The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rexciseoffice, 2023-08-17 23:44:56

จุลสาร 66_3

จุลสาร 66_3

นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพที่ดีของ การดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุในรูปแบบอาหาร เสริมที่เรากินเข้าไป ก็ควรหลีกเลี่ยงการกิน วิตามินหรืออาหารเสริมกับเครื่องดื่มร้อน อาหารร้อน เพราะความร้อนอาจทำลายคุณค่า ของวิตามินหรืออาหารเสริมเหล่านี้ได้ ที่สำคัญ ก่อนจะกินอาหารเสริมตัวไหน ควรปรึกษา แพทย์หรือเภสัชกรก่อนด้วยนะคะ เพราะยา บางตัว วิตามินบางชนิด หรือผู้ป่วยบางโรค อาจได้รับผลเสียมากกว่าผลดีของการกินวิตามินและอาหารเสริม 14. คอลลาเจน กินตอนไหนดี สาว ๆ ที่อยากกินคอลลาเจนเพื่อ ผิวขาวกระจ่างใส แนะนำให้กินคอลลาเจน ตอนท้องว่าง แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ คอลลาเจนจะดูดซึมเข้าร่างกายได้ โดยไม่ถูกกรดในกระเพาะทำลาย และ เพื่อการดูดซึมที่ดีขึ้น ควรกินคอลลาเจน คู่กับวิตามินซี โดยควรเลือกกินคอลลา เจนสายสั้น (Hydrolyzed collagen) เพราะร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าคอลลาเจนสายยาว นอกจากนี้ปริมาณที่ควรกิน คอลลาเจนก็อยู่ที่ 5,000 -7,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่เกิน 10,000 มิลลิกรัม ต่อวัน เพราะปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินหรืออาหารเสริมประเภทไหน ก็ไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะอาจมากเกินความต้องการจนเกิดผลข้างเคียง หรือสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะคนที่มีอาการป่วย หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพื่อความปลอดภัยนะคะ ขอบคุณข้อมูลจาก : รายการ Did you know โรงพยาบาลวิภาวดี ชีวจิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เฟซบุ๊ก เภสัชท่องโลก ขอบคุณข้อมูลจาก : Rama Channel healthline Chula Cancer ข้อมูลจาก : https://health.kapook.com/view230611.html ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector ภาพจาก : https://www.pobpad.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector [49]


ไขข้อสงสัย! คนซื้อบ้านจำเป็น ต้องรีไฟแนนซ์บ้าน ทุก 3 ปีไหม? เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่ง หลายคนเริ่มฝันอยากมีบ้านมีรถ เป็นของตนเองโดยไม่อยากเช่า อีกต่อไป จึงตัดสินใจเก็บเงิน ดาวน์บ้านซึ่งก็ทราบกันดีว่า เมื่อ ซื้อบ้านแล้วภาระต่าง ๆ ก็จะตาม รวมถึงดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายรวม ในค่างวดซึ่งถือเป็นหนี้ระยะยาว โดยหากใครที่ผ่อนไปได้สักปีสองปีพอเข้าปีที่ 3 ก็เริ่มจะมีแบงก์ติดต่อเข้ามาเรื่อง รีไฟแนนซ์ซึ่งจะพาไปคลายข้อสงสัยว่า จำเป็นต้อง รีไฟแนนซ์บ้าน ทุก 3 ปีไหม? รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร? แต่ก่อนจะไปรู้ว่าเราจำเป็นต้อง รีไฟแนนซ์บ้านทุก 3 ปีไหม ? ก็ต้อง มาทำความเข้าใจกับคำว่า รีไฟแนนซ์บ้าน กันเสียก่อน ซึ่งหากจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การขอกู้เงินจากธนาคารใหม่ เพื่อลดภาระหนี้และภาระผ่อนต่อเดือน จากธนาคารเก่าช่วยให้เราผ่อนบ้านได้ เร็วขึ้น ตัวอย่าง นางสาว A ได้ขอสินเชื่อ ผ่อนบ้านกับธนาคารเดิมเดือนละ 20,000 บาท แต่ในสัญญาเดิม มีการหักดอกเบี้ย 13,000 บาท และหักเงินต้นเพียง 7,000 บาท เท่านั้น ต่อมานางสาว A ได้ยื่นขอ สินเชื่อรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ ซึ่งยังต้องผ่อนเดือนละ 20,000 บาท เช่นเคย แต่กลับหักดอกเบี้ยครั้งละ 8,000 บาท และหักเงินต้นเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้นางสาว A ได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้สามารถ ผ่อนบ้านหมดได้เร็วขึ้น [50]


รีไฟแนนซ์บ้าน Vs ไม่รีไฟแนนซ์บ้าน ถัดมาจะเป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างที่คุณจะได้รับระหว่าง การรีไฟแนนซ์ Vs การไม่รีไฟแนนซ์ว่าแบบไหนจะเหมาะกับคุณมากกว่ากัน รีไฟแนนซ์ (Refinance) ข้อดีที่เห็นได้ชัดของการนำบ้านเข้ารีไฟแนนซ์ โดยปกติจะอยู่ในช่วงผ่อนชำระ 3 ปีแรก โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้ ลดภาระดอกเบี้ย เนื่องจากในช่วง 3 ปีแรกที่มายื่นขอรีไฟแนนซ์ธนาคาร จะคิดดอกเบี้ยแบบอัตราคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากขึ้นปีที่ 4 เป็นต้นไป เปรียบเสมือนระยะหมดโปร ธนาคารก็จะเปลี่ยนมาคิดดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งจะแปรผันตามดอกเบี้ย MRR ที่ไม่ว่าจะสูงแค่ไหนก็ลูกหนี้ก็ต้องกัดฟันจ่าย ทำให้ต้องมองหาตัวเลือกในการรีไฟแนนซ์กับธนาคารเจ้าใหม่ที่พร้อมจะเสนออัตรา ดอกเบี้ยมราคุ้มกว่า รวมถึงโปรโมชั่นที่แตกต่างทำให้ช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จากธนาคารเก่า (แต่ก็ต้องศึกษารายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ ดี ๆ ) ให้เงินก้อน ช่วยเสริมสภาพคล่อง เพราะการรีไฟแนนซ์ถือเป็นหนึ่ง ในการสร้างโอกาสจากความสามารถในการ “ขอวงเงินเพิ่ม” จากการนำยอด คงเหลือทั้งหมดไปคำนวณวงเงินสินเชื่ออเนกประงสงค์ตามหลักเกณฑ์ ของธนาคารนั้น ๆ ทำให้มักจะมีเงินส่วนต่างซึ่งเป็นเงินที่ลูกค้าจะตัดสินใจ ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector [51]


รับหรือไม่รับก็ได้ แต่ถ้าหากใครต้องการเพิ่มสภาพคล่องการรีไฟแนนซ์ พร้อมรับเงินส่วนต่างอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพราะหลายคนอาจเข้าใจว่าต้องใช้เวลาเตรียมเอกสาร หลายขั้นตอน แต่จริง ๆ แล้วหากคุณตกลงว่าจะรีไฟแนนซ์แล้วก็สามารถ ขอสเตทเมนต์สรุปยอดหนี้เงินกู้ธนาคารเดิมเพื่อนำมาใช้ยื่นขอรีไฟแนนซ์บ้าน โดยจะมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการยื่นกู้ขอสินเชื่อบ้านใหม่ทุกประการซึ่งถ้าหาก ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่รีไฟแนนซ์บ้าน (Refinance) จะเป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับคนที่ไม่อยากเปลี่ยน สินเชื่อธนาคารใหม่ซึ่งมีข้อ 3 ข้อที่ควรรู้หากคุณไม่อยากรีไฟแนนซ์บ้าน ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่ 3 ปีแรกจะมีอัตราคงที่ แต่เข้าสู่ปีที่ 4 จะเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัวซึ่งทำให้คุณต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นใน ขณะเดียวกันเงินต้นที่หักก็มีจำนวนน้อยลงทำให้ผ่อนบ้านได้ช้าลง ไม่ต้องเตรียมเอกสาร เพราะไม่ได้มีการขอยื่นรีไฟแนนซ์ใหม่ทำให้ไม่ต้อง ดำเนินการเตรียมเอกสารใด ๆ รวมถึงไม่ต้องไปหาการเปรียบเทียบกับธนาคาร ที่ปล่อยสินเชื่อเจ้าอื่น ๆ ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการยื่นรีไฟแนนซ์ ที่อาจจะมีค่าดำเนินการ กับธนาคารเจ้าใหม่ที่ยื่นสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์ อาทิ ค่าประเมินราคา ค่าจดจำนอง หรือค่าอากรแสตมป์ ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector [52]


เช็กให้ชัวร์! เราจำเป็นต้องรีไฟแนนซ์บ้านทุก 3 ปีไหม? มาถึงตรงนี้ หากทบทวนเนื้อหาข้างต้นคงจะพอเข้าใจเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ มากขึ้น ซึ่งหากถามว่าจำเป็นต้องรีไฟแนนซ์บ้านทุก 3 ปีไหม? คงตอบว่า “จำเป็น” สำหรับคนที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ยจากธนาคารเจ้าเดิม รวมถึงคนที่ต้องการ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินจากเงินส่วนต่างที่อาจจะได้จากการคำนวณ เมื่อรีไฟแนนซ์กับธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อแห่งใหม่ ทั้งนี้ หากคุณยอมรับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปีที่ 4 ได้และมั่นใจว่าไม่ได้ติด ปัญหาใด ๆ ทางการเงินและไม่ต้องการวุ่นวายในการเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นรีไฟแนนซ์ใหม่ รวมถึงไม่ต้องการจ่ายค่าดำเนินการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น หากยื่นขอรีไฟแนนซ์กับเจ้าไม่ก็ “ไม่จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์” แค่จ่ายค่างวดบ้าน เหมือนเดิมต่อไป ทำอย่างไรให้รีไฟแนนซ์บ้านคุ้มสุด? ส่วนใครที่กำลังต้องการอยากรีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระค่างวดผ่อนเพื่อปิดบ้าน ในระยะเวลาที่เร็วขึ้นก่อนยื่นกู้รีไฟแนนซ์ควรทำ 3 ข้อดังนี้ เปรียบเทียบเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร เนื่องจากแต่ละธนาคารมีเงื่อนไขที่ต้อง พิจารณาอัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสินเชื่อที่จะรีไฟแนนซ์ไม่เท่ากัน โดยควรเลือก ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector [53]


ธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อเดิม รวมถึงเงื่อนไขเรื่องจำนวนเงิน ในการผ่อนและระยะเวลาการผ่อนเพื่อนำไปเปรียบเทียบว่าเจ้าไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน สำรวจค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เนื่องจากกากรีไฟแนนซ์เหมือน การยื่นขอสินเชื่อใหม่ ซึ่งเรา จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อาทิ การจดจำนองหลักประกัน 1% ของวงเงินกู้ การประเมิน หลักประกัน การทำประกัน อัคคีภัยต่าง ๆ ซึ่งหลายธนาคาร มักจะยื่นข้อเสนอประเภทฟรีค่าธรรมเนียมเพื่อจูงใจ แต่อย่างไรต้องทำการตรวจสอบ เงื่อนไขการไถ่ถอนสินเชื่อธนาคารเดิมว่าสามารถรีไฟแนนซ์ได้ตั้งแต่ปีที่เท่าไร เพราะอาจจะทำให้เราผิดเงื่อนไข ต้องจ่ายค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนดนั่นเอง ตัดสินใจว่าจะรีไฟแนนซ์หรือไม่ เมื่อได้ข้อมูลสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย รวมถึง เงื่อนไขในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อาจจะมีเพิ่มเติมจนเป็นที่พึงพอใจแล้วก็ลองมาชั่งใจว่า คุ้มค่าที่รีไฟแนนซ์หรือไม่ (โดยอาจจะพิจารณาเทียบกับธนาคารเดิมว่า หากขอรีไฟแนนซ์เจ้าใหม่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องถูกกว่า) แล้วจึงค่อยตัดสินใจ รีไฟแนนซ์ หากใครสงสัยว่า “จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์บ้านทุก 3 ปีไหม ?” คงจะได้คำตอบ แล้วว่า “จำเป็น” หากต้องการลดภาระเงินผ่อนแต่ละงวด แต่ต้องมั่นใจว่าธนาคาร ที่ปล่อยสินเชื่อเจ้าใหม่คุ้มค่ากว่า (จากการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด) แต่สำหรับ ใครที่เห็นว่าไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย หรือค่าเสียเวลา รวมถึงไม่อยากยุ่งวุ่นวาย กับเอกสารและยังมีความสามารถในการผ่อนค่างวดที่เพิ่มขึ้นก็ไม่จำเป็น ต้องรีไฟแนนซ์และใช้ธนาคารเจ้าเดิมต่อไป ข้อมูลจาก : https://moneyhub.in.th/article/is-necessary-to-refinance-your-home-every-3-years/ ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector [54]


Data analytics หรือการวิเคราะห์ข้อมูล นับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่จำเป็นต่อสายงาน Digital Marketing Market Research การทำธุรกิจ การทำวิจัย ฯลฯ โดยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วย ทำให้การวางแผนการตลาด การดำเนินธุรกิจ การวิจัย มีประโยชน์มากขึ้น และยังเป็นการช่วยจัดระบบข้อมูลที่มีมากมายให้เป็นระบบและนำมาใช้ได้ง่ายมากขึ้น อีกด้วย ในเมื่อมีข้อดีมากมายขนาดนี้ มาทำความรู้จักถึงความหมาย กระบวนการ ประโยชน์ของการวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงตัวอย่างของการทำ Data analytics ที่มีคุณภาพกันดีกว่าว่า มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถทำการวิเคราะห์ ข้อมูลได้อย่างถูกต้องที่สุดนั่นเอง Data Analytics คืออะไร การวิเคราะห์ข้อมูลมีอะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไร ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www .freepik.com/search?format=search&q uery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0% B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E 0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&t ype=vector [55]


การวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics คืออะไร? การวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics ค ื อ การจ ั ดกา ร วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ แล้วนำมา แปลความหมาย และสรุปผล เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการวิจัย การทำธุรกิจ การทำการตลาด การคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรม ของผู้ซื้อ หรือใช้ในภาคส่วน ของรัฐบาลก็ได้ เป็นต้น ซึ่งการทำ Data Analytics สามารถช่วยแยกแยะข้อมูล จัดเรียง แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ ที่ถูกต้อง และพร้อมนำไปใช้งาน อีกทั้งยังช่วยทำให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลใน ภาพรวมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics มีอะไรบ้าง? • Descriptive Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน) Descriptive Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน) คือ การวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงพรรณนา เพื่อตอบคำถามว่า กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเป็น อย่างไร เกิดอะไรขึ้น มีอะไรผิดปกติหรือเป็นสิ่งที่ถูกต้องบ้าง ในลักษณะ ที่ง่ายต่อการเข้าใจและตัดสินใจ โดยการเก็บข้อมูลดิบมาจากหลายแหล่ง ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย เช่น แบบสอบถาม การทำ Survey ฯลฯ และนำมาสรุปหาผลลัพธ์จากการกระทำ ต่าง ๆ เหล่านั้น เช่น รายงานการขาย รายงานผลการดำเนินงาน ปัจจัยที่มีผล ต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้า เป็นต้น ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www.freepik.com/searc h?format=search&query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0 %B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8 %99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94 &type=vector ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www.freepik.com/searc h?format=search&query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0 %B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8 %99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94 &type=vector [56]


• Diagnostic Analytics (การวิเคราะห์แบบเชิงวินิจฉัย) Diagnostic Analytics (การวิเคราะห์แบบเชิงวินิจฉัย) คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเจาะลึกลง ไปถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อหา ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ โดยจะเกิดขึ้นต่อจากการวิเคราะห์ ข้อมูลแบบพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายต่อ กิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด เพื่อหาว่ามีนัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือ ลดลงหรือไม่ เป็นต้น • Predictive Analytics (การวิเคราะห์แบบพยากรณ์) Predictive Analytics (การวิเคราะห์แบบพยากรณ์) คือ การวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงทำนาย โดยนำข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตมาพยากรณ์ เพื่อวิเคราะห์ สิ่งที่จะเกิดขึ้น หรือเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์หาโอกาส และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้โดยการใช้แบบจำลองทางสถิติ • Prescriptive Analytics (การวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ) Prescriptive Analytics (การวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ) คือ การวิเคราะห์ ข้อมูลที่ต่อเนื่องมาจากการวิเคราะห์พยากรณ์ ซึ่งการวิเคราะห์ในลักษณะนี้ค่อนข้าง มีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะเป็นการ พยากรณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อหา สาเหตุ ข้อดี ข้อเสีย และมีเรื่องของ ระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะ จัดการกับปัญหาในอนาคตหรือใช้เพื่อ ระบุแนวโน้มเทรนด์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้วิเคราะห์ได้ว่า ทางเลือกแต่ละแนวทางที่มีจะให้ผลลัพธ์ เป็นแบบใดได้บ้าง ซึ่งจะช่วยให้สามารถ ตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www.freepik.com/searc h?format=search&query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0 %B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8 %99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94 &type=vector [57]


ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics 1. การตั้งคำถามกับสิ่งที่เราต้องการจะหาคำตอบ สำหรับขั้นตอนแรกจะเป็นขั้นตอนการตั้งคำถาม เพื่อตรวจสอบว่า เหตุใด จึงต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ หรือมีปัญหาอะไรที่จะต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการแก้ไข ซึ่งจะต้องระบุปัญหาให้ชัดเจน และคิดสมมติฐานที่สามารถทำการทดสอบได้ เช่น มีปัญหาที่ลูกค้าไม่สมัครสมาชิก แบบชำระเงิน หลังจากหมดระยะเวลา ของการทดลองใช้งานฟรีไปแล้ว คำถามที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สาเหตุที่ลูกค้าไม่สมัครสมาชิก แบบชำระเงินคืออะไร เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องระบุประเภทของข้อมูลที่ต้องการ จะใช้และที่มาของข้อมูลด้วย 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากที่มีคำถามที่ชัดเจนแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเก็บรวบรวม ข้อมูล ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มากมากหลายอย่างที่สามารถใช้เพื่อเก็บ ข้อมูลได้ เช่น การใช้แบบสอบถาม ออนไลน์ การใช้เครื่องมือทางการตลาด อย่างอีเมล หรือใช้แหล่งข้อมูลแบบเปิด ของทางรัฐบาล ไปจนถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่สามารถใช้งานฟรีได้ เช่น Google Trend ซึ่งถ้าหากคุณสนใจจะเลือกใช้ วิธีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็ควรรู้ด้วยว่า การวิเคราะห์ข้อมูลของคุณเหมาะสม กับเครื่องมือแบบไหน เพื่อที่จะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้หากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการเก็บข้อมูล หรืออาจจะไม่มีเวลา ในการสร้างเครื่องมือเหล่านี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ แบบสอบถาม ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบ ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญ ในการตั้งคำถาม จึงจะทำให้ได้คำตอบที่ต้องการกลับมา ดังนั้น แนะนำให้ลอง ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://ww w.freepik.com/search?format=search &query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4% E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A 1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9 %80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0 %B8%94&type=vector [58]


เลือกใช้แบบสอบถามจาก Enablesurvey ที่คัดมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญ ให้คุณ สามารถนำไปใช้งานได้จริง รับรองผลลัพธ์ที่เหมาะสมสำหรับทุกงานวิจัย อย่างแน่นอน 3. การทำความสะอาดข้อมูล เมื่อทำการรวบรวมข้อมูลได้สำเร็จก็ถึงเวลาเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับ การวิเคราะห์ ด้วยการล้างชุดข้อมูลให้เป็นระเบียบและถูกต้อง เนื่องจากชุดข้อมูล ที่มีอยู่อาจมีความผิดปกติ มีข้อมูลที่หายไป หรือมีข้อมูลที่ซ้ำไปมา ซึ่งจะส่งผลต่อ การตีความข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องทำการล้างข้อมูลที่ใช้ไม่ได้ และจัดเรียง ใหม่ให้เป็นระบบ เพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดนั่นเอง 4. วิเคราะห์ข้อมูล มาถึงขั้นตอนสำคัญอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูล จะมีวิธีที่เลือกใช้ ในการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับคำถามที่ตั้งไว้ เป็นโจทย์ และประเภทของข้อมูลที่ได้มา ว่าจะใช้วิธีไหนในการวิเคราะห์ โดยวิธี ที่ว่านี้ก็คือ Descriptive Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics) การวิเคราะห์ แบบพยากรณ์ (Predictive Analytics) และการวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ (Prescriptive Analytics) ที่ได้อธิบายไว้แล้วในข้างต้นนั่นเอง 5. ตีความและนำเสนอข้อมูล ขั้นตอนสุดท้ายคือการเปลี่ยนข้อมูลที่วิเคราะห์ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ งานได้ โดยใช้วิธีการตีความและการนำเสนอข้อมูลที่ผู้อื่นสามารถทำความเข้าใจได้ เช่น การนำเสนอข้อมูลออกมาในรูปแบบของแผนภูมิหรือกราฟ เป็นต้น ความสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics การวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics มีความสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจ เพิ่มศักยภาพให้สูงขึ้น โดยการใช้ข้อมูลที่มีจำนวนมากมายมาวิเคราะห์เชิงลึก จัดระเบียบ เชื่อมโยง และสรุปผล ทำให้ธุรกิจมองเห็นแนวโน้มหรือโอกาสได้อย่าง ชัดเจน ทำให้สามารถตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผน ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www.freepik.com/ search?format=search&query=%E0%B8%A7%E0%B 8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0% B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0 %B9%87%E0%B8%94&type=vector [59]


วางกลยุทธ์ให้กับการทำการตลาด ธุรกิจจึงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และเกิดโอกาสทางธุรกิจมากมาย นอกจากนี้การทำ Data Analytics ยังมีบทบาทในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มีประโยชน์ในหลาย ๆ วงการ เช่น วงการแพทย์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วย ในทางธุรกิจ สามารถนำมาใช้ ในการจัดสรรเงินทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น ประโยชน์ของการวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics • ช่วยทำให้สามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำ Data Analytics ทำให้ทราบข้อมูลเชิงลึกที่ซับซ้อนมากขึ้น จึงทำ ให้ได้ผลลัพธ์ของข้อมูลที่นำมาทำนาย คาดการณ์ และตัดสินใจก่อนลงมือทำได้ เป็นอย่างดี เช่น นำมาใช้ในแง่ของการทำการตลาด ก็จะช่วยทำให้วางแผนแคมเปญได้ดี จากการเลือกสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสม และจากการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เป็นต้น • ช่วยปรับปรุงรูปแบบการทำงาน เนื่องจากการทำ Data Analytics มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้ข้อมูลที่มี อยู่ในองค์กรเป็นระเบียบมากขึ้น จึงช่วยลดกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน ทีมงาน สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ร่วมกันได้ง่าย เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลอย่าง ชัดเจน ช่วยทำให้สามารถตรวจสอบ แก้ไข และปรับปรุงการทำงานได้ดีมากขึ้น ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://ww w.freepik.com/search?format=search &query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4% E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A 1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9 %80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0 %B8%94&type=vector [60]


• ช่วยสร้างบริการและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ได้ดีขึ้น การทำ Data Analytics ทำให้ได้ข้อมูลสำหรับการทำงานในแง่ข้อมูลของ ลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย และความต้องการของลูกค้าหรือประวัติการใช้บริการ จึงทำ ให้สามารถบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) และวางระบบบริหารจัดการข้อมูล (SAP) จากการคาดการณ์รูปแบบของการใช้บริการของลูกค้าได้ดีขึ้น รวมถึงสร้าง ระบบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีมากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างการใช้ Data Analytics ในธุรกิจ สำหรับตัวอย่างการใช้ Data Analytics ในเชิงธุรกิจจะขอยกตัวอย่าง เป็นของบริษัท Netflix ที่เป็นแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่งแบบต้องเป็นสมาชิก ซึ่งในปัจจุบัน นี้มีผู้ใช้งาน Netflix แล้วทั่วโลกกว่า 163 ล้านคน ทำให้มีข้อมูลมากพอสำหรับการ นำมาวิเคราะห์ในเชิงลึกเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นได้ โดยทาง Netflix ได้ทำการรวบรวม ข้อมูลทุกประเภทจากทางสมาชิก ทั้งใน เรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับชม ภาพยนตร์ และพฤติกรรมการดูต่าง ๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดเชื่อมโยงของ ความสัมพันธ์ ซึ่งทำให้มองเห็นถึงพฤติกรรมโดยละเอียดของผู้ใช้ในแต่ละราย ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://ww w.freepik.com/search?format=search &query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4% E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A 1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9 %80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0 %B8%94&type=vector ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://www.freepik.co m/search?format=search&query=%E0%B8%A7% E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8% A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0% B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&type=vector [61]


มากขึ้น และสุดท้ายสามารถพัฒนา Algorithm ในการแนะนำภาพยนตร์ที่เหมาะสม กับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ ทำให้เกิด User Experince ที่ดีในการใช้งาน จนกลายเป็นสตรีมมิงที่ครองใจทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงครองส่วนแบ่ง ทางการตลาดได้มากยิ่งขึ้นในทุกๆ ปีด้วย Analytics vs Analysis ต่างกันอย่างไร Data Analysis คือ การนำเอาข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุ ของปัญหาของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และทำให้ทราบถึงปัจจัยและต้นตอของ สาเหตุที่แท้จริง จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ การวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) และการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) จึงต่างจากการทำ Data Analytics คือ การนำข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือในอดีตมาวิเคราะห์ และทำนายอนาคต ซึ่งต้องใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง 4 รูปแบบ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน (Descriptive Analytics), การวิเคราะห์ข้อมูล แบบเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics), การวิเคราะห์แบบพยากรณ์ (Predictive Analytics) และการวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ (Prescriptive Analytics) จึงจะทำให้ได้คำตอบ ข้อมูลจาก : https://www.enablesurvey.com/article-detail/8203f1de-8aca-4207-a7f5- 348eb1cce3d3/data-analytics ภาพจาก : https://www.freepik.com/ https://www.freepik.com/https://ww w.freepik.com/search?format=search &query=%E0%B8%A7%E0%B8%B4% E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A 1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9 %80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0 %B8%94&type=vector [62]


รูปแบบการทำงานมักจะถูกปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานในยุคนั้น ๆ จึงไม่แปลกที่ชุดความคิด วิธีการทำงานจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีเทรนด์การทำงานใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ แนวคิดการทำงานแบบ Agile คือหนึ่งในแนวคิดการทำงานที่ได้รับความนิยม ในปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ เริ่มให้ความสนใจ เพราะผลลัพธ์คือการเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ไปดูกันว่า Agile คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร ➢Agile คืออะไร แนวคิดการทำงานแบบ Agile หรือ อไจล์ คือ การทำงานที่รวดเร็วว่องไว เน้นผลลัพธ์ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าขั้นตอน ด้วยการนำพนักงานจากส่วนงานต่าง ๆ มาทำงานร่วมกัน แบบทีมเล็ก ๆ แล้วทำการ Sprint off ออกมา (Cross - functional Team) โดยไม่สนว่าใคร อยู่แผนกไหน อยู่ส่วนไหนก็ร่วมทีมกันได้หมด เน้นการรับผิดชอบเฉพาะโครงการเล็ก ๆ หรืองาน ที่กำหนดเป้าหมายระยะสั้นเป็นหลัก เพื่อให้จบงานได้ไวขึ้น ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้องค์กรรับรู้ ข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ทุกวันนี้แนวคิดการทำงานแบบ Agile จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในบริษัทด้านเทคโนโลยีหรือ บริษัท Startup ที่เน้นการทำงานแบบคล่องตัวสูง หรือมีโปรเจกต์ย่อย ๆ เข้ามาเยอะ ไม่ต้องเน้น การตรวจสอบหลายขั้นตอน เน้นผลลัพธ์ที่ไวและมีประสิทธิภาพ (จริง ๆ แล้ว Agile เป็นชุด ความคิดที่ใช้สร้างวัฒนธรรมองค์กรและทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกันมากกว่ารูปแบบ การทำงาน) Agile คืออะไร แนวคิดการท างานในองค์กรรุ่นใหม่ ดีจริงหรือไม่? [63]


➢Agile Methodology คือ อย่างที่บอกไปว่า Agile เป็นชุดความคิด เป็นกรอบแนวทางการทำงานแบบภาพกว้าง บริหารงานโดยเน้นบุคคลผ่านกระบวนการที่ดี หรือเน้นการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับไปตามความต้องการของลูกค้า ที่กล่าวไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Agile Methodology อย่างไรก็ตามเพื่อให้เห็นภาพ ที่ชัดเจนขึ้น ขอหยิบยกการใช้ Agile ที่ประยุกต์กับรูปแบบการทำงานอื่น ๆ มาให้ดูกันเป็นตัวอย่าง เผื่อองค์กรไหนจะไปปรับแผน วางขอบเขต รวมถึงการออกแบบการทำงานให้สอดคล้อง กับวัฒนธรรมองค์กร Scrum หนึ่งในรูปแบบการทำงานที่ช่วย ให้ชุดความคิดการทำงานแบบ Agile มีประสิทธิภาพ มากขึ้น เพราะเน้นชี้เป้าไปที่ปัญหาเป็นสำคัญ หาสาเหตุของความผิดพลาด เพื่อตอบรับการทำงาน เป็นทีมที่มีความยืดหยุ่น ทั้งยังตรวจสอบประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด Lean คอนเซ็ปต์คือ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ออกไป ทั้งเรื่องของคนหรือตำแหน่งทับซ้อนกัน อาจจะทำการแบ่งเป็นทีมเล็กเพื่อทำงาน เพื่อให้ ขั้นตอนและวิธีการต่าง ๆ ลดลง รวมถึงลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง เพื่อให้คนทำงานจัดการงาน ได้อย่างสะดวก รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังถือว่าช่วยลดงบประมาณบริษัทอีกด้วย Kanban มุ่งเน้นเป้าปลายทางของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมองที่วิธีการเป็นหลัก อาจแบ่งคนออกเป็นทีมย่อย เพื่อความรวดเร็วในการตัดสินใจ ทั้งยังใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย ให้คนทำงานสะดวกขึ้น เข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ว่างานดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ภาพจาก : https://www.fluxmagazine.com/ [64]


➢วิธีการประยุกต์ใช้ Agile กับการทำงาน พอจะเห็นและเข้าใจชุดความคิดแบบ Agile กันแล้ว ทีนี้มาดูว่าพอเป็นการทำงานจริง ๆ อไจล์จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้มากน้อยแค่ไหน • Stakeholder : สามารถนำมาอธิบายการทำงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรก โดยบอกถึง ประโยชน์ของชุดความคิดแบบ Agile แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งคนที่ทำงานด้วย คนในทีม ระหว่างทีม ลูกค้า ซึ่งถือเป็นการทำงานแบบเน้นประสิทธิภาพ • Start with one project : เมื่อได้รับโปรเจกต์เล็ก ๆ มา ลองเริ่มต้นการทำงาน แบบ Agile โดยเลือกมาสักโปรเจกต์ก่อนก็ได้ เพื่อดูผลตอบรับว่าดีหรือไม่ เข้ากับ คนในองค์กรหรือเปล่า ก่อนจะค่อย ๆ ปรับหาวิธีการทำงานที่เหมาะสมและตอบ โจทย์ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพต่อไป • Focus on empowering and motivating your team : การปลุกพลังและ สร้างแรงจูงใจให้คนในทีมเป็นสิ่งสำคัญในทุก ๆ โปรเจกต์ หากคนในทีมไม่มีส่วนร่วม และขาดแรงจูงใจ วิธีการทำงานแบบ Agile คงไม่ประสบความสำเร็จ • Choose a framework and stick with it : Agile เป็นกรอบแนวคิดภาพใหญ่ ในการทำงาน ซึ่งมีรูปแบบการทำงานย่อย ๆ ที่สามารถเลือกไปใช้ได้ เช่น Scrum, Lean, Kanban ฯลฯ เมื่อเลือกรูปแบบได้แล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามวิธีการนั้น ๆ จนเสร็จสิ้น • Revise and adjust : ทุกครั้งที่งานจบลง การแก้ไขและปรับปรุงคือสิ่งที่ต้องทำ ทุกครั้ง อะไรที่ดีก็หาวิธีทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม อะไรที่ต้องปรับปรุงก็เปลี่ยนแปลง ให้ดีขึ้นในครั้งหน้า เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้น ภาพจาก : https://scopicsoftware.com/ [65]


➢แนวคิดของการทำงานแบบ Agile มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เข้าใจและเห็นภาพรวมของการทำงานแบบ Agile กันไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียกัน แบบเฉพาะจุด เพื่อให้องค์กรหรือบริษัทต่าง ๆ ที่ยังลังเลอยู่ มีคำตอบในใจมากขึ้นว่าความคิด การทำงานแบบ Agile ตอบโจทย์คนในองค์กร หรือมีเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ➢ข้อดีของ Agile • ยืดหยุ่นและรับความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เมื่อวิธีการไม่ใช่เสาหลักของชุดความคิด แบบ Agile รูปแบบการทำงานจึงปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ตามแต่คนทำงานและ เงื่อนไขของโปรเจกต์นั้น ๆ • เน้นการทำงานเป็นทีมอย่างสร้างสรรค์ ทีมที่ว่าคือปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นทีม ที่สังกัดจริง ๆ การทำงานแบบ Agile สามารถตั้งทีมแบบข้ามแผนก กันได้ หากจบโปรเจกต์ได้รวดเร็ว และเป็นประโยชน์กับงาน มากที่สุด ซึ่งถ้าจัดการได้ดี อาจช่วยลดภาระผู้บริหารลงได้ • พนักงานแสดงศักยภาพได้มากขึ้น การได้ทำงานกับคนหลากหลายแผนก นอกจากจะได้ฝึกการปรับตัวและการสื่อสารแล้ว ศักยภาพต่าง ๆ ที่มียังถูกนำมาใช้ได้ มากกว่าที่คิด ความสามารถหรือทักษะบางอย่างอาจเป็นประโยชน์ต่อทีม เป็นช่วงเวลาที่จะแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ภาพจาก : https://medium.com/ [66]


➢ข้อเสียของ Agile • ไม่เหมาะกับโปรเจกต์ที่มีความเข้มงวด ด้วยการทำงานที่เน้นความรวดเร็ว และว่องไว ผสานกับความยืดหยุ่น บางโปรเจกต์การทำงานแบบ Agile อาจจะไม่ ตอบโจทย์ เผลอ ๆ อาจจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้งานเสียหาย อย่างงานราชการ หรืองานที่มีขั้นตอนเฉพาะเจาะจง • พนักงานอาจไม่ให้ความร่วมมือ ความเปลี่ยนแปลงหรือความยืดหยุ่นอาจจะไม่ใช่ สิ่งที่พนักงานหลายคนรับมือได้ดี แต่สำหรับคนอาจจะยึดถือแบบเดิม เมื่อมาเจอ การทำงานแบบ Agile สลับทีมไปมา อาจจะทำให้เครียดกว่าเดิมได้ • โครงสร้างองค์กรที่ไม่ยืดหยุ่น องค์กรที่มีโครงสร้างเป็นลำดับขั้นชัดเจน อาจไม่เหมาะกับการทำงานแบบ Agile นัก เพราะการปรับเปลี่ยนทีมไปมา อาจจะวุ่นวายกว่าเดิม หากเป็นบริษัทเล็ก ๆ แบบ Startup หรือเอเจนซี การทำงานแบบ Agile อาจจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพได้มากกว่า ไม่ใช่แค่แนวคิดแบบ Agile เท่านั้น ทุก ๆ แนวปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของแต่ละองค์กร ที่ต้องพิจารณาข้อดีข้อเสีย รวมถึงความเหมาะสม ที่จะนำมาใช้บริหารการทำงานในองค์กร เพราะ ความสำเร็จล้วนมีปัจจัยประกอบมากมาย หาแบบที่ใช่ และดึงมาใช้ให้ดี เลือกสิ่งที่ เหมาะสม แล้วบริษัทจะเติบโตได้ไว ดึงดูด แต่คนรุ่นใหม่ให้อยากมาทำงานด้วย ข้อมูลจาก : https://th.jobsdb.com/th-th/articles/ความเข้าใจผิดทำงานแบบagile/ ภาพจาก : velog ภาพจาก : https://www.pngegg.com/ [67]


ตัวอย่าง ประโยคที่สามารถนำไปปรับใช้กับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ ประโยคขอโทษ : I’m sorry for talking so much. (ฉันขอโทษที่พูดมากเกินไปนะ) แปลงเป็นประโยคขอบคุณ : Thank you for listening to me. (ขอบคุณมากที่ฟังฉันพูดนะ) Thank you for your kind attention to what I talked. (ขอบคุณที่ตั้งใจฟังสิ่งสิ่ ที่ฉันพูด) I really appreciated you listen to me. (ฉันรู้สึกซาบสึ ซึ้งมากที่เธอฟังฉัน) ประโยคขอโทษ : I’m sorry I’m always late. (ฉันขอโทษที่มาสายเสมอเลย) แปลงเป็นประโยคขอบคุณ : Thank you for waiting for me. (ขอบคุณมากที่รอฉันนะ) *waiting + for แต่ว่า listening + to เป็นเรื่องของกริยาที่ใช้กับบุพบท หรือ preposition ที่ต่างกันไป Thank you for waiting for me such a long time. (ขอบคุณที่รอฉันนานเลย) การขอโทษต่อสิ่งสิ่ ที่กระทำผิด (apologizing มาจากคำว่า apologize ที่แปลว่า ขอโทษ) หรือทำไม่ดีที่ส่งผลใ ส่ ห้อีกฝ่ายลำบากนั้นเป็นสิ่งสิ่ ที่ดี แต่ในภาษาอังกฤษสามารถสร้าง positive thinking (ความคิดแง่บวก) หรือ positive attitude (ทัศนคติด้านบวก) ในการที่จะแปลงประโยคขอโทษมาเป็นประโยคขอบคุณอีกฝ่าย ที่นอกเหนือจากตัวเรา จะได้แง่บวกกับความคิดของตัวเองแล้ว ยังจะเป็นการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสึ ดีไปด้วย (feeling grateful = รู้สึกสึ ยินดี) ข้อสังเกตสั : Stop apologizing, Start thanking (หยุดขอโทษ เริ่มต้นจากความคิด) Verb + V.-ing ซึ่ง V.-ing เรียกว่า gerund สามารถวางได้หลายตำแหน่งในประโยค โดยการวางหลัง verb แท้ก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่วางได้ เปลี่ยนคำขอโทษเป็นคำขอบคุณ ในภาษาอังกฤษโดยใช้ทัศนคติด้านบวก Posted By Plook Creator [68]


ประโยคขอโทษ : I’m sorry for being so sensitive. ฉันขอโทษที่อ่อนไหวขนาดนี้นะ (อาจจะเป็นสถานการณ์ที่เล่าอะไรให้ฟัง แล้วก็ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ค่อยมีสติ หรือแสดงอารมณ์มากเกินกว่าเหตุ) แปลงเป็นประโยคขอบคุณ : Thank you for being accepting of me. (ขอบคุณที่ยอมรับในตัวฉันนะ) *คนเราถ้าเป็นเพื่อนกันแล้ว เราควรจะยอมรับในตัวอีกฝ่ายว่าเขาเป็นคนอย่างไร และรับฟังดีกว่าจะพยายามเปลี่ยนแปลงอีกฝ่าย Thank you for your support. (ขอบคุณที่เป็นกำลังใจ คอยสนับสนุนกัน) Thank you for always being beside me. (ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ กันเสมอมา) ประโยคขอโทษ : I’m sorry I always messed up. (ฉันขอโทษที่สร้างปัญหาตลอดเวลาเลย) *mess up ในที่นี้ แปลงตรงตัวว่า ยุ่งเหยิง วุ่นวาย เมื่อใช้กับคนจะหมายถึงคนที่คอยแต่สร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นต้องคอยตามแก้) แปลงเป็นประโยคขอบคุณ : Thank you for always being patient when I make mistake. (ขอบคุณที่อดทนเสมอมาเวลาที่ฉันทำผิดพลาด หรือสร้างปัญหาให้เธอ) Thank you for helping me solving all the problems I made. (ขอบคุณที่คอยช่วบเหลือฉันแก้ปัญหาที่ฉันสร้าง) ประโยคขอโทษ : I’m sorry that you have to help me so much. (ฉันขอโทษที่เธอต้องคอยช่วยฉันมากเลย) แปลงเป็นประโยคขอบคุณ : Thank you for doing me a favor. (ขอบคุณที่คอยช่วยเหลือฉัน) *doing someone a favor = คอยช่วยเหลือใครบางคน เรียบเรียงโดย เบญจมาภรณ์บุนนาค ข้อมูลจาก : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/88978-laneng-lan- [69]


ปัจจุบัน Carbon Footprint นับเป็นตัวชี้วัดสำคัญ สำหรับการดำเนินกิจกรรม หรือการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์เกือบทุกขั้นตอน เพื่อที่จะควบคุมไม่ให้เกิด การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั่นเอง บทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจว่า Carbon Footprint คืออะไร คำนวณ อย่างไร และประโยชน์ของการทำ Carbon Footprint มีอะไรบ้าง พร้อมไขข้อสงสัยว่า ทำไมธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ • Carbon Footprint คืออะไร Carbon Footprint คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมา จากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การคมนาคมขนส่ง การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ หากพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ การดำเนินชีวิตประจำวัน ของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ การใช้ไฟฟ้า การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งของเสียที่เกิดจากอาหารในแต่ละวัน ล้วนแต่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกทั้งสิ้น โดยก๊าซเรือนกระจกที่นำมาพิจารณามีอยู่ 7ตัวด้วยกัน คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน กลุ่มก๊าซเปอร์ฟลูออโร คาร์บอน ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ และก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ Carbon Footprint คืออะไร [70]


ซึ่งก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดนี้เหล่านี้จะมีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential : GWP) แตกต่างกัน โดยทางคณะกรรมการระหว่าง รัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ได้กำหนดค่าการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนของแต่ละก๊าซ ให้เทียบกับศักยภาพการเกิดภาวะโลกร้อนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อนเท่ากับ 1 ซึ่งจะมีหน่วยเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า (Carbon dioxide equivalent : CO2e) • ประเภทของ Carbon Footprint มีอะไรบ้าง Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อย ออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product life cycle)กล่าวคือตั้งแต่เป็นวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนไปถึง การทำลายเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน ซึ่งปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะเครื่องหมาย Carbon Footprint แสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบ ว่าตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณ เท่าไหร่ Carbon Footprint ของบริการ คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อย ออกมาในการให้บริการนั้น ๆ (ผลิตภัณฑ์ + องค์กร) Carbon Footprint ขององค์กร คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อย ออกมาจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร • วิธีคำนวณ Carbon Footprint การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 กิโลกรัม = Carbon Footprint 1 กิโลกรัม และด้วยความที่ก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ปล่อยออกมาเราจะใช้หน่วย คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ในการคิด อ้างอิงจากค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนของรายงานการประเมิน สถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของ IPCC ฉบับที่ 5 (IPCC Fifth ภาพจาก : Freepik.com [71]


Assessment Report 2014 : AR5) ซึ่งได้กำหนดให้ก๊าซมีเทนมีค่าศักยภาพในการทำให้ โลกร้อนเพิ่มขึ้นจาก 25เท่า เป็น 28เท่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไนตรัสออกไซด์ มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนอยู่ที่ 265 เท่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น หากเราปล่อยก๊าซมีเทน 1 กิโลกรัม จะหมายความว่า เราปล่อย Carbon Footprint เท่ากับ 28 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) และหากเรา ปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ 1 กิโลกรัม ก็จะหมายความว่า เราปล่อย Carbon Footprint เท่ากับ 265 กิโลกรัม คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) นั่นเอง ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยของ Carbon Footprint ต่อคนในอเมริกา คือ 16ตัน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย ที่สูงที่สุดในโลก เพราะโดยปกติจะอยู่ที่ 4ตัน เพื่อเป็นโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้น ถึง 2องศาของอุณหภูมิโลก จึงต้องมีการลด ค่าเฉลี่ยของ Carbon Footprintต่อปี ให้ลงมา อยู่ที่คนละ 2ตัน ภายในปี 2050 จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาคธุรกิจที่กำลังมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ได้มีการจัดทำ Carbon Footprint ขององค์กร เพื่อเป็น การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ทราบแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญขององค์กร ก่อนนำไปสู่การบริหารจัดการและวางแผนกระบวนการผลิต เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก • ทำไมองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint เพราะจะทำให้องค์กรทราบถึง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกิจกรรมต่าง ๆ และสามารถวางแผน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การ ลดค่าใช้จ่ายให้องค์กร จากการลดการ ใช้พลังงาน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังสามารถต่อยอดและพัฒนาโครงการไปสู่อนาคต โดยการขยายผลการประเมิน ก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้การรับรองฉลากลดโลกร้อน ภาพจาก : Freepik.com ภาพจาก : Freepik.com [72]


รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับมาตรการ Non-Tariff Barriers (NTBs) หรือการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น ภาษีคาร์บอนและมาตรการ ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม การใช้ฉลากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะนำมาซึ่งความได้เปรียบ ทางการค้าขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ที่เป็นจุดแข็งทั้งในประเทศและนานาชาติ ที่ต่างเห็น ว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วน และสามารถตรวจวัดเป็นตัวเลขได้ ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ที่อยู่ใน Supply Chain ที่ต้องการสินค้าหรือคู่ค้าที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน โดยทั้งหมดนี้ สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ในระดับสากลทั่วโลก ขณะเดียวกันยังสามารถจำหน่ายเป็นคาร์บอนเครดิต หรือทำการชดเชยคาร์บอน กับองค์กรอื่น ๆ พร้อมกับนำข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบการจัดทำรายงานการพัฒนา ที่ยั่งยืนของบริษัท เพื่อตอบคำถามนักลงทุน และท้ายที่สุดแล้ว คือ การแสดง ความรับผิดชอบขององค์กร ตามหลักการ ESG ที่โปร่งใส เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ESG ขององค์กรนั่นเอง ดังนั้น ในหลายประเทศจึงเริ่มมีการนำ Carbon Footprint มาใช้กันแล้ว ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น จึงถือได้ว่า การลงทุนที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนนี้จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) สร้างการรับรู้และการสื่อสารที่ดี ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ตามเป้าหมายการพัฒนา อย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยมีแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ไม่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว (Investment Style) ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance : ESG) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านตัวเลข ที่ออกมาในรูปแบบของ Carbon Footprint ทำให้เรา สามารถประเมินสถานการณ์ ตรวจสอบ และติดตาม ประเมินผล เพื่อบริหารจัดการให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงได้อย่างแท้จริง รวบรวมข้อมูลจาก The Nature Conservency , Set Social Impact , TGO , Carbon Footprint ข้อมูลจาก : https://techsauce.co/news/carbon-footprint-to-climate-change ภาพจาก : Freepik.com [73]


จัดเก็บได้ เป้าหมาย (567,000 ล้านบาท) สูง (ต ่า) จัดเก็บได้ สูง (ต ่า) ไตรมาสที่ 3 ร้อยละ ไตรมาสนี้ปี ก่อน ร้อยละ 1 น ้ามันและผลิตภัณฑ์น ้ามัน 22,791.827 49,729.787 (54.17) 29,947.423 (23.89) 2 รถยนต์ 23,278.884 21,974.426 5.94 21,182.871 9.89 3 เบียร์ 50.419 29.414 71.41 33.554 50.26 4 ยาสูบ 818.391 806.853 1.43 823.689 (0.64) 5 สุรา 1,195.905 1,535.940 (22.14) 1,276.248 (6.30) 6 เครื่องดื่ม 1,978.207 1,718.680 15.10 1,761.881 12.28 7 เครื่องไฟฟ้า - - - - - 8 รถจักรยานยนต์ 470.139 355.723 32.16 319.549 47.13 9 แบตเตอรี่ 555.861 596.834 (6.86) 566.601 (1.90) 10 สนามกอล์ฟ 62.077 43.962 41.21 42.719 45.31 11 สถานอาบน ้า อบตัวหรือนวด 2.923 1.915 52.68 0.037 7,738.84 12 เครื่องหอมและเครื่องส าอาง 87.349 110.380 (20.86) 90.349 (3.32) 13 ไนท์คลับและดิสโก้เธค 6.0316 2.2385 169.45 0.245 2,365.63 14 แก้วและเครื่องแก้ว - - - - - 15 ไพ่ 0.00026 - 100.00 0.000003 7,831.71 16 พรม - - - - - 17 เรือ - - - - - 18 สารท าลายชั้นบรรยากาศ - - - - - 19 อื่นๆ 19.265 - - 10.998 75.18 20 รายได้เบ็ดเตล็ด 26.534 25.661 3.40 18.016 47.28 51,343.812 76,931.810 (33.26) 56,074.180 (8.44) แผนภูมิการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต ไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มิถุนายน 2566) ปี งบประมาณ 2566 สถิติผลการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต ส านักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 แยกตามประเภทสินค้า ไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มิถุนายน 2566) ปี งบประมาณ 2566 เปรียบเทียบกับเป้าหมาย เปรียบเทียบกับจัดเก็บได้ไตรมาสนี้ ปี ก่อน ประเภท รวมทั้งสิ้น ข้อมูลจากระบบ BI ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 น ้ำมัน 44.39% รถยนต์ 45.34% สุรำ 2.33% เครื่องดื่ม 3.85% ยำสูบ 1.59% รำยได้อื่นๆ 2.50% 0 10,000 20,000 30,000 40,000 50,000 60,000 70,000 80,000 51,343.812 76,931.810 56,074.180 ล้ำนบำท ปี นี้ เป้ ำหมำย ปีก่อน [74]


จัดเก็บได้ เป้าหมาย (567,000 ล้านบาท) สูง (ต ่า) จัดเก็บได้ สูง (ต ่า) ไตรมาสที่ 3 ร้อยละ ไตรมาสนี้ปี ก่อน ร้อยละ 1 ชลบุรี 1 801.067 971.304 (17.53) 1,157.026 (30.76) 2 ชลบุรี 2 17,883.725 27,823.815 (35.73) 19,246.615 (7.08) 3 ระยอง 1 11,597.379 26,474.035 (56.19) 15,418.096 (24.78) 4 ระยอง 2 5,158.850 5,114.637 0.86 4,800.437 7.47 5 สมุทรปราการ 1 5,212.251 5,646.852 (7.70) 4,817.596 8.19 6 สมุทรปราการ 2 2,557.377 2,497.724 2.39 2,285.841 11.88 7 จันทบุรี 5.513 3.967 39.00 5.076 8.61 8 ฉะเชิงเทรา 6,163.707 5,935.196 3.85 6,096.045 1.11 9 ตราด 1.757 1.586 10.80 1.890 (7.03) 10 ปราจีนบุรี 1,957.071 2,459.026 (20.41) 2,238.469 (12.57) 11 สระแก้ว 2.623 2.268 15.65 5.309 (50.60) 12 นครนายก 2.492 1.402 77.82 1.780 40.03 51,343.812 76,931.810 (33.26) 56,074.180 (8.44) สถิติผลการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต ส านักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 แยกตามพืนที้ ่ ไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มิถุนายน 2566) ปี งบประมาณ 2566 แผนภูมิรายได้เปรียบเทียบกับเป้ าหมายและจัดเก็บได้ปี ก่อน ไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มิถุนายน 2566) ปี งบประมาณ 2566 เปรียบเทียบกับเป้าหมาย เปรียบเทียบกับจัดเก็บได้ไตรมาสนี้ ปี ก่อน พื้นที่ รวมทั้งสิ้น ข้อมูลจากระบบ BI ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 0 5,000 10,000 15,000 20,000 25,000 30,000 ล้ำนบำท ปีนี้ เป้าหมาย ปีก่อน [75]


ประมาณการ เป้าหมาย จับกุมได้ ร้อยละ เป้าหมาย ปรับจริง ร้อยละ ศาลปรับ สุรา 246 324 31.71 2,804,837.00 5,901,984.41 110.42 - ยาสูบ 133 273 105.26 5,340,498.00 11,645,945.99 118.07 88,534,712.79 ไพ่ 2 7 250.00 7,000.00 65,052.00 829.31 - สินค้าและบริการ 19 102 436.84 1,169,665.00 14,493,332.89 1,139.10 - - น ้ำมันฯ - 68 - - 11,989,152.00 - - เครื่องดื่ม - 7 - - 109,509.21 - - เครื่องไฟฟ้ำ - - - - - - - รถยนต์ - 1 - - 270,000.00 - - รถจักรยำนยนต์ - 13 - - 398,226.66 - - เครื่องหอมฯ - 6 - - 1,376,995.10 - - แบตเตอรี่ - 6 - - 329,449.92 - - ไนต์คลับ/ดิสโก้เธค - - - - - - - อำบอบนวด - - - - - - - สนำมกอล์ฟ - 1 - - 20,000.00 - - อื่น ๆ - - - - - - รวมทั้งสิ้ น 400 706 76.50 9,322,000.00 32,106,315.29 244.41 88,534,712.79 ประเภท พ.ร.บ. จ านวนคดี (ราย) ค่าเปรียบเทียบปรับ (บาท) ผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปราม ส านักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 แยกตามสินค้า ไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มิถุนายน 2566) ปี งบประมาณ 2566 0 50 100 150 200 250 300 350 รำย แผนภูมิจ ำนวนคดีที่จับได้ เปรียบเทียบกับเป้ ำหมำย แยกตำม พ.ร.บ. เป้าหมาย จับกุมได ้ 0 2,000,000 4,000,000 6,000,000 8,000,000 10,000,000 12,000,000 14,000,000 16,000,000 บำท แผนภูมิค่ำเปรียบเทียบปรับ เปรียบเทียบกับเป้ ำหมำย แยกตำมสนค้ำ ิ เป้าหมาย ปรับจริง [76]


ประมาณการ เป้าหมาย จับกุมได้ ร้อยละ เป้าหมาย ปรับจริง ร้อยละ ศาลปรับ ชลบุรี 1 18 57 216.67 500,000.00 1,442,518.24 188.50 666,228.40 ชลบุรี 2 30 119 296.67 1,250,000.00 8,458,716.28 576.70 357,960.00 ระยอง 1 27 32 18.52 701,000.00 641,733.60 (8.45) 671,801.64 ระยอง 2 21 30 42.86 570,000.00 598,955.77 5.08 - สมุทรปราการ 1 75 167 122.67 944,500.00 9,652,136.02 921.93 739,281.15 สมุทรปราการ 2 45 57 26.67 548,500.00 3,501,673.35 538.41 1,215,180.00 จันทบุรี 30 56 86.67 600,333.00 2,058,825.80 242.95 18,474,127.00 ปราจีนบุรี 25 37 48.00 300,000.00 837,867.80 179.29 - ตราด 22 22 - 332,500.00 287,905.60 (13.41) 41,308,734.90 สระแก้ว 72 91 26.39 3,040,001.00 3,779,437.71 24.32 25,101,399.70 นครนายก 5 3 (40.00) 35,166.00 36,291.50 3.20 - ฉะเชิงเทรา 30 35 16.67 500,000.00 810,275.62 62.06 - รวมทั้งสิ้ น 400 706 76.50 9,322,000.00 32,106,337.29 244.41 88,534,712.79 พื้นที่ จ านวนคดี (ราย) ค่าเปรียบเทียบปรับ (บาท) ผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปราม ส านักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 แยกตามพืนที้ ่ ไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มิถุนายน 2566) ปี งบประมาณ 2566 0 50 100 150 200 ชลบุรี 1 ชลบุรี 2 ระยอง 1 ระยอง 2 สมุทรปราการ 1 สมุทรปราการ 2 จันทบุรี ปราจีนบุรี ตราด สระแก ้ว นครนายก ฉะเชงเทราิ รำย ผลจ ำนวนคดีปรำบปรำมของแต่ละพืนที่เปรียบเทียบกับเป้ ำหมำยแยกตำมพื ้ นที่ ้ เป้าหมาย จับกุมได ้ 0 2,000,000 4,000,000 6,000,000 8,000,000 10,000,000 12,000,000 บำท ค่ำเปรียบเทียบปรับของพืนที่เปรียบเทียบกับเป้ ำหมำยแยกตำมพื ้ นที่ ้ เป้าหมาย ปรับจริง [77]


ภาพก ิ จกรรม สุขสันต์วันสงกรานต์ สืบสานประเพณีไทย สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 ประจำปี 2566 วันที่ 11 เมษายน 2566 สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 โดยท่านละนอง แก้วศรีช่วง ผู้อำนวยการสำนักงาน สรรพสามิตภาคที่ 2 จัดกิจกรรมสุขสันต์วันสงกรานต์ สืบสานประเพณีไทย สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 ประจำปี 2566 โดยมีสรรพสามิตพื้นที่ และบุคลากรในสังกัดสำนักงานสรรพสามิตภาคที ่ 2 เข้าร่วมงาน ภายในงานได้จัดพิธีสรงน้ำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) จำลอง และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล อันเป็นการแสดงออกถึง ความเคารพต ่อผู้อาวุโส และร ่วมส ่งเสริมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีที ่ดีงามของไทย ณ บริเวณอาคารบ้านพัก สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 กรมสรรพสามิต มอบของกลางยาสูบที่สิ้นสุดคดีแล้ว จำนวน 3,400 กิโลกรัม ให้โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก จังหวัดนครนายก วันที่ 18 เมษายน 2566 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต พร้อมทั้งผู้บริหารกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 และสรรพสามิตพื้นที ่ในภาคที่ 2 มอบของกลางยาสูบในคดีพระราชบัญญัติภาษี สรรพสามิต พ.ศ. 2560 ที ่สิ้นสุดแล้ว จำนวน 3,400 กิโลกรัม สำหรับนำไปแปรรูปเพื ่อใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม ณ โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก จังหวัดนครนายก [78]


ภาพก ิ จกรรม โครงการฝึกอบรมหลักสูตร "การเพิ ่มประสิทธิภาพด้านการจัดเก็บภาษี การตรวจสอบ การป้องกันและปราบปราม" วันที ่ 9 - 11 พฤษภาคม 2566 สำนักงานสรรพสามิตภาคที ่ 2 จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร "การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดเก็บภาษี การตรวจสอบ การป้องกันและปราบปราม" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา บุคลากร เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และทักษะที่หลากหลาย มีมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน ถูกต้อง เป็นธรรม และปฏิบัติงานเป็นแนวทางเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที ่ดีต ่อองค์กร ณ โรงแรม Health Land Resort & Spa พัทยา จังหวัดชลบุรี [79]


ภาพงานปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 ราย พร้อมด้วยของกลาง บุหรี่ซิกาแรต จำนวน 709 ซอง กล่าวหาว่า มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี เหตุเกิด ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยโป่ง ดำเนินการต่อไป ประมาณการค่าปรับเป็นเงิน 671,801.70 บาท สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 ราย พร้อมด้วยของกลาง น้ำสุรา จำนวน 202.750 ลิตร กล่าวหาว่า มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,006,929.65 บาท [80]


Click to View FlipBook Version