The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dave09.jan, 2024-06-19 01:28:18

เอกสารประกอบการสอนเขียนแบบเบื้องต้น

Drawing เขียนแบบเบื้องต้น

6.2. งานปูน 39 6. ถังนํ้าหรือกระป๋องใส่ปูน ใช้สําหรับใส่ปูนที่ผสมแล้ว นอกจากนี้ยังใช้หิ้วปูนและใช้ตวงส่วนผสมได้ด้วย เลิกใช้ต้องล้างให้สะอาด รูปที่ 6.11: ถังนํ้า ที่มา http://www.s-mkc.com/images/catalog_images/1404100181.jpg 7. ปุ้งกี๋ ใช้ใส่หรือตวง หิน ทราย ในการผสมปูน รูปที่ 6.12: ปุ้งกี๋ ที่มา http://careandliving.com/wp-content/uploads/2014/09/agriculture-tool-2.jpg 6.2.4 วัสดุผสมที่ใช้ในงานปูน วัสดุผสมที่ใช้ในงานปูน ได้แก่ ปูนซีเมนต์ ทราย หิน และนํ้า ปูนซีเมนต์ (Cement) แบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ได้ ดังนี้ 1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (Portland cement) ประกอบด้วย หินปูน และดินเหนียวเป็นส่วนใหญ่ และมีเหล็กออกไซด์และโดโลไมต์เล็กน้อย ออกเป็นประ เภทใหญ่ๆ 5 ประเภท ดังนี้ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แข็งตัวเร็ว ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเกิดความร้อนตํ่า ปอร์ตแลนด์ชนิดทน ซัลเฟตได้สูง 2. ปูนซีเมนต์ธรรมชาติ (natural cement) ทําจากหินที่ขุดได้ในดินซึ่งมีส่วนผสมคล้ายๆ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์โดยเอาหินมาเผา มีคุณภาพแข็งในนํ้าได้ เหมือนกัน 3. ปูนซีเมนต์พอซโซลานา (pozzolana cement) บางครั้งเรียกว่า ปูนซีเมนต์สแล็ก (slag cement) ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ไม่แข็งเท่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แต่เมื่อผสมเป็นปูนก่อหรือคอนกรีตแล้วจะ เหนียวดีและแตกยาก เหมาะสําหรับใช้ในนํ้าทะเลหรือในที่ชื้นแฉะ 4. ปูนซีเมนต์อะลูมินัส (aluminous cement) โดยเอาบ็อกไซต์ (bauxite) ผสมกับปูนขาวแล้วเผา หลังจากนั้นนํามาบดให้ละเอียด ปูนซีเมนต์ชนิดนี้แข็ง ตัวเร็ว 5. ปูนซีเมนต์ซิลิกา (silica cement) เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ซึ่งนํามาผสมกับทราย โดยบดปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเม็ด 70 เปอร์เซ็นต์ ผสมทราย 30 เปอร์เซ็นต์ และผสมยิปซัมลงไปด้วยเล็กน้อย ทราย (Sand) เป็นวัสดุธรรมชาติ เกิด จากการแตกตัวของหิน แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ทรายบกหรือทรายบ่อ และทรายแม่น้ํา ทรายบกหรือทรายบ่อ มีข้อดี คือ มีเหลี่ยมคมและมีมุมดี เหมาะสําหรับใช้ผสมคอนกรีต ทรายแม่นํ้า มีข้อดี คือ สะอาด สามารถนํามาผสมคอนกรีตได้โดยไม่ต้องล้างทําความสะอาดก่อน แต่มีข้อเสีย คือ เหลี่ยมคม และมุมไม่ค่อยดี ทรายที่ใช้ในงานปูนโดยทั่วไป มีดังนี้


40 บทที่ 6. งานไม้ งานปูน งานไฟฟ้าและงานเคลือบผิวชิ้นงาน 1. ทรายหยาบ ใช้เป็นส่วนผสมของคอนกรีต สําหรับทําโครงสร้างอาคาร ฐานราก เสา คาน เป็นต้น 2. ทรายกลาง เหมาะสําหรับงานปูนทั่วไป เช่น งานก่ออิฐฉาบปูน งานเทพื้นบ้าน งานเททางเท้า เป็นต้น 3. ทรายละเอียด เหมาะสําหรับใช้ทําปูนฉาบ ทําบัวและลวดลาย ตกแต่งอาคาร เป็นต้น 4. ทรายถมหรือทรายขี้เป็ด ใช้สําหรับการถมที่ดิน หิน (Rock) เป็นวัสดุผสมในการทําคอนกรีต ที่ให้ความแข็งแรง ทนทาน นํ้าสําหรับผสมคอนกรีต (Mixing Water) นํ้าเป็นปัจจัยสําคัญยิ่งในการทําคอนกรีต น้ําในที่นี้ อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด ดังนี้ นํ้าสําหรับผสมคอนกรีตให้มีความข้นเหลวทํางานง่าย นํ้าสําหรับบ่มคอนกรีตให้ แข็งตัว นํ้าสําหรับล้างวัสดุผสมที่จะใช้ผสมคอนกรีตให้สะอาด 6.2.5 คอนกรีต คอนกรีต (Concrete) เกิดจากการนําเอาวัสดุผสม ได้แก่ ปูนซีเมนต์ ทราย หิน และนํ้า มาผสมกันตามสัดส่วนที่พอเหมาะ แล้วนําไปเทในแบบทิ้งไว้นานพอสมควร จึงจะได้ วัสดุที่แข็งเหมือนหิน สามารถรับแรงอัดได้มาก คอนกรีตที่ใช้ในงานก่อสร้าง แบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ ได้ ๓ ประเภท ดังนี้ คอนกรีตล้วน (Plain Concrete) คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) คอนกรีตอัดแรง (Prestressed Concrete) สัดส่วนผสมคอนกรีตมีอยู่หลายสูตร ควรเลือกตามความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น 1 : 2 : 4 1 : 3 : 5 เป็นต้น สัดส่วนผสมคอนกรีต 1 : 2 : 4 หมายถึง ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน ทราย 2 ส่วน หิน 4 ส่วน และนํ้า สําหรับนํ้าที่ใช้ควรให้มีนํ้าหนักประมาณครึ่งหนึ่งของนํ้าหนักปูนซีเมนต์ 6.3 งานไฟฟ้า งานไฟฟ้าเป็นงานช่างที่ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งปัจจุบันไฟฟ้ามีความสําคัญ มีอิทธิพลต่อการ ดํารงชีวิตประจําวันของมนุษย์ทุกคน เพราะสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องอํานวยความสะดวก และสาธารณูปโภคต่างๆ ต้องใช้ไฟฟ้ามาเป็นพลังงานทั้งสิ้น ดังนั้น การศึกษา กระบวนการเรียนรู้การทํางานทางไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งจําเป็น ช่วยให้มี ความรู้ ความเข้าใจ และสามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่าง ถูกต้อง ประหยัด และปลอดภัย รวมถึงการรู้จักบํารุงรักษา ซ่อมแซม ปรับปรุง แก้ไขอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ให้มีอายุการใช้งานที่ ยาวนานขึ้น และมีผลต่อการรักษา สภาพแวดล้อมด้วย 6.3.1 ความหมายและความสําคัญของงานไฟฟ้า งานไฟฟ้า หมายถึง การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้าในการสร้างหรือผลิต การซ่อมแซม การปรับปรุง การติดตั้งอุปกรณ์หรือวงจรไฟฟ้าด้วยความปลอดภัย เพื่อสนองความ ต้องการของมนุษย์ในการดํารงชีวิตประจําวัน งานไฟฟ้ามีความสําคัญต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ ดังนี้ 1. งานไฟฟ้าใช้ในการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ให้พลังงานความร้อน พลังงานแสงสว่าง พลังงานกล ที่มีความจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันเป็น อย่างยิ่ง เช่น เครื่องทํานํ้าอุ่น เครื่องปรับอากาศ หลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ ลิฟต์ บันไดเลื่อน เป็นต้น 2. งานไฟฟ้าช่วยพัฒนาระบบสื่อสารคมนาคมให้สะดวกเจริญก้าวหน้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ รถไฟฟ้า เป็นต้น 3. งานไฟฟ้าช่วยพัฒนาระบบการผลิตสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรม รูปที่ 6.13: งานไฟฟ้า ที่มา https://th.pngtree.com/freepng/wire-installation-workers_2965798.html


6.3. งานไฟฟ้า 41 6.3.2 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานไฟฟ้า ไฟฟ้า เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในวัตถุธาตุทุกชนิด ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า ”อะตอม” แต่ละอะตอมจะประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนอยู่มากมาย โดยที่โปรตอนกับนิวตรอนจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนที่ อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่จากอะตอมหนึ่งไปยังอีกอะตอมหนึ่งอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนที่นี้เรียกว่า ”กระแส ไฟฟ้า” ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ ไฟฟ้าสถิตและไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ 1. ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current หรือ D.C.) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทาง เดียวกันตลอดระยะทางในวงจรกระแสไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าจะไหล จากจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ํา หรือขั้วบวกไปยังขั้วลบ เช่น กระแสไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย จากแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสตรง เช่น ใช้ในการชุบ โลหะต่างๆ ใช้ในการทดลองสารเคมี ใช้เชื่อมโลหะหรือตัดเหล็ก ใช้ทําให้เหล็กมีอํานาจแม่เหล็ก ใช้ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น รูปที่ 6.14: ไฟฟ้ากระแสตรง 2. ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating current หรือ A.C.) เป็นกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการเคลื่อนที่ ของอิเล็กตรอน มีทิศทางกลับไปกลับมาตลอดเวลาด้วยคาบหรือ ความถี่ค่าหนึ่ง สามารถส่งไปที่ไกลๆ ได้ดี กําลัง ไม่ตกและสามารถแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ําลงตามความต้องการได้ด้วยหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งก็คือกระแสไฟฟ้า ที่ใช้ตามอาคารบ้าน เรือนนั่นเอง รูปที่ 6.15: ไฟฟ้ากระแสสลับ ปัจจุบันความก้าวหน้าทางไฟฟ้ามีมากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับงานไฟฟ้า โดยเฉพาะทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ และมีความสําคัญต่อการ ดํารงชีวิตประจําวันของมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยการนํามาเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อํานวยความสะดวกให้กับมนุษย์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรทัศน์ ตู้เย็น พัดลมและแสงไฟที่ให้ความสว่าง ในเวลากลางคืนแทนการใช้เทียนหรือตะเกียง ระบบเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม และระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า เป็นต้น จะเห็นได้ว่าความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีใน ปัจจุบันมีผลเกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวิตและเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก 6.3.3 การซ่อมแซม ปรับปรุง และแก้ไขในงานไฟฟ้า การซ่อมแซม ปรับปรุง และแก้ไขชิ้นงานในงานไฟฟ้า เป็นการซ่อมแซม ปรับปรุงและแก้ไขเครื่องมือและ อุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่ชํารุดทรุดโทรมหรือเสียหายจากการใช้ หรือจาก การสึกหรอตามกาลเวลาให้สามารถใช้งานได้ อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม และการดัดแปลงจากสภาพหนึ่งให้เป็นอีกสภาพหนึ่งที่มีประโยชน์ใช้สอยมากยิ่งขึ้น และช่วยประหยัดค่าใช้ จ่ายในครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งมีหลักการซ่อมแซม ปรับปรุง และแก้ไขเกี่ยวกับไฟฟ้าภายในบ้านด้วยความปลอดภัย ดังนี้ 1. ศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการชํารุดของอุปกรณ์ไฟฟ้า 2. ตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัดทางไฟฟ้า เช่น ไขควงทดลองไฟฟ้า มัลติมิเตอร์ เป็นต้น 3. วางแผนการซ่อมแซม ปรับปรุง และแก้ไขจุดบกพร่อง 4. จัดเตรียมเครื่องมือ วัสดุและอุปกรณ์ที่จําเป็นต้องใช้และดําเนินการซ่อมแซม 5. ตรวจสอบความเรียบร้อยของชิ้นงานให้ใช้งานได้ตามปกติ 6. ทําความสะอาดสถานที่ทํางานและจัดเก็บเครื่องมือ วัสดุและอุปกรณ์ให้เรียบร้อย นอกจากนี้ในการปฏิบัติงานไฟฟ้าจะต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากหากเกิดไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร อาจทําให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับอันตราย บาด เจ็บหรืออาจถึงกับเสียชีวิตได้ 6.3.4 การซ่อมเตารีดไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า นับเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมีใช้งานทุกบ้านทุกหลังคาเรือน เป็นเครื่องไฟฟ้าที่ใช้รีดเสื้อผ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อนและนําความร้อนที่ได้มาใช้ใน การรีดผ้า


42 บทที่ 6. งานไม้ งานปูน งานไฟฟ้าและงานเคลือบผิวชิ้นงาน หลักการทํางานชองเตารีดไฟฟ้า เมื่อเสียบปลั๊กไฟฟ้าเช้ากับปลั๊กไฟฟ้าที่เต้าเสียบ แล้วหมุนตัวปรับระดับความร้อนไปทาง ทิศทางตามเข็มนาฬิกาไฟแสดงการทํางาน ของเครื่องเตารีดไฟฟ้าติดสว่าง แสดงว่าไฟฟ้าไหลผ่านหน้าสัมผัสของสวิทช์เทอร์โมสตาร์ท ผ่านเข้าแผ่นความร้อนไหลออกอีกขาหนึ่งของแผ่นความร้อนผ่านสายปลั๊กไฟฟ้าอีกเส้นหนึ่ง ครบรอบไฟฟ้า ทําให้แผ่นความ ร้อน มีความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่องๆ ความร้อนส่วนหนึ่งจะไหลเข้าขั้วไฟ ของชุดสวิทช์เทอร์โมสตาร์ท ในขณะที่แผ่นความร้อนร้อนขึ้นตลอดเวลา ความร้อนบางส่วนถูกถ่ายเทเขาไปที่เสื้อผ้า ที่กําลังรีดอยู๋ตลอดเวลา และขณะที่กําลังรีดผ้า ความร้อนที่ผ่านความร้อนก็ร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่ตัวสวิทช์เทอร์โมสตาร์ทก็จะร้อนชึ้นเรื่อยๆ คุณสมบัติของสวิทช์เทอร์โมสตาร์ทมี หลักการทํางาน คือ ใช้โลหะ 2ชนิด เป็นหน้าส้มผัสกัน โลหะด้านหนึ่งเมื่อได้รับความร้อนจะเกิดการขายตัวและโก่งตัวออก โลหะอีกด้านหนึ่งเมื่อได้รับความร้อนจะไม่ขยายตัวแต่อย่าง ใด จึงนําหลักการนี้มาใช้เป็นสวิทช์ตัดไฟในวงจรเตารีดไฟฟ้ากล่อวคือ เมื่อเตารีดไฟฟ้ามรความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทําให้สวิทช์เทอร์โมสตาร์ท ได้รับความร้อนด้วย และเมื่อโหละสวิทฃ์โม สตาร์ทได้รับความร้อนถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการขยายตัวและโก่งตัวออก ทําให้หน้าสัมผัสสวิทช์จากออก ( การโก่งตัวของสวิทช์ เกิดจากการออกแบบสวิทช์เทอร์โมสตาร์ท ให้มีลักษณะโค้ง งอเมื่อเกิดการขยายตัว จะโก่งตัวออกจากกัน ) เมื่อหน้าสัมผัสสวิทช์เทอร์โมสตาร์ทจากออก ทําให้ไฟฟ้าหยุดไหล เข้าแผ่นความร้อน หลอดไฟฟ้าที่เคยติดก็สว่างก็ดับด้วย แผ่นความร้อน ความร้อนลดลงเนื่องจากเรารีบผ้าอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ผ่านความร้อนความร้อนลดลง สวิทข์เทอร์โมสตาร์ทก็ความร้อนลดลงด้วย ทําให้โลหะที่เกิดการขยายตัว หดตัวลงมาแตะกัน ทําให้ไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นความร้อนอีกครั้งหนึ่ง การทํางานจะเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาจนกว่าจะหยุดรีดผ้า รูปที่ 6.16: วงจรไฟฟ้าของเตารีดตอนที่ยังไม่ทํางาน รูปที่ 6.17: วงจรไฟฟ้าของเตารีดตอนที่ทํางาน (อุณหภูมิยังไม่ถึงค่าที่กําหนด) รูปที่ 6.18: วงจรไฟฟ้าของเตารีดตอนที่ตัดการทํางาน (อุณหภูมิถึงค่าที่กําหนด) ที่มา https://www.thaimechanic.com/article-176-read.html อาการเสียเตารีดไฟฟ้า ก่อนถอดสายเตารีดออกให้จดสายไฟว่าสายใดอยู่ตรงขาใด เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสายผิดพลาด 1.อาการเตารีดไม่ร้อน เครื่องไม่ทํางานเลย ไฟไม่ติด


6.4. การเคลือบสีผิว 43 1.1 เช็คสายไฟขาด 1.2 เข็คสวิทช์โมสตาร์ทไม่แตะ สวิทช์ขาด หน้าสัมผัส สวิทช์โมสตาร์ทสกปรก 2. อาการเตารีดไม่ร้อน ไฟติดปกติ 2.1 เช็ค แผ่นขาด 3. อาการเตารีดร้อนน้อย รีดผ้าไม่เรียบ 3.1 เช็คหน้าสัมผัสของสวิทช์เทอร์โมสตาร์ทสกปรก 3.2 ระยะหน้าสัมผัสของสวิทช์เทอร์โมสตร์ทเริ่มห่าง เนื่องจากเกิดการสกปรก สึกหรอ ขัดทําความสะอาดบ่อยครั้ง ทําให้ระยะหน้าสัมผัสห่างเกินไป 3.3 ปรับระยะหน้าสัมผัสของสวิทช์โมสตาร์ทให้มีแรงกดมากขึ้นเพื่อใช้เวลาในการตัดวงจรนานขึ้น การปรับระยะเป็นการเพิ่มแรงบีบหน้าสัมผัสให้มากขึ้น ใช้ความร้อนมากขึ้น ระยะเวลานานขึ้นจึงจะตัดวงจร 4. ร้อนมากเกินไป ทําให้ผ้าไฟม้ 4.1 หน้าส้มผัสสวิทช์เทอร์โมสตาร์ท เกิดการติดกัน ทําให้ไม่ตัดวงจร 4.2 เกิดสเก็ดบริเวณหน้าสัมผัสทําให้หน้าสัมผัส แตะกันตลอดเวลา ให้ใช้กระดาษทรายละเอียดขัดหน้าสัมผัส 4.3 ระยะหน้าสัมผัสตั้งมากเกินไป ให้คลายน๊อตออกเพื่อให้หน้าสัมผัสหางขึ้น และให้พอดี 5. บริเวณที่รีดผ้าสกปรก มีผ้าละลายติด สิ่งสกปรกเกราะติด 5.1 ใช้สก๊อตไบท์ขัดทําความสะอาดให้เรียบ ขัดเบาๆ 6. ร้อนปกติ หลอดไฟไม่ติด 6.1 หลอดไฟเสีย R ดร็อปไฟของหลอนขาด ขาหลอนขาด 7. เสียบปลั๊กเตารีด ฟิวร์บ้านขาดทันที 7.1 สายไฟของเตารีด ชอร์ต เปลื่อนเส้นใหม่ 7.2 ขั้วต่อสายไฟชอร์ต 6.4 การเคลือบสีผิว การเคลือบผิวไม้ คือ การป้องกันพื้นผิวของไม้ เพื่อรักษาผิวไม้และการยืดอายุการใช้งาน สารเคลือบผิวจะช่วยให้ผิวหนังของวัสดุที่ถูกเคลือบมีความทนทานต่ออากาศ นํ้า และ สารเคมีต่างๆ ทําให้ชิ้นงานมีความสวยงามเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 6.4.1 การเคลือบผิวบนผลิตภัณฑ์ไม้ การเคลือบผิวงาน มีความหลากหลายของการใช้ ชนิดของไม้ และ ความซับซ้อนในรูปแบบผลิตภัณฑ์รวมถึงรสนิยมในสมัยนั้นๆ จึงทําให้ข้อกําหนดต่างๆ ในการเคลือบสีผิว ผลิตภัณฑ์ไม้มีความแตกต่าง กันอย่างมากมาย ผู้ประกอบการจะต้องมีความรอบรู้ในเรื่องของสารที่ใช้เคลือบผิว และวิธีการใช้สารเคลือบผิวผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพราะเนื่องจากวงการสาร เคลือบผิวนั้นมีการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 6.4.2 วัตถุประสงค์ของการเคลือบสีผิว วัตถุประสงค์ของการเคลือบสีผิว เพื่อป้องกันการขีดข่วน ป้องกันการเป็นเชื้อราและป้องกันการผุกร่อนจากอายุการใช้งาน ซึ่งจะต่างจากไม้ธรรมชาติที่ไม่มีการเคลือบสีผิวไว้ ที่ จะเห็นได้ชัดจะเน้นในเรื่องความสวยงาม และ ความคงทน ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญของการเคลือบสีไม้ และ ยังสามารถป้องกันสิ่งต่างๆ ที่จะมาเกาะบนผิวของเครื่องเรือน งานเคลือบผิวเป็นชิ้นงานที่ต้องอาศัยความรู้ทางศิลปะและทักษะกระบวนการในการตกแต่งผิวชิ้นงาน ซึ่งจัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างหรือผลิตชิ้นงาน ทําให้ชิ้นงานมี ความสวยงามเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในการเคลือบผิวชิ้นงานผู้ปฏิบัติงานจะต้องศึกษาและทําความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเคลือบ ผิวชิ้นงานของวัสดุแต่ละประเภท วึ่งมีความแตกต่างกัน รู้จักเลือกใช้เครื่องมือ วัสดุและอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีความสวยงาม คงทนและสามารถใช้สอยได้อย่างคุ้ม ค่า วัตถุประสงค์ของการเคลือบผิว มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ 1. เพื่อป้องกันพื้นผิววัสดุจากมลภาวะต่างๆ สารเคลือบผิวจะช่วยให้ผิวหนังของวัสดุที่ถูกเคลือบมีความทนทานต่ออากาศ นํ้า และสารเคมีต่างๆ นอกจากนี้ สาร เคลือบผิวยังช่วยให้ผิวหน้าของวัสดุมีความแข็งแรงขึ้น ทนทานต่อการขัดสีได้มากขึ้น และอายุการใช้งานยาวนานขึ้นตัวอย่างของการป้องกันพื้นผิววัสดุ เช่น การใช้สีทาไม้เพื่อป้องกันการ ผุพังของไม้อันเนื่องมาจากความชื้น หรือการเคลือบผิวภายในกระป๋องโลหะ เพื่อป้องกันการกัดกร่อนจากอาหารหรือสารเคมีที่บรรจุอยู่ภายใน หรือการเคลือบผิวชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อไม่ให้สัมผัสกับความชื้น หรือสารเคลือบผิวประเภทสีหน่วงการติดไฟ (fire retardant paint) ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการลุกไหม้บนผิวหน้า เป็นต้น 2. เพื่อตกแต่งให้แลดูสวยงาม ความสวยงามของวัสดุหลังการเคลือบผิวหน้าด้วยสารเคลือบผิว อาจมาจากสี (color) จากความเงา (gloss) จากลวดลายตกแต่ง (texture) หรือจากความสว่าง (lighting) หรือจากทั้งหมดรวมกันสีของผิวหน้ามีผลต่อการสะท้อนแสงของผิวหน้านั้นๆ สีขาวจะสะท้อนแสงได้สูงสุด และสีดําจะสะท้อนแสงได้ตํ่าสุด 6.4.3 ประเภทของสารเคลือบผิว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.สี (Paint) หมายถึง สารที่มีส่วนผสมของผงสี (pigment) สารยึด (binder) หรือสิ่งนําสี (vehicle) ตัวทําละลาย (solvent) และสารเติมแต่ง (additive) 1.1 ผงสี (pigment) เป็นสารที่ให้สีและมีความสามารถในการปิดบังพื้นผิวหรือกําลังซ่อนแสง (hiding power) ผงสีอาจะเป็นสารประกอบอินทรีย์หรืออนิ นทรีย์ก็ได้


44 บทที่ 6. งานไม้ งานปูน งานไฟฟ้าและงานเคลือบผิวชิ้นงาน รูปที่ 6.19: ผงสี ที่มา http://serwisy.gazetaprawna.pl/turystyka/galerie/690190,duze-zdjecie,3,zobacz-jak-w-indiach-witaja-wiosne.html 1.2 สารยึดหรือสิ่งนําสี (binder or vehicle) คือ สารที่ทําหน้าที่ยึดประสานอนุภาคของสารประกอบในสีเข้าไว้ด้วยกัน ให้เกิดเป็นฟิล์มของสีติดแน่นกับพื้น ผิวที่ถูกเคลือบ ตัวอย่างสารยึด ได้แก่ นํ้ามันแห้งเร็ว (drying oil) เรซินธรรมชาติ เรซินสังเคราะห์ เป็นต้น รูปที่ 6.20: สารยึดหรือสิ่งนําสี ที่มา https://sites.google.com/site/sirisak42256/3-2-xngkh-prakxb-khxng-si 1.3 ตัวทําละลาย (solvent) มีหน้าที่ช่วยปรับความหนืดของสี เพื่อให้เหมาะต่อการผลิต หรือสะดวกต่อการใช้ ตัวทําละลายส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ 1.4 สารเติมแต่ง (additive) เป็นสารที่เติมลงไปในสีเพียงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้สีมีสมบัติพิเศษต่างๆ เช่น ทําให้สีแห้งเร็วขึ้น ทําให้สีไม่ขึ้นรา เป็นต้น 2. วาร์นิช (Varnish) คือ สารเคลือบผิวที่ประกอบด้วยสารยึดเพียงอย่างเดียว รูปที่ 6.21: วาร์นิช ที่มา http://www.nettipwatsadu.com/index.php/ทินเนอร์-นํ้ามันสน-แชลค/วาร์นิชเงา-varnish-for-exterior-interior-lobster-detail 3. แลกเกอร์ (Lacquer) ได้แก่ สารละลายซึ่งได้จากการนําเรซินเหรือสารยึดมาละลายในตัวทําละลายอินทรีย์


6.4. การเคลือบสีผิว 45 รูปที่ 6.22: แลกเกอร์ ที่มา http://www.thaiphetcolor.com/product/24/แลกเกอร์เงา-toa-t5000-แกลอน 6.4.4 ประเภทของการเคลือบเงาไม้ 1.เคลือบนํ้ามัน (Oil) การเคลือบเงาด้วยนํ้ามัน เหมาะกับการเคลือบผิวไม้งานที่มีความประณีต งานโชว์ไม่ต้องถูกสัมผัสหรือใช้งานบ่อยครั้ง เช่น นาฬิกาตั้งโต๊ะ กรอบรูป ของ กระจุกกระจิกสําหรับแต่งบ้าน เป็นต้น เนื่องจากเนื้อฟิลม์เคลือบนํ้ามันมีความบาง จึงไม่สามารถป้องกันแรงขีดขูด แต่เน้นโชว์ลายไม้เป็นหลัก รูปที่ 6.23: นํ้ามัน ที่มา http://3.bp.blogspot.com/-y0JinzScHtY/T9n9H2leR-I/AAAAAAAAAxo /rZ67fFX7OnA/s1600/ScreenC_55.jpg 2.เคลือบแลคเกอร์ (Lacquer) แลคเกอร์ผลิตจากไนโตรเซลูโลส จึงมีคุณสมบัติที่แห้งตัวไวมาก ความแข็งแรงและทนทาน สามารถใช้งานในรูปแบบการพ่นหรือทาทับ กันหลายๆชั้นได้เพื่อรอยขีดข่วน แต่ก็มีข้อเสีย คือ ทินเนอร์ที่ใช้ควบคู่กับแลคเกอร์เป็นสารพิษตกค้างและติดไฟง่าย ดังนั้นในงานช่างควรใช้ในพื้นที่ที่มีระบบถ่ายเทอากาศสะดวก รูปที่ 6.24: แลคเกอร์ ที่มา http://3.bp.blogspot.com/-8lN9oCSFM1E/T9n9Hy9aQAI/AAAAAAAAAxg /pf0XzALJpHY/s1600/ScreenC_56.jpg 3.เคลือบแวกซ์ (wax) สามารถใช้เคลือบชิ้นงาน โดยไม่มีผลกระทบกับเนื้อสีของไม้ ด้วยคุณสมบัติของแวกซ์ที่มีความอ่อน นุ่ม ยืดหยุ่น จึงไม่ทนต่อแรงกด รอยขีด ข่วน การเคลือบไม้ด้วยแว็กซ์จึงเหมาะกับงานที่ไม่ต้องถูกสัมผัสบ่อยๆ และกันนํ้า จึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องสัมผัสบ่อย หรือใช้ทาทับผิวบนสุดของการเคลือบไม้แทน


46 บทที่ 6. งานไม้ งานปูน งานไฟฟ้าและงานเคลือบผิวชิ้นงาน รูปที่ 6.25: แวกซ์ ที่มา http://hlindustry-whale.com/images/products/full_size/samurai/06.png 4.เคลือบวานิช (Varnish) วานิชสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบตามส่วนผสมต่างๆ อย่างวานิชที่ผสมนํ้ามันกับเรซินสังเคราะห์ นํามาเคลือบเงาได้ทั้ง เงาด้าน กึ่งเงา หรือเงามันได้ทันที ส่วนสปาร์วานิช (Spar varnish) จะผสมนํ้ามันมากกว่าเรซิน จึงทําให้มีผิวที่อ่อนตัว ดูกระด้าง เหมาะสําหรับงานภายนอก และวานิชภายใน (Indoor varnish) จะมี ผิวที่แข็งมากจากส่วนผสมของเรซินมีมากกว่านํ้ามัน การทาทับหลายๆครั้ง จึงช่วยสร้างฟิลม์ที่แข็งแรง ทนรอยขีดข่วนได้ดี 5.เคลือบด้วยผลิตภัณฑ์สูตรนํ้า (Water based) จะช่วยลดความอันตรายและสารตกค้างจากการใช้ทินเนอร์ ซึ่งรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อย่าง วานิช, โพลียูริเทน และ แลคเกอร์ โดยมีข้อดีคือ สามารถล้างทําความสะอาดเครื่องมือด้วยนํ้าเปล่าได้ทันทีโดยไม่เป็นอันตราย แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ในผิวนํ้าจะเป็นตัวดึงเสี้ยนไม้ให้ขึ้นมาระหว่างเคลือบผิว ทําให้สารเคลือบส่งลงไปไม่ลึกถึงเนื้อไม้เท่าการเคลือบแบบอื่น รูปที่ 6.26: ผลิตภัณฑ์สูตรนํ้า ที่มา http://www.rtbpaint.com/home-th/images/shopping/surfguard-rtb-products.png 6.เคลือบเชแลค (Shellac) เชแลคเป็นสารเรซินธรรมชาติที่สกัดจากแมลง มีส่วนผสมของแว๊กซ์ ก่อนใช้งานต้องผ่านการคั้นและอบแห้ง จึงเจือสีส้มอ่อนๆ ให้โทนสีอุ่น กับชิ้นงาน แต่ปัจจุบันในตลาดได้ผลิตเชแลคสําเร็จรูปสีอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ แก่ผู้ใช้งาน สําหรับเชแลคที่ไม่มีแว๊กซ์ผสมอยู่ ส่วนใหญ่จะนําไปเป็นซีลเลอร์ ซีลปิดผิวไม้ ก่อนที่จะทายูริเทนทับ รูปที่ 6.27: เชแลค ที่มา https://f.ptcdn.info/116/035/000/1441337883-photo-o.jpg


6.4. การเคลือบสีผิว 47 7.เคลือบโพลียูรีเทน (Polyurethane) หรือ พียู (PU) เป็นสารพอลิเมอร์ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นฟิล์มเคลือบใส มีความแข็งแรง แน่น และเหนียว สามารถปกป้อง พื้นผิวไม้ได้ดี ทั้งยังทนต่อแรงกดเหยียบยํ่า ขีดข่วน และสภาพกรดด่าง และสารเคมีที่ใช้ในบ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังทนความร้อนสูง จึงสามารถทาภายนอกได้ และเหมาะกับชิ้นงาน ไม้ที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง อย่างพื้นบ้าน ราวระเบียง ทั้งภายในและภายนอก รูปที่ 6.28: โพลียูรีเทน ที่มา http://www.hclhomeexpress.com/โพลียูรีเทนtoa2k8888bชนิดด้าน 1 แกลลอน


48 บทที่ 6. งานไม้ งานปูน งานไฟฟ้าและงานเคลือบผิวชิ้นงาน


บรรณานุกรม คนึง คําพุฒ. เขียนแบบเทคนิค, พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : แท่นทองการพิมพ์, 2528. เจริญ เสาวภาณี. งานเขียนแบบก่อสร้าง 1 สยามสปอร์ต ซินดิเคท จํากัด, 2548. ดอกธูป พุทธมงคล และคณะ. เขียนแบบเทคนิค 2. กรุงเทพฯ : แสงทวีการพิมพ์, 2528. ธัญญาลักษณ์ ก้องสมุทร. เขียนแบบเทคนิค 2 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศรีสยาม, 2529. นริศ ศรีเมฆ, เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น, สํานักพิมพ์เอมพันธ์ จํากัด, 2550. บรรเลง ศรนิล. เขียนแบบเครื่องกล 03, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2523. ประเวช มณีกุต. เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น. กรุงเทพฯ สํานักพิมพ์จิตรวัฒน์, 2549. มานพ ต้นกระบัณฑิตย์. เขียนแบบวิศวกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี, 2539. เลื่อม ขาวสะอาด. เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ, 2550. สถาบันไทย-เยอรมัน. คู่มือปฏิบัติการการเขียนแบบ สําหรับบุคลากรภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต (โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์). สมศักดิ์ อิทธิรัตนสุนทร. เขียนแบบเทคนิค. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เจริญธรรม, 2523. สุชาติ ศิริสุขไพบูลย์ และคณะ. เขียนแบบเครื่องกล.002. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2525. สันติสุข ศรีเกิน. เขียนแบบเทคนิค, เชียงใหม่ : ดาวคอมพิวกราฟิค, 2546. อนุศักดิ์ ฉิ่นไพศาล. เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : แม็ค, 2547. อํานวย อุดมศรี. เขียนแบบวิศวกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัทศรีสยามสปอร์ซินดิเคตจํากัด, 2529. อําพล ซื่อตรง. เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ, 2549. สืบค้นจากเว็บไซท์ www.khulsey.com www.technologystudent.com 49


Click to View FlipBook Version