สิ่งมีชวี ิต
องคป์ ระกอบทสี่ ตั วต์ ่าง ๆ ด้ารงอยู่
และทา้ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในระบบนเิ วศ
ประกอบไปด้วย 3 กลมุ่
ผผู้ ลิต ผู้บริโภค ผยู้ ่อยสลาย
ผู้ผลิต
ผูผ้ ลติ (producer) คือ พวกท่สี ามารถน้าเอาพลังงานจากแสงอาทติ ยม์ าสังเคราะห์
อาหารขึนได้เอง จากแรธ่ าตุและสารทมี่ อี ยู่ตามธรรมชาติ ไดแ้ ก่ พชื สีเขยี ว แพลงค์ตอนพืช
และแบคทเี รียบางชนิด พวกผ้ผู ลิตนมี ีความสา้ คญั มาก เพราะเปน็ ส่วนเร่มิ ตน้ และเชอื่ มตอ่
ระหว่างสว่ นประกอบทไี่ มม่ ีชีวิตกบั ส่วนท่ีมีชวี ิตอน่ื ๆ ในระบบนิเวศ
ผผู้ ลติ นีมีความส้าคญั มาก เพราะเป็นสว่ นเร่มิ ตน้ และเชื่อมตอ่
ระหว่างส่วนประกอบที่ไม่มชี ีวิตกับส่วนท่ีมชี ีวติ อ่ืน ๆ ในระบบนเิ วศ
ผู้บริโภค
ผบู้ ริโภค (consumer) คอื พวกท่ไี ดร้ บั อาหารจากการกินสิ่งท่ีมีชวี ิตอื่น ๆอกี ทอดหน่ึง
ไดแ้ ก่ พวกสัตว์ตา่ ง ๆ แบ่งได้เปน็
ผ้บู รโิ ภคปฐมภมู ิ (primary consumer) เป็นสิง่ มชี วี ิตท่กี ินพชื เปน็ อาหาร
เชน่ กระตา่ ย วัว ควาย และปลาทก่ี ินพชื เล็ก ๆ ฯลฯ
ผบู้ รโิ ภคทุติยภูมิ (secondary consumer) เป็นสัตว์ทไ่ี ดร้ บั อาหารจากการกินเนือสัตว์
ท่กี นิ พืชเป็นอาหาร เชน่ เสือ สุนัขจิงจอก ปลากนิ เนือ ฯลฯ
ผบู้ ริโภคตตยิ ภมู ิ (tertiauy consumer) เปน็ พวกที่กนิ ทงั สตั ว์กินพชื และสตั วก์ นิ สตั ว์
นอกจากนยี งั ไดแ้ ก่ ส่ิงมชี วี ติ ทอ่ี ย่ใู นระดับขนั การกินสงู สดุ ซ่ึงหมายถงึ สัตวท์ ี่ไมถ่ ูกกินโดยสตั ว์
อื่น ๆ ต่อไป เปน็ สตั วท์ อ่ี ย่ใู นอนั ดับสุดท้ายของการถูกกนิ เปน็ อาหาร เชน่ มนุษย์
ผยู้ อ่ ยสลาย
ผู้ย่อยสลาย (decomposer) ส่ิงมชี วี ิตขันตอนสดุ ทา้ ยในระบบนเิ วศทา้ หนา้ ท่ี
ยอ่ ยสลายซากพืช ซากสัตว์ตา่ ง ๆ ให้กลบั ไปเปน็ สารอนิ ทรีย์ โดยการปล่อย
เอนไซม์
จงึ นับวา่ ผู้ย่อยสลายเปน็ สว่ นส้าคญั
ทท่ี า้ ใหส้ ารอาหารสามารถหมนุ เวยี นเปน็ วฏั จกั รได้
Activity
กจิ กรรมการเรียนรู้
ใหน้ กั เรยี นจดั ท้าห่วงโซอาหาร
คนละ 1 หว่ งโซ
พรอ้ มอธิบายกระบวนการใตภ้ าพ
5 คะแนน
เราจะกินมนั ส์
ความสมั พันธข์ องสิ่งมชี ีวติ ในระบบนเิ วศ
ความสมั พนั ธข์ องส่งิ มชี ีวติ ในระบบนิเวศ
ความเก่ียวข้องหรือสายสมั พนั ธ์ท่เี กิดขึนจากการอาศยั
อยู่ร่วมกนั ของสงิ่ มีชวี ติ ต่างชนดิ ในระบบนเิ วศ
โดยก่อให้เกิดทงั ภาวะของการพง่ึ พาอาศัยกนั และกัน
การแก่งแยง่ แข่งขนั หรอื แมแ้ ตก่ ารเบยี ดเบียนส่ิงมีชีวติ
ชนดิ อื่นเพื่อความอยูร่ อด
ประเภทความสมั พนั ธ์
ของส่ิงมชี วี ติ ในระบบนเิ วศ
สามารถจา้ แนกออกเปน็ 6 ประเภท โดยสง่ ผลกระทบ
ต่อส่ิงมีชวี ิตแตล่ ะชนิดในลักษณะท่ีแตกตา่ งกันออกไป เช่น
เป็นประโยชนต์ ่อกนั (+) เป็นโทษหรือภัยคุกคาม (-) และ
การไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบและผลประโยชน์ใด ๆ (0)
ภาวะพึง่ พาอาศัยกัน (Mutualism : +/+)
ความสัมพนั ธร์ ะยะยาวของสิง่ มชี ีวิต 2 ชนิดท่ีอาศัยอยูร่ ่วมกัน
ในระบบนิเวศ โดยท่ีทงั 2 ฝา่ ยต่างไดร้ บั ผลประโยชน์
จากความสมั พนั ธ์ในลกั ษณะนี ท้าให้ส่ิงมีชีวติ ทัง 2 ชนดิ
ไม่สามารถแยกตวั ออกจากกันไดอ้ ีกเลยตลอดช่วงชวี ิต
ภาวะพง่ึ พาอาศยั กนั (Mutualism : +/+)
ไลเคน (Lichens) : สิ่งมชี วี ิตท่ีเกดิ จากการพงึ่ พาอาศยั กัน
ของราและสาหรา่ ย โดยทรี่ าท้าหนา้ ที่ใหค้ วามชุ่มชนื และ
แรธ่ าตแุ กส่ าหรา่ ย ขณะทีส่ าหรา่ ยท้าหน้าทีส่ ร้างอาหารให้
ราผา่ นกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
ไรโซเบยี ม (Rhizobium) แบคทเี รียในรากพชื หรอื
ราไมคอรไ์ รซา (Mycorrhizal Fungi) ที่อาศยั อย่ตู ามรากพืช
ชนั สงู ท้าหนา้ ท่ีตรึงแร่ธาตุและตระเตรยี มธาตอุ าหารให้
อย่ใู นรปู ที่พชื สามารถน้าไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ขณะทีพ่ ชื เป็น
ทังแหล่งทอ่ี ยู่อาศยั และแหลง่ อาหารที่สร้างสารอาหารให้
จลุ ินทรยี เ์ หล่านี
ภาวะการได้ประโยชน์รว่ มกนั (Protocooperation : +/+)
ความสมั พนั ธ์ของส่ิงมชี ีวิต 2 ชนดิ ท่ีอาศัยอยู่ร่วมกัน
และได้รบั ผลประโยชนจ์ ากความสัมพนั ธ์ทงั 2 ฝา่ ย โดยทสี่ ง่ิ มีชีวิต
ทัง 2 ชนิดสามารถด้ารงชวี ิตอยูต่ ามล้าพังได้
หากเกิดการแยกตัวออกจากกนั
ผงึ และดอกไม้ : ผึงกนิ น้าหวานจากดอกไมเ้ ป็นอาหาร
ขณะท่ดี อกไม้ไดผ้ ึงเหล่านี ช่วยผสมเกสรและแพร่ขยายพนั ธ์ุ
ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกอื กลู กนั (Commensalism : +/0)
ความสัมพนั ธข์ องสง่ิ มีชวี ติ 2 ชนิดท่ีอาศยั อยูร่ ว่ มกนั โดยท่ฝี า่ ยหนง่ึ
ได้รบั ผลประโยชน์ ขณะท่อี กี ฝา่ ยไม่ไดร้ ับหรือเสียผลประโยชนใ์ ด ๆ
ฉลามและเหาฉลาม (Remora) : เหาฉลาม
เกาะตดิ กบั ฉลาม เพื่อกินเศษอาหารพรอ้ มกบั
การได้รบั การปกปอ้ งคมุ้ ครองจากฉลาม
โดยฉลามไมไ่ ดร้ บั และไมเ่ สยี ประโยชน์ใด ๆ
จากการอยู่ร่วมกัน
ภาวะปรสติ (Parasitism : +/-)
ความสัมพันธข์ องส่ิงมชี ีวิต 2 ชนิดทอี่ าศยั อยรู่ ว่ มกนั โดยที่มีฝ่ายหนึง่ ฝ่ายใด
สญู เสยี ผลประโยชน์หรอื ถกู เบียดเบียนจากการเปน็ ผู้ถกู อาศยั ทีเ่ รยี กว่า
“โฮสต์” (Host) ขณะท่ฝี ่ายทไี่ ด้รับประโยชน์จากความสมั พันธ์ลกั ษณะนี
หรอื “ปรสิต” (Parasite) สามารถแบ่งออกเปน็ 3 ประเภทยอ่ ย
- ปรสิตภายใน เช่น แบคทเี รีย และพยาธชิ นดิ ต่าง ๆ
- ปรสิตภายนอก เช่น ปลิง เห็บ หมัด และยุง
- ปรสติ ในเซลล์ เชน่ ไวรสั
กาฝากกับตน้ ไมใ้ หญ่ หนอนกับใบไม้
ภาวะการลา่ เหย่ือ (Predation : +/-)
ความสมั พันธข์ องส่งิ มชี ีวิต 2 ชนิด ท่ีอาศยั อยู่ร่วมกัน โดยทมี่ ฝี า่ ยหนงึ่ ฝ่ายใด
ไดร้ บั ผลประโยชนโ์ ดยตรงหรอื ที่เรยี กกันวา่ “ผู้ล่า” ขณะทฝ่ี ่ายซ่ึงสูญเสีย
ประโยชน์หรือสญู เสยี ชวี ิต คอื “ผู้ถกู ล่า” หรือ “เหยอ่ื ”
เช่น สงิ่ มชี ีวติ ในกลุ่มผบู้ ริโภคพืช ผู้บรโิ ภคสัตว์ และผบู้ รโิ ภคทังพชื ทงั สัตว์
ซึ่งความสัมพนั ธ์ในภาวะการลา่ เหย่อื นี ถือเปน็ อีกหนง่ึ กลไกในธรรมชาติ
มีสว่ นช่วยในการสร้างสมดุลใหแ้ กร่ ะบบนิเวศ โดยการควบคมุ จ้านวนประชากร
ของส่งิ มชี วี ติ ทัง 2 ฝ่าย ทงั ทีด่ า้ รงเปน็ ผู้ลา่ และผูถ้ ูกลา่
ภาวะการลา่ เหย่อื (Predation : +/-)
การมีผู้ล่ามากเกนิ ไป เมอ่ื ออกลา่ จนประชากร
ของเหยื่อไมเ่ พยี งพอตอ่ ความตอ้ งการของตน
ประชากรผู้ล่าจะมีจ้านวนลดลงเองตาม
ธรรมชาติ เนือ่ งจากภาวะการขาดแคลน
อาหาร ส่งผลใหป้ ระชากรของเหยอ่ื ท่ี
หลงเหลอื อยูส่ ามารถฟ้ืนฟกู ลับมาและเพม่ิ
จ้านวนประชากรขนึ ภาวะการลา่ เหยอ่ื นี จะ
เกิดขนึ เป็นวงจรหรือวัฏจักรตามธรรมชาติ
ถ้าหากไมเ่ กดิ การล่าที่รุนแรงจนส่งผลใหฝ้ า่ ย
ใดฝ่ายหนึ่งสญู สนิ เผา่ พนั ธุ์ไปจากระบบนเิ วศ
ภาวะการแข่งขัน (Competition : -/-)
ความสัมพนั ธข์ องสงิ่ มีชวี ติ 2 ชนดิ ซงึ่ ดา้ รงอยภู่ ายใต้สภาพแวดลอ้ มเดียวกัน
และทงั สองฝา่ ยต่างจา้ เปน็ ตอ้ งใช้ทรพั ยากรประเภทเดียวกนั ในการด้ารงชีวติ
จนกอ่ ใหเ้ กิดภาวะแก่งแย่งแขง่ ขันทสี่ ่งผลเสียแก่ทังสองฝา่ ย โดย
ความสัมพันธ์ลกั ษณะนี สามารถแบง่ ออกเป็น 2 รปู แบบ คือ
ชนดิ การแกง่ แย่งแขง่ ขันระหว่าง ชนิด การแกง่ แยง่ แข่งขนั ระหว่างสง่ิ มชี ีวิต
เดียวกนั สง่ิ มชี ีวิตชนดิ เดยี วกัน เชน่ ต่างกนั ตา่ งชนดิ เชน่ การแย่งอาหารของเสอื
การแย่งอาหารภายในฝูงหมาป่า และสิงโต ซึง่ มีแหล่งอาหารประเภท
เดียวกนั หรอื การแก่งแย่งแสงแดด
หรอื การแยง่ ดินแดน
และอาณาเขตของสิงโต ของตน้ ไม้ เปน็ ตน้
การเปลื่ยนแปลงของระบบนเิ วศ
การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ คือ
การเปล่ยี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ ในระบบนเิ วศ
โดยมีสิ่งมชี วี ติ ใหมเ่ กิดขึน เกดิ ชมุ ชนใหม่
มกี ารเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอ้ มทาง
กายภาพ ซ่งึ จะทา้ ให้เกิดการเปลยี่ นชนดิ
ของสิ่งมีชวี ติ อนื่ ๆ ในชมุ ชนแหง่ นนั ไปดว้ ย
#ต้องอาศัยเวลาเพ่อื กอ่ ให้เกิดการเปลื่ยนแปลง
ปจั จัยทม่ี ีตอ่ การเปลย่ี นแปลง 4 ประการ
1 ปจั จัยการเปล่ียนแปลงทางธรณีวทิ ยา อาจท้าใหเ้ กดิ ธารน้าแข็งภเู ขาไฟระเบดิ
แผ่นดินไหว คลนื่ สึนามลิ ้วนเป็นสาเหตุให้ดุลธรรมชาตใิ นกลมุ่ ส่งิ มีชีวิตเสยี ไป
2 ปัจจัยจากการเปลยี่ นแปลงของภูมิอากาศอยา่ งรุนแรง ทา้ ใหเ้ กดิ ภัยวิบัติตา่ ง ๆ เช่น
ไฟปา่ นา้ ท่วม พายทุ อร์นาโด พายเุ ฮอริเคน ท้าให้สภาพแวดลอ้ มแปรเปลี่ยนไป
ส่งิ มชี ีวิตถกู ท้าลายไปแล้วเกดิ การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีขึนใหม่
3 ปัจจัยจากการกระทา้ ของมนษุ ย์ ได้แก่ การตัดไม้ท้าลายป่า ภาวะมลพิษที่เกิดจากโรงงาน
อตุ สาหกรรม การสร้างเขอื่ นหรือฝายกนั นา้ ท้าใหส้ ภาพแวดล้อมแปรเปล่ียนไป
สมดุลธรรมชาติถูกทา้ ลาย เกดิ โรคระบาด แมลงศตั รพู ชื ระบาดทา้ ให้ส่งิ มชี ีวิตลม้ ตาย
4 ปฏิกิรยิ าของสงิ่ มีชีวิตที่มีต่อแหลง่ ทอ่ี ยู่อาศัยเปน็ ผลใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงแทนท่ี เพราะ
กล่มุ ส่ิงมีชวี ิตทีอ่ าศยั อยู่ ทา้ ใหส้ ิง่ แวดล้อมบรเิ วณนนั เชน่ อณุ หภมู ิ ความเขม้ ข้นของแสง
ความชืน ความเป็นกรด ดา่ งของพนื ดนิ หรือแหล่งนา้ เปล่ียนไปทลี ะเลก็ ละนอ้ ยจนในทีส่ ุด
ไม่เหมาะสมตอ่ สงิ่ มีชวี ติ กลมุ่ เดิม เกดิ การเปล่ยี นแปลงกลุ่มสิ่งมชี วี ิตใหมท่ ี่เหมาะสมกว่า
Activity
กจิ กรรมการเรยี นรู้
พฤตกิ รรมของมนษุ ย์ทีส่ ง่ ผลต่อระบบนเิ วศ ??
โดยใหน้ กั เรียนคน้ หารปู ภาพพฤติกรรมของมนุษย์
ที่ส่งผลตอ่ ระบบนิเวศมาคนละ 1 ภาพ
พร้อมอักคลปิ วดี ีโอการอธบิ าย
พฤตกิ รรมนนั รวมถึงผลกระทบ
เป็นเวลาไม่ต้า่ กว่า 1 นาที
พร้อมน้าเสนอ
ประชากร
และการเปลย่ื นแปลงของประชากร
Jaradlertwong K.
ประชากร
กลุม่ สงิ่ มชี วี ติ เดยี วกันที่อาศยั อยู่ในพืน้ ที่หนงึ่ ๆ
คาว่า ประชากรนีจ้ ะใช้กับสง่ิ มีชวี ติ ชนิดใด ๆ ก็ได้ เช่น
ประชากรนก ประชากรเสอื หรือประชากรพชื
แตใ่ นท่ีน้เี ราหมายถงึ ประชากรมนุษย์
กลุ่มชน หรือประชาชนอาศัยอยรู่ วมกันเป็นชมุ ชนตง้ั แตข่ นาดเลก็ ไปจนถงึ ใหญ่
ครอบครวั หมู่บา้ น
ตาบล
อาเภอ
จงั หวัด
ประเทศ
ปัจจยั ที่สง่ ผลต่อการเกดิ ขนึ้ ของประชากร
อัตราการเกิด อตั ราการตาย การย้ายถิน่ ฐาน
องคป์ ระกอบของประชากร
องคป์ ระกอบของประชากร
คณุ ลกั ษณะตา่ ง ๆ ท่เี ป็นส่วนหนึง่ ของโครงสรา้ งประชากร
1) ด้านอายุและเพศ เป็นการศึกษาถงึ เพศและวัยของประชากร
ทัง้ นีอ้ ายแุ ละเพศต่างก็มคี วามสมั พนั ธเ์ กยี่ วกบั การเกิด การเจบ็ ปว่ ย การตาย
การยา้ ยถิ่น ภาวะแรงงาน เศรษฐกจิ การเล่ือนฐานะทางสังคม
องค์ประกอบของประชากร
คณุ ลักษณะต่าง ๆ ทเี่ ป็นส่วนหนง่ึ ของโครงสรา้ งประชากร
2) ดา้ นสถานภาพการสมรส การสมรสเปน็ สิ่ง
ทนี่ าไปสู่การเปลย่ี นแปลงประชากร และการดารงไวซ้ ่ึงเผ่าพันธุ์
ของมนุษย์ เพราะการสมรสจะมีผลต่อการเกดิ เป็นประการแรก
และยังมีผลตอ่ การเจ็บปว่ ย การตาย การยา้ ยถน่ิ
องค์ประกอบของประชากร
คณุ ลกั ษณะตา่ ง ๆ ทเ่ี ปน็ ส่วนหนึ่งของโครงสรา้ งประชากร
3) ดา้ นการศกึ ษา เคร่ืองมอื อย่างหนึ่ง
ในการพัฒนาคุณภาพชวี ิตของคน และมีผลทาใหเ้ กิดการพฒั นาสงั คม
และประเทศ การศึกษาน้ันไม่จาเป็นจะตอ้ งเกดิ ในชนั้ เรียนเสมอไป
แต่อาจเปน็ การศึกษานอกระบบโรงเรยี นกไ็ ด้
องคป์ ระกอบของประชากร
คณุ ลักษณะต่าง ๆ ทีเ่ ป็นส่วนหน่งึ ของโครงสรา้ งประชากร
4) ด้านอาชีพและรายได้ อาชีพและรายได้
เป็นตัวกาหนดคณุ ภาพชีวติ ของประชากรได้เปน็ อย่างดี เพราะ
ถ้าประชากรมอี าชีพท่ไี มส่ ามารถหารายได้มาเล้ียงตัวเองและครอบครัว
แล้ว จะทาให้คณุ ภาพชวี ิตของประชากรมีคุณภาพตา่ ลง
สถานการณเ์ กี่ยวกบั ประชากร
และการเปลย่ี นแปลงของประชากร
การกระจายตวั ของประชากรโลกจะเหน็ วา่
ประเทศทม่ี ปี ระชากรมากเปน็ อันดับ 1 ของโลก คอื
ประเทศ .......จ...นี ........และ
อนั ดบั 2 คอื ประเทศ……อ…ิน…เ…ด…ยี ….
ประเทศไทยจดั เปน็ ประเทศท่ีมีจานวนประชากร
มากเป็นอนั ดบั ที่....1..9.....ของโลก
Source : www.prb.org