The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nattapong Phonprasit, 2023-08-31 08:05:25

ระบบฟิวดัล1

ระบบฟิวดัล1

ระบบฟิวดัล เสนอ ผศ.ดร.วรรณพร บุญญาสถิตย์ จัดทำโดย นายณัฐพงค์ พรประสิทธิ์ รหัสนักศึกษา ๖๔๑๐๑๒๑๒๒๘๐๒๔ สาขาวิชาสังคมศึกษา วิทยาลัยการฝึกหัดครู รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์สากล (๑๖๔๒๓๑๔) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา๒๕๖๖


ก คำนำ รายงานเล่มนี้จะศึกษาความหมาย ที่มา และความสำคัญของระบบฟิวดัล ระบบแมนเนอร์และ ระบบวีรคติ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวช้องอย่างมากกับวิถีชีวิตของประชาชนทุกระดับชั้นในสังคมยุคกลาง และมี บทบาทสำคัญทุก ๆ ด้านทั้งทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ ระบบฟิวดัลของยุโรป เกิดจากระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ค่อยๆ พัฒนา มาตั้งแต่ปลายสมัย โรมัน และ ได้พัฒนาเต็มรูปแบบเมื่ออาณาจักรคาโรลิงเจียน (Caro lingian) ล่มสลายลงในศตวรรษที่ 9 คุณลักษณะสำคัญ ของระยะเวลาดังกล่าวคือ การ ล่มสลายของเศรษฐกิจเงินตรา เศรษฐกิจเป็น แบบยังชีพ และยังไม่มีความเป็นรัฐที่ ชัดเจน การไร้เสถียรภาพในชีวิตและทรัพย์สิน และการไร้ เสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากการขาดอ้านาจกลาง หรือความไร้ประสิทธิภาพของอำนาจกลางใน การให้ ความคุ้มครองแก่ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครอง สภาวะ ดังกล่าวทำให้คุณลักษณะ ของ ระบบฟิวดัลทางการเมืองคือ การกระจายอำนาจ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเราจะให้คำจำกัดความแก่ระบบฟิวดัลว่าเป็นเรื่องของ การกระจาย อำนาจแต่เพียง อย่างเดียวแล้ว เราอาจจะละเลยองค์ประกอบสำคัญอันหนึ่ง ของระบบฟิวดัลไป องค์ประกอบดังกล่าวได้แก่ ความ พยายามที่จะสร้างอำนาจกลาง หรือรัฐ เพื่อทดแทนการจัดระเบียบ สังคมของยุคโรมัน อาณาจักรแฟรงก์ของชนเผ่าเยอรมันในศตวรรษที่ 8 ภายใต้การนำของชาร์เลอมาญแห่งราชวงศ์ คาโรลิงเจียน ดูเหมือนว่าจะสามารถฟื้นฟูอำนาจรัฐในลักษณะที่ คล้ายคลึงกับอาณาจักรโรมัน แต่เมื่อ ชาร์เลอมาญ สิ้นพระชนม์ลง จักรพรรดิองค์ต่อ ไปไม่สามารถรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของ อาณาจักรไว้ได้ ผลคืออำนาจปกครองกระจายมาอยู่ในมือของขุนนางคนสำคัญ


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ค ความหมายและที่มาของระบบฟิวดัล 1 ภาระหน้าที่และสิทธิของบุคคล 4 ระบบแมนเนอร์ 11 ระบบวีรคติ 15 ความเสื่อมของระบบฟิวดัล ระบบแมนเนอร์ และระบบวีรคติ 17 สรุประบบฟิวดัล 21 บรรณานุกรรม


ค สารบัญภาพ เรื่อง หน้า ภาพลำดับระบบศักดิ์นา 2 ภาพสังคมระบบฟิวดัล 3 รูปแบบ 8 ภาพลำดับตำแหน่งการปกครองคริสตจักร 9 ภาพแผนผังแสดงถึงคฤหาสน์แมนเนอร์ 11 ภาพแมนเนอร์ 12 สภาพสังคมในแมนเนอร์ 15 ภาพการแต่งตั้งอัศวินและสงครามของเหล่าอัศวินผู้จงรักภักดี 17 ภาพแผนที่การแพร่กระจายของโรคระบาด 19 ภาพมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ 21


1 1. ความหมายและที่มาของระบบฟิวดัล ระบบฟิวดัล (Feudalism) หมายถึง ระบบที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้า (Lord) หรือ ผู้มีสิทธิ ในการเป็นเจ้าของที่ดินกับข้า (Vassal) หรือผู้รับมอบให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยมีที่ดิน (Fief) เป็นพื้นฐาน ของความผูกพันและภาระหน้าที่ที่มีต่อกัน คำว่า ระบบฟิวดัล (Feudalism) เป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า Feudum ซึ่งตรงกับ คำ ภาษาอังกฤษว่า Fief แปลว่า ที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม ต่อมาได้ พัฒนากลายเป็นระบบการปกครอง กรทหาร เศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญมากของยุโรป ยุคกลาง ระบบฟิวดัล เกิดขึ้นในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 9 พร้อมๆ กับความเสื่อมของอาณาจักร แฟรงค์ แห่งราชวงศ์คาโรลิงเจียน จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ระบบฟิวดัลเกิดขึ้นในดินแดนยุโรปต่าง เวลากัน ประเทศอิตาสีและเยอรมนีเป็นดินแดนต้นกำเนิดของระบบฟิวดัล แต่ระบบฟิวดัลเจริญ รุ่งเรืองและมี พัฒนาการอย่างเด่นชัดมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศสประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9-12 ประเทศอังกฤษเริ่มมี ระบบฟิวดัลในตันศตวรรษที่ 11 เมื่อพระเจ้าวิลเลี่ยมผู้พิชิต (William, The Conqueror) มาปกครอง ประเทศอังกฤษ ที่มาของระบบฟิวดัล สภาพยุโรปปลายสมัยจักรวรรดิโรมัน เกิดความเสื่อมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมี ภัยรุกรานจากพวกอนารยชนเยอรมัน ทำให้เกิดความระส่ำระสาย ประชาชนขาดที่พึ่ง รัฐบาลกลางอ่อนแอ ประชาชนจึงขอไปอาศัยอยู่กับขุนนางผู้มั่งคั่งที่มีอำนาจเข้มแข็ง มีปราสาทป้อมปราการที่แข็งแรงพอที่จะให้ ความปลอดภัยได้ โดยมอบที่ดินหรือทรัพย์สินให้ผู้คุ้มครองเป็นการตอบแทนหรือช่วยสู้รบเมื่อมีภัยเพื่อความอยู่ รอดร่วมกันเมื่อสถานะการณ์การสู้รบคลี่คลายลงประชาชนก็จะไปขอรับที่ดินมาทำมาหากินใหม่ ซึ่งต้องทำพิธี สวามิภักดิ์ต่อผู้คุ้มครอง และส่งภาษีหรือผลิตผลจากไร่นาให้เจ้าหรือขุนนางตามข้อผูกมัด นอกจากนี้ ระบบฟิวดัลได้พัฒนามาจากลักษณะขั้นพื้นฐานอื่น ๆอีก ลักษณะการปกครองและสังคมที่สืบทอดมาจากชาวโรมัน ในสังคมโรมัน มีประเพณีความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปการะกับผู้รับอุปการะ (Patron and ClientSystem) หรือ นายกับทาส (Master and Slave Relations) หรือ เจ้ากับข้า (Lord and VassalRelatlons) คือการที่สามัญชนหรือทาสต้องการความคุ้มครองหรือความอุปการะ จากผู้มีอำนาจหรือผู้ มั่งคั่ง โดยมีพันธะกรณีที่จะทำงานรับใช้ หรือช่วยรบเพื่อตอบสนองบุญคุณของผู้อุปการะนอกจากนี้ ยังมี ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน คือการขอเช่าที่ดินทำกิน เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เชา ที่ดิน หรือชาวนาเจ้าของที่ดินผืนเล็กๆ (Villein) มีความกลัวภัยจากโจรผู้ร้าย หรือภัยจากการรุกรานของพวกอ นารยชน จึงยกที่นาของตนให้แก่เจ้านาย (Lord) โดยชาวนามีฐานะเป็นผู้เช่าตลอดกาล ไม่ต้องมีภาระพันธะ


2 ผูกพันอยู่ติดกันที่ดิน มีหน้าที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติท่านั้น เจ้านายจะเรียกร้องตามอำเภอใจไมใต้ แม้แต่การ กำหนดภาษีซึ่งต่างกับพวกทาสติตที่ดิน (Serfis) ที่อาศัยที่ดินทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จะต้องผูกพันกับที่ดิน โยกย้ายไม่ได้ เว้นแต่เจ้านายจะสั่ง เจ้านายมีสิทธิจะใช้ทำงานหรือกำหนดการเสียภาษีได้ตามต้องการประเพณี เช่นนี้ ขาวโรมันเรียกว่า ระบบอุปการะคุณ (Patrocium) การที่ขาวนามีหนี้สินมากไม่สามารถชำระหนี้ใด้จึงโอนที่ดินหรือที่นาให้แก่เจ้าหน้าที่หรือเจ้านายโดย ยอมอยู่ในฐานะผู้เชาที่ดินนั้นทำกิน หรือผู้ไม่มีที่ดิน ขออาศัยทำผลประโยชน์ในที่ดินของขุนนางแล้วให้ค่าเช่า และรับใช้ทำงานด้วย ประกอบกับเจ้านายหรือขุนนางมีที่ดินจำนวนมากเกินกำลังที่จะทำประโยชนในที่ดินนั้น ได้ตามลำพัง จึงยินดีให้มีผู้มาเช่าทำประโยชน์ ทางคณะสงฆ์ก็ยินดีให้ประชาชนเช่าที่ตินวัดเช่นกัน ประเพณี เช่นนี้เรียกว่า ระบบคุ้มตรอง (Precarium) ต่อมาในศตวรรษที่ 8 เรียกว่า ระบบคุณประโยชน์ (Beneficium หรือ Benefice) ภาพลำดับระบบศักดิ์นา


3 ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องของชนเผ่าเยอรมัน สังคมของชนเผ่าเยอรมันเน้นถึงความผูกพันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง พวกอนารยชน เยอรมันที่มี อิทธิพลมากที่สุดในยุโรปขณะนั้น คือ พวกแฟรงก์มีประเพณีอย่างหนึ่งที่พวกโรมัน เรียกว่า ระบบสวามิภักดิ์ (Comitatus) คือ ประเพณีที่ชายฉกรรจ์กระทำสัตย์สาบานว่าจะสวามิภักดิ์และชื่อตรงต่อหัวหน้าของตนทั้งใน ยามสงบและยามสงคราม การให้สัตย์สาบานนี้ทำให้พวกแฟรงก์เป็นนักรบที่มีระเบียบวินัยดีกว่าพวกอนารยชน อื่น ๆ และรบชนะ ตีดินแดนต่างๆ ได้มาก จน สถาปนาเป็นอาณาจักรแฟรงก์ขึ้นที่แคว้นกอล ซึ่งเคยเป็นของ พวกโรมัน พวกแฟรงก์ก็ได้รับเอา ประเพณีและวัฒนธรรมของโรมันมาใช้ในเขตปกครองของตนโดยเฉพาะ ประเพณีการให้อุปการะ หรือการให้ความคุ้มครอง ด้วยเหตุทางบุคคลหรือเหตุทางที่ดินของพวกโรมัน (Patrocium หรือ Precarium) ประเพณีโรมันบังเอิญไปตรงกับประเพณีทำสัตย์สาบานระหว่างหัวหน้ากับ ลูกน้อง (Comitarus) ของพวกแฟรงก์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นการเน้นถึงการกระจายอำนาจจากหัวหน้าไปสู่นักรบ เน้นถึงความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของขุนนางในท้องถิ่นมากกว่าอำนาจของประมุขในส่วนกลาง ซึ่งอยู่ห่างไกลจาก ชีวิตประจำวันของประชาชน ลักษณะเช่นนี้จะมีการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบ ในระบบฟิวดัลของยุโรปยุค กลาง โดยเฉพาะการปกครองแบบกระจายอำนาจ (De-centralization) กลุ่มบุคคลในระบบฟิวดัล ชูเซอเรน หรือลอร์ดคนที่ 1 หรือกษัตริย์ ซูเซอเรน หรือลอร์ดคนที่ 1 หรือกษัตริย์ (Suzerain หรือ Thc First Lord หรือ King) เป็น เจ้าของที่ดินโดยสมบูรณ์ไม่ต้องขึ้นกับผู้ใด ขนาดของที่ดินอาจจะเป็นมณฑลหรืออาณาจักร หรือจักรวรรดิ ซู เซอเรนอาจจะมีตำแหน่งเป็นดยุ๊คหรือกษัตริย์หรือจักรพรรดิ เช่น พระเจ้าวิลเลี่ยม ผู้ชนะ เป็นซูเซอเรนของ อาณาจักรอังกฤษ มีฐานะเป็นกษัตริย์ ในขณะเดียวกัน พระเจ้าวิลเลี่ยม เป็นดยุ๊คแห่งนอร์มังดี และเป็นข้าของ กษัตริย์ฝรั่งเศส ส่วนพระเจ้าชาร์ลผู้กล้าหาญเป็นชูเซอเรน แห่งเบอร์กันดี มีฐานะเป็นดยุ๊ค และเป็นข้าของ กษัตริย์ฝรั่งเศสด้วย แต่ทั้งสองต่างมีสิทธิเด็ดขาด เป็นเจ้าของที่ดินใน Fief ของตน ลอร์ด ลอร์ด (Lord) หมายถึง ขุนนางชั้นสูงที่รับมอบกรรมสิทธิ์และอภิสิทธิ์เหนือชีวิตความเป็นอยู่ของ สามัญชนที่ทำมาหากินบนผืนแผ่นดินนั้นจากซูเซอเรน มีสิทธิเหนือที่ดินที่ได้รับมอบหมาย ตลอดเท่าที่ขุนนาง เหล่านี้ รักษาสัตย์สาบานถวายความจงรักภักดี และปฏิบัติตามพันธะหน้าที่ที่ ตกลงกันไว้ สำหรับวัลซาลของชู เซอเรนที่จะพึงปฏิบัติต่อซูเซอเรน หากไม่รักษาสัตย์และหน้าที่ ของวัลซาลแล้ว ซูเซอเรนย่อมมีสิทธิอันชอบ ธรรมที่จะเรียกดินแดนนั้นกลับคืนได้ ลอร์ดอาจจะมีตำแหน่งเป็นดยุ๊ค หรือกษัตริย์ เช่น กษัตริย์ฝรั่งเศสทรง มอบที่ดินต่างๆ ในราชอาณาจักรของพระองค์ให้บรรดาชุนนางชั้นสูงไปปกครองดูแล บรรดาขุนนางเหล่านั้นก็


4 มีสิทธิเหนือดินแดนที่ตน รับมอบมาและมีฐานะเป็นวัลชาลของกษัตริย์ฝรั่งศส เช่น ดยุ๊คแห่งนอร์มังดี (Duke of Normandy), ดยุ๊คแห่งอควิแตน (Duke of Aquitaine) เคาน์แห่งอังจู (Count of Aujou) เป็นตัน วัลชาล วัลซาล (Vassal) หมายถึง ขุนนางผู้น้อยหรือข้าที่ได้ทำพิธีรับมอบที่ดินจากเจ้าไปทำ ผลประโยชน์ และต้องแบ่งผลประโยชน์ให้แก่เจ้า มีพันธะกรณีที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าตามข้อตกลง ในระบบฟิวดัล อัศวิน หรือซับวัลซาล อัศวิน หรือ ซับวัลซาล (Knight หรือ Sub-Vassal) หมายถึงขุนนางระดับต่ำ ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากขุนนางชั้นสูงอีกทอดหนึ่ง มีฐานะเป็นซับวัลซาลของขุนนาง ชั้นสูงผู้มอบที่ดิน ให้อัศวินหรือรับวัลซาลมี ภาระหน้าที่และข้อผูกพันต่อขุนนางชั้นสูง เช่นเดียวกับขุนนางชั้นสูงที่มีต่อซูเซอเรน เช่น กษัตริย์ฝรั่งเศสเป็นซู เซอเรนของบรรดาดยุ๊คและเคาน์ทั้งหลายที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศฝรั่งเศส ดยุ๊คและเคาน์เหล่านี้เป็นวัล ชาลของกษัตริย์ฝรั่งเศส แต่ในขณะเดียวกันมีฐานะเป็นลอร์ดของบรรดาขุนนางผู้น้อย หรืออัศวินต่าง ๆ ใน มณฑลเหล่านั้น ชาวนาและทาสติดที่ดิน ชาวนาและทาสติดที่ติน (Peasant และ Serf) หมายถึง สามัญชนมีชีวิตอยู่กับการหา เลี้ยงชีพจาก ที่ดินของกษัตริย์ ขุนนางชั้นสูงและขุนนางผู้น้อยต่าง อยู่กายใต้ความคุ้มครองและ อำนาจการปกครองจาก บรรดาผู้มียศที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่ตนเข้าไปทำนาทำไร่ ชาวนาที่เป็นไทมีอิสระดีกว่าทาสติดที่ดิน ตรงที่ เจ้าของที่ดินหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจะขายหรือยกบุคคลนั้นให้แก่ผู้ใดไม่ใด้ นอกจากนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ โดยทั่วไปอยู่ในสภาพเกือบเหมือนกัน คือ สิทธิขาดต่างๆ ขึ้นกับคำสั่งของขุนนางเจ้าของที่ดินทั้งสิ้น ความ จงรักภักดีของชาวนาหรือทาสติดที่ดินจะต้องให้แก่ ลอร์ดของตนเป็นอันตับแรก ถือว่าเป็นคนของลอร์ด แม้ใน กรณีการปกครองของลอร์ดเป็นแบบ ทรราชย์ หรือปราศจากการคำนึงถึงความสุขทุกข์ของบุคคลในความ รับผิดชอบ ชาวนาหรือทาส ติดที่ดินมีความมั่นคงในแที่ไม่ต้องถูกไล่ออกจากที่ดินทำกินเมื่อมีการขายหรือโอน กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทาสติดที่ดินจะถูกขายหรือยกให้แก่เจ้าของที่ดินรายใหม่ที่เข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น 2. ภาระหน้าที่และสิทธิของบุคคล หน้าที่ของข้าที่มีต่อเจ้า 1. การเป็นทหารช่วยรบ (Knight's Service) ข้าถือที่ดินของเจ้า โดยเป็นทหารช่วยรบให้แก่เจ้า การถือที่ดินจากพระเจ้าแผ่นดินส่วนมาก เป็นการ ถือแบบนี้ เว้นแต่ในที่ดินส่วนพระองค์ ที่ดินทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เบ่งเป็นที่ดินบำเหน็จทหาร (Knight's Fee) มีการระบุว่าข้าในที่ดินจะต้องส่งทหารมาช่วยเจ้าในการรบจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของที่ดินนั้นข้า


5 หรือวัลซาลหรืออัศวินจะต้องเข้าไปประจำการในกองทัพเจ้าปีละไม่เกิน 40 วัน เมื่อพ้นกำหนดแล้ว เจ้าไม่อาจ บังคับหรือเอาโทษกับข้าได้ หากข้าจะไม่ให้ความช่วยเหลือ ทางทหาร ข้าผู้ถือที่ดินแบบการเป็นทหารช่วยรบ (Knight's Service) จะมีหน้าที่สำคัญต่อเจ้า 2 อย่าง คือ การมอบตนเป็นข้า (Act of Homage) และการให้ ความจงรักภักดี (Act of Fealty) การมอบตัวเป็นบ้า (Act of Homage) คือ การประกอบพิธีกรรมที่ข้าหรือวัลซาลจะ คุกเข่าต่อหน้า เจ้าหรือลอร์ด โดยถือเอามือของลอร์ดไว้ในมือของตน แล้วกล่าวคำปฏิญาณว่า"ข้าจะเป็นคนของท่านตั้งแต่ วันนี้เป็นต้นไป ด้วยชีวิตและร่างกาย ข้าจะชื่อตรงต่อท่านและ รักษาสัตย์ต่อท่าน เพื่อที่ดินอันข้าได้ถือจาก ท่าน" ถ้าเจ้าของที่ดินไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดิน ข้าจะต้อง พูดว่า "ยกเว้นแต่ความจงรักภักดีของข้าที่มีต่อพระเจ้า แผ่นดิน" การให้ความจงรักภักดี (Act of Fealty) คือ การที่ข้าจะต้องแสดงความจงรักภักดีต่อเจ้า ทั้งในยาม สงบ ด้วยการช่วยทำงานในไร่นา ทำงานรับใช้ และช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของเจ้า และจงรักภักต่อเจ้าในยาม สงคราม คือ การเป็นทหารช่วยรบตามข้อกำหนดในระบบฟิวดัล 2.การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Aids) ข้าจะเป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือแก่เจ้า ไม่ได้กำหนดจำนวนแน่นอน ขึ้นอยู่กับคำขอของเจ้า และขึ้นอยู่กับ ฐานะอำนาจของเจ้าที่มีต่อช้า การจ่ายเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจมี 3 อย่าง 2.1 การทำพิธีแต่งตั้งลูกชายคนโดของเจ้าเป็นอัศวิน 2.2 การทำพิธีแต่งงานลูกสาวคนโดของเจ้า 2.3 การจ่ายเงินเป็นค่าไถ่ตัวเจ้าที่ถูกจับไป นอกจากกรณีทั้ง 3 แล้ว เจ้าไม่อาจจะเรียกร้องเงินจากข้าได้ เจ้าจะต้องพยายามหาวิธีดำรงชีพตาม รายได้ที่มีอยู่ คือ จากผลประโยชน์ของคฤหาสน์ (Manor) ซึ่งเป็นบริเวณที่เจ้ามีสิทธิอย่างแท้จริง คือ เป็นทั้ง เจ้าของและผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน นอกจากนี้ ก็ยังมีรายได้จากสิทธิอื่นๆ แต่ถ้าต้องการเรียกเงินเพิ่ม นอกเหนือจากกฎเกณฑ์แล้ว จะต้องเรียกประชุม 3.การให้คำปรึกษาแก่เจ้า ทุกครั้งที่มีหมายเรียกประชุมข้าราชสำนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการพิจารณากรณีการส่วงละเมิด หน้าที่ ของข้าตามระบบฟิวดัล


6 สิทธิของข้า 1. สิทธิเด็ดชาในตินแดนที่ตนถือเป็นกรรมสิทธิ์จากเจ้า 2. สิทธิเหนือชีวิตพลเมืองในที่ดินของตน 3. สิทธิทางการศาลที่จะพิจารณาคดีต่างๆ ในตินแดนของตนต้อย่างเด็ดขาด โดยที่เจ้า ไม่มีอำนาจ เกี่ยวซ้อง 4. สิทธิมีกองทัพของตนเพื่อป้องกันภัยและให้ความช่วยเหลือแก่เจ้า หน้าที่ของเจ้าที่มีต่อข้า 1. การให้ความคุ้มครองแก่ข้าในกรณีที่มีภัยคุกคาม 2. การพิทักษ์ผลประโยชน์ของช้าและครอบครัว เช่น การค้ำประกันสิทธิของลูกชายคนโต ของข้าที่ จะรับมรดกในที่ดินของบิดา 3. การให้ความยุติธรรมและตัดสินคดีแก่ขุนนางใหญ่น้อยของตน สิทธิของเจ้า 1. สิทธิปกครองผู้เยาว์ (Right of Wardship) เมื่อวัลซาลถึงแก่กรรม ลอร์ดมีหน้าที่ต้องดูแล ภรรยาหม้าย และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยถือว่าบุตรชายอายุไม่เกิน 21 ปี บุตรสาวอายุไม่เกิน 14 ปี เจ้า มีสิทธิที่จะครอบครองที่ดินและดูแลเก็บผลประโยชน์จากที่ดินจนกว่าทายาทจะ บรรลุนิติภาวะ เจ้าจะได้รับ ผลประโยชน์จากรายได้ของที่ดินนั้น แต่เจ้าจะต้องเลี้ยงดูทายาทเหล่า นั้นอย่างดี 2. สิทธิการพิจารณาคดีกรณีพิพาทระหว่างข้ากับช้า เพื่อป้องกันการสู้รบระหว่างข้า คำตัดสินของเจ้า ถือว่าเป็นการขี้ขาด 3. สิทธิในการทำพิธีมอบที่ดินให้แก่วัลซาลคนใหม่ (Investitures) เพื่อค้ำประกัน ความคารวะ (Homage) ของวัลซาลคนใหม่ที่จะยอมรับว่าตนเป็นข้าของเจ้าและการให้ความจงรักภักดี (Fealty) สาบานตัว เพื่อรับหน้าที่ของการเป็นข้า 4. สิทธิการเลือกคู่ (Right of Marriage) เจ้ามีสิทธิเลือกคู่ให้แก่ทายาทของวัลซาล เพื่อ ป้องกันไม่ให้มี การแต่งงานกับศัตรูของเจ้าเพื่อผลประโยชน์ทางด้านความปลอดภัยทางทหารเป็นสำคัญ 5. สิทธิเวนคืน (Eschea) ถ้าวัลชาลตายโดยไม่มีทายาท เจ้ามีสิทธิเวนคืน หรือกรณีที่ วัลชาลทำผิด สัญญา หรือทำอาชญากรรมร้ายแรง เจ้าก็มีสิทธิเวนคืนที่ดิน เช่นกัน 6. สิทธิที่จะได้เงินคำไถ่ที่ดิน (Relief) ถ้าวัลซาลสิ้นชีวิตลง และทายาทยังต้องการที่ดินผืน นันอยู่ ทายาทผู้นั้นจะต้องจ่ายก้อนหนึ่ง เป็นคำไถ่ให้แก่เจ้าก่อน ทายาทของวัลซาลจึงจะมีสิทธิเช่า ช่วงที่ดินนั้นได้


7 7. สิทธิที่จะได้จากค่าปรับในการให้ถือช่วงที่ดิน (Fines หรือ Alienation) ในกรณีนี้มีฉพาะใน ประเทศอังกฤษเท่านั้น ที่จะต้องขออนุมัติจากเจ้า และจ่ายคำปรับในการให้ถือช่วงที่ดิน ยกเว้นแต่เป็นเจ้าของ ที่ดินเอง (Tenants-in-Chie) 8. สิทธิได้รับเงินสินแรก (Premier Scisin) หรือผลประโยชน์ที่ลอร์ดมีสิทธิจะได้จากที่ดินผืนหนึ่งๆ ระหว่างที่จะมีการเปลี่ยนผู้เช่าช่วง คือ ในระยะที่วัลชาลสิ้นชีวิต และทายาทยังมิได้นำเงิน ค่าไถ่ที่ดินมาให้ หรือ ทำพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่เสร็จ หน้าที่และสิทธิระหว่างลอร์ดกับวัลซาล จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิด สัญญาอย่างรุนแรง เช่น วัลชาลก่อการกบฏ หรือลอร์ดโกงที่ดินของวัลซาล พันธะและ ความสัมพันธ์ระหว่าง ลอร์ดกับวัลซาลเป็นอันสิ้นสุดลง สภาพการเมือง การปกครองในระบบฟิวดัล ระบบฟิวดัล เน้นการปกครองที่กระจายอำนาจจากศูนย์กลางออกไปยังสวนภูมิภาค จากกษัตริย์ไปยัง ขุนนางตามแคว้นต่างๆ เพราะเมื่อได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว มักจะได้รับมอบ หมายอำนาจในการปกครอง ด้วย เนื่องจากความผูกพันระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้รับมอบหมายใน กรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้กำหนดไว้อย่างมี ระเบียบแบบแผน ทั้งสองฝ้ายมีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การปกครองที่กระจายอำนาจ ลดหลั่นกันตามลำดับขั้น จึงเป็นการปกครองที่มีระเบียบและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในดินแด่นที่กว้างใหญ่ จนเกินกำลังการปกครองของ ส่วนกลาง ความสัมพันธ์ระหว่างชูเซอเรนกับวัลซาลเป็นไปอย่างหลวม ๆ ชูเซอเรนไม่ได้มีอำนาจทาง การ ปกครองอย่างแท้จริงเหนือดินแดนที่ยกเป็น Fief ของขุนนางใหญ่น้อย ฐานะของซูเซอเรนหรือ กษัตริย์เมื่อ พิจารณาถึงการมีอำนาจปกครองโดยตรงในดินแดนหนึ่งๆ ก็ไม่แตกต่างไปจากฐานะ ของวัลซาลที่เป็นขุนนาง ชั้นสูง กล่าวคือ กษัตริย์มีอำนาจเดีตขาดเหนือชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนเฉพาะในพื้นตินที่เป็น Fief ขึ้น โดยตรงกับกษัตริย์เท่านั้น เช่น ในศตวรรษที่ 11-12 กษัตริย์ฝรั่งเศสมีอำนาจบริหารกิจการของดินแดนเฉพาะ ในปารีส และอิล เดอ ฟรองซ์ (Ill de France) เท่านั้น ส่วนดินแดนฝรั่งเศสในแควันอื่น ๆ ที่มั่งคั่งใหญ่โตเป็น Fief ของขุนนางชั้นสูงของอาณาจักร ฝรั่งเศส โดยที่กษัตริย์ฝรั่งเศสจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงไม่ได้ หน่วยการปกครองโดยตรงของสังคมระบบฟิวดัลขึ้นอยู่กับคฤหาสน์ (Manor) ซึ่งหมายถึง หน่วยที่มี ลอร์ดปกครองโดยตรงเป็น Lord of the Manor ถือว่าเป็นประมุขทั้งทางการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและ กฎหมาย มีอำนาจเด็ดขาดเหนือทุกชีวิตในคฤหาสน์ ซึ่งประกอบด้วย ประชาชนที่เป็นช่างฝีมือ พ่อค้า ชาวนา และทาสติดที่ดิน ลอร์ดจะเป็นผู้วางกฎแกณฑ์สำหรับ ปกครองประชาชนในอาณาเขตของตน นอกเหนือจาก การกำหนตสิทธิทั่วไปของทาสและประชาชน


8 กฎหมายของระบบฟิวดัลเรียกว่า Customary Law ภาพสังคมระบบฟิวดัล 3 รูปแบบ ลอร์ดกับปราสาท ชาวนากับกระท่อม พระกับวัด สภาพสังคมในระบบฟิวดัล สังคมยุโรปในระบบฟิวดัล ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่สำคัญ ชนชั้นสูง ชนชั้นสูง ได้แก่ ขุนนาง (Lord) ซึ่งอาจจะเป็นมราวาสหรือพระก็ได้ ส่วนใหญ่ จะมีตำแหน่งหน้าที่ สำคัญทางการปกครองประเทศด้วย เช่น ให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ (King's Council) ทั้งในยามสงบและยาม สงคราม ดูแลควบคุมกิจการศาล การตัดสินคดี และการให้ความยุติธรรม ในขณะเดียวกัน พวกขุนนางเหล่านี้ จะมีฐานะเป็นวัลซาล (Vassal) ของขุนนางอื่น ๆ ก็ได้ ชนชั้นนี้มีฐานะทางสังคมสูง รวมตัวกันเป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ ชนในสังคม ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่น้อย เป็นเจ้าของป้อมปราการ ปราสาทหรือฤหาสน์ มีอำนาจ สิทธิขาตในดินแดนและคฤหาสน์ของตน ชนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยแตกต่างจากกลุ่มอื่น ด้วย "ชาติกำเนิด" และ "ความมั่งคั่ง" บรรดาขุนนาง และนักรบกลุ่มนี้ รวมกลุ่มกันอยู่แต่ในชนชั้นของตนเอง การสืบสายโลหิต และสืบ ทอดตำแหน่งให้แก่บุตร โดยไม่เปิดโอกาสให้ชนกลุ่มอื่นยกฐานะทางสังคมขึ้นมาปะปนด้วย โดยทั่วไป ขนชั้นสูงทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการปกครอง การบริหาร และการป้องกันประเทศ ไม่ต้อง รับผิดชอบต้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการผลิต หรือการเลี้ยงดูประชาชนในสังคม ดังนั้นกิจกรรม สวนใหญ่ของชน ชั้นนี้จึงเป็นไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับป้องกันประเทศหรือทำสงคราม ในยามสงบ ชนชั้นสูงก็แสวงหาควาสนุก เพลิดเพลินด้วยการล่าสัตว์ การกีฬาและการบันเทิงด้านต่างๆ ชีวิต ของชนชั้นสูงและอัศวินต้องผลัดเปลี่ยนไป


9 ประจำตามปราสาทของขุนนางเจ้านาย, หรือราชสำนัก ของกษัตริย์ ซึ่งมีการใช้ชีวิตที่สนุกสนาน ตื่นเต้น หรูหรา แต่ขณะเดียวกันต้องอยู่ในกรอบคุณธรรม ของอัศวิน ชนชั้นนักบวช ชนชั้นนักบวช เป็นกลุ่มที่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา สวดมนต์ภาวนา สั่งสอนศีลธรรม เนื่องจากวัด เป็นศูนย์กลางของชุมชน พระและนักบวชจึงมีบทบาทในการอบรมจิตใจ ส่งเสริมความ เชื่อและศรัทธา วาง แนวทางชีวิตและสร้างทัศนคติให้แก่สามัญชนโดยส่วนรวม วัดมีที่ดินจำนวน มากเรียกว่า ที่ดินกัลปนาได้แก่ ที่ดินอันมีผู้บริจาคให้แก่วัด เพื่อประโยชน์ของศาสนา ในสมัยแรกๆ ที่ดินมีจำนวนน้อย พระก็ทำไร่ทำนาด้วย ตนเอง ต่อมามีผู้ศรัทธาถวายที่ดินให้วัดจำนวนมากเกิน กำลังที่พระจะใช้ประโยชน์ใต้ที่ดินที่เหลือใช้นี้ พระจะ เอาไปซื้อขายไม่ใด้เพราะผิดวินัยบัญญัติของศาสนา เพื่อไม่ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเสียประโยชน์พระจึงเอาที่ดิน กัลปนาให้แก่ฆราวาสไปถือครองทำประโยชน์ฆราวาสเหล่านี้จึงมีฐานะเป็นวัลซาลทางศาสนา แต่ใน ขณะเดียวกัน ขุนนางอาจจะแบ่งที่ดินบางส่วน ที่เป็นเขตวัดให้พระราชาคณะชั้นพระสังฆราช หรือเจ้าอาวาสไป ปกครองดูแลอีกต่อหนึ่ง โดยนัยนี้พระจึงมีสภาพเป็นวัลซาลของขุนนางที่เป็นฆราวาส ด้วยเหตุนี้คริสต์ศาสนา ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ ระบบการปกครองของฝ่ายฆราวาส มีฆราวาสจำนวนมากที่ไม่ได้ศรัทธาในศาสนา แต่มา บวชเป็น พระ เพราะต้องการกอบโกยผลประโยชน์ความมั่งคั่งร่ำรวย และลาภยศอื่นๆ ปัญหานี้เป็นสาเหตุ สำคัญที่ทำให้ศาสนาคริสต์เสื่อมอำนาจลงในที่สุด นอกจากนี้ พระในศาสนจักรมีสวนสำคัญใน การเกี่ยวข้องกับ กิจกรรมทางโลก ในระบบฟิวดัลมีสงครามหลายครั้ง จนกระทั่งพระต้องเข้ามา จัดการช่วยเหลือด้วยการ ประกาศให้มี วันพักรบ (Truce of God) ในฤดูถือศีลอด (Lent) คือ 40 วันก่อนถึงวันอีสเตอร์ที่จะมีในเดือน มีนาคม และห้ามรบกันในวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์อย่างเด็ดขาด หากไม่ปฏิบัติตามถือว่ามีความผิด รุนแรง และอาจจะถูกขับออกจาก ศาสนาได้ ภาพลำดับตำแหน่งการปกครองคริสตจักร


10 ชนชั้นต่ำ หรือสามัญชน ชนชั้นต่ำ หรือสามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนามีหน้าที่ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงดูสังคม เนื่องจาก สังคมยุคกลางเป็นสังคมเกษตรกรรม มีชาวนาอิสระ (Feeman) ซึ่งเป็นเจ้าของที่นา ขนาดเล็กเหลืออยู่บ้าง แต่ ส่วนใหญ่แล้วชาวนาเป็นทาสติดที่ดิน (Ser/) ดำเนินชีวิตด้วยการอาศัย ที่ดินทำมาหากินตามผืนแผ่นดินขนาต ใหญ่ช่องขุนนาง ทาสติดที่ดินยังแบ่งออกเป็น ทาสติดที่ดินที่มีฐานะดี เรียกว่า วิลลีนส์(Villein) และทาส ติดที่ดินที่มี ฐานะต่ำ เรียกว่า คอททาร์(Cottar) ทำหน้าที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ รับภาระหนัก ในการผลิตพืชผลเพื่อ เลี้ยงดูประชาชนในสังคม ต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าจดค่ำ ไม่รู้จักคำว่าสิทธิหรืออำนาจ นอกจากคำว่าภาระ และหน้าที่ ไม่มีเวลาสนุกสนาน รื่นเริง ไม่มีเวลาย้อนกลับไปมองอดีต หรือใฝ่ฝันถึงอนาคต เป็นชีวิตที่คำนึงถึง เฉพาะภาระหน้าที่ในปัจจุบัน ทาสติดที่ดินอยู่ภายใต้อำนาจสิทธิขาดและความคุ้มครองของขุนนางเจ้าของ ที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นเจ้านายผู้ที่ทาสติดที่ดินจะ ต้องรับใช้ด้วยความจงรักภักดี ต้องแบ่งเวลาทำงาน และส่งผล ผลิดจากไร่นาให้แก่เจ้าของที่ดิน ทาสติดที่ดินก็จะถูกขายหรือยกให้แก่เจ้าของที่ดินคนใหม่ การเลื่อนชั้นทาง สังคมของชาวนาไม่ว่า จะเป็นชาวนาอิสระหรือทาสติดที่ดิน เป็นไปได้ยาก เพราะชนชั้นสูง เจ้าของที่ดินและ ชาวนาต่างก็มีระบบสืบทอดกรรมสิทธิ์ตามสายโลหิต การทำงานของข้าหรือชนชั้นต่ำ การทำงานของข้าให้แก่ลอร์ด มีหลายประเภท ดังนี้ วีคเวิร์ค (Weck Work) คือ การที่ข้าจะต้องทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน ในที่ดินของขุนนางที่ เรียกว่าดี มีนส์ (Demeanes) โดยทำงานในโร่นา ประเภทไถ หว่าน และเก็บเกี่ยว บูนเวิร์ค (Boon Work) คือ งานที่ข้าอาจจะถูกเรียกทำงานพิเศษเพิ่มขึ้น เช่น การถางบำ การนำพิน มาเก็บไว้ในคฤหาสน์แมนเนอร์ หญ้าแห้งมาเก็บไว้ในโรงนา และผลิตผลจากไรนา มาเก็บไว้ในยุ้งฉาง คอร์วี (Corvee) คือ ข้าในแมนเนอร์อาจจะต้องทำงานสร้างถนน ซ่อมแซมสะพาน ซุดคคลอง และ ทำความสะอาดคูรอบปราสาท เป็นต้น ส่วนภรรยาและบุตรของทาสติดที่ดิน อาจจะถูกเรียกมาใช้งานในคฤหาสน์แมนเนอร์ทำงาน รับใช้ทุก อย่าง โดยทั่วไป พวกข้าจะต้องถือว่การทำงานในดีมีนส์ของขุนนาง และการทำงานรับใช้ ขุนนางจะต้องมาก่อนงานอื่นทั้งหมด เมื่อเสร็จจากการทำภารกิจให้ขุนนางแล้ว เวลาที่เหลือจึงจะ เป็นของพวก ข้า หรือทาสติดที่ดิน


11 ภาพแผนผังแสดงถึงคฤหาสน์แมนเนอร์ โบสถ์ หมู่บ้าน โรงนา ไร่นา ทุ่งหญ้า และป่าไม้ ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นต่ำหรือสามัญชนจึงหันมาสนใจศาสนา และพึ่งพระกันมาก วัดในแมนเนอร์เป็น ศูนย์กลางของการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ่ายทอดความรู้ และเป็นที่รวมของ ความศรัทธา เชื่อมั่นในศาสนา ดังนั้นพระที่ทำหน้าที่ประจำตามวัดในแมนเนอร์ จึงมีบทบาท สำคัญต่อการหลอมหล่อจิตใจ และความนึกคิดของสามัญชนมาก คนทั่วไปในยุคกลางมักจะคิด หรือทำกิจการงานอยู่ในเรื่องศาสนาตามคำสั่ง สอนอบรมของพระประจำหมู่บ้าน 3. ระบบแมนเนอร์ ระบบแมนเนอร์ (Manorial System)' หมายถึง ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง (Self-Sufficiency) ในยุคกลางที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลักสำคัญ ตามรากศัพท์ คำว่า แมนเนอร์ (Manor) หมายถึง บ้านหรือคฤหาสน์หรือปราสาทซึ่งเป็น ที่อยู่ของขุน นาง เรียกว่า คฤหาสน์แมนเนอร์ (Manor Housr) สภาพทั่วไปของแมนเนอร์ ในแต่ละแมนเนอร์ ประกอบด้วย คฤหาสน์แมนเนอร์ (Manor House) หรือปราสาท (Castle) เป็นที่อยู่ของขุนนาง เจ้าของแมน เนอร์และครอบครัวส่วนใหญ่คฤหาสน์แมนเนอร์แต่ละแห่งจะใหญ่มาก มีห้องจำนวนมาก แต่ละห้องจะตกแต่ง ประดับประดาด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สวยงามหรูหรา ทำเลที่ตั้งของคฤหาสน์แมนเนอร์อยู่ในชัยภูมิที่ดี เหมาะสม ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเนินสูง ตัวคฤหาสน์นั้นอาจจะสร้างด้วยไม้หรือท่อนซุง ต่อมาในคริสต์ศตวรรษ


12 ที่ 11 จึงสร้างด้วยหินอย่างแข็งแรง เพื่อเป็นป้อมปราการ (Fortress) ป้องกันศัตรูจากภายนอก มีคูน้ำ ล้อมรอบปราสาท เมื่อมีการเตินทางเข้าออกจะมีสะพานซัก (Draw bridge) ในยามสงคราม ผู้คนในแมน เนอร์ ซาวไร่ ชาวนา และทาสติดที่ดิน จะเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณรอบปราสาทอันมีคู่น้ำล้อมรอบ หมู่บ้าน (Village) ประกอบด้วย วัต โบสถ์ บ้านเรือน ร้านช่างฝีมือ และอื่นๆ ตั้งอยู่ บริเวณรอบนอก คูน้ำ ห่างจากตัวคฤหาสน์แมนเนอร์ บริเวณที่ไกลออกไปจะเป็นกระท่อมที่อยู่ อาศัยของชาวไร่ ชาวนา ทาสติด ที่ดิน โรงสีข้าว โรงทำขนมปัง โรงเหล้าองุ่น และอื่น ๆ หมู่บ้าน เหล่านี้มีสภาพเศรษฐกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ มีการ เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และชางฝีมือด้านด่างๆ ที่ สมบูรณ์สำเร็จรูปในแต่ละหมู่บ้าน ที่ดินไร่นาชนาดใหญ่ สำหรับทำการเพาะปลูก ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ บำาไม้ สระน้ำ และอื่นๆ ที่ดินในแต่ ละแปลงจะถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ มีลักษณะเป็นแนวยาว เรียกว่า สตริป (Stripe) ส่วนมากจะมีความยาว ประมาณ 200 เมตร โดยมีคันนาเป็นแนวแบ่งเขตของสตริป ภาพแมนเนอร์


13 ที่ดินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดีมีนส์ (Demeanes) หมายถึง ที่ดินไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญ่ขุนนางเจ้าของแมนเนอร์เป็นผู้ ครอบครอง ดีมีนส์จะมีประมาณ 1 ใน 6 ถึง 1 ใน 3 ของที่ดิน ทั้งหมด มีพวกชาวไร่ ชาวนา (Peasant) หรือ ทาสติดที่ดิน (Ser) มาทำงานในดีมีนส์ ให้แก่ขุนนาง เป็นเวลา 3 วัน ใน 1 สัปดาห์ เทนเนเมนท์ (Tenement) หมายถึง ที่ดินโร่นาที่ทำกินของชาวไร่ชาวนาและทาสติตที่ดิน เทนเน เมนท์ส่วนใหญ่มักจะเป็นดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ระบบเกษตร์ในแมนเนอร์ มีลักษณะต่างๆ ระบบไร่นา 3 แปลง (Three-Fields System) คือ การแปงที่ดินเป็น 3 แปลง ใช้เพาะปลูก เพียง 2 แปลง อีกแปลงหนึ่งทิ้งพักว่างไว้เพื่อให้ดินฟื้นตัว ครั้นในฤดูกาลต่อมาสลับใช้ที่ดินแปลง ว่างเพาะปลูก แล้ว ปล่อยให้ที่ดินแปลงอื่นว่างแทน ตัวอย่างเช่น ในปีที่ 1 ที่ดินแปลงที่ 1 ใช้ปลูกข้าวสาลี ที่ดินแปลงที่ 2 ไช้ปลูกข้าวบาร์เลย์ ส่วนที่ดินแปลงที่ 3 ปล่อยว่างไว้ไม่มีการเพาะปลูกเพื่อไม่ให้ดินจืด ในปีที่ 2 ที่ดินแปลงที่ 1 ปล่อยว่างไว้ ที่ดินแปลงที่ 2 ใช้ปลูก ข้าวโพด ที่ดินแปลงที่ 3 ใช้ปลูกข้าวสาลี เป็นตัน หมุนเวียนสลับกันเช่นนี้ เพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ในแต่ละปี เพราะในสมัย ก่อนวิทยาการความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกการรักษาดินมีน้อยมาก ระบบไร่นาโล่ง (Open-Field System)' คือ การเพาะปลูกแบบไร่นาโล่งๆ ไม่มีริ้วกั้น อาจจะมีกอง ดินกองหิน พุ่มไม้ หรือฟางหญ้า วางเรียงรายเป็นแนวเขดเสมือนเป็นรั้ว เมื่อพัน ฤดูกาลเพาะปลูกแล้ว สัตว์ เลี้ยง เช่น วัว ควาย ม้า และสัตว์อื่น ๆ ก็ออกมากินหญ้าหาอาหาร ในทุ่งนาได้โดยสะดวก อาจจะเดินข้ามจาก ที่นาผืนหนึ่งไปยังอีกผืนหนึ่งได้โดยไม่มีอะไรขัดขวาง สัตว์เหล่านี้จะถ่ายมูลไว้บนดิน ซึ่งต่อมากลายเป็นปุ๋ยคอก บำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ข้อเสียของระบบเกษตรในแมนเนอร์ การขาดความรู้ทางวิชาการและเทคนิคการเกษตร ไม่รู้จักใช้ปุ๋ยทำนุบำรุงดิน ไม่รู้จัก คัดเลือกพันธุ์เมล็ตพืชและ สัตว์ เป็นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ตามยถากรรม ทำให้ได้ผลผลิต น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนที่ดินและ แรงงาน อุปกรณ์เครื่องใช้ในการเกษตรเป็นแบบดั้งเดิมซึ่งล้าหลัง เช่น ไถ เคียว มีด และอื่นๆ มีการ เกษตร เพียงอย่างเดียว ทำให้ผลิตผลทางเกษตรได้น้อย แต่ต้องเสียเวลาและใช้แรงงานจำนวนมาก


14 การบริหารงานในแมนเนอร์ แบ่งออกเป็น ขุนนางเจ้าของแมนเนอร์ (Lord of the Manor) อาจจะเป็นชนชั้นสูงหรือพระก็ได้ขุนนางแมน เนอร์จะมีฐานะความมั่งคั่งมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนที่ดินครอบครอง ขุนนางบางคนอาจจะมีเพียงแมนเนอร์ เดียว ขุนนางมักจะอยู่ประจำแมนเนอร์ดูแลควบคุมกิจการด้านต่างๆ ในแมนเนอร์ด้วยตนเอง รู้ข่าวสาร เรื่องราวความเป็นอยู่ของคนในแมนเนอร์เป็นอย่างตี แต่ในกรณีที่ขุนนางมีแมนเนอร์หลายแห่ง การดูแลไม่ ทั่วถึง ขุนนางมักจะไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับแมนเนอร์ใดเป็นพิเศษ นอกจากไปตรวจกิจการงานเป็นครั้งคราว ไปพักผ่อนสำสัตว์ หรือทำธุรกิจอื่นๆ ในแต่ละแมนเนอร์ วัตถุประสงค์สำคัญของขุนนางที่ต้องการ คือ การหา ผลประโยชน์จากแมนเนอร์ให้มากที่สุด ขุนนางใหญ่มักจะมีที่อยู่ของตนโดยเฉพาะและแต่งตั้งผู้แทนประจำใน แต่ละแมนเนอร์เพื่อดูแลผลประโยชน์ด้านต่างๆ สจ๊วต (Steward ) เป็นผู้แทนโดยตรงของขุนนาง ดูแลผลประโยชน์ในแมนเนอร์ ทำหน้าที่ตรวจตรา สอดส่องกิจการต่าง ๆ ในแมนเนอร์ ควบคุมดูแลแนะนำเจ้าหน้าที่แมนเนอร์เกี่ยวกับ การปฏิบัติงานตลอดจน ควบคุมกิจการศาลแมนเนอร์ ไบลิฟ (Bailif) เป็นเจ้าหน้าที่รอง ซึ่งอยู่ประจำแมนเนอร์ ทำหน้าที่จัดการที่ดินส่วนตัว ของขุนนางที่ เรียกว่า ตีมึนส์ ให้ดำนินการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวพืชผลให้ถูกต้องตามฤดูกาล ควบคุมดูแลการทำงานของชาวไร่ ชาวนา และทาสติดที่ดิน ให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วน และ ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนขุนนาง รีฟ (Reeve) เป็นหัวหน้าควบศุมชนชั้นวิลลีนส์ (Villeins)โดยตัดเลือกมาจากชนชั้นวิลลีนส์เอง หน้าที่ ของรีฟ บางครั้งเป็นไปอย่างไบสิฟ แต่บางครั้งก็ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของไบลิฟ ศาลแมนเนอร์ (Manor Court) มีหน้าที่ตัดสินกรณีพิพาทในแมนเนอร์ โดยมีขุนนางแมนเนอร์เป็นประธานตุลาการ ลักษณะ อำนาจ และธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละแมนเนอร์แตกต่างกันมาก ไม่มีหลักเกณฑ์ หรือ มาตรฐาน แบบเดียวกัน บาง แห่งศาลแมนเนอร์มีการพิจารณาคดีเพียงเดือนละครั้ง 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ในกรณีที่ขุนนางแมนเนอร์ทำหน้าที่ ประธานศาลไม่ใด้ ก็ให้สจ๊วดปฏิบัติหน้าที่แทน คดีที่นำมาสู่ศาลแมนเนอร์ ได้แก่ ปัญหาการบริหารกิจการแมนเนอร์ การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ครอบครองที่ดินของชนชั้นวิลลีนส์ การรุกล้ำที่ดิน การละเมิดสิทธิเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้ารวม การทะเลาะระหว่าง ผู้อยู่อาศัยในแมนเนอร์ เป็นต้น ในสมัยแรกๆ ศาลแมนเนอร์ทำการพิจารณาคดีอาญาเป็นส่วนใหญ่ ในสมัย ต่อมา คดีอาญาร้ายแรง เช่น กรกบฏ เปลี่ยนไปอยู่ในอำนาจศาลหลวง ศาลแมนเนอร์เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของขุนนาง เป็นการช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาที่ได้รับ ความ เดือดร้อนเกี่ยวกับข้อพิพาททางแพ่ง และที่สำคัญที่สุดของศาล แมนเนอร์คือ ให้ความคุ้มครองแก่ผู้อยู่อาศัยใน


15 แมนเนอร์ จากการปฏิบัติไม่ชอบตามขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละ แมนเนอร์มากกว่ากฎหมายคอมมอน (Common laws) ซึ่งใช้บังคับทั่วไป คำวินิจฉัยของศาล แมนเนอร์ได้มีหลักฐานเป็นเอกสาร เพื่อใช้เป็นบรรทัด ฐานในคดีอื่นๆ ต่อไป และบังคับให้ใช้เป็น กฎหมายได้ สภาพสังคมในแมนเนอร์ 4. ระบบวีรคติ ระบบวีรคติ (Chivalry)' หมายถึง คุณธรรมหรือธรรมะของอัศวิน (Knight's Moral) กล่าวคือ การที่ จะเป็นอัศวิน (Knight) หรือนักรบที่ดีของยุคกลางนั้น จะต้องมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ได้แก่ 1. ความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และขุนนางเจ้านาย 2. ให้ความช่วยเหลือพิทักษ์คุ้มครองผู้อ่อนแอ หรือผู้ที่ถูกกดชี่ เช่น ผู้หญิง คนชรา เด็ก และคนป่วยไข้ 3. ต้องรักษาความยุติธรรม 4. ป้องกันศาสนา 5. มีคุณสมบัติที่ดีอื่นๆ เช่น กล้าหาญ เสียสละ อดทน สุภาพ อ่อนโยน มีระเบียบวินัย และสำรวม กิริยาวาจา


16 นอกจากนี้ อัศวินยังมีประเพณีสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การมีนางในดวงใจ (Lady-Love) เพื่อเป็น กำลังใจในการสร้างชื่อเสียง เกียรติยศ และคุณความดีด้านต่างๆ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อ เทิดเกียรติสตรีผู้เป็นที่ รัก บางครั้งอัศวินอาจจะไม่ได้แต่งงานกับสตรีผู้นั้นก็ได้ เพราะสตรีนั้นอาจจะเป็นธิดาหรือชายาของชุนนาง เจ้านายของอัศวินผู้นั้นเอง ในยุคกลางนี้ มีนักร้องอาชีพหรือนักร้องเร่ที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ทรูบาโตส์ (Troubadours) ตรง กับภาษาอังกฤษว่า Travelling Mistrels พวกนี้มีอารมณ์ โรแมนติก สนุกสนาน ว่าเริง ร้องเพลงคลอการดีด พิณ มีการเล่าเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับความรัก การผจญภัยที่ตื่นเต้นของอัศวินในงานเลี้ยงเจ้านาย ขุนนางหรือ กษัตริย์ในเวลานั้น กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากแคว้นอควิแตน (Aquitaine) ที่มีวัฒนธรรมอันละเมียดละไม จึงร้อยกรองคำประพันธ์ที่ไพเราะเรียกว่า ลีวิค (Lyric) โดยได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มคนที่นับถือศาสนาอิสลาม ในคาบสมุทรไอบีเรียด้วย อัศวิน อัศวิน (Knight)' ในภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Chivalry ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง นักรบในยุค กลางที่ได้รับการเลี้ยงดูอบรม เพื่อเตรียมตัวเป็นนักรบที่ดี และอาจจะได้เป็นขุนนาง ในวันข้างหน้า บุคคลที่จะเป็นอัศวินจะต้องฝึกหัดเรียนรู้การเป็นอัศวิน กล่าวคือ เมื่อบุตรชายของขุนนาง หรือวัลซาล อายุได้ 7 ปี จะต้องถูกส่งไปอยู่ที่ปราสาทของเพื่อนขุนนางด้วยกันหรือขุนนางเจ้านาย ในฐานะเป็นเด็กรับใช้ ของท่านผู้หญิง (Lady) ซึ่งเป็นภรรยาเจ้าของปราสาทและเป็นผู้อบรมสั่งสอน กิริยามารยาทของราชสำนัก อบรมให้เข้าใจความสำคัญของการเป็นอัศวินที่ดีตามระบบวีรคติ การเป็นอัศวินที่ดีจะต้องฝึกหัดการขี่ม้าให้ชำนาญ รู้จักการใช้หอก และอาวุธอื่น ๆ ในการ ประลอง ยุทธบนหลังม้า มีสไควร์ (Squire) ทหารคนสนิทประจำตัวขุนนางเป็นผู้ฝึกสอนบุตร ขุนนางเหล่านี้ ต่อมาเมื่อ มีอายุได้ 14 ปี เด็กรับใช้จะได้เลื่อนฐานะเป็นสไควร์ ไปจนถึงอายุ 21 ในระหว่างที่เป็นสไควร์ จะต้องทำงานรับ ใช้ซุนนางอย่างใกล้ชิด เช่น ทำความสะอาดเสื้อเกราะ อาวุธ และเครื่องใช้ต่าง ๆ ของขุนนาง ติดตามขุนนางไป ในที่ต่าง ๆ เล่นกีฬาหรือเล่นหมากรุกกับขุนนาง การเป็นอัศวินที่ดีพร้อมจะต้องมีความสามารถเล่นกีฬาหรือ เล่นหมากรุกเก่งด้วย เมื่ออายุครบ 21 ปีหลังจากเรียนรู้ระบบวีรคติหน้าที่ของอัศวินในฐานะที่จะเป็นขุนนาง หรือข้าของกษัตริย์ในอนาคตแล้ว ก็จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน ซึ่งจะกระทำพิธีการเป็นอัศวินในโบสถ์ ผู้ที่จะ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน จะข้าไปคุกเช่าต่อหนัากษัตริย์หรือขุนนางผู้ที่จะใช้ดาบแตะบนบ่าของอัศวินใหม่ทั้ง สองข้าง (Accolate) พร้อมกับกล่าวว่า "ในนามของพระเป็นเจ้า เซ็นต์ ไมเคิล และเซ็นต์ ยอร์ช เราขอ แต่งตั้งเจ้าให้เป็นอัศวิน เจ้าจงเป็นคนกล้าหาญ จงรักภักดีต่อเจ้านาย และสุภาพอ่อนโยนต่อทุกคน" ("In the name of God, of St, Michael, and St. George, I made Thee a Knight, be Valiant, Courteous and Loyal; Rise Sir...")'


17 อัศวินจะสวมเสื้อเกราะ เกราะแชน เกราะขา และมีดาบแขวนไว้ที่เอว ดาบเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง ความเป็นอัศวิน และถือว่าเป็นสมบัติที่มีค่าสูงสุด การรบของอัศวินในยุคกลางเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว โดยมีโล่ห์ ดาบ หรือ หอกเป็นอาวุธ ใช้ต่อสู้ ประจัญบานกัน แต่ต่อมาเมื่อวิธีการรบเปลี่ยนไป เพราะมีอาวุธที่ทันสมัยขึ้น เช่น ธนูยาว (Long Bow) ปีนและ กระสุนดินดำ ทำให้ยิงได้ในระยะไกล อาวุธมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ความ สำคัญชองอัศวินลดลงเมื่อการ สงครามเปลี่ยนจากการกรีทามาเป็นการสู้รบเอาแพ้เอาชนะอย่างจริงจังทำให้ต้องใช้เส่ห์กลอุบายต่างๆ ตังนั้น การเคารพกติกาและการถือเกียรติยศแบบระบบวีรคติหรือคุณธรรม ของอัศวินก็หมดไปในที่สุด ภาพการแต่งตั้งอัศวินและสงครามของเหล่าอัศวินผู้จงรักภักดี 5. ความเสื่อมของระบบฟิวดัล ระบบแมนเนอร์ และระบบวีรคติ ระบบฟิวดัลและระบบแมนเนอร์เริ่มเสื่อมลง ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา เนื่องจากสาเหตุ ใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ สงครามครูเสด (ค.ศ. 1095-1291) และการขยายตัวทางการค้า สงครามครูเสดมีผลทำให้ชาวยุโรปมีโลกทัศน์และประสบการณ์ที่กว้างไกลมากขึ้น ชาวยุโรป ที่เดินทาง ไปกรุงคอนสแตนติโนเบิลและดินแดนตะวันออกไม่ใช่เพื่อทำสงครามกับพวกมุสลิมอย่างเดียว แต่มี วัตถุประสงค์อื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น การ ซื้อขายสินค้าระหว่างตะวันตกกับตะวันออก การค้า เจริญขึ้น เมือง ใหม่เกิดเพิ่มมากขึ้น ชาวยุโรปจึงหันมาประกอบอาชีพการค้าและมีสภาพชีวิตเป็น ชาวเมืองมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้า จึงเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์ใหระหว่าง ลูกจ้างกับนายจ้าง หรือผู้เช่าที่ดินกับ เจ้าของที่ดิน


18 การเกิดรัฐประชาชาติและระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สงครามในยุโรปเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามในระบบฟิวดัลหรือสงครามครูเสต มีผลทำให้ กษัตริย์มีอำนาจเข้มแข็งเพิ่มมากขี้น สามารถรวบรวม ดินแดนและประชาชนให้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นรัฐ ประชาชาติขึ้นตรงต่อกษัตริย์ผู้เป็นประมุขทั้งในยามสงบและยามสงคราม มีผลทำให้ขุนนางท้องถิ่นลดอำนาจ ลงไปเป็นลำดับในขณะที่กษัตริย์กลับเพิ่มพูนพระราชอำนาจมากขึ้น จนมีอำนาจเด็ดขาด แต่พระองค์เดียว เรียกการปกครองเช่นนี้ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absoluted Monarchy) และรวมอำนาจเข้าสู่ ศูนย์กลาง (Centralization) ด้วยเหตุนี้ ระบบ ฟิวดัลค่อยๆ เสื่อมลงเป็นลำดับ การเกิดเมืองใหม่ เมืองใหม่ ๆ ไต้เกิดมากขึ้นในปลายยุคกลาง มีลักษณะเป็นเมืองอิสระ (Buroughs) ที่ได้รับ กฏบัตรให้ ปกครองตนเอง มีเจ้าเมืองที่เรียกว่า เมเยอร์ (Mayor) หรือ ผู้อาวุโส (Elderman) ซึ่งเสรีชนในเมืองนั้น ๆ เป็น ผู้เลือกตั้งขึ้นมาทำการปกครองเมือง เมืองจึงเป็นศูนย์กลางของ เสรีภาพของเสรีชนชั้นกลางหรือสามัญชน (Common Man) เป็นเหตุให้อิทธิพลของขุนนางเสื่อมไป ในเวลาต่อมาชนชั้นกลางเหล่านี้ ได้รวมกลุ่มกัน ทำลายอำนาจเผด็จการของกษัตริย์ ทำให้กษัตริย์เลิกใช้พระราชอำนาจเด็ดขาดในทางพุ่มเฟือย มาเป็นกษัตริย์ ทรงอำนาจจำกัด (Limited Monarchy) บทบาทและอิทธิพลของศาสนจักรและสันตะปาปา ถึงแม้ว่าศาสนจักรต้องการจะมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ แต่ขณะเดียวกัน สันตะปาปา ก็ต้องการเป็น พันธมิตรกับอาณาจักร เพื่อป้องกันภัยจากศัตรู จึงทำให้เยอรมันต้องสนับสนุนอำนาจ กษัตริย์ ซึ่งเท่ากับเป็น ปฏิปักษ์ต่อขุนนาง ในยุคกลางศาสนจักรและสันตะปาปา มีที่ดินและความ มั่งคั่งมาก เมื่อศาสนจักรและพระ สนับสนุนอำนาจกษัตริย์ ทำให้กษัตริย์มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น อำนาจขุนนางลดน้อยลงเป็นลำตับ นอกจากนี้ คำสั่งสอนของศาสนาที่ให้คนมีเมตตาต่อกัน รักกัน ฉันท์พี่น้อง มีผลทำให้การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม และการกดขี่ของขุนนางต้องเสื่อมไป ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการ วิทยาการทำให้คนมีความรู้กว้างขวางเพิ่มมากขึ้น การคิดคันประดิษฐ์ดินปืนและกระสุนดินดำ ทำให้ วิธีการรบเปลี่ยนไป ระบบอัศวินและระบบวีรคติจึงหมดความหมายไป การเปลี่ยนระบบการศาล ในยุคกลางตอนปลาย เมื่อเกิดรัฐประชาชาติ กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้น และต้องการเงินมาก ขึ้นเช่นกัน กษัตริย์จึงต้องหารายได้เพิ่มขึ้น จากค่าธรรมเนียมศาล มีการเปลี่ยนระบบการศาล กษัตริย์ใด้ขยายขอบเขต


19 อำนาจของศาลหลวงไปควบคุมศาลแมนเนอร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลาย ความผูกพันระหว่างข้ากับเจ้าด้วย เช่นกัน การเกิดกาฬโรคระบาด (The Black Death) ในคริสดศตวรรษที่ 14 กาฬโรคระบาดในยุโรป เริ่มแพรไปจากภาคตะวันออก โดยมีพาหะ คือตัวหมัด ที่ติดอยู่กับหนูในเรือสินค้า ในระหว่าง A.ศ. 1348-1350 เป็นระยะเวลา 2 ปี กาฬโรคที่ เกิดขึ้น ทำให้ชาวยุโรป เสียชีวิตเป็นจำนวนมากประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั่วยุโรป นับได้ว่า "เป็นความสูญเสียอย่างร้ายแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ" ก่อน ค.ศ. 1400 ความตาย อันเนื่องจากกาพโรคทำให้ประชาชนเสียชีวิตเพิ่มมาก ขึ้นถึง 1 ใน 3 ของประซากรยุโรป เช่น ชาวเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ลัดลงจากจำนวน 90,000 คนเป็น 45,000 คน ชาวเมืองซีนา(Siena) ลดลงจาก 42,000 คน เป็น 15,000 คน ชาวเมืองแฮมเบิร์ก (Hamburg) สูญเสีย ประชาชนเกือบ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด ภาพแผนที่การแพร่กระจายของโรคระบาด


20 กาฬโรคเริ่มเกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย แพร่หลายไปยังตินแดนตะวันออกกลาง คาบสมุทร ไอบีเรียและ เข้าไปในยุโรปตามเส้นทางการค้าสายสำคัญ ๆ มีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากโดยเฉพาะ ตามเมืองท่าชายฝั่งทะเล และศูนย์กลางของกองคาราวาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นร้ายแรงมาก ระบบแมนเนอร์ในชนบทได้รับผล กระทบกระเทือนเนื่องจากการลดน้อยลงของชาวไร่ชาวนาในชนบท ทำให้โครงสร้างทางสังคมของระบบฟิวดัล สมสลายไปด้วย ชาวชนบทที่มีชีวิดเหลือรอดอยู่ก็หลบ หนีไปอยู่ตามเมือง ชุมชนเกษตรของระบบแมนเนอร์ ขาดแคลนแรงงานที่ต้องทำงานในไร่นา เพราะ การอพยพของผู้คนเข้ามาทำงานใช้แรงงานในเมืองหรือมาเป็น ช่างฝีมือในเมือง นอกจากนี้การเกิดโรคระบาดของกาฬโรคครั้งนี้ มีผลต่อความเชื่อทางศาสนาด้วย ผู้คน จำนวนมากได้ เกิดปรัชญาความคิดว่า "ชีวิต การดื่ม และการสนุกรื่นเริง" เป็นการใช้ชีวิตวันนี้เพราะพรุ่งนี้เราอาจจะต้อง ตาย หรือนักวิชาการกล่าวว่า "ความใจบุญเติบโตอย่างเย็นชา คนทำ งานเติบโตอย่างอวดดีกล้าแข็ง รายได้ ของโบสถ์วิหารและรัฐบาลลดน้อยลง ทั่วทุกหนแห่ง ประชาชนเริ่มตามใจตนเอง และใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ มากขึ้นกว่าเดิม" นักบันทึกเหตุการณ์ (Chroniclers) บันทึกไว้ว่า การไม่เคารพกฎหมาย ความเสื่อม ศีลธรรมและ ความประพฤติเสื่อมเสียของผู้คนสมัยนี้มีอยู่ทั่วไป ในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ บ้านหลังหนึ่งท่านจะได้ ยินเสียงร้องครวญครางอันเนื่องจากความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเจ็บที่ใกล้จะตาย ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรของคนเมา ที่พูดฟังไม่ได้ศัพท์จากการดื่มสุราอย่างมาก และเสียงแซ่งด่าพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอยู่ทั่วไป กล่าวได้ว่า กาฬโรคระบาดครั้งนี้ทำให้ชาวยุโรปล้มตายจำนวนมากมหาศาลที่เกิดขึ้น ในระหว่าง คริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้ทำลายระบบฟิวดัลและระบบแมนเนอร์ที่มีฐานอยู่ใน ชนบทให้เสื่อมสลายและหมดสิ้นไปในที่สุด จากจุดนี้เอง การเกิดเมืองใหม่ และประชากรในเมืองก็เพิ่มมากขึ้น ในยุโรป


21 สรุประบบฟิวดัล ระบบฟิวดัลหรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์เป็นระบบการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ ของยุโรป สมัยกลาง ซึ่งเป็นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง ขุนนางระดับสูงกับขุนนางระดับรองลงมา และเจ้าของที่ดินกับพลเมืองที่ทำมาหากินในที่ดินนั้น ระบบฟิวดัลพัฒนามาจากการปกครองของจักรวรรดิโรมันในยุคที่พวกอนารยชนรุกราน ประชาชนจึง ต้องพึ่งขุนนางที่ปกครองท้องถิ่น ขุนนางท้องถิ่นจึงมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ จักรพรรดิโรมันจึงต้องกระจาย อำนาจให้แว่นแคว้นต่างๆ ปกครองดินแดนตนเอง มีกองทัพและกฎหมายของตนเอง ระบบฟิวดัลเริ่มล่มสลายในราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 เมื่อเศรษฐกิจในยุโรปเจริญเติบโตขึ้นและ จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าและเมืองอุตสาหกรรมหลายแห่ง โดยเฉพาะเมืองท่าต่างๆ ทำให้ผู้คนที่อยู่ในแมนเนอร์อพยพเข้าไปอยู่ในเขตเมืองเพื่อทำงานและได้สิทธิการเป็น พลเมือง เกิดการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ทำให้ระบบแมนเนอร์ล่มสลาย ภาพมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์


22 บรรณานุกรม อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (๒๕๕o). เรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง. กรุงเทพฯ : ศักดิโสภาการพิมพ์. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด. (2561). วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศส ในกระแสเศรษฐกิจโลก จากระบบฟิวดัลถึง การปฏิวัติ. พิมพ์ครั้งที่ 3. นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน. คณะอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์. (2543). อารยธรรมโลก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พจนก กาญจนจันทร. (2564). โบราณคดี: ประวัติศาสตร์การขุดค้นอดีตกาลแห่งมวลมนุษย์. กรุงเทพฯ : บุ๊คสเคป, บจก. สิทธิพล เครือรัฐติกาล. (2563). ประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ = Modern world history. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.คณะอักษรศาสตร์( 2540 )อารยธรรมสมัยโบราณสมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.คณะกรรมการบริหารวิชาการบูรณาการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป, (2545) มรดก อารยธรรมโลก. กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. นันทนา กปิลกาญจน์( 2546) ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก(พิมพ์ครั้งที่ 7)กรุงเทพมหานคร: โอเดียนส โตร์,2546.


23


Click to View FlipBook Version