่อ กิตาบ ซูรอต อัล อัรฎ (Kitab Surat al Ard) ตาราเล่มนี้เป็น
ตาราท่ีอธิบายแผนท่ีเล่มแรกในคริศตวรรษที่ 9 นอกจากน้ันท่านก็เป็นผู้ที่เขียนตาราในสาขาวิชาคณิตศาสตร์
และพีชคณิตที่ชื่อหิซาบ อัล ญับร วะ อัล มุกอบะละฮ (Hisab al Jabr wa al Muqabalah) ตาราเล่มน้ีถูก
แปลเป็นภาษาลาตินในศตวรรษท่ี 12 และถูกใช้มาถึงศตวรรษท่ี 16 ตาราดังกล่าวนั้นเป็น ตาราทางวิชา

คณิตศาสตร์และพีชคณิตที่มีความสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นตาราแบบเรียนในมหาวิทยาลัยของยุโรป
(Hitti, 1989 : 379)

อุมัร อัล คอยยาม (Umar al Khayyam) ท่านเกิดที่นิซาปูร (Nisapur) ราว ๆ ค . ศ . 1038 – 1048
และเสียชีวิตราวปี ค . ศ . 1123 – 24 อุมัร อัล คอยยามมักจะเป็นท่ีรู้จักในนามนักกวีชาวเปอร์เซีย แต่ความ
จริงท่านยังเป็นนักคณิตศาสตร์ท่ีมีช่ือเสียงท่านหนึ่ง อุมัร อัล คอยยามได้เขียนตารางปฏิทินช่ือว่า อัล - ตาริค
อลั ญะลาลี (al Tarikh al Jalali) ซึ่งเปน็ ตารางปฏิทินท่ีมคี วามถูกตอ้ งและแม่นยากวา่ ตารางของกรีจอเรียน พี
เค ฮิตติ (Hitti, 1989 : 377) ได้กล่าวในหนังสือ The History of The Arabs ว่าตารางของกรีจอเรี่ยน
(Gregorian) จะคลาดเคลื่อน 1 วันใน 3330 ปี ในขณะทต่ี ารางของอัล คอยยามจะคลาดเคล่ือน 1 วันใน 5000
ปี

อลั บัตตานี (Al Battani) ค . ศ . 877-918 มีชื่อจริงวา่ อบั ดุลลอฮ มุฮัมหมัด อิบนุ ญาบีร อลั บตั ตานี
(Abd Allah Muhammad Ibnu Jabir al Battani) ในตะวันตกท่านเป็นท่ีรู้จักในนาม Albategnius อัล บัต
ตานีถือเป็นนักดาราศาสตร์ที่มีช่ือเสียงมากท่ีสุดคนหน่ึงของอิสลาม นอกจากอัล บัตตานีแล้วยังมีนักดารา
ศาสตร์ที่มีช่ือเสียงอ่ืน ๆ อีกมาก เช่น ซินด อิบนุ อะลี (Sind Ibnu Ali) ยะหยา อิบนุ อบี มันซศูร (Yahya
Ibnu Abi Mansur)

อัล อับบาซ อลั ฟัรฆอนี (al Abbas al Farghani) ก็เปน็ นักดาราศาสตร์ทม่ี ีช่อื เสยี งอีกท่านหนง่ึ ในซีก
โลกตะวันตกท่านเป็นที่รู้จักในนาม “Alfraganus” ชื่อจริงของท่านคือ อบู อัล อับบาซ อะหมัด อัล ฟัรฆอนี
(Abu al Abbas Ahmad al Farghani) ผลงานทางดาราศาสตร์ท่ีมีชื่อเสียงของท่านก็คือ อลั มุดคิล อลิ า อิลม
หะยาต อัล อฟั ลาก (al Mudkhil ila ilm Hayat al Aflak) (Hitti, 1989 : 76-76)

สาขาวิชาการแพทย์

ผู้ท่ีเขียนตาราทางการแพทย์ที่มีช่ือเสียงในสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮคือ อะลี อัล - เฏาะบะรี (Ali al
Tabari) อลั - รอสี , (al Razi) อัล มะญซู ี (al Majusi) และอิบนุ ซนี า (Ibnu Sina)

อะลี อัล - เฏาะบะรี กลางคริสตวรรษท่ี 9 ท่านมีชื่อจริงว่า อะลี อิบนุ ซัฮล รอบบัน อัล - เฏาะบะรี
(Ali Ibnu Sahi Rabban al Tabari) อะลี อัล - เฏาะบะรีเดิมนบั ถือศาสนาคริสต์ ต่อมาในสมัยของอลั มตุ ะวัก
กิล (al Mutawakkil) ทา่ นเข้ารบั อิสลาม และไดร้ ับการแต่งตง้ั ให้เป็นแพทยป์ ระจาตวั เคาะลีฟะฮอัลมตุ ะวกั กิล

อัล - รอสี (al Razi) ฮ . ศ .311/865-925 ช่ือจรงิ ของทา่ นคือ อบู บักร มฮุ ัมหมัด อิบนุ สะกะรยี า อัล
- รอสี (Abu Bakr Muhammad Ibnu Zakariya al Razi) ชาว ตะวันตกรู้จักท่านในนาม “Rhazes”
รายละเอียดเก่ียวกบั อัล - รอสใี ห้ดใู นหัวข้อ “ แนวคดิ ทางความรู้และการศึกษาในสมัยอบั บาซียะฮ ”

อัล มะญซู ี (al Majusi) ฮ . ศ . 384/994 ชอื่ จริงของท่านคือ อะลี อิบนุ อับบาซ (Ali Ibnu al Abbas)
ชาวตะวันตกรู้จักท่านในนาม “Haly Abbas” อะลี อลั อับบาซเดมิ นบั ถอื ศาสนามะญซี ( โซโรแอสเตอร์ ) ดว้ ย
เหตนุ ีท้ า่ นจงึ ถูกเรียกว่า “ อัล มะญซู ี ” ตาราเกี่ยวกับเวชกรรมศาสตร์ท่ีทาให้ทา่ นมีช่ือเสียงก็คอื อัล กติ าบ อัล
มะลิกิ .(Al Kitab al Maliki) ตาราเล่มนี้บางคร้ังก็จะเรียกว่า กามิล อัล - ศินาอะฮ (Kamil al Sina ah) (
หะซนั 1979 : 390)

อิบนุ ซีนา (Ibnu Sina) ฮ . ศ . 370-428/980-1037 ช่ือจริงของท่านคือ อบู อะลี อัล หุซายน อิบนุ
อับดุลลอฮ อิบนุ ซีนา (Abu Ali al Husayn Ibnu Abd Allah Inbu Sina) ตาราท่ีมีชื่อเสียงของท่านคือ อัล
กอนูน (al Qanun หรือ the Canon of Madecine)

นอกจากสาขาวิชาต่าง ๆ ท่ีผู้เขียนได้กล่าวข้างต้น ยังมีวิชาการสาขาอ่ืน ๆ อีกมากที่เจริญรุ่งเรืองใน
สมยั นีเ้ ชน่ วิชาภาษาศาสตร์ จริยศาสตร์ ศฟู ี อลิ มกุ ะลาม เป็นต้น

แนวคิดทางความรแู้ ละการศึกษาในสมัยอบั บาซียะฮฺ

การเปิดประตูรบั วิชาการแขนงต่าง ๆ จากโลกภายนอก ท้ังจากซีกโลกตะวนั ตกและซกี โลกตะวนั ออก
ทาให้สมัยนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นยุคทองทางศิลปวิทยาการ และเป็นสมัยท่ีให้กาเนิดบรรดานักคิด นัก
ปรัชญาและนักสังคมศาสตร์มุสลิมจานวนมาก บุคคลในสมัยน้ีท่ีควรแก่การศึกษาน้ันมีมากมาย แต่ผู้เขียนขอ
กลา่ วในท่นี ี้เพียงบางทา่ นดงั ตอ่ ไปนี้ :

1. มุอตะสลิ ะฮ

2. อลั อัชอารี ( ฮ . ศ . 260 – 330)

3. อคิ วาน อัล - เศาะฟาอ ( ประมาณ ฮ . ศ . 340/951)

4. อัล กนิ ดี ( ราว ฮ . ศ . 185-252 ( หรือ 256) /801-866 ( หรอื 870)

5. อลั - รอสี ( ประมาณ ฮ . ศ .311- /865-923 ( หรอื 936)

6. อลั ฟารอบี ( ฮ . ศ . 257/870-950)

7. อะหมดั อิบนุ ซะฮนูน ( ฮ . ศ . 262)

8. มซิ กะวัยฮ ( ค.ศ .932-1030)

9. อลั กอบิซี ( ฮ . ศ . 324-403/935-1014)

10. อิบนุ ซนี า ( ฮ . ศ .370-429/980-1037)

11. อลั มาวรั ดี ( ฮ . ศ .364-450)

12. เคาะฎบี อัล บฆั ดาดี ( ฮ . ศ .392-463)

13. อัล เฆาะสาลี ( ฮ . ศ .450-505)

14. อิบนุ รุชด ( ค . ศ .1126-1198)

15. บรุ ฮาน อัล ดนี อลั - สัรนญู ี ( ฮ . ศ .519/1195 ( ส .))

16. อบิ นุ คอลดนู ( ฮ . ศ .332-384/1332-1382)

มอุ ตะสิละฮ

คาว่า “ มุอตะสิละฮ ” (‫ )معتزلة‬มาจากรากศัพท์เดิมภาษาอาหรับว่า “ อิอตะสะละ ” ( ‫)ا عتزل‬
ซึ่งหมายถึง “ แยก ” ส่วนใครแยกจากใครน้ันนักประวัติศาสตร์มุสลิมยังมีทัศนะท่ีต่างกัน บางท่านมีทัศนะว่า
พวกมุอตะสิละฮเป็นบรรดาผู้ติดตามเคาะลีฟะฮอะลี อิบนุ อบี ฎอลิบ กลุ่มนี้เช่ือว่าแนวความคิดของมุอตะสิ
ละฮเกดิ ขึน้ พรอ้ ม ๆ กบั พวกเคาะวารจิ ญ (Acheh, 1976;83)

เมื่อคร้ังเกิดข้อพิพาทระหว่างท่านอะลีกับมุอาวิยะฮ ท่านอะลีได้มอบหมายให้มัจญลีซตะฮกีมเป็น ผู้
ตดั สิน โดยการตดั สินดังกล่าวต้องวางอยู่บนพ้ืนฐานของอัล กุรอาน แตน่ ่าเสียดายที่มัจญลีซตะฮกีมไม่สามารถ
ยตุ ิขอ้ พิพาทดังกล่าวได้ อกี ท้ังได้สร้างความไม่พอใจให้แก่พวกมอุ ตะสิละฮ ด้วยสาเหตดุ ังกล่าวจงึ เกิดกลุ่มมุอตะ
สิละฮข้ึน ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้ปลดแอกตัวเองจากการปกครองของนบี อุมัยยะฮ แล้วกลับสู่แนวคิดของหะซัน
อิบนุ อะลี (Acheh, 1976:83)

อีกทศั นะหนง่ึ เชื่อว่ามอุ ตะสิละฮทม่ี าจากรากศัพท์เดิมคาว่า “ อิอตะสะละ ” นนั้ หมายถงึ การแยกตัว
ของวะศีล อลั อะฏอ (Wasil al Ata) จากครขู องเขาหะซัน อัล บศั รี (Hasan al Basri) (Watt, 1992 : 48)

วะศลี อัล อะฏอเปน็ ผู้กอ่ ตงั้ ลทั ธิเหตุผลนิยมมุอตะสิละฮ เขามแี นวความคิดท่ีแตกตา่ งจากหะซัน บศั รี
ผูเ้ ป็นครูของเขา ทัศนะท่แี ตกต่างเป็นทัศนะเกี่ยวกับเร่ืองของผูท้ ี่ปฏิบัติความช่ัวที่ถือว่าเปน็ บาปใหญ่ วะศีลเช่ือ
วา่ คนท่ีปฏิบัตบิ าปใหญ่นน้ั จะไมถ่ ือว่าเป็นผู้ศรทั ธาท่ีแทจ้ ริงถึงแมเ้ ขาจะกล่าวคา “ ชะฮาดะฮ ” ก็ตาม และเขา
เหล่าน้ันจะมีทอี่ ยู่เฉพาะในวนั ปรโลก โดยจะอยรู่ ะหวา่ งท่อี ย่ขู องมุสลิมและท่ีอยขู่ องชาวกาเฟร (Acheh, 1976
: 84)

ประวัตคิ วามเป็นมาของแนวความคดิ มุอตะสิละฮ จะพบว่ากลุ่มมอุ ตะสิละฮน้ีเกดิ ขึ้นในสมัย อมุ ัยยะฮ
แต่ท่ีผู้เขียนนามากล่าวในบทนี้ก็เพราะว่าแนวความคิดนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสมัยอับบาซียะฮ
เคาะลฟี ะฮมะอมูนแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮก็เป็นคนหน่งึ ท่ียดึ มั่นกับแนวคิดนี้

แนวความคิดของมุอตะสิละฮเป็นแบบเชิงเหตุผลนิยม แม้กระท่ังการอรรถาธิบายอัล กุรอาน กลุ่มน้ีก็
ปฏิบัติโดยใช้หลักทางปรัชญา กลุ่มมุอตะสิละฮนี้มีแนวคิดที่คล้ายกับกลุ่มฟุรชิม (Furshim) ของยิว (Acheh,
1976 : 85) ด้วยเหตุน้ีกลุ่มฟุรชิมบางคร้ังจึงถูกเรียกว่ากลุ่มมุอตะสิละฮยิว เพราะกลุ่มนี้ได้อรรถาธิบายคัมภีร์
เตารอฮโดยใช้หลกั ทางปรัชญา

กลุ่มมอุ ตะสิละฮไดเ้ รยี กกลุม่ ตัวเองวา่ “ ชาวแห่งเอกภาพและความยตุ ิธรรม ” มุอตะสลิ ะฮนเี้ ป็นกลุ่ม
เชิงเหตุผลนิยมที่เชื่อว่ามนุษย์มีความอิสระจะทาอะไรก็ได้ โดยไม่มีการลิขิตใด ๆ จากอัลลอฮ พวกเขาให้
เหตุผลว่า หากการกระทาของมนุษย์ถูกลิขิตมาแล้ว มนุษย์ก็ไม่จาเป็นต้องรับผิดชอบจากการกระทาของพวก
เขา กลุ่มนี้เชื่อว่าอัลลอฮเป็นผู้ทรงมีความยุติธรรม ดังน้ันอัลลอฮจึงไม่ทรงปฏิบัติในสิ่งที่ขัดแย้งกับศิฟะฮของ
พระองค์ ความเป็นเหตุผลนยิ มของกลมุ่ น้ีไดท้ าให้เขาปฏเิ สธส่ิงดังต่อไปน้ี :-

1. คนที่ตายจะไดร้ ับรางวลั หรอื จะถูกลงโทษในขณะทเ่ี ขาอยู่ในสุสาน

2. ยะอญจู ญและมะอญูจญ (‫ )يأجوج ومأجوج‬จะปรากฏกอ่ นวันแห่งการตดั สนิ

3. ผลของการปฏิบตั จิ ะได้รับการช่งั บนตาชั่งในวันแหง่ การตัดสนิ

4. มมี ลาอกิ ะฮทีค่ อยจดบนั ทึกการกระทาตา่ ง ๆ ของมนุษย์

5. มีเตาและสะพาน (‫ )صراط‬ในวนั อาคิเราะฮ

6. มีพันธะสัญญา (‫ ) م يثاق‬ระหวา่ งอลั ลอฮและมนษุ ย์ในวันที่อลั ลอฮทรงสรา้ งมนษุ ย์

7. ศาสดาหรือวะลยี ลุ ลอฮสามารถแสดงปาฏิหาริย์

8. ศาสดา ( ขอความจาเริญและความสนั ตจิ งมแี ด่ท่าน ) ขึ้นไปบนฟากฟา้ ดว้ ยสรรี ะ

9. การละหมาดจะนามาซึ่งสารพดั ประโยชน์ อะไรจะเกิดมันก็ตอ้ งเกดิ (Qadir, 1986 : 51)

จากแนวคิดทั้งหมดข้างต้นทาให้มุสลิมบางคนกล่าวว่ามุอตะสิละฮไม่ใช่มุสลิม และไม่ใช่กาเฟร แต่จะ
อยรู่ ะหวา่ งท้ังสองน้นั (Watt, 1992 : 48, 50-51

ทฤษฎีความรขู้ องมุอตะสลิ ะฮ

ตามทฤษฎีความรู้ของกลุ่มมุอตะสิละฮ กลุ่มนจ้ี ะเน้นถึงการแสวงหาความรู้จากแหล่งอ่ืนมากกว่าวัหยู
จากอลั ลอฮ เพราะกลุ่มมอุ ตะสิละฮนเ้ี ปน็ กลุ่มท่ีได้รบั อิทธิพลจากแนวคิดของกรีก (Rizavi, 1986 : 71)

มุอตะสิละฮได้จาแนกศาสตร์ออกเป็นสองสาขาหลักคือ (1) ความรู้ของโลกภายนอก (2) ความรู้ท่ีอยู่
เหนือปรากฏการณ์ ความรขู้ องโลกภายนอกเปน็ ความรู้ทไ่ี ด้มาจากประสาทสัมผสั สว่ นความรู้ประเภทท่สี องจะ
เปน็ ความรู้ท่อี ยูเ่ หนือประสาทสมั ผัสของมนุษย์ มุอตะสิละฮเชือ่ วา่ ความร้ทู ีไ่ ดม้ าจากประสาทสมั ผัสเปน็ ความรู้
พื้นฐานท่ีจะนามาซ่ึงความรู้แห่งเหตุผล เขายังเช่ืออีกว่าความรู้จะได้มาอย่างช้า ๆ และได้มาจากการแสวงหา
มากกวา่ จะได้มาโดยสัญชาติญาณ (Rizavi, 1986 : 71-73)

อชั อารี (Abu Hasan al Ash ari)

อบู หะซัน อัล อัชอารี (Abu Hasan al Ash ari) เกิดท่ีบัศเราะฮ ( อีรัก ) ในปี ฮ . ศ . 260 และ
เสียชีวิตในปี ฮ . ศ .330 ครอบครัวของอัล อัชอารีเป็นผู้ที่เคร่งศาสนามาก ตอนท่ีอัล อัชอารี ยังเยาว์วัยท่าน
ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของอบู อะลี อัล ญะบาอี (Abu Ali al Jaba i) ผู้ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นพ่อเล้ียง
ของอัล อัชอารี

ต่อมาอัล อัชอารีได้อุทิศเวลาศึกษาแนวคิดของมุอตะสิละฮ โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างแนวคิด
มุอตะสิละฮกับแนวคดิ ของนักปราชญฟ์ ิกฮและนักปราชญห์ ะดษี สดุ ท้ายท่านไดเ้ ข้าใจถึงแก่นแท้ของแนวคิดมุอ
ตะสลิ ะฮ ท่านจึงปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยคร้ังหนึ่งในขณะท่ีท่านอยู่ในมัสยิดแห่งหนงึ่ ในเมืองบัศเราะฮ ท่าน
ประกาศเป็นทางการว่า ท่านไดล้ ้มเลกิ แนวคิดมุอตะสิละฮ และขอเป็นศตั รกู ับแนวคิดนโ้ี ดยกลา่ วว่า

“ โอม้ นุษย์เอ๋ย ใครในบรรดาพวกทา่ นที่รู้จกั ฉัน แท้จริงเขาได้รู้จกั ฉนั แตใ่ ครก็ตามที่ยังไม่ร้จู กั ฉัน ฉันจะแนะนา
ตวั ฉันว่า ฉันคือ อบู หะซัน อลั อัชอารี ซง่ึ ช่วงหนึ่งเคยมน่ั ใจวา่ กรุ อานเป็นมัคลูกและเป็นสิง่ ใหม่ และอลั ลอฮไม่
สามารถท่ีจะมองเหน็ ด้วยตาและการกระทาที่ช่วั ช้าน้ันฉันเองเป็นผู้ปฏบิ ัติ ไมใ่ ช่เพราะเกาะฏอและเกาะดัร ฉัน
ได้เตาะบะฮ ( ขออภัยโทษ ) และตอนนี้ฉันต่อต้านแนวคิดมุอตะสิละฮซ่ึงมีจุดยืนที่ผิด … ฉันได้ทอดท้ิงแนวคิด

มุอตะสิละฮน้ีเสมือนฉันได้ถอดเสื้อในตอนนี้ และได้ท้ิงมันในท่ามกลางพวกท่าน ” ( อ้างจาก Acheh, 1976 :
167)

หลังจากที่อัล อัชอารีได้เปล่ียนแนวความคิดของตนจากแนวคิดนอกรีตมุอตะสิละฮ ท่านก็เร่ิมโต้แย้ง
และถกปัญหาในท่ีสาธารณชน และเป็นการโต้แย้งระหว่างอัล อัชอารีกับอัล ญะบาอี ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นครู
ของทา่ น แต่ดว้ ยความรู้และไหวพรบิ ของท่าน ในที่สดุ ท่านก็มีชัยเหนืออัล ญะบาอี หลังจากน้ันช่ือเสียงของอัล
ญะบาอกี ค็ อ่ ย ๆ เลือนหายจากความทรงจาของผ้คู น (Narongraksakhet, 1994 : 9)

ทฤษฎคี วามรู้ของอชั อารี

กลุ่มของอัล อัชอารีได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกลุ่มท่ียึดมั่นอย่างจริงจังกับอัล กุรอานและอัล หะดีษ
และเป็นกลุ่มท่ีปกป้องแนวความคิดของอะหมัด อิบนุ หันบัล ( อีม่ามหันบาลี ) ที่ได้ให้ความสาคัญต่อวัหยู
มากกว่าเหตุผล กลุ่มของอัล อัชอารีได้กล่าวโจมตีกลุ่มมุอตะสิละฮท่ีเช่ือว่าการค้นหาความจริงแท้ต้องมาจาก
เหตุผล ในทศั นะของอัล อัชอารีความรู้ต้องมาจากวหั ยูเทา่ นน้ั ทัศนะท่ีแขง็ กรา้ วระหวา่ งอลั อัชอารแี ละกลุ่มมุอ
ตะสิละฮต่อมาได้รบั การคี่คลาย ผู้ที่มบี ทบาทสาคัญในการประนีประนอมระหว่างท้งั สองทัศนะนี้คือ อิมาม อัล
เฆาะสาลี ท่านมที ัศนะเปน็ กลาง และได้จัดระดบั ของความรูด้ งั ตอ่ ไปน้ี

1. ความรู้ของคนทัว่ ไป เปน็ ความรู้ท่ไี ดม้ าจากประสาทสมั ผสั หรือประสบการณ์ และจากการบอกเลา่ ของผรู้ ู้

2. ความรู้ท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ ความรู้ประเภทน้ีเป็นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์โดยไม่ยอมรับว่า ส่ิงน้ันถูกต้อง
นอกจากได้หาข้อพสิ ูจน์โดยสมเหตุสมผล

3. ความรู้ที่ลี้ลับ เป็นความรู้ที่จะบรรลุได้โดยการฝึกฝนท่ียาวนาน และส้ินสุดลงเมื่อค้นพบความจริง (Rizavi,
1986 : 69-70)

อคิ วาน อลั – เศาะฟาอ ( ภราดรผู้บรสิ ทุ ธ์ิ )

อคิ วาน อัล - เศาะฟาอ (Ikwan al Safa') หรือภราดรผบู้ รสิ ุทธิ์ กลุ่มน้เี ป็นนักปราชญ์ท่ีถือกาเนิดที่บัศ
เราะฮกลางฮิจญเราะฮศตวรรษท่ี 4 ประมาณ ฮ . ศ . 340/951 ช่ือเต็มของกลุ่มนี้คือ อิควาน อัล - เศาะฟาอ
วะ คุลลาน อัล วะฟา วะ อัฮล อัล หัมด วะ อับนาอ อัล มัญด (Ikhwan al Safa' wa khullan al Wafa wa
Ahl al Hamd wa Abna al Majd) เป็นท่ีกล่าวกนั ว่ากลุ่มของอิควาน อัล - เศาะฟาอน้ีประกอบด้วย อบู ซุไล
มาน (Abu Sulaiman) มฮุ ัมหมัด อัล บุซฏี (Muhammad al Busti) อบู อลั หะซัน อะลี อัล - สันญานี (Abu
al Hasan Ali al Zanjani) อบู อะหมัด อะลี อัล มะหเราะญานี (Abu Ahmad al Mahrajani) อัล เอาฟี (al
Awfi) (Sharif, 1989 : 289) ผู้นาของกลุ่มน้ีคือ สัยด อิบนุ ริฟาอะฮ (Zayd Ibnu Rifa ah) อิควาน อัล -
เศาะฟาอ เป็นกลุ่มท่ีมีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มมุอตะสิละฮ ที่พยายามจะวางศาสนาให้อยู่บนพ้ืนฐานของเหตุผล
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญากรีก ท่ีผสมผสานระหว่างแนวคิดของเพลโต ฟิธากอรัสและ
อริ ส โ ต เ ติ ล บ ท ค ว า มดั ง ก ล่ า ว เ ป็ น ท่ี รู้ จั ก ใน น า ม “ เ ร า ะ ซ า อิ ล ” (Rasa il) (Qadir, 1988 : 54 ;
Narongraksakhet, 1994 : 7)

ทฤษฎีความรูข้ องอคิ วาน อัล – เศาะฟาอ

กลมุ่ อิควาน อัล - เศาะฟาอมีทัศนะเชน่ เดยี วกับกลุ่มมอุ ตะสิละฮท่เี ชอื่ ว่ามนุษย์เกิดมาว่างเปลา่ ไม่มีความรใู้ ด ๆ
ความรจู้ ะไดม้ าก็โดยการแสวงหา คนเราจะมีความรู้มากหรอื น้อยน้นั ขึ้นอยู่กับความสามารถและความพยายาม
ของแต่ละคน (Rizavi, 1986 : 73)

กลุ่มนี้มีทัศนะว่าการแสวงหาความรู้นั้นมีอยู่สามวิธี คือ (1) โดยการประทาน (2) โดยการหย่ังรู้และ
การใช้เหตุผล (3) โดยทางประสาทสัมผัส (Sharif, 1989 : 292; Rizavi, 1986 : 30) กลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ท่ี
ได้มาจากประสาทสัมผัสนั้น จะทาให้จิตวิญญาณของมนุษย์ได้คุ้นเคยกับส่ิงท่ีอยู่ภายใต้จิตวิญญาณ ซึ่งจะ
นาไปสู่การใช้เหตุผลหรือสัญชาตญาณ แต่การได้มาซ่ึงความรู้ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน เพราะ
การมีเหตุผลของมนุษย์นั้นมีข้อจากัด นอกจากนั้นกลุ่มนี้ยังเช่ือว่าการปฏิเสธโลกน้ี และการกระทาที่ดีงาม
สามารถที่จะยกระดับจิตวิญญาณทีละน้อย จนสามารถทาให้เขาบรรลุซึ่งความรู้ท่ีสูงสุดและบริสุทธ์ิ (Rizavi,
1986 : 74)

เกี่ยวกบั การจาแนกศาสตรต์ ่าง กล่มุ นไ้ี ด้จาแนกศาสตรอ์ อกเป็นสามประเภท คือ

1. คณิตศาสตร์ ได้แก่ วชิ าเลขคณิต ดาราศาสตร์

2. ฟิสกิ ส์ ไดแ้ ก่ ชวี วิทยา ดนตรีฯ

3. อภิปรัชญา ไดแ้ ก่ วชิ าเอกภาพ ตรรกวทิ ยา ฯ (Sharif, 1989 : 91)

สว่ นระดับของความรู้ อิควาน อลั - เศาะฟาอได้จาแนกความรู้ต่าง ๆ เป็นสามระดบั

1. ระดบั ตน้ ได้แก่ วชิ าการเขยี น การอา่ นภาษาอาหรบั กวนี ิพนธ์ เป็นตน้

2. ศาสนา ไดแ้ ก่ วิชากุรอาน หะดีษ ประวตั ิศาสตร์ของท่านศาสดา เปน็ ตน้

3. ปรัชญา หรือ ข้อเท็จจริง ได้แก่ วิชาโหราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี อภิปรัชญา จักรวาลวิทยา (Ashraf,
1985 : 30)

แนวคดิ ทางการศกึ ษาของอิควาน อัล - เศาะฟาอ

ทฤษฎีทางการศึกษาของกลุ่มน้ีวางอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดของกรีก ที่เช่ือว่าเด็กท่ีเกิดมาน้ันล้วน
บริสุทธ์ิไม่มคี วามรู้อะไรเลย ดังนั้นครูผู้สอนจึงไม่ควรบรรจุแนวความคิดของตนในสมองของเด็ก ๆ แต่ควรเปิด
โอกาสให้เด็กได้ใช้สตปิ ัญญาของตน กลุ่มน้ีได้กลา่ วถึงพัฒนาการทางด้านความรู้ว่า เม่ือเด็กอายไุ ด้หนึ่งปี เด็กก็
จะรบั เอาแนวคิดและความรูส้ ึกของสังคมแวดล้อมอย่างอัตโนมัติ จากนั้นก็จะเร่มิ เลียนแบบคนรอบ ๆ ตัว และ
เมื่อเป็นผู้ใหญ่พวกเขาก็จะปฏิบัติตัวดังเช่นบรรพบุรุษของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างย่ิงบรรพบุรุษผู้ซ่ึงเคย
ประสบความสาเร็จหรือมีอานาจเปน็ ต้น กลุ่มนีเ้ ชื่ออกี ว่าเด็ก ๆ จะเลียนแบบครูและพ่อแม่ ดังนน้ั ท้ังครูและพ่อ
แมค่ วรปฏบิ ัตติ ัวให้เปน็ แบบอยา่ งท่ีดสี าหรับพวกเขาเหล่านั้น (Narongraksakhet 1994 : 9)

อัล กนิ ดี ( al kindi )

อลั กนิ ดี ชือ่ จรงิ ยะอกูบ อิบนุ อิซหาก (Ya' qub ibnu Ishaq) เกดิ เม่อื ปฮี ิจเราะฮที่ 185 และเสียชวี ิต
ราว ๆ ปี ฮ . ศ . 252 – 256 ค . ศ . 801 – 866 – 870 ท่านมาจากเผ่ากนิ ดะฮ และมเี ชอื้ สายจากอบิ นุ กอยซ
อัล กินดีมีชีวิตอยู่ในสมัยของเคาะลีฟะฮมะอมูน มุอตะซิมและอะหมัดลูกของเคาะลีฟะฮมุอตะซิม ท่านเกิดที่
เมืองบัศเราะฮ ( อิรัก ) ด้วยสติปัญญาท่ีหลักแหลมท่านจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ นักปรัชญาอาหรับ ”
(Watt, 1992 : 7 ; Acheh, 1978 : 49; หะซัน 1979 : 381) ท่านได้เร่ิมศึกษาวิชาปรัชญาอย่างเป็นระบบครั้ง
แรกในกรุงแบกแดด ซ่ึงถือเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปวิทยาการในสมัยอับบาซียะฮ ต่อมาท่านได้ถ่ายทอดผลงาน
ทางปรัชญาของท่านมาเป็นภาษาอาหรับ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผลงานทางปรัชญาของกรีกสาหรบั ชาว
มสุ ลมิ ดว้ ยเหตผุ ลดงั กล่าว ท่านจึงไดร้ บั การขนานนามว่าเปน็ นกั ปรชั ญาแห่งอาหรบั ดงั ท่ีกลา่ วมาแลว้ ขา้ งต้น

ครอบครวั ของอัล กินดีปฏบิ ตั ิราชการกับเคาะลีฟะฮ และทา่ นเองกเ็ ปน็ คนหน่ึงทร่ี บั ราชการปฏบิ ัตงิ าน
อยู่กับเคาะลีฟะฮ ในสมัยเคาะลีฟะฮมุอตะซิม (833-24 ค . ศ .) อัล กินดีเป็นครูให้แก่บุตรของเคาะลีฟะฮ
ต่อมาเมื่อถึงยุครุ่งเรืองของแนวคิดมุอตะสิละฮ ท่านได้มีโอกาสรวบรวมตารับตาราจานวนมหาศาสตไว้ใน
ห้องสมุดของท่าน และได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ณ ห้องสมุดแห่งน้ี อัล กินดี ได้
เปดิ ประตูตอ้ นรับผู้ที่มีความรเู้ ก่ียวกับวชิ าการตา่ ง ๆ ของกรีก และต่อมาอัล กนิ ดเี องก็กลายเป็นบคุ คลสาคญั ท่ี
เผยแพร่ความรู้ของกรีกให้แก่บรรดามุสลิม แนวคิดทางปรัชญาของอลั กินดีนั้นได้รับอิทธิพลจากแนวความคิด
ของกลุ่มนีโอเพลโตนิก (Neoplatonic) แม้ขณะที่ท่านศึกษาปรัชญาของอรสิ โตเตลิ ทา่ นยงั ใช้มมุ มองของกล่มุ นี
โอเพลโตนิสม์ อัล กินดียอมรับว่าแนวคิดของกลุ่มนี้โอเพลโตนิสม์น้ีมีสิ่งท่ีจะต้องปรับปรุงน้อยมาก อีกทั้ง
หลกั การของแนวคดิ กลุ่มนีท้ ีว่ า่ ด้วยเร่อื งพระเจา้ นัน้ มีความคล้ายคลงึ กับอัล กรุ อาน (Watt, 1992 : 39)

ทฤษฎคี วามรู้ของ อัล กินดี

ริสาวี (Rizavi, 1986 : 74) ได้บรรยายถึงทฤษฎีทางความรู้ตามทัศนะของอัล กินดีว่า ทฤษฎีความรู้
ของท่านจะเข้ากบั หลักจริยศาสตร์และอภปิ รัชญาแห่งความรู้สึกและจิตวิญญาณ ในทัศนะของอัล กินดีความรู้
น้ันไม่ได้มาจากประสาทสัมผัสหรือเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะได้มาจากการประนีประนอมระหว่าง
ประสาทสมั ผสั กับเหตุผล ประสาทสัมผัสจะทาให้เราได้รถู้ งึ รูปร่างภายนอก ในขณะทเี่ หตผุ ลสามารถทาให้เรารู้
ถึงธรรมชาตขิ องมัน

อัล กินดียอมรบั วา่ ความจรงิ แท้ได้ถกู ประทานมายังศาสดาต่าง ๆ และความรชู้ นิดนี้ถือว่าเป็นความรู้ท่ี
แท้จริง ทา่ นยังมีทศั นะอกี วา่ ปรัชญาและวหั ยทู ี่ได้รบั การประทานลงมานั้นไม่ได้ขัดแย้งกนั นอกจากนั้นปรัชญา
สามารถที่จะพัฒนาให้สอดคล้องกับตัวของมันเองและสอดคล้องกับวัหยู (Watt, 1992 : 40) อย่างไรก็ตาม
ท่านยอมรับว่าปรัชญาน้ันมีข้อจากัด และไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือเข้าใจปัญหาบางอย่างได้ เช่น เร่ืองราว
เก่ียวกับปาฏิหาริย์ (‫ )معجزات‬เรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์ หรือแม้กระทั่งเรื่องราวเกี่ยวกับวันปรโลก แต่วัหยู
สามารถอธบิ ายใหเ้ ราเขา้ ใจถึงส่ิงเหล่านไ้ี ด้ และวัหยูก็ถือเป็นความจริงแทท้ ่ไี มม่ ีความคลางแคลง

ย่งิ ไปกว่าน้นั อลั กินดียังมีทศั นะวา่ วหั ยูจะตอ้ งอยเู่ หนือเหตผุ ล โดยกล่าวว่าปรัชญาน้ันวางอยบู่ นพื้นฐานความรู้
ของมนุษย์ มันจึงไม่สามารถที่จะอธิบายบางส่ิงท่ีอยู่เหนอื ความรู้ของมนุษย์ได้ ในขณะที่วัหยูสามารถกระทาได้
แม้อัล กินดีจะยอมรับความสาคัญของวัหยู แต่ท่านกลับให้ความสาคัญของเหตุผลเหนือกว่าวัหยูในเรื่องของจ

ริยศาสตร์ (ethics) (Ashraf, 1985 : 31) สาหรับแหล่งที่มาของความรู้น้ันท่านมีทัศนะที่เป็นสากล เพราะครั้ง
หนึ่งท่านเคยกลา่ ววา่

“ เป็นการสมควรอย่างยิ่งท่ีจะให้การขอบคุณแก่ผู้ท่ีให้ความรู้ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยท่ีเราไม่
จาเป็นต้องถามถึงว่าใครเป็นผู้ให้ … และเราก็ไม่ควรละอายท่ีจะยอมรับความจริง … แล้วรับมันโดยไม่ต้อง
คานึงวา่ มันจะมาจากที่ใด แม้ว่าคนแปลกหน้าได้นามาให้กต็ าม สาหรับฉันแล้วผู้ซ่ึงแสวงหาความจริง ก็ไม่มีสิ่ง
ใดทปี่ ระเสรฐิ ย่งิ ไปกว่าความจริงนนั่ เอง ” ( อ้างจาก Walzar. 1962 : 27)

อัล – รอสี al Razi

อัล - รอสี ชอ่ื เต็มของทา่ นคอื อบู บักร มุฮมั หมดั อิบนุ สะกะรียา อัล - รอสี (Abu Bakr Muhammad
Zakariya al Razi) เป็นท่ีรู้จักในซีกโลกตะวันตกว่า “Rhazes” กล่าวกันว่าท่านเกิดในปี ฮ . ศ .311/ ค . ศ
.865 และเสียชีวิตในปี /923 หรือ 936 (Watt, 1992 : 40) ท่านได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กของท่านท่ีเมืองรอยย
(Rayy) ใกล้กับกรุงเตฮะรานในปัจจุบัน ทา่ นได้เริ่มศึกษาเล่าเรยี นวิชาเวชกรรมศาสตร์ในกรงุ แบกแดด เม่อื อายุ
ได้ 13 ปีท่านก็กลายเป็นแพทย์และเป็นครูสอนอยู่ที่บ้านเกิดของท่านในเมืองรอยยและท่ีเมืองแบกแดด
นอกจากนนั้ ท่านก็เคยเป็นผู้สอนอย่ทู ่บี รเิ วณทางทิศตะวนั ออกของพระราชวังเคาะลีฟะฮ

อลั - รอสีเปน็ ผทู้ มี่ คี วามเช่ยี วชาญเก่ยี วกบั วิชาการแพทย์มาก ดังที่ Dr. Max Meyerhof ไดก้ ล่าวว่า

Rhazes was undoubtedly the greatest physician of the Islamic world and one of the great
physician of all time”

“ ไม่เป็นท่ีสงสัยเลยว่ารอสีคือแพทย์ท่ียิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิม และเป็นแพทย์ที่ย่ิงใหญ่ตลอดกาล ” ( อ้าง
จาก Siddik, 1994 : 157)

ทฤษฎคี วามรู้ของอัล - รอสี

อัล - รอสีได้เสียสละตัวเองในฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) ซ่ึงในทัศนะของท่านแล้ววิชาดัง
กล่าวคือศิลปะท่ีแท้จริง และท่านก็มีความเช่ือว่าศิลปะไม่สามารถที่จะแยกออกจากปรัชญา ซ่ึงสิ่งท้ังหมดน้ี
ได้รับการปฏิบัติโดยพีธากอรัส ดีโมกรีตุส เพลโต อริสโตเติลและกาเลน (Deboer, 1983 : 78) ความจริงอัล -
รอสไี มเ่ พียงแต่จะเป็นแพทย์ แต่ยังเปน็ นักปรชั ญาดว้ ย ในทัศนะของอัล – รอสีแล้วปรชั ญาสามารถที่จะแทนท่ี
ศาสนาไดอ้ ยา่ งเชน่ ที่เคยปฏบิ ัตโิ ดยเพลโต

เพลโตเป็นนักปรัชญาที่อัล - รอสีชื่นชมและโปรดปรานเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองแนวคิดทางปรัชญาของ
ท่านจึงไดร้ บั อทิ ธิพลจากเพลโตมากกว่าแนวคิดของพิธากอรสั ใหม่ หรือ นโี อเพลโตนสิ ม์ (Watt, 1992 : 41)

อัล ฟารอบี ( al Farabi)

อบู นัศร มุฮัมหมัด อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อาวสะลาฆ อัล ฟารอบี (Abu Nasr Muhammad Ibnu
Muhammad Ibnu Tarkhan Ibnu Awsalakh al Farabi) ฮ . ศ .257/ ค . ศ .870-950 ในแหล่งข้อมูลเดิม
อัล ฟารอบีจะเป็นที่รู้จักในนามของ “ อบู นัศร ” (Bakar, 1992 : 10) ส่วนในปัจจุบันหรือแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ
ท่านจะเปน็ ท่ีรูจ้ ักกันในนาม “ อัล ฟารอบี ” ท่านถอื กาเนิดที่วาซีจญ (Wasij) หมู่บา้ นเล็ก ๆ ในอาเภอฟารอน

ตั้งอยู่ในเมืองฟารอบ เนื่องจากท่านเป็นชาวเมืองฟารอบ ท่านจึงถูกเรียกว่า “ อัล ฟารอบี ” และช่ือน้ีก็เป็นท่ี
รู้จักโดยทวั่ ไป (Acheh, 1976 : 62)

อัล ฟารอบีไดศ้ ึกษาวิชาตรรกวิทยาและวชิ าปรชั ญาที่กรุงแบกแดด เน่ืองจากท่านเป็นผทู้ ่ีเฉลียวฉลาด
และปราดเปรื่อง ท่านก็เริ่มเป็นที่กลา่ วขานกัน และกลายเป็นนกั ปรัชญาทมี่ ชี ่ือเสียงมากท่านหน่งึ ผซู้ ่ึงเปน็ ท่ีรู้จัก
ทั้งในบรรดามุสลิมและไม่ใช่มุสลิม จนได้รับการขนานนามว่า “ ครูคนท่ีสอง ” โดยครูคนแรกคืออริสโตเติล
(Mus lehuddin, 1982 : 43 ; Acheh, 1976 : 60)

อัล ฟารอบีเป็นนักปรัชญาท่านหนึ่งท่ีพยายามจะประนีประนอมระหว่างปรัชญากับศาสนา แนวคิด
ทางปรัชญาของท่านได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของอริสโตเติล แต่งานเขียนของอัล ฟารอบีที่ว่าด้วยทฤษฎีทาง
การเมอื งน้นั วางอยู่บนพ้ืนฐานผลงานของเพลโตท่ีชือ่ ว่า Plato's Republic and Laws (Watt, 1992 : 69)

ทฤษฎคี วามรู้ของ อัล ฟารอบี

ในทัศนะของอัล ฟารอบี การศึกษาหาความรู้ถือเป็นสิ่งท่ีประเสริฐย่ิง เพราะมันจะนามาซึ่งความสุข
และความสุขน้ันก็เปน็ สิ่งที่มนุษย์ทกุ คนปรารถนา อัล ฟารอบีไดจ้ าแนกศาสตร์ต่าง ๆ ตามทศั นะของอรสิ โตเติล
โดยท่านได้จาแนกศาสตร์ต่างๆ เป็น 3 ประเภท (1) ศาสตร์แห่งทฤษฎี (2) ศาสตร์แห่งการปฏิบัติ (3) ศาสตร์
แห่งผล และสาหรบั ทา่ นแล้วอภิปรัชญาเป็นสาขาวชิ าที่สูงทีส่ ดุ (Ashraf, 1985 : 29)

เก่ียวกับทฤษฎีความรู้ ท่านได้รับอิทธิพลจากอริสโตเติล โดยที่ท่านจะผูกพันธ์กับกระบวนการของ
ความรู้มากกว่าธรรมชาติของความรู้ ในทัศนะของท่านความร้สู ึกและประสาทสัมผัสเป็นแหล่งท่ีมาของความรู้
ที่สาคัญ และจะนาไปสู่หลักการวิเคราะห์ทางตรรกวิทยา สาหรับท่านแล้วตรรกวิทยาเป็นศาสตร์ที่ต้องหาบท
พสิ ูจน์ โดยจะเร่ิมจากสิ่งท่เี รารู้แล้วนาไปสู่สิง่ ทีเ่ ราไมร่ ู้ (Rizavi, 1986 : 75)

อลั ฟารอบีได้ใหค้ วามสาคัญกับปรัชญาเป็นอยา่ งยงิ่ และถอื วา่ ศาสนานน้ั มาจากการเลียนแบบปรชั ญา
ท่านได้มองถึงความสมบูรณ์ของการเป็นมนุษย์ว่า มนุษย์ท่ีสมบูรณ์คือมนุษย์ท่ีแสวงหาความรู้ และท่านยังมี
ทัศนะอีกว่าความรู้ท่ีศาสนาได้ส่ังสอนนั้นยังไม่เพียงพอ (Ashraf, 1985 : 31-32) แนวความคิดทางความรู้
ของอัล ฟารอบีน้ันขัดแย้งกับแนวความคิดของอัล เฆาะสาลี เพราะอัล เฆาะสาลีได้ให้ความสาคัญต่อศาสนา
มากกว่าปรัชญา และให้ความสาคัญต่อวัหยูมากกว่าความรู้จากแหล่งอื่น ๆ อัล เฆาะสาลีในหนังสือตะฮาฟุต
อลั ฟะลาซีฟะฮ (Tahafut al Falasifah) ได้พสิ ูจนใ์ หเ้ ห็นว่าประสาทสัมผัส เหตผุ ล และสตปิ ญั ญาไม่สามารถที่
จะทาให้มนุษญ์บรรลุซึ่งความจริงแท้หากปราศจากวัหยูและจิตวิญญาณของมนุษย์ ( ดูรายละเอียดในหนังสือ
ตะฮาฟุต อัล ฟะลาซีฟะฮโดยอิม่ามอัล เฆาะสาลี ) ในหนังสืออิหยา อุลูม อัล - ดีนอัลเฆาะสาลีได้แยกแยะว่า
วหั ยูและสตปิ ัญญาเป็นแหล่งของความรู้ท่แี ตกต่างกนั ( รายละเอียดดูในหนังสือฮฮิ ยา อุลูม อัล - ดีน เร่ืองท่ีว่า
ดว้ ยความรู้ )

อัล ฟารอบไี ด้จาแนกศาสตรต์ า่ ง ๆ ดังตอ่ ไปนี้

• ภาษาศาสตร์ ไดแ้ ก่ วิชาไวยกรณ์ หลกั ภาษา การสะกดคา กวีนพิ นธฯ์

• ตรรกศาสตร์ ไดแ้ ก่ การจาแนก การให้คานยิ าม และการจัดลาดบั ความคิดฯ

• วชิ าพ้นื ฐาน ไดแ้ ก่ เลขคณติ ดนตรี เรขาคณิตฯ

• ฟสิ ิกส์ และอภิปรชั ญา

• สงั คมศาสตร์ ได้แก่ ศาสนบัญญัติ โวหาร (Ashraf, 1985 : 30)

จากการจาแนกศาสตร์ของอัล ฟารอบีนั้นไม่ได้ปรากฎวิชาอัล กุรอาน วิชาหะดีษและวิชากฎหมายอิสลาม ซ่ึง
ท้ังสามวิชาดังกล่าวน้ีล้วนเป็นวิชาแกนท่ีมีความสาคัญอย่างย่ิงในอิสลาม ท่ีเป็นเช่นน้ีอาจจะเป็นเพราะอัล ฟา
รอบใี ห้ความสาคัญต่อศาสตร์อ่นื ๆ มากกว่าศาสตร์ทางศาสนาและได้บรรจศุ าสตร์ท่ีวา่ ดว้ ยศาสนาอยู่ภายใต้วชิ า
อภิปรัชญา แม้ว่าอัล ฟารอบีจะให้ความสาคัญต่อวิชาอภิปรัชญา แต่ท่านก็ไม่ได้ให้ความสาคัญต่อศาสตร์ทาง
ศาสนาดังเช่นท่ีเคยปฏบิ ตั ิโดยท่านอิม่ามอัล เฆาะสาลี ที่ผู้เขยี นกล่าวเชน่ นเ้ี พราะ อัล ฟารอบีมที ัศนะว่าศาสนา
นนั้ มาจากการเลยี นแบบปรัชญาอยา่ งท่ีไดก้ ล่าวมาแล้วข้างตน้

อบิ นู ซะฮนนู ( Ibnu Sahnun)

มุฮัมหมัด อิบนุ ซะฮนูน ฮ . ศ . 262/ ชื่อจริงของท่าน คือ อบู อับดิลลาฮ มุฮัมหมัด อิบนุ อบี ซัยยิด
ซะฮนูน (Abu Abdillah Muhammad Ibnu Abi Sayid Sahnun) เกิดท่ีกอยเราะวาน ท่านได้รับการศึกษา
คร้ังแรกท่ีกอยเราะวานอันเป็นศูนย์กลางของมัษฮับมาลกิ ีในสมัยนั้น วิชาที่ท่านศึกษาคอื วิชาชะรอี ะฮ ฟิกฮ หะ
ดษี และวิชาอื่น ๆ เมื่ออายุย่างก้าว 30 ปีท่านได้เดนิ ทางไปประกอบพิธีหัจญท่ีท่ีมหานครมักกะฮ ณ ที่น่ันท่าน
ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้และพบกับนักปราชญ์หลายท่าน เช่น อบู มุซอับ อิบนุ อบี บักร อัล - สุฮารี (Abu
Musab Ibnu Abi Bakr al Zuhari) ฮ . ศ . 242 ( ส .) ผู้ซ่ึงเป็นมุหัดดิษีนท่ีมีช่ือเสียงมากในสมัยน้ัน หลังจาก
ทีอ่ บิ นุ ซะฮนูนได้เดนิ ทางไปยังท่ตี ่าง ๆ ท่านก็กลบั มายังกอยเราะวานอีกคร้ัง และเปดิ สอนศาสนามาจนกระท่ัง
ทา่ นมีหะลาเกาะเปน็ ของตนเอง

อบิ นุ ซะฮนูนถือเป็นนักการศึกษาท่านแรกท่ีมที ัศนะว่าการศึกษาคือศาสตร์สาขาหนง่ึ ผลงานทางการ
ศึกษาของท่านคือ อะดับ อัล มุอัลลิมีน (Adab al Muallimin) ในหนังสือเล่มน้ีท่านได้กล่าวถึงส่ิงต่าง ๆ พอ
สรุปไดด้ งั น้ี :-

• การสอนวชิ า อัล กุรอาน

• การปฏิบัติตัวท่ีเท่าเทยี มกันต่อผู้เรยี น

• ส่งิ ทค่ี วรและไม่ควรปฏบิ ตั ริ ะหว่างการเรียนการสอน

• จรยิ ธรรมระหว่างการเรยี นการสอน

• การสาเรจ็ การศึกษา

• การใหข้ องรางวลั

• ข้อจากัดของอิสรภาพของผเู้ รียน

• บทบาทและหนา้ ที่ของผสู้ อนในการติดตามประเมนิ ผลความก้าวหน้าของผู้เรยี น

• คา่ ตอบแทนของผู้สอน

• นโยบายการให้ยมื และการขอยืมหนังสอื (Ismail, 1994 : 1-2)

อิบนุ ซะฮนูนได้เสนอวิธีการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง ( Teacher Center ) โดยระหว่างการเรียน
การสอนน้ันครูจะต้องมีการเสรมิ แรงให้กับผู้เรียน นอกจากน้ันท่านได้กล่าวถึงสภาพของห้องเรียนท่ีอานวยต่อ
การเรียนการสอนว่าควรจะเป็นอย่างไร ท่านได้เน้นถึงความเป็นครูที่สมบูรณ์ว่าครูต้องมีความรับผิดชอบต่อ
ผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน ภายนอกห้องเรียนครูจะต้องติดตามดูพฤติกรรมของผู้เรียนว่าเขาปฏิบัติตัวใน
สังคมอยา่ งไร นอกจากนน้ั ท่านยังกลา่ วอีกว่าครูจะต้องมีความสัมพนั ธ์ท่ีดกี ับผู้ปกครองของผู้เรียนด้วย

แนวคดิ ทางการศกึ ษาของอบิ นุ ซะฮนนู

อิบนุ ซะฮนูนมีทัศนะว่าการศึกษานั้นควรเร่ิมด้วยการศึกษา อัล กุรอาน โดยเฉพาะอย่างย่ิงในขณะที่
อายุยังน้อย เพราะสิ่งที่ได้เรียนมาจากอัล กุรอานจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย และจะกลายเป็นส่วนหน่ึงของ
เลือดเนอ้ื เมื่อเขาโตข้นึ เกย่ี วกับวิชาตา่ ง ๆ ท่านเช่ือวา่ วชิ าดงั กล่าวจะมที งั้ วชิ าแกนและวิชาเลอื ก วชิ าแกนได้แก่
อลั กุรอานและหะดีษ ส่วนวิชาเลอื กได้แก่ ปรัชญา กวีนิพนธ์ ประวตั ิศาสตร์ของชนชาติอาหรับ วาทศิลป์ เลข
คณิต จริยศาสตร์ เป็นต้น ในทัศนะของท่านแล้ววิชาอัล กุรอานและอัล หะดีษถือเป็นวิชาแกนท่ีผู้เรียนทุกคน
ตอ้ งเรียน หากใครไม่เรียนท้งั สองวิชาน้ี เขาผ้นู ัน้ ก็จะไม่สาเร็จการศึกษา (Alavi, 1988 : 58)

เก่ยี วกับค่าตอบแทนท่านมีทัศนะว่าผู้สอนที่ได้รบั คา่ ตอบแทนแล้ว ตอ้ งไม่รับของขวัญจากผเู้ รยี น หรือ
ใช้ประโยชน์จากผู้เรียนอีกเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ส่วนในเรื่องของการลงโทษน้ันท่านได้ตาหนิผู้สอนท่ี
ลงโทษเด็กรนุ แรงเกินเหตุ ท่านมีทัศนะว่าการลงโทษสามารถจะกระทาได้ในกรณีท่ีพ่อแม่ของเด็กยินยอม หาก
การลงโทษดังกล่าวเป็นการตีด้วยหวายก็ต้องไม่เกินสามครั้ง และไม่ใช่ตีที่ใบหน้าหรือหัว นอกจากน้ันการ
ลงโทษทุกครั้งผู้สอนต้องกระทาเอง ห้ามมอบหมายให้ผู้เรียนหรือคนอ่ืน ๆ ลงโทษแทน และไม่ลงโทษเด็กโดย
การใหอ้ ดอาหาร (Alavi, 1988 : 58-59)

อิบนุ มิซกะวัยฮ

ท่านมีชื่อจริงว่า อบู อะหมัด บิน มูหัมมัด บิน ยะอกูบ ท่านเกิดที่เมืองรอยบในปี ค . ศ .932 และ
เสียชีวิตในปี ค . ศ .1030 บิดาของท่านทางานอยู่กับผู้ครองประเทศ ท่านจึงมีโอกาสได้คลุกคลีกับขุนนางชั้น
ผู้ใหญ่ท่ีมีการศึกษา ในช่วงวัยหนุ่ม ท่านทางานอยู่กับมุฮัลละบี (Muhallabi) วะสีรของราชวงศ์บุวัยฮิด เม่ือมุ
ฮลั ละบีเสียชีวิต ท่านก็ไปทางานอยู่กับอิบนุ อัล อะมีดรัฐมนตรขี องมุอีซ อัล - เดาะละฮ (Muiz al – Daulah)
ท่ีเมอื งรอยบ โดยทาหน้าทเ่ี ป็นบรรณารักษใ์ นหอสมุดของอิบนุ อัล อะมดี ในช่วงปฏิบัติงานอยู่ในหอสมดุ แห่งน้ี
ท่านได้ใช้เวลาศึกษาหาความรู้ และต่อมาท่านได้ไปปฏิบัติงานกับอะฎูด อัล เดาะละฮ (Adud al-Daulah) ท่ี
กรุงแบกแดด อิบนุ มิซกะวัยฮ สนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญาและจริยศาสตร์ ด้วยเหตุน้ี
ทา่ นจงึ ได้ประพันธ์หนังสอื ในสาขาวิชาดงั กลา่ วเป็นจานวนมาก

หนังสือทางปรัชญาที่มีชื่อเสียงของท่านคือ อัล ฟาวซ อัล อัศเฆาะร (Al Fauz al Asghar) ในหนังสือ
เล่มนี้ท่านได้อรรถาธิบายแนวคิดทางปรัชญาที่น่าสนใจ และแบ่งเน้ือหาของหนังสือเป็นสามตอนคือ การมีอยู่
ของพระเจ้า วิญญาณและความเป็นศาสดา หนังสือเล่มนี้ถือเป็นความพยายามของอิบนุ มิซกะวัยฮที่จะ

ประนีประนอมระหว่างหลักการอิสลามกับหลักปรัชญาของกรีก เพราะท่านเป็นนักปรัชญาท่านหน่ึงท่ีได้รับ
อิทธิพลจากแนวคิดของเพลโต อริสโตเติล กาเลน เป็นตน้
ทฤษฎคี วามรขู้ องอิบนุ มซิ กะวัยฮ

ทา่ นได้อธิบายความรู้บนพ้ืนฐานแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ท่านมีทัศนะว่าความจริงแท้จะได้มาโดย
อาศัยเหตุผลโดยผ่านสติปัญญาของมนุษย์ ท่านยังถืออกี ว่าความรู้คือพื้นฐานของพฤติกรรมและบุคลิกภาพท่ีดี
งาม และเป็นพ้นื ฐานของความดีทั้งมวล ดังน้ันการแสวงหาความรู้เป็นสิ่งที่จะทาให้มนุษย์เป็นผู้ทสี่ มบูรณ์ ท่าน
มที ศั นะวา่ วญิ ญาณจะทาใหม้ นษุ ยป์ ฏิบตั ใิ นส่ิงทดี่ ีงาม แต่รา่ งกายจะโนม้ เอียงมนุษย์ไปยังสิง่ ช่วั ร้าย
แนวคิดทางการศกึ ษาของอบิ นุ มิซกะวัยฮ
ทา่ นมที ศั นะวา่ การศึกษาของเด็ก ๆ ควรเป็นดงั ตอ่ ไปนี้

1. ควรสอนใหเ้ ดก็ เดนิ สายกลาง
2. เด็กไมค่ วรแต่งกายดว้ ยการแต่งกายท่มี ีสีฉดู ฉาดหรือมลี วดลายมากเกินไป
3. ใหเ้ ดก็ ฝึกท่องหะดีษ และบทกวที ด่ี ี ๆ ให้หลีกเล่ียงบทกวีทไ่ี รส้ าระและบทกวเี กย่ี วกบั ความรัก
4. เด็ก ๆ ควรได้รับการยกยอ่ งสาหรบั การปฏิบตั ใิ นสง่ิ ท่ีดงี าม

5. เรมิ่ ฝกึ เด็ก ๆ เกี่ยวกับมารยาทในการรบั ประทานอาหาร และการดแู ลสขุ ภาพอนามัย
6. ฝึกอยา่ ใหเ้ ด็ก ๆ นอนมากจนเกนิ ไป เพราะการนอนมากจนเกินไปจะทาให้สตปิ ัญญาเฉ่ือยชา
7. ไม่ควรฝึกใหเ้ ดก็ เคยชนิ กบั ความหรหู รา

8. ฝกึ ใหเ้ ดก็ ๆ พดู แตน่ ้อย ๆ
9. ฝกึ ใหเ้ ดก็ เปน็ คนทเี่ ข้มแขง็
10. ฝึกให้เช่อื ฟังพอ่ แม่
อิบนุ มิซกะวัยฮ มีทัศนะว่า จริยธรรมมีความสาคัญมากสาหรับการศึกษาของเด็ก ๆ ท่านได้สรุปเก่ียวกับ
บุคลกิ ภาพทด่ี งี ามของเด็ก ๆ ดังตอ่ ไปนี้ (Alavi,1988,:34)
1. ควรฝึกเดก็ ให้ใชช้ วี ิตแบบเรียบง่าย
2. ควรคบเพ่อื นทด่ี ี หลีกเล่ียงบทกวที ไ่ี รส้ าระ

3. ฝกึ มารยาทในการรับประทานอาหาร
4. ฝกึ ใหน้ อนแต่น้อย ๆ ไม่ควรนอนบนทน่ี อนทหี่ รหู รา
5. ควรสอนใหเ้ ดก็ ตระหนกั ว่าการล่มุ หลงในเงินทองเปน็ สิง่ ทนี่ ่ารงั เกยี จ

อิบนุ มิซกะวัยฮ มีทัศนะดังกล่าวเพราะท่านเชื่อว่าเด็กท่ีเกิดมาไม่ใช่ดีหรือชั่วโดยกาเนิด แต่เด็ก ๆ จะเป็นผู้
บรสิ ทุ ธ์ิ

ทฤษฎที างการศึกษาของอบิ นุ มซิ กะวยั ฮ

ทฤษฎีทางการศึกษาของอิบนุ มซิ กะวยั ฮ วางอยบู่ นพืน้ ฐานทฤษฎที างการศึกษาของอริสโตเติล ท่านมี
ทศั นะวา่ การศกึ ษาต้องอาศัยสตปิ ญั ญา รา่ งกาย และคุณธรรมเพื่อผลติ มนุษย์ที่ประสบกบั ความสขุ แหง่ ตน และ
ความสุขที่แท้จริงอันเป็นนิรันดร์ การศึกษาจะต้องช่วยสนับสนุนรัฐ และการศึกษาเพ่ือความสมบูรณ์ของ
ร่างกายควรเร่ิมก่อนการศึกษาทางจิตวิญญาณและสติปัญญา เน่ืองจากท่านมีแนวคิดว่าเป้าหมายของชีวิตคือ
การผสมผสานระหว่างความต้องการของมนุษย์กับความต้องการของพระเจ้า ดังน้ันการศึกษาเก่ียวกับศาสนา
จงึ เป็นส่งิ จาเป็นเพราะมันเป็นส่ิงทจ่ี ะช่วยให้มนุษย์บรรลุซ่ึงความต้องการของตนเองและความต้องการของพระ
เจ้า เป้าหมายของการศึกษาศาสนาไม่เพียงแต่จะต่อต้านสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนา แต่จะสร้างความตระหนัก
ใหเ้ กิดขึน้ กับผเู้ รยี น

อัล กอบซิ ี

อัล กอบิซี มีช่ือจริงว่า อบู อัล หะซัน อะลี อิบนุ เคาะลัฟ อัล กอบิซี (Abu al Hasan Ali Ibnu
Khalaf al Qabisi) ฮ . ศ . 324 – 403/935-1014 ในบางตาราบันทึกไว้ว่าช่ือจริงของท่านคือ อบู อัล หะซัน
อะลี เคาะลัฟ อัล มุอัฟฟิรี อัล กอยเราะวานี (Abu al Hasan Ali Khalaf al Mu affiri al Qayrawani) ท่าน
เกดิ ท่ีกอยเราะวาน และเป็นทรี่ ู้จกั ในนาม “ อัล กอบิซี ”

คาว่า “ อัล กอบิซี ” (al Qabisi) มาจากคาว่า “ กอบิซ ” (Qabis) เป็นช่ือของเมืองหนึ่งในตูนีเซีย (
อัล นะอมี , 1994 : 177) ท่านเริ่มศึกษาหาความรู้ที่กอยเราะวาน โดยศึกษาวิชาอัล กุรอาน อัล หะดีษ ฟิกฮ
วชิ าดังกล่าวนี้ล้วนเป็นวิชาพ้ืนฐานทผี่ ู้คนในสมัยนั้นต้องศึกษา อัล กอบิซไี ด้ศึกษาวิชาเหล่าน้ีกับนักปราชญ์ที่มี
ชือ่ เสียงของกอยเราะวาน นักปราชญท์ ี่มีอิทธพิ ลตอ่ แนวความคิดของท่านไดแ้ ก่ อบู มุฮัมหมัด อับดลุ ลอฮ อิบนุ
มซั รรู อัน - นะญีบ (Abu Muhamad Abdullah Ibnu Masrur al Najib) อบั ดุลลอฮ อิบนุ มซั รูร อัล อะศอล
(Adb Allah Ibnu Masrur Asal) อบู อัล หะซัน อะลี อลั อับดิ อลั - ดับบาฆ (Abu al Hasan Ali al Abdi al
Dabbagh) อบู กอซิม สิยาต อิบนุ ยูนุซ อัล ยะหซาบี อัล ศอดรี (Abu Qasim Ziyad Ibnu Yunus al
Yahsabi al Sadri) อับดุลลอฮ อบู มุฮัมหมัด อิบนุ อบี สัยด (Abdullah abu Muhammad Ibnu Abi Zaid)
( อลั - นะอมี , 1994 : 178)

อัล กอบิซีมีโรงเรียนเป็นของตนเอง เป็นโรงเรียนฟิกฮและหะดีษ ด้วยความรู้ที่ปราดเปร่ืองท่านจึง
สามารถดึงดูดผู้คนจากแว่นแคว้นต่าง ๆ ให้มาศึกษาในโรงเรียนแห่งน้ี สานุศิษย์ที่มีช่ือเสียงของท่านได้แก่ อบู
อิมรอน อัล ฟะอซี (Abu Imran al Fa'si) อบู กอซิม อัล ละบีบี (Abu al Qasim al Labibi) อบู บักร อะฏีก
อัล - ซซุ ี (Abu Bakr Atiq al Susi)

การจาแนกศาสตรต์ ามทัศนะของอลั กอบซิ ี

อลั กอบซิ ไี ด้จาแนกศาสตรอ์ อกเปน็ สองประเภท คอื

• ศาสตรท์ เี่ ป็นแกน

• อัล กรุ อาน

• ฟิกฮ

• อัคลาก

• การเขยี น สะกด อ่านอัล กุรอาน

2. ศาสตรท์ ี่ไมใ่ ชแ่ กน ได้แก่ ศาสตร์ตา่ ง ๆ ที่นอกเหนือไปจากวชิ าแกน เช่น วชิ าคณติ ศาสตร์ กวีนพิ นธ์ เป็นต้น

แนวคดิ ทางการศกึ ษาของอลั กอบิซี

อัล กอบิซีได้ให้ความสาคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ท่านได้กาหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาว่า
ต้องมีวัตถุประสงค์เพ่ือศาสนาและอัคลาก เพื่อศาสนาในท่ีนี้หมายถึงการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนยึดม่ันในหลัก
ศาสนา ส่วนวัตถปุ ระสงค์เพื่ออคั ลากน้นั หมายถึงการปลกู ฝังบคุ ลกิ นสิ ยั ทด่ี ีงามตามทศั นะของอสิ ลาม ส่วนเรอื่ ง
สหศึกษาอัล กอบิซีมีทัศนะเช่นเดียวกับอะหมัด อิบนุ ซะฮนูน ท่านได้ตาหนิสหศึกษาท่ีผู้เรียนทั้งชายและหญิง
เรียนร่วมกัน เพราะการเรียนร่วมกันระหว่างเด็กชายและเด็กหญิงนั้นจะทาให้ผู้เรียนมีนิสัยท่ีไม่ดี สาหรับเด็ก
สตรีท่านมที ัศนะว่า พวกเขาควรศึกษาวชิ าอลั กรุ อาน และวชิ าศาสนา แต่ไม่ควรเรยี นวชิ ากวนี ิพนธ์ เพราะการ
เรียนวิชาดังกล่าวจะมีผลเสียมากกว่าผลดี นอกจากนั้น อัล กอบิซียังมีทัศนะอีกว่าผู้สอนจะต้องมีคุณสมบัติท่ี
เหมาะสม มคี วามรแู้ ละมที กั ษะในการทจ่ี ะทาใหเ้ ด็กเกดิ การเรียนรู้

สาหรับทัศนะเกี่ยวกับค่าตอบแทนในการสอน ท่านมีทัศนะท่ีคล้ายกับอิบนุ คอลดูน คือ ผู้สอน
สามารถเอาค่าตอบแทนได้ โดยท่านให้เหตุผลว่า หากการเรียนการสอนศาสนาปฏิบัติกันด้วยความสมัครใจ
ย่อมจะส่งผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่อเด็ก เพราะผู้ท่ีพร้อมจะสอนเด็ก ๆ ด้วยความสมัครใจนั้นมีน้อยมาก หากรอก็จะทา
ให้เสียเวลา ( อัล นะอมี , 1994 : 209) เราจะเห็นว่าทัศนะของ อลั กอบซิ ีในเร่ืองของค่าตอบแทนแตกต่างกับ
ทศั นะของอัล เฆาะสาลี อัล เฆาะสาลีมที ัศนะว่า ในการสอนวชิ าศาสนานัน้ ผู้สอนไมค่ วรเอาคา่ จา้ ง แตอ่ ัล กอบิ
ซีมีทัศนะกลับกันและกล่าวว่าผู้ที่ไม่สมควรเอาค่าตอบแทนในการสอนหลักการศาสนาคือ ท่านศาสดาและ
บรรดาเศาะหาบะฮ เพราะบุคคลเหล่าน้ีสอนศาสนาเพียงเพื่อความโปรดปรานจากอัลลอฮ นอกจากบุคคล
เหล่าน้ีแล้ว เขากส็ ามารถที่จะเอาคา่ ตอบแทนได้แม้ว่าวิชาที่สอนนัน้ เป็นวิชาอัล กุรอาน โดยท่านได้ยกหะดีษที่
รายงานโดยอัล บคุ อรวี ่า

‫احق ما اخذتم عليه اجرا كتاب الله‬

‫رواه البخاري‬

แปลว่า “ ทีค่ วรแก่การทจี่ ะเอาคา่ จา้ งจากมัน คือ กติ าบของอัลลอฮ ”

รายงานโดยบุคอรี

อิบนุ ซีนา ( Ibnu Sina)

อบู อะลี อัล หุซัยน อิบนุ อับดลุ ลอฮ อิบนุ ซีนา (Abu Ali al Husayn Ibnu Abd Allah Ibnu Sina)
ฮ . ศ .370-429 /980-1037 ชาวตะวันตกร้จู กั ในนาม “Avicenna” ทา่ นเกดิ ท่ีเอฟเชน (Efshen) ใกล้ ๆ กบั บุ
คอรอ ชีวิตของท่านเต็มไปด้วยการเดินทางจากที่หน่ึงไปยังอีกที่หน่ึง ท่านเป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้ในหลาย
สาขาวิชา เช่น ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ อภิปรัชญา และเวชกรรมศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับการ
แต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งเป็น เชค อัล เราะอีซ (Sheik al Rais) (Muslehuddin, 1982 : 45) รอบ เอน มาลิก
(Malik, 1983 : 67) กล่าวถึงอิบนุ ซนี าว่าท่านดเู หมือนจะเป็นมุสลิมเพียงคนเดียที่ได้เรียนรู้วิชาการตา่ ง ๆ เม่ือ
ครั้งอายุได้ 18 ปี อิบนุซีนาได้รับการย่กย่องมากในซีกโลกตะวันออกและตะวันตก แต่แนวคิดของท่านกลับ
ได้รับการต่อต้านอย่างจริงจังจากอิมาม เฆาะสาลีในหนังสือช่ือ “ ตะฮาฟุต อัล ฟะลาซิฟะฮ์ ” (Tahafut al
Falasifah) (al Ghazali, 1993 : 5,9)

ทฤษฎีความรขู้ องอิบนุ ซนี า

ท่านมีทัศนะว่า การแสวงหาความรู้อย่างสม่าเสมอนั้นเป็นส่ิงที่จาเป็น และเชื่อว่ามนุษย์จะบรรลุซ่ึง
ความรู้ไดจ้ ากสองทาง (1) ทางประสาทสัมผัส (2) ทางเหตุผล อบิ นุ ซีนาได้แบ่งประสาทสัมผัสเป็น 2 ประเภท
(1) ประสาทสัมผัสภายใน (2) ประสาทสัมผัสภายนอก ประสาทสัมผัสภายนอกคอื ประสาทสมั ผสั ทั้งหา้ ในขณะ
ที่ประสาทสัมผัสภายในได้รวมถึงความรู้สึกและจินตนาการ ประสาทสัมผัสภายในสามารถที่จะพัฒนาและ
ยกระดับเหตผุ ลของมนุษยส์ ู่การใช้เหตผุ ลเสมือนมลาอกิ ะฮและศาสดา อีกทางหนง่ึ ทมี่ นษุ ย์สามารถจะบรรลุซ่ึง
ความจริงโดยไม่ต้องผ่านประสาทสัมผัสทั้งภายนอกและภายในคือ สติปัญญาที่ตื่นตัว ในทัศนะของอิบนุ ซีนา
สติปัญญาท่ีตื่นตัวคือเครื่องมือท่ีจะได้มาซ่ึงความรู้ท่ีแท้จริง และมนุษย์จะไม่บรรลุซ่ึงความจริงแท้หาก
ปราศจากสตปิ ญั ญาทต่ี ื่นตัว (Rizavi, 1986 : 76)

แนวคิดทางการศกึ ษาของอิบนุ ซนี า

อบิ นุ ซนี าไดใ้ ห้ความสาคญั กบั การฝกึ ฝนเด็กในขณะที่พวกเขาอายุยังน้อย และการฝึกฝนดังกล่าวเป็น
หน้าทข่ี องผู้ท่เี ปน็ บิดามารดา เขาท้ังสองจาเป็นที่จะตอ้ งต้ังชื่อและให้การดูแลท่ดี ีแก่ลกู ๆ ของพวกเขา สาหรับ
การฝกึ ฝนเดก็ ๆ อบิ นุ ซีนาไดแ้ บง่ ออกเป็น 2 ส่วน

• การปลกู ฝังนิสยั ท่ดี ีแกเ่ ดก็ ๆ ก่อนที่เขาจะถกู ครอบงาจากการกระทาท่ีชวั่ รา้ ย

• ฝกึ ฝนให้เดก็ มีสตปิ ัญญาที่เฉลยี วฉลาด (Rizavi, 1986 : 76)

เกี่ยวกับการปลูกฝังนิสัยท่ีดีแก่เด็ก ๆ นั้น อิบนุ ซีนาไม่เห็นด้วยกับการลงโทษท่ีรุนแรง เพราะถือว่า
การลงโทษทร่ี ุนแรงจะทาใหเ้ ดก็ หนหี ่างมากกว่าท่ีจะเปน็ เรื่องสร้าง สรรค์ (Rizavi , 1986 : 101) อย่างไรกต็ าม
ท่านไม่ไดป้ ฏิเสธการลงโทษอย่างสน้ิ เชงิ แตก่ ารลงโทษควรปฏิบตั ใิ นกรณีทีเ่ ด็กทาความผิดที่รุนแรง

ส่วนการฝึกฝนทางสติปัญญา ท่านเช่ือว่าการฝึกฝนทางสติปัญญาจะเริ่มปฏิบัติได้เมื่อร่างกายของเด็ก
เริ่มแข็งแรง เร่ิมพูดได้ดีและพร้อมที่จะรับการส่ังสอน (Rizavi, 1986 : 102) ท่านเชื่ออีกว่าการฝึกฝนทาง
สติปัญญาควรเร่ิมด้วยการศึกษาอัล กุรอาน นอกจากนี้ก็ควรศึกษาภาษาอาหรับ หลักการทางศาสนาและกวี
นพิ นธอ์ าหรับ การปลูกฝังนิสัยท่ดี ีใหแ้ ก่เด็กเป็นส่งิ หนึ่งท่ีสามารถจะพัฒนาสติปัญญาของเด็กได้ในโอกาสต่อไป

ดงั น้ันท่านจึงได้แนะนาให้เด็กๆ ท่องจาอายะฮต่าง ๆ หรือแม้กระท่ังท่องจากวีนิพนธ์อาหรับก็สามารถที่จะลับ
สติปัญญาของเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องจาส่ิงเหล่านี้สามารถทาให้การจาของมนุษย์ได้รับการพัฒนา
(Rizavi , 1986 : 102)

อบิ นุ ซีนาเช่ือว่าเม่ือเด็กสาเร็จการศึกษาในระดับเบอ้ื งต้นแล้ว เด็ก ๆ ก็ควรเลือกเรียนวิชาการต่าง ๆ
ทส่ี อดคล้องกับความถนัดของตน ดังนั้นจึงเป็นหน้าท่ีของผู้สอนท่ีจะตอ้ งศึกษาเกย่ี วกับความสามารถและความ
ถนัดของเด็ก ๆ เพ่ือช้ีให้พวกเขาเห็นว่าตนควรจะศึกษาในสาขาวิชาอะไรต่อไป ในกรณีท่ีเด็กไม่ประสบ
ผลสาเร็จในการเรียนบางวิชา เขาเหล่าน้ันก็ควรที่จะเปลี่ยนไปเรียนวิชาอ่ืน เพราะบางคร้ังเด็ก ๆ เหล่ าน้ัน
อาจจะประสบความสาเรจ็ ในวชิ าใหมน่ กี้ ไ็ ด้ (Shalaby, 1954 : 167-168)

เป้าหมายของการศึกษาในทศั นะของอบิ นุ ซีนาคอื การนาประโยชนจ์ ากความรมู้ าใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ิต
(Rizavi, 1986 : 102) ดังน้ัน อิบนุ ซีนาจึงมีความเห็นว่าการให้การศึกษาแก่เด็กน้ัน ควรที่จะสอนให้เขาได้
เรียนร้ชู วี ติ ของตนเอง และสอนให้เดก็ ๆ รู้จักพึง่ ตนเอง ไม่ใชม่ ชี ีวติ โดยการอาศัยผ้อู ่ืน


Click to View FlipBook Version